ปราชญ์หญิงพลิกแผ่นดิน

  • 99% Rating

  • 23 Vote(s)

  • 159,593 Views

  • 2,075 Comments

  • 2,287 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    267

    Overall
    159,593

ตอนที่ 39 : เหมันต์อันร้อนแรง3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5849
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 132 ครั้ง
    15 ก.ย. 57

      เหมันต์อันร้อนแรง3

     หน้าด่านเป่ยจิงที่เคยว่างเปล่าไร้ซึ่งสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้กว่าสิบลี้ ตอนนี้กลับปรากฏมีเก๋งหลังน้อยผุดขึ้นมา อีกทั้งมีหญิงสาวนางหนึ่งกำลังควบม้ามุ่งตรงไปยังเก๋งโดยมีบุรุษรายล้อมถึงสี่คน ส่วนอีกด้านก็ปรากฏกลุ่มบุรุษล้วนจำนวนห้าคนขี่ม้ามุ่งตรงมายังเก๋งเช่นเดียวกัน

      กลุ่มที่มีหญิงสาวก็คือกลุ่มของเหมยฮวานั่นเอง นางยังคงส่วมชุดที่ดูเรียบง่ายสีขาวดุจเดิม แต่ที่ต่างก็คือจากเคยใช้ผ่านแพรปิดใบหน้าครึ่งล่าง มาเป็นใช้ผ้าแพรสีดำปิดคลุมทั้งศรีษะ ที่ยึดติดกับปีกของหมวกจนรอบปล่อยชายจนระยาวลงมาถึงไหล่ ทำให้ผู้ที่มองมา เห็นเพียงเค้าหน้ารางๆ บุรุษอีกสี่คนก็คือหย่งเป่า หลงอิน เต๋อชิงและหลี่ฮุย ทั้งสี่แต่งกายด้วยชุดรัดกุม ส่วนอาวุธถูกห้ามมิให้พกพา มีเพียงหลงอินที่ถือตะกร้าใบขนาดย่อมติดมือมาด้วย

      ส่วนกลุ่มที่ประกอบไปด้วยบุรุษล้วนย่อมเป็นทางต้าเว่ยที่มี เสนาฯขวาเกาเว่ยที่นำหน้า แต่งกายด้วยชุดบัณฑิตสีขาวคลุมทับด้วยเสื้อคลุมแพรต่วนเนื้อดีปักดิ้นทอง ท่าทางภูมิฐาน ทว่าแม้วัยเพิ่งจะสามสิบเก้าปี ผมที่ปล่อยยาวกลับหงอกขาว ทั้งใบหน้ายังมีริ้วรอยดั่งคนวัยห้าสิบปี

       ด้านหลังติดตามมาด้วยองครักษ์อีกสี่คน แต่มีสองคนถ้าดูจากการแต่งกายแล้วไม่น่าจะเป็นองครักษ์ได้ ชายหนุ่มหน้าตาคมสันอายุราวยี่สิบเอ็ดยี่สิบสองปี รูปร่างสูงใหญ่ แววตาดุดัน สีผิวคล้ำเนื่องจากการกรำแดด แม้จะเหมือนองครักษ์ แต่ชุดรัดกุมที่สวมใส่กลับแตกต่าง ด้วยเป็นสีคราม ทั้งยังเป็นเนื้อผ้าชั้นดี ส่วนอีกคนที่ไม่ใช่องครักษ์แน่ๆ ก็คือชายหนุ่มอายุราวยี่สิบปี ทั้งการแต่งกายและลักษณะท่าทางดั่งนักศึกษา ผมที่ยาวถูกรวบอย่างเรียบง่ายไว้ด้านหลัง เสื้อคลุมบัณฑิตสีขาวก็ทำจากเนื้อผ้าชั้นดี อีกทั้งหน้าตายังมีส่วนละม้ายคล้ายคลึงกับชายสวมชุดครามถึงหกเจ็ดส่วน สีผิวที่โผล่พ้นออกนอกผ้าคล้ำเล็กน้อย ไม่ว่าจะมองมุมใดบุคคลทั้งสองนี้ ก็ไม่มีทางเป็นองครักษ์ไปได้แน่

      กว่าเรื่องราวจะดำเนินจนมาเป็นเช่นนี้ ก็ต้องใช้เวลาถึงสองวันในการเจรจา ทั้งสองฝ่ายต่างมีข้อสรุปที่ตรงกันที่จะให้มีทัพทหารม้าคอยคุมเชิงที่หนึ่งพันนาย โดยตั้งทัพห่างจากจุดพบปะสองลี้ แต่ติดปัญหาที่ทางต้าเว่ยร้องขอผู้ติดตามถึงสิบคน แต่ทางหยวนไม่ยอมต้องการเพียงสี่ ด้วยทางตนเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด เพราะถ้าจำนวนเท่ากันฝ่ายตนก็มีอิสตรี ยิ่งคนมากหากเกิดเรื่องย่อมตกเป็นเบี้ยล่าง

      เหตุผลที่ต้าเว่ยต้องการถึงสิบคน เพราะเพื่อคุ้มกันองค์ชายทั้งสอง แต่เมื่อหยวนปฏิเสธ โดยอ้างเรื่องความเป็นสตรีของเหมยฮวา ก็ไม่อาจยกข้ออ้างใดมาค้าน ครั้นจะยกเลิกก็จะดูเสื่อมเสียหน้า  ด้วยเป็นทางต้าเว่ยเองที่เป็นฝ่ายเริ่มกำหนดนัดนี้ขึ้น จึงได้แต่ตอบตกลง

      เมื่อทั้งสองฝ่ายมาถึงจุดหมายห่างเพียงเก๋งกั้นกลาง เกาเว่ยและเหมยฮวายืดตัวตรงประสานมือระดับอกแสดงการทักทาย ที่ไม่มีการค้อมตัวคารวะเพราะทั้งสองฝ่ายกำลังทำศึก ต่างแบกศักดิ์ศรีของแคว้นเอาไว้ การแสดงออกเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ก่อนจะพลิกตัวลงจากม้า แล้วเดินเข้าไปด้านในของเก๋ง เกาเว่ยจึงเอ่ยขึ้นมาก่อน

      "ฮ่าๆ ได้ยินชื่อมิสู้พบหน้า ช่างยินดีๆยิ่งนัก"

      "เช่นเดียวกันเจ้าค่ะท่านเสนา ในฐานะเจ้าบ้าน รู้สึกอับอายยิ่งนักที่ไม่อาจต้อนรับขับสู้ท่านเสนาให้สมกับฐานะและความเหนื่อยยากที่อุตส่าห์ดั้นด้นมา"

      เหมยฮวากล่าวต้อนรับในฐานะเจ้าบ้าน ผ่านผ้าแพรคลุมหน้า ทั้งแฝงความหมายเหน็บแหนมอีกฝ่ายที่ยกทัพเดินทางหลายร้อยลี้เพื่อมาบุกหยวน เมื่อเกาเว่ยได้ยินก็เพียงคลี่ยิ้มหามีโทสะไม่ สายตาที่มองดูนาง ทอแววอ่อนโยนและชื่นชมอย่างปิดไม่มิด

      "แนะนำตัวกันอีกครั้งเป็นไร ข้าเกาเว่ย เสนาฯขวาต้าเว่ย"

      "ข้าน้อยหลี่เหมยฮวาเจ้าค่ะ ยินดีที่ได้พบ เชิญ.."

      ขณะที่เหมยฮวาเชื้อเชิญให้เกาเว่ยและทุกท่านนั่งลง ก็รู้สึกว่าถูกจ้องมองอย่างผิดปกติหนึ่งจากชายหนุ่มที่สวมใส่ชุดสีขาว สายตาที่มองมายังนาง แม้จะดูจาบจ้วงแต่ไม่รู้สึกเป็นไปในทางไม่ดี คล้ายดั่งสนใจใคร่รู้และชื่นชมมากกว่า

      ทว่าชายหนุ่มที่สวมชุดครามอีกคน สายตาที่จับจ้องมายังนาง กลับทอแววเคียดขึ้งและเหยียดหยาม แม้ทั้งสองคนจะให้ความรู้สึกแตกต่างกันดั่งฟ้ากับเหว แต่ก็มีอะไรบ้างอย่างที่คล้ายคลึงกัน นั่นก็คือกลิ่นอายที่ออกมาของบุคคลทั้งสองแฝงไว้ซึ่งอำนาจบารมี เนื้อผ้าชั้นดีที่สวมใส่อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยส่งเสริม แต่ถึงอย่างไรก็เพียงบ่งบอกว่ามีฐานะ ทว่าความโดดเด่นสูงสง่าของคนทั้งสองต่างหาก ที่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกได้ว่าไม่น่าจะเป็นแค่เพียงคุณชายที่มีฐานะธรรมดาทั่วไป โดยรวมยังดูเหนือกว่า เสนาฯขวาเกาเว่ยเสียอีก

      จู่ๆเหมยฮวาก็ฉุกใจคิดถึงเหล่าเชื้อพระวงค์ แต่ก็ต้องปัดความเป็นไปได้นี้ทิ้ง เพราะต่อให้เป็นเหล่าเชื้อพระวงค์ปลายแถวเพียงใด คงไม่มีทางยอมให้มาปรากฏตัวที่นี่แน่ ก่อนจะเลิกคิดเมื่อได้ยินเสียงเกาเว่ย

      "ผลงานของแม่นางแต่ละสิ่ง ช่างสร้างความอัศจรรย์แก่ผู้คนยิ่งนัก"

      "ยกย่องเกินไปแล้ว ท่านเสนา ข้าน้อยไหนเลยจะรับไหว"

      "ฮึ..."

      บุรุษชุดครามพอได้ยินวาจาของเหมยฮวาก็แค่นเสียงออกมาเบาๆคราหนึ่ง จนทำให้นางชะงักไป แต่หาได้หันไปมองไม่ มีเพียงเกาเว่ยและชายหนุ่มคล้ายบัณฑิตที่ทำหน้ากระอักกระอ่วน ส่วนทางด้านคนติดตามของเหมยฮวา ต่างถลึงตาไปยังชายชุดครามที่ตอนนี้เอามือกอดอก จ้องกลับตรงๆโดนไม่หวั่นเกรง

      ในยุคนี้ถ้าไม่มีการแนะนำตัว ก็จะไม่ทราบเลยว่าอีกคนคือผู้ใด แม้เหมยฮวาและทุกคนที่มาด้วยกับนางจะเคยเห็นภาพวาดของเกาเว่ย องค์ชายไท่อี้ องค์ชายไท่ซีและบุคคลสำคัญของต้าเว่ยมาก่อนแล้ว แต่ในภาพก็คล้ายเพียงห้าหกส่วน รายละเอียดมีเพียงจุดเด่นๆกับเครื่องแต่งกายและสีที่ส่วมใส่เป็นประจำ ขอเพียงปรับเปลี่ยนการแต่งตัว ปกปิดริ้วรอย อย่างเช่นแผลเป็น ไฝฝ้า ก็สามารถทำให้ระบุตัวไม่ได้แล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ต่อให้ศัตรูคู่อาฆาตมายืนต่อหน้า ก็ไม่มีทางรู้ได้เลย ถ้าไม่เคยพบหน้ากันจริงๆมาก่อน อย่างมากก็แค่สะกิดความสงสัย

      "อะแฮ่ม...ดินแดนจงหยวนเราทิศตะวันออกมีทู่เจียกับโกครุยอ ทิศเหนือมีทู่เจียที่ดินแดนยืดยาวมา มองโกล ซีตัน ตะวันตกซงหนู ต้าซือ ทิศใต้ต้าลี่ ทั้งสี่ทิศมีเพียงต้าซือ ต้าลี่และโกคูรยอ ที่ไม่เคยรุกรานเข้ามายังดินแดนที่อุดมสมบูรณ์แห่งนี้ นอกนั้นต่างก็เคยกรีธาทัพมาโจมตีหากเห็นว่าแผ่นดินจงหยวนเกิดความอ่อนแอวุ่นวาย ด้วยสายพระเนตรอันกว้างไกลขององค์เว่ยไท่หวงตี้ จึงได้ทรงคิดว่าหากจงหยวนยังคงแบ่งแยกเป็นแว่นแคว้นเช่นนี้ต่อไป ย่อมไม่เกิดผลดีเป็นแน่ ภายภาคหน้าแผ่นดินและผู้คนชาวจงหยวนคงไม่พ้นต้องตกอยู่ในมือ และถูกปกครองโดยชนเผ่าที่ป่าเถื่อนและไร้อารยะธรรม เหตุผลนี้เองจึงต้องทรงรวบรวมดินแดนให้เป็นหนึ่งเดียว แม้จะถูกผู้คนทั้งแผ่นดินก่นด่า ฝ่าบาทก็หาได้ให้ความสำคัญไม่ เพราะไม่มีสิ่งใดสำคัญยิ่งกว่าอนาคตของลูกหลานชาวจงหยวนอีกแล้ว"
      ***
จงหยวนคือเฉพาะดินแดนในด่านหรือภาคกลาง ต้าซือคืออาหรับ ต้าลี่คือน่านเจ้า โกคูรยอคือเกาหลี***

      เหมยฮวาได้ยินจึงร้อง 'อ้อ' ออกมาคำหนึ่ง ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยหรือภพนี้และภพก่อน เหล่าผู้ปกครองที่ต้องการมีอำนาจเหนือผู้คน ต่างก็พยายามใช้เหตุผล เพื่อมาใช้สนับสนุนความชอบธรรมในการที่จะรุกรานคนอื่นอยู่เสมอ แต่ไม่ว่าจะยกอ้างคำพูดมาสวยหรูเพียงใด สุดท้ายก็ไม่พ้นที่การรบราฆ่าฟันอยู่ดี

      "ท่านกล่าวเช่นนี้ ดั่งคิดตำหนิว่าหยวนเราไม่คำนึงถึงอนาคตของลูกหลาน"

      เสนาฯขวาเกาเว่ย เพียงคลี่ยิ้มบางๆ ทั้งแววตาและท่าทาง ชวนให้ผู้คนรู้สึกอบอุ่นและอ่อนโยน ก่อนจะกล่าวคำออกมา น้ำเสียงแฝงไว้ซึ่งความเอื้ออาทรดั่งญาติผู้ใหญ่มีให้แก่ผู้เยาว์

      "หาเป็นเช่นนั้นไม่ หากทั้งสองแคว้นต่างมีปฏิธานเดียวกันแล้วไซร้ ใยถึงดึงดันขัดขืน สภาพของต้าเว่ยและแคว้นหยวนก็บ่งบอกในตัวเองแล้ว ว่าผู้ใดสามารถกระทำได้"

      "ต่อให้มีปฏิธานเดียวกัน ใช่ว่าต้องมีแนวทางเหมือนกัน"

      "ถูกต้อง ทว่าตอนนี้ต้าเว่ยใกล้เพียงมือจับ แต่แคว้นหยวนคล้ายดั่งเพิ่งเริ่ม  นกน้อยย่อมเลือกไม้ทำรัง แม่นางหลี่มิคิดจะส่งเสริมปฏิธานนี้ให้สำเร็จลุล่วงในเร็ววันหรือไร"

      พอสิ้นคำพูดของเกาเว่ย มีเพียงเต๋อชิงและหลงอิน ที่ระงับอารมณ์ไม่อยู่ แสดงอาการไม่พอใจออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจน แม้ในคำพูดของเกาเว่ยไม่มีคำใดที่เหยียดหยามแคว้นหยวน แต่ในความนัยแฝง ก็บ่งบอกได้ชัดเจนว่า เจตนาผู้พูดได้ยกย่องต้าเว่ยยิ่งใหญ่เหนือหยวน และที่สำคัญยังมีคำพูดที่สื่อถึงการเชื้อเชิญเหมยฮวาให้ไปรับใช้ต้าเว่ยอีกด้วย

      "ต้าเว่ยทำเพื่อลูกหลานจงหยวน แต่แคว้นหยวนทำเพื่อลูกหลานหัวเซี่ย ย่อมต้องใช้เวลามากกว่าอยู่แล้ว"

      ***หัวเซี่ยคือแผ่นดินทั้งหมดทั้งในและนอกด่าน***

      องค์ชายไท่อี้ที่ฟังการสนทนาอยู่อย่างเงียบๆตามสัญญาที่ให้ไว้ก่อนมา ว่าจะอยู่เฉยๆไม่ยุ่งเกี่ยวกับการพบปะในครั้งนี้ ถึงกับหัวคิ้วกระตุก

      "บังอาจ!.. เจ้ากำลังจะบอกว่าปฏิธานของแคว้นเล็กๆเช่นแคว้นหยวนยิ่งใหญ่กว่าต้าเว่ยอย่างนั้นรึ"

      เต๋อชิงถึงกับขนคิ้วลุกชีชัน ชี้มือหน้าด่าทออีกฝ่ายทันที "เจ้าคนปากเสีย!เจ้าถือดีอะไรถึงได้กล้ามาพูดจาสามหาวกับท่านปราชญ์ของพวกเรา"

      "เหอะ!ข้าถือดีอะไร ฮ่าๆ....."

      เกาเว่ยถึงกับกุมขมับ โอกาสที่จะมาพบปะใช่ว่าจะหาได้ง่าย บัดนี้อาจต้องพังพาบเพียงเพราะองค์ชาย ก่อนจะหันไปกล่าวพอให้ได้ยินเพียงสองคน ".....อี้ ท่านรับปากไว้ก่อนมาแล้ว มิใช่หรือ"

      "ต้องขออภัยแม่นางแทนท่านพี่ข้าด้วย"   

      ส่วนองค์ชายไท่ซี กลัวเรื่องจะบานปลายจึงได้ขึ้นมากล่าวขออภัยเหมยฮวา พลางมือก็ฉุดดึงให้องค์ชายไท่อี้นั่งลง

      "เจ้าค่ะ...เอ่อ..."

      "อ๋อ..ข้ามีนามว่าเทียนซี ยินดีที่ได้พบ แม่นางหลี่" องค์ชายไท่ซีกล่าวแนะนำตนด้วยชื่อปลอมที่เตรียมมา

      "ยินดีที่ได้พบเจ้าค่ะ คุณชายเทียนซี" เหมยฮวาทักทายอีกฝ่ายก่อนจะหันไปทางด้านองค์ชายไท่อี้ เห็นอีกฝ่ายแค่นเสียงดัง "เหอะ" คำหนึ่งแล้วก็นิ่งเฉยไม่กล่าวอันใดอีก องค์ชายไท่ซีจึงได้เอ่ยแนะนำแทน ซึ่งก็เป็นชื่อปลอมเช่นเดียวกัน

      "ท่านพี่ข้าเอง มีนามว่าเทียนอี้"

      "ฮืม..หากไม่แจกแจงออกมา คุณชายเทียนอี้ก็คงไม่ยินยอมพร้อมใจที่จะเชื่อว่าหยวนทำเพื่อชาวหัวเซี่ย"เห็นอีกฝ่ายนิ่งเฉยจึงได้กล่าวต่อ

      "ในแคว้นหยวน ไม่มีการปิดกั้นชนต่างเผ่า เน้นนโยบายหลอมรวม แม้ตอนนี้จะยังมีการต่อต้านและกีดกันอยู่บ้าง ไม่นานย่อมเลือนหายไปเอง วิธีการเช่นนี้ถือว่าจีรีงยั่งยืนกว่าวิธีการใดๆ"

      เสนาฯขวาเกาเว่ยขมวดคิ้ว เอ่ยแย้งว่า"ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงแล้วกรณีทู่เจียแม่นางหลี่พอจะมีคำอธิบายหรือไม่"

      "หึๆ.."องค์ชายไท่อี้ทรงสลวลเบาๆออกมา คิดจะกล่าวคำ แต่ต้องถูกสายตาขององค์ชายไท่ซีจ้องมองเขม็ง จึงแค่นเสียง "ฮึ.." แล้วผินหน้าไปทางด้านนอก

      "หากมิใช่แคว้นหยวนถูกกดดันจากต้าเว่ยอยู่ก่อน และเพื่อคงสภาพทัพไว้ไม่ให้กระจัดกระจายมีหรือจะมาโจมตีแคว้นหยวนแทบจะทันที หลังจากถอนทัพจากทางเหนือ"

      "แม่นางหลี่คิดจะผลักภาระให้กับต้าเว่ยทั้งหมดเช่นนี้ ออกจะเกินเลยไปหรือไม่"เกาเว่ยเอ่ยค้านออกมาอีก ตั้งแต่ตนเอ่ยถามเมื่อครู่ การประลองวิวาทะก็ถือว่าได้เริ่มขึ้นแล้ว

      เหมยฮวาก็ทราบ จึงไม่ได้ลงให้กับอีกฝ่าย เพราะเหตุผลที่ทู่เจียยกมาตีไม่ใช่มีเพียงแค่ที่นางกล่าว แต่ไม่ว่าเช่นไรก็มิอาจคล้อยตาม ไม่เช่นนั้นก็เท่ากับยอมรับกลายๆว่านโยบายหลอมรวมของหยวนประสบกับความล้มเหลว

      "แล้วการรวบรวมแว่นแคว้นของต้าเว่ยมีอะไรต่างจากเดิมที่ยังแบ่งแยกเป็นแว่นแคว้น ท่านเสนาพอจะบอกกล่าวได้หรือไม่"

      เกาเว่ยยิ้มออกมาเล็กน้อย "เมื่อมีเพียงหนึ่งเดียวแผ่นดินจงหยวนย่อมเป็นบึกแผ่น แนวทางการบริหารบ้านเมืองก็เป็นไปในทางเดียวกัน การค้าการขายไม่มีติดขัด ที่สำคัญการทหารก็จะแข็งแกร่ง ด้วยมีกำลังพลมากมาย รวมกับความปรีชาสามารถขององค์เว่ยไท่หวงตี้ เช่นนี้ยังจะมีผู้ใดกล้ามารุกรานจงหยวนได้อีก"

      ตอนกล่าวถึงองค์เว่ยไท่หวงตี้ เกาเว่ยจงใจเน้นคำ เพื่อหวังใช้ในการโน้มน้าวเหมยฮวาและให้เปรียบเทียบกับอ๋องหยวนไปในตัว

      "แม้จะเป็นดั่งที่ท่านเสนาฯกล่าว ทว่าไม่มีผู้ใดอยู่ค้ำฟ้า หากผู้สืบทอดไร้ความสามารถเล่า แคว้นเทียนเฉาก็คือตัวอย่างที่ชัดเจน"

      'ผึง!'

      เกาเว่ย องค์ชายไท่ซีและองครักษ์อีกสองคน ต่างก็หูแว่วขึ้นมาแทบจะพร้อมกัน ด้วยคำว่าผู้สืบทอดก็คงไม่มีทางเป็นใครไปได้ถ้ามิใช่องค์ชายไท่อี้ ซึ่งตอนนี้เส้นเลือดบนขมับปูดโปน ในใจก็ทรงคิด

      'เจ้าว่าข้าไร้ความสามารถ ทั้งยังเอาข้าไปเทียบกับคนใช้การไม่ได้อย่างพวกเทียนเฉาอย่างนั้นเรอะ'

      "ขออภัยด้วยกับคำกล่าวเมื่อครู่นี้ ข้าน้อยหามีเจตนาร้ายไม่ เพียงแจกแจงถึงจุดที่น่าจะเป็นปัญหา ซึ่งอาจจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้"

      องค์ชายไท่อี้ขณะจะตรัสวาจาที่เผ็ดร้อนโต้ตอบเหมยฮวา พลันต้องชะงักเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยคำขอโทษและชี้แจ้ง อารมณ์จึงได้เย็นลง ทั้งยังคลี่ยิ้มและผงกศีรษะ

      'โอ้..รู้ตัวด้วยรึว่าตนเองผิด ไม่เป็นไรๆ บุรุษเช่นข้าหาได้จิตใจคับแคบไม่ ยิ่งเจ้าเป็นสตรีข้ายิ่งต้องไม่ถือสาหาความ'

      แม้เกาเว่ยจะตามอารมณ์ขององค์ชายไท่อี้ไม่ทัน แต่เมื่อได้ยินคำของเหมยฮวา จึงเอ่ยว่า"คำวิจารณ์ของแม่นางหลี่ ผู้ถือว่าเป็นปราชญ์ย่อมต้องน่ารับฟัง แต่ข้ามีความเห็นแย้ง แม้ฮองเต้ไม่ปราดเปรื่องแต่ก็ยังมีขุนนางที่ดีคอยอุ้มชู แผ่นดินย่อมต้องไปได้"

      "หากขุนนางเป็นเช่นท่านเกาเว่ยย่อมผ่านไปได้ ทว่าเช่นไรแนวทางของต้าเว่ย ข้าน้อยก็ไม่เห็นพ้องด้วย"

      "แนวทางหลวมรวมของหยวน ต่อให้ทำได้จริงดั่งว่า แล้วจะทำเช่นไรกับอาณาจักรต้าซือโกคูรยอและต้าลี่ ทั้งสามอาณาจักรเหล่านี้ล้วนยิ่งใหญ่และเป็นเอกเทศ การหลอมรวมย่อมมิอาจทำได้ หากต้องถูกรุกรานจากทั้งสาม หัวเซี่ยไหนเลยจะรับมือไหว"

      จบคำกล่าวของเกาเว่ย เหมยฮวาถึงกับกลอกตาวุ่นวาย มัวแต่จะเอาชนะคะคาน เพื่อใช้สะกดข่มอีกฝ่าย อีกทั้งตัวนางเองก็มีสายเลือดชาวหูเผ่าหุยเกอ และเป็นคนแคว้นหยวน หากต้าเว่ยยึดครองหยวนได้ เหล่าผู้คนที่มีสายเลือดผสมระหว่างจงหยวนและชาวหูในหยวน คงไม่พ้นถูกผลักดันออกจากภาคกลาง แม้จากคำพูดของเสนาฯขวาเกาเว่ย จะบอกกลายๆว่า หากยอมรับใช้ต้าเว่ย เรื่องสายเลือดชาวหูของนางจะไม่มีปัญหา แต่ก็คงเพียงแค่นางและครอบครัว หาใช่คนอื่นๆด้วยไม่ และถ้าทำสำเร็จคงคุกคามชาวหูนอกกำแพงที่รักสงบอีกมากมายหลายเผ่า เช่นเผ่าซี เผ่าหุยเกอ เป็นต้น นี้ก็คือเหตุผลทั้งหมดที่ทำให้นางคัดค้านอย่างเต็มที่ จนหลงลืมข้อนี้ไป

      ด้วยทั้งสามอาณาจักรที่ว่าชื่อเหมือนกับภพที่แล้วของนาง ตามประวัติศาสตร์แม้จะคนละช่วงเวลากันที่ยิ่งใหญ่ เท่าที่จำได้แทบไม่เคยมารุกรานแผ่นดินหัวเซี่ยเลย จะมีแต่หัวเซี่ยนี้แหละไปรุกรานก่อน จึงมองข้ามจุดนี้ไป 'มันน่านัก มาตายน้ำตื้นซะได้' ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว ครั้นจะบอกไปว่า 'ไม่ต้องห่วง ภพก่อนเขายังไม่มารุกราน ภพนี้ก็ต้องไม่' คงจะฟังขึ้นอยู่หรอก

      "จัดส่งฑูตเจริญสัมพันธไมตรี ร่างสนธิสัญญาทั้งสองฝ่าย และร่างกฏหมายให้บังคับใช้ระหว่างอาณาจักร เพื่อให้ทุกอาณาจักรปฏิบัติตาม ยิ่งมีมากอาณาจักรก็ยิ่งดี เพื่อใช้ในการค้านอำนาจ เพราะหากอาณาจักรใดละเมิด อาจนำไปสู่ข้ออ้างให้อาณาจักรอื่นใช้ในการรุกรานโดยความชอบธรรม"

      "กฏหมายระหว่างอาณาจักร....."

      ทั้งเกาเว่ยและองค์ชายไท่ซี ฟังผ่านๆเมื่อเห็นว่า การส่งฑูตนั้นก็แสนธรรมดา ส่วนการร่างสนธิสัญญาก็มีผลไม่ต่างจากการเจรจาตกลงสุดท้ายก็ล้มเหลว สามารถกลับคำทันทีทุกเมื่อ ถ้าเห็นว่าอีกฝ่ายอ่อนแอ หรือตนเองมีกำลังเหนือกว่าอีกฝ่าย

      ทว่าเมื่อถึงคำว่ากฏหมายระหว่างอาณาจักรก็ต้องสะดุดใจขึ้นมาทันที มิใช่เพราะว่ามันจะใช้ได้ผล แต่เพราะมันช่างแปลกใหม่ยิ่ง ด้วยตอนนี้แค่กฏหมายในแต่ละแคว้นก็ไม่มีแคว้นไหนเลยเหมือนกัน แม้แต่ในแคว้นเดียวกันพอมีการเปลี่ยนรัชกาลทีก็เปลี่ยนกฏหมายที ก่อนจะพากันนิ่งงันครุ่นคิดถึงวิธีหากนำมาใช้จริง

      "ฮึๆ..สมกับเป็นความคิดอิสตรี ช่างอ่อนแอปวกเปียก เพียงใช้คำพูดและตัวอักษรไหนเลยจะใช้ห้ามการรุกรานได้"

      เหมยฮวาเพิ่งจะถอนหายใจอย่างโล่งอก ที่นึกวิธีเอามากล่าว จนตอนนี้อีกฝ่ายดูจะสนใจในความคิดของนางอย่างจริงจัง เจ้าคนชุดครามยังจะมาพูดชักใบให้เรือเสียอีก และก็หลายครั้งแล้วด้วยที่ชอบขัดนาง

      "ถ้าข้าเดาไม่ผิด วิธีการของบุรุษอย่างคุณชาย ก็คงไม่เกินการใช้กำลังอันป่าเถื่อน"

      "มีอันใดไม่ถูก แต่ไหนแต่ไรมา ผู้ที่อ่อนแอย่อมต้องถูกกลืนกินจากผู้ที่เข้มแข็งกว่าเสมอ เช่นทั้งห้าแคว้นที่ถูกพิชิตด้วยกองทัพอันเกรียงไกรของต้าเว่ย" ขณะกล่าวก็วาดมือวางเท้าดูวุ่นวาย ทั้งทำหน้าขึงขัง แววตาแข็งกร้าวจ้องมอง
เหมยฮวา จนนางอยากจะสับศอกใส่หน้าคนที่พูดขึ้นมาตะหงิดๆ

      'คิดจะข่มกันเรอะ พวกผู้ชายประเภทบ้ากำลังและอำนาจ นี้ช่างน่าเบื่อนัก ทำเป็นมาโอ้อวดดูถูกผู้หญิง ที่จริงก็บ้อท่า เห็นมานักต่อนักล่ะสุดท้ายก็สยบอยู่ใต้ชายกระโปรง '

      ยิ่งคิดวิญญาณ นักปกป้องสิทธิสตรี ก็ยิ่งเข้าสิงมากขึ้น แม้ปกติจะรู้ว่าเหล่าบุรุษกีดกันและกดขี่เหล่าสตรีเช่นไร แต่ครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีคนมากระทำสิ่งเหล่านี้ต่อนางซึ่งๆหน้า

      ด้วยมันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมานมนาน แม้อยากจะทำให้มันหายไป แต่คงทำไม่ได้ง่ายๆ สิ่งเดียวที่ทำได้คือทำตัวเป็นตัวอย่างให้ดูว่าสตรีหาด้อยกว่าบุรุษไม่ แล้วให้ค่อยๆซึมซับเข้าไปในจิตใจของผู้คน อีกทั้งปลูกฝังความคิดการให้เกียรติสตรีกับเหล่าเด็กๆที่มาเล่าเรียนในสถานศึกษาที่ตระกูลหลี่สร้าง ผลลัพธ์นับว่าเป็นที่พึงพอใจ เพราะในสถานศึกษาก็มีเหล่าพ่อแม่นำเด็กหญิงมาเรียนด้วยเพิ่มขึ้นทุกปีๆ อีกทั้งในเมืองชิงไห่ก็มีสตรีที่ออกมาทำงานนอกบ้านมากมาย ซึ่งเริ่มต้นจากการทำโรงทอผ้า ก่อนจะลุกลามไปยังกิจการด้านอื่นๆ

      "ก็อาจเป็นได้ตามที่คุณชายเทียนอี้กล่าว แต่ท่านคงลืมไปว่ากองทัพก็มีค่าใช้จ่าย ยิ่งไกลค่าใช้จ่ายก็ยิ่งเพิ่ม หากยกทัพกำลังพลสิบหมื่นเดินทัพพันลี้ ต้องจ่ายถึงพันตำลึงทองต่อวัน กว่าจะถึงที่หมายเร็วสุดก็สี่เดือน คิดแล้วต้องจ่ายถึงสิบสองหมื่นตำลึงทอง นี่ยังไม่รวมถึงระยะเวลาที่ทำศึกว่าจะกินเวลาเท่าไหร่ และทัพที่ต้องใช้ในการคุมเสบียงไปส่งยังแนวหน้า"

      องค์ชายไท่อี้ได้แต่อ้าปากพะงาบๆเรื่องนี้ไหนเลยตนจะรู้ เพราะดูแลเพียงในส่วนกลยุทธ์และนำทัพ งานด้านเอกสารและค่าใช้จ่าย ใช้ขุนนางกลาโหมดูแล ก่อนจะส่งสายตาไปยังเกาเว่ย คล้ายสอบถามว่าจริงหรือไม่ เห็นอีกฝ่ายพยักหน้าว่าใช่ ส่วนเหมยฮวาเห็นอีกฝ่ายไม่โต้ตอบก็เอ่ยขึ้นต่อ

      "ถ้าคุณชายจะยกทัพไปรบกับอาณาจักรหนึ่ง ผู้คนที่เกณฑ์ไปย่อมไม่ต่ำกว่าห้าสิบหมื่นเป็นอย่างน้อย ค่าใช้จ่าย
มหาศาลขนาดนี้ มีใครอยากควักออกมาจ่ายพร่ำเพรื่อ แค่ยังไม่ทันได้รบเงินทองในคลังก็ร่อยหรอแล้ว ยิ่งถ้าแพ้คงต้องรอไม่ต่ำกว่าสิบเจ็ดปีถึงจะฟื้นคืน เพราะคงจะบังคับให้ผู้คนแต่งงานกันเร็วกว่านี้ไม่ได้อีก ความเสี่ยงที่จะทำให้แคว้นล่มสลายสูงขนาดนี้  ท่านยังจะคิดว่า ความคิดแบบอิสตรีของข้าใช้การไม่ได้อยู่อีกหรือไม่..อ๋อ..ยังมีอีกวิธีที่สตรีอย่างข้าคิดได้"

      การจะรบกับอาณาจักรหนึ่งนั้นต้องใช้กำลังพลมากมาย ยกตัวอย่างเช่น ในราชวงค์สุยยกทัพไปตีโคคุเรียว ซึ่งมีทั้งหมดถึงสามครั้ง กล่าวกันว่าสูญเสียทหารรวมแล้วถึงสามล้านนาย ทว่ายังไม่อาจยึดโคคุเรียวได้ สูญเสียเงินทองผู้คนและเสบียงอาหารที่เรียกเก็บจากราษฎรมากมาย ต้นเหตุนี้เองที่ทำให้ราษฏรไม่พอใจก่อนจะลุกฮื้อขึ้นต่อต้าน สุดท้ายราชวงค์ล่มสลาย  
      ดังนั้นเหมยฮวาจึงยกตัวอย่างว่า อย่างน้อยต้องห้าสิบหมื่นคน การคิดคำนวณเช่นนี้คงต้องยกเว้นกองทัพมองโกลของเจงกีสข่านเอาไว้ เพราะดึงจุดเด่นของทัพตนออกมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ขับขี่คล่องแคล่ว จู่โจมว่องไว ใช้ธนูที่ยิงไกลที่สุดในยุคนั้น ไม่ใช้กองเสบียง ยิ่งการเดินทัพโดยไม่มีกองเสบียงสนับสนุน ช่างเป็นการกระทำที่บ้าระห่ำที่สุด คงมีเพียงกองทัพของเจงกีสข่านกองทัพเดียวเท่านั้นจึงสามารถทำได้ โดยหาเสบียงจากการจับสัตว์หรือเก็บพืชผักที่มีอยู่ในเส้นทางที่ต้องเดินทัพผ่านมากินแทน ถ้าหาไม่ได้ค่อยมาใช้เสบียงที่แต่ละคนพกพาติดตัว หากกองทัพอื่นคิดจะเอาเยี่ยงทำตาม ภายในไม่กี่วันคงได้ทัพแตก

      ส่วนการบังคับให้แต่งงาน ก็คือในสมัยก่อนแคว้นที่อ่อนแอต้องการสร้างแคว้นให้เข้มแข็ง ปัจจัยที่จะส่งเสริมได้ในการรบตอนนั้นย่อมต้องเป็นผู้คน วิธีไหนที่จะทำให้มีคนในแคว้นเยอะๆ ถ้าไม่ใช่การเพิ่มประชากร ดังนั้นจึงได้ออกกฏบังคับให้ผู้คนที่ยังเป็นโสดแต่งงาน แต่ทว่าตอนนั้นผู้คนส่วนมากแต่งงานหลังอายุยี่สิบปีขึ้นไป ผู้มีอำนาจในแคว้นเห็นว่ามันช้า จึงได้บังคับลดทอนอายุลงมาที่สิบเจ็ดปี เมื่อเวลาผ่านไปสิบกว่าปีก็เห็นผลจริงๆ แคว้นแข้มแข็งสมใจด้วยมีประชากรมากมาย แคว้นอื่นเห็นก็ทำตาม บังคับไปบังคับมาเหลือที่สิบสี่สิบห้าปี นี้ก็คือเหตุผลว่าทำไมผู้คนในจีนถึงต้องแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย จนกลายมาเป็นธรรมเนียม

      องค์ชายไท่อี้ถึงกับใบหน้าแดงฉาน เพราะรู้สึกเสื่อมเสียหน้าและคัดเคือง ด้วยการทุ่มเถียงตกเป็นเบี้ยล่าง เห็นอีกฝ่ายกำลังกล่าวคำ ดั่งจะทับถมซ้ำเติมตนเองต่อ ก็แค่นเสียงดัง "เหอะ"

      "หากเป็นการใช้กำลัง การจะสยบอีกแคว้นย่อมต้องเสียสละผู้คนและทรัพย์สินมากมาย ทว่าในความคิดอิสตรีอย่างข้า ยังมีอีกหนึ่งแผนการ โดยใช้คนเพียงหนึ่งคนก็พอแล้ว"

      เกาเว่ยถึงกับขมวดคิ้ว จึงได้เอ่ยถามว่า "ในโลกนี้มีคนที่เก่งกาจ ถึงขนาดล้มล้างแคว้นๆหนึ่งเพียงลำพังได้ด้วยรึ"

      "มีและมีมากกว่าหนึ่งด้วยเจ้าค่ะ นั่นก็คือ เพียงส่งหญิงสาวหน้าตางดงาม ในขอบข่ายที่เพียงอ๋องแคว้นนั้นแลเห็นเป็นต้องพึงตาต้องใจ หลังจากนั้นก็ทำให้ลุ่มหลงจนละเลยการงาน ต่อมาก็หาทางกำจัดขุนนางที่ภักดี เพียงไม่นานแคว้นที่ว่าย่อมอ่อนแอลง"

      "ระ..ไร้ยางอาย! ข้าไม่อยากจะเชื่อว่าคำกล่าวเหล่านี้จะออกมาจากปากอิสตรีได้"

      "มีอันใดกล่าวไม่ได้คุณชายเทียนอี้ หรือท่านไม่เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า การศึกไม่หน่ายอุบาย คงมิใช่ว่า ตอนอยู่ในสนามรบ คุณชายจะฆ่าฟันเฉพาะคนที่หันหน้าให้กับตนเอง ไม่ยอมฆ่าฟันคนที่หันหลังให้หรอกนะ"

      องค์ชายไท่อี้ถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ใช้นิ้วชี้หน้าเหมยฮวา ปากเปล่งเสียงได้แค่คำว่า "เจ้าๆ.." ออกมา เต๋อชิง หลี่ฮุยและหลงอินได้แต่หัวเราะขลุกขลักในลำคอ รู้สึกสาสมใจยิ่ง ที่พวกต้าเว่ยอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ มีเพียงหย่งเป่าที่นั่งนิ่ง ไม่แสดงอาการใดๆออกมา 

      องค์ชายไท่ซีและเกาเว่ย ต่างพากันดึงแขนองค์ชายไท่อี้คนละข้างให้นั่งลงสงบจิตใจ เมื่อเห็นว่าไม่อาจทำอย่างไรได้ จึงทำท่าฮึดฮัดก่อนจะยอมย่อตัวนั่งบนเก้าอี้ แต่ไม่วายกล่าวคำออกมาโดยไร้สุ่มเสียง เจตนาให้เหมยฮวาเห็นในจังหวะที่ย่อเอวเพื่อนั่ง

      เมื่อนางอ่านริมฝีปากอีกฝ่ายก็จับใจความได้ว่า 'นางปีศาจจิ้งจอก'เหมยฮวาถึงกับหัวเราะคิกกับความไร้เดียงสาของบุรุษผู้นี้ยิ่งนัก คิดเหรอว่านางจะเจ็บแค้นถึงขั้นลงไปนอนดิ้นพล่านที่พื้นจากคำพูดเผ็ดร้อนระดับสถานรับเลี้ยงเด็กอ่อนของอีกฝ่าย ต่อให้มากกว่านี้ก็ไม่สะดุ้งสะเทือน

      "ขอบคุณที่ชมข้า คุณชายเทียนอี้" จู่ๆเหมยฮวาก็กล่าวขึ้นมา ผู้คนทั้งหมดต่างงงงวย เพราะไม่รู้ว่าองค์ชายไท่อี้ทำอะไรไปเมื่อครู่

      "ข้าชมอันใด"ปากก็ถามไป ส่วนในใจกลับคิด 'ช่างหน้าด้านหน้าทนยิ่งนัก ผู้หญิงอะไรกัน หากเป็นคนอื่นตอนนี้คงได้โกรธจนตัวสั่นไปแล้ว'

      "หือ ก็ท่านกล่าวว่าข้าดั่งจิ้งจอกมิใช่เหรอ ในเผ่าหูของข้าต่างก็นับถือเทพเจ้าหมาป่า คำว่าจิ้งจอกซึ่งเป็นวงค์วานเดียวกับหมาป่า ย่อมต้องถือว่าเป็นคำชมอยู่แล้ว ขอบคุณๆ"

      "เจ้า!..."ทางฝ่ายคนของหยวนที่ติดตามนางมา ต่างลุกขึ้นเพื่อจะถาโถมเข้าไปจัดการกับคนปากเสียตรงหน้า กระทั่งหย่งเป่าที่นิ่งมาตลอดยังประสมโรง แต่ต้องชะงักด้วยเหมยฮวายกมือห้ามไว้

      ส่วนองค์ชายไท่อี้คิดจะพูดโต้ตอบ แต่ต้องก้มหน้าลงทันที เพราะตอนนี้ดูเหมือนท่านเสนาฯขวาเกาเว่ย ที่เคยยอมลงให้กับพระองค์มาตลอด กลับทำหน้าเคร่งเครียด ดวงตาที่จ้องเขม็งมายังพระองค์ คล้ายมีเปลวไฟพวยพุ่ง ไม่เว้นแม้แต่องค์ชายไท่ซีพระอนุชาของพระองค์ก็มีท่าทีไม่ต่างกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะเห็นบ่อยๆ ที่ทั้งสองจะเป็นเช่นนี้ หากมิใช่มีโทสะจนเกินให้อภัยจริงๆ

      เกาเว่ยเมื่อเห็นว่าองค์ชายไท่อี้ทรงรู้ตนแล้ว จึงหันมาหวังพูดจากับเหมยฮวา แต่นางกลับชิงพูดก่อน

      "ท่านเสนาไม่ต้องกล่าวสิ่งใดหรอกเจ้าค่ะ ข้าน้อยหาได้เก็บเอาไปเป็นอารมณ์ไม่"

      "ฮืม..."เกาเว่ยเพียงรับคำ ด้านองค์ชายไท่ซีก็ก้มหน้ากระซิบกระซาบกับองค์ชายไท่อี้

      "เห็นหรือไม่ท่านพี่ ขนาดนางที่อายุน้อยกว่าท่านตั้งหลายขวบปี ยังเข้าใจสถานการณ์ว่าควรทำสิ่งใด"

      "ข้ารู้แล้วน๊าน้องข้า"ตรัสตอบด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ

      เมื่อสิ้นเสียงรับคำของเกาเว่ย ภายในเก๋งก็หาได้มีสำเนียงใดดังออกมาอีกเลย บรรยากาศช่างดูอึ้มครึ้มนัก จนไม่มีผู้ใดกล้ากล่าววาจาใดๆอยู่หลายชั่วอึดใจ

      "ได้ยินมาว่า แม่นางหลี่ ยังเก่งกาจในเรื่องกาพย์ ฉันท์และโคลงกลอนจนหาตัวจับยาก วันนี้พอจะแต่งให้พวกข้ารับฟังได้หรือไม่" เกาเว่ยเป็นผู้เอ่ยออกมา หลังจากใคร่ครวญแล้วว่า การถกปัญหาหรือประลองหาใช่จุดมุ่งหมายหลักไม่ การศึกษาอุปนิสัยของเหมยฮวา เพื่อหาจุดอ่อนของนางต่างหากที่เป็นเป้าหมายที่แท้จริง จึงได้พูดถึงเรื่องทั่วๆไปแทน

      "คงเป็นการเข้าใจผิดกระมั้ง ข้าน้อยหาได้ชอบแต่งไม่ ด้วยเป็นนักคิด มิใช่นักกวี"

      เกาเว่ยและองค์ชายไท่ซีถึงกับเลิกคิ้วด้วยความตกใจระคนสงสัย เพราะจากที่สายสืบส่งกลอนที่นางแต่งมาให้ดู ทั้งสองต่างก็ยอมรับว่ามิอาจแต่งได้เหนือกว่านาง มีเพียงองค์ชายไท่อี้ที่ไม่ทรงทราบ เพราะไม่ได้ใส่ใจ เมื่อรู้ว่านางไม่ถนัดด้านกวี จากที่นั่งหงอยก็ยืดอก ใบหน้ายกยิ้มอย่างภาคภูมิใจที่จะเอาคืนนาง แต่แค่ครู่เดียวก็ต้องห่อเหี่ยวดั่งเดิม ทั้งยังก่นด่าในใจ 'ไหนว่าไม่ชอบแต่งกลอน หลอกลวงกันชัดๆ นางปีศาจจิ้งจอก'

      "แล้วกลอนบท ดื่มเดี่ยวดายใต้เงาจันทร์ เล่า แม่นางหลี่" องค์ชายไท่ซีกล่าวถามเสร็จก็เอื้อนกลอนออกมา

         ไหสุราประหนึ่งดั่ง  ดอกไม้

         ไร้เพื่อนดื่มเคียงกาย  ผู้เดียว

         ยกจอกขึ้นเชื้อเชิญจันทร์  กระจ่างใส

         ทอแสงรวมเงาข้า  เป็นสาม

         จันทร์เจ้าลอยเลื่อน ไม่อาจ  ดื่มได้

         เงาเจ้าคล้อยเคลื่อนตาม  ติดไหว

         นั่งร้องเพลงมากล้น  สุขสันต์  เริงใจ

         ก่อนฤดูไม้พรรณพฤกษ  ผลิใบ

         เมื่อยังไม่ดื่ม  ได้จันทร์และเงาเป็นเพื่อน  ดีใจ

         แต่ถ้าดื่มเยอะไป  เราคงต้องจากกัน

         หวังว่าสักวันหนึ่ง  เราสามคนคงพบกันใหม่

         ในธารดารา  

      "อ่อ..กลอนบทนี้เหรอ เอ่อ...พอดีตอนนั้นถูกท่านตาบังคับเลยต้องแต่งนะ"เหมยฮวายิ้มแหยๆ ทั้งยังแอบว่ากล่าวอีกฝ่ายในใจว่า ช่างสืบเรื่องของนางยิ่งนัก ด้วยบทกลอนนี้กล่าวขวัญแค่ที่ชิงไห่และเมืองรอบข้าง ขนาดในเมืองหลวงยังไม่รู้ เพราะถูกความโดดเด่นด้านอื่นของนางกลบ แต่ก็เป็นดั่งที่นางบอกที่ถูกท่านตาบังคับ เพราะเมื่อสี่ปีก่อนนางกำลังทดลองปรุงยาอย่างสนุกสนาน แต่ต้องหยุดชะงักเพราะท่านตารู้มาว่านางเอาแต่หมกหมุ่นในสิ่งที่ไม่สมกับเป็นปัญญาชน จึงจับมาให้คัดแต่พวกกาพย์ กลอนหวังว่าจะหันมาสนใจพวกนี้มากขึ้น

      ทำได้อยู่สามวันนางก็ทนไม่ไหว ลงแดงอยากทำงานทดลองต่อ จึงไปบอกกับท่านตาว่า หากนางแต่งกลอนที่เหนือกว่ากลอนที่ให้คัด ท่านตาต้องปล่อยนางไปทำงานที่ชอบ ท่านตารับปาก เพื่อให้ได้ไปทำงานทดลองต่อเร็วๆ ไม่อยากเสียเวลามาคิดเอง จึงได้นำบทกลอนภพก่อนที่ชื่อว่า ดื่มเดียวดายใต้เงาจันทร์ ของท่านกวีหลี่ไป๋ มาส่งท่านตา

      เมื่อท่านตาเห็นก็ถึงกับน้ำตาไหลพราก เอ่ยชมไม่ขาดปาก ว่าเพิ่งเคยเจอบทกวีที่ยอดเยี่ยมดั่งเทพเซียนแต่งออกมา ก่อนจะนำกลอนนี้ไปคัดลอกลงกรอบไม้ขนาดใหญ่ประดับที่ห้องรับแขก เพื่ออวดโอ้กับผู้คนที่มาเยี่ยมเยือน พอท่านอาซ่งอี้และท่านพ่อรู้ก็ทำบ้าง แต่จนป่านนี้ยังไม่มีใครเอ๊ะใจซักคนว่า หลานสาวหรือลูกสาวตัวน้อยของตนที่อายุเพียงสิบกว่าปีกลับหัดดื่มเหล้าชมจันทร์เป็นแล้วเหรอ

      'เหอะ..ถูกบังคับให้แต่ง ไม่ค่อยโอ้อวดถ่อมตนเลยนะ นางปีศาจจิ้งจอก' แม้องค์ชายไท่อี้จะแอบหยิกกัดเหมยฮวาในใจ แต่ลึกๆก็ต้องยอมรับว่าบทกลอนที่กล่าวมาช่างไพเราะและยอดเยี่ยมจริงๆ

      "ฮ่าๆ ข้าก็ลืมนึกไป ตอนนี้พวกเรามาพบปะกันในฐานะศัตรู แม่นางหลี่คงไม่สะดวกที่จะขับขานบทกลอน เฮ่อ..เทียนซีก็กระไร บทกลอนอื่นตั้งมากมายของแม่นางหลี่ กลับไม่หยิบยกมาพูดไฉนถึงเอาบทนี้ขึ้นมา ทำให้ข้านึกอยากร่ำสุราขึ้นมาทันใด จนใจที่มิได้พกพามาด้วย"

      "ขออภัยท่านเสนาเป็นอย่างยิ่ง ด้วยบทกลอนนี้ประทับในใจของข้าน้อย จนลืมเลือนไปว่า ไม่ควรกล่าวออกมาตรงนี้ ให้ต้องทรมานจิตใจผู้คน"

      องค์ชายไท่ซีก้มลงศีรษะลงเล็กน้อยตอนพูด ทั้งเรียกตนเองว่าข้าน้อย ยังผลให้เกาเว่ยและองครักษ์อีกสองคนถึงกับหน้าแปรเปลี่ยน แต่ทั้งสามก็เร็วยิ่ง รีบแสร้งหัวเราะเพื่อกลบเกลื่อน มองดูเผินๆ คล้ายดั่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากการกระเซ้าเย้าแหย่ระหว่างผู้คนปกติ แต่ในใจแทบร่ำร้องออกมา หวังว่าอีกฝ่ายคงจับพิรุธไม่ทัน

      นับว่าโชคดีไม่น้อยที่เหมยฮวามีผ้าแพรคลุมหน้า จึงมองเห็นภาพรางๆ ไม่เช่นนั้นคงรับรู้ถึงอาการผิดปกตินี้ได้

      "บางทีสิ่งที่ข้าน้อยมี อาจพอช่วยได้บ้าง"กล่าวเสร็จก็หันไปทางด้านหลัง หลงอินเห็นจึงหยิบยื่นตะกร้าที่นำติดตัวมาส่งให้กับนาง พอเปิดออกมาจึงรู้ว่าสิ่งภายในเป็นพวกอาหารว่างและน้ำชา เหตุที่เหมยฮวาเตรียมของพวกนี้มา เพราะหากนางเข้าตาจน คิดอะไรมาหักล้างอีกฝ่ายไม่ได้ จะได้เอาของพวกนี้มาดึงความสนใจ ทั้งสามารถใช้ประวิงเวลาระหว่างที่ครุ่นคิดหาวิธี การกระทำขัดจังหวะแบบนี้ ดูแนบเนียนจนไม่อาจหาคำมาค่อนแคะได้ วิธีที่ว่าคงมีเพียงอิสตรีอย่างนางถึงทำได้ดี หากบุรุษนำไปทำคงย่ำแย่

      เมื่อรินน้ำชาลงในถ้วย ทุกคนทางด้านต้าเว่ยถึงกับอ้าปากส่งเสียงครางออกมา "อ๊า..." เพราะน้ำชาที่รินออกมากลับยังร้อนอยู่ ดูได้จากควันที่ลอยอยู่อ้อยอิ่งเหนือถ้วยชา ซึ่งปกติสมควรจะต้องเย็นลงแล้ว ด้วยเวลาตั้งแต่เดินทางออกมาจากด่าน จนถึงที่นี่ ไม่ใช่น้อยๆ แม้จะต้มเสร็จแล้วนำมาติดตัวมาเลยก็ไม่อาจทำได้ ด้วยตอนนี้ก็มีหิมะตกลงมาบ้างแล้ว ถึงจะยังไม่มากจนปกคลุมไปทั่ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าหนาวเย็นบ้างอยู่ดี เรื่องความร้อนของน้ำชาจึงไม่สมควรรักษาไว้ได้

      "แม่นางหลี่ทำได้เช่นไร" องค์ชายไท่ซีถึงกับถามออกมาด้วยทนความสงสัยไม่ไหว

      "ความลับเจ้าค่ะคุณชายเทียนซี เอาเป็นว่าทางเรามีสิ่งช่วยให้ความร้อนโดยไม่ต้องใช้ไฟ ทั้งยังพกพาให้ความอบอุ่นได้สะดวกสบาย" คำกล่าวยังไม่ทันจบ จากที่ตื่นตะลึงก็กลับกลายเป็นเคร่งเครียด

      หากเป็นผู้ที่มีสมองย่อมต้องคิดออกว่า นางกำลังบอกใบ้ว่าทางหยวนแก้ปัญหาเรื่องความหนาวเย็นได้แล้ว เพื่อกระตุ้นเตือนให้คิดทบทวนให้ดี หากจะใช้ทัพชาวเว่ยฉวยโอกาสโจมตีในช่วงที่เหน็บหนาวที่สุด

      ที่กาน้ำชายังคงความร้อนอยู่ได้ เพราะเหมยฮวาใช้ผ้าบุหนาทำเป็นปลอกหุ้มกา โดยเปลือยก้นวางไว้บนฝากล่องเหล็กสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดพอเหมาะ วิธีใช้ก็เพียงเปิดฝาเทน้ำและหินปูนลงไปแล้วปิดฝา ก่อนจะเอาของที่ต้องการอุ่นมาวางไว้ข้างบน ทำแบบนี้ก็จะได้น้ำชาที่ยังคงสภาพแทบมิต่างจากเพิ่งยกออกมาจากเตาไฟ

      "เชิญเจ้าค่ะ ไม่ต้องห่วงว่าข้าน้อยจะวางยาพิษ จอกน้ำชาทำจากเงิน หากท่านเสนายังไม่วางใจสามารถใช้เข็มเงินตรวจสอบดูได้"

      "ฮืม เสียมารยาทแล้ว"เกาเว่ยพอได้ยินดังว่า ก็เอื้อมมือไปหยิบจอกน้ำชาทันที รวมทั้งองค์ชายทั้งสองพระองค์ ไม่ใช่ว่าไว้ใจ แต่ต้องการพิสูจน์ว่าน้ำชาตรงหน้านั่นร้อนจริงหรือไม่ พอจับก็รับทราบว่าเป็นความจริง จากความร้อนที่ส่งผ่านมายังมือ ใบหน้าก็แปรเปลี่ยนกลับกลาย ก่อนจะตรวจสอบจอกเงินและล้วงเข็มเงินมาทดสอบพิษ เข็มเงินยังคงเป็นดุจเดิม จึงได้จ่อที่ริมฝีปากเพื่อจิบน้ำชา

      "จะรับแป้งทอดด้วยหรือไม่ท่านเสนา ไม่ต้องกังวล หากข้าน้อยจะวางยาพิษ คงไม่ถึงรอบของท่านเสนาหรอกเจ้าค่ะ ถ้าเป็นแม่ทัพใหญ่เฉินเยี่ย องค์เว่ยไท่ฮวงตี้หรือไม่ก็องค์รัชทายาทต้าเว่ย ถึงจะสมควรลงแรง กระทำแล้วสงครามยุติ"

      "อุ๊...แค่กๆ"เสียงสำลักน้ำชาดังขึ้นมาแทบจะพร้อมกันทั้งสามคนทันที ยิ่งองค์ชายไท่อี้ที่เป็นผู้ถูกเอ่ยถึงยิ่งสำลักจนหน้าดำหน้าแดง

      เป็นอย่างที่เหมยฮวาบอก หากจะสังหารต้องเพียงบุคคลทั้งสามของต้าเว่ยเท่านั้น หนึ่งผู้นำทัพสูงสุด สองผู้นำสูงสุด สามผู้ที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดหรือก็คือคนที่กำลังจะเป็นจะตายจากการสำลักน้ำชาอยู่ตรงหน้านางนั่นเอง ถึงจะมีผลกระทบจนทำให้การศึกหยุดชะงักได้ เสนาฯขวาเกาเว่ย แม้ตำแหน่งจะสูง แต่เป็นเพียงขุนนางบุ๋น ขาดไปหาได้มีอันใดไม่ เพราะกองทัพผ่านการวางแผนจนพรั่งพร้อม รอเพียงแค่เวลาที่กำหนดเอาไว้เท่านั้นเอง

      การฆ่าเสนาฯขวาเกาเว่ย ผู้มีคุณูปการของแคว้น ไม่เพียงไม่เกิดประโยชน์ กลับสร้างปัญหาให้ต้าเว่ยมีข้ออ้างปลุกระดมเหล่าทหารให้คลั่งแค้นฮึกเหิม ปกติก็ตึงมือหากเป็นดั่งว่าไหนเลยหยวนจะต้านไหว

      ส่วนเรื่องที่กล้าดื่มชานั้น ก็เพราะเมื่อตรวจสอบด้วยเข็มเงินแล้วผ่านก็ต้องไม่มีพิษจริง ด้วยในสมัยนี้หากมียาพิษใดที่ไร้สีไร้กลิ่น ทั้งไม่ทำให้เข็มเงินสีคล้ำลง คงมีแต่ในเรื่องที่แต่งขึ้นพอๆกับมียาแก้สารพัดพิษ ผู้ที่กินเข้าไปหากทำให้อาเจียนเอาออกมาไม่ทันก็เตรียมตอกโลงรอไว้ได้เลย

      ทันทีที่แจกจ่ายน้ำชาให้กับคนอยู่ด้านหลังนาง ซึ่งตอนนี้ทำหน้าสุขสมใจยิ่ง ที่เห็นชะตากรรมของคนที่พวกตนไม่ชอบหน้ากำลังสำลักน้ำชา เหมยฮวาก็หยิบเอาแก้วที่ใหญ่กว่าปกติราวสี่เท่าของจอกออกมารินน้ำชาใส่ แล้วเติมบางสิ่ง
ลงไปอีกสองอย่าง ก่อนจะคนเพื่อให้เข้ากัน

      "ขออภัยแม่นางหลี่ ที่ละลาบละล้วง เพียงแต่อดสงสัยในการกระทำของแม่นางมิได้ จึงต้องเสียมารยาทเอ่ยถาม ไม่ทราบว่าแม่นางหลี่กำลังทำอะไร"

      "ชานมเจ้าค่ะ คุณชายเทียนซี"

      "มันคืออะไร" คนถามทั้งมึนงงและหน้าขึ้นสีเล็กน้อย ด้วยนมนั้นองค์ชายไท่ซีรู้เพียงนมที่มารดาให้แก่บุตร ครั้นรู้ว่าเหมยฮวานำมากินจึงรู้สึกขัดเขินบ้าง ไม่ต่างจากองค์ชายไท่อี้ถึงกับหยุดสำลัก เกาเว่ยเห็นก็รีบชี้แจงให้กับทั้งสองพระองค์ได้รู้ทันที ก่อนที่จะพากันคิดอะไรเลยเถิด

      "อะแฮ่ม...ทั้งสองคงไม่คุ้นชิน เพราะในจงหยวนไม่มีการนำน้ำนมจากสัตว์เลี้ยงมาดื่มกิน แต่คนนอกด่านและแถวชายแดนบางแห่ง มีการรีดน้ำนมจากสัตว์เลี้ยง อย่างเช่น วัว แพะและม้า มาดื่มหรือไม่ก็ผสมกับอาหาร"

      "อ้อ...."เมื่อเข้าใจว่าเป็นอะไร ทั้งสองพระองค์ก็รีบก้มหน้าด้วยความอับอาย ที่เผลอคิดว่าเป็นน้ำนมจากคน

      "นี่เป็นน้ำนมจากม้า ส่วนอีกอันคือน้ำเชื่อมจากต้นเฟิง ข้าชอบรสชาติหวานมันของมัน คุณชายเทียนซีจะลองดูหรือไม่เจ้าค่ะ"

      "ย่อมต้องลอง" เสียงตอบรับอย่างดีใจยิ่งขององค์ชายไท่ซี ทำให้องค์ชายไท่อี้ถึงกับคัดเคือง แอบพร่ำบ่นในใจ

      'ตกลงมาเจรจากับศัตรู หรือมากระชับความสัมพันธ์กันแน่'

      แต่บรรยากาศเช่นนี้กลับตรงใจเกาเว่ยนัก ยิ่งผ่อนคลายยิ่งประเมินผู้คนได้ง่าย ส่วนองค์ชายไท่ซี เมื่อรับชานมมา ก็ใช้เข็มเงินตรวจสอบ ก่อนจะยกขึ้นดื่ม

      "อร่อยยิ่งแม่นางหลี่ รสชาติแปลกใหม่ มีกลิ่นหอมของชา ผสานกับรสหวานและมัน"

      "คุณชายชอบก็ดีแล้ว"

      "ฮ่าๆ..ท่านพี่อยากลองดูหรือไม่ ข้ารับรองว่าท่านต้องชอบเช่นเดียวกับข้าแน่" เมื่อหัวเราะชอบใจเสร็จก็หันไปชักชวนให้องค์ชายไท่อี้ชิมดู พระองค์ก็ไม่อยากขัดใจพระอนุชา จึงถลึงตาใส่คราหนึ่ง ก่อนจะคว้าจอกมาจิบชิมดู พอแตะที่ปลายลิ้น ก็ติดใจในรสชาติ จนลืมตัวยกจอกดื่มลงไปจนหมดในคราเดียว

      "อ้าว...ท่านพี่เหตุใดทำเช่นนี้"

      "เหอะ...ในเมื่อผู้อื่นมีน้ำใจหยิบยื่นอาหารให้ ต่อให้รสชาติเช่นไร ตามมารยาทย่อมต้องรับประทานให้หมด เพื่อตอบรับไมตรีที่มอบมา"ผู้ตอบคำก็ช่างกล้า ทั้งยังทำหน้าตายไม่รู้สึกรู้สาตอนกำลังพูดได้อีก เหมยฮวาถึงกับหลุดหัวเราะ'คิก' ออกมากับท่าทางวางมาดของบุรุษตรงหน้าผู้นี้นัก

      "ยังเหลืออีกมาก ข้าจะชงออกมาใหม่กี่ครั้งก็ได้" ปากกล่าวส่วนมือก็หยิบจอกออกมารินให้คนทั้งสอง ตนเองก็ทำการชงใหม่อีกรอบ

      ระหว่างทุกคนต่างกำลังจิบชาและชานมอย่างสบายอารมณ์ ก็ได้ยินนางกล่าวคำว่า"ขออภัย" ก่อนจะยกแขนดึงหมวกที่สวมอยู่ออก เพื่อสะดวกแก่การยกชาขึ้นดื่ม

      เสนาฯขวาเกาเว่ย ที่ปกติไม่สนใจเรื่องราวเหล่านี้ ยังอดชื่นชมอีกฝ่ายมิได้  ส่วนคนอื่นๆมั่วแต่สนใจกับชานม จึงยังไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง

      "สวรรค์คงรักใคร่และเอ็นดูแม่นางหลี่นัก ถึงได้มอบทุกสิ่งทุกอย่างมาให้รวมอยู่ที่คนเพียงผู้เดียว"

      "ท่านเสนากล่าวหนักไปแล้ว ไหนเลยผู้คนจะรับไหว"นางกล่าวรับคำชม อย่างเต็มกลืนด้วยอดกลั้นไม่ให้ขำ เพราะนึกถึงตอนจะมาเกิด  'ไม่ใช่สวรรค์ นรกต่างหาก นรกส่งมาเกิดเจ้าค่ะท่านเสนา'

      ระหว่างที่เกาเว่ยสนทนา เหมยฮวาก็ทำหน้านิ่งคลี่ยิ้มบางเบา แต่กลับกัดฟันแน่น เพื่อไม่ให้ตนเองหลุดหัวเราะเสียงดังใส่หน้าเกาเว่ย เพราะนึกขบขันคำที่นางคิดขึ้นมาว่า 'นรกส่งมาเกิด'ไม่หยุด

      ทว่าสำหรับองค์ชายทั้งสองและองครักษ์ เพิ่งเงยหน้าขึ้นมามองหลังเหมยฮวาพูดจบแล้ว ภาพที่เห็นจึงเป็นว่า สตรีงดงามตรงหน้า ช่างสูงส่งยิ่งนัก ใบหน้ารูปไข่ที่เรียบเฉย ริมฝีปากรูปกระจับ ฉีกยิ้มเพียงมุมปากเล็กน้อยและจมูกได้รูปที่กำลังเชิดรั้น เมื่ออากัปกิริยาที่ว่าทั้งหมดรวมเข้าด้วยกันก็เปรียบดั่งนางพญา ที่พร้อมจะสยบทุกสิ่งทุกอย่างไว้เบื้องล่างไม่ให้เผยอขึ้นมาต่อกร ครั้นมองไปยังดวงตาที่กลมโตอันดำขลับ ซึ่งดึงดูดผู้คนให้จับจ้อง ก็เพิ่มแววตาที่กำลังเต้นระริก ดั่งว่าจะยั่วเย้าเชิญชวน ให้ผู้คนที่ได้เห็นให้ลุ่มหลง กว่าจะรู้ตัวองค์ชายทั้งสองก็ปล่อยมือจากจอก ก่อนจะยกมากุมที่หน้าอกข้างซ้ายของพระองค์แล้ว

      'เคร๊งง!'

      เสียงจอกเงินตกลงพื้นปลุกสติให้แก่ผู้คน เกาเว่ยกับองครักษ์อีกสองเมื่อได้ยินเสียง ก็มองมายังองค์ชายทั้งสองเห็นว่าเอามือกุมอก ใบหน้าก็ซีดขาวขึ้นมาทัน ในหัวทั้งสามต่างคิดตรงกันก็คือ 'ยาพิษ' แต่ก็ยังมีสติพอที่จะไม่หลุดตะโกนคำว่าองค์ชายออกมา "คุ....คุณชายๆ "

      "พอๆจะมาจับพวกข้าทำอะไรกัน!"องค์ชายทั้งสองถูกคนของตัวเองทั้งลูบคลำและเขย่า จึงได้ดุด่าออกมาด้วยความฉุนเฉียวและอับอาย ที่ลืมตนไปชั่วครู่ จนมาสะดุ้งตอนมารู้ตัวว่าทำจอกตก

      "อ้าว...กระหม่อมนึกว่าองค์ชายถูกพิษเห็นกุมหน้าอก"เสียงองครักษ์กระซิบกระซาบ

      "ขะ..ข้าแค่รู้สึกคัน ถอยห่างออกไปได้แล้ว"องค์ชายไท่อี้ตรัสตอบไม่ค่อยเต็มเสียงนัก ส่วนองค์ชายไท่ซีก็แทบไม่ต่างกัน ก่อนจะเงยหน้าไปทางด้านกลุ่มของเหมยฮวา ก็ประสานกับดวงตาอันกลมโตของนางเข้า ลมหายใจถึงกับสะดุดขึ้นมาอีกรอบ ก่อนจะเอ่ยมาแทบจะพร้อมกัน

      "ขออภัย เมื่อครู่มีอะไรมากัด เลยลืมตัวปล่อยมือจากจอกมาตบ"

      แม้เหมยฮวาจะยังงงๆ แต่ก็ร้อง"อ้อ" ออกมา การที่องค์ชายทั้งสองพระองค์ตกอยู่ในอาการดังกล่าว มิใช่ว่าเหมยฮวานั้นงามล้ำ จนเป็นที่หนึ่งของแผ่นดิน หญิงงามมากกว่านี้ พระองค์ก็เคยพบเจอมาพอๆกับน้ำเสียงไพเราะเสนาะหูของนาง ทั้งสองพระองค์ต่างพานพบมาจนชาชิน จากเหล่าพระสนมและนามกำนัลภายในวัง ซึ่งมีมากมายหลายพันคน

      แต่ที่เหมยฮวาแตกต่างก็คือ ดวงตาที่กลมโตดำขลับของนางต่างหากที่ดึงดูดผู้คนที่จ้องมอง แล้วยังเจออาการกลั้นหัวเราะของนาง เป็นภาพแรกของการพบปะกันประทับเข้าไปในจิตใจ ทำให้สำคัญผิดคิดว่านางช่างสูงส่งและเย่อหยิ่ง แต่แววตากลับยั่วเย้า กลายเป็นว่าบนใบหน้าที่งดงามของนาง ให้ความรู้สึกที่ทั้งกีดกันทั้งเชิญชวนผู้คนในคราเดียวกัน ผสมผสานลงตัวกันอย่างเหมาะเจาะ จึงสร้างความตกตะลึงให้กับผู้คนที่พบเห็นและคิดว่านางเหนือกว่าสตรีใดๆในแผ่นดิน

      "เฮ่อ..คุยกันมาตั้งนาน ทำไมข้าถึงรู้สึกว่ายังไปไม่ถึงไหน"

      "เช่นนี้ไม่ดีหรือเจ้าค่ะ ในเมื่อจุดประสงค์ที่แท้จริงของท่านเสนาต้องการมาพบ เพื่อจะได้ประเมินและตรวจสอบข้าน้อยดูเท่านั้นเอง อ่อ..หาทางเกลี้ยกล่อมให้ข้าน้อยไปรับใช้ต้าเว่ยด้วยอีกอย่าง"

      เกาเว่ยถึงกับระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ด้วยถูกใจกับคำพูดของนางนัก

      "ฮ่าๆ สำคัญๆนัก แม่นางหลี่ ไม่อ้อมค้อมเลยซักนิด ดี!..ในเมื่อรู้ถึงขนาดนี้แล้ว ก็ไม่ต้องเปลืองน้ำคำให้เสียเวลา หากต้าเว่ยสามารถบุกหยวนได้สำเร็จ แม่นางจะยอมมารับใช้ต้าเว่ยหรือไม่"

      "ท่านเสนา!.."คนที่เหลือต่างอุทานกันหมด ยิ่งฝ่ายของหยวนถึงกับหน้าเคร่งเครียด แทบอยากจะกินเลือดกินเนื้ออีกฝ่าย

      "ไม่เป็นไร"คำพูดนี้ของเหมยฮวากล่าวกับหย่งเป่า หลงอิน เต๋อชิงและหลี่ฮุย

      "หากสวรรค์ลิขิตไว้ให้หยวนต้องพ่ายแพ้ ขอเพียงทัพต้าเว่ยไม่สร้างความลำบากให้กับชาวบ้านและผู้บริสุทธิ์ในแคว้นหยวน ข้าน้อยก็ยินดีจะอยู่รับใช้ต้าเว่ยสิบปี"

      "คุณหนู!.."ทั้งสี่คนเห็นดังนั้นได้แต่ร้องเรียกนางขึ้นมาทันที เพราะนี้ไม่ต่างกับยอมตกเป็นตัวประกันถึงแม้จะมีระยะเวลาเพียงสิบปีเองก็ตาม แต่สำหรับนางเรื่องนี้ถือว่าคุ้ม ดีกว่าถูกฆ่าล้างเมืองดั่งเช่นด่านเมืองอันซี ของแคว้นเทียนเฉาเดิม เพราะเหตุการณ์ฆ่าล้างเมืองจะถูกใช้ทุกครั้งกับเมืองแรกของแคว้นที่ถูกตีแตก เพื่อขู่ขวัญผู้คนในเมืองอื่นๆให้หวาดกลัว จนไม่อาจปลุกปลอบกำลังใจให้กล้าลุกขึ้นมาต่อต้านได้

      "แม้จะดูไม่นาน แต่ก็ต้องดีกว่าถูกบังคับให้รับใช้ ย่อมไม่ทุ่มเทจิตใจให้เต็มที่ สิบปีก็สิบปี ตกลง เรื่องนี้ข้าสามารถรับปากได้ เพราะได้รับอนุญาตจากฝ่าบาทให้สามารถตัดสินใจได้เอง ก่อนที่จะมาที่นี่แล้ว"

      สาเหตุที่เหมยฮวาไม่ถูกมองว่าทรยศต่อหยวนหากไปรับใช้ต้าเว่ย ก็เพราะสภาพสังคมในตอนนี้ยังเป็นปัจเจกอยู่มาก ผู้คนเพียงปกป้องผลประโยชน์ภายในตระกูลของตน ระดับใหญ่หน่อยก็มีที่กีดกันชาวหูนอกด่าน ด้วยไร้อารยธรรมกว่าพวกตน ความจงรักภักดีหรือความคลั่งในชาติรัฐ ยังไม่มีผู้ใดคำนึงถึงมาก ลักษณะสังคมเช่นนี้เองจึงทำให้ต้าเว่ยสามารถปกครองห้าแคว้นที่ยึดครองมา โดยไม่ตึงมือมากนัก พวกต่อต้านก่อนหน้านี้ ก็มาจากพวกสูญเสียผลประโยชน์ที่ตระกูลตนเคยได้รับก่อนถูกต้าเว่ยยึดครอง จึงได้รวมตัวกันลุกฮือแข็งข้อกับต้าเว่ย

      "วันนี้ข้าช่างเบิกบานใจที่สุด คำพูดที่เตรียมมาเพื่อใช้หว่านล้อมแทบไม่ต้องใช้ ฮ่าๆ"

      "การศึกยังไม่ปรากฏผลแพ้ชนะ ท่านเสนาไม่คิดว่าจะดีใจเก้อเหรอเจ้าค่ะ"

      "ฮึๆ..งานในส่วนของข้ามีเพียงเท่านี้ จึงสามารถกล่าวได้เต็มปากว่าทำสำเร็จ ส่วนที่เหลือล้วนเป็นงานของกองทัพแล้ว"

      "เช่นนั้นก็ดีใจกับท่านเสนาด้วยที่ทำสำร็จ แล้วก็ขอฝากความเสียใจไปยังแม่ทัพใหญ่เฉินเยี่ยที่จะทำไม่สำเร็จ"

      ยิ่งฟังเกาเว่ยก็ยิ่งหัวเราะชอบใจ ในความคิดความอ่านของนาง จนมีความคิดแว่บหนึ่งที่ จะให้ถอนทัพกลับโดนแลกกับให้นางไปรับใช้ต้าเว่ย  เพราะอย่างไรแผ่นดินก็ยังคงอยู่ให้ช่วงชิง ต่างจากผู้คนที่มีลาลับ แต่เรื่องนี้คงเป็นไปไม่ได้ หากฝ่าบาทไม่ได้ทรงพบเจอนางด้วยตัวพระองค์เอง

      "เป็นไร หากจะรบกวนแม่นางหลี่ช่วยมาเป็นเพื่อนเล่นหมากล้อมกันซักกระดาน ทุกคราที่ข้าสุขใจมักชื่นชอบทำสิ่งนี้ทุกที"

      "คิก...ถ้าหากเดินหมากกัน เหล่าทหารที่ตั้งทัพรอด้านหลังทั้งฝั่งข้าน้อยและฝั่งท่านเสนาคงน่าสงสารแย่นะเจ้าค่ะ "

      " ข้าก็ลืมไป ป่านนี้คงมีคนก่นด่าในใจกันแล้วที่ปล่อยให้ยืนขาแข็งรอจนเกือบชั่วยาม"

      "ฮืม....."เหมยฮวาเหมือนจะพูดอะไรออกมา แต่ก็ต้องชะงักแล้วกลอกตาคราหนึ่งคล้ายครุ่นคิดสิ่งใดได้ "ก็น่าจะพอได้ อีกทั้งวิธีการเล่นก็ไม่ยาก" พูดเสร็จก็บอกให้หลงอิน ไปหากิ่งไม้และก้อนหินมาให้ ก่อนจะเริ่มใช้ก้อนหินขีดเขียนตารางสี่เหลี่ยมจตุรัส ที่มีขนาดแปดคูณแปดช่อง ก่อนจะหักกิ่งไม้ออกเป็นแปดอันและหาก้อนหินอีกแปด พร้อมอธิบายวิธีการเล่น ครู่เดียวทุกคนก็สามารถเข้าใจได้แล้ว

      "กินสามต่อเจ้าค่ะ ท่านเสนา"

      "ฮ่าๆ ร้ายกาจๆ กินหมากของข้าถึงสามตัวแล้วยังดักทางวิ่งของข้าได้อีก"

      สิ่งที่กำลังเล่นก็คือหมากรุก ที่ถือตัวหมากคนละแปดตัว วิธีเล่นก็คือเดินได้เพียงเฉียงๆซ้ายขวา พอเข้าไปถึงตาสุดท้ายของอีกฝั่งก็จะกลายเป็นตัวพิเศษที่สามารถเดินจากฟากหนึ่งไปสุดอีกฟากหนึ่งบนกระดานได้

      "ฮืม..หากเทียบกันแล้ว หมากล้อมเปรียบดั่งวิถีของกุนซือผู้วางแผน ส่วนหมากรุกเปรียบดั่งวิถีของแม่ทัพ วิถีแรกรอบคอบรัดกุม ทั้งยังหลอกล่อ วิถีที่สองรวดเร็วฉับไวและดุดัน โจมตีรวดเร็วดั่งพายุ เลือนหายไร้ร่องรอยดั่งหมอกควัน"

      "ช่างสรรหาคำมาอธิบายได้งดงามยิ่งนัก คุณชายเทียนซี"

      "มิกล้าๆ แม่นางหลี่"กล่าวจบก็หันไปถามองค์ชายไท่อี้ที่ตอนนี้จ้องดูหมากรุกตาเป็นมัน"ท่านพี่มีความเห็นเป็นเช่นไรกับการเล่นหมากรุก"

      "ข้าชอบ" ขณะที่พูด นอกจากตาจะจ้องกระดานหมาก ยังเหลือบไปมองเหมยฮวาคราหนึ่ง

      หมากรุกนี้ดึงดูดไม่เพียงแค่องค์ชายไท่อี้ แต่ดึงดูดความสนใจของทหารทุกคน เพราะง่ายทั้งวิธีจัดทำและวิธีเล่น การจัดการกับอีกฝ่ายก็ดูฉับไว เป็นที่ถูกอกถูกใจของเหล่าคนที่เป็นทหารยิ่งนัก เมื่อเทียบกับหมากล้อมที่เล่นเฉพาะคนชั้นสูง ยังใช้ความคิดมาก เล่นนานกว่าจะจบ แม้เหล่าทหารจะอยากเล่นก็ติดขัดในหลายด้าน แต่หมากรุกกลับมีทุกอย่างที่เข้ากันดีกับอุปนิสัยของทหาร แบบนี้ถ้าไม่เรียกว่าหมากรุก เกิดมาเพื่อเหล่าทหารก็ไม่รู้จะกล่าวเช่นไรแล้ว

      หลังจากวันนั้นค่ายทหารทั้งสองต่างก็นำไปเล่นกันอย่างแพร่หลาย แต่ที่หยวนกลับมีการละเล่นหมากรุกสากล ที่
เหมยฮวาสอนให้เพิ่มอีกหนึ่งอย่าง เหล่าทหารระดับล่างเล่นหมากรุก ทหารระดับสูง
เล่นหมากรุกสากล ติดกันหงอมแหงม จนทำให้เหมยฮวาต้องปวดหัวไปพักหนึ่งกันเลยทีเดียว เพราะไม่รู้จะจัดการเช่นไรดี ด้วยแม่ทัพชิงอู่ก็เป็นอีกคนที่ติดหมากรุกสากลจนหายใจเข้าออกมีแต่เรื่องนี้ หากไม่อยู่ในภาวะสงครามคิดว่าคงไม่ยอมออกจากจวนมาคุยงาน
            ****หมากรุก ที่ถือหมากแปดตัว ในที่นี่ก็คือหมากฮอส แต่ผมเลี่ยงที่จะใช้ทับศัพย์ ก็เลยใช้ แค่หมากรุก เฉยๆ ส่วนหมากรุกสากล ถือหมากสิบหกตัว มีตัวเรือ คิง ควีน เป็นต้น ****

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      ค่ายกระโจมหลักทัพต้าเว่ย

      "ท่านเกาเว่ย คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องสิ่งที่ทำให้ร้อนโดยไม่ใช้ไฟ"

      "ข้าคิดว่า นางพูดความจริงไม่ใช่การขู่แน่ แม่ทัพเฉินเยี่ย"

      ภาพความครึ้กครื้นตอนที่พบปะกับกลุ่มของเหมยฮวา มลายหายสิ้นทันทีที่กลับมาถึงค่าย

      "นึกว่าพอหิมะตกแล้วหยวนจะใช้อาวุธอัคคีไม่ได้หรือต่อให้ได้ก็ ไม่เต็มประสิทธิภาพ นี่กลับมีปัญหาเพิ่มขึ้นมาอีก
อย่าง"

      "ข้าพยายามเพ่งมองดูว่าสิ่งที่ว่านั่นคืออะไร แต่ก็เห็นเพียงกล่องเหล็กสี่เหลี่ยมธรรมดากล่องหนึ่ง"

      ท่าทางเคร่งเครียดของทั้งสอง ทำให้ไม่มีแม่ทัพคนใดในที่ประชุมกล้าสอดคำ

      "มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่า อาจใช้ไปในการต้มน้ำให้ร้อน เพื่อใช้ราดรดทหารที่ปีนกำแพงเมือง"

      "หากเป็นอย่างองค์ชายไท่อี้ทรงคิด ต้องดูว่าทำได้รวดเร็วเท่าหรือมากกว่าการใช้ไฟ ถ้าเร็วกว่าเพียงเท่าตัวนี้นับเป็นปัญหาใหญ่ยิ่ง" เฉินเยี่ยเป็นผู้ตอบ ส่วนเกาเว่ยนั่งนิ่งขมวดคิ้วมุ่นอย่างคนคิดไม่ตก นับว่านางฉลาดนัก นำสิ่งของมาให้ดู เพื่อทำให้ทางด้านตนระส่ำระส่ายครุ่นคิดวิธีรับมือ

      "ฮืม..เช่นไรเราก็ต้องระวังการจู่โจมระลอกแรก ถ้ายังไขปัญหานี้ไม่กระจ่าง ต้องไม่ทุ่มเทเต็มกำลัง ลองหยั่งเชิงทางหยวนดูซักรอบก็ไม่เสียหาย"

      "ข้าก็คิดเช่นเดียวกับท่านเก่าเว่ย"

      "ในเมื่อท่านแม่ทัพเฉิน คิดเช่นเดียวกับท่านเกาเว่ยขะ...."

      ระหว่างกำลังตรัส จู่ๆน้ำเสียงขององค์ชายไท่อี้ก็ชะงักหาย ก่อนจะเอามือกุมที่ท้อง ทุกคนในที่ประชุมถึงกับหน้าตาแปรเปลี่ยน ส่วนเกาเว่ย

      "รึว่าน้ำชามีปัญหา! เรียกหมอหลวงมาเร็วเข้า!" เมื่อพูดจบเสียงตะโกนโหวกเหวงดังไปทั่วทั้งกระโจมและค่ายพักใกล้เคียง ทุกคนต่างเข้ามารุมล้อมองค์ชายไท่อี้ทันที ทว่า

      "ปล่อยข้า! จะมาจับตัวข้าไว้ทำไม"

      "องค์ชายทรงอยู่นิ่งๆพะยะค่ะ หมอหลวงใกล้มาแล้ว พวกเจ้าพาองค์ชายไปพักในกระโจมเร็วเข้า "เฉินเยี่ยร้องสั่งให้ทหารคนสนิทมาช่วยนำตัวองค์ชายไป

      "ปล่อย!"

      "ไม่ได้องค์ชาย"น้ำเสียงอันแข็งกร้าวขององค์ชายไท่อี้ มิอาจทำให้เฉินเยี่ยหวาดหวั่นเลยซักนิดยังคงจับแขนองค์ชายแน่นไม่ปล่อย ทั้งออกแรงดึงตัวเข้าไปพักด้านในแทนเหล่าทหารที่ไม่กล้าเข้ามาพยุงตัวองค์ชาย เมื่อเห็นว่าพระองค์สั่งให้ปล่อย ยิ่งเห็นเหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้าขององค์ชายไท่อี้ในใจก็ร้อนรุ่มยิ่ง
       องค์ชายไท่อี้รวบรวมเรี่ยวแรงขืนตัว เพื่อให้แขนมีอิสระแล้วจับที่สาบเสื้อของแม่ทัพเฉินเยี่ย ก่อนจะดึงเข้าหาตัวสุดแรงจนตัวชิดกัน แล้วก็กระซิบบอกกับเฉินเยี่ยด้วยใบ
หน้าแดงฉานริมฝีปากสั่นระริกว่า

      "ข้าปวดท้องหนัก รีบปล่อย ข้าจะไม่ไหวแล้ว"

      "ห๊า! ปวดหนักหรือพะยะค่ะ"

      "ท่านจะตะโกนเสียงดังไปทำไม รีบปล่อย" องค์ชายไท่อี้แทบจะแทรกแผ่นดินหนีด้วยความอับอาย ที่เฉินเยี่ยตะโกนออกมาสุดเสียง ส่วนเฉินเยี่ยเมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็ทำหน้าเหรอหรา ก่อนจะรีบปล่อยตัวองค์ชายให้ไปทำธุระของพระองค์

      "แม่ทัพเฉิน ท่านหมอมาแล้ว ฮือ..องค์ชายเล่าหายไปไหน"เกาเว่ยที่ตามมาทีหลัง พร้อมกับหมอหลวงที่ตามตัวมา ก็ถามหาตัวองค์ชาย แม่ทัพเฉินเยี่ยก็ชี้มือไปยังมุมอีกด้านของกระโจม ที่มีฉากกั้น

     เกาเว่ยเมื่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็หันมาบอกกับหมอหลวง "อะแห่ม...ท่านหมอออกไปก่อน ไว้ข้าเรียกตัวค่อยเข้ามา"

      "แต่ว่าองค์ชายเล่าขอรับ ท่านเสนาฯ"

      "เถอะน่า ข้าบอกเช่นไรก็เช่นนั้น"

      "ขะ..ขอรับ"

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      ผ่านไปเนินนาน ตอนนี้ใบหน้าขององค์ชายไท่อี้ถึงกับซีดเซียว เพราะต้องหลบไปหลังฉากกั้นถึงสามรอบ กำลังนอนหมดเรี่ยวแรงบนเตียง ให้หมอหลวงตรวจดูอาการ

      "หมอหลวง ท่านพี่ข้าคงมิใช่ถูกพิษใช่ไหม"

      เมื่อถูกถามจากองค์ชายไท่ซี ท่านหมอก็หันกลับมากล่าวว่า

      "ทูลองค์ชาย ขออย่าได้ทรงกังวล องค์ชายใหญ่เพียงกินของผิดสำแดง จนทำให้เกิดท้องเสีย เพียงพักผ่อนซักเล็กน้อยก็จะหายดีแล้วพะยะค่ะ เช่นไรกระหม่อมจะต้มยาบำรุงมาถวาย"

      "ฮืม...ถ้าหมอหลวงเสร็จแล้ว ก็ออกไปได้"

      "พะยะค่ะ"

      พอลับหลังหมอหลวง องค์ชายไท่ซี เมื่อแน่ใจว่า เป็นจริงดั่งที่คุยกันกับเกาเว่ยก่อนหน้านี้ จากที่ทำหน้านิ่งก็ฉีกยิ้มกว้าง จนสุดท้ายกลายเป็นเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบอกชอบใจใจ

      "จะ..เจ้าน้องอกตัญญู เห็นพี่กำลังจะตาย กะ.กลับมาหัวเราะร่วน" องค์ชายไท่อี้ตรัสออกมาด้วยเสียงอ่อนระโหยโรยแรง

      "ฮ่าๆ..เมื่อครู่ข้าพูดคุยกับท่านเกาเว่ย พอมาฟังหมอหลวงวินิจฉัยถึงได้แน่ใจว่าเป็นอย่างที่คาดไว้จริงๆ"

      "คะ..คาดว่าอะไร"

      "ก่อนนี้ ตอนที่ท่านกินชานมติดๆกันหลายถ้วย  แม่นางหลี่ได้เตือนท่านพี่ไว้แล้ว"

      "ตะ..เตือนอะไร ข้าไม่เห็นจะจำได้"

      "นางบอกว่า บางคนอาจทานนมไม่ได้ เพราะกระเพาะย่อยอะไรซักอย่างไม่ได้นี้แหละ คนประเภทนี้จะมีอาการท้องเดินท้องเสียได้หากกินนมเข้าไป"

      เมื่อกล่าวจบองค์ชายไท่ซีก็รีบเดินออกมาทันที เพราะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น องค์ชายไท่อี้ที่นอนหมดเรี่ยวหมดแรงบนเตียง ขบกรามแน่น ทั้งสายตาก็ทอแววอาฆาตถึงที่สุด ก่อนจะมีเสียงที่แหบแห้งดังออกมาจากในกระโจม

      "นางปีศาจจิ้งจอก!"

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      สองวันต่อมา

      องค์ชายไท่ซีเดินมาที่กระโจมส่วนตัวขององค์ชายไท่อี้ เพื่อเยี่ยมเยือนดูอาการหลังจากได้ยินแล้วว่าหายดีแล้ว พอมาถึงก็เห็นอีกฝ่ายกำลังก้มหน้าง่วนหน้าโต๊ะ กำลังวาดอะไรซักอย่างอยู่อย่างขะมักขะเม้น จึงไม่ได้ยินเสียงเดินมาของพระองค์

      "ท่านพี่ ข้าได้ยินมาว่าแข็งแรงดีแล้ว"

       องค์ชายไท่อี้ถึงกับสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียงร้องทักของพระอนุชา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้านิ่งเฉย

      "ฮือ..อ๊ะ...นี่ท่านพี่กำลังวาดภาพแม่นางหลี่ ใช่หรือไม่"

      "ทำไมข้าวาดไม่ได้หรือไร"

      "มิใช่ เพียงแค่ข้าแปลกใจ ไหนท่านพี่บอกว่าแม่นางหลี่เป็นปีศาจจิ้งจอก แล้วเหตุใดถึงได้มาวาดภาพนางได้"

      "เหอะ! ก็เพราะนางเป็นปีศาจจิ้งจอกนะซิ ข้าถึงต้องวาด เพื่อเอาไปให้เหล่าแม่ทัพนายกองดู จะได้จำใบหน้านางได้แม่นๆ เวลาหยวนถูกตีแตก จะได้ไม่ถูกฆ่าทิ้งก่อนที่ข้าจะได้ลงโทษนางให้สาสมกับที่ทำกับข้าไว้เองกับมือ"

      "ฮืม...เช่นนั้นข้าก็ไม่รบกวนท่านพี่แล้ว ขอตัว"

      พอเดินออกมาพ้นกระโจม ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มขององค์ชายไท่ซี ก็กลับกลายเป็นราบเรียบ ก่อนจะถอนหายใจออกมายาวเหยียด คล้ายกับมีเรื่องราวใดที่ทรงหนักใจ มือซ้ายเกาะกุมที่สาบเสื้อ ซึ่งมีบางสิ่งที่เป็นแผ่นถูกพับทบกันเก็บไว้ภายใน

 

 

 

 

      ปล.บทนี้แต่งนานที่สุดเลย   อิอิ..ตอนแรกนึกว่าจะง่าย ดันโดนกำหนดขอบเขตตามบทว่า ห้ามเคร่งเครียดมาก ห้ามหยอดมุขมาก ไปแทบไม่เป็น

      ช่วงนี้อาจอัพได้อาทิตย์ละบทหรือนานกว่า เพราะมัวแต่อ่านหนังสือที่เพิ่งซื้อมานะครับ แหะๆ

      ขอบคุณมากครับที่เข้ามาอ่าน






 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 132 ครั้ง

48 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 2 พฤศจิกายน 2557 / 23:41
    ติดเรื่องนี้งอมแงมไม่เป็นอันทำอะไรเลย ชอบเรื่องที่ผู้หญิงเป็นตัวเองและเก่งมากๆ เป็นเรื่องที่ครบรส สนุกมากครับ
    #1453
    0
  2. #1439 มุกฝืด (@tat9559) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2557 / 11:47
    ขอคัดค้านเทียนหลงเป็นพระเอก มีเมียอยู่แล้ว ช่างไม่คู่ควรเป็นอย่างยิ่ง หญิงยอดคนต้องเคียงคู่กับยอดบุรุษ เคียงคู่เพียงหนึ่งเดียวสิ ทั้งในเรื่องรักและเรื่องสติปัญญา...
    #1439
    0
  3. #1310 SoRa_rt (@korinasai) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2557 / 18:49
    เชียร์ไท่ซีมากกว่าไท่อี้ แต่ถ้าเชียร์มากที่สุดก็หย่งเป่า
    #1310
    0
  4. #1229 ROOM333 (@garnet-t) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2557 / 16:05
    สนุกมากๆค่ะ อยากให้นางเอกมีสามีที่มีเมียเพียงคนเดียวจัง ถ้าไม่มีก็ให้อยู่โสดเลย เดี๋ยวความนิยมจะลดลงถ้ามีสามี
    #1229
    0
  5. วันที่ 21 กันยายน 2557 / 19:54
    หวังว่าคงไม่มีศึกพี่น้องแย่งนางคนเดียวกันหรอกนะ ดูท่าทางแล้ว คนน้องจะจะถอยให้พี่ล่ะมั้ง 555 เหมยฮวาของเราเสน่ห์แรงจริงๆ กุมใจองค์ชายทั้ง 2 ได้อยู่หมัดแล้ว คึคึ 
    #1073
    0
  6. #1069 tongkorn (@happytongkorn) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 19 กันยายน 2557 / 20:34
    สนุกมากค่ะ..นับถือ นับถือ
    #1069
    0
  7. #1068 ข้าน้อย (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 19 กันยายน 2557 / 11:56
    สนุกสนานมาก มีครบทุกรสเครียด หวาดเสียว ตื่นเต้น

    ฮาๆ
    #1068
    0
  8. #1066 wiri (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 19 กันยายน 2557 / 11:03
    อัพต่อเร็วๆ เลยค้า หนุกมาก รออยู่ยยยย
    #1066
    0
  9. #1064 เรดะ (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 17 กันยายน 2557 / 22:02
    ได้โปรดมาต่อเร็วๆ _/|_
    #1064
    0
  10. #1062 อาราเล่ (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 17 กันยายน 2557 / 17:13
    ไท่อี้ตลกอะ แต่คนอารมณ์ร้อนและไม่ได้เรื่องแบบนี้อะหรอจะได้คู่กับนางเอกจิงๆ555
    #1062
    0
  11. #1059 sine_inu (@sine_inu) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 16 กันยายน 2557 / 23:37
    ตอนแรกเชียร์หยงเป่า แต่ตอนนี้ไท่อี้แซงโด่งเลยค่ะ น่ารักเกินไปแล้ววว >< รีบๆมาอัพนะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ ^^
    #1059
    0
  12. #1058 sakila (@sakila) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 16 กันยายน 2557 / 23:25
    วันละบท หรือสามวันทีไม่ได้เหรอ
    #1058
    0
  13. #1057 เรดะ (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 16 กันยายน 2557 / 21:44
    ตอนแรกที่อ่าน อ่านๆหยุดๆเพราะทั้งความลื่นไหล ทั้งสำนวนต่างๆยังไม่ค่อยดึงดูด แต่พอมากลางๆเรื่อง อ่านแล้ววางไม่ลงเลย รวดเดียวถึงตอนนี้เลย ^^ ยิ่งแต่งทุกอย่างก็ยิ่งไหลรื่นขึ้น สนุกมากขึ้น

    รอติดตามตินต่อไปค่ะ
    #1057
    0
  14. #1056 cake (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 16 กันยายน 2557 / 20:40
    มันค้างมากค่ะกรณาแต่งต่อนะคะพลีสสส
    #1056
    0
  15. #1054 คนเพรียว (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 16 กันยายน 2557 / 18:19
    อ๊ะ ดีขึ้นกว่าเก่าซะงั้น สมกับที่รอคอย

    สนุกมากๆ น่ารักกลมกล่อมเหมือนกิน

    รวมมิตร +ต้มยำกุ้ง

    ไท่อี้ก็น่ารัก แล้วนางเอกจัคิดอะไรต่อน้า
    #1054
    0
  16. #1052 yukai (@yukai) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 16 กันยายน 2557 / 15:12
     อ้าว ทั้งพี่ ทั้งน้อง
    #1052
    0
  17. #1049 Maaw Mental (@maawmental) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 16 กันยายน 2557 / 01:59
    จากใจจริง อ่านเรื่องนี้แล้วสนุกมากค่ะ อ่านแล้วมีความสุข กับภาพลักษณ์นางเอกที่ยังมีความเปนเด็กซุกซนอยู่ในความเฉลียวฉลาด และประทับใจกับความรู้ใหม่ๆที่ ได้รู้จากนิยายเรื่อวนี้ ไม่ว่าจะมาจากเรื่องจริงหรือผู้แต่งๆขึ้นมาแต่ก้อทำให้ประทับใจค่ะ ขอบคุณนะคะและจะรออ่านอย่างใจจดใจจ่อค่ะ
    #1049
    0
  18. #1046 deedee2932 (@deedee2932) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 15 กันยายน 2557 / 21:12
    ชอบเรื่องนี้มากอ่านแล้วฟินอะ
    #1046
    0
  19. #1043 itself (@penumbra) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 15 กันยายน 2557 / 20:17
    สุ้ๆน่ะค่ะ
    #1043
    0
  20. #1042 คิดถึงเว้ย (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 15 กันยายน 2557 / 20:14
    สองคนพี่น้องจะสงสารใครดี เราชอบองค์ชายใหญ่อะ น่ารักดี
    #1042
    0
  21. #1041 somza1 (@somza1) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 15 กันยายน 2557 / 19:42
    อยากอ่านต่อแล้วอ่ะ ลุ้นไท่อี้เปนพระเอก แต่ก็สงสารไท่ซี เฮ้อ
    #1041
    0
  22. #1040 windswing (@windswing) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 15 กันยายน 2557 / 18:47
    แหมซักอาทิตย์ละ 2 ตอนไม่ได้เหรอค่ะ


    #1040
    0
  23. #1039 Kig (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 15 กันยายน 2557 / 18:44
    บอกเลยว่าฟินค่ะ ชอบอ่ะดูมุ้งมิ้งดี -.,-
    #1039
    0
  24. #1038 Nutthawut Sommith (@437892) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 15 กันยายน 2557 / 18:18
    สงสารหรือสมน้ำหน้าไท่อี้ดีเนี้ยย 555
    #1038
    0
  25. #1037 waterb (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 15 กันยายน 2557 / 17:36
    ไท่ซีเก็บอะไรไว้ในเสื้อนะ
    #1037
    0