ปราชญ์หญิงพลิกแผ่นดิน

  • 99% Rating

  • 23 Vote(s)

  • 159,569 Views

  • 2,075 Comments

  • 2,286 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    243

    Overall
    159,569

ตอนที่ 33 : ทัพใหญ่แห่งต้าเว่ย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5003
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 48 ครั้ง
    16 มิ.ย. 57

      ทัพใหญ่แห่งต้าเว่ย

      พื้นที่ตั้งแต่ด่านซันตงจนถึงที่ตั้งทัพหลักของต้าเว่ยราวสามสิบหกลี้(18 กม.) ตอนนี้กลายเป็นโล่งเตียนพวกต้นไม้ต่างถูกตัดโค่นจนหมด เดิมทีที่โล่งมีเพียงแปดลี้จากด่านซันตงถึงชายป่า ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมาตราการรักษาความปลอดภัยที่ทุกด่านต้องมี เพื่อไม่ให้บดบังทัศนวิสัยในการมองเห็น เมื่อมีกองกำลังผู้บุกรุกเข้ามาก็จะถูกพบแต่ไกลและเตรียมตัวรับมือได้ทัน

      พอต้าเว่ยมาตั้งทัพก็มีการสั่งให้โค่นต้นไม้ลงตั้งแต่ฝั่งตนจนถึงที่โล่งเดิมที่หยวนทำไว้  เพื่อใช้ตั้งค่ายกระโจมทัพที่กินพื้นที่กว่าหกลี้(3 กม.) ทั้งยังไม่ให้หน่วยสอดแนมหรือทัพข้าศึกใช้เป็นที่ซุ่มซ่อนและให้ง่ายต่อการเคลื่อนทัพเข้าประชิดด่านซันตง การปะทะกันระหว่างทั้งสองฝ่าย ก็จะมีเพียงหน่วยสอดแนมของหยวนกับทหารลาดตระเวนของต้าเว่ย ซึ่งส่วนมากจะเกิดในยามค่ำคืน ที่หน่วยสอดแนมหยวนพยายามลอบเข้ามาสืบข่าวภายในค่าย

      ในตอนกลางวันก็อาจมีบ้างแต่หน่วยลาดตระเวนและสอดแนมทั้งสองฝ่าย ต่อให้พบเจอกันจะพยายามหลบเลี่ยง เพราะเป็นพื้นที่โล่งจึงมองเห็นแต่ไกล ขอเพียงไม่เข้าใกล้ที่ตั้งของอีกฝ่ายมากจนเกินไปก็จะไม่ถูกทหารที่ลาดตระเวณอยู่ขับไล่
      ทัพหยวนที่นำทัพมาโดยองค์ชายสามเทียนหลง พอพ้นจากช่องเขาของด่านซันตง พลรบก็ลั่นกลองศึกขึ้นมาอีกครั้งจนเสียงดังสนั่นสั่นไหว

      "หัวหน้าได้ยินเสียงกลองศึกหรือไม่ขอรับ มันดังมาจากด้านด่านซันตง"

      "ข้าได้ยินแล้ว พวกเราไปดูกัน"

      "ตะ..แต่หัวหน้านี่เราก็เข้ามาใกล้มากกว่าปกติแล้วนะขอรับ ถ้าไปไกลมากกว่านี้เกิดถูกพวกหยวนพบเจอ เราจะหลบหนีทันได้อย่างไรขอรับหัวหน้า"

      "พวกเจ้านี้ช่างขี้ขลาดกันซะจริง ขอเพียงระมัดระวัง เช่นไรเราก็ไม่มีทางถูกจับได้หรอก"

      หน่วยสอดแนมและลาดตระเวนนี้มีทั้งหมดยี่สิบนาย หน้าที่วันนี้ตั้งแต่เช้าก็ยังคงเหมือนเดิมเหมือนเช่นทุกวัน ถูกสั่งให้มาตรวจตราในระยะสิบลี้(5 กม.) คำสั่งมีเพียงให้จับตาดูฝ่ายตรงข้ามจึงมีกำลังคนเพียงไม่กี่นาย ซึ่งหน่วยนี้เป็นหนึ่งในห้าสิบหน่วยที่กระจายอยู่รอบๆรัศมีสิบลี้ แต่ตอนนี้ได้พ้นระยะดังกล่าวมาแล้วเจ็ดลี้(3.5 กม.) อีกสิบเก้าลี้(9.5 กม.)ก็จะถึงด่านซันตง

      "หัวหน้าเรามาไกลจากหน่วยอื่นมากแล้วนะขอรับ"

      "ฮืม อย่างนั้นพวกเจ้าสิบคนที่อยู่หลังสุดรออยู่ตรงนี้ ที่เหลือตามข้ามา"

     "ขอรับ"

      หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนเมื่อคิดตามก็สั่งการทันที เหล่าลูกน้องที่ถูกเลือกในเมื่อมิอาจขัดคำสั่งได้ จึงต้องทำใจควบม้าตามหัวหน้าของตนไปอย่างหวาดๆ

      "แปลก ทำไมวันนี้ยังมองไม่เห็นพวกหยวนเลย"

      "นั่นสิหัวหน้า ตั้งแต่เช้ามายังไม่เจอเลยซักคน ปกติทุกวันต้องเจอไม่ต่ำกว่าสามสี่รอบแล้ว"

      "ช่างมันเป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว ไม่เห็นต้องสนใจอะไร งานของพวกเราคือสืบข่าวเรื่องอื่นอย่าได้ใส่ใจ"

      "มันก็จริงของหัวหน้า"

      "ไปกันเรื่อยๆ ถ้าเจอพวกลาดตระเวนหยวนเราก็กลับ"

      "ขอรับหัวหน้า"

      เหล่าทหารลาดตระเวนและสอดแนมควบม้าล้วงลึกเข้าไปในเขตแดนหยวนเรื่อยๆ จู่ๆในกลุ่มก็ชี้นิ้วบอกเพื่อนตนให้ดูด้านหน้า

      "นั่น!หัวหน้าตรงโน้น"

      "นั่นมันทัพหยวนนี่หัวหน้า"

      "ข้าเห็นแล้ว ไป..เข้าไปดูให้ใกล้กว่านี้อีก"

      ด้านทัพหยวนก็มองเห็นอีกฝ่ายเช่นกัน แม่ทัพจงซิ่วเพียงกระตุ้นเตือนองค์ชายเทียนหลง

      "องค์ชาย พวกต้าเว่ยเห็นเราแล้ว"

      "ฮึ....ดีมาก ปล่อยพวกมันสอดแนมจนพอใจ เวลาไปรายงานจะได้ไม่ตกหล่น "

      "พะยะค่ะ"

      ถ้าพวกต้าเว่ยได้ยินสิ่งที่คนทั้งสองพูดคงจะงุนงงเป็นแน่ มีที่ไหนกันยอมปล่อยให้ข้าศึกสอดแนมล้วงข้อมูลของทัพของตนโดยละเอียดอย่างง่ายดาย แต่เหล่าทหารของต้าเว่ยกลับไม่เอะใจในเรื่องนี้ ว่าทำไมพวกตนถึงไม่ถูกทหารของอีกฝ่ายออกมาขับไล่ เพราะมัวแต่ดีใจที่หน่วยของตนจะได้ข่าวสำคัญไปรายงานจนลืมฉุกคิดขึ้นมา จนได้ข้อมูลครบถ้วนก็หันหัวม้าควบหนีไปอย่างรวดเร็ว เมื่อองค์ชายเทียนหลงเห็นดังนั้นก็ให้หยุดลั่นกลองศึก พอเงียบเสียงกลองก็สั่งการโดยทันที

      "จงซิ่นนำคำสั่งไปบอกแก่นายกองทุกคนหลังจากนี้จะเดินทัพให้ช้าลง และบอกหน่วยลาดตระเวนทุกหน่วยให้เริ่มออกลาดตระเวนได้"

      "พะยะค่ะองค์ชาย"

      ชิวจงซิ่นรองแม่ทัพด่านซันตงรับคำสั่งเสร็จก็รีบหันกลับไปดำเนินการทันที และนี้ก็คือเหตุผลว่าทำไมต้องลั่นกลองศึกมาตลอดทาง ก็เพื่อกระตุ้นให้พวกทหารลาดตระเวนของต้าเว่ยมาพบเห็นนั่นเอง

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      กระโจมค่ายบัญชาการต้าเว่ย       

      "เรียนท่านแม่ทัพ ทัพหยวนได้ยกกองกำลังออกมาจากด่านซันตงแล้วขอรับ"

      "ฮืม นึกว่าข้าหูแว่วไปเอง ที่ได้ยินเสียงกลองศึก แล้วมีจำนวนเท่าไหร่และทิศทางเล่า"

      "ราวสามหมื่นเศษ ทั้งยังมีเกวียนบรรทุกสิ่งของมาห้าเกวียน กำลังมุ่งตรงมาทางด้านทัพเรา และตอนนี้น่าจะอยู่ห่างประมาณยี่สิบสองลี้ขอรับ"

      "อะไรนะ!..เจ้าคิดว่าข้าเป็นใคร ถึงได้กล้ามาล้อเล่น ห๊า!"

      หัวหน้าหน่วยสอดแนมคุกเข่ารายงานการเคลื่อนทัพของหยวนแก่แม่ทัพเมิ่งอ้าว แต่เมื่อได้ยินว่าทัพหยวนมุ่งตรงมาด้านนี้ก็ถึงกับโมโหขึ้นทันที ต่อให้แม่ทัพอีกฝ่ายเป็นคนกล้าได้กล้าเสียเช่นไร ก็คงไม่ขั้นเสียสติพอจะยกทัพเพียงสามหมื่นมาปะทะกับทัพตนที่มีกำลังถึงสิบห้าหมื่นได้หรอก

      "ขะ..ข้าน้อยมิกล้าท่านแม่ทัพ ทุ..ทุกอย่างที่กล่าวมาเป็นความจริงทุกประการขอรับท่านแม่ทัพ"

      "หรือแม่ทัพหยวนจะเสียสติไปแล้วจริงๆ"

      หัวหน้าหน่วยสอดแนมที่ตอนนี้ เนื้อตัวเริ่มสั่นเทาด้วยความกลัวที่จะถูกลงโทษจากแม่ทัพเมิ่งอ้าวที่กำลังหาว่าตนนั้นรายงานข่าวที่เป็นเท็จ แต่ก็ยังฝืนอ้าปากพูดทั้งที่ริมฝีปากสั่นระริก แม่ทัพเมิ่งอ้าวเมื่อได้ยินคำยืนยันอีกครั้งก็นั่งนิ่งครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยคำสั่งออกมา

      "เรียกแม่ทัพทั้งหมดมาประชุมด่วน เสร็จแล้วไปแจ้งข่าวแก่เหล่านายกองให้สั่งทหารในสังกัดตนเตรียมตัวไว้ให้พร้อม เพื่อรอคำสั่งอีกครั้ง"

      "ขอรับท่านแม่ทัพ"

      ผ่านไปไม่ถึงสองเค่อ(1 เค่อเท่ากับ 15 นาที)เหล่าแม่ทัพก็มารวมตัวกันทั้งหมด แม่ทัพเมิ่งอ้าวก็แจ้งข่าวเรื่องทัพหยวนยกกำลังมาทันที ก่อนจะขอให้ช่วยออกความเห็นกัน

      "ท่านแม่ทัพเมิ่งข้าน้อยว่า เราควรยกทัพออกไปจัดการกับพวกมันขอรับ"

      "แต่ข้าว่า เราน่าจะรอดูท่าทีไปก่อนไม่ดีกว่าหรือแม่ทัพหนิง ที่พวกหยวนกล้ายกทัพออกมา คงต้องมีแผนการเป็นมั่นเหมาะเตรียมไว้แล้วแน่"

      แม่ทัพหนิงคังซึ่งเป็นชาวเทียนเฉาเสนอให้ยกทัพออกไปปะทะ แต่ถูกแม่ทัพเมิ่งเถียนผู้เป็นรองแม่ทัพเอ่ยแย้ง

      "ข้าน้อยกลับคิดเห็นเช่นเดียวกับแม่ทัพหนิงขอรับ ถึงจะมีแผนการแต่ถ้าต้าเว่ยเราไม่ยกทัพออกไปก็ดั่งคล้ายจะกลัวเกรงพวกหยวน จนถูกผู้คนเอาไปหัวเราะเยาะต้าเว่ยเราก็ได้น่ะขอรับ ท่านแม่ทัพ"

      "ฮืม...ที่แม่ทัพฉินกล่าวก็ถูก"

      แม่ทัพฉินอี้เฮ่าซึ่งเป็นชาวฉิน เห็นด้วยกับการยกทัพออกไปของแม่ทัพหนิง เพราะการที่หยวนยกทัพมา เจตนาก็บ่งบอกว่าต้องการยั่วยุให้ต้าเว่ยยกทัพออกไปปะทะ ถึงแม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายต้องมีแผนการ ครั้นต้าเว่ยไม่ยกทัพออกไปเพียงเพราะเหตุนี้ คงไม่พ้นถูกคำครหาว่า มีกำลังถึงสิบห้าหมื่นกลับกลัวเกรงทัพหยวนที่มีเพียงสามหมื่น ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงไหนก็ย่อมอับอายไปถึงนั่น ขณะกำลังครุ่นคิด พลทหารก็มาส่งข่าวความเคลื่อนไหวของทัพหยวนอีก

      "เรียนท่านแม่ทัพ ขณะนี้ดูเหมือนทัพหยวนจะเคลื่อนทัพช้าลงขอรับ แต่ทิศทางยังมุ่งตรงมาด้านนี้  ระยะทางห่างจากที่นี่สิบแปดลี้(9 กม.) คาดว่าไม่เกินสามชั่วยามคงมาถึงค่ายเราขอรับ"

      "เช่นนั้นทางเราก็ไม่จำเป็นต้องรีบ ถึงอย่างไรทางด้านหยวนเพียงแสร้งว่าจะบุก แต่ก็คงไม่คิดจะเอาคนแค่นั้นมาโจมตีถึงค่ายเราเป็นแน่ หรือต่อให้มาข้าก็ได้สั่งการให้ทุกคนเตรียมพร้อมไว้แล้ว ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล"

      "แต่ถ้าปล่อยให้เนิ่นนานไป พวกหยวนอาจยั่วยุโดนการตั้งค่ายประจัญหน้ากับเราจนแล้วเสร็จ เมื่อนั้นนอกจากจะถูกพวกมันเยาะเย้ยลับหลัง ฝ่าบาทอาจจะทรงกริ้วก็ได้ถ้าทรงรับทราบ เรื่องเช่นนี้แม่ทัพเมิ่งจะรับไหวหรือขอรับ"

      เหล่าแม่ทัพทุกคนต่างก็รู้ดีว่า หยวนจะต้องมีแผนแน่ แต่จะเป็นอะไรนั้นยังไม่สำคัญเท่ากับที่ฝ่าบาทจะทรงไม่พอพระทัย ถ้าทรงคิดว่าเหล่าแม่ทัพของตนเองกลัวแม้กระทั่งกองทัพเล็กๆของหยวนที่ยกมา จนกระทบถึงพระเกียรติของฝ่าบาทและต้าเว่ยอันยิ่งใหญ่

      เมื่อเป็นเช่นนี้แม้จะรู้ว่าหนทางข้างหน้ามีขวากหนาม แต่ก็จำต้องบุกตะลุยเข้าไปเช่นไรทัพตน ก็มีมากกว่าถึงห้าเท่า อย่างมากก็ถูกหนามเกี่ยวบาดแผลเพียงเล็กน้อยย่อมไม่อาจถึงแก่ชีวิตได้ แต่ด้านหลังตนกลับมีเสือหรือก็คือฝ่าบาทคอยอยู่นี้ต่างหากที่จะทำให้พวกตนถึงแก่ชีวิตของจริง เมื่อแม่ทัพเมิ่งอ้าวตัดสินใจได้

      "หยวนจัดทัพอะไรมาบ้าง"

     "ทหารม้าห้าพัน เกราะเบาสองพัน เกราะหนักสามพัน ทหารราบสามหมื่น แบ่งเป็นดาบโล่สองหมื่น และก็หอกแปลกๆรูปร่างแบบนี้อีกหนึ่งหมื่นขอรับ"

      พลทหารที่มารายงานยื่นผืนผ้าที่วาดภาพอาวุธเกอให้กับแม่ทัพเมิ่งอ้าวดู ก่อนจะถูกส่งให้เหล่าแม่ทัพที่เหลือ พอทุกคนได้เห็นก็ทราบถึงวิธีการใช้งานของมันในทันที

      "ท่านพ่อ คนที่ออกแบบอาวุธชิ้นนี้ขึ้นมาช่างเยี่ยมยอดยิ่งนักขอรับ"

      "ฮืม...ข้าก็ไม่ต่างจากเจ้า ถ้าต้าเว่ยกับหยวนมิได้ประจัญหน้ากัน ข้าก็คงต้องขอพบหน้าคนผู้นี้ดูซักครั้ง"

      ทุกคนหลังจากดูภาพเสร็จต่างก็อดจะชื่นชมในสติปัญญาของศัตรูตนที่เป็นผู้ออกแบบไม่ได้ ก่อนที่แม่ทัพเมิ่งอ้าวจะสังเกตุเห็นว่า พลทหารที่เข้ามารายงานยังมีเรื่องที่ยังไม่ได้กล่าวอยู่อีก

      "เจ้ามีอะไรก็รีบว่ามา"

      "ขอรับ จากที่หน่วยสอดแนมรายงานมา พลทหารที่ถือหอกประหลาด เหมือนจะเป็นพวกทหารใหม่ปะปนอยู่ทั้งยังมีจำนวนมากพอควรขอรับท่านแม่ทัพ"

      "ทหารฝึกใหม่เหรอ ข้อมูลนี้มีความแน่ชัดแค่ไหน"

      "เรียนท่านแม่ทัพ หน่วยสอดแนมที่ส่งไปทุกคนต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันทั้งหมดเลยขอรับ เพราะลักษณะการเดินทัพที่ให้กลุ่มทหารใหม่อยู่ตรงกลางคล้ายต้องการปกปิด แต่ถ้ามองจากที่สูงจะเห็นชัดถึงความไม่เป็นระเบียบและยังมีอาการคล้ายตื่นกลัว จนบางครั้งเหล่าทหารคนอื่นในแถวต้องเข้าไปหาท่าทางเหมือนกำลังปลอบใจเลยขอรับ"

      "เป็นการเสแสร้งแกล้งทำเพื่อให้เราประมาทหรือเปล่า"

      "ข้าน้อยไม่ได้ประสบกับตนเอง แต่มีหลายคนที่เห็น ต่างก็กล่าวเช่นนี้ด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งคนที่กล่าวล้วนแล้วแต่เป็นทหารหน่วยสอดแนมมาหลายปีแล้วขอรับท่านแม่ทัพ"

      "หรือว่าแม่ทัพหยวนคนนี้จะเสียสติไปจริงๆ นอกจากจะเอาทหารมาเพียงสามหมื่นกว่า แล้วในทัพยังมีพวกทหารใหม่อีก"

      หลังฟังรายงานเรื่องมีทหารใหม่ แม่ทัพเมิ่งอ้าวก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ตกลงหยวนมีแผนการหรือไม่มีกันแน่ หรือเป็นเพราะมั่นใจในอาวุธชนิดใหม่มากจนไม่คิดการณ์ให้รอบคอบ ก็ส่งทัพออกมาโจมตีทดลองดู

      " ถึงพวกหยวนจะมีแผนกับอาวุธใหม่ แต่ถ้าคิดจะมาหยามต้าเว่ยเรา ข้าก็คงยอมไม่ได้ ตกลง ข้าตัดสินใจจะส่งทัพไป"

      "ท่านพ่อเช่นนั้น ข้าขอเป็นผู้นำทัพเองขอรับ"

      "ไม่ได้เมิ่งเถียน เจ้าเป็นทั้งรองแม่ทัพและแม่ทัพทหารม้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งทัพม้า ฝ่าบาททรงกำชับมา ห้ามนำออกศึกถ้าไม่มีเหตุการณ์คับขัน"

      "ขอรับท่านพ่อ เช่นนั้นจะให้แม่ทัพท่านใดไปดีขอรับ"

      ข่าวเรื่องหยวนชนะทู่เจีย โดยใช้กระบวนทัพเสวียนอู่ต้านจนทัพม้าแตกพ่าย ได้รับการยืนยันว่าเป็นความจริง ดังนั้นจากที่ฝ่าบาทเพียงทรงรับสั่งเตือนให้ระวัง ก็กลายมาเป็นทรงรับสั่งห้ามถ้าไม่ถึงคราวจำเป็นจริงๆอย่าได้นำออกมาปะทะ

      ทัพทหารม้าเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดอีกทั้งกว่าจะฝึกทหารม้ามาซักคนก็แสนจะยากยิ่ง  และที่สำคัญค่าใช้จ่ายก็สูงเป็นอย่างมาก ทหารม้าในจงหยวนมีด้วยกันสองแบบก็คือเกราะเบากับเกราะหนัก

      ทหารม้าเกราะเบาเน้นการต่อสู้แบบฉาบฉวย ทหารม้าเกราะหนักเน้นการบุกทะลวงข้าศึก ที่ต้องมีสองอย่างก็เพราะทหารม้าในจงหยวนไม่เก่งกาจเหมือนพวกเผ่าเร่ร่อนที่มีแต่เกราะเบา ทว่ากลับอาศัยฝีมือการขับขี่อันชำนาญ มากลบจุดด้อยของเกราะเบา จนใช้ในการบุกทะลวงได้ ส่วนค่าใช้จ่ายทหารม้าหนึ่งนายนั้นจะเท่ากับสี่ทหารราบ ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากการจัดหาม้ายังต้องมีผู้ดูแลม้าอีก ยิ่งทหารม้าเกราะหนักค่าใช้จ่ายก็จะพุ่งถึงสิบทหารราบกันเลยทีเดียว เพราะนอกเหนือจากเกราะของทหารที่ขี่ ยังต้องมีเกราะของม้าด้วย

     แคว้นในจงหยวนเคยคิดจะนำเอาวิธีของเผ่าเร่ร่อนมาใช้เพื่อจะลดค่าใช้จ่าย แต่ก็มิอาจทำได้ เพราะในจงหยวนไม่มีทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ขนาดนั้น ทั้งขาดแคลนคนที่มีความรู้ความสามารถด้านนี้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครเลย ทว่าคนเหล่านี้ถ้าไม่เป็นเจ้าของสถานปศุสัตว์ที่ร่ำรวย ก็เป็นลูกจ้างที่ได้รับค่าแรงสูงลิ่ว อีกทั้งความเป็นอยู่ก็แทบไม่ต่างจากเจ้าของปศุสัตว์

      เมื่อเป็นเช่นนี้ใครบ้างอยากจะมารับราชการแม้จะได้รับค่าแรงมากกว่าและเป็นขุนนาง ทว่าในแต่ละวันต้องมาคอยจุดธูปภาวนาต่อเทพเจ้า ขออย่าให้ม้าตัวโปรดของเหล่าขุนนางผู้มีอำนาจมากล้นและเหล่าเชื้อพระวงค์คนใดเจ็บป่วยจนหาวิธีรักษามิได้ เพราะเมื่อม้าตายตนคงไม่แคล้วได้ตามไปดูแลม้ายังปรโลก

      ส่วนเผ่าเร่ร่อนนอกจากจะมีทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่ไว้ใช้เลี้ยงสัตว์ ทุกคนเหมือนเกิดมาเพื่อคู่กับม้า เด็กเล็กบางคนถึงขั้นขี่ม้าเก่งกว่าทหารม้าจงหยวนซะอีก เวลามีศึกก็ใช้ม้าของตนเอง อีกทั้งการดูแลรักษา ทุกคนก็ต่างคนต่างทำจนแทบไม่เป็นภาระของกองทัพ ดังนั้นจึงทำให้ทัพม้าของเผ่าเร่ร่อนมีค่าใช้จ่ายแทบไม่ต่างจากทหารราบ แต่กระนั้นแคว้นต่างๆในจงหยวนก็ยินยอมพร้อมจะจ่าย เพราะถ้าการรบเข้าถึงจุดคับขันหรือหวังในผลการรบ แต่อับจนด้วยแผนการก็จะนำทหารม้าออกมาใช้  การศึกนั้นก็จะรู้ผลได้เลยในทันที เหล่าทหารม้าจึงเป็นดั่งเครื่องมือที่จะชี้เป็นชี้ตายในการรบกันเลยทีเดียว

      "ข้าน้อย....."

      "หือ แม่ทัพหนิง ท่านคงมิใช่คิดว่าตนเองสมควรนำทัพหรอกนะ"

      "ทำไมจะมิได้ แม่ทัพฉิน หรือท่านจะยอมให้แม่ทัพใหญ่เมิ่งอ้าวต้องยอมลดตัว ไปเป็นผู้นำทัพเพื่อสู้กับทัพจำนวนแค่สามหมื่นของหยวนด้วยตนเอง"

      "ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น เพียงแต่แม่ทัพหนิงหาได้ชำนาญในพื้นที่นี้ดี อาจถูกหลอกล่อจนตกเข้าไปในหลุมพลางที่ทางหยวนวางไว้ก็ได้"

      "เหอะ...แม่ทัพฉินจะพูดว่าตนเองเหมาะสมกว่าข้าก็ว่ามามิดีกว่ารึ แต่ท่านอย่าลืมว่า ทหารส่วนใหญ่ในค่าย ข้าคุ้นเคยกับทุกคนดีกว่าท่านเพราะล้วนแล้วแต่เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชากันมาตั้งแต่เก่าก่อน เมื่อเป็นเช่นนี้การสั่งการย่อมทำได้อย่างรวดเร็ว"

      เสียงเห็นด้วยและคัดค้านของแม่ทัพระดับล่างที่แบ่งแยกฝ่ายอย่างชัดเจนก็ดังขึ้น จนกลายเป็นความชุลมุนในที่ประชุมกองทัพทันที ยังผลให้แม่ทัพเมิ่งอ้าวถึงกับกลัดกลุ้มจนมิอาจตัดสินใจได้

      ทัพต้าเว่ยสิบห้าหมื่นประกอบไปด้วยทหารจากสามแคว้นก็คือเทียนเฉา ฉินและเว่ย ทหารจำนวนมากสุดเป็นทหารชาวเทียนเฉาที่มีถึงสิบสองหมื่น ทหารชาวฉินมีสองหมื่นและทหารชาวเว่ยหนึ่งหมื่น ด้วยต้าเว่ยเพิ่งรวบรวมแว่นแคว้นต่างๆเข้ามายังไม่นาน แม้ภายนอกจะดูสามัคคีกันแต่ในความรู้สึกลึกๆยังแบ่งเขาแบ่งเรากันอยู่ อีกทั้งหลังจากเข้าสวามิภักดิ์ ก็มีหน้าที่เพียงดูแลความเรียบร้อยตามเมืองต่างๆภายในพื้นที่เดิมของตน ผลงานในด้านการรบจึงไม่มี ครั้นเมื่อมีโอกาสที่จะแสดงฝีมือ ซึ่งศึกในครั้งนี้มองไปทางไหนก็ไม่เห็นว่าจะมีทางแพ้เลยซักนิด ผู้ใดได้นำทัพเตรียมรอรับคำว่าชนะไว้ได้เลย นอกเหนือจากอำนาจบารมีและชื่อเสียงจะเพิ่มพูนในกองทัพ ภายหลังฝ่าบาทย่อมต้องเรียกใช้ตน จนอาจกลายเป็นคนโปรด เมื่อนั้นทุกสิ่งที่ตนต้องการย่อมมากองอยู่ตรงหน้าทันใด

      ในการคาดคะเนของเหมยฮวา ก็หวังไว้ในจุดนี้เองที่ยอมให้สอดแนมทัพอย่างละเอียด ทั้งยังสอดแทรกทหารใหม่ เพราะทัพหยวนถูกแบ่งไปประจำถึงสองแห่ง ครั้นจะยกไปทั้งหมดผู้ใดจะเป็นผู้เฝ้าด่าน พอแบ่งครึ่งก็เหลือไม่กี่หมื่น แม่ทัพเจนศึกของต้าเว่ย ถึงจะเพื่อรักษาหน้าจนต้องยกทัพออกมาปะทะ แต่ก็คงระมัดระวังยิ่งยวด ดังนั้นมีเพียงวิธีเดียวที่จะทำให้อีกฝ่ายคลายความกังวลในเรื่องแผนการลงก็คือต้องเอาทหารฝึกใหม่ที่ไม่เคยออกรบมาเป็นเหยื่อล่อ เพื่อทำให้ต้าเว่ยรู้สึกฮึกเหิมลำพองจากความได้เปรียบและกำลังพลที่มีมากกว่าของตน

      การที่นางนั้นกำหนดทหารใหม่ไว้ที่หนึ่งหมื่นนาย เพราะว่าจำนวนนี้ไม่มากจนเกินไปสำหรับการเสียสละ และไม่น้อยจนเกินไปจนสังเกตุไม่เห็น ทว่าองค์ชายเทียนหลงกลับนำมาเพียงห้าพัน ที่เป็นเช่นนี้ก็ด้วย คำของหลินซือที่เผลอกล่าวออกมาว่า เหมยฮวาคิดจะใช้ทหารใหม่เป็นเหยื่อล่อ เมื่อได้ยินองค์ชายเทียนหลงถึงกับตกตะลึง ด้วยเพิ่งเป็นครั้งแรกของพระองค์ที่ทรงเป็นแม่ทัพใหญ่ออกรบในระดับแคว้น ซึ่งการรบในระดับนี้แผนเสียสละผู้คนนับว่าเป็นแผนการที่ถูกใช้กันเป็นประจำจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา เทียบกับการเสียสละทหารจำนวนหนึ่งหมื่นถือได้ว่าไม่มากเลย ถ้าข้าศึกบุกเข้าเมืองมาได้ผู้คนอาจล้มตายหลายหมื่นหรือหลายสิบหมื่นอย่างแน่นอน

      ส่วนตัวองค์ชายเทียนหลงนั้นก็ทรงเคยนำทัพ แต่เป็นเพียงการยกทัพไปทลายก๊กโจรตามภูเขาที่รวมตัวกันเพื่อออกปล้นตามหมู่บ้านที่ห่างไกลจากตัวเมือง ซึ่งมีจำนวนไม่กี่ร้อยถึงหลายพันคน จึงไม่ต้องลงทุนใช้แผนการเสียสละผู้คนมากขนาดนี้ ดังนั้นจึงให้หลินซือหาวิธีลดจำนวนลง สุดท้ายหลินซือจึงยอมให้ลดลงมากึ่งหนึ่ง ทั้งยังให้อยู่ตรงกลางขบวนทัพ และกำชับเหล่านายกองว่า ถ้ามีทหารใหม่ผู้ใดเกิดตื่นตระหนกหวาดกลัว ก็ให้ปลอบหรือคอยพูดให้กำลังใจเรื่อยๆด้วยเสียงอันดัง เพื่อให้พวกต้าเว่ยสังเกตุเห็นแทน แต่กระนั้นก็หวั่นใจว่าแผนนี้อาจไม่เป็นผล แต่นับว่าทัพหยวนนั้นโชคดีอย่างมากที่หน่วยสอดแนมของอีกฝ่ายสังเกตุเห็นทหารใหม่จำนวนห้าพันในกองทัพ ถ้าเหล่าแม่ทัพของต้าเว่ยทราบ ก็ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจกันแน่ ที่ทัพของตนเองมีหน่วยสอดแนมเก่งกาจยิ่งนัก

      นี้ก็คือเหตุผลที่ชะลอทัพให้ช้าลง เพื่อให้เหล่าแม่ทัพต้าเว่ยมีเวลาประชุมทัพยิ่งมากยิ่งดี เพราะโอกาสที่จะทำให้เหล่าแม่ทัพไม่พอใจกันจนถึงขั้นแตกคอก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ทั้งคนที่ได้รับโอกาสก็ย่อมจะต้องดีใจจนคลายความระมัดระวังรีบเร่งยกทัพเข้าปะทะ จนอาจหมกมุ่นครุ่นคิดเพียงแต่ว่าจะทำตัวเช่นไรถ้าลาภยศและเงินทองจะพุ่งเข้าหาตนหลังจากการรบในครั้งนี้

      "ท่านพ่อขอรับ เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ให้แม่ทัพหนิงเป็นผู้นำทัพ ส่วนแม่ทัพฉินเป็นรองแม่ทัพ เพื่อคอยเป็นผู้ช่วยเหลือแม่ทัพหนิง"

      "ข้า.../ข้า...."

      "จริงสิ เช่นนั้น แม่ทัพหนิง แม่ทัพฉิน รับคำสั่ง"

      จู่ๆแม่ทัพเมิ่งเถียน ก็เอ่ยปากขอนำทัพกับแม่ทัพเมิ่งอ้าวผู้เป็นบิดา พอแม่ทัพหนิงและแม่ทัพฉินได้ฟัง ก็กำลังจะบอกว่าตนไม่ยอม แต่แม่ทัพเมิ่งอ้าวกลับเร็วกว่าออกคำสั่งทันที เพราะรู้ดีถ้าไม่รีบกล่าวเรื่องไม่ไปถึงไหนแน่ ส่วนแม่ทัพทั้งสองก็ได้แต่อ้าปากค้าง ก่อนที่เอ่ยปากเพื่อรับคำสั่งแม้จะไม่ยินยอมพร้อมใจก็ตาม

      " แม่ทัพหนิงคังอยู่"

      "...แม่ทัพฉินอี้เฮ่าอยู่"

      "ข้าแต่งตั้งให้แม่ทัพหนิงคังเป็นแม่ทัพใหญ่ของศึกนี้ ส่วนแม่ทัพฉินอี้เฮ่าเป็นรองแม่ทัพ"

      "ข้าน้อยน้อมรับคำสั่ง"

      "แล้วเรื่องกำลังพล พวกท่านต้องการเท่าไหร่"

      "ห้าหมื่นก็น่าจะเพียงพอขอรับ ท่านแม่ทัพ"

      "แต่ข้าน้อยคิดว่า เพื่อความไม่ประมาทควรเพิ่มอีกสองหมื่นเป็นทัพหลังขอรับท่านแม่ทัพ"

      หลังรับคำสั่ง แม่ทัพเมิ่งอ้าวจึงได้สอบถามถึงจำนวนทหารที่แม่ทัพหนิงต้องการ แต่แม่ทัพฉินกลับเอ่ยขอเพิ่มกำลังพล ซึ่งไม่ต้องบอกก็ทราบถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของแม่ทัพฉิน ที่ไม่ต้องการเป็นเพียงรองแม่ทัพรอรับคำสั่ง ทัพหลังสองหมื่นที่ร้องขอมาคงคิดจะแยกไปคุมเอง เพราะถ้าอยู่ทัพเดียวกันผลงานก็คงตกแก่แม่ทัพหนิงมากกว่า ดังนั้นจึงหวังว่า ถ้าเกิดโชคดีขึ้นมาทัพหลังที่ว่านี้อาจมีโอกาสได้ฉกฉวยผลงานของแม่ทัพหนิงมาเป็นของตนได้

      เพียงแค่นึกแม่ทัพเมิ่งก็เหนื่อยใจยิ่งกับการแย่งชิงผลงานกันของเหล่าแม่ทัพ ถ้าจะตักเตือนตอนนี้ก็คงยากที่จะเชื่อฟัง ใจจริงตนอยากยกทัพไปเองให้มันสิ้นเรื่อง แต่คงถูกครหาว่าจิตใจคับแคบคิดแต่จะเอาผลงานเพียงผู้เดียว ส่วนทัพม้าของเมิ่งเถียนก็มิอาจให้ออกไปเสี่ยง  ในใจอยากดุด่าแม่ทัพหนิงกับแม่ทัพฉินซักรอบจริงๆ แต่คิดส่วนคิด พูดส่วนพูด

      "ตกลงตามที่ขอ ตอนนี้ชื่อเสียงของต้าเว่ยขอฝากไว้กับพวกท่านแล้ว ขอให้ร่วมมือร่วมใจกันจนได้รับชัยชนะกลับมา"

      "ขอบคุณท่านแม่ทัพเมิ่งขอรับ"

      สุดท้ายแม่ทัพเมิ่งอ้าวยินยอมให้นำทัพไปเจ็ดหมื่น ทั้งยังเอ่ยตักเตือนกลายๆหวังว่าผู้ที่ได้รับฟังจะฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้บ้าง

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      ชายแดนต้าเว่ยด้านด่านเป่ยจิง

      "เรียนองค์ชายใหญ่ หน่วยลาดตระเวนส่งข่าวมาว่า ทัพหยวนได้ยกกำลังมาพะยะค่ะ"

      "หือ...เป็นไปได้อย่างไร แล้วมีจำนวนทำไหร่"

      "ราวสี่หมื่นกว่าพะยะค่ะ"

      หลังจากได้รับรายงานเรื่องทัพของหยวน องค์ชายไท่อี้กลับไม่ได้แสดงท่าทีตกใจ เพียงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัยว่าพวกหยวนไปกินดีหมีหัวใจเสือที่ไหนมา ถึงได้ไม่กลัวตายยกทัพหวังจะโจมตีต้าเว่ย ก่อนจะเอ่ยปากเพื่อสอบถามถึงจำนวนข้าศึกพอรู้ว่ามีเพียงสี่หมื่นกว่า ก็ยิ้มเหยียดให้กับกำลังพลอันน้อยนิดของหยวน

      "เหอะ!....มีคนเพียงเท่านี้กลับกล้ายกมา ช่างรนหาที่ตาย"

      "เอ่อ..องค์ชายไม่ทราบว่าพระองค์จะทรงให้กระหม่อมไปแจ้งข่าวแก่เหล่าแม่ทัพหรือไม่พะยะค่ะ"

      หลังฟังคำของทหารที่มารายงาน องค์ชายไท่อี้ก็ครุ่นคิดครู่หนึ่ง

      "เจ้าจงไปแจ้งข่าวแก่เหล่าแม่ทัพทั้งหมด แล้วบอกเพียงแต่ว่าให้เตรียมตัวเพื่อรับมือไว้ก็พอ นอกนั้นไม่ต้องสนใจ ข้าก็อยากรู้นักว่าพวกหยวนคิดการแผนอะไรไว้ หากข้าไม่ยกทัพออกไปปะทะ"

      "พะยะค่ะองค์ชาย"

      แม้ว่าเรื่องการโยกย้ายครอบครัวของเหล่าแม่ทัพจะเรียบร้อยไปแล้ว ทว่าการเตรียมการในส่วนของการจัดทำหอรบเพื่อบุกโจมตีกำแพงยังไม่แล้วเสร็จดีนัก จึงไม่คิดจะผลีผลามแต่งทัพออกรบหลายรอบ แม้จะถูกอีกฝ่ายยกทัพมาหยามถึงที่ก็ไม่ยกทัพออกไป ยอมถูกคำครหาในภายหลังว่าเป็นเต่าหดหัวอยู่แต่ในกระดอง ดีกว่าให้เป็นไปตามแผนของพวกหยวน จนสูญเสียผู้คนไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ที่อาจกระทบต่อแผนการบุกตีด่านเป่ยจิง

      ด้วยองค์ชายไท่อี้เป็นพระโอรสจึงไม่กลัวว่าเสด็จพ่อว่ยไท่หวงตี้จะทรงคิดอ่านเช่นไรกับตน หรือต่อให้ทรงกริ้วก็คงไม่ลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต อย่างมากก็ถูกดุด่าเสียรอบหนึ่ง ซึ่งมักจะโดนเป็นประจำอยู่แล้วจนชาชิน

      "รอไปก่อนเถอะพวกหยวน ไว้ทุกอย่างพร้อมสรรพเมื่อไหร่ ข้าจะให้พวกเจ้าตายอย่างไร้ที่กลบฝัง"

      "ท่านพี่คิดถูกแล้วพะยะค่ะ ที่หยวนยกทัพมาคงคิดจะยั่วยุให้ต้าเว่ยเรายกทัพออกไป เพื่อให้เป็นตามแผนที่วางไว้ แต่ถ้าเราหนักแน่นและอดกลั้นทำเป็นไม่สนใจเสีย สุดท้ายผู้ที่ร้อนรนย่อมต้องเป็นพวกหยวนแน่นอน"

      "ฮืม แต่ข้าหวั่นใจเรื่องทางด้านด่านซันตงมากกว่า ไม่รู้ว่าจะตกหลุมพลางยกทัพออกไปปะทะหรือไม่"

      "นั่นน่ะสิท่านพี่ เช่นนั้นมิสู้ท่านพี่ส่งสาส์นไปบอกกล่าวทางด้านโน้นว่าอย่าได้ยกทัพออกปะทะ ถ้าพวกหยวนเคลื่อนทัพมายั่วยุ"

      "ดี หวังว่าพวกหยวนคงมิได้ยกทัพออกมาพร้อมกันในวันเดียว ไม่เช่นนั้นกว่าสาส์นจะไปถึงคงไม่ทันการณ์"

      หลังจากคิดได้ดังนั้น องค์ชายไท่อี้ก็รีบร่างสาส์นเพื่อส่งไปบอกแก่แม่ทัพเมิ่งอ้าว โดยพระองค์จะทรงเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดเองถ้าเสด็จพ่อจะทรงพิโรธ ในเรื่องที่ทัพต้าเว่ยนิ่งเฉย ทั้งที่ถูกหยวนยกทัพมาหยาม ทว่าก็ชักช้าไปเสียแล้ว ด้วยหยวนได้ยกทัพออกมาพร้อมกันทั้งสองด่าน กว่าสาส์นจะไปถึง การศึกด้านซันตงคงจบลงเป็นที่เรียบร้อย

      ร้อยคำนวณพันคำนวณอย่างรอบคอบขององค์ชายไท่อี้ กลับมีช่องโหว่ที่ใหญ่ยิ่งโดยพระองค์ทรงลืมนึกถึงเหล่าแม่ทัพที่กำลังหิวโหยในผลงาน หลังจากได้รับข่าวพวกแม่ทัพก็เริ่มจับกลุ่มเพื่อปรึกษากัน จนนำมาสู่การขอเข้าพบแล้วอ้างเรื่องศักดิ์ศรีของต้าเว่ยที่ถูกหยวนมาเหยียบย่ำต่างๆนานา แต่ก็ทรงแจกแจงอย่างพระทัยเย็น ว่าให้รอทุกอย่างพร้อมสรรพเสียก่อนค่อยยกทัพทั้งหมดไปม้วนกวาดทั้งทัพที่ยกมาและด่านเป่ยจิงในคราวเดียว

      แม้ภายนอกเหล่าแม่ทัพจะดูเชื่อฟังก่อนจะล่าถอยไป แต่คงไม่ยินยอมพร้อมใจ ทำไมทั้งสองพระองค์จะทรงไม่รู้ เพียงอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้ว ถ้ารอให้เป็นดั่งว่าผลงานก็จะถูกกระจายแบ่งปันให้แก่ทุกๆคนเท่ากันจนไม่มีผู้ใดโดดเด่นเหนือคนอื่น เหล่าแม่ทัพที่ถือว่าการยกทัพมาของหยวนในครั้งนี้เป็นลาภลอยที่ไม่ได้มีบ่อยครั้ง ผู้ใดนำทัพไปก็ย่อมจัดการได้อย่างง่ายดาย ความดีความชอบมากองอยู่ตรงหน้าใครบ้างไม่รีบคว้า ต่อให้เป็นคนโง่ดักดานแค่ไหนก็ย่อมนึกออก เพราะก่อนจะขอเข้าพบข้อมูลทัพหยวนทั้งหมดถูกซักถามจากทหารหน่วยสอดแนมอย่างละเอียด ซึ่งรวมถึงเรื่องทัพหยวนนำทหารใหม่เข้ามาร่วมศึกด้วย

      หลังจากองค์ชายผู่หลงได้ยกทัพออกมาจากด่านเป่ยจิง ตั้งแต่ต้นยามเฉิน(07.00-08.59น.) จนเวลาล่วงเลยมาเกือบถึงยามเซิน(15.00-16.59น.) ทว่าก็ไร้วี่แววของทัพต้าเว่ย รายงานที่ได้รับมามีเพียงการเตรียมตัวของทหารเท่านั้น แต่หาได้มีท่าทีที่จะรวบรวมผู้คนออกมาปะทะไม่

      "เหวินโจว"

      "เหวินโจวอยู่พะยะค่ะ"

      "สั่งการลงไปให้เตรียมตั้งค่าย แต่ไม่ต้องให้ดีนัก เพราะเราอาจใช้งานไม่กี่วัน แล้วจัดเตรียมผู้คนมาจำนวนหนึ่ง ให้หาทางเล็ดลอดเหล่าทหารลาดตะเวนเข้าไปด่าทอยั่วยุที่หน้าค่ายของต้าเว่ย ถ้าไม่เป็นผลอีกก็ให้พลัดเปลี่ยนผู้คนกระทำการต่อไปแม้จะเป็นเวลาค่ำคืนก็ตาม"

      "พะยะค่ะ"

      "ยังมีอีก ให้เตรียมม้าที่มีฝีเท้าดีที่สุด แล้วนำสาส์นท้ารบผูกติดกับลูกธนู ลักลอบยิงเข้าไปในค่ายของต้าเว่ย รวมทั้งเพิ่มกระดาษที่มีถ้อยคำด่าทอผูกติดยิงเข้าไปด้วย ยิ่งมากยิ่งดี"

      แม้องค์ชายผู่หลงจะจัดทัพตามแผนที่ได้มาอย่างเคร่งครัด แต่ด้านต้าเว่ยกลับนิ่งเฉยไม่ยอมตกหลุมพลางที่วางไว้ ย่อมแสดงว่าด้านต้าเว่ยคงมีผู้มีสติปัญญาทั้งมีฝีปากเป็นเลิศจนเกลี้ยกล่อมมิให้เหล่าแม่ทัพก่อความวุ่นวาย อีกทั้งแม่ทัพใหญ่อาจจะเป็นองค์ชายใหญ่เว่ยไท่อี้ ถึงได้มีอำนาจสั่งการเด็ดขาดถึงเพียงนี้ ทอดตาไปทั่วต้าเว่ยนอกจากแม่ทัพใหญ่เฉินเยี่ยที่สามารถกระทำได้ ก็คงจะไม่พ้นองค์ชายใหญ่ไท่อี้เท่านั้น เพราะตอนนี้แม่ทัพเฉินเยี่ยไม่น่าจะลงใต้มาได้ด้วยติดภาระทางเหนือ

      แผนการส่งสาส์นท้ารบและจดหมายที่เขียนถ้อยคำยั่วยุด่าทอ คงจะเป็นหนทางสุดท้ายเพื่อกระตุ้นให้เหล่าแม่ทัพในปกครองซึ่งกระสันอยากได้ผลงาน จนยอมเสี่ยงถูกองค์ชายไท่อี้กริ้ว รวมตัวกันร้องขอยกทัพออกมาปะทะ ถ้ายังไร้ผลอีกตนคงได้ยกทัพกลับ แต่ถ้ากลับกันผลดีย่อมเกิดกับหยวน เมื่อเหล่าแม่ทัพได้รับอนุญาติให้มาโจมตี ย่อมเร่งรีบทำการรบในทันที


    ปล.สองตอนควบไปเลยงับ ตอนแรกก่ะว่าอย่างมากคงจบลงไม่เกินสิบกว่าหน้า เอ4 แต่กว่าจะจบได้ล่อไป 20กว่าหน้าเลยต้องแบ่งเป็นสองตอน
     เห็นเม้นที่อยากให้ทำระเบิด ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเอาอย่างไรเพราะจะว่าไป เหมยฮวาดูจะเก่งเกินไปล่ะ เพราะเท่าที่รู้มาการทำระเบิด เกิดขึ้นจากการเผลอไปจุดไฟแล้วเกิดสังเกตุเห็นว่ามีบางอย่างไหม้อย่างรวดเร็ว ต่อมาถึงได้รู้ว่าคือมูลค้างคาว แต่ก็มีอีกกระแสหนึ่งที่บอกว่า
ระเบิดเกิดในช่วงจิ๋นซีฮองเต้ เพราะรับสั่งให้ไปทำยาอายุวัฒนะ คนทำยาก็เจอเจ้าสิ่งที่เรียกว่าดินปืนแทน แต่กว่าจะรู้จักนอกจีน ก็โน้นเลยครับในช่วงที่มองโกลบุกยุโรปไม่แน่ใจว่าพวกโปแลนด์หรือรัสเซียนี้มั้งที่เป็นผู้โชคดี ได้เจอกับสิ่งที่เรียกว่าระเบิดเป็นกลุ่มแรกๆของยุโรป แต่เวลาห่างกันตั้งเป็นพันปี ดินปืนกลับแทบไม่พัฒนาไปไหนเลย ยังคงทำได้แค่ระเบิดควันกับระเบิดแสง ก็คงไม่ต่างจากประทัดยักษ์สมัยนี้เท่าไหร่หรอกมั้ง ส่วนเครื่องยิงหินไม่แน่ใจว่าเกิดขึ้นตอนไหน แต่เหมือนจะเกิดขึ้นตอนสมัยสามก๊ก แต่ยังเป็นแบบใช้แรงคนดึงเชือกเพื่อดีดหินไปทำลายฝ่ายตรงข้าม




 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 48 ครั้ง

7 ความคิดเห็น

  1. #718 MinZ@ (@min-min-za) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2557 / 07:28
    เหมยฮวาเทพมาก อิอิ
    ชอบผู้หญิงเก่งแบบนี้
    ให้รู้ไปว่าผู้หญิงก็เก่งไม่แพ้ผู้ชายเหมือนกัน
    #718
    0
  2. #696 kittiba (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2557 / 18:24
    ไม่มีเรื่องรักสนุกมากกว่านะยิ่งไม่มีพระเอกด้วยเอาอย่างขงเบ้งเลย เพราะนางเอกมีรักเมื่อไรเป็นอันต้องตายไปก็รันทดไปทุกที
    #696
    0
  3. #694 Phirena (@phirena) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2557 / 17:34
    นางเอกเก่งเกินไม่ว่า ชอบนางเอกเก่งๆ555
    ถ้าทำระเบิดได้นี่เจ๋งเลย แต่ระวังว่าพอสิ้นสงครามครั้งนี้ อีกหน่อยระเบิดอาจถูกนำไปใช้เพื่อรุกรานแคว้นอื่น
    แทนที่จะแค่ใช้ป้องกันการรุกรานดังที่นางเอกหวัง

    แอบคิดเล่นๆ ว่าถ้านางเอกถูกลักพาตัวไปแคว้นต้าเว่ยคงสนุกดี แล้วแบบไปปิ๋งกับองค์ชายแคว้นศัตรู แต่ก็นะตอนนี้ยังไม่มีตัวละครผู้ชายตัวไหนดูเด่นพอที่จะเป็นพระเอกเลยอ่ะ=_="
    #694
    0
  4. #683 buleberry_heven (@buleberry-heven) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2557 / 13:44
    จินตนาการคือสิ่งเติมเต็ม

    เติมเต็มในสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ในความเป็นจริง. ;)
    #683
    0
  5. #681 หลินปิงซ่า (@sarasiri2) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2557 / 11:19
    จะคิดมากไปทำไม ในเมื่อมันเป็นนิยาย เป็นจินตนาการ เป็นเรื่องราวที่ไม่มีในประวัติศาสตร์ ทำไมต้องเอาไปโยงกับเรื่องจริงด้วยล่ะถ้านางเอกจะเก่งเกินไป มันก็นิยาย นางเอกเป็นพวกสุดยอด มันก็เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น อ่านแล้วสนุกมันก็ดีมิใช่หรือ ถ้าเอาเรื่องจริงมาอิงกับนิยายมากไป มันจะไม่สนุกนะสิ ในเรื่องจริงบางเรื่องยังทำไม่ได้ ทั้งที่น่าจะทำได้ เข้าใจ เนอะ แต่รีดเดอร์คนนี้ขอบอกว่า เรื่องนี้สนุกมาก อิงสงครามในสมัยก่อน ไม่เน้นเรื่อง นางเอกดี ครอบคลุมดี ชอบมากกกกนะ ถ้าอ่านคอมเมนท์แล้วไม่ชอบก็ขอโทษทีนะ
    #681
    0
  6. #676 yukai (@yukai) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2557 / 07:29
    ขอบคุณมากค่ะ
    #676
    0
  7. #674 คนเมือง (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2557 / 06:23
    คุ้มกับที่รอคอยด้วยใจจดจ่อ
    #674
    0