ปราชญ์หญิงพลิกแผ่นดิน

  • 99% Rating

  • 23 Vote(s)

  • 159,570 Views

  • 2,075 Comments

  • 2,286 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    244

    Overall
    159,570

ตอนที่ 40 : เหมันต์อันร้อนแรง4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5433
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 146 ครั้ง
    22 ก.ย. 57

      เหมันต์อันร้อนแรง4

      เมืองต้าตู นครหลวงแคว้นหยวน

      แม้ต้าเว่ยจะยกทัพมาประชิด ทว่าบรรยากาศภายในตัวเมืองกลับคึกคัก การจับจ่ายใช้สอยและหาความสำราญของผู้คนยังคงไม่เปลี่ยน ไม่พอทั้งยังดูมีชีวิตชีวามากกว่าตอนทู่เจียยกทัพมาประชิดเสียอีก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ ชาวเมืองต่างก็มั่นใจว่าเช่นไรหยวนก็ไม่มีทางแพ้แน่นอน ขนาดทู่เจียที่ร้ายกาจยังต้องพ่ายแพ้ นับประสาอะไรกับต้าเว่ยที่เคยเสียท่าแก่ทู่เจียมาก่อน

      ภายใต้ความมืดมิด กลับมีคนกลุ่มหนึ่งแบกเกี้ยวฝ่าหิมะที่กำลังโปรยปรายลงมา ก่อนจะหยุดอยู่ที่หน้าประตูหลังของหอเฟินจี ซึ่งเป็นหอนางโลมอันดับหนึ่งของเมืองต้าตู บุรุษสวมชุดนักบู๊สีเทา ที่ร่วมมากับขบวนเกี้ยว หันซ้ายแลขวา เมื่อเห็นว่ารอบข้างไร้ผู้คนจึงได้เคาะส่งสัญญานให้แก่ผู้ที่อยู่ภายในเปิดประตู

      'แอ๊ด'

      ซักพักประตูก็เปิดออก ผ้าม่านของเกี้ยวก็ตลบขึ้น เผยให้เห็นชายวัยกลางคนแต่งกายคล้ายคหบดี รูปร่างผอมสูงสาวเท้าออกมา ท่าทางเร่งร้อนผลุบหายเข้าไปด้านในทันที โดยมีบุรุษอีกผู้หนึ่งแต่งกายคล้ายกัน เดินสวนออกมาเพื่อเข้าไปนั่งแทนที่ในเกี้ยว ก่อนจะถูกหามจากไป

      เมื่อเข้าไปในภายในตัวตึก แสงไฟจากโคมที่แขวนประดับประดาก็ส่องมากระทบ แม้จะสลัวก็พอจำแนกได้ว่า ชายรูปร่างผอมสูงดังกล่าวก็คือ เจ้ากรมการคลังฟางเกิ้งเหยานั่นเอง

      ขณะถูกชักพาด้วยผู้รับใช้ให้เดินอ้อมเพื่อขึ้นไปยังชั้นสอง ก็แว่วเสียงสนทนาของเหล่าลูกค้าที่กำลังดื่มกินที่ห้องโถงชั้นล่าง เท้าที่ก้าวอย่างเร่งรีบก็ชะลอช้าลง

      "สติปัญญาของท่านปราชญ์พิศดารช่างลึกล้ำสุดหยั่งคาดยิ่งนัก"

      "หากสติปัญญาดั่งเช่นเราท่านมีรึ ที่ท่านเซียนซุนวูจะรับเป็นศิษย์"

      "มันก็จริง..."

      เจ้ากรมคลังฟาง ได้ยินก็ยิ้มเหยียด 'ฮ่าๆ น่าขัน สติปัญญามากแล้วเช่นไร เป็นศิษย์เทพเซียนแล้วอย่างไร สุดท้ายไม่ต่างจากม้าลา กลายเป็นเครื่องมือให้ข้ามีอำนาจบารมียิ่งกว่าเดิม"

      หลังจากเดินหลบเลี่ยงสายตาของผู้คน ก็มาถึงชั้นสามที่ถูกจับจองไว้ทั้งชั้น เหล่านักบู๊ที่ทำหน้าที่อารักขา เมื่อเห็นว่าเป็นใคร ก็รีบเข้ามารายงาน

      "ใต้เท้าทั้งสองมารอนานแล้วขอรับ"

      "ฮืม..ดูแลให้ดีอย่าให้มีใครขึ้นมาบนนี้"

      "ขอรับใต้เท้า"

      หลังจากออกคำสั่งจบ ก็ตรงดิ่งไปยังห้องด้านในสุด เพื่อพบกับบุคคลที่มารอ

      "ต้องขออภัยพวกท่านทั้งสองที่มาช้า กว่าจะสลัดหลุดจากพวกที่ตามสะกดรอยได้ ก็ล่วงเลยเวลานัดหมายพอดู"

      "มิได้ๆ ท่านฟาง เรื่องนี้ไหนเลยโทษท่านได้ พวกข้าเองก็เช่นกัน"

      "ฮึๆ..เพียงแต่ด้านนี้นับว่าโชคดีกว่าท่าน ที่เหมือนจะถูกเพ็งเล็งมากกว่าเจ้ากรมคนอื่น"

      บุคคลที่รออยู่ในห้องทั้งสองต่างกล่าวออกมา คนทั้งสองต่างเป็นบุรุษวัยกลางคน บุรุษคนแรกที่สวมชุดสีเขียวมีร่างกายอ้วนฉุ หน้าท้องกลมนูน ใบหน้าอวบอูม อีกบุรุษที่สวมชุดขาว ใบหน้าสี่เหลี่ยม จมูกค่อนไปทางแบนราบ คิ้วดกหนา

      ผู้คนในราชสำนักต่างเรียกขานบุรุษชุดเขียวว่า เจ้ากรมพิธีการเจียงเหยา และเรียกผู้ที่ใส่ชุดขาวว่าเจ้ากรมกลาโหมสวี่เหอ

      "ข้ากระทำการอย่างรัดกุม ยังมีช่องโหว่ให้พวกมันได้สืบสาว นับว่าดูเบาไม่ได้จริงๆ"

      "แล้วทางด้านนั้น มีปัญหาใดหรือไม่"

      "พวกท่านไม่ต้องกังวล ทางด้านนั้นเข้าใจดีว่าถูกจับตามอง อีกทั้งตอนนี้ถูกพวกทหารองครักษ์กวาดล้าง จึงได้แต่กบดานไม่ออกมาเคลื่อนไหว"

      เจ้ากรมคลังฟางตอบคำถามเจ้ากรมเจียง ส่วนเจ้ากรมสวี่พอรับฟัง ก็ยกมือขึ้นวาดผ่านลำคอ สื่อถึง การจัดการกับสายข่าวที่เหลือของต้าเว่ย

      "ไม่...ตอนนี้การศึกยังไม่แน่ชัด ควรเว้นทางถอยเอาไว้ หากความลับรั่วไหล ข้าซึ่งเป็นผู้ริเริ่ม จะรับผิดชอบทั้งหมดไว้เอง ล้วนไม่สร้างความลำบากแก่พวกท่านทั้งสอง"

      "ใยถึงกล่าวเช่นนี้ท่านฟาง พวกข้าย่อมไม่ทิ้งท่านอยู่แล้ว "

      แม้คำพูดจะดูช่างน่าตื้นตัน แต่ทั้งสองก็รู้ดี หากมีวันนั้นขึ้นมาจริง ไม่ใครก็ใครที่จะต้องถูกสละ ซึ่งก็คงไม่พ้นเจ้ากรมเจียงหรือเจ้ากรมสวี่ ด้วยฐานอำนาจในราชสำนักของเจ้ากรมฟาง ตั้งแต่เสนาฯหลินเซี่ยงเสียไปก็ไม่มีผู้ใดทัดเทียม ที่เจ้ากรมฟางกล่าววาจาอย่างนอบน้อมกับบุคคลทั้งสองก็เพียงเพราะต้องการความร่วมมือ หาได้จริงใจไม่

      ที่แท้เจ้ากรมที่แปรพักต์ก็คือบุคคลทั้งสามนี้เอง ทว่าหลังจากทัพหยวนได้ชัยติดต่อกันจากทู่เจียและต้าเว่ย จึงได้กลับมาทบทวนอีกรอบ ถึงความเป็นไปได้ว่า พวกตนจะอิงอยู่กับผู้ใด ก่อนจะตกลงใจว่า อยู่กับหยวนเช่นเดิมย่อมเกิดผลดีกว่า แต่ก็มิได้ตัดความสัมพันธ์กับต้าเว่ย เช่นนี้ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร พวกตนมีแต่ได้หามีเสียไม่ เพียงเป็นต้าเว่ย อำนาจเดิมที่เคยมีย่อมลดน้อยถอยลง แต่ก็ดีกว่าการเผชิญกับความตาย

      "แล้วที่ท่านนัดหมายพวกข้ามา มีเรื่องใดต้องหารือ ถึงได้เร่งร้อนขนาดนี้"เจ้ากรมเจียง

      "ฮืม...วันนี้ฮองเฮามีรับสั่งเรียกข้าเข้าเฝ้า เพื่อเลียบเคียงถึงความเป็นไปได้ ที่จะเรียกใช้ข้า"

      "อา!..."

      หน้าที่เคยเรียบเฉยของเจ้ากรมฟาง ก็เคร่งเครียดขึ้นแล้วเอ่ยออกมา ยังผลให้เจ้ากรมทั้งสองถึงกับตื่นตระหนกจนอุทานออกมา ก่อนที่เจ้ากรมสวี่จะเอ่ยว่า

      "เรื่องที่ท่านอ๋องทรงประชวรแล้วทรุดหนัก ก็เป็นเรื่องจริงนะสิ"

      "ในเวลาเช่นนี้นะหรือ ละ...แล้วพวกเราจะทำอย่างไรกันดี"

      เจ้ากรมเจียงถึงกับหน้าถอดสี หากท่านอ๋องประชวรหนักจนสิ้นพระชนม์ขึ้นมา แคว้นหยวนคงระส่ำระส่ายหนักกว่าเดิมเป็นแน่ นอกจากการศึก คงต้องมีการแย่งชิงอำนาจกันในเหล่าเชื้อพระ วงค์และขุนนาง

      "ก็เพราะเหตุนี้ ฮองเฮาถึงได้ปิดข่าวเอาไว้ให้เงียบที่สุด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบไปยังกองทัพ ทั้งต้องหาวิธีสะกดเหล่าเชื้อพระวงค์และขุนนาง มิให้ก่อการวุ่นวาย ภายในราชสำนัก แม้จะดูเป็นข่าวร้าย แต่สำหรับเราท่านแล้วนับว่าเป็นโอกาสอันดียิ่ง"

      "ใช่แล้ว...ย่อมต้องเป็นโอกาสอันดี ดั่งที่ท่านฟางกล่าว ฮ่าๆ"

      เจ้ากรมเจียงยังคงมึนงงกับคำพูดของคนทั้งสอง เดือดร้อนเจ้ากรมฟางต้องมาคอยชี้แจ้ง พอได้รับรู้ถึงกับตาลุกวาว ฉีกยิ้มกว้างโดยทันที เพราะเอาแค่ตอนนี้ที่ท่านอ๋องประชวรหนัก อำนาจสั่งการทั้งหมดย่อมไปตกอยู่แก่ฮองเฮา

      ด้วยองค์ชายเทียนหลงที่เป็นรัชทายาทยังคงรักษาชายแดนอยู่ที่ด่านซันตง ครั้นจะเรียกกลับมาก็ไม่ได้ ย่อมต้องสะกิดความสงสัยแก่ผู้คน ความพยายามปิดข่าวที่แล้วมาคงสูญเปล่า แต่ราชสำนักจะไร้ผู้นำแม้แต่วันเดียวมิได้ ฮองเฮาจึงต้องขึ้นมาเป็นผู้สำเร็จราชการแทน จนกว่าสถานะการณ์จะคลี่คลายในระดับ ที่พอจะหาข้ออ้างเรียกตัวองค์ชายเทียนหลงกลับมาโดยไม่มีผู้ใดสงสัย

      แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นฮองเฮา แต่ด้วยความเป็นอิสตรี ขั้วอำนาจอื่นจะต้องยกอ้างเหตุผลนี้ มาคัดค้านมิให้ ขึ้นรับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนอ๋องได้โดยง่าย ดังนั้นต้องหาผู้สนับสนุน เมื่อทอดตาไปทั่วราชสำนัก ย่อมต้องเป็นเจ้ากรมการคลังฟาง ที่มีอำนาจบารมีมากสุดถึงจะช่วยเหลือพระองค์ได้ แม้นต้องเฉือนเนื้อตนเองให้กับอีกฝ่ายก็ต้องทรงยอม

      "พระองค์ทรงรับสั่งหากข้ายินยอมให้การสนับสนุน จะยกตำแหน่งมหาเสนาบดีให้ทันที"

      "อา.."เจ้ากรมทั้งสองถึงกับสะดุ้ง ในดวงตาฉายแววอิจฉาริษยาขึ้นทันใด แต่เจ้ากรมฟางก็รีบกล่าวต่อ เมื่อได้ฟังเจ้ากรมทั้งสองถึงกับหุบยิ้มแทบไม่ลง

      "ยังมีหากพวกท่านร่วมมือด้วย ตำแหน่งเจ้ากรมการคลังที่ว่างลง ย่อมตกแก่พวกท่านคนใดคนหนึ่ง นอกเหนือจากนี้พระองค์ยังทรงรับปากว่าจะยกตำแหน่งพระสนมเอกให้แก่บุตรีพวกท่านทันทีที่องค์ชายเทียนหลงได้ขึ้นเป็นอ๋อง"

      โอกาสยิ่งกว่าสวรรค์ประทานในครั้งนี้ มีใครบ้างไม่รับไว้ แม้จะยังไม่รู้ว่าหยวนจะรอดพ้นจากต้าเว่ยหรือไม่ แต่หลังจากได้รับชัยชนะ ความคิดของทุกคนในแคว้นหยวนต่างก็เอนเอียงไปในด้านที่ดี

      ส่วนตำแหน่งอ๋องนั้น ตามกฏมณเฑียรบาล นอกเหนือจากจะต้องแต่งตั้งฮองเฮา เพื่อมาเสริมบารมี ยังต้องมีตำแหน่งพระสนมเอกสี่นางและพระสนมโทอีกสี่นาง ตอนนี้องค์ชายเทียนหลงมีสนมเพียงสองนาง หากขึ้นเป็นอ๋อง ย่อมต้องคัดเลือกหญิงสาวหรือเลื่อนตำแหน่งสนมที่มีอยู่เดิมขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งดังกล่าว เพื่อให้ครบตามจำนวน

      "พวกท่านคงสงสัยใช่หรือไม่ ว่าผู้ใดที่จะมาเป็นฮองเฮา" เจ้ากรมฟางเอ่ยออกมา เจ้ากรมทั้งสองก็หยุดชะงักทันใด มีเพียงสายตาที่จ้องมองมาเพื่อรอคอยคำตอบ

      "เป็นหญิงสาวแซ่หลี่ ฮึๆ...อย่าเพิ่งถอดใจ แม้นางจะได้เป็นฮองเฮา แต่ใช่ว่าจะได้เป็นคนโปรด อีกทั้งถึงตอนนั้นอำนาจทั้งหมดในราชสำนักย่อมตกอยู่แก่พวกเราสิ้นแล้ว"

      "ฮ่าๆ..ไม่เสียแรงที่ร่วมคบหากับท่านมานาน ตกลง ข้ายินดีที่จะสนับสนุนองค์ฮองเฮา"

      พอเจ้ากรมสวี่ตกปากรับคำ เจ้ากรมเจียงก็รับปากด้วยในทันใด เหตุผลของฮองเฮาที่นอกเหนือจากต้องการให้มาช่วยบริหารราชการและควบคุมขุนนางอื่น ยังมีอีกหนึ่งเหตุผล นั่นก็คือเพื่อป้องกันแม่ทัพชิงอู่

      ในบรรดาเหล่าเชื้อพระวงค์ แม่ทัพชิงอู่ถือว่าสร้างความหวาดระแวงแก่องค์ฮองเฮามากที่สุด เพราะมีกำลังทหารอยู่ในมือถึงเจ็ดส่วนจากทั้งหมด ทั้งยังสร้างผลงานจนผู้คนเชิดชู แม้จะมีการแต่งตั้งรัชทายาทไว้แล้ว แต่หากคิดจะขึ้นเป็นอ๋องก็ย่อมง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ

      เรื่องอาการประชวรของอ๋องหยวนนั้น เกิดขึ้นมาแล้วก่อนที่ปึงอิงจะเดินทางไปฝึกกองกำลัง แต่ก็มิได้หนักหนา ทั้งยังปิดข่าว พอหลังจากรบชนะทู่เจีย ทั้งแม่ทัพชิงอู่และเหมยฮวาต่างถูกผู้คนยกย่องเชิดชู ทว่าเมื่อมีคนชมก็ต้องมีคนเกลียดเป็นเรื่องธรรมดา ยิ่งในราชสำนักต่างพากันอิจฉาริษยา แต่ก็มิกล้าทำอะไรกันเอิกเกริก เพราะมีทัพต้าเว่ยบุกมาประชิด มีเพียงข่าวลือที่ว่าคนทั้งสองอาจโยกคลอนรากฐานอำนาจของราชวงค์ ร้อนถึงท่านอ๋องหยวนต้องรับสั่งอย่างเด็ดขาด หากมีผู้เอ่ยเรื่องนี้ให้ได้ยินอีก จะถูกลงโทษประหารทันที จึงทำให้ข่าวลือเงียบหายไป เรื่องข่าวลือนี้เองทำให้เหมยฮวาถึงกับสะทกสะท้อนใจ คราวที่ปึงอิงเอ่ยถามในคราก่อน

      ครั้นเข้าฤดูหนาว ท่านอ๋องก็ถูกความเย็นแทรกซึมจนประชวร อาการทรุดหนัก ขั้วอำนาจทางด้านขององค์ฮองเฮาถึงได้มาคิดอย่างจริงจังในเรื่องของแม่ทัพชิงอู่ เพื่อเป็นการป้องกันเหตุแทรกซ้อนก่อนที่องค์ชายเทียนหลงจะขึ้นเป็นอ๋อง ต้องหาวิธีมาสกัดยับยั้ง การจะยกให้เหมยฮวาขึ้นมาเป็นฮองเฮา จึงเป็นอีกวิธีหนึ่ง ในจำนวนหลายวิธี ด้วยนางมีอิทธิต่อทั้งกองทัพและชาวเมือง

      "ตอนนี้คงมิอาจหาทางริบตราคำสั่ง จากแม่ทัพชิงอู่คืนได้ พวกเราคงต้องเริ่มที่สกุลหลินก่อน"

      "สุกลหลินเมื่อไม่มีเสนาฯหลิน ก็แทบไม่ส่งผลกระทบต่อเรา เหตุใดท่านจึง"

      "ท่านเจี่ยง อย่าลืมว่าลูกศิษย์ลูกหาของเสนาฯหลินนั้นมากมาย มีทั้งบัณฑิตมีชื่อและขุนนางนับไม่ถ้วน อีกทั้งหญิงสาวแซ่หลี่ก็เป็นคนสกุลหลินแนะนำมา หากเมื่อใดนางได้เป็นฮองเฮา คนกลุ่มนี้ย่อมต้องเป็นแขนขาให้กับนาง"

      "ท่านฟางกล่าวได้ถูกต้อง ในเมื่อฮองเฮาททรงมอบอำนาจมาให้ แล้วใยต้องใช้เพียงเพื่อพระองค์ด้วยเล่า ถือโอกาสนี้กำจัดเสี้ยนหนามและเภทภัยที่อาจจะเกิดขึ้นแก่เราท่านในภาคภายหน้าไปด้วย เลยนับว่าดีที่สุด"

      "ฮ่าๆ..."

      สิ้นเสียงเจ้ากรมกลาโหมสวี่เหอ ทั้งสามก็หัวเราะขึ้นมาด้วยความชอบใจ วันรุ่งขึ้นภายหลังจากเข้าเฝ้า ฮองเฮาก็แต่งตั้งให้เจ้ากรมฟางเป็นมหาเสนาบดี เจ้ากรมกลาโหมสวี่เหอเป็นเจ้ากรมคลัง เจ้ากรมพิธีการเจี่ยงเหยาเป็นเจ้ากรมกลาโหม ตำแหน่งเจ้ากรมทั้งสองดูไปแล้วล้วนทัดเทียมตำแหน่งเดิม แต่ว่าอำนาจบารมีกลับเพิ่มพูนหลายขั้น ส่วนตำแหน่งเจ้ากรมพิธีการที่ว่างลงตกเป็นของเจี่ยงซู่บุตรชายของเจี่ยงเหยา การแต่งตั้งทั้งหมดอ้างราชโองการ แท้ที่จริงอ๋องหยวนกลับไม่ทรงได้รับรู้ด้วย เพราะยังไม่รู้สึกพระองค์แม้แต่น้อย  ถึงขุนนางอื่นจะอยากคัดค้าน แต่ในเมื่อมีตราประทับของท่านอ๋อง ย่อมมิอาจออกมากล่าววาจา

      เพียงสามวันหลังจากแต่งตั้งการกวาดล้าง ก็ดำเนินขึ้นมีทั้งกล่าวหา ถอดถอนโยกย้ายและดึงตัวคนสกุลหลินและผู้ที่มีสายสัมพันธ์ ด้านบุคคลที่เกี่ยวพันกับแม่ทัพชิงอู่ก็โดนเช่นเดียวกัน มีนายทหารที่ยังภักดีต่อแม่ทัพชิงอู่ พยายามลอบออกนอกเมืองเพื่อไปรายงาน ก็ถูกการสกัดกั้น แล้วตั้งข้อหาก่อความวุ่นวายให้กับแคว้น เพราะจะนำข่าวท่านอ๋องประชวรไปรายงานให้กองทัพได้รับรู้จนอาจเกิดความวุ่นวาย ท้ายที่สุดจึงไม่มีผู้ใดกล้าลอบออกไปส่งข่าว

      ช่างโง่เขลาเบาปัญญา ย่อมถูกมอบให้แก่องค์ฮองเฮาจากผู้มองดูอยู่ภายนอก แต่ว่าหากผู้ใดมานั่งอยู่ในตำแหน่งนี้แล้ว ถ้าไม่คิดที่จะทำซิน่าแปลก ตามวิสัยของมนุษย์ หากทั้งชีวิตดำเนินไปบนความหวาดหวั่นและระแวง จะทำสิ่งใดก็หวาดกลัว คงเป็นเรื่องที่ทรมานจิตใจยิ่ง สู้ขจัดให้สิ้นไปเสียย่อมประเสริฐสุด

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      เมืองเป่ยจิง

      แม่ทัพที่ขึ้นชื่อที่สุดในแคว้นหยวน ยังคงขะมักเขม้นจดจ่ออยู่กับการรับมือต้าเว่ย โดยไม่เฉลียวใจเลยซักนิด ว่าเหล่าผู้คนที่ตนกำลังปกป้อง ตอนนี้ได้ลับมีดไว้คอยท่าแล้ว

      "ฮืม...หนาเอาการเลยนะนี้"

      "คิก...ข้าน้อยบอกให้พอตั้งแต่ก่อได้หนึ่งจ้างแล้วเจ้าค่ะ แต่เหล่าทหารบอกว่าเพื่อความมั่นใจ ก็เลยปล่อยให้ทำไป"

      แม่ทัพชิงอู่มองดูกำแพงน้ำแข็งที่ก่อขึ้นมาปิดทับประตูด่าน ที่สูงถึงครึ่งหนึ่งของกำแพง ก็คือกว่าสองจ้าง และอุโมงค์ทางเดินใต้ซุ้มประตูที่ทอดยาวกว่าสามจ้าง ต่างถูกอัดแน่นด้วยก้อนน้ำแข็งที่เหมยฮวาให้ทำขึ้น

      วิธีการก็คือน้ำมาเทลงในแบบที่ทำจากดินเผากว้างและสูงหนึ่งเซี๊ยะยาวสองเชี๊ยะ ทั้งยังใช้ด้าย  ผูกกับกิ่งไม้ปลายอีกด้านก็ผูกก้อนหิน ก่อนพาดกิ่งไม้ไว้กับขอบของแม่แบบ เพื่อไม่ให้ก้อนหินจมลงไปอยู่ด้านล่าง แล้วเอาไปวางทิ้งไว้ในที่โล่ง ข้ามคืนให้แข็งตัว รุ่งเช้านำไปอังไฟเพื่อให้หลุดจากแบบ ก่อนจะเอามาก่อ เชื่อมติดกันด้วยน้ำ จากทที่คิดจะทำเพียงช่วยค้ำยันให้กับประตู และเป็นอุปสรรคให้กับข้าศึกมากที่สุด ก็กลายเป็นว่าถูก เหล่า ทหารที่ว่างไร้เรื่องราวจะทำหลังจากฝึกเสร็จ มาก่อเสริมจนปิดทับหมดทั้งประตูและอุโมงค์ทางเดิน

      เหมยฮวาและคนอื่นๆเห็นก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไร สิ่งไหนที่ช่วยทำให้เกิดความสบายใจ หากไม่เกิดผลเสียย่อมไม่ขัดขวาง  มาตรการป้องกันถูกจัดสร้างจากสิ่งที่อยู่รอบๆตัว อย่างเช่นจากกำแพงด่านถึงกำแพงเมืองเป่ยจิงระยะทางห่างกันสิบลี้ ต่างถูกติดตั้งไว้ด้วยไม้ปลายแหลมยึดติดไว้กับฐาน แล้วฝังลงในดิน นำหิมะมากองทับราดรดน้ำลงไปให้จับตัวกันแน่นช่วยเพิ่มความมั่นคง กลบด้วยหิมะปกปิดร่องรอย ไว้เป็นช่วงๆ ดูไปคล้ายเป็นการกวาดหิมะมากองสุม เพื่อเปิดเส้นทางไว้สัญจร หากผู้ใดไม่รู้พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วย่อมถูกเสียบทะลุร่างทันที

      "ความเคลื่อนไหวใต้พื้นดิน จนป่านนี้ยังจับทิศทางไม่ได้เลย"

      "สิ่งนี้ข้าน้อยก็จนปัญญาเจ้าค่ะ มีเพียงรอให้ขุดเข้ามาใกล้กว่านี้เท่านั้น"

      "เสด็จอาถ้าเช่นนั้น ส่งหน่วยสอดแนมออกไปดีหรือไม่"

      "ไม่...ออกไปโอกาสรอดย่อมไม่มี นอกจากจะใช้หน่วยพิเศษ แต่กองกำลังนี้ไม่ควรเผยตัวก่อนเวลาอาจทำให้ศัตรูไหวตัวทัน เรื่องนี้ปล่อยไว้ก่อน อย่างที่เหมยฮวาว่ามา"

      การจับความเคลื่อนไหวใต้ดิน ก็คือการใช้โลหะรูปร่างเหมือนกรวย ใช้ส่วนปลายที่เป็นท่อปลายเรียวเล็กฝังไว้ เวลาจะตรวจดูว่ามีข้าศึกลักลอบขุดอุโมงค์หรือไม่ ก็แค่เอาหูมาแนบที่ปากกรวย แต่ต้องใช้ผู้ที่มีความชำนาญในด้านนี้โดยเฉพาะเพื่อแยกแยะเสียง ซึ่งทัพหยวนมีบุคลากรด้านนี้เพียงหกคนเท่านั้นเอง

      "เฮ่อ....เอาล่ะ ทุกสิ่งทุกอย่างก็กระทำหมดแล้ว ที่เหลือก็ล้วนแล้วแต่โชคชะตาเถอะ"เสียงถอนหายใจยาวเหยียดจากแม่ทัพชิงอู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นบนฟ้าแล้วเอ่ยออกมา

     ตั้งแต่ก่อนเข้าหน้าหนาว กองทัพก็มีคำสั่งให้ชาวเมืองเป่ยจิงขนย้ายครอบครัวไปยังเมืองอื่น เพื่อความปลอดภัย และจะได้ลดภาระในเรื่องเสบียง ตอนนี้ภายในเมืองยังมีชาวเมืองราวหนึ่งในสาม ที่ไม่ยอมย้ายไปไหน ซึ่งก็คือกลุ่มคนที่เป็นอาสาสมัคร ไม่ก็ไม่มีญาติอยู่ที่เมืองอื่นและก็มีบางกลุ่มที่ห่วงบ้าน ยอมตายไม่ยอมย้าย ทางกองทัพเห็นดังนั้นก็มิได้บังคับ

      ที่สั่งย้ายผู้คนก็เพื่อรองรับเหตุการณ์หากด่านแตก กองกำลังทั้งหมดจะถอยร่นจากด่าน ไปตั้งรับหลังกำแพงเมือง ยันทัพต้าเว่ยไว้ให้นานที่สุด จนกว่าจะเข้าฤดูใบไม้ผลิ เส้นทางก็จะเปิดออกให้ ทางราชสำนักส่งกองทัพสนับสนุนมาช่วยเหลือ

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      'ตึ่ง!ๆๆ'

      ยี่สิบวันหลังจากเข้าเดือนที่สองของฤดูหนาว เสียงกลองศึกก็ดังแว่วมา ปลุกให้ทุกคนสะท้านตื่นจากหลับฝัน รีบลุกจากที่นอนอันอบอุ่นออกมาเตรียมพร้อมต้านศึก

      "กองพลหนึ่ง!ๆขึ้นกำแพงๆ"

      "กองพลสอง!ๆ เตรียมตัวไว้ๆ"

      "ดูสัญญาณธง! และเสียงกลอง! ว่าต้องไปเสริมจุดไหน ทำตามที่ซักซ้อมไว้ เข้าใจหรือไม่"

      "ขอรับ!"

      เสียงนายกองตะโกนโหวกเหวก สั่งการกองกำลังของตน เหมยฮวาได้นำธงสีมาเพิ่มในระบบสั่งการ  ธงหลากสีสันทดแทนกองกำลัง สถานการณ์ ผสานกับเสียงกลองในแต่ละจุด ช่วยให้คำสั่งที่ถ่ายทอดมาไม่ถูกข้าศึกตีความเข้าใจ ทั้งยังลดปัญหาความสับสนในข้อความที่ต้องการสื่อสาร เพราะตอนรบนายกองที่คุมกองกำลัง ย่อมตะโกนสั่งการแข่งกันจนฟังแทบจับใจความไม่ได้

      ใช้เวลากว่าสองเค่อจากตัวเมืองค่อยมาถึงด่าน เพราะเหมยฮวาและคนอื่นๆต้องควบม้าฝ่าแรงลมและหิมะที่ตก เมื่อขึ้นบันไดเพื่อไปยังหอที่อยู่เหนือซุ้มประตู ก็พบว่าแม่ทัพนายกองต่างมารวมตัวกันตามทางเดินที่ทอดยาวบนกำแพงแล้ว

      "สถานะการณ์"

      "เรียนคุณหนู ตอนนี้เท่าที่เห็นมีเพียงกองกำลังกลุ่มเดียวที่มุ่งตรงเข้ามา ด้านปีกซ้ายขวาของกำแพง ยังไม่มีวี่แววทัพของข้าศึกขอรับ"

      "หากเป็นการยิงปูพรม จากที่ทดสอบระยะยิงของธนูลดลงหนึ่งในสามส่วน ความแม่นยำคลาดเคลื่อนจากเป้ากว่าสองจ้างขอรับ"

      แม่ทัพเหวินโหวและแม่ทัพหลี่ฮุย ที่มายืนรอนางที่หน้าทางเดินไปยังหอ ต่างก็รายงานข้อมูลให้นางได้รับรู้

      "ยิงลงล่างขนานกับพื้นล่ะ"

      "ระยะลดลงเกือบหนึ่งส่วน หากยิงเต็มระยะคลาดเคลื่อนหนึ่งจ้างขอรับ"

      "ฮืม...แม้มากกว่าที่คาดแต่ก็ยังไม่เลวร้ายจนเกินไป"

      ต้าเว่ยที่นำทัพโดยแม่ทัพใหญเฉินเยี่ย ยกทัพมาโจมตีในเวลาที่คาดการณ์เอาไว้ เมื่อหิมะตกลงหนักตั้งแต่ในคืนวานก่อน ตอนเช้าก็ยังไม่หยุดดี มีตกลงมาเป็นระยะๆ ทางหยวนก็เตรียมรับมือเอาไว้ เช้านี้หิมะยังไม่หยุดตกอีก ต้าเว่ยก็ยกทัพมาทันที เมื่อปัจจัยพร้อมสรรพ ไม่ว่าจะเป็นความหนาวเหน็บที่เสียดแทงแทบถึงกระดูก แรงลมและหิมะ ที่จะช่วยลดประสิทธิภาพของอาวุธที่ใช้ยิง ยังมีความเย็นที่จะทำให้การต้มน้ำเพื่อนำไปราดรดใส่ข้าศึก ต้องใช้เวลาในการต้มเพิ่มมากขึ้นอีก ความมีเปรียบครบครันเช่นนี้มีหรือจะยอมละทิ้ง

      "คารวะทุกท่าน"

      เมื่อเข้ามาด้านในหอรบก็พบกับแม่ทัพชิงอู่ องค์ชายผู่หลงและแม่ทัพระดับสูงหลายคน กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านรายงานที่ถูกทะยอยส่งเข้ามาอย่างมิขาดสาย ยินเสียงของเหมยฮวาทุกคนจึงได้เงยหน้าที่เคร่งเครียดขึ้นมา

      "มีทั้งหมดสี่จุด ด้านล่ะสอง ตอนนี้ไม่มีการเคลื่อนไหวแล้ว"

      พอเห็นหน้าเหมยฮวา แม่ทัพชิงอู่ก็เอ่ยประเด็นเกี่ยวกับอุโมงค์ที่ต้าเว่ยขุด เพื่อให้ทหารลักลอบผ่านกำแพงเข้ามาขึ้นทันที ตามมาด้วยองค์ชายผู่หลง

      "ข้าให้ทหารม้าเกราะเบาตรวจตราในแต่ละจุดแล้ว ของเพียงกองหิมะตรงไหนมีการเปลี่ยนแปลง สามารถเข้าไปจัดการได้ในทันที"

      กองหิมะที่ว่าก็คือหิมะที่ถูกกวาดเข้าไปรวมข้างกำแพง เพียงแต่มีการพรมน้ำเพื่อให้มันจับตัวกันแน่น ทำเช่นนี้ทุกวันๆ จนตอนนี้หิมะที่อยู่ล่างสุดอาจแข็งตัวมากพอที่จะเป็นอุปสรรคชะลอความเร็วในการขึ้นมาสู่พื้นดินได้

      "ทุกอย่างล้วนแล้วพรักพร้อม ไหนเลยจะถึงรอบให้ข้าน้อยเสนอหน้า"

      "มิผิดๆ ใครบอกให้เจ้าคิดอ่านวางแผนรับมือไว้รอบด้าน ตอนนี้จะยังมีอะไรเหลือให้เจ้าทำ สู้กลับลงไปจิบน้ำชาร้อนๆในกระโจมเถอะ"

      "ฮ่าๆ" หลังจาก แม่ทัพชิงอู่กล่าวหยอกล้อกับเหมยฮวา เหล่าแม่ทัพนายกองต่างพากันหัวเราะร่วน บรรยากาศครึ้กครื้นขึ้นมาในทันตา ซึ่งก็เป็นไปตามที่แม่ทัพชิงอู่กล่าว ทุกอย่างล้วนจัดเตรียมไว้หมด หลังจากนี้วัดกันที่แผนการของฝ่ายใด เมื่อนำไปปฏิบัติแล้ว จะสามารถเปล่งอานุภาพออกมามากกว่ากันล้วนๆ

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      ห่างออกไปทางทิศตะวันตกสิบห้าลี้ หากมีผู้ใดผ่านมาบริเวณนี้ ย่อมต้องรีบวิ่งหนีแทบไม่คิดชีวิตแน่นอน เพราะมีเสียงคล้ายผู้คนสนทนากันเบาๆ แต่เมื่อมองไปกลับพบเพียงต้นไม้และหิมะที่กองสูงเกือบถึงเอว หาได้มีผู้คนอยู่ไม่

      "เจ้าตื่นมาทำอะไร"

      "เมื่อครู่มีเสียงกลองศึก เลยทำให้ข้านอนไม่หลับ ท่านหลอหู่"

      เสียงคุยกระซิบกระซาบดังออกมา

      "จำที่คุณหนูสั่งไม่ได้เรอะ ว่าต่อให้เห็นด่านแตกต่อหน้าก็อย่าได้สนใจ"

      "ตะ..แต่..."

      "ไม่มีแต่ ข่มตาให้หลับ คืนนี้จะได้มีเรี่ยวแรงเดินทางต่อ ยิ่งถึงค่ายทัพเสบียงเร็วเท่าไหร่ เราก็มีโอกาสยุติศึกเร็วเท่านั้น"

      เมื่อถูกสายตาจ้องมองของหลอหู่ที่ถูกตั้งเป็นหัวหน้าของกลุ่ม นายทหารคนดังกล่าวจึงไม่กล้าเอ่ยคำอีก หันไปหยิบเหล้ากลั่นขึ้นมาดื่มเพื่อคลายหนาว ก่อนจะล้มตัวลงนอนต่อ

      นี่คือกองกำลังพิเศษที่เหมยฮวาจัดตั้งขึ้น ถูกแบ่งเป็นสามกอง มีหลอหู่ จื้อป๋อและปึงอิงเป็นหัวหน้ากอง หลอหู่และจื้อป๋อควบคุมกำลังคนล่ะสามสิบนาย ที่เหลือสี่สิบนายอยู่ภายใต้คำสั่งของ

ปึงอิง

      ตั้งแต่กลางดึกคืนวาน กองกำลังของหลอหู่และจื้อป๋อถูกปล่อยออกมา โดยการใช้เชือกปีนป่ายออกนอกกำแพงด่าน กองของหลอหู่นำกำลังมายังทิศตะวันตก กองของจื้อป๋อไปทางด้านทิศตะวันออก ทั้งสองกองเดินทางด้วยเท้าตีวงอ้อม จับทิศทางด้วยการดูดาวและแสงไฟจากค่ายต้าเว่ย แม้เท้าจะสวมรองเท้าที่ออกแบบเพื่อเดินบนหิมะโดยเฉพาะ และทหารมากกว่าครึ่งก็เป็นคนในพื้นที่ ชำนาญเส้นทางเป็นอย่างดี แต่เพราะความมืดมิดจึงทำให้ไม่อาจไปได้ไกลเท่าที่ควร

      ทหารแต่ละนายสวมชุดที่ทักทอจากผ้าขนสัตว์หนากว่าปกติถึงสามชั้น สวมเกราะที่ทำจากหวายทับเพื่อเน้นเบาและความคล่องตัว ตามด้วยชุดที่เหมยฮวาทำเลียบแบบชุดหมีในภพก่อน ที่หน่วยกู้ภัยชอบใส่กัน แต่เปลี่ยนสาบเสื้อให้ใหญ่กว่าปกติเพื่อทบกันได้ สาบเสื้อด้านในมีลักษณะเฉียงขึ้นจากช่วงท้องน้อยดั่งสามเหลี่ยมมุมฉากกลับหัวกลัดกระดุมที่คอเสื้อ สาบเสื้อทบนอกเป็นสามเหลี่ยมจตุรัสปลายแหลมติดกระดุมเพื่อกลัดที่สีข้างลำตัว ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อให้ถอดและสวมง่าย     นำมาย้อมสีดำเป็นจุดๆสลับกับพื้นขาวของเนื้อผ้าใช้พลางตัว นอกจากนั้นยังเคลือบด้วยขี้ผึ้งกันความเปียกชื้น สวมถุงมือหนาหมวกผ้าปิดคลุมทั้งศรีษะ เผยให้เห็นแค่ดวงตา

      สัมภาระก็ถูกอัดแน่นไว้ภายในกระเป๋าขนาดใหญ่ที่ออกแบบคล้ายเป้ในภพก่อน ส่วนเรื่องที่ได้ยินเพียงแค่เสียงแต่ไม่เห็นตัว ก็เพราะคนทั้งหมดขุดหิมะเป็นหลุม ขนาดพอดีกับคนสามคน เมื่อเข้าไปอยู่ในหลุมแล้ว จึงกวาดหิมะที่กองอยู่ปากหลุมมาก่อปิดทับ เปิดช่องขนาดกำปั้นสองสามช่อง เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก กลางวันพักผ่อน กลางคืนจึงค่อยออกเดินทาง

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      ทัพต้าเว่ยนำกำลังมาหกหมื่นนาย ประกอบด้วยทัพหน้าเกราะเบาถึงสี่หมื่น ทหารม้าเกราะหนักห้าพัน ทหารม้าเกราะเบาห้าพัน ทหารช่างหนึ่งหมื่น หอรบอีกสี่หอ

      "อิ่นหวัง นำกำลังหนึ่งหมื่นโจมตีปีกซ้าย สือซานนำกำลังหนึ่งหมื่นโจมตีปีกขวา"

      "ขอรับ"

      "อวี้เหวินลี่ รอทัพหน้าเปิดฉาก นำทหารช่างห้าพันหาทางทุบทำลายประตู"

      "ขอรับ"

      "ฉินม่อ นำทหารช่างห้าพันเปิดทางให้กับหอรบ"

      "ขอรับ

      คำสั่งออกมาจากปากของแม่ทัพใหญ่เฉินเยี่ย แทบไม่ได้พักหยุดหายใจ เมื่อทุกคนรับคำสั่งเสร็จ ทัพหน้าที่นำโดยอิ่นหวังและสือสาน ก็ยกโล่แบกบันไดยาว ย่ำเดินบนหิมะมุ่งตรงไปยังกำแพงด่านเป่ยจิงทันที

      อากาศภายนอกแม้จะหนาวเหน็บ แต่เหล่าทหารทั้งสองฝ่ายต่างรุ่มร้อน จากความฮึกเหิมที่ถูกปลุกเร้าขึ้นถึงขีดสุด หัวใจทุกดวงของทหารทุกนายต่างเต้นระรัว สูบฉีดเลือดภายในกายให้พลุ่งพล่านดั่งม้าศึกที่คึกคะนอง

      "เตรียม!ๆ"

      คำสั่งบอกแก่พลธนูของหยวนดังออกมาจากทั้งปีกซ้ายขวาของกำแพง ที่ตอนนี้มีธนูยิงไกลถึงสี่พันคัน ทหารทุกนายที่ประจำอยู่ปีกละสองพันต่างยกธนูขึ้นทำมุมกับพื้นสี่สิบห้าองศาพร้อมกับประทับลูกธนู

      "ง้างง!" พอทหารต้าเว่ยเข้ามาในระยะหกร้อยก้าว ที่เป็นเช่นนี้เพราะแรงลม ทำให้ระยะยิงลดลง

      "ยิงง!"

      'ควับๆๆ'

      ฝ่ายต้าเว่ยเมื่อเห็นการปล่อยธนูที่ระยะหกร้อยต่างก็ยกยิ้ม ท่าทางมิต่างจากเหล่าทหารทู่เจียในคราก่อน ฉับพลันรอยยิ้มบนใบหน้าก็ต้องหยุดชะงัก สายตาแปรเปลี่ยนเป็นฉงนสนใจแทน เพราะเริ่มสงสัยแล้วว่าสิ่งที่เป็นเส้นเงาดำๆบนท้องฟ้า เป็นลูกธนูหรืออะไรกันแน่

      'หวี๊ดด' เสียงตัดอากาศของลูกธนูสี่พันอันดังประสานยามเมื่อดิ่งลงพื้น ช่างไพเราะเพราะพริ้งและเสนาะหูทหารหยวนยิ่งนัก ทว่าสำหรับทหารต้าเว่ยมิต่างจากเสียงโหยหวนจากขุมนรก

     "ธนู!ๆ ยกโล่!ๆ"เสียงคำสั่งดังขึ้น ทว่าช้าไปเสียแล้ว

      'ฉึกๆ!...เคร้งๆ!...'

      "อั่ก!ๆ.... อ่อก!.."

      เสียงร้อนโอดโอยดังระงมไปทั่วสนามรบ ด้วยเป้าธนูทั้งหมดไม่คาดคิดว่าจะมีอาวุธยิงที่ร้ายกาจขนาดนี้ ระยะเหนือกว่าเกาฑัณฑ์ถึงเท่าตัว จึงยกโล่ขึ้นกันแทบไม่ทัน เป็นผลให้มีทหารต้าเว่ยต้องตายและบาดเจ็บร่วมสามพันนายในคราเดียว อิ่นหวังและสือชาน ซึ่งคุมกำลังอยู่ด้านท้าย ยังตกตะลึงกับภาพตรงหน้าไม่ทันหาย หูก็ได้ยินเสียงคำสั่ง 'ยิง' จากทหารหยวน

      "ยกโล่!ๆ..."

      "ลากคนบาดเจ็บ!.. เอาคนเจ็บออกมาเร็วเข้า!...."

      'หวี๊ดด!....เคล้ง!ๆ...ฉึบ!'

      "อ่อก!..อ๊ากก!"

      การยิงระลอกสองแม้จะยกโล่ทันแต่ก็ทำให้ทหารต้าเว่ยหมดสภาพในการสู้รบไปอีกพันกว่านาย รวมแล้วสองรอบ มีทหารที่ต้องออกจากสนามรบเกือบห้าพันนาย เหตุการณ์เช่นนี้ไหนเลยจะมีใครรับสภาพได้

      แม่ทัพใหญ่เฉินเยี่ย องค์ชายไท่อี้และแม่ทัพอีกกว่าสิบนาย เบิ่งตากว้างแทบฉีกมองดูภาพข้างหน้า จากใบหน้าที่ตกตะลึง ก็กลายสภาพเป็นบิดเบี้ยวขึ้นมาแทบจะพร้อมๆกันในทันที

      "นางปีศาจจิ้งจอกก!"

      เสียงตะโกนก้อง แสดงให้รู้ถึงความโกรธกริ้วและอัดอั้นตันใจจนสุดที่สิ่งใดจะเปรียบปาน ได้ดังออกมาจากองค์ชายไท่อี้

      "หมิงซวิน! อยู่ที่ใด"น้ำเสียงเรียกหาอย่างเกรี้ยวกราดของแม่ทัพเฉินเยี่ย ยังผลให้แม่ทัพหมิงซวินที่คุมกองสื่อสารถึงกับตัวสั่นงันงก ก้าวเดินออกมาคุกเข่าลงด้านหน้า

      "ข..ข้าน้อยอยู่"

      "ทำไมข้าถึงไม่ได้รับรายงานเรื่องอาวุธยิงแบบใหม่ของหยวนเลย..หา!"

      "ระ..เรื่องอาวุธยิงแบบใหม่ของหยวน ไม่มีรายงานไหนกล่าวถึงเลยขอรับท่านแม่ทัพ"

      "บัดซบ!...การข่าวของต้าเว่ยไร้ความสามารถเช่นนี้ ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน"

      "ขะ..ข้าน้อยผิดไปแล้วๆ..."

      แม่ทัพหมิงซวินจากที่คุกเข่าข้างเดียว ก็กลายมาเป็นทั้งสองข้างเพื่อหมอบร่าง ใช้หัวโขกลงกับพื้นหิมะไม่หยุดหย่อน

      "พอๆ..ทหารไปจับแม่ทัพหมิงลุกขึ้น"

      "ทะ...ท่านแม่ทัพ!...โปรดไว้ชีวิตด้วยๆ"

      แม่ทัพหมิงซวินถึงกับร้องขอชีวิตดังลั่น ทั้งโขกศรีษะลงกับพื้นรัวๆ แม่ทัพเฉินเยี่ยถึงกับเส้นเลือดบนขมับปูดโปน

      "บัดซบ!...ใครว่าข้าจะฆ่าเจ้า ข้าจะให้ทหารไปช่วยพยุง หรือเจ้ามีปัญญาลุกขึ้นเอง"

      "หา!...อะ..เอ่อ..ขอรับ"

      เหตุที่แม่ทัพเฉินเยี่ยให้ทหารไปจับให้ลุกขึ้น ก็เพราะชุดเกราะที่สวมใส่นั้นมีน้ำหนักมาก จึงไม่มี ทางจะลุกขึ้นเองได้อย่างแน่นอน ดังนั้นจึงต้องมีคนช่วยพยุง แม่ทัพหมิงซวินจากหน้าขาวซีดพลันเปลี่ยนเป็นแดงฉานด้วยความอับอาย เพราะสำคัญผิดในคำพูดของแม่ทัพเฉินเยี่ย

      "ท่านแม่ทัพเฉินเยี่ย"

      "ทูลองค์ชาย ขอกระหม่อมใคร่ครวญให้ถ้วนทีก่อนพะยะค่ะ"

      แม่ทัพเฉินเยี่ยกราบทูลเสร็จ ก็ขมวดคิ้วขบคิดว่าจะแก้ปัญหาเช่นไรดี เพราะนับตั้งแต่ต้าเว่ยปะทะกับหยวน ก็ถูกอาวุธชนิดใหม่ของอีกฝ่ายทำให้จนมุมตลอด ไม่ว่าจะเป็นหอกเกอ อาวุธอัคคี สิ่งที่ให้ความร้อนซึ่งยังไม่รู้ว่านำไปใช้อย่างไรและล่าสุดก็คืออาวุธยิงที่ไกลถึงหกร้อยก้าว

      "ถ่ายทอดคำสั่งหยุดโจมตี ถอยออกมาจากรัศมีการยิง"

      "ขอรับ"

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      เสียงโห่ของเหล่าทหารหยวนดังกระหึ่มไปทั่ว หลังจากเห็นทัพหน้าของข้าศึกถอยทัพกลับ

      "รายงานท่านแม่ทัพ จากการคาดคะเนด้วยสายตา ทัพต้าเว่ยสูญเสียราวหกถึงเจ็ดร้อยนาย บาดเจ็บอีกสามพันกว่านายขอรับ"

      "ฮืม..."แม่ทัพชิงอู่แสดงท่าทีว่ารับรู้แล้ว ก่อนยกมือบอกให้ทหารที่มารายงานล่าถอยออกไป

      "ต้าเว่ยคงไม่ถอยทัพกลับ ที่หยุดการโจมตี คงเพื่อเรียกขวัญและกำลังใจของทหารให้กลับคืนมา"

      "ข้าน้อยก็เห็นด้วยกับท่านชิงอู่เจ้าค่ะ ฟังจากรายงาน ทหารต้าเว่ย ถึงจะถูกทำให้เสียขวัญขนาดหนัก ตอนถอยร่นรูปขบวนกลับไม่สับสนแม้แต่น้อย กองทัพเช่นนี้คงไม่ถอดใจยกกลับทันทีเป็นแน่ คาดว่าอีกไม่ถึงชั่วยามคงเริ่มการโจมตีใหม่อีกรอบ ในครานี้คงใช้หอรบร่วมด้วย"

      "ต้องเตรียมการเพิ่ม สั่งการลงไปลดพลธนูลงสองพัน  เพิ่มทหารเกราะหนัก ขึ้นไปเสริมปีกซ้ายขวา ด้านล่ะห้าร้อยนาย"

      "ขอรับ"

      สิ้นสุดคำสั่งการ บนกำแพงของด่านเป่ยจิงก็จะมีพลธนูสองพัน ทหารเกราะเบาสี่พันและทหารเกราะหนักอีกหนึ่งพัน เมื่อเทียบกันแล้วช่างดูน้อยนิดนัก ถ้าต้องกระจายอยู่บนกำแพงที่มีความยาวถึงหกลี้ แต่ด้วยความสูงของกำแพง การขึ้นลงนับว่าสร้างความลำบากให้กับทหารเกราะหนัก และจุดประสงค์ที่แท้จริง เพียงต้องการให้ทหารเกราะหนักเป็นด่านหน้ารับการปะทะในระยะประชิด เพื่อให้ทหารเกราะเบาทำการรบให้ง่ายขึ้นเท่านั้นเอง

      ส่วนที่กล้านำพลธนูทั้งสี่พันนายขึ้นไปบนกำแพงจนหมดเพื่อเปิดฉากในการโจมตีตั้งแต่แรก ก็เพราะ ต้าเว่ยยังไม่รู้ว่าหยวนมีธนูที่ยิงได้ไกลกว่าปกติ จึงฉวยโอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์ การรบในระลอกหน้าทางต้าเว่ยคงไม่เดินดุ่มๆ โดยไม่ยกโล่ขึ้นกันอีกแล้ว ดังนั้นพลธนูบนกำแพงต้องลดจำนวนลง เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทำการรบระยะประชิด ที่จะเกิดขึ้นบนกำแพง

      และก็ไม่ผิดจากที่คาดการณ์ ทหารต้าเว่ยต่างใช้โล่ยกขึ้นกัน แล้วทำการเกลี่ยและอัดแน่นหิมะ ให้หอรบสามารถเคลื่อนเข้าใกล้ได้ ต้าเว่ยค่อยเคลื่อนขบวนเข้ามา ทหารหยวนยืนดูเฉยๆบนกำแพง มียิงธนูใส่บ้างเป็นบางครา หากเห็นช่องว่างเพียงพอให้ยิง เมื่อทหารที่ทำหน้าที่เกลี่ยหิมะ เข้ามาใกล้กำแพง

      "ทุ่มหินลงไป!"

      ท่าทางที่ดูไม่ใส่ใจต่อการคุกคามของต้าเว่ย นอกจากจะใช้สายตาจ้องดูการเข้ามาใกล้ของอีกฝ่ายก่อนหน้า ก็แปรเปลี่ยนท่าทีดั่งคลุ้มคลั่ง กำลังกายมีเท่าไหร่ ถูกรีดเร้นออกมาใช้ในการจับหินทุ่มลงใส่เบื้องล่าง เพื่อบดบี้อีกฝ่ายให้แหลกเละ

      "ย้ากก! ไปตายซะ พวกสวะ!"

      'โครม!..เคร้ง!..อั่ก...อ่อก'

      "ห้ามถอย! บุกเข้าไป!"

      "ใครหนีตาย!...เอาศพมาเป็นฐาน!...เร็วเข้า!"

      ผู้ทุ่มหินก็ทุ่มไป ผู้เกลี่ยหิมะก็เกลี่ยรุกคืบเข้าใกล้โดยไม่ใส่ใจต่อคนที่ตาย ทั้งยังนำศพมากดให้จมลงในหิมะเพื่อเป็นฐานให้กับหอรบใช้เคลื่อนเข้าใกล้

      "พลธนูถอย เปิดทาง!" จุดที่หอรบเข้ามาใกล้ พลธนูถูกสั่งให้ถอยห่างจากกำแพง ก่อนจะไปเสริมยังจุดอื่น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทหารราบเข้าปะทะแทน การรุกในครั้งนี้ต้าเว่ยก็ถูกจำกัดในการใช้ธนู ด้วยแรงลม จึงไม่มีพลธนูเข้าร่วมด้วย เมื่อเข้าระยะทหารที่อยู่บนหอรบก็จัดการทิ้งสะพานบนขอบกำแพง พวกที่รออยู่ก็กรูกันข้ามสะพานไม้ที่อยู่ด้านบนของหอรบ เข้าปะทะกับทหารหยวนในทันที

      "ขึ้นหอเร็วเข้า"

      "กันไว้ๆ!"

      "พลขวานรีบทำลายสะพาน "

      เสียงอาวุธปะทะกัน เสียงกรีดร้องโหยหวนดั่งภูตผีผสานกับเสียงตะโกนคำสั่ง จนแยกแยะไม่ออกว่าเป็นฝ่ายใด ทุกผู้ทุกคนต่างไม่สนใจ มีเพียงความคิดเดียวที่อยู่ในหัว ก็คือทำเช่นไรถึงจะหยุดลมหายใจของอีกฝ่ายได้เท่านั้นเอง 

      "กันสะพาน ยึดพื้นที่ไว้ให้ได้!"

      "พาดบันไดเร็วเข้า! พวกบนหอจะต้านไม่อยู่แล้ว"

      "ผลักบันไดออกไป ทุ่มหินอย่าหยุด...."

      "ทหารช่างๆ! ลากเครื่องกระทุ้งประตูเข้ามา อย่าชักช้า"

      เมื่อทหารหยวนทุ่มเทกำลังเข้าไปต้าน ทหารต้าเว่ยที่ใช้หอรบและ บันไดช่วยในการปีนกำแพง ไม่ให้ยึดพื้นที่ได้ ก็สั่งให้นำเครื่องกระทุ้งเข้ามาใกล้ทำลายประตูทันที

      "ฮ่าๆ ทหารหยวนช่างโง่เขลาจริงๆ เอาแต่สนใจพวกที่บุกขึ้นไปบนกำแพง ไม่ยอมกันประตูเลย"

      "องค์ชายกล่าวได้ถูกต้องยิ่งนักพะยะค่ะ"

      แม่ทัพที่อยู่ด้านข้างต่างหัวเราะร่วน กับความไม่เอาไหนของทหารหยวน แม้แต่แม่ทัพเฉินเยี่ยยังอดยิ้มแย้มออกมาไม่ได้ ถึงในใจจะรู้สึกว่ามันง่ายเกินไปจนผิดวิสัยของการศึกก็เถอะ

      'ปึก!ๆๆ'

      เสียงกระทุ้งแทนที่จะดังก้อง กลับดังไม่ต่างจากกระทุ้งลงบนแผ่นหินก้อนหนาๆแทน

      "มารดามันเถอะ!..พวกหยวนใช้ไม้อะไรทำประตูถึงได้ไม่สะเทือนแม้แต่น้อยอย่างนี้"

      "กระทุ้งต่อไป ไม่ต้องสนใจ"

      หลังจากกระทุ้งไปสิบกว่าครั้ง ก็ต้องทอดใจเพราะประตูไม่แตกหักเลยซักนิด มีเพียงหลุมที่ยุบลงตื้นๆ

      "พลขวาน ตามพลขวานเข้ามา"

      ความคิดของต้าเว่ยตอนนี้มีเพียงอย่างเดียวก็คือ พวกหยวนอาจนำก้อนหินขนาดใหญ่มาดัน ประตูไว้ เมื่อพลขวานเข้ามาแทนที่ หลังจากออกแรงสับไปที่บานประตูซักพัก ก็ทราบแล้วว่าสิ่งที่อยู่หลังประตู ก็คือก้อนน้ำแข็งที่ถูกก่อขึ้นคล้ายกำแพงนั่นเอง

      "บัดซบ...ท่าทางจะหนาหลายจ้างเลย"

      "ไม่ต้องสนใจ น้ำแข็งรึจะสู้ขวานใหญ่ในมือได้ ฮ่าๆ..."

      "ใช่...พวกหยวนช่างโง่บัดซบจริงๆ ฮ่าๆ"

      เจาะลึกเข้าไปได้ไม่ถึงเซี๊ยะ ก็ทราบผลว่าตนเองต่างหากที่โง่บัดซบ ก่อนจะรีบไปรายงานที่ทัพหลัง

      "ท่านแม่ทัพแย่แล้วขอรับ ประตูไม่อาจทำลายได้ขอรับ"

      แม่ทัพเฉินเยี่ยและทุกคนที่ได้ยิน ต่างเลิกคิ้วด้วยความสงสัย

      "ทำไม!หรือพวกเจ้าจะบอกข้าว่า ประตูด่านเป่ยจิงทำจากไม้วิเศษพันปีหรือไร"

      "ไม่ใช่แต่ก็น่าใกล้เคียงขอรับ พวกหยวนใช้น้ำแข็งที่ข้างในมีหินอยู่อุดทางเข้าไว้ขอรับ พวก ข้าน้อยใช้ขวานสับลงไม่กี่ครา ขวานก็บิ่นหมดแล้วขอรับ"

      "บัดซบ!...ทำต่อไป ต่อให้อาวุธพังหมด ก็ใช้มือเปล่าของเจ้านั่นแหละขุดแทน"

      เพราะโลหะเหล็กในตอนนี้ไม่ได้เป็นเหล็กเนื้อดีอะไรมากนัก เมื่อกระทบกับหินที่ฝังเอาไว้ตอนที่ทำน้ำแข็ง คมที่มีจึงหายไป หากดันทุรังทำต่อคงมิต่างจากเอาค้อนไม่มีคม มาทุบน้ำแข็งเล่น ทำไป อีกสองสามชั่วยามยังไม่รู้เลยว่าจะเจาะผ่านได้หรือเปล่า

      ตอนนี้แม่ทัพเฉินเยี่ย ก็เข้าใจแล้วว่าความผิดปกติที่ว่าคืออะไร เหตุนี้นี่เองที่ไม่ยอมป้องกันประตูเท่าที่ควร 'มันน่าคลั่งตายนัก คงมั่นใจแล้วว่ากว่าจะเจาะผ่านได้ บางทีอาจใช้เวลาถึงเย็น หากเป็นเช่นนั้น ก็ย่ำแย่แล้ว'

      ต่อให้ทหารเว่ยมีร่างกายแข็งแกร่งกว่าหยวน อย่างไรก็ยังเป็นคนอยู่ ย่อมมีเหน็ดเหนื่อย และมิอาจทานทนต่อความเย็น หากปราศจากแสงอาทิตย์ได้

      "พวกที่ขุดอุโมงค์เข้าไป ตอนนี้คงตายกันหมดแล้ว"

      "เฮ่อ..คงเป็นเช่นนั้น"

      เป็นไปตามที่แม่ทัพเฉินเยี่ยคาด ทหารต้าเว่ยที่ใช้อุโมงค์ลอบผ่านเข้าไปยังอีกด้านของกำแพง ก็เจอกับกำแพงของหิมะที่จับตัวกันแน่น พอใช้เครื่องมือขุดก็เกิดเสียงดัง ให้ทางทหารหยวนมีเวลามากพอมาตั้งขบวนรอรับ ก่อนจะถูกราดรดด้วยน้ำร้อนที่กำลังเดือดพล่าน สุดท้ายต้องล่าถอย ออกมา

      หลังจากการสู้รบผ่านไปเกือบสองชั่วยาม แม้ทหารต้าเว่ยจะสามารถยึดพื้นที่บนกำแพงได้บางส่วน แต่ก็ไม่อาจรุกคืบต่อไป จึงเปลี่ยนแผนมาใช้เครื่องกระทุ้งกับกำแพง ราวครึ่งชั่วยามก็ทำลายกำแพงลงได้หนึ่งจุด

      "ยกโล่ๆ! ข้ามเข้าไปเร็วเข้า"

      นายกองร้องตะโกนสั่งให้ทหารทุกนาย พุ่งตัวผ่านจุดที่กำแพงแตก ข้ามไปยังอีกด้าน ทว่า

      "อ๊ากก!"

      เสียงร้องโหยหวน ดังขึ้นทันทีที่เข้าไปได้ เพราะหลังกำแพงกองสุมหนาไปด้วยหิมะ ที่สูงจนถึงอก เพียงเหยียบย่ำลง ก็ยุบตัวตามน้ำหนักที่ทิ้งลงไปทันที สภาพมิต่างจากถูกตรึงอยู่กับที่ ตกเป็นเป้า ให้กับพลธนูที่รอท่าอยู่แล้วจัดการ แม้จะใช้ร่างของเพื่อนทหารที่ตาย เป็นฐานแต่ด้วยความกว้างของกองหิมะถึงสองจ้าง ก็สังเวยไปหลายสิบคน เมื่อเห็นท่าไม่ดี

      "ห้ามถอย ใครถอยตาย เรียกพลโล่เสริมเร็วเข้า"

      "เอาบันไดมาเป็นฐาน!ๆ"

      "พลเกอ! เร็วเข้า"

      พลทหารเกอของหยวน รีบเข้าปะทะกับพลโล่ของอีกฝ่ายทันใด และส่งสัญญาณธงเรียกทหารม้าเกราะหนักมาเสริม สุดท้ายทหารต้าเว่ยถูกล่อหลอกให้ เข้ามา ก่อนที่พลเกอจะเปิดพื้นที่ ให้ทหารม้าเกราะหนักเข้ามาจัดการ จนแตกกระเจิง ไม่กล้าข้ามผ่านเข้ามาทางช่องกำแพงที่แตก

      จากการเปิดฉากสู้รบตั้งแต่ยามซื่อ(09.00-10.59) ผ่านไปถึงยามเซิน(15.00-16.59) ความแตกต่างระหว่างทหารต้าเว่ยและทหารหยวน ก็ปรากฏออกมาให้เห็น ทหารหยวนเริ่มหมดเรี่ยวแรง ทั้งถูกความหนาวเย็นเล่นงาน การตั้งขบวนทัพเริ่มสะเปะสะปะ กลับกันทหารต้าเว่ยดูจากท่าทางยังคงสู้รบต่อได้อีกอย่างน้อยเกือบชั่วยาม

      'ตึ่ง!ๆๆ"

      เสียงกลองศึกเรียกระดมพลของทางฝ่ายหยวน นี้คือกองกำลังพลัดที่สอง มีจำนวนสามหมื่นกว่านาย ที่จัดเตรียมเอาไว้มาช่วยเสริม และเข้าแทนที่กองกำลังที่สู้รบก่อนหน้า กองกำลังนี้ถูกคำสั่งให้เก็บออมเรี่ยวแรงเอาไว้ ห้ามออกมาช่วยต้านศึก หากทหารต้าเว่ยยังไม่รุกคืบเข้ามาถึงค่ายที่ห่าง จากกำแพงไปลี้กว่า นับว่าเป็นการวางเดิมพันสูงยิ่ง แต่แม่ทัพชิงอู่ก็พร้อมยอมเสี่ยงทุ่มแทงลงไป ถือว่าเทพแห่งโชคชะตายังอยู่ข้างหยวน เพราะทหารต้าเว่ยยังไม่อาจเข้ายึดพื้นที่หลังกำแพงได้

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      "เรียนท่านแม่ทัพ ทัพหยวนมีการเสริมกำลังเข้ามาเพิ่มขอรับ"

      แม่ทัพเฉินเยี่ยถึงกับขบกรามแน่น ด้วยตอนนี้ทหารตนเองก็เริ่มมีอาการเหนื่อยล้าให้เห็นบ้างแล้ว แต่ก็ยังสู้ได้ต่ออีกนานพอดู ทว่าทัพหยวนกลับเสริมกำลังพลเข้ามาเพิ่ม ดูไปแล้วคล้ายยังมีเรี่ยวแรงอย่างเต็มเปี่ยม ความหวังที่จะโจมตีจนด่านแตกคงเป็นเพียงความฝันแล้ว

      "สั่งให้ทหารทุกนาย ถอนกำลังกลับมา"

      "ขอรับ"

      เสียงเป่าหวูด เรียกให้กองกำลังทั้งหมดถอนตัวออกจากพื้นที่รบดังขึ้น เหตุผลที่ตัดสินใจเช่นนี้ก็ เพราะ ทหารตนที่รบมากว่าสองชั่วยาม ย่อมมิอาจสู้กับทหารที่เพิ่งมาใหม่ได้ ครั้นจะเรียกกำลังเสริม กว่าจะเดินทัพมายังด่านคงได้มืดค่ำเสียก่อน

      เหตุที่ทำให้ต้าเว่ยไม่ยกกองกำลังมามากกว่านี้ ก็เพราะ สิ่งที่เหมยฮวานำไปให้ทางเสนาฯขวาเกาเว่ยได้ชมนั้นเอง ด้วยเกรงว่าจะเป็นอาวุธที่ร้ายแรงกว่าอาวุธอัคคีในคราวก่อน
     แม้วันนี้จะยังไม่เห็น
ว่าสิ่งนั้นถูกใช้เช่นไร แต่ก็สร้างความตกตะลึงให้กับตนและคนอื่นๆมากเพียงพอแล้ว ไม่ว่าจะเป็นธนูที่ยิงได้ไกลกว่าเกาฑัณฑ์ และน้ำแข็งที่ฝังก้อนหินไว้ภายใน

      "ถือว่าวันนี้ เพียงพอแก่การลองโจมตี แม้ดูไปแล้วจะไม่คุ้มเลยซักนิดก็ตาม"

      "เมื่อท่านแม่ทัพเฉิน ตัดสินใจเช่นนี้ ข้าก็ไม่มีคำใดค้าน แต่น่าเจ็บใจนัก รบกันมาตั้งนาน ยังไม่รู้เลยว่า สิ่งที่นางเอามาให้ดูในครั้งก่อนใช้ทำอะไร"

      "เฮ่อ...บางทีนางคงเตรียมไว้ในการรบคราวหน้า..สติปัญญาเฉียบแหลมไม่พอ ยังกล้าได้กล้าเสีย หากนางเป็นบุรุษ ไม่พ้นต้องเป็นแม่ทัพที่จะถูกเรียกขานว่าเป็นเทพแห่งสงคราม เป็นแน่"

      องค์ชายไท่อี้และแม่ทัพที่เหลือ ต่างก็ยอมรับในคำกล่าวนี้ของแม่ทัพเฉินเยี่ย ศึกสองครั้งก่อนกับทู่เจียและต้าเว่ย เรียกได้ว่าชนะแทบจะหมดจด ครั้งนี้คล้ายดูว่าเสมอแต่ต้าเว่ยนับว่าสูญเสียหนักเกินกว่าที่ประเมินเอาไว้

      เพียงแค่นางจัดการกับทู่เจียได้ แม่ทัพเฉินเยี่ยก็ยอมรับนับถือแล้ว เพราะตัวแม่ทัพเฉินเยี่ยเอง เจอกับทัพทู่เจียในพื้นที่ๆทหารต้าเว่ยมีเปรียบยังแทบต้านไม่อยู่ นี้นางกลับจัดการทัพทู่เจียกลางทุ่งหญ้า หากไม่เก่งกล้าจริงๆ คงไม่อาจทำได้


   

       ปล.เพิ่งเสร็จ ไว้มาตรวจดูหลังจากหายตาลาย ขอบคุณครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 146 ครั้ง

39 ความคิดเห็น

  1. #1440 มุกฝืด (@tat9559) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2557 / 12:22
    ถ้าหยวนจะแพ้ก็เพราะนังฮ่องเฮาเนี่ยแหละ ชิๆ (อินจัด)
    #1440
    0
  2. #1358 ติดตามต่อไป (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2557 / 14:20
    ราชสำนักงี่เง้าจริงๆ ขุนนาง ฝ่ายใน อ่านกี่เรื่องๆ อย่างนี้ทุกที ปวดตับ

    นางเอกจะทำยังไงดี เริ่มเครียดแล้ว
    #1358
    0
  3. #1118 rai12 (@rinton12) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 25 กันยายน 2557 / 11:45
    อุ๊ย นางยังไม่ได้ออกแรงเลยนะ ชนะใสๆ
    #1118
    0
  4. #1116 xeliilex (@xeliilex) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 25 กันยายน 2557 / 08:19
    เท่าที่อ่านมามีข้อสังเกตว่า สงครามหยวนครั้งนี้ที่ผิดพลาดมีอย่างเดียว คือประเมิณสถานณการณ์ล่ะนะ ฮ่องเต้หยวนแก่มากแล้วไม่
    ต้องรีบบุกก็ได้ รอหน่อยก็ไปแล้ว อายุคนสมัยก่อยยังไงก็เดาได้

    ฝั่งตัวเองไม่มีความจำเป็นต้องรีบขนาดนั้น ขนาดหิมะตกหนักก็จะรบ ถึงจะบอกว่าทนหนาวกว่า แต่ไปปิดเมืองหน้าร้อนไม่ดีกว่าเราะ ยังไงคนก็เยาะกว่ารบแบบถนอมกำลังไม่ประทะก็ชนะชิวๆๆ

    (หรืออาจจะเป็นอย่างพม่ากับไทย ที่มีคนวิเคราะห์สาเหตุที่บุกจริงๆเพราะ ในอณาจักรมีหลายขั้วอำนาจ ตอ้งการเบนความสนใจไปที่สงครามในดินแดนอื่นจะได้ไม่ก่อเหตุในดินแดนตัวเอง-*-)

    จริงๆๆสงครามครั้งนี้ถ้าตอนแรก เล่นสงครามการทูต รอเวลาซักปีสองปี ขู่ๆๆ แต่ไม่กดดันขนาดไม่มีหนทาง กดดัน บ้าง ขอเป็นพันธมิตรชัวคราว (กรณีอิเดียแดง) คว่ำบาตร ด้านต่างๆๆซัก 2-3ปี ก็จบเกมม์ อณาจักรล่มแล้ว เพราะหยวนเป็นเมืองเล็ก อีกอย่าง คนข้างในก็เน่าขนาดนั้น สายสืบก็น่าจะบอกอยู่
    ถ้ารบแล้วไม่คุ้ม ในประวัตติศาสน์ก็มีอยู่ว่าเค้ามักจะปล่อยไว้ ถ้าอ่อนแอค่อยมาเล่นอีกที

    (สมัยจิ๋นซีก็งั้นนะ บอกว่าบุกหกแคว้นที่เหลือ แต่ส่วนใหญ่ตีกันภายในจนเมืองเกือบแตกอยู่แล้ว - -)

    ปล ในตอนนี้มีบอกถึงเรื่องหญิงงามล่มเมือง จริงๆๆหากอ่านประวัติศาสน์มากจอหลายคนมักตั้งข้อสังเกตุว่าเป็นเรื่องจริงที่เป็นไปไม่ได้ครับ องกรขนาดใหญ่ไม่อาจพังเพราะคนๆเดียว ต่อให้พระราชานอนตีพุ่ง ถ้าขุนนางหลักเก่ง ก็ไม่มีปัญหา- -
    ก็แค่หาแพะนั่นแหละว้า- - อย่างมากก็อาจส่งไปป่วนน่ะครับ แต่อย่างที่เห็นในประวัตติศาสน์อำนาจฝ่ายหญิงน้อยมาก ขนาดหยวน
    ในเรื่องตนเองคุมโดยตรงไม่ได้ก็ต้องไป ง้ออำนาจคนอื่นเลย-*- เพราะเค้าดูถูกผู้หญิง
    #1116
    0
  5. #1113 กรรดึก (@angel-dimond) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 24 กันยายน 2557 / 20:51
    ศึกนอกยังต้านได้ แต่ศึกในนี่สิ มันน่าทิ้งให้โดนถล่มจริง
    #1113
    0
  6. #1112 itself (@penumbra) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 23 กันยายน 2557 / 21:23
    สุ้ๆน่ะค่ะ
    #1112
    0
  7. #1111 inasba (@nassang) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 23 กันยายน 2557 / 16:15
    ขนาดแค่รบรอบแรกยังเสียท่าขนาดนี้แล้วจะรบชนะหยวนหรอ
    #1111
    0
  8. #1110 cattodive (@cattodive) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 23 กันยายน 2557 / 15:00
    สูดดดยอดเลยเพ่....
    #1110
    0
  9. #1109 Minasakoh (@minasakoh) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 23 กันยายน 2557 / 12:42
    หยวนท่าจะไม่รอด นางเอกย้ายไปอยุ่ต้าเว้ยเหอะ
    #1109
    0
  10. #1108 montakthai (@montakthaibuaban) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 23 กันยายน 2557 / 10:14
    ชอบมากค่ะ ศึกนอกยังจัดการง่าย แต่ศึกในนี่สิ รออ่านนะคะ เอาให้พวกทรยศขายชาติหงายเงิบไปเลย
    #1108
    0
  11. วันที่ 23 กันยายน 2557 / 09:11
    ไม่รู้กันซะเลยว่าอันนั้น เหมยฮาแค่เอามาอุ่นของให้ร้อนเท่านั้นแหล่ะ 55+ โดนหลอกแล้วมั้งเนี่ย
    #1107
    0
  12. #1106 KunOor (@kunoor) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 23 กันยายน 2557 / 03:05
    สนุกมากเลยค่ะ ขอบคุณไรท์ที่มาอัพนะค่ะ
    #1106
    0
  13. #1105 Titiwadee Bunhongtong (@titiwadee) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 23 กันยายน 2557 / 02:31
    สนุกค่ะ ขอบคุณไรเตอร์มากๆที่มามอบความสุขให้ สู้ๆนะค่ะ
    #1105
    0
  14. #1101 somza1 (@somza1) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 22 กันยายน 2557 / 23:03
    ขอบคุณที่มาต่อให้ค่ะ   แต่ขออีกตอนได้ป่าว
    #1101
    0
  15. #1100 Phirena (@phirena) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 22 กันยายน 2557 / 23:01
    สนุกค่าาาา ชอบนางเอกเก่ง อิอิ
    ยังลุ้นให้นางเอกไปอยู่ต้าเว่ยเหมือนเดิม ชอบไท่อี้>_นางเอกแสดงความเก่งพอแล้ว แค่นี้ไท่อี้ก็อึ้งจะตายแล้ว ฮ่าๆ
    หยวนรีบๆ แพ้นะ อยากให้นางเอกย้ายเมือง555


    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 22 กันยายน 2557 / 23:26
    #1100
    0
  16. #1099 yuechan (@yuechan) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 22 กันยายน 2557 / 22:04
    ยัยหนูดูท่าค่าตัวจะเพิ่มขขึ้นอีกโข
    #1099
    0
  17. #1097 lengkhiean (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 22 กันยายน 2557 / 21:09
    หายตาลายแล้วขอเพิ้มอีกตอนนน่ะคะ
    #1097
    0
  18. #1096 Poowadeh Suwannarat (@poohero) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 22 กันยายน 2557 / 20:36
    รออ่านครับสนุกมาก
    #1096
    0
  19. #1095 เมฆร่าเริง (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 22 กันยายน 2557 / 20:17
    เข้ามารอ..ฉากตบ..อิอิ
    #1095
    0
  20. #1094 ... (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 22 กันยายน 2557 / 19:56
    มีฉากตบตีก็ดีนะเห็นเหมยฮวาฝึกสู้แต่ไม่ได้ใช้
    #1094
    0
  21. #1093 yukai (@yukai) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 22 กันยายน 2557 / 18:32
    น่าเห็นใจอ๋องชิงอู่
    #1093
    0
  22. #1092 คนเพรียว (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 22 กันยายน 2557 / 18:10
    ฮ่าๆ อย่างนี้ละมีรสชาด

    ชีวิตคือการต่อสู้ ถึงเวลาจะล่มก็คงต้องล่มนะหยวน

    #1092
    0
  23. #1091 คอกำลังภายในจ้า (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 22 กันยายน 2557 / 18:09
    ปลงอนิจจัง วุ่นวายแท้ๆ

    คนดีจะหมดกำลังใจก็คงเพราะอย่างนี้

    ฮับได้เลยไรต์จะเปลี่ยนอะไรเอาเลย
    #1091
    0
  24. วันที่ 22 กันยายน 2557 / 17:59
    ค้างอะ..
    #1090
    0
  25. #1089 fi_waa (@fi_waa) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 22 กันยายน 2557 / 16:21
    คือแบบ มันดีงาม สนุกมว๊ากกกกกกกก ขอบคุณนะคะ และกลับมาไวๆนะคะ รอ ร๊อ รอคะ
    #1089
    0