ปราชญ์หญิงพลิกแผ่นดิน

  • 99% Rating

  • 23 Vote(s)

  • 159,587 Views

  • 2,075 Comments

  • 2,287 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    261

    Overall
    159,587

ตอนที่ 37 : เหมันต์อันร้อนแรง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5962
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 119 ครั้ง
    3 ก.ย. 57

เหมันต์อันร้อนแรง

      "ข่าวการศึก ที่ชายแดนทั้งสองมีความความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว"

      "ทูลฝ่าบาท ยังไม่มีรายงานใหม่พะยะค่ะ กระหม่อมคาดว่าไม่เกินวันพรุ่ง ข่าวผลการรบก็จะมาถึงพะยะค่ะ"

      "ขอฝ่าบาทอย่าทรงได้กังวล ด้วยทัพต้าเว่ยที่ถูกส่งออกไปมีกำลังมากกว่าพวกหยวนถึงเท่าตัว แม้นอีกฝ่ายจะมีแผนการเยี่ยมยอดเพียงใด ก็หาได้คณามือทัพแกร่งของต้าเว่ยได้อย่างแน่นอนพะยะค่ะ"

      "ฮืม..."

      เสนาฯขวาเกาเว่ยกราบทูล เสนาฯซ้ายหานเฟิงหัวกล่าวเสริม ยังผลให้เว่ยไท่หวงตี้ทรงคลายความว้าวุ่นพระทัยลง นับตั้งแต่มีรายงานว่าทัพหยวนยกทัพออกมารบ พระองค์ก็ทรงไม่วางพระทัย ด้วยผลการรบของทัพหยวนที่ได้ชัยชนะเหนือทัพทู่เจียอย่างเบ็ดเสร็จในห้วงเวลาไม่ถึงเดือน ความเก่งกาจของทัพหยวนนี้ก็เกินพอจะโยกคลอนความเชื่อมั่นและฮึกเหิมของทหารต้าเว่ยทุกผู้ทุกคน ไม่เว้นแม้แต่พระองค์เอง สิ่งใดที่พอจะช่วยให้พระองค์คลายกลัดกลุ้ม ก็จะทรงทำเช่นการตรัสถามผู้ที่อยู่ใกล้ชิดพระองค์ เพื่อให้ได้ยินคำตอบที่เป็นไปในทางที่ดี แม้ในพระทัยลึกๆจะทรงรู้อยู่แล้วว่าคำตอบต้องเป็นเยี่ยงนี้

      "ส่วนเรื่องเสบียงในกองทัพเป็นเช่นไร"

      "ทูลฝ่าบาท ทุกอย่างพร้อมสรรพ สามารถผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ได้อย่างแน่นอนพะยะค่ะ"

      "ถึงเช่นนั้นก็อย่าได้วางใจ กำชับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเสบียง ให้เข้มงวดกับการทำหน้าที่ อย่าได้ปล่อยปละละเลย ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น ข้าจะลงโทษให้หนัก"

      "พะยะค่ะ"

      เสียงเหล่าขุนนางที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต่างกล่าวตอบรับพระกระแสรับสั่งอย่างพร้อมเพรียง ก่อนที่เจ้ากรมคลังจี้ฮุ่ยเฉียน จะก้าวออกมาด้านหน้า

      "ทูลฝ่าบาท กระหม่อมมีรายงานเรื่องเสบียงที่ต้องนำไปแจกจ่ายแก่ราษฎรจะกราบทูลพะยะค่ะ"

      "หือ...เรื่องด้านนี้เป็นของฝ่ายพลเรือนมิใช่หรือไร เหตุใดถึงเกี่ยวข้องกับกรมการคลัง"

      เจ้ากรมการคลังจี้ชำเลืองมองไปทางด้านเสนาฯซ้ายหานแว่บหนึ่ง เห็นอีกฝ่ายพยักหน้าให้ จึงได้สูดลมหายใจลึกๆ เพื่อรวบรวมความกล้า

      "ทูลฝ่าบาท เรื่องนี้คงต้องกล่าวต่อเนื่องในหลายประเด็นพะยะค่ะ"

      "ไม่เป็นไร แจกแจงออกมาให้หมด เช่นไรวันนี้ มีหัวข้อในการประชุมไม่กี่หัวข้อ"

      "พะยะค่ะ ทุกปีทางฝ่ายพลเรือนจะนำเสบียงไปแจกจ่ายราษฎรในทางตะวันตก เพื่อใช้ในการยังชีพให้ผ่านพ้นฤดูหนาวเพียงแห่งเดียว ทว่าปีนี้ต้องนำไปแจกจ่ายแก่ราษฎรในทางเหนือด้วย เพราะสืบเนื่องมาจากสงคราม ทำให้ผู้คนทางเหนือจำนวนมากพลัดที่นาคาที่อยู่ ไม่สามารถประกอบอาชีพเดิมที่ตนได้เคยทำมาตั้งแต่บรรพบุรุษพะยะค่ะ"

      ทางตะวันตกของต้าเว่ยก็คือแคว้นเว่ยเดิม ที่เป็นถิ่นทุรกันดาร ก่อนหน้านั้นทุกปีผู้คนในแคว้นเว่ยมักตายลงในฤดูหนาวมากสุด เพราะความอดอยากหิวโหย แม้ในราชสำนักแคว้นเว่ยเดิมจะช่วยเหลือแจกจ่ายเสบียงก็ตามแต่ก็ไม่เพียงพอ ครั้นยึดครองเทียนเฉาได้การตายของผู้คน เนื่องจากความอดอยากจึงลดลง เพราะความอุดมสมบูรณ์ของแคว้นเทียนเฉาทำให้มีเสบียงอย่างเพียงพอในการแจกจ่าย และนี้ก็คือหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมทหารเว่ยถึงได้แข็งแกร่ง เก่งกาจ เพราะผู้ที่รอดชีวิตจากสภาพธรรมชาติที่โหดร้ายมาได้ ไม่ต่างจากการถูกเลือกและคัดสรรจากสวรรค์หรือก็คือธรรมชาตินั่นเอง ซึ่งตามกฎของธรรมชาติมีไว้ว่า ผู้แข็งแกร่งและปรับตัวได้เท่านั้นถึงจะอยู่รอด

      พอได้ยินเช่นนี้ พระขนงขมวดมุ่นเข้าหากันทันที พระเนตรคมปราบเหลียวไปทางด้านเสนาฯซ้ายหานคราหนึ่ง ก่อนจะมาจับจ้องที่เจ้ากรมการคลังจี้ฮุ่ยเฉียน

      "ว่าต่อไป"

      "พะยะค่ะ ด้วยบารมีของพระองค์ทำให้ต้าเว่ยอุดมสมบูรณ์ ปัญหาเรื่องเสบียงที่จะใช้แจกจ่ายย่อมต้องมีอย่างเพียงพอ ตะ..แต่..."

      คำกล่าวสรรเสริญเยินยอของเจ้ากรมคลังจี้ ทำให้เว่ยไท่หวงตี้ฉุกพระทัยคิด ปัญหานี้คงมิใช่เรื่องเล็กๆเป็นแน่ ไม่เช่นนั้นคงไม่กล่าวคำพวกนี้ออกมาก่อน

      "อ้ำอึ้งอันใด รีบพูดออกมา !"

      "พะ..พระอาญามิพ้นเกล้า ด้วยเหตุต้องรีบเร่งเตรียมเสบียงเพื่อใช้ในกองทัพ ทำให้เสบียงในยุ้งฉางหลวงถูกนำไปใช้  ครั้นต่อมาต้องนำไปแจกจ่ายแก่ราษฎรทางเหนือจึงทำให้มีเสบียงมีไม่เพียงพอ ดังนั้นกรมพลเรือน จึงทำเรื่องมาเบิกงบในการจัดซื้อกับทางคลังหลวงพะยะค่ะ"

      เหตุนี้เองที่ทำให้เจ้ากรมการคลังจี้ กล้าๆกลัวๆที่จะทูลรายงาน ด้วยมูลเหตุทั้งหมด เท่ากับชี้มายังพระองค์ว่าทรงตัดสินพระทัยผิดพลาด ในการรับสั่งจัดเตรียมและกักตุนเสบียงเพื่อใช้ในการรบ แม้จะทรงไม่พอพระทัย แต่ก็ทรงสะกดกลั้นเอาไว้ ก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิมว่า

      "ก็จัดเบิกให้ไปสิ หรือว่ามีปัญหาติดอยู่ที่ใดอีก"

      "ทะ..ทูลฝ่าบาท ด้วยอยู่ในภาวะสงครามทำให้ราคาสิ่งของเครื่องใช้ มีราคาสูงกว่าเดิมถึงสี่เท่าตัวพะยะค่ะ ถ้ามีการจัดงบในการจัดซื้อเพื่อให้เพียงพอ ต้องใช้งบในท้องพระคลังถึงหนึ่งในสามส่วนเลยทีเดียว จริงอยู่ที่สามารถทำเรื่องเบิกให้ได้ แต่ถ้าเกิดมีปํญหาอื่นสอดแทรกเข้ามาภายหลัง ทรัพย์สินในท้องพระคลังอาจไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้ในการแก้ปัญหาพะยะค่ะ"

      "เจ้าว่าเช่นไรนะ!"

      เว่ยไท่หวงตี้ถึงกับทรงตรัสด้วยเสียงอันดัง ยังผลให้ขุนนางยังท้องพระโรงทุกคนรีบคุกเข่าทันใด

      ต้าเว่ยมั่งคั่ง รุ่งเรือง เมื่อมองจากภายนอก แต่ถ้ามองให้ลึกซึ้งกลับมีจุดที่เปราะบาง ด้วยพื้นที่ๆกว้างใหญ่ย่อมใช้งบประมาณในการบริหารมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ทั้งทำสงครามไม่หยุดหย่อน ภาษีที่เรียกเก็บมาได้ส่วนมากจึงหมดไปกับการนี้ อีกทั้งต้องอุ้มชูดูแลราษฎรในทางตะวันตก ทำให้มีภาระเพิ่มมากขึ้น และการที่เพิ่งรวบรวมแคว้นอื่นๆเข้ามาทุกสิ่งทุกอย่างจึงยังไม่เป็นรูปเป็นร่างมากนัก การจัดเก็บภาษีจึงทำได้ไม่เต็มที่ ทรัพย์สินในท้องพระคลังแม้มากมายแต่พอถูกนำไปใช้หลายๆทางในคราเดียวกันจึงทำให้ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง ปล่อยไว้อาจพังพาบลงซักวัน

      "ขอฝ่าบาทอย่าเพิ่งทรงกริ้ว ด้วยเรื่องนี้แม่ทัพเฉินเยี่ยเพิ่งส่งรายงานมาให้เมื่อสิบวันก่อน แม้คราแรกจะได้กักเสบียงส่วนหนึ่งไว้ใช้ในการแจกจ่าย แต่จากการตรวจสอบกลับพบราษฎรที่ประสบปัญหามากกว่าที่ทางกรมพลเรือนประเมินถึงสามเท่าตัว หลังจากการปรึกษาหารือกันหลายวันจึงได้ทำเรื่องเบิกงบกับกรมการคลังพะยะค่ะ"

      "แล้วทำไม ข้าถึงไม่เห็นมีฎีกาใดส่งมาเลย!..ป่านนี้เพิ่งมารายงาน"

      "ฎีกาเรื่องนี้ทางฝ่ายกระหม่อมได้ส่งไปให้ทรงทอดพระเนตรตั้งแต่เมื่อห้าวันก่อนพร้อมกับฎีกาของเจ้ากรมการคลังจี้แล้วพะยะค่ะ"

      เสนาฯซ้ายหานเฟิงหัวกราบทูลทั้งๆที่ยังคุกเข่าก้มหน้าอยู่กับพื้นท้องพระโรง พอได้ยินเว่ยไท่หวงตี้จากที่ทรงกริ้วก็ถึงกับชะงัก ก่อนจะทรงหันไปทางด้านเฉาเหวินอวี่ผู้ซึ่งเป็นขันทีรับใช้คนสนิททันที

      "ทูลฝ่าบาท มีฎีกาเรื่องนี้มาจริงจะมะฮ่ะ แต่พระองค์ทรงรับสั่งว่า ถ้ามิใช่เรื่องเกี่ยวกับการรบ ให้พักไว้ก่อน อย่าเพิ่งนำมาให้พระองค์ทรงทอดพระเนตรจะมะฮ่ะ"

      "อ่า..มีเรื่องเช่นนี้จริง เฮ่อ.."

      เสียงจีบปากจีบคอกราบทูลพอได้ยินแค่พระองค์ของเฉากงกง ทำให้ทรงทราบถึงปัญหาว่าเกิดขึ้นจากที่ใด หลังจากถวายฏีกาพอเห็นว่าพระองค์ไม่ทรงเอ่ยถึงเรื่องนี้เลยทั้งที่ล่วงเลยมาหลายวัน จึงได้นำเรื่องนี้มากล่าว ณ ที่ประชุม แต่ครั้นพระองค์จะตรัสยอมรับก็ใช่ที่

      "ฮุ่ยเฉียน ลองแจกแจงวิธีการแก้ปัญหาในแต่ละวิธี ว่ามีข้อดีข้อด้อยเช่นไรมาสิ"

      "พะยะค่ะฝ่าบาท ดั่งเช่นที่กระหม่อมเขียนไว้ในฎีกา ซึ่งมีทั้งหมดสามแนวทางด้วยกัน"

      'จะกี่แนวทางก็รีบว่าเถอะ พิรี้พิไรอยู่ได้'

      เว่ยไท่หวงตี้ทรงดำริขึ้นในพระทัย ด้วยฎีกาทั้งหมดที่ว่าพระองค์มิได้ทรงทอดพระเนตร จึงไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นเช่นไร

      "แนวทางแรกคือการเพิ่มภาษี นับตั้งแต่รัชกาลของพระองค์การจัดเก็บภาษีนับว่าต่ำยิ่งนัก ถ้าเทียบกับช่วงที่เหล่าอ๋องทั้งหลายยังปกครองอยู่ เรื่องนี้ย่อมสามารถทำได้ แต่ข้อเสียก็คือใกล้จะเข้าฤดูหนาวแล้ว เหล่าราษฎรย่อมเกิดความไม่พอใจ ด้วยต้องกักเก็บเสบียงไว้ใช้ในช่วงที่ไม่สามารถประกอบอาชีพปกตินอกบ้านได้ อีกทั้งตอนนี้มีสงครามสิ่งของย่อมแพงและหายากขึ้นพะยะค่ะ"

      "เป็นดั่งเจ้าว่า"

      "แนวทางที่สองคือจัดเก็บภาษีเฉพาะเหล่าพ่อค้าคหบดีทั้งหลาย แนวทางนี้เหมือนดั่งแนวทางแรกทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ข้อเสียอาจร้ายแรงกว่า อาจเป็นมูลเหตุให้กลุ่มคนเหล่านี้ไม่พอใจจนเกิดคลื่นใต้น้ำ ทำให้เมืองที่ราชสำนักเต้าเว่ยพิ่งเข้าควบคุมเกิดการแข็งข้อขึ้นได้พะยะค่ะ และแนวทางที่สามก็คือรับการบริจาคจากเหล่าพ่อค้าคหบดี แนวทางนี้ถือว่าไม่สร้างภาระมากสุด แต่ต้องให้พระองค์ทรงตัดสินพระทัยพะยะค่ะ"

      "หือ.."

      เว่ยไท่หวงตี้ถึงกับเลิกพระขนงขึ้นด้วยความสงสัย เสนาฯขวาเกาเว่ยจึงได้ก้าวออกมาด้านหน้า

      "ทูลฝ่าบาท แม้กระหม่อมจะควบคุมด้านการทหาร แต่วิธีการนี้กระหม่อมสามารถชี้แจ้งแทนได้พะยะค่ะ "

      เว่ยไท่หวงตี้เพียงขยับพระพักต์เป็นเชิงอนุญาต

      "วิธีการก็คือผู้ใดบริจาคทรัพย์หรือเสบียงช่วยราชสำนัก ตามเกณฑ์ที่กำหนดก็จะได้รับพระราชทานใบเชิดชูเกียรติคุณจากทางราชสำนัก ซึ่งกระหม่อมขอบังอาจกราบทูล ให้ฝ่าบาทหรือเชื้อพระวงศ์ที่ทรงกำหนดประทานลายฝีพระหัตถ์ลงบนใบประกาศเกียรติคุณพะยะค่ะ"

      "ฮืม..ลำบากเพียงยกมือ แต่ทว่าวิธีการนี้จะใช้ได้ผลแน่เหรอ"

      "พะยะค่ะ อาศัยบารมีของฝ่าบาท เหล่าพ่อค้าคหบดีย่อมต้องบริจาคช่วยเหลืออย่างแน่นอน เพราะเป็นใบเชิดชูเกียรติจากทางราชสำนัก เพื่อจะได้เป็นมิ่งขวัญและเชิดชูแก่วงศ์ตระกูล วิธีการนี้ได้พิสูจน์มาแล้วว่าได้ผลจริง เพราะเป็นวิธีการที่ปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่ คิดขึ้นในการรับบริจาคเพื่อใช้ในการศึกกับทู่เจียพะยะค่ะ"

      เสนาฯขวาเกาเว่ยกราบทูลเสร็จ ก็เงยหน้าจ้องมองดูสีพระพักต์ขององค์เหนือหัวของตน ที่ตอนนี้แลดูสงบนิ่งๆจนน่าหวาดกลัว

      "ฮึๆ...ฮ่าๆ ปราชญ์พิศดารเอ่ยปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่ ใยเจ้าถึงได้เป็นคนแคว้นหยวน ทำไมถึงไม่เป็นคนแคว้นข้า หากมีเพียงเจ้าแค่คนเดียว ข้าคงไม่ต้องการเหล่าบุคคลเบื้องหน้านี้อีกแล้ว ฮ่าๆ"

      หลังจากได้ยินเสียงพระสรวล เหล่าขุนนางที่ยืนเรียงรายอยู่เบื้องหน้าของเว่ยไท่หวงตี้ต่างยกยิ้มขึ้นมา ทว่าไม่ทันไรหัวใจทุกคนก็ตกวูบลงแทบถึงตาตุ่มจากที่ทรงตรัส คงเพราะพระองค์ทรงรู้สึกอดสูในพระทัยยิ่งนักถึงกับทรงรับสั่งตัดพ้อออกมา ความรู้สึกของขุนนางทุกคนต่างผสมปนเปกันทั้งหวาดหวั่นและละอายใจต่อองค์เหนือหัว

      ด้วยต้าเว่ยที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ ต้องมาพึ่งพาความคิดของคนแคว้นศัตรู ทั้งยังเป็นอิสตรีในการแก้ปัญหา คราแรกก็การจัดขบวนทัพเสวียนอู่ เพื่อใช้จัดการกับทัพม้า ครานี้เพื่อป้องกันท้องพระคลังว่างเปล่า เสนาฯเกาเว่ยถึงต้องเป็นผู้ออกมากราบทูลด้วยตนเอง เพราะเป็นพระสหายสนิทมาครั้งตั้งแต่เยาว์วัย ถ้าเป็นบุคคลอื่น เช่นเจ้ากรมการคลังจี้กราบทูล คงไม่แคล้วถูกลากไปตัดหัวเป็นแน่

      "ฝ่าบาท กระหม่อม..."

      "ไม่ต้องกล่าวอะไรอีกแล้ว เกาเว่ย ข้าตัดสินใจแล้วใช้วิธีที่สาม เจ้ากรมพิธีการหลิว"

      "พะยะค่ะ"

      หลิวซัน เจ้ากรมพิธีการก้าวออกมาค้อมกาย เพื่อรับกระแสรับสั่ง

     "เรื่องนี้ให้ท่าน เจ้ากรมคลังจี้และเสนาฯซ้ายหาน ปรึกษาหารือกันในเรื่องหลักเกณฑ์คิดเห็นเป็นเช่นไรก็รีบมารายงานข้าทะ...."

      "ทูลฝ่าบาท ทหารสื่อสารจากทัพแม่ทัพเมิ่งอ้าวมาขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ"

      "รีบเบิกตัวเข้ามา"

      "พะยะค่ะ"

      ขณะทรงกำลังรับสั่ง ทหารองครักษ์ก็วิ่งเข้ามาคุกเข่ารายงาน ว่าแม่ทัพเมิ่งอ้าวส่งรายงานการรบมาถึงแล้ว ยังผลให้ทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรงต่างวาดหวังให้เป็นข่าวดี ที่มีเพียงแค่สูญเสียทหารเพียงเล็กน้อย เรื่องความพ่ายแพ้หาอยู่ในจิตใจไม่ ทหารสื่อสารพอมาถึงก็ค้อมกายเพื่อทำความเคารพในแบบทหาร ขณะจะขานชื่อและตำแหน่งของตน

      "รีบบอกข้ามา ผลการรบเป็นเช่นไร"

      "ทะ..ทูลฝ่าบาท รายงานผลการรบพะยะค่ะ"

      ทหารสื่อสารหยิบม้วนผ้าแพรยกขึ้นเหนือหัวแทนการกราบทูลทันที นับว่าทหารสื่อสารคนนี้หัวไวยิ่ง แทนที่จะรีบกราบทูลกลับหยิบสาสน์รายงานผลการรบถวาย ด้วยข่าวร้ายเช่นนี้ถ้าตนกราบทูลออกไปโชคร้ายคงจะมาเยือนเป็นแน่ สู้ตนเองนิ่งเงียบเอาไว้ให้สาสน์รายงานเป็นตัวบ่งบอกดีที่สุด

     เฉากงกงเดินลงมารับม้วนผ้าแพรไป ก่อนจะคลี่ออกเพื่อให้เว่ยไท่หวงตี้ได้ทรงทอดพระเนตร แต่สายตาตนเองก็เหลือบมอง ฉับพลันใบหน้าของเฉากงกงก็ซีดขาว เหงื่อกาฬไหลหลั่งเต็มแผ่นหลัง ก่อนจะเหยียดแขนเพื่อให้ได้ทรงทอดพระเนตรชัดๆ พอทรงรู้ใจความในรายงาน

      "น่าตาย!..ช่างน่าตายยิ่งนัก พวกสัดใส่ข้าว! ขะ..."

      พระพักต์แดงกร่ำ พระเนตรลุกวาว ด้วยความโกรธกริ้ว ทรงจับม้วนแพรได้ก็เหวี่ยงลงกับพื้นเบื้องหน้าบัลลังก์ ตามมาด้วยตรัสด่าทอลั่นท้องพระโรง ยังผลให้เหล่าขุนนางต่างตัวสั่นงันงกด้วยความเกรงกลัว ขณะจะทรงตรัสอะไรออกมาอีกก็หยุดชะงัก เพราะคำที่จะตรัสก็คือ 'ข้าจะตัดหัวพวกมันให้หมด' ด้วยฉุกพระทัยคิดถึงพระโอรสของพระองค์ที่เป็นผู้คุมทัพไปตีด่านเป่ยจิง

      หากแม้นทัพของไท่อี้พ่ายแพ้ด้วยเล่า พระองค์จะทรงทำเช่นไร ถ้าตัดหัวเหล่าแม่ทัพที่พ่ายศึก พระโอรสของพระองค์ก็ย่อมอยู่ในข่ายนี้ด้วย เมื่อถึงตอนนั้นหากพระองค์ไม่ลงโทษเช่นเดียวกัน ผู้คนก็จะพากันติฉินนินทาเป็นแน่ พอทรงดำริคิดได้ดังนี้ก็ทรงประทับบนบัลลังก์นิ่ง เกาเว่ยเดินมาหยิบม้วนผ้าแพรขึ้น สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัดหลังจากคลี่ออกมา แต่ก็อ่านดูอย่างละเอียดก่อนจะยื่นส่งให้กับเฟิงหัว พอได้อ่านผ่านตาเสนาฯซ้ายหานเฟิงหัวก็ได้แต่ส่ายหน้า ปากกล่าวพึมพำไม่หยุด

      "ทูลฝ่าบาท กระหม่อมขอบังอาจกราบทูล"

      "ว่าไป"

      เกาเว่ยเอ่ยขออนุญาตกราบทูล เว่ยไท่หวงตี้เพียงรับสั่งออกมาเบาๆไม่ต่างจากเสียงกระซิบ

      "เรื่องความพ่ายแพ้ ขอพระองค์อย่าทรงได้ลงโทษเหล่าแม่ทัพเลยพะยะค่ะ เพราะต่อให้ส่งแม่ทัพที่เก่งกล้าเพียงใดไปโอกาสแพ้ก็มีสูงนักเมื่อเจอกับอาวุธอัคคีชนิดนี้ ตามรายงานอาวุธอัคคีที่ทัพหยวนใช้นั้น อานุภาพช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่ง เพียงแค่สัมผัสถูกสะเก็ดไฟก็ลุกใหม้ได้ในทันที สิ่งแบบนี้ไม่เคยปรากฏอยู่ในสารบบมาก่อน แม้แต่กระหม่อมเองก็ยังไม่เคยพบเห็นหรือรับทราบว่ามีอยู่พะยะค่ะ"

      "ฮืม...นี่ก็คงเป็นฝีมือของนางอีกแล้วสินะ"

      "พะยะค่ะ กระหม่อมคิดว่าคงไม่มีผู้ใดแล้วที่จะทำแบบนี้ได้"

      "วันนี้ข้าเหนื่อยแล้ว เรื่องที่ประชุมกันก่อนนี้ก็ให้เป็นไปตามนั้น เกาเว่ย เฟิงหัวท่านทั้งสองติดตามข้าไปยังตำหนักจิ่นเซิน เลิกประชุม"

      "พะยะค่ะ"

      คล้อยหลังองค์เหนือหัว ทุกผู้ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์การศึกที่แพ้พ่ายของแม่ทัพเมิ่งอ้าวกันไปต่างๆนานา ว่ามูลเหตุอันใดเล่าที่ทำให้แม่ทัพเฒ่าชาญศึก ผู้ถือว่าเป็นหนึ่งในสามทหารเสือของต้าเว่ย ส่วนอีกสองก็คือ แม่ทัพเมิ่งเถียนผู้เป็นบุตรชาย และแม่ทัพใหญ่เฉินเยี่ย ที่ต้องการศึกพ่ายล้มทั้งกระดานไม่เป็นท่าเยี่ยงนี้

      เว่ยไท่หวงตี้ เกาเว่ย หานเฟิงหัว พอมาถึงตำหนักจิ่นเซินซึ่งเป็นตำหนักที่ใช้ทรงพระอักษรและตรวจข้อราชการต่างๆ ก็ปรึกษากันอย่างเคร่งเครียด จนล่วงเลยเวลาของยามซวี(19.00-20.59) รายงานการรบจากทางด้านขององค์ชายไท่อี้ก็มาถึง ซึ่งครั้งนี้ย่อมไม่เป็นไปเกินการคาดเดา ทั้งยังเสียหายหนักกว่าทางด้านแม่ทัพเมิ่งอ้าวอีก บทสรุปก็ตกลงใจให้ทัพของแม่ทัพเมิ่งอ้าวถอนทัพมาประจำการ ณ เมืองเจียงซู ที่เป็นเมืองด่านชายแดน เพราะถ้าทัพหยวนยกทัพมาแล้วใช้อาวุธอัคคีโจมตีกระโจมค่ายทัพ ต้าเว่ยคงจะสูญเสียหนักแน่ ส่วนด้านด่านเป่ยจิงยังให้คงไว้ โดยเรียกตัวแม่ทัพเฉินเยี่ยมาเป็นแม่ทัพใหญ่ ปรับเปลี่ยนให้องค์ชายไท่อี้เป็นรองแม่ทัพ แล้วให้เสนาฯซ้ายเฟิงหัวกับแม่ทัพเมิ่งเถียนขึ้นเหนือ ขึ้นเหนือทำหน้าที่ทดแทนแม่ทัพเฉินเยี่ยที่ลงมาประจำการกองทัพที่ชายแดนด่านเป่ยจิง

      แม้จะเสี่ยงว่ากองทัพทางด้านชายแดนด่านเป่ยจิงจะถูกโจมตี แต่ยังมีกองทัพทหารชาวเว่ย ที่เป็นกองเคลื่อนที่เร็วจำนวนหมื่นนาย สามารถมาสนับสนุนได้ภายในเวลาสามวัน ถ้าต้านได้ถึงสิบเอ็ดวันทัพหลักอีกสิบหมื่นกว่านายก็จะมาถึง  แผนล่อหลอกเป็นอันพับไป ต้องเผยกองกำลังออกมา

      เกาเว่ยแม้ต้องปวดร้าวใจที่พ่ายแพ้แก่ทัพหยวน แต่อีกใจหนึ่งก็อดยกย่องเหมยฮวามิได้ หากตนต้องอยู่ในสถานะเดียวกันกับนาง คงมิอาจหาทางรับมือที่หมดจดเช่นนี้ได้ นับว่าต้าเว่ยคิดผิดที่ว่าหยวนมิต่างจากส้มในลัง ผู้ใดจะหยิบจับย่อมง่ายดาย ไหนเลยจะคาดคิดว่าในลังกลับมีงูซ่อนตัวอยู่ผู้ที่คิดจะหยิบมีอันต้องถูกฉกกัด

      การประเมินสถานะการณ์ช่างผิดพลาดมหันต์ เพราะเห็นหยวนถูกทู่เจียกดดัน ต้าเว่ยจึงหันเหจากที่จะรบแย่งชิงดินแดนตะวันตกครึ่งหนึ่งกลับคืนมาจากเผ่าซ่งหนู มาโจมตีหยวนก่อน เพราะต่อให้ไม่อาจยึดหยวนได้ แต่ถ้ายึดเพียงแค่ด่านซันตงและเป่ยจิงมา ต้าเว่ยก็จะมีเกราะชั้นดีไว้ต้านทานทู่เจีย ไม่ให้กรีธาทัพลงมาทางใต้ได้อีก

      "เจ้าจะเดินทางไปเองงั้นรึ เกาเว่ย"

      "พะยะค่ะ อย่างน้อยกระหม่อมก็อยากพบหน้านางซักครั้ง สตรีผู้ซึ่งเป็นปราชญ์ผู้นี้ โลกหล้าใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ อีกทั้งจะได้ศึกษาอุปนิสัยและหาจุดอ่อนของนางไปด้วย"

      "ตกลง...เราอนุญาต เฮ่ออ.....แต่ไม่ว่าเช่นไรคนผู้นี้ฆ่าไม่ได้ ยิ่งเห็นสติปัญญาข้าก็ยิ่งนึกเสียดาย มีหนทางใดที่จะได้ตัวนางมารับใช้ต้าเว่ยเรา ก็จงทำ"

      "พะยะค่ะฝ่าบาท"

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      เมืองเป่ยจิง

      เสียงล้อรถม้าบดกับถนน ตามมาด้วยเสียงกีบเท้าม้าของทัพทหารม้าหยวน นำพาคณะเดินทาง เข้ามาภายในเมือง เจ้าเมืองหลิว เหล่าขุนนางและเหล่าคหบดีที่มีชื่อเสียงของเมืองเป่ยจิงต่างมาตั้งขบวนรอต้อนรับ เหล่าชาวเมืองต่างมายืนออเต็มสองฟากฝั่งสองข้างของถนนที่ใช้มุ่งตรงไปยังตึกบัญชาการทางการทหารอย่างมืดฟ้ามั่วดิน จุดมุ่งหมายมีเพียงสิ่งเดียวก็คือเพื่อมายลโฉมบุคคลที่ทั่วทั้งแคว้นหยวนต่างกล่าวขวัญถึงกันอย่างยกย่องและเชิดชู

      "นี่ๆมีใครรู้บ้างว่า ปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่ มีลักษณะเป็นเช่นไร"

      "ข้าได้ยินมาว่า เป็นชายหนุ่มรูปงามและองอาจ"

      ผู้ที่อยู่ข้างๆพอได้ยินก็ถึงกับเบ๊ะปากออกมา

      "เหอะ..เพียงแค่บอกว่ารูปร่างองอาจก็ผิดแล้ว บัณฑิตที่ใดจะเป็นเช่นนั้นกันเล่า พวกเจ้าไม่รู้เอาที่ไหนมาพูดกัน"

      "ฮึ..แล้วเจ้ารู้เหรอว่าท่านปราชญ์เป็นบุคคลเช่นใด"

      "จิ๊ๆเจ้าไม่รู้อะไร ข้าเป็นพ่อค้าเดินทางไปมาระหว่างเป่ยจิงกับเมืองหลวงอยู่ไม่ขาด ย่อมต้องรู้อยู่แล้ว เพียงแต่ไม่เคยพบหน้าท่านเท่านั้นเอง"

      ชายวัยกลางคนจุ๊ปากก่อนจะเอ่ยตอบ ยังผลให้ผู้คนรอบข้างที่ได้ยินต่างหันมาให้ความสนใจ เมื่อเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองเป็นบุคคลสำคัญขึ้นมาทันที

      "แล้วท่านมีลักษณะเช่นไร พี่ท่านช่วยประทานบอกให้ข้าได้รู้ได้หรือไม่"

      "ฮึๆก็ได้ๆล้างหูรอฟังดีๆล่ะ ท่านปราชญ์เป็นอิสตรี"

      "โอ้!"

      "ใบหน้างดงามดั่งเทพธิดา"

      "อ๊า!"

      "ท่าทางดั่งเทพเซียน"

      "โอ้!"

      "จิตใจดีงามดั่งพระโพธิสัตว์"

      "อ๊า!"

      "และ..........."

      ชายวัยกลางคนผู้นั้นจู่ๆก็ไม่กล่าวต่อ จงใจทำให้มีคนเอ่ยปากถาม

      "และอะไรล่ะ พี่ท่าน"

      "ฮึๆข้อสุดท้าย พวกเจ้าได้ยินแล้วต้องตกใจแน่ๆ"

      "อะไรๆ โปรดประทานบอกแก่พวกข้าด้วยเถิดพี่ท่าน"

      "ฮึๆ ท่านปราชญ์อายุเพียงสิบเจ็ดสิบแปดเท่านั้นเอง"

      "โอ้ออ!"

      เสียงอุทานดังเซ็งแซ่ของเหล่าชาวบ้านต่างดึงดูดความสนใจของทุกผู้ทุกคนให้หันไปมองว่าเกิดอันใดขึ้น

      "ท่านเจ้าเมือง พวกชาวบ้านด้านหลังทำอะไรกันก็ไม่ทราบขอรับ เสียงดังโอ้อ๊าๆ รบกวนผู้คนยิ่งนัก จะให้ข้าน้อยสั่งคนไปห้ามปรามหรือไม่ขอรับ"

      "ช่างเถอะๆ เรื่องแค่นี้เอง นั่น ขบวนของท่านแม่ทัพใหญ่ชิงอู่และท่านปราชญ์มาแล้ว"

      ขบวนคณะเดินทางของแม่ทัพใหญ่ชิงอู่ เมื่อผ่านประตูเมืองเข้ามาก็เห็นผู้คนมายืนรอต้อนรับ แต่ที่ไม่เข้าใจก็คือไฉนนอกเหนือจากเจ้าเมืองเชี่ยจง ยังมีเหล่าคหบดีและคนจากตระกูลใหญ่ของเมืองเป่ยจิงมาอยู่ในขบวนต้อนรับนี้อีกด้วย มองเลยข้ามไปด้านหลัง ก็เห็นคนคลาคล่ำตามท้องถนน ต่างแสดงสีหน้างงงัน ก่อนจะเข้าใจว่าทำไม

      "ข้าน้อยเซี่ยจงเจ้าเมืองเป่ยจิง ขอคารวะท่านแม่ทัพใหญ่หยวนชิงอู่ขอรับ"

      "ไม่ต้องมากพิธีท่านเจ้าเมืองเซี่ย วันนี้ช่างครึ้กครื้นยิ่งนัก"

      "พอรู้ว่าท่านแม่ทัพชิงอู่จะมา ทุกๆคนก็ตั้งตารอมาทำการคารวะท่านแม่ทัพกันขอรับ"

       "ข้าน้อยขอคารวะท่านแม่ทัพใหย่หยวนชิงอู่ขอรับ"

      พอเจ้าเมืองเซี่ยกล่าวจบ เสียงเซ็งแซ่เพื่อแสดงคารวะแม่ทัพชิงอู่ก็ดังมาอย่างพร้อมเพรียงกัน คราแรกเจ้าเมืองเซี่ยคิดจะแนะนำทีละคน แต่ทว่าด้วยจำนวนที่มากมาย เพียงแค่เหล่าคหบดีก็มากกว่าสี่สิบคน ยังไม่นับเหล่าตระกูลใหญ่ทรงอิทธิพลในเมืองเป่ยจิง ที่ขนคนในตระกูลมารอต้อนรับร่วมกว่าร้อยคน ครั้นจะปฏิเสธก็ทำไม่ได้ เพราะการจะปกครองเมืองๆหนึ่ง อย่างไรก็ต้องพึ่งพาบุคคลและตระกูลใหญ่เหล่านี้ เพื่อไม่เป็นการหักหน้าผู้ใดได้แต่ต้องทำเช่นนี้เท่านั้น

      "ลำบากทุกท่านแล้ว"

      "หามิได้ๆขอรับ แต่ เอ่อ..ข้าน้อยได้ยินมาว่า ท่านปราชญ์เดินทางมาด้วย ไม่ทราบว่า ข้าน้อยจะขอเข้าคารวะท่านปราชญ์ได้หรือไม่ขอรับ"

      "ถ้าท่านไม่เอ่ยปากข้าก็เกือบลืม แต่คงต้องสอบถามนางดูเสียก่อน เต๋อชิงได้ยินแล้วใช่หรือไม่"

      "ขอรับท่านแม่ทัพ"

      แม่ทัพชิงอู่รู้ว่าเหมยฮวาไม่ชอบการพบเจอผู้คน จึงได้กล่าวตอบเจ้าเมืองเซี่ยเช่นนั้น เพราะถ้าเหมยฮวาไม่อยากออกมาพบก็สามารถปฏิเสธได้ โดยที่ไม่เป็นการหักหาญน้ำใจกัน ด้วยคนหัวเซี่ยมี จารีตว่าด้วยสตรีมิควรปรากฏตัวในสถานที่ๆมีผู้คนหมู่มากชุมนุมกัน

      "คุณหนูขอรับ แม่ทัพชิงอู่ให้ข้าน้อยมาถามว่าจะให้เจ้าเมืองเซี่ยเข้าพบได้หรือไม่ขอรับ"

      "ฮืม...ได้สิ"

      "เช่นนั้นข้าน้อยจะกลับไปรายงาน ตามที่คุณหนูบอกนะขอรับ"

      ครั้งแรกเหมยฮวาคิดจะไม่ให้เข้าพบ เพราะเท่าที่แง้มผ้าม่านมองดูคงไม่ใช่แค่เจ้าเมืองเซี่ยคนเดียวที่อยากมาคารวะตน ยังมีผู้คนอีกมากมายที่อยู่ในขบวนต้อนรับของเจ้าเมืองเซี่ย แต่พอตรองดูสู้พบกันเลยก็ดีเหมือนกันเพื่อตัดปัญหา ถึงวันนี้ไม่ให้พบวันหน้าผู้คนเหล่านี้คงหาข้ออ้างมาขอเข้าพบให้วุ่นวายอยู่ดี

      หลังจากจัดแจงผ้าแพรผืนบางที่ใช้ปกปิดใบหน้าครึ่งล่างตามข้อปฏิบัติของสตรีที่ถูกอบรมมารยาทมาเป็นอย่างดีควรทำ เมื่อต้องออกไปพบปะผู้คนเรียบร้อยดีแล้ว

      'กึกๆๆ'

      "อ้าว...เปิดไม่ออก คนยิ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่ด้วย"

      "คุณ....."

      'พลั๊วะ'

      "อ๊า!...."

      หย่งเป่าที่อยู่ข้างรถม้าได้ยินเสียงแปลกๆดังออกจากตัวรถ จึงคิดจะเอ่ยปากถาม เพียงหลุดออกมาคำเดียวประตูรถม้าก็ดีดผ่างเปิดอ้าออกมาทันใด เหมือนถูกบางสิ่งกระทุ้งแรงๆจากด้านใน ก่อนจะเห็นปลายรองเท้าเซวี่ยจื่อ(รองเท้าหุ้มข้อแบบจีน)สีขาวที่โผล่พ้นออกมาเล็กน้อยจากตัวรถม้าแล้วหดหายเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว เท่านั้นเองเสียงอุทานก็ออกมาจากปากของหย่งเป่าดังผสานกับเสียงอุทานของแม่ทัพหลี่ฮุย เพราะรู้แล้วว่าสิ่งที่กระทุ้งจนประตูเปิดออกมาคืออะไร

      "พวกท่านเป็นอะไรกัน"

      ขณะจะก้าวเดินลงจากรถม้า ตัวต้นเหตุก็เอ่ยถามอย่างไม่รู้สึกรู้สา เมื่อเห็นอากัปกิริยาของคนทั้งสองที่ปากอ้าตาค้าง หย่งเป่าเมื่อตั้งสติได้ก็ถลึงตาใส่เหมยฮวาคราหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามแบบสะกดกลั้นอารมณ์ตนเองอย่างสุดๆ

      "คุณหนูท่านทำอะไรลงไป รู้ตัวหรือเปล่าขอรับ"

      "ก็ประตูมันติด เปิดไม่ออก"

      "ทำไมไม่เรียกข้าน้อยมาช่วยเปิดให้ขอรับ"

      "ข้าไม่อยากรบกวน และก็ไม่อยากรอนานด้วย"

      "โดยการใช้ทะ...เท้าถีบนี้หรือขอรับ"

      คำว่าเท้าถีบที่ออกจากปากหย่งเป่ามันเบาหวิวจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ

      "เรื่องแค่นี้เอง ข้าไม่ถือหรอก"

      "ท่านๆๆ....."

      "โธ่...คุณหนูขอรับ นี่ดีที่มีกององครักษ์เป็นทหารม้ารายล้อมตัวรถไว้ จึงบดบังจนไม่มีผู้ใดสามารถมองลอดผ่านเข้ามาได้ แต่ถ้าเกิดเมื่อครู่นี้มีใครพบเห็นเข้า ข้าน้อยไม่อยากจะคิดเลย"

      "ก็เพราะข้ารู้นะซิถึงได้ทำ ฮึ..ไม่พูดกับพวกท่านแล้วไปดีกว่า"

      นางกล่าวจบก็ก้าวเดินทันที เพราะรู้ว่าถ้าอยู่ต่อไปคงได้ฟังทั้งสองบ่นจนหูชาเป็นแน่

      "หย่งเป่า ข้าว่าคงเพราะคุณหนูถูกพวกเราบังคับให้นั่งแต่ในรถม้าแน่ๆ อารมณ์เลยไม่ดีเช่นนี้"

      "ข้าน้อยก็คิดเช่นเดียวกับท่านแม่ทัพหลี่ขอรับ แต่ว่าต่อให้ไม่พอใจเช่นไร น้อยไม่ควรมากยิ่งไม่ควร บทจะดื้อรั้นก็ดื้อรั้นไม่มีใครเกิน ข้าน้อยเหนื่อยใจยิ่งนัก"

      "เฮ่อ..."

      คนทั้งสองทอดถอนหายใจออกมาเสียยาวเหยียด ด้วยอับจนปัญญากับคุณหนูของตนผู้นี้ เหมยฮวาจากที่เดินตัวปลิว พอจะก้าวพ้นจากกลุ่มองครักค์ก็กลับกลายเป็นเยื้องย่างอย่างแช่มช้า ปรากฏตัวให้ผู้คนได้พบเห็น เหล่าผู้ที่มารอคอยยลโฉมต่างกระจ่างตาวูบ ทุกคนต่างก็คิดคล้ายกัน

      'อ่า...แม้แต่กิริยาท่าเดินก็ดูช่างน่าเลื่อมใสยิ่งนัก สมแล้วที่ใครๆต่างยกย่องท่านเป็นปราชญ์'  

      "เหมยฮวา นี้คือท่านเซี่ยจง เจ้าเมืองเป่ยจิง"

      "ข้าน้อยหลี่เหมยฮวา ขอคารวะท่านเจ้าเมืองเซี่ยเจ้าค่ะ"

      "โอ้..ท่านปราชญ์กล่าวเช่นนี้ ข้าน้อยไหนเลยจะกล้ารับ"

      เจ้าเมืองเซี่ยแทบจะเข้าไปฉุดเหมยฮวาขึ้นในทันทีที่ยอบตัวลงคารวะ แม้นางจะไม่มีตำแหน่งทางการใด แต่ก็มีกองทัพคอยหนุนหลัง บางทีอิทธิพลของนางต่อกองทัพขณะนี้อาจเทียบเท่าแม่ทัพใหญ่ชิงอู่ เพียงตำแหน่งเจ้าเมืองไหนเลยจะกล้ารับการคารวะที่นอบน้อมเช่นนี้ได้

      "ผู้เยาว์เคารพผู้ที่อาวุโสกว่า มีที่ใดมิควร ขอท่านเจ้าเมืองเซี่ยอย่าได้ปฏิเสธเลยเจ้าค่ะ"

      "เอ่อๆ.."

      "ท่านเจ้าเมืองเซี่ยไม่ต้องกังวลไป ทำตามที่นางกล่าวเถอะ"

      แม่ทัพชิงอู่ทราบว่าเพราะอะไรเจ้าเมืองเซี่ยถึงได้ลนลานถึงเพียงนี้ จึงได้กล่าวบอกให้อีกฝ่ายสบายใจ แต่ในใจก็นึกขัน ถึงจะไม่มีอิทธิพลของกองทัพหนุนหลัง แต่ด้วยภาพลักษณ์ของเหมยฮวาเช่นนี้เอง ไม่ว่าเป็นผู้ใดก็ต้องรู้สึกชื่นชมและให้ความเคารพในตัวนาง หารู้ไม่ว่าอีกด้านหนึ่งของนางไม่ต่างจากเด็กสาวทั่วไป ถ้าไม่ได้รอนแรมเดินทางมาด้วยกัน ตนก็คงถูกภาพลักษณ์ที่อยู่ตรงหน้านี้ทำให้สำคัญผิดคิดว่าเป็นดั่งเช่นที่เห็น

      แต่จะว่านางก็มิได้ด้วยอายุเพียงแค่นี้กลับรับผิดชอบสิ่งที่หนักหนากว่าหญิงสาวในวัยเดียวกันนัก ผู้คนที่พบปะก็มีแต่ตำแหน่งใหญ่โตมากด้วยบารมี ต้องวางตัวเช่นนี้ถึงจะสามารถโน้มน้าวชักนำบุคคลเหล่านั้นได้ และนางก็รู้ว่าเวลาไหนควรหรือมิควร แม้บางทีจะเผลอมีหลุดออกมาบ้างในบางครา แต่ก็อยู่ในขอบเขตที่ไม่มีอะไรเสียหาย

      "ขะ..ขอรับ เอ่อ ข้าน้อยอยากรบกวนขอแนะนำผู้คนด้านหลังข้าน้อยต่อท่านปราชญ์ได้หรือไม่ขอรับ"

      "หาได้ขัดข้องไม่เจ้าค่ะ สมควรเป็นข้าน้อยเองต่างหากที่ต้องกล่าวคำนี้ มาในฐานะแขกกลับต้องให้เจ้าบ้านต้องลำบากออกมาต้อนรับ"

      "มิได้ๆ เชิญทางนี้ขอรับ นี่คือ...."

      ครั้นเสร็จสิ้นการแนะนำตัว นางก็ค่อยๆเยื้องย่างมายังรถม้า ก่อนจะหยุดยืนที่บรรไดทางขึ้น หลงอินที่ติดตามมาเป็นองครักษ์ส่วนตัวของเหมยฮวาอีกคน อดสงสัยไม่ได้จึงได้เอ่ยถาม

      "มีอะไรหรือขอรับคุณหนู"

      "ตั่ง"

      "ตั่ง เอามาทำไมหรือขอรับ"

      "บรรไดสูงปานนี้ ถ้าไม่เอาตั่งมาจะให้หญิงสาวเช่นข้า แสดงกิริยาไม่เหมาะสมโดยการกระโดดขึ้นหรืออย่างไรกันพี่หลงอิน"

      'พรืดด'

      หย่งเป่า หลงอิน แม่ทัพหลี่และทหารองครักษ์รอบๆพอได้ยินก็แทบหลุดหัวเราะออกมา ทุกคนต่างก็คิดในใจ

      'ต่อให้สูงกว่านี้คุณหนูก็หาต้องการตั่งไม่'

      ดีที่กลั้นเอาไว้ทัน ถ้าเกิดเผลอหลุดหัวเราะออกมาคงโดนคุณหนูหมายหัวเอาไว้แน่ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าจงใจใช้วิธีนี้มาเพื่อเอาคืนพวกตน ที่ไม่ยอมให้ขี่ม้าแล้วบังคับให้นางนั่งรถม้าแทน ก่อนจะมีทหารวิ่งไปเอาตั่งมาวางตรงหน้าบรรไดให้นางก้าวขึ้นรถม้า

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      ตึกบัญชาการทหารด่านเป่ยจิง

      "คารวะเสด็จอาขอรับ"

      "คารวะท่านแม่ทัพใหญ่ชิงอู่ขอรับ"

     องค์ชายผู่หลงและเหล่าทหารที่ยศสูงในกองทัพต่างมาตั้งแถวเพื่อรอรับ แม่ทัพใหญ่ชิงอู่และคณะตั้งแต่ทางเข้าตัวตึก

       การที่องค์ชายผู่หลงเรียกแม่ทัพใหญ่ชิงอู่ว่าเสด็จอา เพราะเกิดจากการคุ้นปากมาตั้งแต่เด็กและเพื่อเป็นการให้ความเคารพญาติผู้อาวุโส ด้วยกฎของราชสำนักหยวน ฐานันดรศักดิ์ต่างๆในรัชกาลก่อนจะต้องคืนให้กับราชสำนักเมื่อมีการปรับเปลี่ยนรัชกาล อย่างก่อนหน้านี้ในรัชกาลของอ๋องหยวนที่เป็นเสด็จพ่อของแม่ทัพชิงอู่ ตอนนั้นท่านแม่ทัพมีฐานะเป็นองค์ชายชิงอู่ ครั้นสิ้นพระชนม์ลงองค์ชายชิงเลี่ยขึ้นเป็นอ๋องแทน ฐานะองค์ชายของแม่ทัพชิงอู่ก็จะหายไป ส่วนการเรียกขานหลังจากถูกเรียกคืนฐานันดร ก็สุดแล้วแต่ว่าดำรงตำแหน่งใดในราชสำนัก ตำแหน่งชายาก็กลายเป็นเพียงฮูหยิน บุตรและหลานจากองค์ชาย องค์หญิงก็จะกลายเป็นท่านชาย ท่านหญิงแทน

      "ไม่ต้องมากพิธี เข้าไปด้านในกันก่อนค่อยว่ากล่าวพูดคุย"

      แม่ทัพนายกองทุกคนต่างรับทราบคร่าวๆว่าท่านปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่มีลักษณะเป็นเช่นไร เพียงแต่ยังไม่เคยพบหน้าเท่านั้นเอง ครั้นเห็นมีสตรีคลุมหน้าติดตามอยู่ด้านหลังของแม่ทัพชิงอู่ ก็สามารถคาดเดาได้ว่าคือท่านปราชญ์ที่ใครๆต่างกล่าวขวัญถึงนั่นเอง แต่ด้วยวินัยของทหารและเป็นการให้เกียรติแก่หญิงสาว จึงไม่มีใครกล้าจ้องมองตรงๆ ได้แต่ใช้หางตาชำเลืองดู แม้จะเป็นเช่นนั้นก็ยังรู้แน่แก่ใจว่า ต้องเป็นหญิงสาวที่หน้าตางดงามเป็นแน่

      พอพินิจดูถึงการวางตัว ท่าเดินเหินก็ช่างแช่มช้อยแลสูงส่งคล้ายดั่งบุคคลที่หลุดพ้นจากโลกีย์วิสัยของมนุษย์ปถุชนทั่วไป เมื่อเป็นเช่นนี้เหล่าทหารบางคนก็ถึงกับลอบละอายใจ ที่บังอาจไปทำให้ท่านปราชญ์ต้องแปดเปื้อนมลทิน ด้วยความคิดของตนเอง

      'ข้านี่ช่างบาปหนายิ่งนัก ท่านดูสูงส่งบริสุทธิ์ปานนั้น ต้องมาแปดปื้อนกับความคิดต่ำช้าของข้า'

      "เอาล่ะ พวกท่านคงทราบกันดีแล้วว่าสตรีที่อยู่ตรงหน้าทุกท่านคือใคร และทำหน้าที่อะไรในกองทัพ"

      "ขอรับ"

      "ฮืม เหมยฮวานี้คือองค์ชายหยวนผู่หลง"

      พอแม่ทัพชิงอู่ผายมือไปด้านขวาตน พร้อมกับแนะนำให้รู้ว่าสตรีด้านข้างตนผู้นี้เป็นใคร เหมยฮวาจึงได้เอาผ้าคลุมหน้าออก องค์ชายผู่หลงและเหล่าแม่ทัพนายกองก็ถึงกับตกตะลึงและเข้าใจในคำว่า งามปานล่มเมือง เป็นเช่นไรขึ้นมาทันที

      ที่เป็นเช่นนี้เพราะเดือนหน้าซึ่งจะถึงในอีกไม่กี่วันเหมยฮวาจะสิบแปดปีแล้ว จากเด็กสาวกำลังเข้าใกล้กับคำว่าหญิงสาวอีกขั้น ผู้ที่คุ้นเคยย่อมไม่รู้สึกในความเปลี่ยนแปลงนี้ ต่างจากผู้ที่เพิ่งประสบพบหน้าครั้งแรก อย่างเช่นองค์ชายผู่หลงและเหล่าแม่ทัพที่ประจำ ณ ด่านเป่ยจิง กระนั้นความงามที่ว่านี้ ก็เหนือกว่าความงามทั่วไป เพราะเป็นความงามที่บริสุทธิ์สดใสปราศจากการยั่วยวน จนอดรู้สึกว่าเป็นการไม่ควรที่จะเอาความคิดระหว่างชายหญิงมาใช้กับนางให้ต้องหมองมัว

      "ข้าน้อยหลี่เหมยฮวาขอคารวะ องค์ชายผู่หลงเพคะ"

      "ข้าหยวนผู่หลง ยินดียิ่งนักที่ได้พบกับแม่นางหลี่ อ๊ะ.ต้องเรียกท่านปราชญ์ถึงจะถูกต้อง"

      "องค์ชายให้เกียรติ ข้าน้อยเกินไปแล้วเพคะ"

      "คำเรียกหานี้ ใช่เกินเลยไม่ ไม่มีคำไหนจะเหมาะสมเท่าคำนี้แล้ว ท่านปราชญ์"

      "ขอบพระทัยเพคะ ที่ยกย่องข้าน้อยเช่นนี้"

      "ตกลงตามนี้ก็แล้วกัน ส่วนทางด้านนี้คือแม่ทัพเหวินโจว"

      "ข้าน้อยเหวินโจวขอคารวะท่านปราชญ์ขอรับ"

      หลังจากรู้จักกันหมดแล้ว ผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการวางแผนกลยุทธ์ต่างก็ออกไป ก่อนจะย้ายกันไปยังห้องที่ใช้ประชุม เพราะเหมยฮวาต้องการเริ่มพูดคุยถึงการรับมือต้าเว่ยทันทีที่มาถึง

      "ต้าเว่ย สับเปลี่ยนกองกำลังไปได้แค่ไหนแล้ว"

      "เพิ่งเริ่มขอรับท่านแม่ทัพ ตอนนี้อย่างมากไม่เกินหมื่นนาย"

      "ไม่รู้ว่าต้าเว่ยจะใช้แผนลวงหรือไม่ เพื่อให้หยวนเราทุ่มเทกองกำลังมาป้องกันที่เป่ยจิง"

      แม่ทัพชิงอู่เป็นผู้เอ่ยถามสถานะการณ์ก่อนผู้ใด แม่ทัพเหวินโจวเป็นผู้ตอบคำถามนี้ ก่อนองค์ชายผู่หลงจะแสดงความคิดเห็นของตนออกไป

      "ข้าน้อยคิดว่าไม่เพคะ อีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู่หน้าหนาวแล้ว หากเร่งเคลื่อนทัพไปที่ด่านซันตง เวลาสิบกว่าวันก่อนที่หิมะเม็ดแรกจะตก ย่อมเป็นการหนักหนาสาหัส กำลังเหล่าทหารย่อมต้องถดถอย จนเปิดช่องให้หยวนเราฉวยโอกาสนี้โจมตีได้ ยังไม่รวมถึงการตั้งค่ายทัพ รีบเร่งสร้างไปอาจเกิดข้อผิดพลาดทำให้ไม่มีความแข็งแรงพอจะต้านพายุหิมะได้ ผู้ที่กำหนดแผนการของต้าเว่ยคงต้องคำนวณเผื่อในจุดนี้ไว้แล้ว ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดเรื่องเช่นนี้ เรียกได้ว่าปิดตายได้เลย"

      ทุกคนพอฟังก็ผงกหัวเห็นคล้อยตามที่เหมยฮวาแยกแยะ

      "แล้วแผนการรับมือที่ว่า ต้องทำเช่นไร"

      "ทูลองค์ชายหาได้ต้องทำอะไรไม่ เพียงป้องกันเมืองตามปกติเท่านั้นเองเพคะ"

      "ห๊า!"

     พอสิ้นคำพูดของเหมยฮวา องค์ชายผู่หลงและเหวินโจวต่างอุทานออกมาด้วยความผิดหวัง เพราะจากแผนการรบครั้งก่อนที่เยี่ยมยอด ครานี้จึงคิดหวังว่าจะได้รับทราบแผนการที่เลิศลอยจากนาง

      "พวกเจ้าจะส่งเสียงดังไปใยกัน รอฟังให้จบก่อนแล้วค่อยอุทานก็ยังไม่สาย เหมยฮวากล่าวต่อ"

      "เจ้าค่ะ ตามการคาดการณ์ของข้าน้อย ต้าเว่ยย่อมต้องส่งทหารมาโจมตีหลังจากมีพายุหิมะแล้ว เพราะจะได้อาศัยความได้เปรียบที่เหนือกว่าทหารหยวนเราเอาชัย "

      "เช่นนั้นก็จะมีเพียงทหารราบเกราะเบาที่จะบุกมาจู่โจมระลอกแรก ยึดพื้นที่เข้าใกล้กำแพงเมืองและหาทางใช้บรรไดปีนขึ้นมายึด ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เสียหาย อาศัยพื้นที่ๆรุกคืบยึดได้ เปิดทางให้ทหารช่างจัดการกับหิมะ เพื่อเคลื่อนย้ายหอรบเข้ามาประชิด อีกทั้งเคลื่อนทัพทหารเกราะหนักและทหารม้าด้วย"

      "แม่ทัพเหวินโจวกล่าวได้ถูกต้อง ทหารหยวนเราเมื่อเอาไปเทียบข้อดีและข้อด้อยกับทหารชาวเว่ย ก็ถูกสะกดข่มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นสภาพร่างกายที่แข็งแกร่งกว่า พละกำลังและความต้านทานต่อภูมิอากาศอันทารุณโหดร้ายไม่ว่าจะร้อนจัดหรือเย็นจัดที่เหนือกว่า ขืนส่งทัพไปปะทะกลางทุ่งโล่งท่ามอากาศที่หนาวจัด แม้ช่วงแรกอาจสู้ได้โดยไม่เพลี่ยงพล้ำ ทว่าเมื่อคนเราใช้กำลังย่อมต้องมีเหงื่อไหลซึมออกมา เสื้อผ้าที่ส่วมใส่ก็จะเปียกชุ่มไปทั้งตัว ไม่นานย่อมถูกความเย็นจัดทำให้กลายเป็นน้ำแข็ง จนทำให้รู้สึกไม่ต่างจากคนที่ไม่ส่วมใส่อะไรมายืนอยู่ท่ามกลางหิมะ เมื่อนั้นมือเท้าก็จะชาไร้ความรู้สึก หยิบจับหรือขยับอะไรก็ติดขัด ไม่รวมถึงอาการตัวสั่นงันงกจากความหนาว ซึ่งจุดนี้เองที่ทหารต้าเว่ยจะเป็นผู้ได้ชัยเพราะมีความต้านทานมากกว่าหยวนเรา ข้อห้ามของการศึกมีไว้ชัดเจนคือ อย่าได้นำจุดด้อยไปประชันจุดแข็ง ฉะนั้นจึงเหลือหนทางไม่กี่ทางที่ใช้ได้ ซึ่งหนทางหนึ่งก็คือเสริมสร้างสภาวะการป้องกัน

      "แม้แต่ท่านปราชญ์ก็ยังกล่าวเช่นนี้ คงไม่มีวิธีการอื่นแล้ว"

      "ฮึๆ อย่าได้อมพะนำต่อไปอีกเลยเหมยฮวา ป่านนี้ยังคิดกลั่นแกล้งผู้คนได้อีก"

      "คิก...ท่านชิงอู่ช่างใส่ความข้าน้อยนัก"

      เหมยฮวาถึงกับหลุดหัวเราะ ก่อนจะค้อนให้แก่แม่ทัพชิงอู่คราหนึ่ง องค์ชายผู่หลงและคนอื่นๆถึงกับกระจ่างตาวูบ บรรยากาศที่ดูเคร่งเครียดภายในห้องก่อนหน้าถึงกับมลายกลายเป็นสว่างไสวในพริบตา เพียงแค่หญิงสาวตรงหน้ายิ้มแย้มออกมา

      "แม่ทัพเต๋อชิง แม่ทัพหลี่ฮุย รบกวน นำสิ่งของที่เตรียมไว้ออกมาด้วยเจ้าค่ะ"

      "ขอรับคุณหนู"

      พอสิ่งของที่ว่าถูกวางไว้บนโต๊ะ ผู้คนที่ไม่ใช่อยู่ในคณะเดินทางที่มาจากชิงไห่ต่างงงงวยกับสิ่งที่เห็น เพราะสิ่งของที่ว่ามีทั้งสิ่งที่คุ้นตาและไม่คุ้นมากมาย แต่ก็ไม่มีใครกล้าหยิบจับขึ้นมาดูหรือสอบถาม มีเพียงใช้สายตาจ้องมอง

      "ธนูรูปร่างแปลกตาที่เห็น ก็คือธนูพันก้าว ประสิทธิภาพก็เป็นดั่งชื่อ ทุกท่านคงรับทราบกันดีอยู่แล้ว"

      "โอ้!..ได้ยินเพียงชื่อเพิ่งมาเห็นกับตา ข้าค้างคาใจเรื่องทัพม้าใช้ธนูยิงไกลพันก้าวอยู่นาน อานุภาพยิงได้ถึงพันก้าวย่อมต้องใหญ่ยิ่งกว่าเกาทัณฑ์ ทหารม้าไหนเลยจะพกพาเข้าสู้สนามรบได้สะดวก เมื่อเห็นของจริงยังดูเล็กกว่าธนูที่พลธนูทหารราบใช้เสียอีก"

      เสียงชื่นชมออกมาจากปากเหล่าแม่ทัพภายในห้องไม่ขาด ยิ่งได้ทดลองเหนี่ยวสายดูก็ยิ่งรู้สึกถึงอานุภาพของมันว่ายิ่งใหญ่ปานใด ความคิดและสายตาที่เคยมองเหมยฮวาคราแรก แม้จะเลื่อมใสและนับถือ แต่ก็ยังค้างคากังขาต่อความสามารถ ไม่ต่างจากหมอกควันบางๆที่คั่นกลางระหว่างนางกับเหล่าขุนพลแม่ทัพของด่านเป่ยจิง บัดนี้ถูกปัดเป่าไปหมดในพริบตา ผู้ใดที่ยังมีความคิดไม่มั่นใจในตัวนาง ย่อมมีเพียงอย่างเดียวคือความอคติและอิจฉาริษยา

      ที่เหมยฮวาเสียเวลาพูดจายืดยาวก็เพื่อรอปฏิกิริยาเช่นนี้ เมื่อทำให้ทุกผู้ทุกคนเชื่อมั่นในตัวนางได้แล้ว การจะว่ากล่าวหรือแนะนำใดย่อมต้องเป็นผล ผู้รับฟังย่อมเชื่อฟังและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

      หลังจากนำธนูพันก้าวมาให้ชม ก็ตามด้วยหน้าไม้ที่เคยออกแบบมาเพื่อให้สตรีและผู้ที่มีร่างกายไม่แข็งแกร่งเหมือนทหารใช้ พร้อมด้วยแจกแจงแผนการว่าใช้เช่นใด ผู้ใดใช้และห้วงเวลาใดที่ต้องใช้  จนมาถึงผงสีขาว องค์ชายผู่หลงจึงได้เอ่ยถามขึ้น

      "ผงสีขาวนี้หรือสิ่งใด ท่านปราชญ์ จะว่าเป็นผงแป้งที่อิสตรีใช้ผัดหน้าแต่งตัวก็ดูมิคล้าย"

      "สิ่งนี้คือผงหินปูนเพคะ"

      "ท่านปราชญ์คงไม่คิดจะเอามาผัดหน้าแต่งตัวให้กับหญิงสาวจนสวยงาม แล้วให้ขึ้นไปบนกำแพงเมือง เพื่อหลอกล่อให้ทหารต้าเว่ยลุ่มหลงงมงายหรอกนะขอรับ"

      "ฮ่าๆ แม่ทัพเหวินโจวช่างมากด้วยอารมณ์ขันนัก แต่ถ้าท่านรู้ว่าคุณหนูใช้ทำอะไร ท่านคงต้องอ้าปากค้างเป็นแน่"

      หลังจากรู้จักกันสักพัก ความตะขิดตะขวางใจกันเมื่อแรกพบก็กลายเป็นความสนิทสนม จนแม่ทัพเหวินโจวกล้ากล่าวหยอกเย้าขึ้นในที่ประชุม เพราะเวลานี้มีเพียงการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งของ มิได้ปรึกษาหารือแผนการรบอย่างเช่นตอนแรก ที่ต้องเคร่งเครียดและจริงจัง บรรยากาศในห้องประชุมจึงเป็นไปแบบผ่อนคลาย คำกล่าวหยอกล้อนี้จึงสามารถว่ากล่าวขึ้นมาได้ จนเรียกเสียงหัวเราะแก่ทุกคน

      "คิก...ถ้าหญิงสาวที่แม่ทัพเหวินกล่าวเป็นผู้ที่ไม่มีเหงื่อออกเลย ย่อมต้องใช้ผัดหน้าได้เจ้าค่ะ แม่ทัพเต๋อชิงรบกวนด้วยเจ้าค่ะ"

      "ขอรับคุณหนู"

      เต๋อชิงรับคำเสร็จ ก็หยิบชามมาวางไว้บนโต๊ะ แล้วเทน้ำลงไปพอประมาณ สุดท้ายเอาผงหินปูนที่ว่าเทลงตาม เท่านั้นผู้ที่เพิ่งเคยเห็นถึงกับตาค้าง แม่ทัพบางคนถึงกับขยี้ตาตนเองแล้วมองอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ว่า ภาพที่ตนเห็นก่อนหน้านี้เป็นภาพลวงตาหรือไม่ เพราะภาพที่เห็นก็คือหลังจากเทผงหินปูนลงไปในน้ำ ครู่เดียวน้ำเปล่าในชามคล้ายดั่งถูกนำ ไปต้มจนเดือด เมื่อเอาฝ่ามือไปอังก็รู้สึกถึงความร้อนจริงๆ ควันที่ลอยขึ้นมาก็คือไอน้ำนั่นเอง นี้ถ้าไม่ได้มาเห็นกับตา บอกเล่าไปก็คงไม่มีคนเชื่อว่าน้ำที่อยู่ในชาม จู่ๆก็จะร้อนขึ้นมาโดยที่ไม่ต้องเอาไปวางบนเตาไฟ

      "ทะ...ท่านทำอะไรแม่ทัพเต๋อชิง"

      "ปะ..เป็นไปได้อย่างไรกันขอรับ ท่านปราชญ์"

      น้ำเสียงระคนประหลาดใจและตกใจดังขึ้นมาเพื่อสอบถามให้หายสงสัยดังกันระงม เหมยฮวาได้แต่ยิ้ม เพราะถ้าให้ต้องตอบตามหลักวิทยาศาสตร์ ผู้คนตรงหน้านี้คงได้งุนงงหนักกว่าเดิมแน่ เหมือนคราวที่พยายามอธิบายหลักการให้กับแม่ทัพชิงอู่และคนอื่นๆฟัง พูดอย่างไรก็ยิ่งทำให้คนฟังมึนกว่าเดิม จนนางแทบอยากกัดลิ้นฆ่าตัวตายให้รู้แล้วรู้รอด ไม่ก็เอาดาบมาเฉาะหัวไล่เรียงตัว เพื่อดูว่าตกลงในหัวนั่นมันสมองหรืออะไรกันแน่ที่อยู่ข้างใน ท้ายสุดก็เลิกอธิบายเพื่อตัดปัญหา

      "ไม่มีอะไรพิเศษแค่น้ำกับผงหินปูนธรรมดาเท่านั้นเองเจ้าค่ะ"

      "โอ้!...เช่นนี้ถ้าข้าศึกเข้ามาประชิดกำแพงเมือง เราก็ไม่ต้องเสียเวลารอต้มน้ำให้เดือด เพียงเทผง  

หินปูนนี้ลงไปเสร็จก็ราดรดข้าศึกได้เลยซินะขอรับ ท่านปราชญ์"

      'ความคิดดี แต่การไตร่ตรองยังอ่อนหัด หือ..ประโยคนี้มันคุ้นๆยังไงไม่รู้แหะ คลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน'

      แม่ทัพคนหนึ่งกล่าวขึ้นมา เหมยฮวาเพียงยิ้มให้ พร้อมกับประเมินแม่ทัพที่กล่าวนี้ไปในตัว เพราะการที่จะสั่งให้ใครทำอะไร ย่อมต้องประเมินดูว่าขีดความสามารถของคนผู้นั้นเป็นเช่นใด ถนัดด้านไหน การมอบงานที่เหมาะสมกับตัวของผู้ที่ถูกรับมอบให้ไปกระทำ ย่อมแสดงประสิทธิภาพได้เต็มที่

      การป้องกันเมืองเมื่อถูกประชิดกำแพง ผู้ตั้งรับจะใช้ก้อนหินทุ่มใส่และน้ำหรือน้ำมันต้มเคี่ยวจน เดือด เทราดรดใส่ข้าศึกที่อยู่เบื้องล่าง ถ้าข้าศึกปีนบรรไดขึ้นมาบนกำแพงได้ ก็มีเพียงอย่างเดียวคือเข่นฆ่าไม่ให้สามารถไปเปิดประตูเมืองได้ หากประตูเมืองถูกเปิดได้นับว่าหนักหนากว่าถูกทุบทำลายจนพังทางเข้าเมืองจึงเปิดออก เพราะนั่นหมายถึงว่าสะพานข้ามคูน้ำ ถูกชักลงทำให้ทหารม้าสามารถ ควบเข้ามาอย่างรวดเร็วด้วยไร้ซึ่งสิ่งกีดขวาง เพื่อเปิดทางให้ทหารกลุ่มอื่นๆตามเข้ามา 

       แต่ถ้าประตูเมืองถูกทุบทำลายก็แปลว่าสะพานข้ามย่อมถูกทำลายไปด้วย คูน้ำที่กั้นไว้จึงต้องถมให้เต็มด้วยดินหรือหิน เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมไม่มั่นคงและแข็งแรง การข้ามมาของทัพม้าจึงไม่อาจควบตะบึ่งอย่างเต็มฝีเท้า ด้วยกลัวพื้นที่ให้ม้าหยั่งเท้าจะทรุดหรือยุบขึ้นมา จนเป็นเหตุให้ม้าล้มลง พอล้มก็จะฉุดลากคนอื่นข้างตนเองล้มตามไปด้วย แต่ไม่ว่าจะถูกเปิดด้วยวิธีไหนโอกาสเสียเมืองก็สูงทั้งสิ้น เพียงแต่ประการหลังปั่นป่วนน้อยสุด เพราะอาจจัดการทหารม้าจนหมดหรือลดจำนวนที่หน้าประตูเมืองก่อนจะข้ามเข้ามาภายในเมืองได้

      "คงเป็นไปไม่ได้เจ้าค่ะ เพราะมันทำให้ร้อนได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ถึงกับร้อนลวกจนสามารถไปทำอันตรายได้มากนัก สิ่งนี้จะถูกนำไปใช้ควบคู่กับของต่างๆที่ยังไม่ได้อธิบายให้ทุกท่านได้ฟังว่า มันคืออะไร ด้วยกล่าวไปคงยังนึกภาพไม่ออก ต้องรอคนผู้หนึ่งมาถึงก่อน คนผู้นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับแผนการที่ข้าน้อยเตรียมไว้ ป่านนี้คงออกมาจากด่านซันตงแล้ว วันสองวันคงจะมาถึง ระหว่างนี้ก็ขอให้เปิดรับสมัครผู้ที่สนใจเป็นกองสนับสนุน มาฝึกซ้อมการใช้เกาทัณฑ์และอ่านสัญญาณต่างๆในการออกคำสั่งให้คล่อง สุดท้ายช่วยหาพื้นที่ๆมีความลาดชันเช่นเนินดินสูงราวๆสองจ้าง(1จ้าง=2.27-2.31 เมตร)ไว้ให้ข้าน้อยด้วยเจ้าค่ะ"

      "เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นกังวล ขอเพียงเอ่ยบอก พวกข้าและเหล่าแม่ทัพทุกคนเต็มใจกระทำตามคำสั่งของท่านปราชญ์อย่างเต็มที่แน่นอน"

      "เช่นนั้นข้าน้อยก็ต้องขอขอบคุณองค์ชายเพคะ รวมถึงแม่ทัพทุกท่านด้วยเจ้าค่ะ"

      "แต่ท่านปราชญ์ เป็นผู้ใดกัน ถึงสำคัญกับแผนการในครั้งนี้มากขนาดนี้"

      "ฮิๆเป็นผู้ที่ทุกท่านต่างรู้จักกันดี............."

 

ปล. ผมขออธิบายเรื่องคำราชาศัพท์ ในเรื่องนี้หน่อยนะครับ คือผมพยายามแยกการใช้คำพูดระหว่างแคว้นที่มีอ๋องเป็นผู้นำกับแคว้นที่มีหวงตี้หรือฮองเต้เป็นผู้นำ เช่นกับอ๋อง ผมจะใช้ คำว่า ข้าหรือข้าน้อย ส่วนกับหวงตี้หรือฮองเต้ จะใช้กระหม่อม เรียกแทนตัวเองของเหล่าขุนนางในราชสำนัก ประมาณว่ากับอ๋องใช้คำพูดที่ออกไปทางสามัญหน่อย ส่วนฮองเต้ก็จะใช้คำราชาศัพท์เท่าที่ผมพอจะนึกใช้แทนได้ เพื่อให้เห็นความแตกต่างระหว่างอ๋องกับฮองเต้ แต่อาจจะมีหลุดไปบ้างด้วยความที่ไม่ได้ตรวจดูให้ดี เหมือนจะลืมพิมพ์บอกตั้งแต่ตอนที่อ๋องเว่ยไท่เหลียนเปลี่ยนมาเป็นเว่ยไท่หวงตี้อ่ะครับ เหมือนกับข้างบนที่เกี่ยวกับคำเรียกของแม่ทัพชิงอู่ อันนี้ผมก็ลืมไป เพิ่งนึกได้ก็เลยเอามาแทรกในบทนี้ ขอโทษด้วยครับ

      บทนี้เหมือนไม่มีอะไรเลยอ่ะ เบาโหวงเลยมีแต่เรื่องทั่วๆไป แต่อย่าดูถูกนะครับ เคยได้ยินไหมคำกล่าวในนิยายกำลังภายในที่ว่า สูงสุดของมรรคากระบี่คือไร้กระบี่ เมื่อกระบี่อยู่ที่ใจหยิบจับสิ่งใดย่อมกลับกลายเป็นกระบี่ได้ หรือจะเป็นไร้กระบวนท่าแฝงไว้ซึ่งกระบวนท่า ลึกซึ้งมากเลยใช่ไหมครับ (หาเรื่องเข้าข้างตัวเองตลอดอ่ะ ฮี่ๆ) บทนี้ก่ะเอา10หน้า ดันล่อ16-17หน้าเข้าให้

      อาจเป็นบทหน้า ที่ไท่อี้ ไท่ซีจะได้ปะแฮ่มกันก๊ะแม่หญิงเหมยฮวา กว่าจะคิดพรอตเรื่องให้มาเจอกันได้ลากยาวจนจะเข้าบทที่ 40 อยู่ล่ะ


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 119 ครั้ง

54 ความคิดเห็น

  1. #1227 ROOM333 (@garnet-t) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2557 / 13:56
    ใครจะชนะ ลุ้นๆค่ะ
    #1227
    0
  2. วันที่ 24 กันยายน 2557 / 21:48
    สนุกมาก
    #1114
    0
  3. #1050 yukai (@yukai) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 16 กันยายน 2557 / 09:46
    ขอบคุณมากค่ะ
    #1050
    0
  4. #971 Moda (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 6 กันยายน 2557 / 02:36
    อ่านแล้ว คุ้มกับที่รอคอยค่า เป็นกำลังใจให้นะคะ (บทนี้ที่บอกว่าไม่มีอะไร ไม่จริงนะอ่านสนุกค่ะ จะให้มีแค่ตัวเอก ไม่มีเนื้อเรื่องแวดลัอมอื่นๆเลย นั่นแหละไม่สนุก)
    #971
    0
  5. #970 itself (@penumbra) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 5 กันยายน 2557 / 19:40
    แล้วจะรอตอนต่อไปน่ะค่ะ

    สุ้ๆคร่า
    #970
    0
  6. วันที่ 5 กันยายน 2557 / 13:54
    ใครกันหนาาาา คึคึ
    #969
    0
  7. #967 patpy07 (@patpat07) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 4 กันยายน 2557 / 22:32
    สู้ต่อไปทาเคชิ. ฮิๆๆรออ่านคร้า
    #967
    0
  8. #964 Phirena (@phirena) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 4 กันยายน 2557 / 10:01
    รออ่านฉากไป่อี้ ไป่ซีเจอเหม่ยซิงค่ะ

    แล้วก็อยากให้นางเอกถูกลักพาตัวไปแคว้นต้าเว่ยด้วย ดูๆไปแคว้นต้าเว่ยก็น่าสงสารนะ เพราะความอดอยากทำให้ต้องรบเพื่อขยายดินแดนไปยังที่ๆอุดมสมบรูณ์ อยากให้นางเอกถูกพาตัวแคว้าต้าเว่ย แล้วก็ช่วยให้คนแคว้นต้าเว่ยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จนไม่คิดจะรบขยายดินแดนเพิ่ม
    #964
    0
  9. วันที่ 3 กันยายน 2557 / 21:43
    ใครจะมากัน  เป็นใครกันเหนอ รอลุ้นติดขอบจอ
    #960
    0
  10. #959 yuechan (@yuechan) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 3 กันยายน 2557 / 20:03
    ยัยหนูถีบให้หายแค้นเรอะ 
    #959
    0
  11. #958 kittiba (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 3 กันยายน 2557 / 19:54
    อย่ามีพระเอก อย่ามีเลย ให้ตายไปไปได้ยิ่งดีไม่ต้องพบกัน ให้แวกแนวไปเลย
    #958
    0
  12. #956 tongkorn (@happytongkorn) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 3 กันยายน 2557 / 19:29
    โอ้.......กว่าจะมาซักตอน......ไรท์จ๋า ได้โปรดมาต่อเร็วๆหน่อย.....รีด...กำลังมีอาการลงแดง...(สะแหยะยิ้ม คว้าอีโต้ หิหิหิ อบ่าให้ลงแดงมากกว่านี้ เดี๊ยะ อีชั้นจับคอมฯ เป็นตัวประกันนะ)
    #956
    0
  13. #954 ~{nop}~ (@jarandon) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 3 กันยายน 2557 / 17:07
    คิดดีแต่ยังอ่อนหัด 5 5 5
    #954
    0
  14. #953 kik (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 3 กันยายน 2557 / 16:07
    อัพเร็วๆ นะค่ะ
    #953
    0
  15. #952 cattodive (@cattodive) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 3 กันยายน 2557 / 15:57
    อิอิ..มาแว้ววว
    ยังไงก็รออยู่เสมอฮ้าบ
    #952
    0
  16. #951 rukna (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 3 กันยายน 2557 / 14:44
    รอยลโฉมท่านปราชญ์พิสดารอยู่นะเจ้าคะ ดั่งงานเปิดตัวไอดอล หุ หุ แฟนคลับเพียบ นี่ถ้ามีป้ายไฟด้วยนะคงฮาน่าดู
    #951
    0
  17. #950 รุ้งวลี (@lugvle) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 3 กันยายน 2557 / 09:10
    กำลังอ่านอย่างสนุก อ้าวหมดซะแล้วค้างเลยเนื้อเรื่องเอาตามที่ไรท์คิดไว้นะดีแล้วส่วนพระเอกไม่ต้องมีก็ได้ แต่ถ้าให้เลือกขอเป็นองค์ส่วนตัวๆแทนพี่นัทค่ะคนนี้น่ารักอบอุ่นอยุ่ด้วยน่าจะสบายใจที่สุดไม่ยุ่งกะการเมืองไดทำสิ่งที่ชอบไปเรื่อยๆ ถ้าหนุนิดถูกพาไปเว่ยก็อยากจะให้ใช้ความสามรถในการโน้มน้าวใจราชาเว่ยไม่ให่ก่อสงครามเพิ่มอีก ดีกว่าต้องถูกทำให้ช่วยเว่ยรบกับหยวนนะ(พูดมาเราจะโดนโบกป่าวเนื่ย)
    #950
    0
  18. #949 Phirena (@phirena) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 2 กันยายน 2557 / 21:40
    เชียร์ให้นางเอกถูกลัพาตัวไปต้าเว่ย ชอบแนวแบบนี้ พบรักกับศัตรูบ้านเมือง อิอิ
    สนุกมากค่ะ แต่ยังหาพระเอกไม่เจอ555
    #949
    0
  19. #948 คนเพรียว (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 2 กันยายน 2557 / 17:15
    Hi ! Writer I am very very glade to see you wow! wow!
    #948
    0
  20. #947 คอกำลังภายในจ้า (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 2 กันยายน 2557 / 17:11
    เมื่อได้อ่านพบประสบพักตร์ สมใจนักสุขใจจิตที่คิดถึง
    #947
    0
  21. วันที่ 2 กันยายน 2557 / 15:22
    ยินดีต้อนรับกลับค่ะไรต์ ดีใจจังที่ไรต์กลับมา สู้ๆนะคะ นางเอกน่ะ ไม่มีพระเอกก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ อิอิ
    #945
    0
  22. #944 sept (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 2 กันยายน 2557 / 14:15
    เย้ๆๆ

    ดีใจ ไรท์เตอร์กลับมา

    #944
    0
  23. #941 Jin (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 2 กันยายน 2557 / 09:28
    Welcome back. I'm also one of your fan. I can't wait to read more. Thanks for a great story. I hope all is well with you and your family.
    #941
    0
  24. #940 happymorning (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 2 กันยายน 2557 / 08:07
    ยินดีต้อนรับการกลับมาค่ะ .. ยังรออยู่นะ
    #940
    0
  25. #939 for u (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 2 กันยายน 2557 / 06:02
    เย้ ไรท์กลับมาแล้ว คิดถึงเรื่องนี้จังเลย
    #939
    0