ปราชญ์หญิงพลิกแผ่นดิน

  • 99% Rating

  • 23 Vote(s)

  • 159,710 Views

  • 2,075 Comments

  • 2,285 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    384

    Overall
    159,710

ตอนที่ 42 : พลานุภาพแห่งอำนาจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5030
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 139 ครั้ง
    10 ต.ค. 57

    

      พลานุภาพแห่งอำนาจ

      เมืองเป่ยจิง

      "ปล่อยเชลยทั้งหมดคืนแก่ต้าเว่ยเจ้าค่ะ"

      "หา!..."

      สิ้นคำกล่าวของเหมยฮวา ทุกคนภายในห้องประชุมต่างอุทานออกมาด้วยความตกใจ ยังมีแม่ทัพบางคนถึงกับแทบตกจากเก้าอี้ที่ตนนั่งอยู่

      "เหมยฮวา ข้ารู้ดีว่าเจ้าไม่ชอบการฆ่าฟัน แต่การที่เจ้าสั่งให้ปล่อยนี้ออกจะเกินเลยไปหรือไม่"

      "ใช่...ท่านปราชญ์ หากท่านเห็นค้านกับการประหารเชลยทั้งหมด สามารถบอกกล่าวออกมาได้อย่างเต็มที่ ข้าและเหล่าแม่ทัพทุกคนพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงความคิด เก็บพวกเชลยเหล่านี้ไว้เพื่อนำมาเป็นแรงงาน"

      "ใช่ๆ....."

      แม่ทัพชิงอู่และองค์ชายผู่หลงต่างออกมากล่าวคำไม่เห็นด้วยกับความคิดของเหมยฮวา ก่อนที่แม่ทัพนายกองจะเอ่ยสนับสนุนคำพูดของคนทั้งสอง

      หลังจากที่ประชุมกันว่าจะจัดการเช่นไรกับเหล่าเชลยที่มีจำนวนกว่าหมื่นคน ทุกคนต่างเห็นด้วยกับการนำไปประหารให้หมด เพื่อใช้ข่มขวัญศัตรู โดยการนำหัวที่ตัดไปเสียบประจานที่ประตูด่าน รวมถึงป้องกันเหตุความวุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้น และที่สำคัญก็คือเสบียง ซึ่งทางหยวนอาจมีปัญหาขาดแคลนได้ หากยังขืนเก็บเชลยเหล่านี้ไว้

      "เรื่องนี้ข้าน้อยสามารถชี้แจ้งได้เจ้าค่ะ"

      "ฮืม..."แม่ทัพชิงอู่จึงยกมือขึ้นมา เพื่อบอกให้เหล่าแม่ทัพทุกคนหยุดแสดงความคิดเห็นของตน เหมยฮวาจึงได้กล่าวว่า

      "ที่ข้าน้อยแนะนำเช่นนี้ ก็เพื่อเตรียมการรับมือทัพต้าเว่ยอีกทัพหลังจากสิ้นฤดูหนาว ที่จะยกมา"

      การชนะศึกทั้งสองห้วงเวลา ยังไม่อาจรับประกันว่า ต้าเว่ยจะยอมหยุดการรุกราน จากเดิมที่ต้องการลดความสูญเสียกำลังพล จึงได้ทำศึกในฤดูหนาว แต่เมื่อไม่อาจตีด่านให้แตกได้ทั้งยังพ่ายยับ ไม่รู้ว่าฮองเต้ของต้าเว่ยจะโกรธแค้นจนไม่รู้สึกเสียดายกับไพร่พลที่จะสูญเสียอย่างมากมายยกทัพมาอีกรอบหรือไม่

      "หรือว่าจะแลกเปลี่ยน...."แม่ทัพชิงอู่ตาเป็นประกาย

      "เจ้าค่ะ แทนที่จะฆ่าทิ้งให้เสียเปล่า สู้ปล่อยเชลยไปเพื่อแลกเปลี่ยนกับอาวุธมา มิดีกว่าหรือ"

      "แต่ท่านปราชญ์ นี่ไม่เท่ากับปล่อยเสือเข้าป่าหรอกเหรอ"

      "ใช่เพคะ...หากในสภาพปกติไพร่พลยิ่งมากย่อมยิ่งดี แต่เมื่อตกอยู่ในสภาพนี้คงมิดีแน่" เหมยฮวากวาดตามองรอบๆ เห็นทุกคนกำลังเงี่ยหูฟังจึงได้แจงต่อ

      "ด้วยเสบียงในกองทัพและเสบียงสำรองที่เมืองสุยโจวต่างถูกทำลาย เพียงแค่แจกจ่ายให้ไพร่พลที่เหลือต้าเว่ยก็ยังไม่รู้ว่าจะอยู่รอดจนพ้นฤดูหนาวหรือไม่ หากเพิ่มผู้คนเข้าไปอีกหมื่นกว่าคน....."

      "อา!...."ไม่ต้องอธิบายต่อทุกคนในห้องประชุมก็นึกออก ก่อนจะอุทานออกมาพร้อมกัน ทั้งในใจต่างก็คิดว่า

      'นะ..น่ากลัว...'จากที่คิดว่าท่านปราชญ์รับไม่ได้กับการฆ่าคนไม่มีทางสู้ แต่เมื่อรู้จุดประสงค์ แม่ทัพบางคนถึงกับลอบปาดเหงื่อ นี่ไม่ต่างจากกินเนื้อไม่คายกระดูกชัดๆ ส่งมอบคนเพื่อแลกอาวุธ เมื่อต้าเว่ยมีคนเพิ่ม เสบียงที่เหลือน้อยอยู่แล้ว ก็ยิ่งเข้าห้วงวิกฤต กว่าจะเข้าฤดูใบไม้ผลิคงได้มีคนตายเป็นเบือจากการอดอยากเป็นแน่

      "ในเมื่อไม่มีสิ่งใดรับประกันได้ว่า ต้าเว่ยจะรามือจากหยวน อย่างมากก็ยุติไปชั่วคราว สู้ดำเนินแผนการกอบโกยและตัดกำลังอีกฝ่ายให้มากที่สุด หากทุกอย่างพร้อมสรรพ ต้นฤดูใบไม้ผลิ ด่านเมืองสุยโจวอาจถูกหยวนเราตีแตกก็ได้"

      "ดีๆ.....ฮ่าๆ...มีแม่ทัพคนไหนเห็นแย้งหรือไม่"แม่ทัพชิงอู่หัวเราะลั่น แล้วจึงหันไปถามเหล่าแม่ทัพนายกองทุกคน

      "ไม่ขอรับ..."เมื่อไม่มีใครคิดต่าง แม่ทัพชิงอู่จึงได้เตรียมร่างสาสน์ส่งไปยังทัพต้าเว่ยทันที

      การที่กล้าปล่อยเชลยนี้ มิใช่ความอวดดี หากแต่ผ่านการคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว ด้วยสืบเนื่องมาจากการลอบเผาเสบียงจำกัดไว้ที่แปดถึงเก้าส่วนไม่ได้เผาหมด เพื่อเว้นทางรอดไว้ให้อีกฝ่ายได้มีความหวัง แม้จะพบกับความลำบากบ้างในด้านความอดอยาก แต่ก็น่าจะเพียงพอประคับประคองชีวิตให้อยู่ได้จนพ้นฤดูหนาว เมื่อมีหนทางเหล่าทหารต้าเว่ยต้องไม่คิดที่จะเสี่ยงตาย ยอมเป็นหยกแหลกลาญ ไม่ยอมเป็นกระเบื้องที่สมบูรณ์ ตอบโต้มาอย่างบ้าคลั่ง แม้การบุกอย่างบ้าคลั่งของต้าเว่ยจะไม่อาจทำอย่างไรได้ แต่หยวนคงบอบช้ำพอดู

      อีกทั้งการคืนเชลยยังบังคับไม่ให้ต้าเว่ยคิดกำจัดทหารของตน ที่บาดเจ็บมากจนกลายเป็นภาระทิ้ง เพราะจะถูกนำมาเทียบกับหยวนในทันที ว่าขนาดศัตรูยังไม่คิดฆ่าคนไม่มีทางสู้ แล้วเหตุใดแม่ทัพตนถึงได้คิดฆ่าด้วย เท่านี้ไพร่พลทุกชีวิตต้องถูกเก็บกู้กลับไปยังเมือง
สุยโจว จนต้องเผชิญปัญหาเรื่องเสบียงอย่างเลี่ยงไม่ได้

      การขาดแคลนเสบียงย่อมทำให้ไม่อิ่มท้อง บวกกับความหนาวเหน็บทำให้หดหู่ สองสิ่งนี้จะบั่นทอนจิตใจของผู้คนเป็นอย่างมาก เมื่อนั้นหยวนจะพลิกโอกาสจากรับเป็นรุกในทันที ฉวยจังหวะเร่งโจมตีด่านสุยโจว โดยที่ใช้กำลังเพียงหยิบมือก็น่าจะทำได้แล้ว ทันทีที่ด่านแตก ต้าเว่ยต่างหากที่จะหวั่นเกรงหยวน เพราะหยวนยังมีสิ่งที่ต้าเว่ยมองข้าม นั่นก็คือความสามารถเฉพาะตัวของทหารหยวน

      จากที่เหมยฮวาสังเกตุดู ทหารถึงหกในสิบนาย สามารถหัดขับขี่ม้าได้อย่างคล่องแคล่วภายในเวลาไม่กี่วัน คงเพราะได้รับอิทธิพลจากชาวนอกด่าน โดยเฉพาะชาวทู่เจียในช่วงหลายสิบปีที่มีการติดต่อสัมพันธ์กัน จึงซึมซับทักษะและความชอบเข้ามาอย่างไม่รู้ตัว แม้ไม่เทียบเท่าชาวหู แต่เมื่อวัดกันกับชาวจงหยวนถือว่าเหนือกว่า ความสามารถนี้ต้องถูกจำกัดด้วยค่าใช้จ่ายที่สูง จนแคว้นหยวนไม่อาจแบกรับได้ ทว่าหากได้มาเปล่าๆเล่า

      ส่วนเหตุผลที่เหมยฮวาต้องการยึดด่านเมืองสุยโจว ก็เพื่อแสดงถึงอานุภาพของทัพหยวน และใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์ ในการรุกคืบยึดครองพื้นที่ไปจนถึงฝั่งแม่น้ำฮวงโห เมื่อนั้นเส้นทางเดินทัพของหยวนก็จะหลากหลายขึ้น จนต้าเว่ยต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ถ้าทำไม่ได้ อย่างน้อยหยวนก็จะมีด่านปราการถึงสองชั้น หากต้าเว่ยยังคิดจะรุกรานคงต้องลงแรงมากกว่าเดิมถึงสองเท่าตัว

      ดังนั้นการแลกเปลี่ยนเชลย เหมยฮวาจึงมุ่งหวังในม้าศึกของต้าเว่ย เพื่อนำมาสร้างกองทัพม้า เพราะมีแต่ทำเช่นนี้เท่านั้นจึงจะช่วยย่นระยะห่างระหว่างจำนวนกำลังพลของทั้งสองฝ่ายให้พอทัดเทียมกัน ด้วยคำกล่าวที่ว่าทหารม้าหนึ่งนายเทียบเท่าทหารราบสิบคน แม้ในความจริงไม่ได้เป็นไปตามที่เอ่ยอ้าง แต่มันก็เพียงพอแล้วที่จะใช้สะกดอีกฝ่ายให้ยำเกรง

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      ค่ายทัพต้าเว่ย

      "ม้าศึกหมื่นตัว อาวุธสามหมื่นชิ้นภายในสามวัน"เมื่ออ่านจบ แม่ทัพเฉินเยี่ยก็เงยหน้าขึ้นมากล่าวบอกแก่ทุกคน เผยให้เห็นใบหน้าที่ซูบซีด เนื่องจากแทบไม่ได้พักผ่อนตั้งแต่คืนวันก่อนที่ถูกลอบเผาเสบียง

      "ช่างคิดนักนะ!.....ต้องเป็นแผนการของนางอย่างแน่นอน"องค์ชายไท่อี้ตรัสออกมาอย่างเจ็บแค้น

      "ที่เรียกร้องมานั้นถือว่าไม่มาก หากอยู่ในสภาพปกติ แต่นี่ทางเราแทบไม่มีทางจัดหาได้ทันเป็นแน่ กว่าจะติดต่อและลำเลียงมาจากเมืองสุยโจวก็กินเวลามากกว่าเจ็ดวัน"

      "ดั่งที่ท่านเกาเว่ยกล่าว หยวนมีเป้าหมายที่จะปลดอาวุธและจำกัดขีดความสามารถในการรบของต้าเว่ยเรา เพราะเป็นที่รู้อยู่ว่าคลังอาวุธถูกเผาทำลาย  วิธีที่จะแลกเปลี่ยนได้ก็คือนำอาวุธและม้าศึกที่ทหารใช้อยู่ไปมอบให้"

      "ทำเช่นนี้แล้ว หยวนจะฉวยโอกาสไล่ตีตลบหลังตอนถอยทัพหรือไม่"

      องค์ชายไท่อี้เพียงตรัสถาม ด้วยทราบว่าในเชลยที่จะถูกแลกเปลี่ยนมีแม่ทัพเว่ยหย่งและหม่าเฉวี่ยนรวมอยู่ เช่นไรก็ต้องรู้สึกเสียดายหากสูญเสียไป เพราะแม่ทัพที่เก่งกล้าหนึ่งคนมีค่ามากกว่ากำลังพลนับหมื่น ยิ่งคนทั้งสองมีผลงานการรบและชื่อเสียงเพียงเป็นรองแม่ทัพเฉินเยี่ย และแม่ทัพเมิ่งเถียน ขุนพลที่มีฝีมือขนาดนี้ ต่อให้ส่งมอบสิ่งของมากกว่าที่เรียกร้องอีกเท่าตัวก็หาได้เกินเลยไม่

      "ไม่พะยะค่ะองค์ชาย... แต่มันจะเลวร้ายกว่ามาก เพราะสิ่งที่นางต้องการหาใช่ชีวิต แต่เป็นการทำลายความเชื่อมั่นและความคิดต่อสู้ของทัพต้าเว่ยเรา ด้วยรู้อยู่แล้วว่าเช่นไรต้าเว่ยก็ต้องยึดหยวนให้ได้ แทนที่จะเอาชีวิตผู้คนให้หมดสู้ทำให้เกรงกลัวย่อมดีกว่า ไม่เช่นนั้นมีรึที่จะยังนิ่งเฉยไม่ยกทัพมาบดขยี้ค่ายทัพนี้ให้แตกพ่าย"

      เมื่อเกาเว่ยแจกแจงออกมา องค์ชายไท่อี้และแม่ทัพเฉินเยี่ยต่างผงกศรีษะเห็นด้วย เพราะเมื่อคิดตามและพิจารณาระหว่างไม่ถอนทัพ โดยให้ทางเมืองสุยโจวรวบรวมเสบียงมาให้ โอกาสถูกดักซุ่มโจมตีจนสูญเสียเสบียงย่อมมีมาก เพราะขนาดภายในค่ายกับในเมืองสุยโจวที่มีการป้องกันอย่างเต็มที่ยังถูกทางหยวนลักลอบเข้าไปทำลายได้

      ส่วนการถอนทัพกลับ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับอุปสรรคจากหิมะและความหนาวเย็น แต่ก็มีเพียงเท่านี้ เพราะทัพหยวนแสดงเจตนาว่าจะไม่โจมตีหากถอยทัพ ดังนั้นโอกาสที่จะยังรักษาจำนวนไพร่พลให้เหลือรอด ย่อมชัดเจนและแน่นอนกว่าวิธีการแรกมากนัก

      "เฮ่อ...มาคิดดูแล้ว รู้ทั้งรู้ว่าจะต้องเผชิญอะไรหากถอนทัพกลับ แต่ก็ต้องทำ นี่ไม่ต่างจากทางเราต้องกระทำตามที่แม่นางหลี่ผู้นั้นชี้นิ้วสั่งการเลยซักนิด"

      "อันที่จริงแล้ว ต้าเว่ยเราคงเดินตามทางที่แม่นางหลี่เตรียมไว้ให้ ตั้งแต่พ่ายแพ้ในศึกครั้งแรกแล้วก็ได้ แม่ทัพเฉิน"หลังได้ฟังที่เกาเว่ยเอ่ย องค์ชายไท่อี้ก็แค่นเสียงออกมาคำพร้อมจะตรัสคำ

      "เหอะ!...ไว้ไม่เกินฤดูใบไม้ผลิเมื่อไหร่ ข้าจะตอบแทนนางอย่างทบต้นทบดอก โดยไม่สนว่าจะต้องเสียสละมากมายเพียงใด ข้าจะต้องทำให้นางลิ้มรสความพ่ายแพ้ให้จงได้"

      เกาเว่ยได้แต่สบตากับแม่ทัพเฉินเยี่ย ต่างคนต่างคิดอ่านในใจ องค์ชายไท่อี้เป็นเช่นนี้ องค์เว่ยไท่หวงตี้ก็ต้องเป็นเช่นนี้ ที่จะทรงกริ้วจนอาจมีรับสั่งให้กรีฑาทัพมาโจมตีอีกทันที แม้จะต้องสูญเสียทหารมากกว่าสิบหมื่น ก็คงไม่ทรงใส่พระทัย แต่ยังมีอีกเรื่องที่ทำให้เกาเว่ยหนักใจพอๆกัน ก็คือหลี่เหมยฮวา นางยังจะมีแผนการใดอีกหรือไม่ เพราะจากที่ปะติดปะต่อดู แผนการทุกอย่างดำเนินการมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ต่อเนื่องกันมาดั่งระลอกคลืน

      หากบอกว่าแผนการสิ้นสุดลงแค่หยวนได้ม้าและอาวุธไปขยายกองทัพ แต่ก็เท่านั้น อย่างมากก็มีทัพม้าเพิ่มเป็นสองหมื่น เทียบกับต้าเว่ยที่มีถึงหกหมื่นยังไม่ได้

      ส่วนทัพต้าเว่ยก็เผชิญกับความอดอยากที่เสบียงไม่เพียงพอ ต้องอดทนกับสภาพดังกล่าวจนพ้นฤดูหนาวภายในเมืองสุยโจว ด้วยอุปนิสัยของนาง ถ้าเพียงเท่านี้ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน ให้ตายเช่นไรตนก็ไม่ยอมเชื่อ หากเปรียบกันแคว้นหยวนว่าว้าวุ่น ต้าเว่ยกลับว้าวุ่นกว่า เพราะเหลือเพียงแคว้นเดียว ก็จะครอบครองทั้งแผ่นดิน ต้าเว่ยทั้งเบื้องสูงเบื้องต่ำย่อมรีบเร่งกระทำ เพื่อจะได้ถูกจารึกชื่อ ว่าเป็นหนึ่งใน บุคคลที่รวบรวมแผ่นดิน

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      แคว้นหยวน เมืองต้าตู

      ข่าวชัยชนะถูกส่งมาถึงเมืองหลวงอีกคำรบ ก่อนที่จะถูกทางราชสำนักหยวนกระจายข่าวออกไป ผู้คนทั้งเบื้องสูงเบื้องล่างต่างพากันดีใจ โห่ร้อง ทุกบ้านเรือนต่างประดับประดาไปด้วยโคมสีแดง ที่ถูกนำมาแขวนไว้หน้าบ้าน เพื่อแสดงความยินดีที่สามารถขับไล่ทัพต้าเว่ยไปได้

      ตกเย็นโคมที่แขวนไว้ทุกบ้านเรือนต่างก็ถูกจุด แลไปช่างดูสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ทว่าท่ามกลางความยินดีของชาวเมือง ภายในราชสำนักกลับปั่นป่วน ก่อเกิดคลืนลมขึ้นมาอย่างลับๆอีกระลอก

      ตำหนักเน่ยมู่เทียนกง อันเป็นที่ประทับของฮองเฮาลั่วหลัน

      "พวกท่านคิดวิธีการได้หรือยัง"เสียงของฮองเฮาลั่วหลันเอ่ยถามผู้คนที่อยู่เบื้องหน้า

      "ทูลฮองเฮาหาต้องร้อนพระทัยไม่ เช่นไรตอนนี้ทั่วทั้งราชสำนักและกองทหารภายในเมืองต่าง ก็เป็นคนของเรา"เป็นเสนาฯฟางกล่าวคำขึ้น

      "แต่ข้าต้องการให้มั่นใจ ว่าจะไม่มีข้อผิดพลาดขึ้น"

      "ทูลเสด็จป้า ผู้หลานมีแผนการจะเสนอพะยะค่ะ" บุรุษรูปร่างสูงใหญ่ มีใบหน้าเหลี่ยม อีกทั้งโหนกแก้มสูง อายุราวสามสิบปีเป็นผู้กล่าวคำออกมา

      "ว่าไปเฟิ่งรุ่ย" ฮองเฮาลั่วหลันเอ่ยอนุญาต

      "ผู้หลานคิดว่า ส่งคนลอบเข้าไปก่อกวนจวนแม่ทัพดีหรือไม่พะยะค่ะ หากทำเช่นนี้ทางเราก็จะมีข้ออ้างว่าเพื่อคุ้มครอง ก่อนจะจัดส่งกำลังทหารเข้าไปประจำการบริเวณรอบๆจวน"จบคำของเฟิ่งรุ่ย ทุกคนภายในห้องต่างกระจ่างตาขึ้นวูบหนึ่ง ประดุจดั่งพบหนทางแห่งแสงสว่าง

      "แผนการเจ้าช่างยอดเยี่ยมยิ่งนักเฟิ่งรุ่ย สมแล้วที่ได้ชื่อว่าเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในตระกูลเฟิ่งเรา"ฮองเฮาลั่วหลันแย้มพระสรวลออกมาด้วยภูมิใจกับหลานของตนคนนี้ยิ่งนัก ที่คิดแผนการให้มีข้ออ้าง จัดส่งกำลังทหารที่เป็นคนของพระองค์ไปตรึงกำลังรอบจวนแม่ทัพได้โดยไม่มีใครกล้าค้าน เมื่อครอบครัวแม่ทัพชิงอู่มิต่างจากถูกจับเป็นตัวประกัน ย่อมมิกล้าบุ่มบ่ามคิดกระทำการใหญ่ใด โดยไม่ยั้งคิดเป็นแน่

      ลึกๆแล้วฮองเฮาก็ให้รู้สึกเสียดาย ด้วยตลอดมาพระองค์ไม่ทรงคิดสร้างฐานอำนาจและก้าวก่ายในการเมืองมากนัก แม้จะมีการนำคนจากตระกูลเฟิ่ง ซึ่งเป็นสกุลเดิมของพระองค์เอง มารับราชการทั้งในราชสำนักและกองทัพ แต่ถ้าไม่มีความสามารถจริง พระองค์ก็ไม่ดึงดันที่จะสนับสนุนให้มีตำแหน่งใหญ่โต

      ดังนั้นในราชสำนักหยวน ถึงจะมีคนของตระกูลเฟิ่งหลายคน แต่ก็ไม่ได้มีอำนาจบารมีเพียงพอ สุดท้ายจึงต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากเสนาฯฟาง เจ้ากรมสวี่และเจ้ากรมเจียง ในการควบคุมราชสำนัก

      เฟิ่งรุ่ยนั้นมีศักดิ์เป็นหลานของพระองค์ ซึ่งเป็นบุคคลที่โดดเด่นมากที่สุดในตระกูลเฟิ่ง ก่อนหน้านี้มีตำแหน่งเป็นเพียงองครักษ์ เมื่ออ๋องหยวนล้มป่วย จึงได้รู้ว่าสถานการณ์คับขัน ค่อยดึงตัวมาช่วยโดยมอบตำแหน่งแม่ทัพประจำเมืองหลวงให้ นอกจากเฟิ่งรุ่ยแล้ว ยังมีผู้คนจากตระกูลเฟิ่งอีกหลายคน ได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งที่ใหญ่โตขึ้น ทั้งในราชสำนักและกองทัพ

      "ข้าน้อยก็เห็นด้วยกับความคิดของแม่ทัพเฟิ่ง ด้านผู้คนข้าน้อยสามารถจัดหามาให้ได้ในทันทีพะยะค่ะ"

      "ท่านเจ้ากรมสวี่ กล่าวเช่นนี้คล้ายกับว่าจวนแม่ทัพใช้ผู้ใดลอบเข้าไปก็ได้"

      "ขอท่านเสนาฯฟาง อย่าได้กังวล คนของข้าย่อมมีความสามารถอย่างเพียงพอ" แม้น้ำเสียงจะเรียบๆ แต่แววตาของเจ้ากรมสวี่ บ่งบอก ว่า ไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ถูกอีกฝ่ายสบประมาท เพื่อไม่ให้มีอะไรเกินไปกว่านี้ ฮองเฮาลั่วหลันจึงได้ตรัสขึ้น

      "ในเรื่องจัดหาผู้คนก็ให้เจ้ากรมสวี่เป็นธุระ ด้านท่านเสนาฯฟางก็ช่วยดูแลในเรื่องแผนการ เช่นนี้ดีหรือไม่"

      "พะยะค่ะ"ทั้งสองคราแรกดูจะอิดออด สุดท้ายจึงได้ยอมรับคำ

      แม้ผู้คนทั้งหมดจะร่วมมือกัน แต่ก็เป็นไปภายใต้คำว่าผลประโยชน์ ในกลุ่มมีเพียงเจ้ากรมเจียงที่ดูสงบเงี่ยมที่สุด จะมีก็เจ้ากรมสวี่กับเสนาฯฟางเท่านั้น ที่ดูจะชิงดีชิงเด่นกันจนเห็นได้ชัด

      ด้วยอำนาจของคนทั้งสอง ถ้าร่วมมือกันย่อมมีอำนาจมากจนไม่อาจควบคุมได้ ดังนั้นฮองเฮาจึงต้องดำเนินแผนการ ให้คนทั้งสองมีข้อกินแหนงแคลงใจกัน วิธีการที่ว่าก็คือ พระองค์จะทรงแนะนำคนที่เหมาะสมให้กับองค์ชายเทียนหลง เพื่อเป็นที่ปรึกษาในยามที่ขึ้นเป็นอ๋อง

      ที่ปรึกษาดูไปแล้วมิใช่ตำแหน่งใหญ่โตอะไร แต่ว่าคนที่เป็นจะได้อยู่ใกล้ชิดท่านอ๋องมากที่สุด ทั้งยังสามารถชี้แนะและโน้มน้าวท่านอ๋องได้ สิ่งเหล่านี้นี่เองที่จะทำให้ที่ปรึกษามีอำนาจอย่างมากมาย หากได้รับความวางพระทัย สามารถชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ได้เลยทีเดียว

      วิธีการนี้นอกจากจะใช้สะกดอำนาจของคนทั้งสอง ยังทำให้ทุกคนตั้งใจรับใช้พระองค์อย่างแข็งขัน เพื่อให้ได้เป็นคนโปรด ทุกอย่างที่พระองค์ทรงกระทำมาทั้งหมด แม้จะรู้สึกขัดแย้งบางเรื่องที่ทรงกระทำไปในพระทัย แต่ในฐานะของผู้ที่เป็นแม่ ย่อมยอมทำทุกอย่าง เพื่อให้บุตรชายหรือองค์ชายเทียนหลงปลอดภัยที่สุด ซึ่งก็คือการขึ้นเป็นอ๋องอย่างไร้อุปสรรค

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      เมืองเป่ยจิง

      "ตอนนี้ทัพม้าทั้งหมดหมื่นแปดพันนาย อยู่ในสภาพพร้อมถึงขีดสุดแล้วขอรับ"

      "ฮ่าๆ..ดี เมื่อไหร่ที่เส้นทางเปิด พวกต้าเว่ยจะได้รับรู้ว่าทัพหยวน มิใช่จะให้ใครมาทุบตีเอาแต่ถ่ายเดียวได้" แม่ทัพชิงอู่กล่าวอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม

      ด้วยสายข่าวที่ส่งไปสอดแนม เป็นไปตามที่คาด สภาพผู้คนและทหารภายในเมืองสุยโจวต่างสับสนและวุ่นวายยิ่ง ด้วยถูกเคี่ยวกรำจากการขัดสนเสบียงที่ทำให้ ต้องแจกจ่ายอาหารได้เพียงวันละครั้ง มีกินแต่ไม่อิ่มท้องรวมกับอากาศหนาวเหน็บ สองประการนี้ช่างน่ากลัวนัก ถึงกับเล่นงานจิตใจผู้คนจากวีรบุรุษให้กลายเป็นยาจกไร้ค่าได้ภายในเดือนเดียว แม้จะส่งขบวนเสบียงมาช่วย แต่เพราะเส้นทางถูกปิดจึงใช้เวลาร่วมเดือนค่อยมาถึงเมืองสุยโจว

      ทว่าก็ต้องถูกลอบเผาทำลายไปอีกรอบ แม้จะทำลายไปได้ไม่ถึงครึ่ง แต่กลับมีผลลัพธ์อื่นที่นอกเหนือจากความคาดหมาย เพราะในเมืองสุยโจว มีการร่ำลือว่าทางหยวน ใช้ปีศาจช่วยในการสู้รบ ตอนหยวนได้รับรายงานครั้งแรก ทุกคนต่างหัวร่อจนงอหาย

      ข่าวลือนี้เกิดจากทหารต้าเว่ยที่ส่งไปไล่ล่า แต่เพราะไม่อาจติดตามได้ทัน จึงเจอเพียงรอยเท้าที่ใหญ่กว่าผู้คนปกติกว่าเท่าตัว จึงคิดว่าอาจจะไม่ใช่มนุษย์ ที่จริงรอยนี้เกิดจากรองเท้าย่ำหิมะที่เหมยฮวาออกแบบให้ และเมื่อติดตามไปเรื่อยๆ ก็เจอกับรอยบนพื้นหิมะเป็นเส้น

ลากยาวและคดเคี้ยว ก่อนจะพากันจินตนาการว่าคล้ายดั่งรอยเลื้อยของงู  คำร่ำลือจากน้อยนิดก็ถูกขยายกลายเป็นว่า หยวนใช้ปีศาจตัวสูง ใหญ่ ทั้งยังแปลงกายเป็นงูได้มารบกับต้าเว่ย

      ในขณะที่หยวนคิดจะโจมตี ต้าเว่ยกลับนิ่งเฉยแทน ปฏิกิริยาที่สงบนิ่งเช่นนี้ แม้แต่เกาเว่ยและคนอื่นๆก็ต้องแปลกใจ ว่าเหตุไฉนองค์ฝ่าบาทของตน ถึงทรงได้พระทัยเย็นขนาดนี้ ด้วยเกาเว่ยไม่ได้อยู่ที่เมืองหลวง จึงไม่อาจคาดเดาได้ว่าทรงแสดงออกเช่นไรบ้างหลังได้รับข่าวเรื่องทัพพ่ายแพ้ ดังนั้นเมื่อไม่มีรับสั่งใดๆส่งมา แม่ทัพเฉินเยี่ยจึงทำได้แค่ตรึงกำลังไว้ที่เมืองสุยโจว

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      อีกไม่ถึงยี่สิบวันก็จะเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้ว อากาศเริ่มอุ่นขึ้นทุกที ทว่าในช่วงสายของวัน

      ***ฤดูหนาว เริ่มเดือน พ.ย.ถึงกลาง มี.ค. หิมะจะเริ่มละลายตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม***

      "เรียนท่านแม่ทัพ มีม้าเร็วจากเมืองหลวงส่งมาขอรับ"

      พลทหารที่รักษาการณ์ภายในตึกบัญาการกองทัพ  เข้ามารายงานให้ทราบ พอแม่ทัพชิงอู่ได้ฟัง ถึงกับฉงนใจ

      "ให้รีบเข้ามา" เมื่ออนุญาตให้เข้ามาได้ พลทหารสื่อสารที่มาจากเมืองหลวง ก็เข้ามาทำความเคารพ แล้วจึงยื่นกระบอกใส่สาสน์ พร้อมทั้งป้ายหยกออกมาให้ พอเห็นป้ายหยกสีหน้าของแม่ทัพชิงอู่ก็เคร่งเครียดทันที ครั้นเห็นเนื้อความในสาสน์ สีหน้าก็แปรเปลี่ยนยิ่งขึ้นกว่าเดิม ก่อนจะสั่งการกับนายทหารด้านนอก

      "เรียกองค์ชายผู่หลงและเหมยฮวามายังที่นี่"

      "ขอรับ"หลังจากนั้นไม่นานบุคคลทั้งสองก็มาถึง

      "เสด็จอา เกิดอะไรขึ้น" แม่ทัพชิงอู่ ยื่นสาสน์และป้ายหยกให้องค์ชายผู่หลงดู ก่อนจะถามว่า

      "เจ้าลองตรวจสอบดู"

      เมื่อองค์ชายผู่หลงรับมาพลิกดูป้ายหยกรอบหนึ่ง ก็จำได้ทันทีว่าเป็นของผู้ใด แล้วจึงหันมาดูสาสน์ซึ่งมีเพียงข้อความไม่กี่คำว่า

      'สถานะการณ์เร่งด่วน หยวนชิงอู่ เหมยฮวารีบกลับ'

      "ทั้งป้ายหยกและลายมือเป็นของเสด็จพ่อจริงขอรับเสด็จอา"

      "ฮืม...เช่นนั้นข้าก็ดูไม่ผิด เพียงแต่ทำไมเสด็จพี่ถึงได้ทำเช่นนี้"

      แม่ทัพชิงอู่และองค์ชายผู่หลง เมื่อแน่ใจว่าสิ่งของที่ว่าเป็นของจริง ก็เริ่มครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆ ว่าท่านอ๋องทำไมถึงได้ส่งสาสน์มาเช่นนี้ เหมยฮวาที่นั่งฟังอยู่ตั้งแต่เริ่ม ก็กล่าวขึ้นว่า

      "ท่านชิงอู่เจ้าค่ะ อาจเป็นไปได้หรือไม่ว่า ภายในเมืองหลวงเกิดความวุ่นวายขึ้น"

      "ข้าก็คิดเช่นเดียวกับเจ้า แต่เพราะอะไรถึงไม่รับสั่งทางราชโองการ"

      "หรือว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ท่านอ๋องไม่สามารถจัดการอย่างเปิดเผยได้ จึงต้องทรงทำเช่นนี้" 

      "ข้าคิดว่าคงเป็นดั่งที่ท่านปราชญ์กล่าว แต่เหตุใดกันเสด็จพ่อถึงกับต้องทรงเรียกตัวกลับอย่างเร่งด่วน ทั้งยังทรงเขียนเพียงนิดเดียวคล้ายกับทรงเร่งรีบกลัวผู้ใดพบเห็น"เป็นองค์ชายผู่หลงแยกแยะออกมา

      "ป้ายหยกและลายมือเป็นของจริง เนื้อความมีเพียงสั้นๆ คล้ายกลัวถูกพบเห็น สามสิ่งนี้เมื่อรวมกัน เป็นไปได้หรือไม่ว่า...."

      'กบฏ'คำๆนี้ผุดขึ้นมาในหัวของทุกคนทันใด

      "หากว่ามีกบฏจริง น่าจะอยู่ในระหว่างดำเนินการ แต่ถึงขั้นเสด็จพ่อยังไม่สามารถจัดการได้ น่าจะเกี่ยวข้องกับเหล่าพวกเชื้อพระวงค์และขุนนางระดับสูงรวมหัวกัน เสด็จอา...คงเพราะเหตุนี้กระมั้งถึงต้องอาศัยท่านและท่านปราชญ์ ให้กลับไปช่วยจัดการอย่างลับๆ เพื่อป้องกันความเสื่อมเสียและมีผลในการศึก ที่อาจจะเกิดขึ้นหากเรื่องนี้แพร่ออกไป"

      "ใครอยู่ข้างนอกเรียกพลสื่อสารเมื่อครู่เข้ามา "แม่ทัพชิงอู่ไม่ตอบคำ กลับหันไปสั่งให้พลสื่อสารที่นำสาสน์มาเข้าพบ ครู่เดียวพลสื่อสารที่เพิ่งได้พักผ่อน ก็รีบรุดหน้าตาตื่นเข้ามายังภายใน

      "ที่เมืองหลวงเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น"โดยไม่รอให้พลสื่อสารทำความเคารพแม่ทัพชิงอู่ก็เอ่ยถามทันที

      "อะ..เอ่อ..เรียนท่านแม่ทัพปกติขอรับ"

      "เจ้าแน่ใจว่าปกติ..."ทั้งน้ำเสียงและท่าทางของแม่ทัพชิงอู่ กดดันจนพลสื่อสารคนดังกล่าว ถึงกับปากคอสั่น หน้าซีด ก่อนจะเอ่ยรับคำออกมา

      "ขะ..ขอรับท่านแม่ทัพ"

      นอกเหนือจากแววตาที่หวาดกลัวและตื่นตระหนก อื่นๆไม่มีลักษณะแอบแฝงใดที่บ่งบอกว่ากำลังโกหกเลยซักนิด หากว่าแสร้งทำต้องยอมรับว่าพลสื่อสารคนนี้ เล่นละครตบตาได้เนียนมาก จนสายตาทั้งสี่คู่จับผิดไม่ได้เลย เมื่อซักถามอยู่นานก็ไม่มีผลลัพธ์อันใด จึงได้สั่งให้พลสื่อสารคนดังกล่าวออกไป
      แม่ทัพชิงอู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตกลงใจว่าคงจะต้องไปตรวจสอบด้วยตนเองน่าจะดีที่สุด เพราะเรื่องที่ว่าคงเป็นความลับระดับสูง เกินกว่าที่จะใช้ทหารตำแหน่งเล็กๆไปสืบได้ ไม่เช่นนั้นเสด็จพี่คงไม่เรียกตนกลับไป

      "เฮ่อ..ถือว่าชะตาเมืองสุยโจวยังกล้าแข็งอยู่ ผู่หลงระงับแผนการโจมตีทั้งหมด คัดเลือกผู้คนที่มีฝีมือร้อยคนติดตามข้ากลับเมืองหลวง"

      "ไม่น้อยไปเหรอขอรับเสด็จอา"

      "ข้าไม่ต้องการตกเป็นจุดสนใจ อีกทั้งยิ่งไปถึงเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี"

      "เส้นทางแทบถูกปิดเช่นนี้ หากมีกบฏจริง คงเคลื่อนทัพไปช่วยเหลือไม่ทันเป็นแน่ อย่างไรเสด็จอายอมให้ข้าเคลื่อนทัพตามหลังไปดีหรือไม่ขอรับ"องค์ชายผู่หลงตรัสออกมาด้วยความเป็นห่วงทั้งอ๋องหยวนที่เป็นเสด็จพ่อของพระองค์และแม่ทัพชิงอู่
       แต่หากถามว่าเป็นกังวลต่อผู้ใดมากกว่ากันย่อมต้องเป็นแม่ทัพชิงอู่ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างองค์ชายผู่หลงและอ๋องหยวนแทบมิต่างจากคนแปลกหน้า การพบเจอแต่ละคราก็ออกไปในลักษณะเจ้าชีวิตกับขุนนาง

      ส่วนแม่ทัพชิงอู่ที่องค์ชายเรียกว่าเสด็จอา กลับมีความสนิทสนมแนบแน่นจนมิต่างจากบิดากับบุตร เพราะองค์ชายผู่หลงสนใจในด้านการศึก ตั้งแต่เล็กก็ชอบมาคลุกคลีอยู่กับแม่ทัพชิงอู่ พออายุได้สิบหกปีก็ถูกส่งมาคอยติดตามเพื่อเรียนรู้การรบอย่างจริงจัง

      "ไม่..เจ้าต้องเตรียมทัพไว้เพื่อรับมือเหตุเปลี่ยนแปลงทั้งสองด้าน อีกทั้งหากยกทัพเข้าเมืองหลวง พวกเราต่างหากที่จะถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏเสียเอง"

      "ตะ..แต่ว่า..."

      "ไม่มีแต่ นอกเหนือจากต้าเว่ยแล้ว เจ้าต้องเตรียมทัพเคลื่อนที่เร็วไว้ราวหมื่นคน เพื่อรับมือหากมีกบฏจริง"

      การส่งสาสน์ลับกับป้ายหยกของท่านอ๋องมา ที่จริงเป็นทางฮองเฮาจัดทำขึ้น โดยหาคนมาปลอมแปลงลายมือของท่านอ๋อง วิธีการเรียบง่ายแต่ได้ผลอย่างเยี่ยมยอด เพราะถ้าฮองเฮาใช้ราชโองการ ย่อมต้องทำในนามผู้สำเร็จราชการ ทั้งยังจัดขบวนนำราชโองการ

      เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมถูกทักท้วงจากขุนนางภายในราชสำนัก ด้วยแม่ทัพชิงอู่กำลังต้านรับศึก แม้ว่าจะขับไล่ต้าเว่ยไปได้ แต่จู่ๆก็เรียกกลับมาคงไม่เป็นการสมควรแน่ และการใช้ราชโองการโดยฮองเฮา ไม่ต่างจากการแหวกหญ้าให้งูตื่น ทำให้ทราบว่าอ๋องหยวนไม่อาจจัดการกับข้อราชกิจใดๆได้ จนต้องแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทน

      หากแม่ทัพชิงอู่คิดไม่ซื่อ ย่อมต้องระมัดระวังตัวไม่ยอมรับราชโองการ โดยใช้เหตุต้องรับศึกในการบ่ายเบี่ยงไม่ยอมกลับเมืองหลวง หรือไม่ก็ยกทัพเข้ามายังเมืองหลวงทันที โดยอ้างว่าเพื่ออารักขาและป้องกันเหตุวุ่นวายอันจะเกิด

      ดังนั้นการที่จะหลอกแม่ทัพชิงอู่ที่ชาญฉลาดให้หลงเชื่อและสำคัญผิดไปในประเด็นอื่น ก็คือต้องใช้ความจริงมาหลอก โดยการใช้ป้ายหยกของจริง ชักนำให้คิดเชื่อว่าสาสน์ที่ส่งมาเป็นของจริง จนละเลยการตรวจสอบให้ละเอียด อีกทั้งเนื้อหายังกำกวมชวนให้ร้อนรน จนอาจทำให้ตัดสินใจอย่างรีบเร่ง เมื่อรวมกับข้อมูลที่ซักถามจากพลสื่อสารก็ยิ่งหลงประเด็น

      เพราะพลสื่อสารที่มาส่ง ถูกจัดเตรียมไว้ก่อนหน้านี้เป็นเดือน โดยการคัดเลือกผู้คนจากเมืองห่างไกลมาบรรจุ เมื่อเข้ามายังเมืองหลวงก็ออกกฏเกณฑ์เพื่อจำกัดพื้นที่ไม่ให้ไปคลุกคลีกับผู้อื่น นอกเหนือจากคนของตน ซึ่งคนเหล่านี้นี่เองที่ป้อนข้อมูลผิดๆให้โดยผ่านการสนทนากัน ดังนั้นต่อให้แม่ทัพชิงอู่ คิดจะเอาพลทหารสื่อสารไปทรมาน เพื่อเค้นความจริงก็จะได้เพียงข้อมูลเท่าที่พลทหารสื่อสารบอกกล่าวตอนถูกซักถาม

      สุดท้ายแม่ทัพชิงอู่ย่อมต้องมาตามคำสั่งในสาสน์ที่ส่งไป เพราะไม่ทราบถึงอาการประชวรของอ๋องหยวน ทั้งยังนำกำลังติดตามมาไม่มากด้วยกลัวถูกใส่ความว่าคิดจะกบฏ

 ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      ด้วยการเดินทางที่ยากลำบาก แม้จะเร่งรีบแต่ก็ต้องใช้เวลาถึงเจ็ดวันค่อยมาถึงอำเภอตั้งซาน อีกสามสิบสามลี้ก็จะถึงเมืองต้าตู้ ระหว่างกำลังจะหาที่พักในตัวอำเถอ เพื่อหยุดพักและเตรียมแผนการส่งคนไปสืบข่าวในเมืองหลวง หูทุกคนก็ได้ยินเสียงควบม้าอย่างเร่งร้อน มุ่งตรงมายังทางด้านตน พอเข้าระยะสายตา จางหลี่ฮุยก็สืบกายเข้ามาใกล้แม่ทัพชิงอู่

      "ดูจากเกราะที่สวมใส่ เป็นทหารองครักษ์ขอรับ"

      "ฮึๆ...ถึงกับมาดักรอกันเลยหรือนี่"พอเปรยกับตนเองเสร็จ จึงหันกลับไปถามเหมยฮวาว่า

      "เจ้ากับข้าคงหลงกลอันใดไปแล้วใช่หรือไม่ เหมยฮวา"

      "อาจจะ...แต่ที่แน่ๆเหล่าทหารที่หลบซ่อนเพื่อโอบล้อมพวกเรา คงกำลังหนาวสั่นอยู่เป็นแน่เจ้าค่ะ"

      "ฮ่าๆ...เอาเถอะ เราไปดูกัน ข้าก็อยากรู้ว่าผู้ใดถึงได้มีขวัญเทียมฟ้า กล้ามาก่อกวนในยามหยวนอยู่ในสภาพเช่นนี้อีก"แม้สถานะการณ์จะตึงเครียด แต่แม่ทัพชิงอู่ยังคงมีท่าทีปลอดโปร่ง คล้ายเรื่องราวตรงหน้าหาได้สลักสำคัญไม่

      "เจ้าค่ะ"

      เหล่าทหารทั้งหมดต่างก็อยู่ในสภาพเตรียมพร้อม ด้านหน้าเลื่อนมือมาแตะไว้ที่ด้ามดาบ บดบังทหารด้านหลัง ที่กำลังถือธนูพร้อมหนีบลูกธนูไว้บนแล่ง รอเพียงคำสั่งก็สามารถง้างยิงได้ในทันที

      เมื่อกลุ่มทหารองครักษ์ที่มีจำนวนสิบคนมาถึง ต่างก็ทยอยลงจากม้า และเดินมาคุกเข่าทำความเคารพทันที ส่วนทางด้านแม่ทัพชิงอู่ ก็ส่งสัญญาณให้ทุกคนลดมือลงจากอาวุธ เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่มีท่าทีจะคุกคาม

      "ข้าน้อยเฟิ่งรุ่ย เป็นแม่ทัพรักษาเมือง ได้รับคำสั่งจากองค์ฮองเฮาให้มาอารักขาท่านแม่ทัพขอรับ"

      "อา...ข้ารู้สึกลำบากใจนัก ที่ฮองเฮาต้องทรงเป็นกังวลกับเรื่องของข้า"

      "มิได้ขอรับ ที่จริงแล้ว....."ขณะกล่าวคำ เฟิ่งรุ่ยก็แสดงอาการว่าไม่ต้องการให้คนนอกรับรู้ แม่ทัพชิงอู่เห็นดังนั้นจะส่งสัญญาณให้ทุกคนล่าถอยออกไป เมื่อไม่มีใครเหลือนอกจากแม่ทัพชิงอู่และตนเอง เฟิ่งรุ่ยจึงได้ลดสุ่มเสียงให้พอได้ยินแค่สองคนว่า

      "เรียนท่านแม่ทัพ ที่จริงแล้วท่านอ๋องประชวรหนัก ฮองเฮาจึงขึ้นมาเป็นผู้สำเร็จราชการแทน"

      ได้ยินเพียงเท่านี้สีหน้าของแม่ทัพชิงอู่ถึงกับเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ทั้งกังวลใจในเรื่องของอ๋องหยวนและตนเอง ด้านเฟิ่งรุ่ยก็รีบกล่าวต่อว่า

      "การส่งสาสน์ไปหาท่านแม่ทัพก็เป็นองค์ฮองเฮาทรงจัดการขึ้นขอรับ หวังว่าท่านแม่ทัพคงเข้าใจถึงความจำเป็น"

      "เฮ่อ..ในที่สุดข้าก็เข้าใจแล้ว ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้"แม่ทัพชิงอู่ถึงกับทอดถอนหายใจออกมายาวเหยียด สิ่งที่ค้างคาในใจตนเองมาตั้งแต่ออกเดินทางก็ถูกขจัดสิ้นไปในทันที

      "เหตุที่ข้าน้อยนำกำลังมารอรับท่านแม่ทัพมากมาย ก็เพราะฮองเฮามีรับสั่งว่า ท่านแม่ทัพมีความสำคัญกับแคว้นหยวนยิ่ง จะเกิดเหตุผิดพลาดไม่ได้ ด้วยก่อนหน้านี้มีคนร้ายลอบเข้าไปในจวนท่านแม่ทัพ ทำร้ายผู้คนบาดเจ็บไปหลายคน แต่โชคดีไม่มีผู้คนล้มตาย ภายหลังเมื่อฮองเฮาทรงทราบข่าวจึงได้จัดกำลังพลถึงพันนายไปเฝ้าเวรยามที่จวนท่านแม่ทัพ"

      คำพูดนี้เมื่อถูกกล่าวออกมา ก็ถึงกับทำให้แม่ทัพชิงอู่แทบสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้ไม่ทัน ด้วยความหมายที่ต้องการสื่อก็คือ ผู้คนทั้งหมดกว่าสี่ร้อยชีวิตตกอยู่ในกำมือฮองเฮาแล้ว อีกทั้งตนก็อยู่ในสภาพมิต่างกัน แม้จะยังไม่เห็นกำลังพลทั้งหมดที่ยังไม่เผยตัว แต่ก็เป็นทราบแน่ชัดแล้วว่าพวกตนถูกกองทหารมากกว่าสองพันคนโอบล้อมไว้แล้ว
      ทุกอย่างที่ดำเนินมาจนถึงตอนนี้ ก็เพียงเพื่อสิ่งเดียวนั่นก็คือ ตราคำสั่งของกองทัพ หาใช่ชีวิตของแม่ทัพชิงอู่ไม่ แต่ถ้าจำเป็นฮองเฮาก็ต้องกระทำ

      ผู้ที่ถือตราคำสั่งของกองทัพ จะสามารถออกคำสั่งกับทหารทั้งหมดในแคว้นหยวน ยกเว้นทหารองครักษ์ที่รับคำสั่งจากท่านอ๋องเพียงผู้เดียว เหตุนี้เองที่ทำให้ฮองเฮาคิดระแวง หาทางบีบให้แม่ทัพชิงอู่คืนตราทุกหนทาง ส่วนที่กล้าให้เฟิ่งรุ่ยกล่าวความจริงกับแม่ทัพชิงอู่ เพราะเชื่อมั่นว่าควบคุมสถานะการณ์ทุกอย่างไว้ได้แล้ว หากแม่ทัพชิงอู่รับรู้ย่อมเข้าใจว่าเหตุใดพระองค์ถึงต้องทรงทำเช่นนี้ และยินยอมคืนตราให้อย่างเต็มใจ

      แต่ถ้าเป็นไปอีกทางแม่ทัพชิงอู่ก็ต้องยอมคืน เพราะผู้คนในจวนแม่ทัพ ซึ่งมีทั้งฮูหยิน ลูกหลานรวมถึงญาติพี่น้องและคนรับใช้ ต่างถูกทหารของพระองค์ปิดล้อมไว้ให้อยู่แค่ภายในจวน รวมทั้งตัวแม่ทัพชิงอู่เองก็ถูกโอบล้อมไปด้วยกำลังทหารถึงห้าพัน สภาพตอนนี้ไม่ต่างจากถูกจับกุมตัว ขาดแต่เพียงไม่ถูกมัดมือมัดเท้าเท่านั้นเอง

      "เรียกทหารทั้งหมดออกมาเถอะ..."

      "ข้าน้อยขอขอบคุณท่านแม่ทัพ ที่เข้าใจในความลำบากใจขององค์ฮองเฮาที่ทรงต้องทำเช่นนี้มากขอรับ"แม่ทัพเฟิ่งรุ่ย รีบคุกเข่าทำความเคารพแสดงความขอบคุณแม่ทัพชิงอู่ทันที เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายยินยอมคืนตราให้ราชสำนัก เพื่อให้ทุกฝ่ายคลายความระแวงและไม่ถือโทษโกรธเคืองในสิ่งที่ฮองเฮากระทำลงไป

      "อย่าได้พิรี้พิไล เดี๋ยวจะมืดค่ำเสียก่อนที่จะเข้าเมือง"ครั้นพูดเสร็จก็เดินกลับไปยังรถม้าทันที

      "ขอรับท่านแม่ทัพ"เฟิ่งรุ่ยรับคำเสร็จ ก็ส่งสัญญาณ ทหารทั้งหมดห้าพันนายก็เริ่มปรากฏตัวออกมาล้อมรอบ คณะของแม่ทัพชิงอู่ทันที ก่อนจะจัดขบวนประกบรถม้าและทหารของฝ่ายแม่ทัพชิงอู่ที่มีเพียงร้อยนายหน้าหลัง แล้วเคลื่อนที่มุ่งตรงไปยังเมืองหลวงทันที

      ระหว่างที่เดินทาง แม่ทัพชิงอู่ก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เหมยฮวาฟัง เมื่อฟังจบนางจึงได้เอ่ยขึ้นว่า

      "ท่านชิงอู่ ไม่มีกลัวหรือว่า พอได้ตราคำสั่งคืนไป ฮองเฮาจะไม่คิดสั่งประหารท่าน"

      " ต่อให้มากกว่านี้จะเป็นไร ใครใช้ให้ข้าแซ่หยวนเล่า"

      "คนไม่ผิด ผิดที่ครอบครองหยกซินะเจ้าค่ะ"สุ่มเสียงตอบรับของเหมยฮวาเจือไปด้วยความหดหู่ แม่ทัพชิงอู่เห็นดังนั้นจึงได้กล่าวว่า

      "เฮ่อ...ตราบใดที่แคว้นหยวน ยังถูกปกครองด้วยคนแซ่หยวน ข้าก็พร้อมยอมทำ ยิ่งตอนนี้หากข้าไม่ยอมรับมัน แคว้นหยวนย่อมเกิดความแตกแยก จนกลายเป็นเปิดโอกาสให้กับต้าเว่ยได้ อีกทั้งหากข้าอยู่ในฐานะของฮองเฮาก็ต้องกระทำเช่นเดียวกัน เจ้าตอนนี้น่าจะเข้าใจอะไรมากแล้วว่า พวกเราเหล่านักปกครอง ไม่อาจตัดสินใจกระทำเพียงเพราะสิ่งนั้นมันคือความดี หรือไม่กระทำสิ่งนั้นเพียงเพราะมันคือความชั่ว แต่นักปกครองจะกระทำสิ่งต่างๆเมื่อสิ่งนั้นมันสมเหตุสมผล ไม่ว่าจะดีหรือเลวในสายตาคนนอกเพียงใดก็ต้องกระทำ"

      "ข้าน้อยเข้าใจและขอบคุณแม่ทัพชิงอู่ที่สั่งสอนเจ้าค่ะ"แม้จะกล่าวเช่นนี้ แต่เหมยฮวาก็อดสะทกสะท้อนใจไม่ได้ ถึงนางจะมีส่วนร่วมในการทำให้ผู้คนตายจำนวนมากในการรบ แต่มันก็ทำใจได้ง่ายกว่า ด้วยความที่ไม่รู้จักหน้าค่าตากัน ทั้งอีกฝ่ายก็กระทำไม่ดีก่อน ทว่าพอคนที่รู้จักและสนิทสนมกันต้องมาจัดการกันเอง เพียงเพื่อให้อำนาจไม่ถูกโยกคลอน นางก็ยากจะทำใจยอมรับได้

      หวังว่าจะสิ้นสุดลงที่คืนตราคำสั่ง ไม่มีการกวาดล้างคนของแม่ทัพชิงอู่และคนที่เกี่ยวข้อง เพราะหากทำดังว่า คงได้มีคนตายเป็นพันคน แต่ที่ดูจะเลวร้ายกว่าสำหรับเหมยฮวาก็คือเด็กเล็ก ที่จะต้องถูกจัดการตามไปด้วยโดยไม่มีข้อยกเว้น ทั้งที่พวกเขาเพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่กี่ปี ก็ต้องมาถูกประหารตามครอบครัวไปด้วย แม้แม่ทัพชิงอู่จะไม่มีความผิดแต่คนที่กุมอำนาจสูงสุดอยากให้ผิดก็ต้องผิด

      ดั่งเหตุการณ์ของท่านหยวนฉงฮ่วน ในราชวงค์หมิง ที่ถูกพระเจ้าเฉินตี้ประหาร โดยมีจุดเริ่มต้นที่ความระแวง ก่อนจะถูกเป่าหูจากคนใกล้ชิด สุดท้ายถูกข่าวลือที่ทัพแมนจูปล่อยออกมาว่าท่านไปเข้ากับแมนจู เมื่อพระเจ้าเฉินตี้ทราบก็ไม่รอช้า เรียกตัวเข้าวังทำการจับกุมทันทีและถูกประหารในอีกหกเดือนถัดมา แต่ที่อเนจอนาจใจมากสุดก็คือประชาชนในเมือง ต่างก็เชื่อตามที่พระเจ้าเฉินตี้กล่าวโทษว่าท่านทรยศ พากันมาสาปแช่ง ทั้งยังซื้อเนื้อของท่านไปกินแกล้มเหล้า แต่ก็ไม่เพียงพอกับผู้คนที่ต้องการ จึงต้องเอาเครื่องในมาขายเพิ่ม สุดท้ายเหลือเพียงแค่โครงกระดูกของท่าน แต่หลังจากนั้นไม่นานเหมือนกรรมตามทัน ราชวงค์หมิงของพระเจ้าเฉินตี้ก็ถูกแมนจูยึดครอง

      ความเก่งกาจของท่านหยวนฉงฮ่วนนั้นแทบจะเรียกว่าดุจเทพเซียน ใช้กำลังเพียงหมื่นคนตั้งรับจนชนะทหารแมนจูสิบสามหมื่นคน ทั้งยังเคยใช้ทหารจำนวนหลักหมื่นต้านศึกจนทัพแมนจูที่มีสิบกว่าหมื่นถอยร่นตอนมาล้อมเมืองปักกิ่ง แต่นี้ก็ถือเป็นจุดแตกหักที่พระเจ้าเฉินตี้คิดจะจัดการกับท่านหยวนฉงฮ่วน ด้วยไม่พอใจว่าท่านไม่ยอมสกัดกั้นข้าศึกให้ห่างไกลจากที่ดินและทรัพย์สินส่วนพระองค์ที่อยู่รอบเมือง จนต้องทำให้ได้รับความเสียหายจากการรบ ก่อนที่จะถูกข่าวลือที่ทัพแมนจูสร้างมาเสริมอีกทีในศึกเดียวกัน หวังว่าแม่ทัพชิงอู่จะไม่ประสบชะตากรรมเช่นท่านหยวนฉงฮ่วนในภพที่แล้วของนางก็แล้วกัน

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      เมืองต้าตู

      เข้ายามเซิน(15.00-16.59) ผู้คนทั้งหมดก็มาถึงเมืองต้าตู ก่อนจะมุ่งตรงไปยังราชวังทันที แต่ครานี้กลับถูกชักพาไปยังตำหนักเน่ยมู่เทียนกง ซึ่งเป็นที่ประทับของฮองเฮา ภายในห้องที่ประทับนอกเหนือจากองค์ฮองเฮา ยังมีเสนาฯฟาง เจ้ากรมสวี่และเจ้ากรมเจียงรวมอยู่ด้วย หลังจากทำความเคารพเสร็จ

      "ท่านแม่ทัพและท่านปราชญ์เดินทางมาไกลคงจะเหน็ดเหนื่อย หวังว่าคงไม่สร้างความลำบากใจให้ ที่ข้าเรียกตัวมาพบ"

      "หามิได้พะยะค่ะ/หามิได้เพคะ"ทั้งเหมยฮวาและแม่ทัพชิงอู่กล่าวออกมาพร้อมกันทันที ก่อนที่แม่ทัพชิงอู่จะเอ่ยต่อว่า

      "หลังจากรับทราบเรื่องจากปากของแม่ทัพเฟิ่งรุ่ย ข้าน้อยก็จิตใจร้อนรน อยากจะมาเข้าเฝ้าอยู่แล้วพะยะค่ะ"

      "ฮึๆ..ข้าซาบซึ้งใจกับความจงรักภักดีนี้ของท่านแม่ทัพยิ่งนัก มิเสียแรงที่ข้าให้ความกังวลและห่วงใย"แม้จะทรงยิ้มแย้มแต่แววตาของฮองเฮากลับแข็งกร้าว จ้องมองแม่ทัพชิงอู่

      "หามิได้พะยะค่ะ เป็นข้าน้อยเองที่ต้องซาบซึ้งกับความเมตตาที่พระองค์ทรงมอบให้"ระหว่างที่กล่าวคำ แม่ทัพชิงอู่แม้จะดูขึงขังห้าวหาญ แต่แววตาที่ใช้สบกับฮองเฮากลับไม่มีความขุ่นข้องหมองใจใดๆให้เลย

      "เฮ่อ...หวังว่าท่านแม่ทัพจะไม่คิดว่าข้ากระทำการจนเกินเลย แต่ที่ข้าทำลงไปก็เพราะความห่วงใยในความปลอดภัย จึงได้จัดเวรยามมากมายมาดูแลเข้มงวดกวดขันที่จวนแม่ทัพ แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อข้าเอ็นดูท่านชายและท่านหญิงซึ่งเป็นบุตรหลานของท่านแม่ทัพ มิต่างจากลูกหลานของข้าเอง"

      "ฮ่าๆ....เป็นวาสนาของบุตรหลานข้าน้อยนัก ที่ฮองเฮาทรงเอ็นดูพะยะค่ะ"หลังจากหัวเราะร่วน แม่ทัพชิงอู่ก็แสร้งส่งเสียงไอออกมาติดๆกัน คล้ายดั่งกำลังไม่สบาย แล้วเอ่ยต่อว่า

      "ข้าน้อยคงจะชราแล้วกระมั้ง ตรากตรำเดินทางเพียงเล็กน้อยก็มิอาจทานทนได้ แม้ใจสู้แต่กายกลับไม่เอื้ออำนวยเอาเสียนี่"

      เมื่อฮองเฮาได้ยินแววตาก็แสดงออกถึงความยินดีในทันที เพราะคำกล่าวเมื่อครู่ไม่ต่างกับแม่ทัพชิงอู่ บ่งบอกเป็นนัยๆว่ายินยอมจะส่งมอบตราคำสั่งกองทัพให้

      "เช่นนั้นท่านแม่ทัพก็กลับไปพักผ่อนที่จวนก่อนดีหรือไม่ หากท่านที่เป็นเสาหลักล้มป่วยไปอีกคน แคว้นหยวนไหนเลยจะรับไหว"

      "ขอบพระทัยฮองเฮาพะยะค่ะ แต่ก่อนไปข้าน้อยสามารถเข้าเฝ้าท่านอ๋องก่อนได้หรือไม่"

      "ได้ซิ ส่วนเรื่องปูนบำเหน็จรางวัลไว้วันหลังค่อยพูดคุย"ฮองเฮาเมื่อตรัสเสร็จ ก็หันไปทางด้านเฟิ่งรุ่ย

      "เฟิ่งรุ่ย นำทางท่านแม่ทัพ"

      "พะยะค่ะ"เฟิ่งรุ่ยรับคำ ก่อนจะเดินเข้ามาเชื้อเชิญให้แม่ทัพชิงอู่ติดตามตนไป เหมยฮวาเห็นดังนั้นจึงลุกขึ้น ขณะจะเดินตามไป

      "ท่านปราชญ์ อยู่ที่นี่ก่อน"เป็นฮองเฮาที่ตรัสเรียก พอเหมยฮวาได้ยินแทบจะกัดลิ้นฆ่าตัวตายให้รู้แล้วรู้รอด เพราะนางไม่อยากอยู่ในห้องนี้เลยซักนิด บรรยายกาศภายในมันช่างกดดันผู้คน จนรู้สึกหายใจแทบไม่ออก

      "เพคะฮองเฮา"

      "ไม่ต้องจริงจังก็ได้ท่านปราชญ์ สำหรับข้ากับท่านยังต้องมีพิธีรีตองอยู่อีกหรือ"ฮองเฮาตรัสพลางคลี่รอยยิ้มให้แก่นาง

      "ฮองเฮาทรงหยอกล้อข้าน้อยเกินไปแล้วเพคะ ชาวบ้านธรรมดาเช่นข้าน้อยไหนเลยอาจหาญไปเทียบกับพระองค์ได้"

      "นี่จะได้อย่างไร หากไม่มีท่านปราชญ์คอยช่วยเหลือ แคว้นหยวนเรามีรึจะรอดพ้นจากข้าศึก ตำแหน่งฮองเฮาของข้าก็คงรักษาเอาไว้มิได้ พวกเจ้าว่าจริงหรือไม่"ทรงหันไปตรัสถามกับเสนาฯฟางและเจ้ากรมทั้งสองที่อยู่ภายในห้อง

      "ถูกแล้วพะยะค่ะฮองเฮา" ทั้งสามรีบรับลูกทันที เมื่อฮองเฮาเปิดโอกาสให้กล่าวคำ แล้วจึงเป็นเสนาฯฟางที่เอ่ยขึ้นมาว่า

      "ทูลฮองเฮา ข้าน้อยว่าพระองค์สมควรจะประทานรางวัลให้กับท่านปราชญ์พะยะค่ะ"

      "ใช่พะยะค่ะ แต่ผลงานยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ไม่รู้ว่าควรจะประทานรางวัลใดดีถึงจะคู่ควร"เจ้ากรมสวี่ก็กล่าวเสริมขึ้น ก่อนจะสบตากับฮองเฮาคล้ายนัดแนะกันมาแล้ว

      "นั่นซินะ ...ฮืม.."ฮองเฮาทรงครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก็เอ่ยกับเหมยฮวาว่า

      "หากว่าข้าจะประทานรางวัลเป็น การอภิเษกสมรสพระราชทานเล่า ทุกท่านว่าเหมาะสมหรือไม่" ขณะที่ตรัสก็ทรงหลี่ตาจ้องมองมายังเหมยฮวา อีกทั้งแววตาก็ดั่งจะกลืนกินนางลงไป

 

 

  ปล.อัพช้าหน่อยช่วงนี้ ไม่ค่อยว่าง ไหนจะเจอสกัดดาวรุ่งจากเหตุผลที่ทำยังไงที่จะหลอกให้แม่ทัพชิงอู่กลับเมืองหลวง ไปไม่เป็นเลย กว่าจะคิดแผนการกับเหตุผลที่ดูพอถูไถได้ก็แทบแย่  เพราะก่อนหน้านี้ผมดันใช้ตรรกะของผมคิด กว่าจะนึกออกว่าคนสมัยก่อนเขาไม่พิสูจน์อะไรมาก อย่างป้ายหยกหรือป้ายคำสั่ง ขอเพียงเอาออกมาแสดงให้เห็น ทุกคนก็พร้อมยอมเชื่อแล้ว อย่างเช่นเหตุการณ์ที่ฉินล้อมจ้าว แคว้นจ้าวจึงไปขอความช่วยเหลือจากแคว้นเว่ยแต่ก็ถูกปฏิเสธ ทว่าน้องชายของท่านอ๋องแคว้นเว่ยกลับไปขโมยตราคำสั่งมา แล้วนำไปสั่งการให้กองทัพเว่ยยกทัพไปช่วยแคว้นจ้าว  

 

       ขอบคุณครับที่เข้ามาอ่าน

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 139 ครั้ง

63 ความคิดเห็น

  1. #1419 yukai (@yukai) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2557 / 06:53
    ถูกคลุมกระสอบ ( ใหญ่กว่าถุง )
    #1419
    0
  2. #1309 ZUYING (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2557 / 12:53
    ทุก ๆ คนต้องทำเพื่อความอยู๋รอดของตนเองและพวกพ้อง การดึงคนเก่งอย่างเหมยฮวามาเป็นสะใภ้ถือเป็นหนทางอย่างในการเอาตัวรอด เหมือนสมัยก่อนที่ส่งองค์หญิงไปแต่งงานเพื่อความมั่นคงของแคว้น แม้จะต้องบังคับหรือฝีนใจก็ต้องทำ ถือว่าไม่ผิด แต่ผิดที่ทำร้ายคนดีแต่ให้อำนาจคนชั่ว สุดท้ายคงถูกงูเห่าแว้งกัดเอง
    #1309
    0
  3. #1279 อะยุ่น (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2557 / 00:51
    เชียร์ไทซีค่ะ เห้นบอกพระเอกอยุ่ต้าเว่ย
    #1279
    0
  4. #1269 Lying-Fraud (@lying-fraud) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2557 / 10:16
    สมรสพระราชทาน!? คิดดีแล้วหรอที่จะทำแบบนี้กะจะให้องค์ชายได้รับอานิสงจากนางเอกหรือไง? อีกไม่นานหยวนคงได้แตกทั้งศึกนอกศึกใน อยากรู้ฮองเฮาจะเอาไรมาขู่ให้แต่ง ถ้าปฏิเสธไปเชื่อว่านางเอกยอมรับการประหารแม้เอาครอบครัวมาเอี่นวแต่ครอบครัวนางไม่โง่ ฮองเฮาล่ะกล้าป่ะ????
    #1269
    0
  5. #1265 beamw (@beamw) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2557 / 18:06
    รีบๆมาอัพต่อน้าาา ค้างมากมายย อยากอ่านต่อแล้ววว
    #1265
    0
  6. วันที่ 11 ตุลาคม 2557 / 16:47
    เหมยฮวาบอกไปเลยว่าไม่ทานของเหลือจากใคร / คราวนี้หยวนล่มสลายแน่ เล่นกับกับใครไม่เล่นมาเล่นกับต้าเว่ย

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 11 ตุลาคม 2557 / 16:48
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 11 ตุลาคม 2557 / 16:50
    #1263
    0
  7. #1261 buleberry_heven (@buleberry-heven) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2557 / 13:41
    อย่ายอมเด็ดขาดเลยน้าาา
    #1261
    0
  8. วันที่ 11 ตุลาคม 2557 / 03:17
    .รอ ร้อ รอ ....
    นางเอกจะทำไงเน้อ

    #1260
    0
  9. #1259 กรรดึก (@angel-dimond) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2557 / 01:11
    ว่าแล้ว เห็นไหมล่ะ ศึกนอกยังต้านได้ แต่ศึกที่กัดกินภายในนี่สิ อำนาจหนอ คิดว่าแก้ไม่ได้หรือ เหมายฮวาใช่ว่าจะไม่มีฐานอำนาจนะ ถึงจะไม่มีฐานในราชสำนักแต่ด้วยตระกูลแล้วออกไปทางนอกด่านที่ไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังคนในเมืองมากก็ได้ ฮองเฮาอยากได้เหมยฮวาก็ย่อมต้องไม่กล้าทำร้ายหรือบีบครอบครัวของนางได้ ทั้งยังมีศึกที่ยังไม่จบที่ต้องใช้ความสามารถของนาง ถ้าโง่ คิดจะบีบ อย่างไรนางก็มีกำลังทหารอยู่ในกำมือ ไม่จำเป็นต้องใช้ตราทัพ ใช้แค่ความศรัทธาก็ได้แล้ว
    #1259
    0
  10. #1258 Nong'Pleum (@babygang02) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2557 / 21:52
    เหมือนถูกกดขี่เกินไป ฮองเฮาอย่างชั่ว อย่างงี้ให้เว่ยตีแตกทีเถ้อออ เหมยฮวาไปสวยที่เว่ยดีกว่า ฮึ่ยยย
    #1258
    0
  11. #1257 Atk. S. (@lertwarachai) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2557 / 20:54
    อยากตบฮองเฮา -_-
    #1257
    0
  12. #1256 inasba (@nassang) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2557 / 20:45
    เอาละสิเจอสมรสพระราชทาน จะหาทางหนียังไง
    #1256
    0
  13. #1255 tongkorn (@happytongkorn) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2557 / 20:23
    อ่านตอนนี้ทีไร หมั่นไส้ยายฮองเฮาอย่างแรง   จัดการให้ยับ แล้วสบัดบ๊อบ หนีไปเว่ยเลย
    #1255
    0
  14. #1254 นิทราราตรี (@051044) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2557 / 20:16
    รอบนี้หยวนจะรอดมั้ยเนี่ย เฮ้อ เซ็งศึกภายในจริงๆ 
    #1254
    0
  15. #1253 เบน น่า (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2557 / 20:13
    เวลาหยวนกับเว่ยล่มสลายไล่เลี่ยกันมั้งตามประวัติศาสตร์ถึงจะย้ายไปอยู่ฝ่ายไหนก็ล่มหมดแหละเพราะอยู่ได้ไม่นาน
    #1253
    0
  16. #1252 So"CrY (@bambola-love) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2557 / 19:23
    เอาให้หยวนแตกไปเลย มีแต่หนอนฟอนเฟ้ะขนาดนี้

    บวกกับฮองเฮาวิกลจริตระแวงไปทั่วงี้อยู่กันไม่ยืนหรอกค่า

    ตัดหยวนทั้งซ้ะ ไปทางเว่ยดูจะมีอนาคตมากกว่านะ

    ขู่ฮองเฮาให้หงอเลยยยยว่าอย่ามาแหยมมมมม 
    #1252
    0
  17. #1250 cattodive (@cattodive) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2557 / 14:42
    หยวนแตกแน่ๆๆๆๆแบบนี้ เฮ้อสม.....จริงๆๆเลย

    #1250
    0
  18. #1249 yuechan (@yuechan) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2557 / 11:40
    เหอๆ ยัยเหมยฮวา งานนี้หนักกว่าศึกนอกเสียอีก
    #1249
    0
  19. #1248 พัทธนันท์ (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2557 / 10:59
    ค้าง อย่างแรง
    #1248
    0
  20. #1247 Phirena (@phirena) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2557 / 10:10
    เกลียดนังฮองเฮา! คิดจะมาบีบบังคับนางเอกเรอะ เชอะ!!!
    แต่ก็ดี หยวนจะได้พังเร็วๆ นกน้อยอย่างนางเอกจะได้ย้ายต้นไม้ทำรังสักที อิอิ

    ต้าเว่ยน่าจะอาศัยจังหวะนี้ตีหยวนแตก 
    ถ้าตีแตกก็แสดงว่าต้าเว่ยเก่งกว่าหยวน ยามไม่มีนางเอกคอยช่วย ต้าเว่ยจะได้ดูดีคู่ควรกับนางเอกหน่อย หลังจากที่ก่อนหน้านี้โดนนางเอกเล่นงานซะอนาถ555
    #1247
    0
  21. #1246 Black_Lab (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2557 / 09:38
    ไรท์มาต่อเร็วๆนะ เดี๋ยวรี้ดลงแดง อยากรู้คำตอบเหมยฮวา

    แกล้งตายแบบตอนเจอหมีดีไหม
    #1246
    0
  22. วันที่ 10 ตุลาคม 2557 / 09:16
    ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งเพราะแค่นี้ก็จะเป็นศึกชิงนางจะแย่อยู่แล้ว
    #1245
    0
  23. #1243 Poowadeh Suwannarat (@poohero) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2557 / 07:51
    ค้างครับมาอัพไวๆน๊า
    #1243
    0
  24. วันที่ 10 ตุลาคม 2557 / 06:46
    เดินหม่กผิดตาแล้ว คิดรึว่าเหมยฮวาเราจะยอม
    #1242
    0
  25. #1241 คนเพรียว (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2557 / 06:45
    เหยฮวาทางข้างหน้าลำบากแล้วแม่นางเอ๋ย
    #1241
    0