ปราชญ์หญิงพลิกแผ่นดิน

  • 99% Rating

  • 23 Vote(s)

  • 159,641 Views

  • 2,075 Comments

  • 2,286 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    315

    Overall
    159,641

ตอนที่ 41 : เหมันต์อันร้อนแรง5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5075
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 145 ครั้ง
    29 ก.ย. 57

      เหมันต์อันร้อนแรง5

      หิมะสีขาวที่พิสุทธิ์ดุจไร้ราคี เมื่อถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงอันสวยสด พลันบังเกิดเป็นภาพอันชวนมองให้เคลิบเคลิ้มและหลงไหล   อา...งดงามยิ่ง.... งดงามเกินจะบรรยาย

      ความรู้สึกคงเป็นเช่นนี้ หากสีแดงสดที่ว่ามิใช่เลือดเนื้อของผู้คนที่ต้องคมอาวุธจนบาดเจ็บและล้มตาย

      "เรียนท่านแม่ทัพ ทางเราสูญเสียทหารกว่าสามพันนาย ส่วนบาดเจ็บมีถึงหนึ่งหมื่นนายขอรับ"

      "ฮืม...ลองแยกแยะคนบาดเจ็บมาดูซิ"

      "บาดเจ็บหนักสองพัน อีกแปดพัน ภายในเร็ววันยังมิอาจทำการสู้รบได้ขอรับ"

      "สั่งการลงไป ให้เคลื่อนย้ายคนเจ็บทั้งหมดเข้าไปในเมือง"

      "ขอรับ"

      ตอนนี้เท่ากับว่ากำลังพลของหยวนทั้งหมดที่ยังสามารถทำศึกได้เหลืออยู่ราวหกหมื่นกว่านาย หลังจากก้มหน้าครุ่นคิดได้ครู่หนึ่ง

      "เหวินโจว สั่งให้คนขนย้ายฟืนไปไว้ในกระโจมที่พัก และย้ายทหารเข้าไปยังเมืองคงเหลือไว้ที่ด่านเพียงสองหมื่นพอ"

      "ขอรับท่านแม่ทัพ"

      "ไม่เร็วเกินไปหรือขอรับ เสด็จอา"

      "ไม่..."

      ในการคาดการณ์ของแม่ทัพชิงอู่ การรบที่เพิ่งยุติไปเป็นแค่หยั่งเชิง เพื่อประเมินขีดความสามารถของหยวนในการตั้งรับ ไม่เช่นนั้นคงไม่ยกมาเพียงหกหมื่น และผลของการสู้รบในครั้งนี้ก็ทำให้ทางต้าเว่ยรับรู้ถึงขีดจำกัดที่ว่า ทหารหยวนสู้ศึกติดต่อกันได้เพียงสองชั่วยาม พอพ้นนี้ไปก็เริ่มอ่อนโทรมลงเรื่อยๆ

      "เหมยฮวา ข้าได้สั่งให้จัดเตรียมที่พักไว้ที่ประตูทิศตะวันออกของเมืองไว้ให้แล้ว"

      "ท่านชิงอู่...."

      "ไม่ต้องกล่าวอะไรแล้ว จงทำตามที่บอก เลิกประชุม"

      เหมยฮวาทำท่าจะค้าน เพราะรู้ว่าแม่ทัพชิงอู่คิดจะทำอะไร แต่ก็ถูกชิงกล่าวตัดจบ จึงได้แต่แยกย้ายกันออกไป

      "ผู่หลง เหวินโจว อยู่ก่อน"

      "ขอรับ" องค์ชายผู่หลงและแม่ทัพเหวินโจว ถูกเรียกตัวเอาไว้ ก่อนที่แม่ทัพชิงอู่จะกล่าวออกมาเพียงให้ได้ยินแค่สามคน

      "เหวินโจว สั่งคนเตรียมรถลากเลื่อนเอาไว้ที่ประตูทางทิศตะวันออก"

      "ขอรับ"

      "ผู่หลง หากทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน เจ้าจงพาเหมยฮวาออกไปจากเมืองนี้"

      "เสด็จอา..ให้ข้าอยู่ช่วยท่านที่นี่เถอะ"

      "ไม่ต้องกังวลไป ถึงไม่เป็นไปตามแผน แต่ต้าเว่ยก็น่าจะสูญเสียผู้คนมากพอดู ข้าและทหารทั้งหมดคงต้านเอาไว้ได้จนหมดฤดูหนาว การที่ข้าสั่งเช่นนี้ ก็เพราะพวกเจ้าที่อยู่ด้านนอกจะสามารถตระเตรียมผู้คนและแผนการ เพื่อมารบกับทัพใหญ่ของต้าเว่ยที่จะยกมาตอนเข้าฤดูใบไม้ผลิ ได้ถนัดมือมากกว่าต้องติดอยู่ในเมืองนี้ "

      เมื่อสุดที่จะแย้ง องค์ชายผู่หลงจึงได้แต่รับปาก เพราะเห็นด้วยกับคำกล่าว จากเดิมที่เกือบถูกตัดขาดเส้นทางการสื่อสารด้วยหิมะที่ตกลงมา พอถูกปิดล้อมอีกชั้น ก็มิต่างจากแหฟ้าตาข่ายดิน แม้มีความคิดอ่าน แต่อย่าหวังจะเล็ดลอดออกไปติดต่อประสานเสริมกับเมืองอื่นได้

      หลักการพื้นฐานในการตีเมืองทั่วไปที่ทุกคนต่างรู้ ก็คือต้องมีกำลังมากกว่าถึงสองเท่าของฝ่ายตั้งรับ แต่เมื่อนำมาใช้กับด่านเป่ยจิงและซันตงในยามปกติ ที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งดุจหินผา หลักการดังกล่าวอาจใช้ไม่ได้ ดังนั้นต้าเว่ยจึงประเมินกำลังพลที่จะใช้ตีต้องมีมากถึงสามเท่า  แม้จะตีด่านแตกแต่ก็อาจสูญเสียผู้คนไปถึงหนึ่งในสาม ต่อให้คนไร้หัวคิดยังทราบว่า ได้ไม่คุ้มเสียและมีสิทธิ์ส่งผลกระทบในระยะยาวในเรื่องประชากรของแคว้น

      จากการคำนวณของทางต้าเว่ย คาดว่าหยวนมีกำลังพลอยู่ในแต่ละด่านหกถึงแปดหมื่น นี้ยังไม่รวมกำลังพลที่จะถูกเกณฑ์จากชาวเมืองมาในยามคับขัน ซึ่งในเมืองซันตงและเป่ยจิง แต่ละเมืองก็สามารถระดมผู้คนได้ถึงสามสี่หมื่นคน กำลังกลุ่มนี้หากให้รบพุ่งย่อมทำได้ไม่ดี แต่หากนำมาช่วยเพียงตั้งรับหลังกำแพง ที่ไม่ต้องใช้ขบวนทัพหรือการซักซ้อมที่ซับซ้อน ย่อมทำได้อย่างเยี่ยมยอด

      ดังนั้นแผนการที่จะทัพชาวเว่ยโจมตีในฤดูหนาวถึงเกิดขึ้น เพราะหากต้าเว่ยจะบุกโจมตีในยามปกติต้องนำกำลังมาถึงสามสิบหมื่นต่อด่าน และอาจต้องสูญเสียถึงหนึ่งในสาม หรือก็คือสิบหมื่นไหนเลยจะรับได้ แต่การยกทัพมาย่อมมิอาจหลบซ่อน จึงต้องใช้แผนหลอกล่อยกทัพที่ไม่ใช่ทัพชาวเว่ยมาประชิดทั้งสองด่าน ก่อนจะสับเปลี่ยนกองกำลังในช่วงเดือนแรกของหน้าหนาว นอกจากจะปกปิดได้ยังทำให้หยวนสับสนในการเน้นศึกด้านใดด้านหนึ่ง

      ทว่าทัพที่ส่งมาหลอกล่อกลับพ่ายแพ้ย่อยยับด้วยแผนการของเหมยฮวา ทั้งกองทัพต่างเสียขวัญ ดังนั้นทัพชาวเว่ยถึงต้องเผยตัวออกมา เพื่อให้ทัพทั้งสองก่อนหน้ารอดพ้นจากทัพหยวนที่อาจใช้โอกาสนี้บดขยี้ซ้ำ

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      "รีบขนเร็วเข้า อย่าได้ชักช้า" นายกองของต้าเว่ยร้องบอกต่อเหล่าทหารช่าง ให้ช่วยกันขนศพฝ่ายตนที่ตายไปในการรบเมื่อวาน

      "นี่ เจ้ามองอะไร มีหน้าที่ขนก็ทำไปซิ" นายทหารช่างของหยวนที่กำลังซ่อมกำแพงอยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่ ร้องตะโกนถามทหารต้าเว่ยที่หันมามองดู เมื่อถูกทักท้วงทหารต้าเว่ยนายนั้น จึงรีบก้มหน้าก้มตาทำงานของตนทันที

      ภาพที่ทหารทั้งของหยวนและต้าเว่ย เดินสวนกันไปมา ทุกต่างก็ไม่ได้สนใจอีกฝ่าย มีเพียงทำหน้าที่ๆตนรับผิดชอบให้แล้วเสร็จ ทหารหยวนบ้างซ่อมกำแพง บ้างก็เก็บศพของพวกตนที่หน้ากำแพงด่าน และบ้างก็กำลังลำเลียงซากศพของทหารต้าเว่ยที่ตายอยู่หลังกำแพง โดยการชักรอกให้ทหารต้าเว่ยที่รออยู่เบื้องล่างรับไปอีกทอด มันช่างเป็นภาพที่ดูสมัครสมานกลมเกลียวกันยิ่งนัก ทั้งที่เมื่อวานยังไล่เข่นฆ่ากันอยู่เลย

      นี้ก็คือการสะสางสนามรบ เพื่อจะได้นำศพของพวกพ้องไปทำการกลบฝังและทำพิธีศพ แม้อีกฝ่ายจะเป็นศัตรู แต่ก็ได้ตายไปในฐานะนักรบ เช่นไรก็ควรได้รับการเคารพและให้เกียรติ แต่ใช่ว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นทุกครั้ง ยังต้องขึ้นอยู่กับอีกหลายๆปัจจัยที่เกื้อหนุนพอให้กระทำได้ ซึ่งในกรณีนี้ เป็นทางต้าเว่ยที่ส่งฑูตมาเจรจาก่อน เมื่อทางหยวนตกลง จึงได้ดำเนินการ แต่ทางต้าเว่ยก็มอบทรัพย์สินให้กับหยวนถึงห้าพันตำลึงทอง ตอบแทนในการอนุญาตและอำนวยความสะดวก

      เหตุที่ต้าเว่ยมาเจรจาสะสางสนามรบ เพราะซากศพของทหารตนต่างกองอยู่หน้ากำแพง หากมีการบุกโจมตีอีก เหล่าทหารอาจไม่มีกะจิตกะใจในการสู้รบ ด้วยจะมีซักกี่คนกัน เมื่อพบศพของคนที่ตนรู้จัก แล้วจะกล้าเหยียบย่ำลงไปหรือเดินข้าม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรู้สึกที่จะบั่นทอนจิตใจจึงต้องให้มีการสะสางสนามรบขึ้น

      ส่วนทางหยวนนอกเหนือจากจะได้ทรัพย์สิน เพื่อนำไปแบ่งปันปลอบขวัญเหล่าทหาร ยังได้หยุดพักหายใจมีเวลาซ่อมแซมกำแพง ข้อเสนอดีเพียงนี้ไหนเลยจะปฏิเสธลง

      "ไม่เกินเที่ยงคงแล้วเสร็จ"แม่ทัพชิงอู่เปรยออกมาขณะ เดินสำรวจการซ่อมแซมกำแพงที่พังลง   

      ที่ว่าแล้วเสร็จก็เพราะ เป็นการซ่อมแซมเพียงเน้นความหนาและความสูงที่พอจะสร้างปัญหาในการปีนป่ายโดยไม่มีบันไดเท่านั้น แม้จะทำให้ทางเดินบนกำแพงขาดช่วงไม่ปะติดปะต่อ ก็หาได้ใส่ใจไม่

      "ขนาดรีบเร่งซ่อมแซม งานยังออกมาดีถึงเพียงนี้ ถือว่าวางใจไปเปลาะหนึ่ง"เหมยฮวากล่าวไปพร้อมๆกับรอยยิ้มที่มุมปาก ทั้งแววตาก็ดูระยิบระยับ หากฝ่ายต้าเว่ยมาเห็นคงมีได้หนาวสันหลังวูบแน่ เพราะมันช่างดูเจ้าเล่ห์และแฝงกลิ่นอายอันชั่วร้ายยิ่งนัก

      "ฮืม.."มีเพียงไม่กี่คนที่รับทราบถึงความนัยแฝงที่นางเอ่ย ส่งเสียงตอบรับคำ

      ระหว่างเดินดู เหล่าทหารเมื่อเห็นก็ทำความเคารพ ไม่เว้นแม้กระทั่งทหารต้าเว่ยที่กำลังเก็บซากศพอยู่เบื้องล่าง เมื่อมองเห็นก็หยุดมือมาทำความเคารพรอบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ

      สำหรับเหมยฮวา ที่เพิ่งสัมผัสกับบรรยากาศเช่นนี้ครั้งแรก เพราะในตอนรบกับทู่เจียถึงจะมีการสะสางสนามรบ แต่ตอนนั้นการรบอยู่ไกลจากกำแพงหลายลี้ จึงไม่เคยเจอ พอมาเจอก็แทบทำตัวไม่ถูก อารมณ์ความรู้สึกปนเปกันไปหมด

      "ไม่ต้องโทษตัวเองหรอก เหมยฮวา ทุกคนต่างก็ทำหน้าที่ตนเอง" เมื่อเห็นว่านางคล้ายกำลังเหม่อ แม่ทัพชิงอู่จึงได้กล่าวเตือน ด้วยรู้ว่านางกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่

      "เจ้าค่ะ.."เสียงเหมยฮวารับคำอย่างแผ่วเบา ก่อนจะนึกถึงบทความที่เคยอ่านผ่านตาในภพก่อน ที่กล่าวถึงการให้เกียรติกันในสนามรบ ซึ่งตอนนั้นนางนึกภาพเช่นไรก็ไม่ออก และกังขาใจพอดู     

      บทความที่ว่ามีการกล่าวถึงในหลายๆยุค แต่ที่ติดตานางมากสุด ก็คือตอนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่ทหารทั้งสองฝ่ายต่างหยุดการสู้รบ แล้วขนเหล้ายาและอาหาร ออกจากค่ายไปฉลองกันในวันขอบคุณพระเจ้าที่กลางสนามรบ บรรยากาศชื่นมื่นดุจดั่งการสังสรรค์ระหว่างเพื่อนฝูง ยิ่งนางคิดตามก็ยิ่งสับสน พอมาวันนี้ถึงได้เข้าใจในอานุภาพของคำว่าเกียรติของนักรบจริงๆ แม้จะต่างกันแต่ก็คล้าย เพราะภาพที่ทหารหยวนและทหารต้าเว่ยทำงานประสานร่วมกัน ดูไปช่างสมัครสมานสามัคคีเอื้ออาทรซึ่งกันและกันยิ่งนัก

      "ดูไปแล้ว ต้าเว่ยคงจะยกทัพใหญ่มาเร็วสุดในอีกสองวันข้างหน้า เพราะนอกจากประกอบพิธีกลบฝัง ยังต้องตระเตรียมกองทัพ"

      "ก็ไม่แน่ ท่านแม่ทัพลองดูเหล่าทหารที่มาสะสางสนามรบสิเจ้าค่ะ ท่าทางรีบเร่งกันทุกคน บางทีอาจทำทุกอย่างแล้วเสร็จภายในวันนี้ พอพรุ่งนี้ก็ยกทัพมา"

      "ก็ดี....ฮ่าๆ..." เสียงหัวเราะอย่างสมใจของแม่ทัพชิงอู่ สร้างความงุนงงให้แก่เหล่าทหารที่กำลังทำงานอยู่รอบข้าง แม้จะไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด แต่ในเมื่อผู้นำทัพยังมีท่าทีเช่นนี้ ความมั่นใจและฮึกเหิมก็เพิ่มขึ้นในทันตา

-----------------------------------------------------------------------------

      คล้อยบ่ายเพียงนิดเดียวทหารต้าเว่ยก็สามารถสะสางสนามรบเสร็จ นำศพของเพื่อนพ้องตนกลับไปยังค่ายจนหมด ข่าวเรื่องการเร่งรีบซ่อมแซมกำแพงของหยวน จึงถูกนำไปเล่าสู่กันฟังภายในค่ายทหารต้าเว่ย กลายเป็นหัวข้อขบขัน

      "ฮ่าๆ..ช่างน่าสงสารพวกหยวนจริงๆ รีบเร่งซ่อมทั้งวันทั้งคืนไม่ได้หลับได้นอน ทั้งยังต้องทนหนาวอีก"

      เหล่าทหารที่อยู่ข้างเคียงพอได้ฟัง ต่างก็หัวเราะฮิฮะ ถูกอกถูกใจ ที่เห็นอีกฝ่ายตกอยู่ในความลำบาก

      "ใช่..ตอนข้ากำลังสะสางสนามรบ ก็ยังเร่งกันทำงานไม่ได้หยุด เห็นแล้วช่างน่าเห็นใจนัก"

      "แล้วทำไมเจ้าไม่เข้าไปช่วยเล่า"สิ้นคำหยอกล้อ ทั้งวงสนทนาก็หัวเราะครื้น ก่อนจะมีอีกคนเอ่ยขึ้น

      "ฮิๆ..ลงทุนลงแรง สุดท้ายก็เสียเปล่า อย่างไรดินก็แห้งไม่ทันในวันสองวันนี้แน่ สุดท้ายก็แค่สร้างความลำบากให้กับพวกเราเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเท่านั้นเอง"พูดจบก็เรียกเสียงหัวเราะให้กับผู้คนอีกรอบ

      การก่อกำแพงในตอนนี้ ทำได้โดยการนำอิฐมาฉาบด้วยดินเหนียวที่ผสมน้ำและเศษกระเบื้องทุบเกือบละเอียดคลุกเคล้าให้เข้ากัน เพื่อให้เป็นตัวเชื่อมอิฐแต่ละก้อน ดังนั้นกว่าจะแห้งสนิทดี จึงต้องใช้เวลาสี่ถึงห้าวันในหน้าร้อน แล้วนี้เป็นหน้าหนาวความร้อนแรงจากดวงอาทิตย์มีเพียงน้อยนิด กว่าจะแห้งคงใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งเดือน  ครั้นจะเอาไฟมาทำให้แห้งก็ไม่ได้ เพราะจะทำให้เนื้อดินปริแตก แทนที่จะแข็งแกร่งกลับง่ายแก่การทำลายกว่าเดิมเสียอีก

      เหตุผลนี้เองที่ทำให้ต้าเว่ยไม่เร่งร้อนในการบุกโจมตี เพราะกำแพงที่เพิ่งก่อซ่อมแซมอย่างไรก็ไม่แข็งแรง บางทีเพียงใช้แรงผลักของคนก็อาจทำให้พังครืนได้แล้ว ทว่าวันที่บุกโจมตีต้าเว่ยคงได้ตกตะลึงขึ้นอีกรอบ ด้วยผงหินปูนที่เหมยฮวาสั่งให้ทำนอกเหนือจากผสมน้ำทำให้เกิดความร้อน ยังนำมาผสมกับเศษกระเบื้องที่ถูกทุบเป็นเม็ดละเอียดคล้ายทราย  ก่อนจะใช้ในการฉาบเชื่อมติดอิฐแต่ละก้อนได้อีก ทั้งยังแห้งได้ภายในเวลาเพียงวันเดียว

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      "เสร็จแล้วขอรับ ท่านจือป๋อ"เสียงกระซิบกระซาบ ดังขึ้นมา

      "ดี..รอให้มืดค่ำกว่านี้ค่อยไปแจกจ่ายให้กับคนอื่นๆทำความเข้าใจ" จือป๋อ

      สิ่งที่จือป๋อสั่งให้ทำก็คือร่างแผนที่ค่ายของต้าเว่ย โดยเน้นกระโจมที่น่าจะเป็นที่เก็บเสบียง และคลังเก็บอาวุธของอีกฝ่าย ก่อนจะแจกจ่ายพร้อมทั้งบอกถึงหน้าที่ของแต่ละคน ว่าต้องลงมือในจุดไหน

      กลุ่มของจือป๋อและหลอหู่ต่างมาถึงค่ายของทัพหลังตั้งแต่ก่อนรุ่งสางของวันนี้แล้ว เพียงแต่อยู่คนละฟาก ทั้งสองกลุ่มเมื่อมาถึงก็อาศัยที่ยังไม่สว่างดี ลอบเข้าใกล้เพื่อสำรวจที่ตั้งของเป้าหมาย แม้จะยังสลัวๆแต่ภายในค่ายมีการก่อกองไฟไว้ จึงไม่เป็นการยากที่จะแยกแยะว่าอะไรเป็นอะไร เพียงไม่นานก็สามารถร่างแผนที่แล้วเสร็จ ก่อนจะนำมาคัดลอกยังหลุมหิมะที่ใช้หลบซ่อน เพื่อให้เพียงพอกับทุกกลุ่ม

      เหตุผลที่ต้องแยกย้ายเป็นสองกลุ่มก็เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการถูกพบเห็นระหว่างที่ลอบเข้ามา หรือมีการวางเวรยามอย่างแน่นหนา ทางฝั่งของจือป๋อจะเป็นผู้ดึงความสนใจเปิดโอกาสให้แก่ด้านหลอหู่ลงมือกระทำการแทน

      "ตอนแรกข้าน้อยนึกว่า จะเป็นเช่นตอนซ้อมจริงสองครั้งก่อน ครั้นออกมาลงมือกลับสบายจนผู้คนต้องนึกอิจฉา"เสียงของจั่วจิ้งดังเบาๆขึ้นมา

      "ใช่ ตอนฝึกซ้อมข้า แอบบ่นด่าท่านปึงอิงไปตั้งหลายตลบ ที่ทำให้เจอกับสภาพที่มิต่างจากนรกนั้น"ข่งเยียนพูดพลางหัวเราะฮิฮะเบาๆในลำคอ

      "หากไม่ลำบาก พวกเจ้าจะรู้จักความสบายรึ พวกเจ้าลองตรองดู ถ้าคุณหนูให้ของพวกนี้มาทั้งหมดตั้งแต่ฝึกซ้อม พวกเจ้าก็คงไม่เร่งฝึกฝนตัวเองให้มีความอดทนเช่นนี้หรอก"

      "ก็จริงขอรับ แต่...อุๆ..หากพวกที่ค่ายรู้ว่าพวกเราออกมาแล้วไม่ลำบาก ซ้ำยังดูจะสุขสบายกว่าตอนอยู่ค่ายเสียอีก จะทำหน้ากันเช่นไร แค่คิดก็...."จั่วจิ้งทำหน้าระรื่นระหว่างพูดมือก็ยกชาขึ้นมาจิบ อีกมือก็มีขนมแป้งทอดที่ถูกกัดกินไปเกือบครึ่งก้อน

      "เหอะ.."จือป๋อแค่นเสียงด้วยรู้สึกหมั่นไส้กับท่าทางมีความสุขซะเต็มประดาของอีกฝ่าย ก่อนจะกำหิมะมาช่วยดับไฟในจอก

      จอกนี้ใช้เพื่อไว้เทเหล้ากลั่นใส่ เพื่อเป็นเชื้อไฟใช้ในการต้มหิมะให้ละลายเป็นน้ำ ส่วนสิ่งที่จุดก็คล้ายธูป เพียงแต่มีส่วนผสมของขี้เลื่อยมากกว่าปกติ วิธีใช้ก็เพียงจุดให้ติด ก่อนทำให้เปลวไฟหมดไป แล้วเอาปลอกสวมไว้ โดยปลอกจะมีรูเล็กๆให้อากาศสามารถเข้ามาได้ วิธีการเช่นนี้เรียกว่าการเลี้ยงไฟ เวลาจะจุดอะไรก็เพียงเอามาเป่า

      การลักลอบเข้าเขตแดนอีกฝ่ายใช่ว่าทางต้าเว่ยจะไม่คิด ซ้ำยังเคยทดลอง แต่ก็ล้มเหลว เพราะการลอบเข้าต้องกระทำในตอนกลางคืนที่หนาวเหน็บ พอแก้ไขด้วยการสวมใส่เสื้อผ้าและหนังสัตว์หลายๆชั้นก็หนัก ทำให้การเดินทางบนกองหิมะที่สุมหนากินแรงมากอยู่แล้ว ก็เพิ่มความลำบากขึ้นอีกหลายเท่า ดังนั้นคนที่ต้าเว่ยส่งมา ถ้าไม่ยืนสั่นงันงกตรงกำแพง ก็หมดแรงที่จะปีนหรือปีนขึ้นไปบนกำแพงแล้วแขนขาก็ชาหมด ยืนตัวสั่นให้ทหารหยวนเข้ามาพบและจับตัวไปได้โดยง่าย

      แต่ปัญหาเหล่านี้ถูกเหมยฮวาแก้ด้วยผ้าที่ใช้ขนสัตว์ปั่นเป็นด้าย แล้วทักทอเป็นชุด นอกจากให้ความอบอุ่นได้ดีเท่าที่ทำจากหนังสัตว์ ยังเทอะทะและน้ำหนักน้อยกว่าไม่รู้กี่เท่าตัว อีกทั้งการใช้ผงหินปูนที่ผสมกับน้ำ เพื่อนำความร้อนที่ได้มาช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย

      โดยนางออกแบบกล่องเหล็กทรงสูงปลายเปิดขนาดเท่ากับด้านก้นกล่อง รูปร่างแบน มาไว้ให้ใช้บรรจุหินปูนกับน้ำ ลักษณะเช่นนี้เพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาด และรับกับหน้าท้องเวลาใส่เข้าไปด้านในเสื้อ แล้วนำไม้ที่เหลาจนได้ขนาดที่ถูกห่อหุ้มด้วยหนังสัตว์อีกชั้นมาปิด เพื่อป้องกันไม่ให้ของเหลวที่ใส่ไว้ไหลออกมา

      เมื่อนำทั้งสองสิ่งมาใช้พร้อมกัน กองกำลังพิเศษนี้จึงพอต้านทานความหนาวเหน็บในยามกลางคืน ที่แม้แต่ทหารชาวเว่ยยังต้องยอมแพ้ได้ ทั้งยังมีเหล้ากลั่นให้จิบคลายหนาว หรือหากไม่ไหวอีก ก็หามุมลับตาแล้วขุดหลุมหิมะ เพื่อปกปิดแสงไฟที่มี ทำการต้มน้ำร้อนดื่ม ด้วยการเทเหล้า กลั่นลงจอก จุดเหล้ากลั่นให้ติดไฟ ก่อนจะนำหิมะมาใส่ในหม้อขนาดเท่ากำปั้นมีหูจับ ถือไว้เหนือไฟครู่เดียวก็ได้น้ำร้อนแล้ว ถึงจะไม่เดือดแต่ก็สามารถดื่มช่วยให้คลายหนาวได้

      "แต่ข้าเกะกะเจ้าไม้กระดานเลื่อนคู่นี้จริงๆ เอามาก็ไม่ได้ใช้เลย ใช้แค่รองเท้าย่ำหิมะ รู้เช่นนี้เอาทิ้งไว้ที่ค่ายก็ดีหรอก"ข่งเยียนเอ่ยบ่นกับจั่วจิ้ง ด้วยตนเองมักเดินไปให้ไม้กระดานเลื่อนที่เสียบยื่นยาวในกระเป๋าหลังเกาะเกี่ยวกับกิ่งไม้ ยังผลให้ล้มหน้าล้มหลังแทบทั้งคืนระหว่างที่ลอบเข้ามา

      "ก็มีแค่เจ้าคนเดียวนี้แหละที่เป็น"จั่วจิ้งหัวเราะขลุกขลักในลำคอ

      "ไม่เป็นบ้างก็แล้วไป อ่อ...เจ้าว่ากองของท่านปึงอิงจะไปถึงหรือยัง"ข่งเยียน

      "ออกเดินทางก่อนหน้าตั้งเกือบเดือน ป่านนี้คงลอบเข้าไปได้แล้ว แทนที่จะห่วงท่านปึงอิง ห่วงทางด้านนี้ดีกว่าว่าจะทำได้สำเร็จหรือไม่"จั่วจิ้ง

      "หยุดสนทนากันได้แล้ว จัดเก็บข้าวของ ออกไปบอกทุกคนให้เตรียมพร้อมไว้"จือป๋อออกคำสั่งทันที เมื่อไม่ได้ยินเสียงคุยกันโหวกเหวกดังจากทิศที่ตั้งของค่ายต้าเว่ย ด้วยทหารส่วนมากคงได้เข้าไปพักผ่อนในกระโจมกันหมดแล้ว

      ไม่นานบุคคลทั้งสิบห้าคนที่แต่งชุดลายพรางขาวดำ ก็ได้ลอบเข้ามาใกล้ค่ายต้าเว่ยเพียงพอที่จะสามารถมองเห็นกระโจมที่คาดว่าเป็นที่เก็บเสบียงและคลังอาวุธอยู่หกเจ็ดกระโจม เมื่อจดจำตำแหน่งเป้าหมายของแต่ละคนที่ถูกกำหนดให้จนขึ้นใจ จึงได้กลับมายังที่ซ่อนตัว เพื่อรอสัญญาณตามที่ตกลงกันไว้

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      สองวันต่อมาในต้นยามซื่อ(09.00-10.59) ทัพต้าเว่ยถึงสิบหมื่นก็ได้มาอยู่หน้าด่านเป่ยจิงแล้ว ทัพหน้าถูกนำทัพโดยแม่ทัพคนสนิทของแม่ทัพใหญ่เฉินเยี่ย ก็คือเว่ยหย่งและหม่าเฉวียน

     แม่ทัพเว่ยหย่งคุมกองกำลังสามหมื่นนาย ประกอบด้วยทหารเกราะเบาสองหมื่นห้าและพลธนูอีกห้าพัน ด้วยวันนี้ไม่มีลมแรงและหิมะตก พลธนูจึงถูกเรียกใช้งาน ทำหน้าที่จู่โจมระลอกแรกเพื่อเปิดทาง ส่วนแม่ทัพหม่าเฉวียนคุมกำลังหมื่นนาย โดยมีหอรบถึงหกหอ

      ทางด้านหยวนจัดกำลังไว้บนกำแพง เพียงหกพันนาย ซึ่งมีพลธนูรวมอยู่ด้วยสองพัน ส่วนที่เหลืออีกหมื่นสี่ต่างอยู่หลังกำแพง

      เมื่อตั้งขบวนทัพที่ให้มือโล่ขนาบข้างทั้งสองด้านของทหารที่แบกบันไดเพื่อใช้ปีนป่ายเสร็จ

      "ทหารทุกคนจงฟัง! วันนี้พวกเราจะต้องข้ามไปยังอีกด้านให้ได้"เสียงตวาดก้องของเว่ยหย่ง เอ่ยกระตุ้นทหารทุกนายของตน

      "จะข้าม!ๆ"ผู้คนทั้งสามหมื่นคนต่างขานรับเป็นเสียงเดียวกันซ้ำๆ ทั้งมือโล่ก็นำสันดาบมาเคาะกับโล่ ส่งเสริมให้อานุภาพเพิ่มพูน คล้ายจะทำลายได้แม้กระทั่งภูผาแกร่งหากมาขวางอยู่เบื้องหน้า

      "ดี!...จงสั่งสอนให้พวกหยวนรับรู้ถึงความน่ากลัวของพวกเราชาวเว่ย!"

      "เฮ้!ๆ.."

      "บุก!..."จบคำทหารทุกนายก็เคลื่อนพลขึ้นหน้าในทันที

       "พลธนู ยิงง!..."

      'ควับๆ...หวี๊ดด' คำสั่งยิงจากบนกำแพง ดังออกมาทันทีเมื่อเข้าระยะพันก้าว

      "อั่ก!...อ่อก!..."ด้วยบทเรียนที่เจอในครั้งก่อน ที่เจอยิงใส่ในระยะหกร้อยก้าว คำสั่งให้ยกโล่ตั้งขบวนทัพ เพื่อฝ่าห่าธนูจึงไม่ได้ถูกสั่ง ยังผลให้ทหารกว่าพันนายต้องจบชีวิตและหมดสภาพในการทำการรบในทันที จากฮึกเหิมก็ชะงักทั้งสนามรบเงียบงันเสียจนได้ยินเสียงลูกธนูที่ถูกยิงมาอีกระลอกอย่างชัดเจน

      "ยกโล่ๆ" แม้จะตกตะลึงแต่เว่ยหย่งก็กลับมามีสติในทันที รีบร้องสั่ง

      'เคร้งๆ'

     "อั่ก..."

      นับว่าต้าเว่ยพลาดอีกรอบ เพราะถูกยิงในระยะหกร้อยในสามวันก่อน พวกตนก็ตะลึงพรึงเพริดมากพอแล้ว ภาพติดตาดังกล่าวทำให้ลืมเลือนไปว่า วันนั้นมีแรงลมและหิมะคอยต้าน ดังนั้นในวันที่สภาพอากาศเรียบสงบ เช่นวันนี้ต้องยิงได้ไกลมากกว่าเดิมอีกอักโข

      "บุกเข้าไป!...อย่าไปกลัว บุก!"สมแล้วที่เว่ยหย่งเป็นแม่ทัพคนสนิทของแม่ทัพเฉินเยี่ย แม้จะมีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง ยังมีสมาธิและการตัดสินใจที่รวดเร็วเฉียบขาด

      "ยิง!..."

      "ลำเลียงหินมา เตรียมทุ่ม!" เต๋อชิงที่ได้รับหน้าที่คุมบนกำแพงสั่งการทันที

      "เคลื่อนเข้าประชิดได้!"หม่าเฉวียนเมื่อเห็นว่าทัพหน้า จู่โจมถึงกำแพงแล้ว ก็ออกคำสั่งให้เคลื่อนหอรบตามติดไป ก่อนจะหันไปสั่งให้อีกกองที่คุมเครื่องกระทุ้ง

      "นำเครื่องกระทุ้งไปยังจุดเดิมเร็วเข้า"

      "ปีนขึ้นไป! ยึดบนกำแพงให้ได้"

      การโหมบุกจู่โจมอย่างบ้าคลั่งของทหารต้าเว่ย ในที่สุดก็ประสบผล สามารถเข้ายึดพื้นที่บนกำแพงได้ในที่สุด

      "ต้านไว้!ๆ"ปากก็ร้องบอก ส่วนมือก็ควงดาบเข้าปะทะกับข้าศึกที่บุกขึ้นมาได้ เต๋อชิงกวัดแกว่งดาบเข้าใส่อีกฝ่ายจนแทบหายใจไม่ทัน จนสบจังหวะสะบั้นหัวของนายทหารคนนั้นจนขาดกระเด็น

      กระบวนท่าสัปยุทธ์ที่ใช้ในสนามรบ ทุกท่าล้วนเน้นความรวดเร็วและหนักหน่วง ดูไปหยาบกร้านไร้ซึ่งความงาม สะบัดขึ้นสุดกำลังกระหน่ำลงไปทั้งตัว การสะบัดดาบแต่ละครามีแต่ท่าแลกชีวิต ไม่ใช่เจ้าสิ้นข้าก็สูญ

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      'ปึ๊กๆ..'

      "ให้ตายเถอะ...ทำไมมันถึงรู้สึกว่าแข็งกว่าเดิม" เสียงสบถด่าของทหารต้าเว่ยที่กำลังกระทุ้งกำแพงจุดที่ถูกซ่อมแซมดังขึ้นมา

      "ไม่ต้องสน ทำลายมันให้ได้"

      เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นมาไม่ขาดสาย แม้จะถูกบุกกระหน่ำ บนกำแพงยังต้านไว้ได้อย่างไม่เสียเปรียบ แต่กระนั้นทหารของหยวนก็เสียชีวิตไปมากกว่าสี่ห้าร้อยนายแล้ว ทว่าถ้าเทียบกับต้าเว่ยที่ตายไปกว่าสองพันนายนับว่าน้อยนิดนัก ผลลัพธ์เช่นนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติของฝ่ายบุก หากเมื่อใดสามารถข้ามกำแพงมาได้จำนวนซากศพของทหารหยวนคงพุ่งสูงจนเทียบเท่าต้าเว่ยในเวลาไม่นาน

      'ครืนน.....'

      ในที่สุดกำแพงก็แตกถึงสองจุด บันไดถูกโยนให้เป็นพื้นรองเหยียบทันที เพราะรู้ว่าหยวนนำกองหิมะมาสุมกองเป็นกับดัก

      " บุกๆ.."นายกองที่คุมกองโล่ก็สั่งให้ทหารมือโล่ทุกนายดาหน้าเรียงแถว ก้าวข้ามไปยังอีกฝั่งในทันใด ทั้งยังไม่ลืมที่จะยกโล่ขึ้นมากั้นธนูที่ถูกยิงเข้าใส่

      "เตรียมรับการปะทะ!ๆ ตำแหน่งเดิม" เหวินโจวสั่งการทหารทั้งหมดอยู่ด้านหลังกำแพง เหล่าทหารราบต่างถูกสั่งให้ตั้งขบวนทัพเสวี่ยนอู่ไว้รออยู่แล้ว ขอเพียงอีกฝ่ายดาหน้าเข้ามาหาก็จะจัดการในทันที

      "ย๊ากก.."   'เคร้ง!...ฉึก!'  "อ่อกก..."

      "ใช้โล่ดันเข้าไป!" เมื่อจบคำสั่ง ทหารที่ถาโถมข้ามกำแพงมาด้านหลังสุด ก็ย่อตัวยกโล่ขึ้นระดับหน้า ก่อนจะพุ่งตัวออกไปจนสุดแรง ยังผลให้พวกที่บุกเข้ามาก่อนหน้าสุดกลายเป็นโล่เลือดเนื้อกำบังให้พวกที่อยู่ด้านหลังในทันที

      "ไม่...อย่า....อ๊ากก" เรียงร้องอย่างตื่นตระหนกเพราะไม่คิดว่าจะถูกพวกเดียว ใช้ตนเองเป็นเหยื่อสังเวยคมหอกและคมดาบอีกฝ่ายต่างโล่

      พลธนูของหยวนถูกสั่งให้เข้ามา ยิงหนุนสกัดพวกที่ยังไม่ข้ามมา แต่ไม่นานก็เริ่มจะสกัดไม่อยู่ เพราะอีกฝ่ายหนุนเนื่องมาอย่างไม่ขาดสาย การบุกโจมตีในคราก่อนว่าดุดันแล้ว แต่คราวนี้กลับมากขึ้นกว่าเท่าตัว ต่อให้เพื่อนตายตรงหน้าก็ไม่ยอมชะงัก ยังโถมเข้ามาแบบไม่กลัวตาย

      "สือชาน นำกำลังหมื่นนาย เข้าไปเสริม"

      "ขอรับท่านแม่ทัพ"

      เมื่อเห็นว่าการบุกด้านหน้ากำแพงเบาบางลง เพราะทหารฝ่ายตนถ้าไม่ตายก็บาดเจ็บ ที่เหลือก็ขึ้นไปยึดพื้นที่บนกำแพงเมืองได้แล้ว แม้จะดูว่าลดความดุดันลงเพียงเล็กน้อย แม่ทัพเฉินเยี่ยก็สั่งให้เสริมกำลังเข้าไปอีกทันที และจะทำเช่นนี้เรื่อยๆจนกว่าจะมีความได้เปรียบ คล้ายกับระลอกคลืนที่ซัดสาดเข้าสู่ฝั่ง หนุนเนืองไม่ขาดตอน

      ผ่านไปยังไม่ถึงสองชั่วยามดี ทหารต้าเว่ยก็สามารถบุกเข้ายึดพื้นที่บนกำแพงเกินกว่าครึ่ง ยังไม่รวมถึงเบื้องล่างหลังกำแพง

      'ตึ่งๆ!...'

      เสียงกลองศึกฝั่งหยวนถูกตีดังขึ้น ทั้งธงก็โบกสะบัด ส่งสัญญาณให้ทหารหยวนทุกผู้ทุกคนบนกำแพงถอยร่นลงมายังเบื้องล่าง

      "อย่าได้ลน รักษาระเบียบไว้!"

      "ต้านไว้! ถ่วงเวลาให้นานที่สุด" แม่ทัพนายกองที่คุมกำลังด้านบนกำแพงต่างส่งเสียงบอกด้วยถ้อยคำที่เหมือนกัน เพื่อให้กองกำลังของตนล่าถอยลงไปยังเบื้องล่างให้ได้มากที่สุด

      ทหารต้าเว่ยเห็นการกระทำของทหารหยวนดังกล่าว กำลังใจยิ่งมายิ่งพุ่งขึ้นอักโข เสียงโห่ร้องดังขึ้นมากระหึ่มไปทั่วสนามรบ

      "ฆ่า! อย่าให้พวกหยวนมันหนีไปได้"

      "ทัพม้า!..เข้าไปเสริมด่วน"เมื่อเห็นธงแดงโบกสะบัด แสดงว่ากำลังคับขัน เหวินโจวก็สั่งพลสื่อสารข้างกายโบกธงเป็นสัญญาณให้กับทหารม้า เข้าไปช่วยทหารที่ล่าถอย ซึ่งตอนนี้กำลังถูกบดบี้ โดยทหารต้าเว่ยที่เข้ามาจากช่องกำแพงที่แตก

      "ทัพม้ามา!ๆ..อั่ก.."แม้จะร้องเตือนแต่ก็ถูกเข้าถึงตัวอย่างรวดเร็ว ไม่ทันออกคำสั่งใดต่อ คนพูดก็กลายเป็นศพไปเสียก่อนแล้ว

      "รักษาพื้นที่ ถ่วงเวลาให้ทหารราบล่าถอยให้ได้มากที่สุด"เมื่อทหารม้าเกราะหนักเปิดฉากฆ่าฟัน แรงกดดันจากทหารต้าเว่ยก็ลดฮวบลง แม้จะมีจำนวนมากกว่า แต่ก็เพียงทหารราบไหนเลยจะต้านได้ ทหารที่กำลังไล่ล่าก็ต้องแตกฮือไม่ต่างจากฝูงผึ้งแตกรัง หนีตายกันจ้าละหวั่น

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      "ฮือ.."แม่ทัพทั้งหมดที่อยู่ยังทัพหลังต่างส่งเสียงพิกลออกมา ก่อนจะเพ็งมองดูภาพข้างหน้าให้ชัดๆ

      ทหารต้าเว่ยไม่ว่าจะอยู่บนกำแพงและข้างล่างตรงจุดแตกของกำแพง ต่างเก้ๆกังๆ มองไปคล้ายยืนออกัน

      "คล้ายเจอทัพที่ตึงมือนะ ท่านแม่ทัพ" องค์ชายไท่อี้ตรัสขึ้นมาสอบถามแม่ทัพเฉินเยี่ย

      "คงเป็นทัพม้าของทัพหยวน ออกมาต้านรับศึกแทนทหารราบพะยะค่ะองค์ชาย"

      "ฮืม..."องค์ชายไท่อี้ตรัสรับคำ แววตาเปล่งประกายอย่างปิดไม่มิด แม่ทัพเฉินเยี่ยก็รับรู้ว่าองค์ชายไท่อี้ทรงคิดอะไร

      "ฉินม่อ นำกำลังทหารห้าพันนาย ทำลายสิ่งกีดขวางทั้งหมดให้แก่ทัพม้า"จบคำสั่งก็หันไปเอ่ยกับองค์ชายไท่อี้ต่อ

      "รอฉินม่อเปิดทางเสร็จ กระหม่อมจะเป็นทัพหน้าให้กับองค์ชายเองพะยะค่ะ"

      องค์ชายไท่อี้เพียงพยักหน้ารับรู้ "หมิงซวิน สั่งการให้ทัพม้าทั้งหมดเตรียมพร้อม"

      "พะยะค่ะ"

      ทัพทหารหยวนถอยร่นมาเรื่อยๆ มากกว่าครึ่งได้ผ่านกระโจมที่พัก ที่ถูกจัดเรียงติดกันแน่นขนัด หากมองไกลๆนึกว่ากำแพงกั้นอีกสองชั้น ที่เว้นพื้นที่ตรงกลางห่างกันเกือบสองลี้

      "ต้านไว้ ใกล้จะหมดแล้ว!"หลี่ฮุยออกคำสังกับทัพม้าทั้งหมด ส่วนด้านเต๋อชิงที่คุมทหารราบ

      "อย่าชักช้า...เร็วเข้า"ปากตะโกน โดยที่ตนเองยังคงยืนหยัดอยู่ด้านหน้าแถวกระโจมชั้นแรก เพื่อคอยคุมกันและนำกองกำลังที่ติดตามตนราวห้าร้อยนายเข้าสกัดสังหารทหารต้าเว่ยที่ติดตามไล่ล่ามา  

      ราวสองเค่อผ่านไปทหารราบเกือบทั้งหมด ผ่านแนวกระโจมทั้งสองชั้นไปได้แล้ว เต๋อชิงก็นำกำลังที่ติดตามตนหันหลังกลับ วิ่งฝ่าสิ่งกีดขวางติดตามพวกที่ล่าถอยไปก่อนหน้านี้ในทันที

      'หวู๊ดด...'

      เสียงหวูดเขาสัตว์ดังขึ้นมา บอกถึงการถอยทัพ ทัพม้าที่นำทัพโดยเหวินโจว ก็นำพาทหารม้ากว่าสี่พัน ควบฝ่ากลุ่มทหารต้าเว่ยฉีกออกยังด้านข้าง เพื่อมุ่งตรงไปยังพื้นที่ๆเตรียมไว้ให้สะดวกแก่การขับขี่ม้า ที่ห่างไปราวสี่ลี้จากจุดกึ่งกลางกำแพง โดยเส้นทางจะเป็นเส้นโค้งวนอ้อมไปยังจุดตัดของเส้นทางหลักที่ใช้เดินทางเข้าสู่เมืองเป่ยจิง

      "เฮ้!ๆๆ ..."

      "พวกหยวนหนีหางจุกก้นแล้ว ฮ่าๆ.."

      "ติดตามอย่าให้หนีไปได้"

      เสียงโห่ร้อง หัวเราะและก่นด่าของทหารต้าเว่ยดังผสมปนเป เมื่อรู้ว่าพวกตนได้ชัยเหนือทหารหยวน

      "ผลักไต้ใส่กระโจม!ๆ"ทางหนึ่งหลบหนี ทางหนึ่งก็ผลักคบไฟที่จุดเรียงรายไว้ เข้าใส่กระโจมชั้นที่สอง

      "พลธนูยิง!"

      ทัพม้าเกราะเบาที่เป็นพลธนู ก็ถูกสั่งยิงลูกธนูที่ปลายมัดไว้ด้วยเศษผ้าจุ่มน้ำมันที่กำลังติดไฟลุกโชนเข้าใส่กระโจมทันที โดยไม่สนว่ายังมีทหารหยวนบางคนตกค้างอยู่ ไม่อาจหลบหนีออกมาได้ทัน

      แม้อากาศจะหนาวเย็น ไม่นานก็ร้อนอบอ้าว หิมะรอบข้างถึงกับละลาย เพราะกระโจมลุกติดไฟ ก่อนจะลามเลียไปติดยังกองฟืนและวัสดุติดไฟอื่นๆ ภายในกระโจม ที่ถูกสั่งให้ขนย้ายเข้ามาไว้จนแทบทะลักออกมานอกกระโจม ทั้งยังสิ่งของทุกอย่างต่างถูกราดรดด้วยน้ำมันจนชุ่มเปียก เพียงไม่นานเปลวไฟก็พวยพุ่งขึ้นสูง กลายเป็นกำแพงไฟกักทหารต้าเว่ยให้ไม่อาจติดตามมาได้

      แต่ก็มีบางส่วนที่หลบลอด ฝ่าออกมาจากแนวกระโจมได้ก่อนที่ไฟจะลุกไหม้รุนแรง ทว่าก็ต้องถูกทหารม้าและทหารราบที่ตั้งขบวนรอรับ จัดการไปได้อย่างง่ายดาย

      "อ้อมไปด้านข้างๆ"เว่ยหย่งที่คุมทัพหน้า ร้องสั่งให้ทหารของตนวนอ้อมแนวกำแพงไฟไปยังด้านข้าง เพื่อไล่ติดตามบดขยี้อีกฝ่าย ทว่า

      "อ๊าก.." "โอ๊ย.."

      เมื่อวนไปด้านข้างก็ต้องเจอกับอุปสรรค ไม่ว่าจะจากหิมะที่กองสุมหนา ทั้งกับดักไม้ปลายแหลมที่ติดตั้งไว้

      "มีกับดัก!ๆ" เพียงคำนี้ดังก้องขึ้นมา อาการชะงักงัน ก็มิต่างจากโรคระบาด เสียงพูดคุยส่งต่อแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จากมีไม่กี่คนก็กลายเป็นสิบ เป็นร้อย สุดท้ายก็ขยายกลายเป็นทั้งกองทัพ ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าติดตามทันที

      ด้วยวิสัยของมนุษย์ คำว่ากับดัก สิ่งแรกที่นึกขึ้นในหัว ก็คือสิ่งที่หลบซ่อนอยู่ในที่ลับคอยทำร้ายผู้ที่ผ่านเข้าไปใกล้ ความรู้สึกสงสัยเคลือบแคลงและหวาดกลัว ก็พุ่งจู่โจมเข้าสู่จิตใจในทันที โดยไม่สนว่ากับดักนั้นคืออะไร ร้ายกาจเพียงไหน

      การที่มองไม่เห็น จึงทำให้ไม่รู้ ความไม่รู้นี้เองที่ทำให้อานุภาพของสิ่งที่เป็นกับดักเพิ่มพูนขึ้น เมื่อเห็นเพื่อนพ้องตนถูกทิ่มแทงจากไม้ปลายแหลม แม้จะไม่บาดเจ็บมาก แต่ก็เพียงพอให้ความหวาดกลัวเกาะกุมจิตใจ ให้ไม่กล้าบุกฝ่าเข้าไป เพราะจะแน่ใจได้เช่นไรว่า หากไปต่อจะไม่เจอกับกับดักที่ร้ายกาจกว่านี้

      "ท่านแม่ทัพ จะทำเช่นไรดีขอรับ"ทหารคนสนิทเอ่ยถาม

      "สั่งให้ทหารทุกคนมาตั้งแถว แล้วตรวจค้นทุกซอกทุกมุม หาพวกที่อาจหลบซ่อนอยู่บริเวณนี้"เว่ยหย่งสั่งการโดยพลัน

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      หลังจากตรวจดูความเรียบร้อย จนแน่ใจว่าปลอดภัย ทัพหลักที่มีทหารอยู่ถึงสี่หมื่นกว่านาย ก็ทยอยเคลื่อนทัพเข้ามายังบริเวณที่เคยเป็นค่ายพักของทัพหยวน แม่ทัพนายกองและเหล่าทหารต้าเว่ยทุกคนต่างมีใบหน้าชื่นมื่น แต่ก็ยังมีหนึ่งในจำนวนเกือบแปดหมื่นคน ที่มีสีหน้าดูจะไม่สบอารมณ์ คล้ายมีเรื่องใดคัดเคืองใจ คนผู้นั้นก็คือองค์ชายไท่อี้

      ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ พระองค์หมายมั่นจะนำทัพม้าเข้ามาบดขยี้ทัพหยวน กลับกลายเป็นว่า เคลื่อนทัพมาอีกร้อยกว่าก้าวก็จะถึงกำแพงด่าน ทหารสื่อสารก็มารายงานว่า ทัพหยวนพ่ายแล้ว  ความรู้สึกตอนที่ได้รับรายงาน คล้ายดั่งกับง้างธนูจนสุดล้า จู่ๆคันก็เกิดหักขึ้นมากระทันหัน ความรู้สึกดังกล่าวช่างทำร้ายผู้คนนัก จะยินดีก็ไม่สุด จะผิดหวังก็ไม่ได้

      แม่ทัพระดับสูงถูกเรียกตัวเข้ามาประชุมปรึกษาหารือกันที่กระโจมบัญชาการ ที่เดิมเคยเป็นของหยวนมาก่อน

      "กระโจมชั้นแรกที่ไม่ถูกเผา หลังจากตรวจสอบมีเพียงพวกท่อนไม้ ฟืนและสิ่งของที่ติดไฟได้ง่ายอยู่เท่านั้นขอรับ"

      "คงคิดจะใช้กำแพงไฟถึงสองชั้นซินะ แต่ว่าทำไม่ทัน"

      เมื่อเว่ยหย่งรายงานจบ องค์ชายไท่อี้จึงต้องข้อสันนิฐานขึ้น

      "อาจเป็นดั่งที่องค์ชายคาดการณ์พะยะค่ะ แต่กระหม่อมรู้สึกว่ามีสิ่งที่ไม่ถูกต้องอยู่หลายประการ"เฉินเยี่ยกล่าวไปสีหน้าก็เคร่งเครียดไป

      "ฮืม..ข้าก็รู้สึกเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการที่ด่านดูจะแตกง่ายเกินไป ไหนจะเรื่องกำลังพลที่ใช้ป้องกัน พอจะอนุมานได้ว่ามีไม่เกินสองหมื่นเท่านั้นเอง"

      "ใช่พะยะค่ะ กองกำลังที่เหลือหายไปไหน ทำไมถึงไม่ถูกส่งมาสนับสนุน จะบอกว่าย้ายเข้าไปในเมืองเป่ยจิงทั้งหมด ก็ดูพิกลทุกอย่างมีแต่สิ่งที่ชวนให้สงสัย หม่าเฉวียนเจ้ามีความคิดเห็นเป็นเช่นไร"แม่ทัพเฉินเยี่ยดูจะขบคิดไม่ออก จึงได้ลองหันมาทางด้านหม่าเฉวียน

      "อาจเป็นไปได้ว่า หยวนคงคิดว่าจะต้านไว้ไม่อยู่แน่ก็ได้ขอรับท่านแม่ทัพ จึงยอมสละทิ้งด่านเข้าไปตั้งรับภายในเมือง"

      "แล้วหยวนไม่กลัวเราล้อมกักหรือไร กำแพงเมืองเช่นไรก็ไม่มีทางใช้ตั้งรับได้ดีเท่ากำแพงด่าน"องค์ชายไท่อี้แย้งออกมา

      "ทะ...ทูลองค์ชาย บะ..บางที อาจเป็นไปได้หรือไม่ว่า กำลังพลที่หายไป อาจซุ่มซ่อนตัวแล้วลอบไปตีค่ายหลัก" เว่ยหย่งแสดงความคิดเห็นออกมาด้วยความกล้าๆกลัวๆ เพราะสิ่งที่ตนคิดแทบเป็นไปไม่ได้

      "เหลวไหล...ถ้าคนไม่กี่สิบข้ายังพอเชื่อ แต่นี่ทั้งกองทัพ หากมีการเคลื่อนไหวมีรึจะไม่ถูกพบเห็น"เสียงตวาดกลับในทันที ช่วงแรกตรัสออกมาอย่างเต็มเสียง แต่พอนึกถึงใครบางคนขึ้นมาได้ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาก็ชักเริ่มไม่มีความมั่นใจ

      ในเมื่อนางสร้างธนูที่ยิงได้ถึงพันก้าว ไหนจะกำแพงที่คิดว่าไม่มีทางซ่อมให้แข็งแกร่งดังเดิมได้ในเวลาวันสองวัน ทว่านางกลับทำขึ้นมาอย่างง่ายดาย ทั้งยังดูแข็งแกร่งกว่าก่อนถูกทำลายเสียอีก เรื่องทำให้คนหายไปทั้งกองทัพบางที..นะ....บางทีนางอาจทำได้ก็ได้

      "องค์ชายก็ทรงคิดเช่นเดียวกับกระหม่อมใช่ไหมพะยะค่ะ."เฉินเยี่ยเมื่อเห็นองค์ชายไท่อี้ ทรงนิ่งเงียบครุ่นคิด จึงได้ถามขึ้นมา พอทรงรับฟังก็เพียง "ฮืม..."คำเดียว แล้วก็ทรงนิ่งเงียบต่อ

      "ไม่ว่าเช่นไร ตอนนี้หาทางดับไฟก่อน เสร็จแล้วค่อยจัดเตรียมค่าย รอดูท่าทีวันสองวัน เพื่อให้แน่ใจค่อยยกทัพบุกตีเมืองเป่ยจิง"

      "ขอรับท่านแม่ทัพ"

      แม่ทัพนายกองต่างรับคำสั่งก่อนจะล่าถอยออกไปสั่งการทหารในสังกัดตน แม้ใจทุกคนอยากจะบุกเข้าไปบดขยี้เมืองเป่ยจิง แต่ก็มีหลายสิ่งที่ต้องทำให้มาหยุดคิด เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเข้าไปในหลุมพรางของข้าศึก จึงต้องตั้งค่ายทัพบริเวณกำแพงด่าน

      "แล้วกับดักที่ว่า ท่านแม่ทัพจะทำเช่นไร"

      "วันนี้ล่วงเลยยามเซินมาแล้ว(15.00-16.59) ไว้พรุ่งนี้ค่อยสั่งการให้ทหารสำรวจและทำลาย ไม่ก็ปล่อยทิ้งไว้ เช่นไรเมื่อไฟที่ไหม้กระโจมมอดดับลง เส้นทางเดินทัพที่พวกหยวนทำไว้ก็เปิดออกอยู่ดีพะยะค่ะ"

      หลังจากแม่ทัพเฉินเยี่ยและองค์ชายไท่อี้ปรึกษากันในเรื่องความเป็นไปได้ทั้งหมดที่กล่าวมาในที่ประชุม สุดท้ายก็มีความคิดเห็นตรงกันที่ว่า ยอมเชื่อว่ามีย่อมดีกว่าเชื่อว่าไม่มี ก่อนจะสั่งให้เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บทั้งหมดกลับค่ายหลัก ทิ้งเว่ยหย่งและหม่าเฉวียนคุมกำลังสี่หมื่นนายเฝ้ารักษาพื้นที่ แล้วนำกำลังอีกสองหมื่นกลับไปดูแลความปลอดภัยที่ค่ายหลักเพื่อความไม่ประมาท

      ทัพนับสิบหมื่นตอนขามา บัดนี้เหลืออยู่ราวหกหมื่นกว่าที่ยังสามารถสู้รบได้ตามปกติ ส่วนที่หายไปเกือบสี่หมื่น ก็มีตายไปถึงหมื่นนาย ที่เหลือล้วนบาดเจ็บ สมกับฉายาที่มอบให้กับด่านแห่งนี้ที่ว่า แข็งแกร่งดั่งหินผา ขนาดโจมตีในสภาวะที่อ่อนโทรมที่สุดยังทำให้ต้าเว่ยสูญเสียไปอย่างมากมาย ถึงค่อยเข้ายึดครองได้

      ส่วนด้านหยวนสูญเสียทหารไปราวสี่พันนาย บาดเจ็บอีกเจ็ดพัน เหตุผลที่ทำให้การเสียหายแทบจะสูสีกับคราวก่อน ก็เพราะทหารทุกนายถูกสั่งให้ถอยร่นทันที หากเห็นว่าจุดไหนที่ประจำอยู่เกิดความเสียเปรียบ

      ทั้งทัพม้าที่เข้ามาเสริม ก็ช่วยลดทอนความแหลมคมของทหารต้าเว่ยได้อักโข เพราะมีเพียงทหารราบ เมื่อเจอการปะทะของทหารม้า ต่อให้ทหารราบแข็งแกร่งมากกว่านี้ ก็ไม่มีทางสู้ได้

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      เมืองเป่ยจิง

      กลางยามโฉ่ว(01.00-02.59) ท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายลงมาตอนกลางคืน บรรยากาศเช่นนี้ช่างเหมาะแก่การหลับนอนใต้ผ้าห่มอุ่นๆยิ่งนัก แต่ทว่าเหนือซุ้มประตูเมืองและในบ้านเรือนที่เป็นที่พักอาศัย กลับมีเสียงคนสนทนากันอยู่เบาๆ

      "มาแล้วรึ"

      "เจ้าค่ะ ท่านชิงอู่"เหมยฮวารับคำพร้อมกับเดินเข้ามานั่งเก้าอี้ที่ว่างอยู่ด้านข้างของแม่ทัพชิงอู่ รอบๆต่างก็มีแม่ทัพคนอื่นอยู่อีกไม่ต่ำกว่าสิบคน รวมถึงองค์ชายผู่หลงด้วย เมื่อรู้ว่ามีคนมาเพิ่ม ทุกคนเพียงหันมามอง เพื่อแสดงให้รู้ว่ารับทราบถึงการมาของนาง ก่อนจะหันหน้ากลับไป โดยสายตาก็เอาแต่จดจ้องอยู่เบื้องนอกกำแพงทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นที่ตั้งของค่ายทัพต้าเว่ย คล้ายดั่งเฝ้ารออะไรอยู่

      "ไม่รู้มาก่อนเลยว่าทุกท่าน ณ ที่นี่ จะชื่นชอบนั่งจิบชาเคล้าบรรยากาศยามค่ำคืนเช่นนี้"หลังจากนิ่งเงียบอยู่นาน เหมยฮวาจึงได้กล่าวขึ้นมา เรียกเสียงหัวเราะครืนเบาๆแก่ทุกคนรอบหนึ่ง

      "ฮึๆ..ก็ใครบอกให้บรรยากาศในค่ำคืนนี้มันพิเศษกว่าค่ำคืนวันไหนๆเล่า"

      "จริงดั่งเสด็จอากล่าว ค่ำคืนนี้ช่างพิเศษ เพราะอาจจะได้ดูพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกในยามโฉ่ว มีผู้ ใดบ้างที่จะยอมพลาดมานั่งรอรับชม"

      เมื่อเห็นว่าแม่ทัพชิงอู่กล่าวอย่างอารมณ์ดีขึ้นมา องค์ชายผู่หลงจึงได้เอ่ยขึ้นมาบ้าง เรียกรอยยิ้มบนใบหน้าทุกคนอีกรอบ ก่อนจะพากันนั่งจิบชาเงียบๆ สายตายังคงจดจ้องออกนอกกำแพงเช่นเดิม

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      ค่ายทัพหลักต้าเว่ย

      ในขณะเดียวกัน ที่ค่ายทัพต้าเว่ยกลับเงียบสงบ ผู้คนส่วนใหญ่ต่างหลับไหล มีเพียงทหารที่ต้องเฝ้าเวรยามเท่านั้นที่ยังอยู่ ซึ่งตอนนี้ถูกความหนาวเล่นงานจนต้องหลบมุม แม้จะมีสุราให้ดื่มเพื่อคลายความหนาว แต่ก็มิอาจดื่มมากได้ จึงต้องหากันไปยืนและนั่งออผิงไฟตามจุดต่างๆ

      "บรื้ออ...หนาวจริงๆ"

      "ใช่..เมื่อไหร่จะเช้าซักที ข้าคิดถึงที่นอนและผ้าห่มอุ่นๆจะแย่อยู่แล้ว"

      "เพิ่งเปลี่ยนเวรเฝ้า ยังไม่ถึงชั่วยามก็บ่นแล้วเรอะ อาไอ่"

      ทหารหนุ่มที่ถูกเรียกขานว่าอาไอ่ ก็หัวเราะฮิฮะ ขึ้นมา "ข้าก็บ่นไปเรื่อย พี่ฟงอย่าได้ใส่ใจนักเลย" พอพูดจบก็นั่งผิงไฟเงียบๆไป

      "พี่ฟ่ง ท่านว่าพวกเราจะได้กลับเมืองหลวงหลังจากหมดฤดูหนาวหรือไม่"จู่ๆอาไอ่ก็ถามขึ้นมา หลังจากนิ่งเงียบไปนาน

      "ได้กลับแน่นอน อย่างไรเราก็อยู่กองเสบียง ไม่ได้ไปรบรากับใคร พอเข้าฤดูใบไม้ผลิก็จะเป็นหน้าที่ของทัพใหญ่อีกทัพมาตีแคว้นหยวนแทน"

      "อ่า...เป็นเช่นนั้นก็ดี ข้าแทบจะรอไปเจอแม่นางหลิวอี้เฟย แทบไม่ไหวแล้วตอนนี้"

      "หือ..คนรักเจ้าเหรอ ทำไมข้าถึงไม่รู้เลยว่าเจ้ามี"ชายนามว่าฟ่งเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะทั้งสองคนต่างก็สนิทกัน ด้วยที่ต้องเข้าเวรยามด้วยกันมาตลอด

      "ฮิๆ..ท่านนี้ตลกนัก ไม่รู้จักแม่นางหลิวอี้เฟยที่โด่งดังของโรงงิ้วชุยเซียน เสียเลย"

      พอได้ฟังอาฟ่งก็ปิดปากตัวเองกลั้นหัวเราะ เพื่อไม่ให้รบกวนคนอื่น

      "ข้ารู้แล้วๆ..อุอุ...เจ้าช่างมีวาสนาจริงๆ มาอยู่ที่เมืองหลวงไม่กี่เดือนก็ได้ไปดูแม่นางหลิวอี้เฟยแสดงงิ้วแล้ว"

      "แหะๆ..พอดีข้าติดตามท่านนายกองไปอารักขาใครซักคนนี้แหละ ถึงได้ดู พูดแล้วจะหาว่าคุย ข้าได้ดูตั้งแต่ต้นจนจบเลยทีเดียว แม่นางหลิวอี้เฟยช่างงดงามนัก ข้านี้จำติดตามิรู้ลืม"

      อาฟ่งเพียงร้อง "อ้อ.."คำหนึ่งทำท่าสนใจรอรับฟัง อาไอ่จึงได้เล่าต่อ

      "วันนั้นนางแสดงเรื่อง โปเยโปโลเย แต่งกายด้วยชุดบางเบาแนบเนื้อ มองเห็นไปถึงเนื้อในที่ขาวผ่อง อ่า...ยิ่งมีฉากหนึ่ง ที่นางถลกกระโปรงขึ้นมาเหนือเข่า จนมองเห็นข้อเท้าและเรียวขานะ โอ๊ย.....ข้านี้ลุกขึ้นเลย"

      "ลุกไปปลดเบา"

      "อ้าว...รู้อีกว่าข้าจะเล่นมุขนี้"

      "เหอะ..หน้าตาบื้อๆแบบเจ้าใครเห็น ก็รู้ทันหมดนั่นแหละว่าจะเล่นมุขอะไร ฮ่าๆ อ่อ..ข้าว่าเจ้าลืมเลือนไปเถอะภาพติดตาที่ว่านั้นนะ"

      เมื่ออาไอ่ได้ฟังก็มองด้วยสีหน้ามึนงง อาฟ่งจึงกล่าวว่า

      "ข้าก็ไม่อยากทำลายความสุขของเจ้าหรอกนะ แต่ก็ต้องบอกเพราะเห็นว่าเจ้าไม่รู้เรื่องพวกนี้ งิ้วนะไม่มีนักแสดงเป็นผู้หญิงซักคนหรอก ฟังเท่านี้ก็น่าจะเข้าใจแล้วใช่ไหม ฮ่าๆ"

      อาไอ่นึกตามพอรู้ก็อ้าปากค้าง น้ำตาคลอหน่วย มองอาฟ่งตาแทบไม่พริบ คล้ายโกรธเคืองมาเป็นแรมปี ที่อีกฝ่ายมาทำลายความสุขของตนที่มีมานานหลายเดือนด้วยคำพูดเดียว
      ศิลปะการแสดงงิ้วในสมัยนี้เพียงถ่ายทอดให้บุรุษ ไม่ยินยอมสอนให้แก่อิสตรี ดังนั้นตัวแสดงบทตัวนางจึงเป็นผู้ชาย

      "ยะ...อุ๊บ...อ่อก.."

      "ฮือ...อู้ๆ...."

      ถ้อยคำหยอกล้อยังไม่ทันออกมาจากปากของอาฟ่ง ปากก็ถูกมือปริศนาตะปบปิดเอาไว้ไม่ให้ส่งเสียง ก่อนที่คมดาบจะบาดเข้าที่ลำคออย่างรวดเร็ว ฝ่ายอาไอ่ก็ถูกปิดปากแน่น เหล็กแหลมขนาดนิ้วก้อยยาวราวหนึ่งเซี๊ยะ ก็ถูกยัดเยียดเข้าทางขมับด้านขวาทะลุขมับซ้ายทันที ส่งทหารยามที่คิดว่าพวกตนโชคดีที่สุด ที่ได้มาอยู่กองเสบียง ให้ไปพูดคุยกันต่อในยมโลก

      "ลากศพ มาไว้ในกระโจมเร็ว เอาหิมะกลบเลือดด้วย"เสียงจือป๋อกระซิบบอกอีกสี่คน
     เมื่อช่วงกลางวันหลังจากเห็นกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นสู้ท้องฟ้า ที่เกิดจาการเผากระโจมของหยวน
ก็รับรู้ว่าได้เวลาลงมือแล้ว นี้ก็คือสัญญาณที่นัดแนะกันไว้ ขณะจะเข้าไปในกระโจมเพื่อเอาเหล้ากลั่นราดแล้วจุดไฟ  ก็เห็นพวกของตนท่าทีรีบเร่งเข้ามาหาหลายคน

      "เกิดอะไรขึ้น"น้ำเสียงเคร่งเครียดถูกเอ่ยออกมา

      "เปล่าขอรับ ทางคลังอาวุธได้กลุ่มท่านหลอหู่เข้าจัดการแทนแล้วขอรับ"

      จือป๋อตกใจแทบตาย นึกว่ามีเหตุร้าย พอได้ฟังก็คลายใจลงไปหลายส่วน ก่อนจะชักพาทุกคนจัดการวางเพลิง เพียงจ่อไฟเข้าใกล้ เปลวไฟก็ลุกพรึ่บขึ้นฉับพลัน แทบจะวิ่งออกมาจากกระโจมเกือบไม่ทัน

      "มีคนร้าย!ๆ"

      "ไฟไหม้!..."

      หลังจากวางเพลิงเสร็จ ยังไปได้ไม่ถึงร้อยก้าวกลุ่มของจือป๋อและหลอหู่ ก็ถูกพบเห็น ทหารเวรยามต่างวิ่งตามเพื่อไล่ล่า บางส่วนก็หยิบธนูขึ้นมายิงเข้าใส่ ก่อนจะลืมตาโพล่ง ด้วยความตกใจ เพราะตนเองยิงถูกกลางตัวชัดๆ ทำไมยังวิ่งได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซ้ำจุดที่มีหิมะกองสุมหนา แทนที่จะวิ่งช้าลง กลับยังวิ่งในระดับความเร็วเท่าเดิม

      พวกหลอหู่และจือป๋อ ต่างวิ่งหลบหนีกลับในเส้นทางเดิมที่มา ทิ้งความวุ่นวายและโกลาหลไว้เบื้องหลัง โดยไม่แม้แต่หันกลับไปดู เมื่อคิดว่ามาไกลพอสมควร จึงได้ชะลอฝีเท้า  แล้วสั่งให้สำรวจตัวเอง มีทหารหลายนายที่กระเป๋าสะพายหลังถูกปักไว้ด้วยลูกธนู แต่ที่สาหัสสากรรจ์มากสุด คงเป็นบาดแผล ที่เกิดจากการถูกเกาะเกี่ยวของกิ่งไม้ ด้วยตอนนี้เพิ่งเลยยามอิ๋น(0.3.00-04.59)มาสองสามเค่อ มองไปทางไหนก็มีแต่ความมืด การหลบหนีจึงอาศัยเพียงจดจำทิศทางเอา

      การลอบเข้าเผาเสบียงประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม ไม่มีผู้ใดสูญเสียชีวิตหรือถูกจับได้เลยซักคน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการที่ทหารต้าเว่ยต่างเชื่อว่า คงไม่มีผู้ใดทนความหนาวเหน็บลอบเดินทางมาตอนกลางคืนได้ ความหนาวเย็นทำให้จิตใจของทหารที่เฝ้ายามจดจ่ออยู่แต่กับกองไฟ และการที่ด่านเป่ยจิงแตก ทำให้ความรู้สึกตึงเครียดและตื่นตัวของทหารต้าเว่ยทุกนายผ่อนคลายลง จนคลายความระมัดระวัง แม้จะถูกกำชับให้กวดขันในการเข้าเวรยาม และด้วยแสงสว่างจากไต้และกองไฟ ก็ไม่ได้ลุกโชนมาก เพราะถูกหิมะตกลงมาใส่ ภายในค่ายจึงมีมุมมืดให้หลบซ่อนตัวจากการถูกพบเห็นอย่างมากมาย

      "เรียนท่านแม่ทัพ...ที่เก็บเสบียงและคลังอาวุธถูกข้าศึกลอบเข้ามาเผาขอรับ"

      "บัดซบ!..."แม่ทัพเฉินเยี่ยถูกปลุกขึ้นมาจากเตียงด้วยเสียงสัญญาณแจ้งเหตุคับขัน ก่อนจะทราบถึงข่าวร้ายที่แทบไม่เชื่อหูตนเอง พอสบถออกมาเสร็จก็ขมวดคิ้วครุ่นคิด เพียงครู่เดียวสีหน้าก็แสดงอาการตื่นตระหนกขึ้นมาจนเห็นได้อย่างชัดเจน

      "ส่งม้าเร็วไปแจ้งข่าวทัพหน้าด่วน ว่าไม่ใช่ทัพข้าศึกยกมาโจมตี"

      "ขอรับ..."

      แม่ทัพเฉินเยี่ยถึงกับเหงื่อซึมออกมาเต็มฝ่ามือ ถูกกลศึกของอีกฝ่ายเล่นงานจนแทบล้มทั้งยืน ตอนนี้ไม่รู้ว่าทัพหน้าจะปั่นป่วนแค่ไหน ด้วยเสียงกลองที่ตีในยามเกิดเหตุคับขัน ป่านนี้คงดังแว่วไปถึงทัพหน้าแล้ว หวังว่าที่นั่นคงยังไม่เลวร้ายอย่างที่คิด

      แผนการที่เหมยฮวาคิดขึ้นก็คือ แสร้งจับแล้วปล่อย ตั้งทัพเพื่อรอปะทะก่อนจะทำเป็นต้านไม่อยู่ถอยร่นเข้าเมือง ทั้งซุ่มซ่อนกำลังพล เพื่อทำให้อีกฝ่ายสับสนคาดเดาให้วุ่นวาย เมื่อไม่เห็นกองกำลังส่วนนี้ หนึ่งในการคาดเดาก็ต้องมีการลอบเคลื่อนทัพไปโจมตีทัพหลัก พอต้าเว่ยยึดด่านได้ย่อมผ่อนคลาย ความระแวดระวังในการกวดขันเฝ้าเวรยามก็จะหย่อนยานลง เปิดโอกาสให้ทหารที่ลอบเข้าไปสามารถลงมือได้ง่ายขึ้น พอลงมือสำเร็จทัพหน้าที่อยู่ห่างจากทัพหลักย่อมมีอุปสรรคในการติดต่อ แต่เสียงสัญญาณแจ้งเหตุร้ายย่อมต้องได้ยินมาถึง แม้จะอยู่ห่างกันถึงยี่สิบลี้ ด้วยตกดึกสรรพสิ่งทุกอย่างย่อมเงียบสงบไร้สำเนียงใดๆมารบกวน หรือต่อให้ทัพหน้าไม่ปั่นป่วน แต่เสบียงถูกทำลายไปก็คุ้มค่าพอแล้ว นอกเหนือจากนี้ถือว่าเป็นดอกผล ทุกๆอย่างในแผนการเป็นเหมือนปฏิกิริยาลูกโซ่ เมื่อเกิดสิ่งหนึ่งก็มีผลกระทบไปยังอีกสิ่งหนึ่งตามกันเป็นทอดๆ อย่างไม่รู้จบ

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      เมืองเป่ยจิง

      "ฮึๆ...เพิ่งมีวันนี้ที่ข้ารู้สึกว่า เสียงกลองของต้าเว่ยไพเราะเสนาะหูนัก"

      "ข้าจะไปสั่งทหารทุกนายเตรียมพร้อมไว้ขอรับ"

      องค์ชายผู่หลง เมื่อเห็นทางทิศตะวันตกมีแสงไฟลุกโชนขึ้นบนท้องฟ้า ทั้งยังได้ยินเสียงแว่วของกลองดังเข้ามา ก็ขออนุญาตแม่ทัพชิงอู่เพื่อจัดเตรียมทัพม้ารอไว้

      "อีกไม่นานก็จะเข้ายามเหม่า(05.00-06.59)แล้ว บอกให้เร่งเข้า"

      เวลาก็ช่างลงตัว พอจัดเตรียมทัพเสร็จ ก็น่าจะเข้ายามเหม่าพอดี ถึงเวลานั้นย่อมต้องพอมองเห็นทาง แม้จะยังสลัวๆก็เถอะ

      "ดูเหมือนที่ทัพหน้าของต้าเว่ยจะ เริ่มวุ่นวายแล้วเจ้าค่ะ"

      "ฮ่าๆ..ข้าชักเริ่มหวาดกลัวเจ้าเสียแล้วสิ เหมยฮวา"

      "ท่านชิงอู่ก็ช่างชอบว่าร้ายให้ข้าน้อยเสียจริง"

      "หรือไม่จริง การคาดเดาของเจ้าแม่นยำดั่งตาเห็น ไหนจะกล้าได้กล้าเสีย แม้จะรู้ว่าสุ่มเสี่ยงมาก เจ้ายังกล้า ด้วยวัยขนาดเจ้ายังทำได้ขนาดนี้ ต่อไปใครไหนเลยจะมาเทียบ"

      "เจ้าค่ะ" เหมยฮวารับคำคลี่ยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย เพราะถ้าจะว่าตามจริง รวมอายุในภพก่อนเข้ามาด้วยนางก็สี่สิบปีได้แล้ว ก่อนจะเอ่ยว่า

      "ท่านแม่ทัพชิงอู่ อย่าลืมกำชับทหารทุกนายด้วยนะเจ้าคะ ว่าโจมตีแค่ระลอกเดียวพอ หากเห็นว่าทัพต้าเว่ยยังมีความเป็นระเบียบอยู่"

      "ข้าทราบแล้วขอรับ ท่านกุนซือ"

      "ท่านชิงอู่.."

      เหมยฮวาค้อนควับให้กับแม่ทัพชิงอู่คราหนึ่ง ที่แสร้งประสานมือคารวะน้อมรับคำสั่ง เรียกเสียงหัวเราะขบขันแก่เหล่าแม่ทัพที่อยู่รอบข้างได้พอดู คงเพราะความเคร่งเครียดก่อนหน้านี้ ได้เคี่ยวกรำผู้คนอย่างแสนสาหัสนัก พอประสบผลดั่งใจหมาย จึงได้แสดงท่าทีผ่อนคลายหยอกล้อออกมาอย่างที่เห็น

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      ทัพหน้าของต้าเว่ย เมื่อได้ยินสัญญาณแจ้งเหตุร้ายก็พากันลุกจากที่นอน มองไปทางทัพหลักที่อยู่ห่างไปยี่สิบกว่าลี้ เห็นแสงไฟที่คุกโชนขึ้นสูง ไม่ต่างจากไฟที่ผุดออกมาจากขุมนรก ต่างแตกตื่นและตกใจ การคาดเดาต่างถูกบอกเล่าออกมา ขนาดเว่ยหย่งและหม่าเฉวียน แม้จะมีจิตใจที่มั่นคงยากจะสั่นคลอนยังต้องไหวหวั่น เพราะนึกไปถึงการคาดเดา ที่ตนเองเพิ่งกล่าวขึ้นมาได้ว่า ทัพหยวนจะลอบยกทัพไปตีทัพหลักต้าเว่ย

      เพียงพอมองเห็นทาง แม้จะยังสลัวๆ ทัพหยวนก็จัดส่งทัพม้า ออกมาจากเมืองเป่ยจิงในทันที ท่ามกลางความแตกตื่นและขวัญกำลังใจทัพต้าเว่ยตกต่ำ  ที่คิดว่าทัพหลักถูกตีแตก จึงถูกทัพม้าเกราะหนักเจาะทะลวงอย่างไม่ยากเย็น ไหนยังมีทัพม้าเกราะเบา ที่มีอาวุธแปลกๆอีกอย่างก็คือดาบโค้งและพลธนู ที่ใช้ก่อกวนจนหัวหมุน

      แม้ม้าเร็วจากทัพหลักจะรีบมาส่งข่าวก็ไม่ทันการณ์ ด้วยระยะทางที่ไกลกว่าและอุปสรรคจากหิมะ จึงมาถึงหลังจากทัพหน้าถูกโจมตีแล้ว เมื่อทัพทหารราบหยวนจำนวนสามหมื่นมาถึงก็จัดการทหารต้าเว่ยจนแตกกระเจิง พอเข้ายามซื่อ(09.00-10.59)การรบก็ยุติลงทหารต้าเว่ยตายเกลื่อนมากกว่าสองหมื่นนาย ที่เหลือถ้าไม่หลบหนีไปได้ก็ถูกจับเป็นเชลย ซึ่งมีถึงหมื่นกว่าคน

     ด้านทหารหยวนตายไปราวห้าพัน บาดเจ็บเกือบหมื่น ส่วนผู้ที่เหลือต่างก็แทบไม่เหลือเรี่ยวแรงที่จะเดิน ด้วยตั้งแต่ช่วงเช้าของเมื่อวานที่ได้แต่เพียงมองดูเพื่อนทหารสู้รบและตกตายที่กำแพง โดยไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้เลย เพราะถูกคำสั่งมิให้กระทำการใด

      ความอัดอั้นตันใจ ความโกรธแค้นต่างถูกสะกดไว้ พอถูกสั่งให้เคลื่อนพลเพื่อไปจัดการกับทหารต้าเว่ย เหล่าทหารทุกนายแทบอยากติดปีกบิน เพื่อไปให้ถึงสนามรบเร็วๆ พอไปถึงจึงเข่นฆ่าอีกฝ่ายอย่างบ้าคลั่ง กำลังมีเท่าไหร่ต่างทุ่มลงไปจนหมด การปะทะที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ก็ไม่ยอมชะงัก จนทหารต้าเว่ยที่แทบจะไม่มีกำลังใจจะสู้อยู่แล้วต้องหวาดกลัว บางคนถึงกับถดถอยหนี

      ท่าทางข่าวร้ายจะชื่นชอบต้าเว่ยเสียจริง เมืองสุยโจว ที่เป็นเมืองชายแดนห่างจากที่ตั้งค่ายทัพหลักไปสี่สิบลี้ ก็มีควันสัญญาณ ที่ถูกจุดขึ้นบนหอสูงเพื่อแจ้งเตือนข่าวร้าย ไม่รู้ว่าจุดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน เพราะทางทัพหลักมัวแต่จัดการกับไฟที่โหมลุกไหม้เสบียงและคลังอาวุธ ทั้งยังต้องจัดเตรียมทัพ พอแล้วเสร็จถึงได้มองเห็น กว่าจะตัดสินใจได้ว่าควรยกทัพไปช่วยทัพหน้าก็เสียเวลาพอดู แต่กระนั้นไปถึงก็ไม่อาจทำอย่างไรได้แล้ว เพราะทางเข้าด่าน ต่างถูกทหารของตนเองวิ่งกรูออกมา แม้จะตัดสินใจเข่นฆ่าเพื่อเปิดทางก็ยังเสียเวลาอยู่นาน กว่าจะเข้ามาใกล้กำแพง

      ครั้นมาถึงทัพหยวนก็ควบคุมทุกอย่างได้หมดแล้ว สุดท้ายด้วยกำลังทหารที่มีนำมาเพียงหมื่นกว่านาย พอปะทะกับทัพหยวนที่มีเกือบสี่หมื่น  ก็แทบต้านไว้ไม่อยู่ ไม่ต้องนึกถึงการบุกทะลวงเข้าไปช่วยเชลย เพียงประคองตัวล่าถอยกลับค่ายหลักก็ยังทุลักทุเล แทบเอาชีวิตกันไม่รอด เหตุร้ายที่เกิดขึ้นในเมืองสุยโจว เกิดจากกองกำลังของปึงอิง ที่ถูกส่งให้ไปลอบเข้าเมืองก่อนหน้านี้ ด้วยระยะทางที่ไกลและไม่ชำนาญพื้นที่ จึงต้องส่งไปแต่เนิ่นๆ และต้องเดินทางในตอนกลางวัน พอใกล้จะถึงจึงค่อยใช้ตอนกลางคืนเดินทางหลบหลีกสายตาเวรยามปีนป่ายกำแพง เข้าไปลอบเผาเสบียง เพื่อให้เกิดความวุ่นวายหลายๆจุดพร้อมๆกัน

 


ปล.เหมือนเดิมไว้หายตาลายค่อยมาตรวจ  ลงไว้ก่อน  แล้วก็ หากช่วงนี้เห็นผมอัพรัวๆ ก็ไม่ต้องตกใจนะครับ ว่าจะเข้าไปไล่แก้ บางบทมีสิทธิ์รื้อใหม่เกือบหมดแน่ๆ เห็นละเพลีย สำนวน คำพูด ผิด เกินบานเลย ใจจริงอย่างให้แต่งจนคล่องมากกว่านี้ และมีสำนวนเป็นของตัวเอง แต่พอลองอ่านๆดูชักทนไม่ไหว เลยต้องลงมือทำอะไรซักอย่าง
            
ขอบคุณครับที่เข้ามาอ่าน


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 145 ครั้ง

31 ความคิดเห็น

  1. #1262 สุกัญญา (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2557 / 15:08
    สนุกมากค่ะ
    #1262
    0
  2. #1170 คนเพรียว (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2557 / 10:34
    รอลุ้นอีกวันนะจ๊ะ
    #1170
    0
  3. #1167 cattodive (@cattodive) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2557 / 14:41
    โอมมมม  จงมาอัพต่อไวๆๆ
    #1167
    0
  4. #1162 คนเพรียว (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2557 / 20:10
    มาส่องดูเป็นกิจวัตรประจำวัน เห็นขึ้นที่1 นึกว่าอัพอีกแหล่ววว

    ไม่เป็นไร ไว้รอตอนใหม่
    #1162
    0
  5. #1160 itself (@penumbra) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2557 / 16:15
    อยากให้มาอัพต่อเร็วๆจัง

    สุ้ๆน่ะค่ะ
    #1160
    0
  6. #1153 Weena Thammaviset (@blue_diamond) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 30 กันยายน 2557 / 16:15
    โอ้วววววว....ฟินฝุดๆ มากค่ะไรต์ ตอนนี้  ส่วนตอนอื่นไม่เป็นไรค่ะจิ้นเองได้ ไม่ต้องแก้หรอกเสียเว เดินหน้าต่อตอนต่อไปเลยดีกว่า
    #1153
    0
  7. #1151 กริมม์เกริล์ล© (@grillyjj) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 30 กันยายน 2557 / 05:25
    ค้างมาอุะะะะ
    #1151
    0
  8. #1150 •’HeAVeN‘• (@_MoO_HaPpY_) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 30 กันยายน 2557 / 01:57
    เป็นกำลังใจให้นะค่ะไรท์เตอร์ สนุกมากๆ ชิงไหวชิงพริบกันดีจริงๆ
    #1150
    0
  9. วันที่ 29 กันยายน 2557 / 23:13
    ค้างงงงงงงงงงงงงงงงง สนุกมากมายๆๆๆๆๆๆๆ
    #1149
    0
  10. #1148 Naiad['s] (@naiads) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 29 กันยายน 2557 / 22:53

    แอร๊ย!! ลุ้นมากกก...บอกเลอ

    รอตอนต่อไปอยู่นะคะ ไรท์สู้ๆ!!

    #1148
    0
  11. #1146 Nong'Pleum (@babygang02) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 29 กันยายน 2557 / 21:42
    สนุกมากอ่ะ!! >_<
    #1146
    0
  12. #1145 montakthai (@montakthaibuaban) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 29 กันยายน 2557 / 19:51
    กลศึก...ไรเตอร์เขียนดีมาก ท่าทางจะอ่านตำราพิชัยสงครามซุนวู+สามก๊กจนแตกฉาน ท่าทางจะคบไม่ได้นะ (เขาบอกไว้) ล้อเล่นนะ  รออ่านมากๆจ๊ะ
    #1145
    0
  13. วันที่ 29 กันยายน 2557 / 18:08
    สุดยอดอะ ไรต์ช่างเก่งจริงๆ ที่คิดเรื่องเเบบนี้ได้(แอบสงสารทหารยามนิดๆ...ก่อนตายดันมารู้ว่าคนที่แอบชมเป็นผู้ชาย...) ติดตามต่อไป สู้ๆค่ะ
    #1144
    0
  14. #1143 สุกัญญา (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 29 กันยายน 2557 / 18:00
    ขอบคุณค่ะไรท์ สงสัยจังค่ะไรท์นี่คือเรื่องแรกของไรท์หรอค่ะถ้าไม่บอกนึกว่ามืออาชีพ อยากบอกว่าพรสวรรค์ชัดๆ
    #1143
    0
  15. #1142 piggy (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 29 กันยายน 2557 / 17:57
    ชอบมั่ก..มาก นานๆ จะเจอเขียนฉากสงครามแล้วอ่านรื่นไหล + สนุกๆ ซักที แต่ถ้าให้ดีมีฉากหวานๆ มาบ้างก็จะดีหลายๆ เลยจ้าาาา อิอิ
    #1142
    0
  16. #1141 yukai (@yukai) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 29 กันยายน 2557 / 15:44
    ขอบคุณมากค่ะ
    #1141
    0
  17. #1140 inasba (@nassang) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 29 กันยายน 2557 / 15:36
    นางจิ้งจอกแผลงฤทธิ์ อิอิ
    #1140
    0
  18. #1139 Phirena (@phirena) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 29 กันยายน 2557 / 15:04
    ทัพต้าเว่ยถูกนางเอกจัดการซะย่อยยับเชียวT^T
    แง แบบนี้นางเอกจะได้ย้ายเมืองไหมเนี่ย555
    ยังเชียร์ไท่อี้เป็นพระเอกเหมือนเดิม ถึงเห็นสภาพกองทัพต้าเว่ยแล้วจะรู้สึกอนาถใจก็เถอะ จะรอหยวนล่มจมจากปัญหาภายในนะ แฮะๆ

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 30 กันยายน 2557 / 00:06
    #1139
    0
  19. #1138 yuechan (@yuechan) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 29 กันยายน 2557 / 14:06
    ยัยหนูกล้างเสี่ยงกล้าเดิมพันนะ ถ้าไม่ได้เป็นไปตามแผนนี่ก็ถือฆ่าตัวตายทางอ้อมเลยทีเดียว
    #1138
    0
  20. #1135 for u (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 29 กันยายน 2557 / 11:49
    สนุกมาก ชอบๆๆ
    #1135
    0
  21. #1134 คนเพรียว (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 29 กันยายน 2557 / 11:23
    ดีมีจินตนาการล้ำเลิศ

    สนุกและแปลกแหวกแนว

    เขาเรียกสร้างสรรค์เนอะ
    #1134
    0
  22. วันที่ 29 กันยายน 2557 / 08:58
    สุดยอดค่ะ รบกันอย่างมันส์เลย
    #1132
    0
  23. #1131 Poowadeh Suwannarat (@poohero) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 29 กันยายน 2557 / 08:31
    ค้างอะแหะๆมาอัพเร็วๆนะครับถือว่าเขียนได้ดีมากครับ
    #1131
    0
  24. #1129 fi_waa (@fi_waa) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 29 กันยายน 2557 / 05:54
    สนุกมว๊ากกกกกกก พอเห็นว่าอัพแล้วดีใจกดเปิดทันที แต่แช่ไว้ไม่กล้าอ่านกลัวจบตอน ต้องเข้าไปวนๆหาเรื่องอื่นๆอ่านก่อนแบบให้อารมณ์เหมือนกินก๋วยเตี๋ยวแล้วเก็บลูกชิ้นไว้กินท้ายสุด อิอิ มาต่อไวๆนะคะ
    #1129
    0