ปราชญ์หญิงพลิกแผ่นดิน

  • 99% Rating

  • 23 Vote(s)

  • 159,618 Views

  • 2,075 Comments

  • 2,286 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    292

    Overall
    159,618

ตอนที่ 43 : ฤดูกาลแห่งการเริ่มต้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4665
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 147 ครั้ง
    15 ต.ค. 57

      ฤดูกาลแห่งการเริ่มต้น

      'การอภิเษกสมรสพระราชทาน'

      เมื่อเหมยฮวาได้ยินคำนี้ ก็ถึงกับลืมตัวเบิกตากว้าง ใบหน้าแดงซ่านเงยขึ้นสบตากับฮองเฮาคราหนึ่ง ก่อนจะหลุบตาลงทันที ฮองเฮาเห็นดังนั้นก็แย้มพระสรวล

      "โอ..ข้านี้ก็ช่างกระไร มาเอ่ยเรื่องเช่นนี้ต่อหน้าผู้คนมากมายได้"ฮองเฮาตรัสเช่นนี้ ด้วยทรงเข้าใจว่าเหมยฮวานั้นรู้สึกเขินอายที่พระองค์มาเอ่ยเรื่องคู่ครองต่อหน้าบุรุษถึงสามคนภายในห้อง ซึ่งเป็นการไม่ควรที่หญิงสาวจะมาสนทนาในหัวข้อนี้อย่างโจ่งแจ้ง

      "มิได้เพคะ"แม้จะเป็นคำพูดง่ายๆ แต่เหมยฮวาต้องสะกดกลั้นอารมณ์อย่างถึงที่สุด กว่าจะกล่าวออกมาได้ในน้ำเสียงปกติ ด้วยตอนนี้ นางกำลังโกรธเคืองฮองเฮาเป็นอย่างมาก จากที่ไม่พอใจในเรื่องของแม่ทัพชิงอู่ ก่อนจะมาขาดผึงเมื่อเป้าหมายต่อมาก็คือนางนั่นเอง ดังนั้นใบหน้าที่แดงซ่านมิใช่เขินอาย แต่เป็นเพราะโมโหจนเลือดขึ้นหน้าต่างหาก

      "หวังว่าท่านปราชญ์จะถือสาหาความคนแก่เช่นข้า..."

      "ข้าน้อยไหนเลยจะกล้าอาจเอื้อมเพคะ ส่วนที่ฮองเฮาทรงตรัส หากว่าเป็นจริงพระองค์ก็คงเป็นคนแก่ที่งดงามยิ่งในแผ่นดินเพคะ"เหมยฮวารีบพูดตัดบทฮองเฮาขึ้นทันที เพราะรู้ว่าพระองค์จะทรงตรัสเรื่องอะไร จึงพยายามเบี่ยงเบนประเด็นสนทนา เพื่อจะได้มีเวลาขบคิดหาวิธีในการบ่ายเบี่ยงรางวัลที่ว่า

      "ฮ่าๆ....ดู..พวกท่านดู ท่านปราชญ์เราช่างรู้จักพูดจาเอาใจคนแก่นัก"

      "ใช่แล้วพะยะค่ะฮองเฮา"เสนาฯฟาง เจ้ากรมสวี่และเจ้ากรมเจียงต่างกล่าวเห็นด้วยในทันที แต่ดูเหมือนเจ้ากรมเจียงอยากประจบเอาใจมากกว่าคนอื่น จึงได้เอ่ยต่อว่า

      "จริงพะยะค่ะ ถึงฮองเฮาจะแก่แต่ก็เป็นคนแก่ที่งดงามยิ่งพะยะค่ะ"

      "หือ....."จบคำทุกคนหันไปมองดูเจ้ากรมเจียงกันหมด ฮองเฮาถึงกับทรงส่งเสียงในลำคอ ทั้งจ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง

      เจ้ากรมเจียงจู่ๆก็รู้สึกหนาวสะท้าน ก่อนจะค่อยๆถดกายคล้ายจะหลบลี้สายตาของผู้คน โดยเฉพาะจากองค์ฮองเฮา ในใจก็นึกว่า นี้ตนพูดผิดตรงไหนกัน ถ้อยคำที่กล่าวก็คล้ายกับที่ท่านปราชญ์เอ่ย

      ด้านเสนาฯฟางและเจ้ากรมสวี่ ต่างมองด้วยสายตาสมเพช ทั้งยังส่ายศีรษะอย่างระอา 'นี่ก็ช่าง.... หนึ่งคำนั้นน่าพูด แต่สองคำนั้นตอกย้ำ ไม่รู้ว่าคนเช่นนี้ขึ้นมาเป็นเจ้ากรมได้อย่างไรกัน เฮ่อ...'

      "ปีนี้ท่านปราชญ์ก็สิบแปดปีแล้วถือว่าอายุมากพอดู ข้าจึงเป็นห่วงในเรื่องคู่ครอง จะว่าเช่นไรหากข้าจะถามท่านปราชญ์ว่า มีคู่หมั้นหรือคนรักอยู่แล้วหรือไม่"ทรงตรัสถาม แต่เมื่อเห็นเหมยฮวานิ่งเงียบ

      "หรือจะยังกังวลกับต้าเว่ย หากเป็นเรื่องนี้จงวางใจ แม้ท่านปราชญ์จะรับปากวันนี้ ก็ใช่ว่าจะดำเนินการได้เลย เช่นไรก็ต้องรอจนสถานะการณ์ทุกอย่างเรียบร้อย ถึงค่อยกระทำได้"

      ถึงจะทรงเอ่ยถาม แต่เหมยฮวาก็ทราบดีว่าฮองเฮาคงสืบเรื่องของนางมาบ้างแล้ว หากนางโกหกบอกว่ามีคนรักล่ะก็ รับรองคนรักที่ว่าคงได้หายไปจากโลกใบนี้ภายในไม่กี่วันแน่ เพราะจากคำที่ว่า 'อภิเษกสมรส' ใช้เฉพาะเชื้อพระวงค์และโหว(เจ้าพระยา) เท่านี้ก็บ่งบอกได้ในตัวแล้วว่า คนที่จะมาเป็นคู่ครองของนางถูกกำหนดตัวไว้แล้ว เรื่องที่ว่าจะแต่งตั้งนางหรือคนรักเป็นโหว คงเป็นไปมิได้

      "ยังไม่มีเพคะ"

      "โอ...เมื่อเป็นเช่นนี้ ไว้ข้าจะเป็นธุระหาผู้ที่เหมาะสมให้ท่านปราชญ์ดีหรือไม่"ฮองเฮาถึงกับพระเนตรเป็นประกาย ด้วยใกล้ได้ตามที่มุ่งหวัง หลังจากทรงตรัสเลียบเคียงอยู่นาน เพื่อร้อยรัดไม่ให้เหมยฮวาปฏิเสธ

      "ตะ..แต่ว่า..."

      "ฮึๆ....หรือท่านปราชญ์คิดว่า คนที่ข้าจะหมายตาให้ มิคู่ควรกับท่านปราชญ์"ยิ่งตรัสก็ยิ่งบีบคั้น ตีกรอบให้แคบลง เพื่อให้นางดิ้นหลุดได้ยากขึ้น ช่างน่าอึดอั้นยิ่งนัก

      เมื่อประโยคนี้หลุดออกมาเท่ากับพ่ายแพ้ไปถึงครึ่งกระดาน หากตอบปฏิเสธตอนนี้คงไม่ใช่แค่สร้างความไม่พอใจธรรมดา มันจะกลายเป็นว่าลบหลู่ฮองเฮาทันที ทีนี่ล่ะแม้แต่ญาติห่างๆของนางที่ไม่รู้จัก คงได้รู้จักกันจนหมด เพราะต่างถูกลากมาลงโทษทั้งตระกูล คิดซิๆ....รีบคิดให้ออก อ๊ะ....

      "ทูลฮองเฮา ข้าน้อยคงมิอาจรับพระเมตตากรุณาของพระองค์ในครั้งนี้ได้เพคะ"

      ยิ่งกว่าอัสนีบาตฟาดลงในยามแล้ง ใบหน้าของฮองเฮา และใต้เท้าทั้งสามถึงกับแปรเปลี่ยน ด้วยไม่คิดว่านางจะกล้าปฏิเสธออกมาตรงๆ

      "บะ...บังอาจ นี่เจ้ากล้าปฏิเสธความหวังดีจากฮองเฮาเชียวเรอะ!"ไม่ต้องบอกเสียงของเสนาฯฟางและเจ้ากรมเจียงถึงกับแผดก้องพร้อมกัน ก่อนที่จะเป็นเจ้ากรมสวี่รีบกล่าวเสริม

      "ใช่..ทำเช่นนี้เท่ากับลบหลู่องค์ฮองเฮา เจ้าอย่าได้ทระนงตนให้มากนัก นึกว่ามีผลงานแล้วจะสามารถกล่าวคำเช่นนี้ได้นะ"

      ก่อนเรื่องจะลุกลามใหญ่โต ฮองเฮารีบแสดงท่าทีให้ทั้งสามหยุด แม้จะไม่พอพระทัยแต่ก็พยายามสะกดกลั้นตรัสถามออกไป

      "พอบอกเหตุผลข้าได้หรือไม่ ท่านปราชญ์"พระสุรสียงที่ตรัสถามช่างนุ่มนวลอ่อนโยนนัก เพียงแต่สายตาที่จับจ้องเหมยฮวา ไม่ต่างจากผู้คุมที่กำลังบีบเค้นเอาข้อมูลจากนักโทษก็มิปาน

      "ทูลฮองเฮาเพคะ คงทรงทราบดีว่าข้าน้อยเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ซุนวู...."เหมยฮวาจงใจกล่าวทิ้งช่วง และทำเป็นทอดถอนหายใจออกมายาวเหยียด เพื่อให้รู้สึกว่าตัวนางเองก็เสียดายโอกาสนี้มากเช่นกัน ก่อนจะตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ที่พึ่งนึกขึ้นมาได้อย่างสดๆร้อนๆ

      "ฮืม....ทำไมรึ"ทรงใช้สายตาสังเกตุสีหน้าของเหมยฮวาอย่างตั้งใจ เพื่อหาข้อจับผิด

      "ก่อนที่ท่านอาจารย์จะละสังขารเพื่อไปเป็นเซียนบนแดนสวรรค์ ได้กำชับว่าอย่าได้มีคู่ครองก่อนอายุยี่สิบห้าปี หาไม่แล้วจะเกิดเภทภัยทั้งตัวข้าน้อยและคู่ครอง แล้วท่านยังฝากฝังภารกิจให้กระทำอีกหนึ่งอย่าง ทว่าจนตอนนี้ข้าน้อยยังมิได้กระทำตามที่รับปากไว้แม้แต่น้อย"

      "ภารกิจอะไร"น้ำเสียงฮองเฮาทรงเจือไปด้วยความไม่พอพระทัย

      "มติสวรรค์มิอาจแพร่งพรายเพคะ...เฮ่อ..ภาระกิจไม่กระทำยังไม่พอ หนำซ้ำยังผิดคำพูดเรื่องตำราพิชัยยุทธ์อีก ข้าน้อยรู้สึกผิดต่อท่านอาจารย์ยิ่งนัก"

      "ละ...."ฮองเฮาถึงกับยั้งพระทัยไว้ไม่อยู่ จนเกือบตรัสตวาดคำว่า 'เหลวไหล' ออกไป

      คำว่ามติสวรรค์นี้อานุภาพช่างรุนแรงนัก สำหรับยุคสมัยที่ยังไร้วิทยาศาสตร์ สามารถนำไปคัดง้างได้ทุกกรณี แม้ฮองเฮาจะดูไม่ทรงยินยอมพร้อมใจ แต่ก็ไม่อาจหาสิ่งใดมาค้านได้ อีกทั้งคำพูดคำจาของเหมยฮวา ผนวกรวมเข้ากับสีหน้าที่ดูเศร้าสร้อย ก่อนจะเสริมส่งด้วยความอิดโรยบนใบหน้า อันเกิดจากการเร่งเดินทางไกลไม่หยุดพัก ทำให้ไม่อาจจะจับพิรุธใดๆได้เลย

      ในใจเหมยฮวาตอนนี้ มีแต่คำว่าขอบคุณๆ..นับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งคนที่ได้รับการขอบคุณจากนางคงจะเป็นใครอื่นมิได้ หากมิใช่ท่านอาหลินซือของนาง ที่อุตส่าห์ปูเนื้อเรื่องไว้เสียดิบดี เมื่อคราที่เข้าท้องพระโรงครั้งแรก อีกทั้งยังรู้สึกผิดที่ตอนนั้น นางโกรธเคืองท่านอาหลินซือ ที่กล้าไปแต่งเรื่องโกหกหลอกลวงท่านอ๋องและคนอื่นๆ มาถึงตอนนี้คำโกหกดังกล่าวกลับกำลังจะช่วยชีวิตนาง

      "โอ....ท่านปราชญ์อย่าได้เสียใจไปเลย ท่านเซียนคงรับทราบถึงความลำบากใจของท่าน"

      "ช่างหาได้ยากนัก เพียงเพื่อทำตามคำสั่งเสียของอาจารย์ ท่านปราชญ์ถึงกับยอมเสี่ยงชีวิตทูลบอกความจริงกับฮองเฮา อา...นับถือๆ"เจ้ากรมสวี่ถึงกับงุนงง เมื่อเห็นเสนาฯฟางเสนอตัวกล่าวคำไปในเชิงสนับสนุนคำพูดของเหมยฮวา ก่อนที่จะนึกอะไรออก จึงรีบกระทำตามในทันที แล้วหันมาขยิบตาบอกใบ้กับเจ้ากรมเจียง ให้รีบเอ่ยคำ

      "ใช่แล้ว พระคุณของอาจารย์ที่สั่งสอนนั้นมากล้น จะเป็นรองก็แค่เพียงพระคุณของบิดามารดร ศิษย์ย่อมกตัญญูโดยการเชื่อฟัง อา..จุ๊ๆ.....ช่างน่าเห็นใจๆ.."ไม่มีครั้งไหนที่เจ้ากรมสวี่และเสนาฯฟางจะชื่นชมเจ้ากรมเจียงมากมายขนาดนี้มาก่อน ซึ่งปกติมักคิดช้า แต่ครานี้กลับแสดงสีหน้าท่าทางได้อย่างไร้ที่ติ

      จากที่ทรงคิดจะให้เสนาฯฟางและเจ้ากรมทั้งสองช่วยพูดหาวิธีให้กับพระองค์ ทว่ากลับมาช่วยพูดให้กับนางไปได้เสียนี่ เมื่อเป็นเช่นนี้ความหวังที่จะให้เหมยฮวามาเป็นพระชายาขององค์ชายเทียนหลง ก็ต้องล้มพับไปในทันที

      จะคำสั่งเสียก็ดีหรือจะเป็นเทพเซียนก็ช่าง สำหรับเสนาฯฟางและเจ้ากรมสวี่หาได้สนใจไม่ แต่ที่ต้องพูดสนับสนุนก็เพราะนางสื่อให้รู้โดยทั่วกันว่า ไม่ต้องการการอภิเษกสมรสพระราชทานในครั้งนี้ ไม่ว่าคำที่นางกล่าวจะเป็นเรื่องจริงหรือโกหก แต่การยกหลักที่ศิษย์ต้องเชื่อฟังคำของผู้เป็นอาจารย์อย่างไรก็ฟังขึ้น เท่านี้ตำแหน่งพระชายาขององค์ชายเทียนหลงที่เคยปิดตาย ก็เปิดกว้างออกมาทันที โอกาสงามเช่นนี้ หากไม่รีบคว้าไว้คงได้เสียดายไปจนวันตาย

      ยิ่งคิดใต้เท้าทั้งสองก็ยิ่งกระหยิ่มยิ้มย่องกับความโชคดีมหาศาล ที่ตนอาจจะได้เป็นพระสัสสุระ ก่อนจะพากันหันไปจ้องมองเจ้ากรมเจียงตาเป็นมัน จนเจ้าตัวถึงกับขนลุกชูชัน เพราะอำนาจบารมีของเสนาฯฟางและเจ้าสวี่นั้นเทียบเคียงกัน ดังนั้นเจ้ากรมเจียงจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่จะให้ผู้หนึ่งผู้ใดเหนือกว่าอีกฝ่ายได้ในทันทีที่สนับสนุน

      เมื่อนั้นฮองเฮาย่อมต้องเลือกบุตรีของขุนนางที่มีบารมีสูงสุด เพื่อช่วยค้ำจุนบัลลังค์ให้กับองค์ชายเทียนหลง ในช่วงแรกที่ขึ้นเป็นอ๋อง เพราะจะทำให้พระราชอำนาจมีความมั่นคงในเร็ววัน แม้ภายหลังที่มั่นคงแล้ว จะเสี่ยงถูกเพ่งเล็งหาทางริดรอนอำนาจ แต่ถ้าเดินหมากอย่างรอบคอบย่อมผ่านพ้นไปได้ 

      "ฮืม...ในเมื่อเป็นปฏิธานของท่านปราชญ์ ที่จะต้องทำตามคำของผู้เป็นอาจารย์ ข้าไหนเลยจะกล้าหักหาญน้ำใจ เอาเถอะ เรื่องปูน บำเหน็จรางวัล ไว้ค่อยคิดอ่านกันในคราหลัง วันนี้ข้าเหนื่อยแล้ว"ทรงตรัสออกมาอย่างเนิบนาบ พร้อมทั้งส่งสายตาให้กับเสนาฯฟาง และเจ้ากรมทั้งสองอย่างเคืองพระทัย ก่อนจะตรัสให้ทราบว่าพระองค์ต้องการเลิกสนทนาต่อแล้ว เพราะหากยังขืนยืดเยื้อต่อไป พระองค์คงได้เสียกิริยาเป็นแน่

      "น้อมส่งฮองเฮาพะยะค่ะ/น้อมส่งฮองเฮาเพคะ"

------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      คล้อยหลังเมื่อทุกคนออกมายังหน้าตำหนัก เหมยฮวาก็กล่าวขึ้นมาก่อนว่า

      "ข้าน้อยขอขอบคุณใต้เท้าทั้งสามมากเจ้าค่ะที่ช่วยพูด หาไม่แล้วข้าน้อยคงไม่อาจกระทำตามคำของท่านอาจารย์ได้เป็นแน่"

      "ไม่เลยๆ..."ใต้เท้าทั้งสามโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน เป็นเสนาฯฟางที่ชิงกล่าวออกมาก่อน

      "เป็นสิ่งที่วิญญูชนทุกคนพึงกระทำอยู่แล้ว ท่านปราชญ์"

      "คำสั่งของอาจารย์ ศิษย์ไหนเลยจะกล้าละเลยไม่เชื่อฟังได้ ที่ตัวข้าทำก็เพียงส่งเสริมตามครรลองเท่านั้นเอง"เจ้ากรมสวี่ก็มิยอมน้อยหน้าเอ่ยวาจาออกมา

      จากคราแรกที่ดูเหินห่าง มาบัดนี้กลับพูดจาเอาอกเอาใจนาง ทั้งหมดทั้งมวล ก็ล้วนมาจากที่นางไม่ได้จะมาเป็นพระชายาตามที่ฮองเฮาหมายตา ดังนั้นความเป็นปฏิปักษ์ที่มีต่อนางย่อมต้องหายไป เมื่อในอนาคตนางจะไม่มาเป็นก้างขวางคอ การผูกไมตรีกับนางไว้ย่อมมีแต่ผลดีหามีผลเสียไม่

      หลังจากพูดคุยสนทนาได้พักหนึ่ง เหมยฮวาก็กล่าวลาใต้เท้าทั้งสาม ขณะเสนาฯฟางจะแยกตัวออกไปอีกคน ด้วยท่าทางเร่งรีบ

      "ฮ่าๆ...ท่านเสนาฯฟาง จะรีบไปใยกัน"

      "ฮึ.....ท่านเจ้ากรมสวี่ ข้าเร่งร้อนเกี่ยวอันใดกับท่าน"

      "เราท่านเป็นที่รู้ดีแก่ใจอยู่แล้ว หาต้องปกปิดไม่ แต่คิดหรือว่าคนสกุลหลินจะยอมมาถือข้างท่าน"เจ้ากรมสวี่ยิ้มออกมาอย่างคนถือไพ่เหนือกว่าอีกฝ่าย

      "เหอะ!...หากไม่ลองไหนเลยจะทราบผล"เสนาฯฟางแค่นเสียงออกมาอย่างไม่พอใจ พอกล่าวคำจบก็สะบัดหน้าเดินหนีไปทันที แต่ก็ยังมิวายได้ยินเสียงเจ้ากรมสวี่ดังตามหลังว่า

      "เช่นนั้นก็ขอให้ท่านเสนาฯฟางสมหวัง ฮ่าๆ...."

      ในที่สุดเสนาฯฟางและเจ้ากรมสวี่ ก็ถึงจุดต้องแตกหักกันอย่างชัดเจน หลังจากรักษาท่าทีกันมานาน เพราะตำแหน่งพระชายาของบุตรีและที่ปรึกษาส่วนพระองค์ นั้นหาใช่เรื่องเล็กน้อย หลังจากนี้ไม่ต้องคอยปกปิดไว้อีกแล้ว

      ส่วนเรื่องของสกุลหลินที่เอ่ยถึงก็คือ ก่อนหน้านี้ได้มีการกวาดล้างเพราะคิดว่าเหมยฮวาจะมาเป็นพระชายา ผู้คนในตระกูลหลินและคนที่มีความสัมพันธ์ด้วย ต่างถูกกลั่นแกล้งโยกย้าย บ้างก็ถูกกล่าวหาให้ถูกปลดออก ครั้นนางไม่ได้เป็น จึงมีความคิดที่เพาะสร้างน้ำใจ

      ดังนั้นเสนาฯฟางถึงได้รีบร้อนดำเนินการ ทำทีไปช่วยเหลือแก้ต่างและคืนตำแหน่งให้ดั่งเดิม หวังว่าน้ำใจในครั้งนี้ของตน จะสามารถซื้อใจอีกฝ่ายได้ ทั้งที่ตอนนั้นเสนาฯฟางเองที่เป็นคนกระทำขึ้น นี่เองที่เป็นสาเหตุว่าทำไมเจ้ากรมสวี่ถึงได้กล่าววาจาแดกดันอีกฝ่าย

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      ตั้งแต่ออกมาพ้นประตูทางเข้าตำหนัก เหมยฮวาก็ถูกติดตามไปด้วยทหารองครักษ์หลายสิบคน แม้แต่จวนสกุลหลิน ก็มีการจัดส่งผู้คนมากมายมาประจำ โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการคุ้มครองนาง สภาพไม่ต่างจากนักโทษดำเนินไปได้สองวัน การถูกกักบริเวณก็ลดความเข้มงวดลง เพราะจู่ๆแม่ทัพชิงอู่ก็ล้มป่วยกระทันหัน ก่อนจะทำหนังสือทูลขอลาป่วย พร้อมทั้งส่งมอบตราคำสั่งของกองทัพคืนแก่ราชสำนัก เหตุที่คืนก็คือกลัวกระทบกับกองทัพหากล้มป่วยนาน ช่างเป็นเหตุผลที่ไม่มีน้ำหนักเอาเสียเลย แต่ก็ไม่มีใครกล้าทักท้วงด้วยรู้ว่า นี่คือทางลงของแม่ทัพชิงอู่ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนอื่น นำเรื่องของตนไปอ้างก่อความวุ่นวาย

      แต่ถึงจะลดผู้คุ้มกัน การถูกตามติดแทบทุกฝีก้าวก็ยังคงมีอยู่ ก่อนจะหายไปในอีกห้าวันต่อมา เมื่อองค์ชายเทียนหลงกลับมาถึงเมืองหลวง สถานการณ์ตึงเครียดที่เคยเกิดขึ้นกับจวนแม่ทัพและตระกูลหลินก็ทุเลาเบาบาง

      ทว่ากลับกันกับราชสำนักที่ตึงเครียดขึ้น เพราะเกิดจากการช่วงชิงอำนาจกันระหว่างเหล่าเชื้อพระวงค์ ที่ไม่วายนำเรื่องของแม่ทัพชิงอู่ไปอ้าง จนได้รับการสนับสนุนนจากกองทัพ กับฮองเฮาที่มีเสนาฯฟาง เจ้ากรมสวี่และเจ้ากรมเจียงสนับสนุน ดูไปทางฝั่งฮองเฮาจะเหนือกว่า แต่ด้วยเรื่องของเสนาฯฟางและเจ้ากรมสวี่ที่บาดหมางกันเอง จึงทำให้คาดเดาไม่ออก สภาพช่างยุ่งเหยิงวุ่นวายยิ่งนัก

      ด้านเหล่าขุนนางที่ยังไม่ได้เลือกข้าง หากไม่มีเหตุจำเป็น ก็มักจะปิดประตูอยู่กับจวน ทั้งยังไม่รับแขก จะออกมาข้างนอกก็ต่อเมื่อเข้าประชุม ครั้นสะสางงานการเสร็จก็รีบกลับ ด้วยรู้แล้วว่าจะมีเหตุเปลี่ยนแปลงทางขั้วอำนาจขนานใหญ่ หากยังไม่แน่ชัดว่าขั้วไหนจะได้ครองอำนาจ การอยู่อย่างสงบเสงี่ยมไม่ติดต่อผู้ใด ย่อมช่วยรับประกันความปลอดภัยได้เป็นอย่างดี

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      จวนสกุลหลิน

      ดรุณีนางหนึ่งแต่งกายด้วยชุดอันเรียบง่ายสีขาว ใบหน้ายังไร้ซึ่งการแต่งเติม ผมยาวดำขลับเพียงรวบไว้ด้านหลังด้วยด้ายเส้นเดียว อีกทั้งเครื่องประดับบนตัวนอกเหนือจากป้ายหยกลวดลายแปลกประหลาดแล้วก็ไม่มีสิ่งอื่นใดอีก แม้จะดูแปลกตา แต่ก็ชวน ให้มองดูมิรู้เบื่อ

      นอกจากนางแล้วยังมีบุรุษอีกสามคน หนึ่งนั้นนั่งเผชิญหน้ากับนาง อีกสองยืนมองออกไปยังเบื้องนอกของเก๋ง ที่เริ่มมองเห็นสีสันอื่นนอกเหนือจากสีขาวของหิมะบ้างแล้ว เพราะตอนนี้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้วนั่นเอง

      "เจ้าคิดจะกลับชิงไห่"บุรุษผู้นั่งเผชิญหน้ากับนางเอ่ยถามขึ้นมา

      "เจ้าค่ะ ท่านอาหลินซือ"แม้จะเอ่ยตอบ แต่สายตากลับไม่ได้เงยขึ้นมา ยังคงจ้องมองดูถ้วยชาใบเล็ก ที่นางกำลังใช้นิ้วชี้ลูบไล้วนเล่นบนปากถ้วยอย่างเบามือ

      "เจ้าไม่คิดทบทวนดูใหม่อีกรอบซักหน่อยรึ สถานะการณ์ด้านต้าเว่ย ถึงตอนนี้ยังคงต้องพึ่งพาเจ้าอยู่นะ"

      "เหอะ!..."บุรุษหนึ่งในสองที่สวมชุดสีเทาหันความสนใจจากเบื้องนอก มายังด้านในเก๋ง ก่อนจะแค่นเสียงออกมาอย่างไม่พอใจคำหนึ่ง เหมยฮวาจึงได้ส่งสายตาห้ามปรามอีกฝ่าย ก่อนจะกล่าวกับหลินซือว่า

      "ข้าต้องขออภัยท่านอาแทนหลงอินด้วยเจ้าค่ะ"

      "เฮ่อ...ใยต้องขออภัยด้วย แม้แต่ข้าก็ยังไม่พอใจ แต่เรื่องราวย่อมต้องมีหนักเบาไม่เท่ากันหวังว่าเจ้าจะลองนำไปคิดดู"

      "ขออภัยขอรับท่านหลินซือ คำว่าหนักเบาคำนี้ ไม่ควรนำมาใช้กับคุณหนูของข้าน้อย แต่ควรนำไปใช้กับราชสำนักเสียมากกว่า"เป็นบุรุษหนุ่มที่สวมชุดสีดำกล่าวคำ

      "พี่หย่งเป่า....."เหมยฮวาเอ่ยได้เท่านี้ ก็ถูกหลินซือกล่าวขึ้นเพื่อตัดบท

      "ไม่เป็นไรๆ...ทุกคนสามารถกล่าวออกมาได้อย่างเต็มที่ ข้าไม่ถือ"

      หลินซือนั้นกลับมาถึงเมืองหลวงพร้อมกับองค์ชายเทียนหลง ส่วนหย่งเป่าและหลงอินก็มาในเวลาไล่เลี่ยกันพร้อมๆกับปึงอิง ด้วยตราคำสั่งกองทัพถูกส่งคืนราชสำนัก ทั้งยังหาผู้เหมาะสมที่จะรับมอบได้ กองทัพในชายแดนจึงไม่ต่างจากถูกแช่แข็ง ไม่อาจเคลื่อนทัพตามใจชอบ ทำได้เพียงตรึงพื้นที่รักษาชายแดน ดังนั้นหลินซือและปึงอิงเห็นว่าไร้เรื่องราวให้กระทำจึงได้ขอกลับมา

      "ขอบคุณท่านอาที่ไม่ถือสาเจ้าค่ะ.....แต่ท่านอา ข้าคิดดีแล้ว มีหรือไม่มีข้าก็ไม่ต่าง เพราะหยวนสูญเสียโอกาสที่จะโจมตีต้าเว่ยไปเป็นที่เรียบร้อย"

      "ก็ช่วยในการวางแผนการตั้งรับไม่ได้หรือ"

      "เฮ่อ...การตั้งรับ แม่ทัพตามชายแดนย่อมทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว อีกทั้งยังจะกระทำได้ดีเยี่ยมกว่าข้าเสียอีก"

      ที่นางกล่าวเช่นนี้ก็เพราะ ไม่ว่าจะกลยุทธ์การตั้งรับ อาวุธและขบวนทัพ ต่างถูกถ่ายทอดให้แก่แม่ทัพเฝ้ารักษาชายแดนจนหมด อีกทั้งความคิดที่จะใช้แผนโจมตีของนางเหมือนการรบคราแรกคงจะไม่ได้ผลอีก เพราะต้าเว่ยคงจะรู้ทันไม่ยอมยกทัพมาปะทะง่ายๆแน่

      ตอนนี้หากต้าเว่ยทุ่มเทกำลังมาโดยไม่เสียดายกับชีวิตของกำลังพล หยวนก็มีเพียงแค่ตั้งรับให้นานที่สุด นานพอที่จะให้ต้าเว่ยถอดใจ หรือไม่ก็ถูกโจมตีจากด้านอื่น ที่หนักพอจะกระตุกขาหลังของต้าเว่ยให้พักเรื่องที่จะเปิดศึกกับหยวนต่อ จนมีสภาพเป็นการรับศึกสองด้าน

      "เอาเถอะ..ข้าจะไม่ขัดขวางเจ้า แต่ว่าใครจะช่วยกราบทูลให้ หากว่าจะกลับจริง"

      "ข้าคงต้องขอเข้าเฝ้าทูลลาเองเจ้าค่ะ....เพราะคงไปรบกวนแม่ทัพชิงอู่ให้ช่วยทูลไม่ได้ ด้วยตอนนี้ท่านแม่ทัพก็ถูกเพ่งเล็งจากราชสำนัก ในเรื่องที่เหล่าเชื้อพระวงค์อ้างเรื่องของท่านเพื่อให้กองทัพสนับสนุน หากข้าไปขอความช่วยเหลือหรือติดต่อ ย่อมถูกหวาดระแวงหนักกว่าเดิม"

      พอเหมยฮวาพูดจบ หลินซือก็ครุ่นคิดหาวิธีการทูลขอกลับชิงไห่ให้กับนาง เพราะมันมิใช่เรื่องง่ายดายเลย แม้ตอนนี้องค์ชายเทียนหลงรัชทายาทจะกลับมา ทำให้ตำแหน่งผู้สำเร็จราชการของฮองเฮาสิ้นไป แต่กระนั้นอำนาจจริงก็ยังอยู่ที่ฮองเฮา ซึ่งก่อนหน้านี้เหมยฮวาทำให้พระองค์ไม่พอพระทัย ย่อมไม่อยากพบหน้านาง ส่วนจะไปทูลขอกับองค์ชายเทียนหลงเพื่อให้ไปทูลขอกับฮองเฮาอีกที ก็ยิ่งเป็นไปได้ยาก เพราะหลินซือทราบดีว่าองค์ชายชื่นชอบนางมาก ย่อมไม่มีทางอนุญาตให้นางกลับอย่างแน่นอน หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็นึกถึงบุคคลที่ตนเองไม่ชอบหน้าขึ้นมา

      "ระยะหลัง รู้สึกเจ้ากรมสวี่กับเสนาฯฟางจะพยายามทำดีต่อเจ้านะ เหมยฮวา"

      "อ่อ..ข้าเกือบลืมเลือนไปเลย ขอบคุณเจ้าค่ะที่ชี้แนะ"เพียงเอ่ยชื่อนางก็เข้าใจได้ทันที มีแต่ใต้เท้าทั้งสองคนนี้ล่ะที่จะสามารถช่วยนางได้ หากนางไปขอความช่วยเหลือย่อมต้องยอมช่วยอย่างแน่นอน

      ด้วยเหมยฮวาเองก็รู้ดีว่าทำไมทั้งสองพยายามเพาะสร้างน้ำใจกับนาง ยิ่งเมื่อรู้ว่านางจะกลับชิงไห่ ยิ่งต้องช่วยอย่างไวว่อง เพื่อให้นางไกลห่างจากราชสำนักมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะตำแหน่งพระชายายังว่างอยู่ ตราบใดที่นางยังอยู่เมืองหลวง นานไปอาจเกิดเหตุแทรกซ้อนจนนางกลับมาอยู่ในตัวเลือกอีกรอบก็ได้

      "พี่หย่งเป่าและหลงอิน ช่วยนำเครื่องเขียนมาให้ข้าที ข้าจะเขียนเทียบส่งไปยังใต้เท้าทั้งสอง"

      "ขอรับคุณหนู"ทั้งสองรับคำก่อนจะผละไป

      เมื่อหลงเหลือเพียงสองคนภายในเก๋ง หลินซือจึงได้สอบถามเรื่องที่ตนค้างคาใจ

      "เหมยฮวา ข้ารู้มาว่าเจ้าก็ถนัดด้านการแพทย์ ทำไมถึงไม่ลองเสนอตัวตรวจดูพระอาการของท่านอ๋อง"หลังสิ้นคำของหลินซือ ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของนางก็มึนตึงขึ้นมาทันที

      "ท่านอาก็ยกย่องข้าเกินไป ถึงจะศึกษามาแต่ก็เพียงไม่กี่ปี ไหนเลยจะเทียบเท่าเหล่าหมอหลวง ที่มุ่งศึกษาเฉพาะการแพทย์ด้านเดียวมาเป็นสิบๆปีได้"

      คำพูดคล้ายไม่อยากเอ่ยถึงหัวข้อนี้ ทำให้หลินซือไม่กล้าจะถามนางต่อ แต่ก็เข้าใจว่านางต้องมีเหตุผลของตนเองที่ไม่เสนอตัวตรวจดูอาการให้กับท่านอ๋อง แม้เรื่องการแพทย์ผู้คนภายนอกจะไม่รู้ว่านางก็ศึกษามา แต่หลินซือซึ่งคลุกคลีอยู่กับเหมยฮวาตั้งแต่เด็ก ย่อมเห็นนางทำการศึกษาและรักษาม้าในคอกของไป่หลงบิดานาง หากเทียบฝีมือกับอายุแล้ว มันเกินเลยที่จะเชื่อว่านี้คือการรักษาของเด็กได้ นี่ก็ผ่านมาหลายปีแล้ว หลินซือจึงคาดว่าฝีมือการรักษาของนาง อาจเก่งกาจกว่าเหล่าหมอหลวงภายในวังเสียอีก

      นี่แหละวิสัยของมนุษย์ เมื่อเห็นท่านทำได้หนึ่ง ก็มักคิดว่าท่านต้องทำได้สอง ได้สาม สุดท้ายก็ไม่มีที่สิ้นสุด คล้ายดั่งกับว่าผู้ที่กระทำได้ ไม่ใช่ปถุชนคนธรรมดาแต่เป็นผู้วิเศษ ซึ่งเป็นสิ่งที่เหมยฮวาตระหนักรู้ตัวดีว่า สมัยที่ตนยังเด็กได้ทำพลาดอย่างมหันต์ แม้จะมีตรรกะความคิดของผู้ใหญ่ แต่วิสัยของเด็กก็ย่อมอยากโอ้อวดว่าตนเก่ง เพื่อให้ได้คำชื่นชมจากผู้ใหญ่ จนบดบังสติยั้งคิดถึงผลที่จะตามมาในภายหลัง แต่จะว่าเป็นเพราะวิสัยของเด็กก็ไม่เชิง ขนาดผู้คนที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ ก็ยังมีนิสัยเช่นนี้ เพียงแต่แสดงออกในบางครา ซึ่งผิดกันกับเด็กที่มีอะไรก็จะแสดงออกมาจนหมด

      ด้านอาการประชวรของท่านอ๋อง เท่าที่นางได้ฟังมาพอสรุปได้ว่าคงต้องเกี่ยวกับภายใน หากจะรักษาคงไม่พ้นต้องผ่าตัด เพียงแค่นางอ้าปากบอกคงได้มีชะตากรรมอย่างท่านหมอฮูโต๋แน่  ที่ถูกโจโฉคิดว่าหาเรื่องฆ่าตน จึงจับเอาไปขังไว้ในคุกจนตาย

      นี่ยังไม่พอถ้านางเสนอตัวเท่ากับหักหน้าเหล่าหมอหลวง ไหนจะตอนรักษา เกิดท่านอ๋องสิ้นพระชนม์ขึ้นมา นางคงไม่พ้นถูกกล่าวหาว่าลอบปลงพระชนม์ ทีนี้ล่ะก็ ต่อให้นางไม่ใช่แฟนบอลทีมหงส์แดง ก็คงตะโกนก้องว่า  'you will never walk alone' คุณจะไม่เดินเดียวดาย เพราะจะพาญาติตายเป็นหมู่คณะแน่

      ***หงส์แดงคือฉายาของทีมลิเวอร์พูล เป็นทีมฟุตบอลในลีคอังกฤษ****

      ตั้งแต่ปฏิเสธเรื่องการอภิเษกสมรสมา นางก็กลัวจับใจว่าจะเป็นต้นเหตุ ทำให้ท่านพ่อท่านแม่ เฟิ่งซีและคนอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับนาง ต้องมารับเคราะห์ไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้นี่เองทำให้เหมยฮวาตัดสินใจ ที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวราชสำนักอีก เพราะไม่ว่าภพนี้หรือภพก่อนสำหรับนาง ครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่สุด ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของทุกคนแล้ว นางจึงนิ่งเฉยกับเรื่องการประชวรของท่านอ๋อง

      หลังจากทั้งสองนั่งนิ่งเงียบไปนาน ด้วยจมลึกอยู่ในความคิดตน หย่งเป่าและหลงอินก็นำเครื่องเขียนมาให้ เหมยฮวาจึงลงมือเขียนเทียบ ครั้นเสร็จก็จัดส่งไปยังจวนของใต้เท้าทั้งสองทันที

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      เมืองสุยโจว แคว้นต้าเว่ย

      สภาพของเมืองสุยโจวตอนนี้ช่างดูเงียบเหงานัก ทั้งๆที่เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิอันเป็นฤดูแห่งการเริ่มต้นของความเบิกบาน หลังจากหลับไหลมายาวนานถึงห้าเดือน ทว่ามองไปทางไหนกลับมีแต่ความหดหู่ เจือปนไปด้วยความเศร้าของเหล่าชาวเมืองที่สูญเสียญาติพี่น้อง หากเหมยฮวาเข้ามาเห็นไม่รู้ว่านางจะรู้สึกเช่นไร ด้วยเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิด

      ช่วงที่กองทัพถอนทัพมายังเมืองสุยโจว ด้วยเสบียงไม่เพียงพอ แม่ทัพเฉินเยี่ยจึงออกคำสั่งให้ชาวเมืองแบ่งเสบียงมาให้ ช่วงแรกยังอยู่ในการควบคุม ครั้นเวลาล่วงเลยไป เสบียงก็ลดลงกลับคืนสู่สถานการณ์เช่นเดิมก่อนออกคำสั่ง เหล่าทหารก็เริ่มออกนอกลู่นอกทาง โดยการใช้อำนาจขู่เข็ญเอาเสบียงเอง หนักข้อเข้าจึงเกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างชาวเมืองและกองทัพ กว่าแม่ทัพเฉินเยี่ยจะทราบเรื่องทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว

      ถึงจะแก้ปัญหาโดยการลงโทษทหารที่ทำผิด แต่เมื่อความหิวโหยมาเยือนมากเข้า เหล่าทหารก็ไม่ยอมฟังคำสั่งใดๆ กระทำการฝืนคำสั่งอีกรอบ ทำให้เกิดการแข็งขืนของชาวเมืองซึ่งมีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเข้าร่วมด้วย จนเกือบบานปลายถึงขั้นปะทะกัน แต่โชคดีที่เสบียงส่งมาช่วยทัน สถานะการณ์จึงได้ทุเลาเบาบางลง ก่อนจะถูกลอบเผาเสบียงอีกรอบ ถึงจะสูญเสียไปกึ่งหนึ่ง แต่ก็มากพอที่จะใช้ประคับประคองจนรอดพ้นฤดูหนาว กระนั้นก็ยังมีการสูญเสียชีวิตทั้งชาวเมืองและทหารมากพอดู

      ดังนั้นกองทัพจึงถูกมองในแง่ลบจากชาวเมือง จนไม่อาจเรียกศรัทธาและความเชื่อมั่นคืนได้อีก เรื่องนี้นำมาซึ่งความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับขุนนางเมืองสุยโจวยิ่งนัก ด้านแม่ทัพเฉินเยี่ยก็จนปัญญาที่จะแก้ เพราะทหารของตนเป็นผู้กระทำผิด แต่ด้วยมีจำนวนมากกว่าครึ่งกองทัพจึงไม่อาจทำอย่างไรได้ นับว่าต้าเว่ยคงเข็ดหลาบไปอีกนาน ที่คิดบังอาจจะทำศึกในหน้าหนาว

      "ฝ่าบาททรงรับสั่งเช่นไรบ้างท่านแม่ทัพ"

      "ทรงรับสั่งให้ข้าอยู่ที่นี่ต่อ เพื่อควบคุมไพร่พลที่จะส่งมาประจำการเพิ่ม"แม่ทัพเฉินเยี่ยเอ่ยตอบเสนาฯขวาเกาเว่ย หลังจากอ่านดูเนื้อความในสาสน์ที่องค์เว่ยไท่หวงตี้ส่งมา

      "ฮืม...เช่นนั้นคงเป็นแม่ทัพเมิ่งเถียนที่ต้องไปดูแลยังด้านตะวันตก"

      "เฮ่อ...ขโมยไก่ไม่สำเร็จ ยังเสียข้าวสารไปกำมือ หนำซ้ำยังจะเสียเพิ่มอีก ไม่รู้ว่านี่พอจะนับได้หรือไม่ว่า เป็นความโชคดีที่หยวนมีปัญหาภายในจึงไม่มาโจมตี หากมาจริงคงยากนักที่จะต้านรับเอาไว้ได้"ถึงจะผ่านศึกมาก็มาก แต่แม่ทัพเฉินเยี่ย ก็เพิ่งจะเคยอับจนหนทางขนาดนี้ เพราะสภาพของเหล่ากองทัพที่ประจำด่านสุยโจวต่างตกต่ำในทุกๆด้าน หากหยวนยกทัพมาไม่ต้องถึงหมื่น ก็สามารถตีด่านแตก ได้โดยง่ายดาย

      "ฮึ..ข้าก็คิดคล้ายท่าน...มันช่างตลกร้ายยิ่งนัก เห็นๆอยู่ว่าราชสำนักหยวนแตกแยก แต่ต้าเว่ยกลับทำอะไรไม่ได้"

      หลังหิมะละลายเส้นทางก็เริ่มเปิดออก ทำให้งานด้านการข่าวที่เคยเป็นอัมพาตในช่วงหน้าหนาวหายไป ความวุ่นวายในหยวนถูกส่งรายงานไปถึงฉางอัน ทว่าข่าวด้านอื่นก็ถูกส่งมาเช่นเดียวกัน ทั้งยังมาถึงก่อนหน้าข่าวของหยวนเสียอีก

      ข่าวที่ว่า ก็คือข่าวด้านตะวันตก ที่รายงานถึงความเคลื่อนไหวของเผ่าซ่งหนู ซึ่งได้เจรจาบรรลุข้อตกลงกับชาวมองโกลเพื่อผนึกกำลังกันอีกรอบ แต่ที่ดูจะหนักหนากว่าปีก่อน ก็เพราะทัพชาวมองโกลคราวนี้ มีเผ่าชี่ตันและเหลียวเสนอตัวขอเข้าร่วมด้วย แม้จะเป็นเผ่าขนาดเล็ก จำนวนไพร่พลรวมกันไม่เกินห้าหมื่น แต่ชื่อเสียงของทั้งสองเผ่ากลับเป็นรองเพียงทู่เจีย มองโกลและซ่งหนู  

      เผ่าชี่ตันได้ชื่อว่าดุร้ายรองจากเผ่าทู่เจีย แต่หากพูดถึงความโหดเหี้ยมต้องยกให้อยู่ในอันดับหนึ่ง เพราะทหารชี่ตันจะเข่นฆ่าเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนว่าจะคนหรือสัตว์เลี้ยงล้วนต้องถูกสังหาร เรียกได้ว่าถึงขั้นล้างเผ่ากันเลยเดียว  จนผู้คนกล่าวเปรียบเปรยว่า หากกองทัพชี่ตันเหยียบย่ำผ่านที่ใด แม้แต่ต้นหญ้ายังไม่กล้างอกเงย (ห้ามรีดมาเม้นว่าเพราะชาวชี่ตันมันพกมีดดายหญ้าไปด้วยนะ ไรท์มีเคือง....ฮิฮิ)

      ด้านเผ่าเหลียวขึ้นชื่อความเจ้าปัญญาและมากแผนการ กระทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ชัยชนะโดยไม่สนวิธีการ จนถูกขนานนามว่า จิ้งจอกแห่งทุ่งหญ้า ด้วยความเจ้าเล่ห์กลอกกลิ้ง สับปรับกลับคำได้ทุกเมื่อ วันนี้รับปาก พรุ่งนี้หันคมดาบเข้าหาท่านได้ในทันที

      แรกเมื่อได้รายงานองค์เว่ยไท่หวงตี้และขุนนางในราชสำนักต้าเว่ย ก็ถึงกับปั่นป่วน ทั้งยังด่าทอพวกซ่งหนูว่า ช่างโง่เขลาเบาปัญญานัก ที่ชักพาสองเผ่าอันชั่วร้ายเยี่ยงนี้ลงใต้มา นี่เองเป็นเหตุผลว่าทำไมองค์เว่ยไท่หวงตี้ จึงทรงไม่มีรับสั่งใดๆมายังทัพหน้า เมื่อทรงทราบข่าวการพ่ายแพ้

      หากในยามปกติต้าเว่ยสามารถรับมือกับศึกทั้งสองด้านพร้อมกันได้ ทว่าต้องมาเจอปัญหาเดิมอีกครา เพราะเสบียงที่เตรียมไว้สำหรับศึกระยะยาวกับหยวนถูกเผาทำลายจนหมด ซึ่งก็คือเสบียงที่เก็บไว้ในเมืองสุยโจวนั่นเอง ทำให้ต้าเว่ยไม่อาจระดมกำลังพลที่มีมากมายมาใช้ได้ ด้วยข้อจำกัดทางด้านเสบียง ดังนั้นจึงต้องเลือกทำศึกด้านใดด้านหนึ่ง

      ด้านที่ว่าก็คือด้านตะวันตก เพราะซ่งหนูกับมองโกลคุกคามต้าเว่ยมากกว่าหยวนหลายเท่าตัว หลังจากขบคิดถกเถียงอยู่นานจึงได้ข้อสรุปว่า ทางด้านหยวนจะเสริมกำลังไปด่านละสองหมื่นรวมกับที่ประการอยู่เดิมเป็นสี่หมื่น เน้นที่ป้องกัน ทั้งเพิ่มความกดดันแก่หยวน
      ส่วนด้านซ่งหนูและมองโกลนับว่ามีปัญหาพอควร
ด้วยสภาพภูมิอากาศที่สร้างปัญหาให้แก่คนพื้นที่อื่น จึงต้องใช้ทหารชาวเว่ยในการทำศึก แต่ทหารชาวเว่ยส่วนมากกลับมาสูญเสียในการรบกับหยวน ทำให้รวบรวมกำลังพลได้ไม่กี่หมื่น สุดท้ายจึงต้องเกณฑ์ทหารชาวฉู่มาช่วย ด้วยเหตุผลที่สามารถทนรับสภาพอากาศของด้านตะวันตก ได้ดีกว่าทหารพื้นที่อื่น
     กระนั้นด้วยมีทัพเผ่าชี่ตันกับเผ่าเหลียวเข้ามาร่วมวง เพื่อความมั่นใจจึงนำทัพอีกห้าหมื่นมาตรึงกำลังที่ด่านอันซี หากทัพร่วมซ่งหนูและมองโกลสามารถตีเมืองด้านตะวันตกทั้งหมดได้  ด่านอันซีจะเป็นด่านสุดท้ายที่จะสกัดกั้นไม่ให้เข้ามาถึงฉางอันและประวิงเวลารอทัพสนับสนุน ส่วนกำลังพลที่เหลือที่ไม่ถูกเรียกตัวมาประจำการ ล้วนถูกสั่งให้กลับพื้นเพเดิมของตน เพื่อไปทำไร่ทำนาเร่งผลผลิต

      สภาพระหว่างต้าเว่ยกับหยวนตอนนี้ แทบจำแนกไม่ออกว่าผู้ใดโชคดีหรือโชคร้ายมากกว่ากัน ด้านหยวนแตกแยกภายในจนทุกอย่างหยุดชะงัก ส่วนต้าเว่ยต้องทุ่มเทรับศึกจากชาวหูนอกด่าน และก็ไม่อาจเพิ่มกำลังพลได้อีกอย่างน้อยก็ห้าเดือน จนกว่าผลผลิตจะสามารถเก็บเกี่ยวได้

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      เมืองต้าตู แคว้นหยวน

      หลังจากเสนาฯฟางและเจ้ากรมสวี่ได้รับเทียบและอ่านความประสงค์ของนาง ก็มีอาการไม่ต่างกัน ล้วนแสดงความดีใจจนแทบเก็บไว้ไม่อยู่ ก่อนจะเร่งรุดไปขอเข้าเฝ้าฮองเฮา

      แม้ช่วงแรกจะทรงปฏิเสธ แต่ก็ต้องทรงยอมให้นางมาเข้าเฝ้า ด้วยเหตุผลที่เสนาฯฟางยกมา ซึ่งก็คือ เพื่อลดอิทธิพลของนางในกองทัพลง หากเหล่าทหารรับทราบว่าเหมยฮวาเป็นคนร้องขอกลับเอง ทหารทุกคนย่อมคิดว่านางละทิ้งกองทัพ ความศรัทธาและความเชื่อมั่นที่เคยมี ต้องถูกลดทอนลงไม่มากก็น้อย อีกทั้งยังกันให้ไกลห่างจากแม่ทัพชิงอู่ ด้วยความสนิทสนมของคนทั้งสอง หากร่วมมือกันอำนาจที่เคยอยู่ในมือฮองเฮาคงยากที่รักษาไว้ได้

      เหมยฮวาถูกเรียกเข้าเฝ้าในช่วงเช้าของอีกวัน หากจะว่าไปก็แค่เป็นเพียงสนทนากับฮองเฮาไม่กี่ประโยค แล้วก็กล่าวทูลลา เป็นอันเสร็จสิ้น ต่อจากนี้นางก็สามารถกลับไปชิงไห่ได้ทันที

      ระหว่างทางเพื่อเดินออกจากตำหนัก

      "ข้าน้อยขอขอบคุณท่านเสนาฯฟางและท่านเจ้ากรมสวี่มากเจ้าค่ะ ที่ช่วยทูลฮองเฮาจนทรงยินยอมให้เข้าเฝ้า"

      "เรื่องเล็กน้อยๆ ลำบากเพียงยกมือเท่านั้นเอง ฮ่าๆ.."เสนาฯฟางเอ่ยขึ้นมาอย่างอารมณ์ดี

      "แล้วท่านปราชญ์จะเดินทางเมื่อไหร่"เป็นเจ้ากรมสวี่ถามไถ่ออกมา

      "พรุ่งนี้เช้าเจ้าค่ะ"เหมยฮวาเอ่ยตอบอีกฝ่ายด้วยท่าทีสบายๆ ก่อนจะนึกอะไรได้จึงล้วงเข้าไปในแขนเสื้อ แล้วหยิบขวดยาเล็กออกมาสองขวด

      "ข้าน้อยไม่มีของมีค่าใดตอบแทนใต้เท้าทั้งสอง จะมีก็เพียงสิ่งนี้ มอบให้เพื่อขอบคุณที่ใต้เท้าทั้งสองอุตส่าห์ช่วยเหลือเจ้าค่ะ"กล่าวเสร็จก็ยื่นขวดให้ เสนาฯฟางและเจ้ากรมสวี่ถึงกับขมวดคิ้ว

      "มันคือ...."

      "เป็นยาของท่านอาจารย์จัดทำขึ้นมา มีสรรพคุณบำรุงหยางเจ้าค่ะ"

      "โอ..."จบคำใต้เท้าทั้งสองถึงกับเบิกตากว้าง คำว่าบำรุงหยางสำหรับบุรุษนั้นมีความหมายยิ่ง เพราะยานี้เป็นประโยชน์ในเรื่องบนเตียง เหตุที่ต้องมอบให้ก็เพื่อจะซื้อน้ำใจ การผูกไมตรีไว้อย่างไรก็ไม่เสียหาย

      การจะซื้อใจใต้เท้าทั้งสองที่มีพร้อมแล้วทุกอย่าง ก็มีเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว ที่เหล่าบุรุษในวัยที่ล่วงเลยสี่ห้าสิบปีต่างถวิลหาพอๆกับอำนาจบารมี นางจึงใช้ยาบำรุงหยางมาเพาะสร้างน้ำใจ ยิ่งบอกว่าเป็นยาจากอาจารย์นางทำยิ่งล้ำค่า ซึ่งความจริงแล้วตัวยานี้ก็คือยาที่นางเคยปรุงขึ้น ในช่วงเด็กนั่นเอง แล้วก็ไม่ผิดหวัง ดูจากท่าทีของทั้งสองที่มือไม้สั่นระริกตอนรับไป

      "องค์รัชทายาทเสด็จ...."ยังไม่ทันกล่าววาจาขอบคุณ เสียงขันทีก็เรียกขานถึงการมาขององค์ชายเทียนหลง

      "ถวายบังคมเพคะ/ถวายบังคมพะยะค่ะ" เหมยฮวา เสนาฯฟางและเจ้ากรมสวี่ต่างทำการคำนับ

      "เหมยฮวา เจ้ารออยู่ตรงนี่ก่อน"แม้จะฟังดูราบเรียบแต่ก็เจือปนไปด้วยความไม่พอพระทัย ก่อนจะเสด็จเข้าไปภายในตำหนักเพื่อถวายคำนับฮองเฮา ซึ่งก็คงพอเป็นพิธี ด้วยจุดประสงค์ที่แท้จริงก็คือมาหานางนั่นเอง

      "เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อนแล้วท่านปราชญ์ ขอบคุณสำหรับยาล้ำค่าที่มอบให้ฮ่าๆ..."เสนาฯฟางเอ่ยขอตัว ก่อนจะตามมาด้วยเจ้ากรมสวี่

      " หากว่าท่านปราชญ์ มีโอกาสมาเยือนเมืองหลวงคราใด สามารถแวะมาเที่ยวเล่นที่จวนของข้าได้ทุกเมื่อ"

      "เจ้าค่ะ"เหมยฮวากล่าวรับคำ

      ไม่นานองค์ชายเทียนหลงก็ออกมา ก่อนจะตรัสบอกให้นางตามพระองค์ไป พอพ้นซุ้มประตูทางเข้าตำหนักของฮองเฮา ก็เดินลัดเลาะตามเส้นทางจนไปโผล่ยังอุทยานหลวง เมื่อมาถึงพระองค์ก็ทรงไล่เหล่าขันทีและนางกำนัลให้ถอยห่าง

      "ข้าได้ยินมาว่าเจ้ามาขอทูลลาเสด็จแม่เพื่อกลับชิงไห่ เรื่องนี้เป็นจริงหรือไม่"ทรงตรัสถามในทันใด ด้วยน้ำเสียงร้อนรนและไม่พอพระทัย  หลังจากเห็นว่าผู้ติดตามถอยห่างออกไป

      "ใช่เพคะ"เหมยฮวาเอ่ยตอบพร้อมกับเงยหน้าขึ้น

      หลังจากไม่พบเจอกันกว่าครึ่งปี ดูเหมือนองค์ชายเทียนหลงจะเปลี่ยนแปลงไปมากพอดู ท่าทางกรุ้มกริ่มสบายๆได้หายไปจนหมดสิ้น สีหน้าท่าทางมีเพียงความเคร่งครึม หว่างคิ้วคงจะขมวดมุ่นอยู่ตลอดเวลา จนเห็นเป็นริ้วรอยจางๆ ถุงใต้ตาดูคล้ำเล็กน้อยคล้ายพักผ่อนไม่ เพียงพอ

      แต่กระนั้นก็ไม่อาจหาคำมาติติงได้ เพราะลักษณะที่เข้ามาทดแทนกลับเป็นความน่าเกรงขามและเคารพนับถือ เมื่อรวมกับฉลองพระองค์สีดำที่ด้านหน้าปักลวดลายด้วยดิ้นทองเป็นรูปมังกรสี่เล็บ อันแสดงถึงฐานะของรัชทายาทและผู้บริหารราชกิจแทนท่านอ๋องอย่างเต็มขั้น ส่งเสริมให้ลักษณะแห่งเจ้าชีวิตขององค์ชายเปล่งประกายออกมาอย่างเด่นชัด

      "สถานการณ์ระหว่างหยวนกับต้าเว่ยยังไม่ชัดเจน ทำไมเจ้าถึงได้คิดจะจากไป"แม้จะทรงทราบเหตุผลดีอยู่แล้ว แต่พระองค์ก็ยังทรงต้องการฟังจากปากของนางจริงๆ จึงได้ตรัสถามเช่นนี้ออกไป

      "ไม่ชัดเจน แต่หยวนก็พ้นวิกฤต นับจากนี้ต้าเว่ยคงไม่ฉกฉวยโอกาสคิดทำศึกในฤดูหนาวอีกแน่นอนเพคะ"

      "แต่ว่า...."เป็นจริงตามที่เหมยฮวากล่าว องค์ชายเทียนหลงจึงไม่อาจค้านได้ เพราะเมื่อไม่มาโจมตีในฤดูหนาว หยวนอย่างไรก็ต้องรับมือได้ ด้วยความแข็งแกร่งของตัวด่าน กว่าจะหักด่านเข้ามา ต้าเว่ยก็จะต้องสูญเสียผู้คนมากมายจนทัพอ่อนเปรี้ย เปิดโอกาสให้หยวนฉวยโอกาสบุกตีกระหน่ำให้แตกพ่ายได้

      "ซึ่งการพ้นวิกฤตของหยวน เป็นไปตามที่ข้าน้อยกับท่านอ๋องและท่านปู่หลินตกลงกันไว้ ดังนั้นเมื่อภารกิจลุล่วงตามที่รับปาก ข้าน้อยย่อมต้องกลับชิงไห่"

      "เหอะ!.. ในเมื่อท่านเสนาฯหลินก็เสียไปแล้ว ทั้งเสด็จพ่อก็ไม่รู้สึกพระองค์ ข้าจะรู้ได้เช่นไรว่าเจ้ากล่าวความจริง พอๆกับที่เจ้าอ้างเรื่องของท่านอาจายร์ซุนวู"หลังจากตรัสได้น้ำเสียงอันเกรี้ยวกราด ก็ทรงจ้องมองดวงหน้าของนาง ที่แม้มิได้งามซึ้ง แต่ก็ตรึงในจิตใจของพระองค์จนยากจะไถ่ถอน ยิ่งเมื่อทรงรู้ว่านางจะจากไปไกล ยิ่งใคร่ต้องการครอบครอง

      ด้านเหมยฮวาไม่เพียงไม่หลบสายตาของอีกฝ่าย ทั้งยังจ้องมองกลับ เพื่อแสดงว่านางมิได้กล่าวหลอกลวงใดๆ หลังจากนิ่งเงียบกันอยู่เนิ่นนาน ก็เป็นองค์ชายเทียนหลงที่ทรงตรัสออกมา

      "เฮ่อ....เจ้าคงรู้แล้วใช่หรือไม่ ว่าเสด็จแม่ทรงต้องการให้เจ้าแต่งให้แก่ข้า จึงได้ทรงคิดจะใช้การอภิเษกสมรสพระราชทานบังคับเจ้าอีกทาง"

      "ทราบเพคะ"เหมยฮวาตอบแทบจะทันที โดยไม่อ้อมค้อม ทำให้องค์ชายเทียนหลงถึงกับทรงสะกดกลั้นพระทัยไม่อยู่ ใช้มือทั้งสองกุมหัวไหล่อันบอบบางของนางไว้โดยไม่ออมแรง

      "แล้วทำไม!....ทำไมเจ้าถึงได้ปฏิเสธ.....เป็นพระชายาของข้ามีตรงไหนที่มันด้อยค่ากว่าผู้อื่น"

      แม้จะถูกบีบตรงหัวไหล่จนรู้สึกเจ็บ แต่เหมยฮวาก็ไม่ได้แสดงอาการออกมาให้เห็น นางไม่รู้หรอกว่าองค์ชายเทียนหลงรู้สึกกับตนเช่นไร ไม่ว่าจะเป็นความรักหรือความหลง แต่ที่แน่ๆย่อมต้องรู้สึกเสียหน้าเป็นอันมากอย่างแน่นอน ถึงได้ทรงกระทำเช่นนี้

      "ย่อมไม่น้อยหน้าเพคะ แต่ข้าน้อยต้องทำตามคำสั่งของอาจารย์...."ยังไม่ทันเอ่ยจบ องค์ชายเทียนหลงก็ชิงตรัสออกมาด้วยสายตาเป็นประกาย

      "เช่นนั้นอีกเจ็ดปี มะ..ไม่สิ....เมื่อเจ้าทำตามที่อาจารย์สั่งเสร็จสิ้น เจ้าจะยอมมาเป็นชายาของข้าหรือไม่"แทนที่จะทรงตรัสถามว่าเหมยฮวาชมชอบพระองค์หรือไม่ องค์ชายกลับตรัสถามคำถามนี้ขึ้นมาก่อน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะค่านิยมของยุคสมัยที่บุรุษเป็นใหญ่ ขอเพียงฝ่ายชายยินดีจะแต่งด้วย ก็เป็นอันใช้ได้แล้ว

      "ไม่เพคะ...."

      "จะ..เจ้า....."เมื่อได้ยินว่าไม่ องค์ชายเทียนหลงถึงกับตกตะลึง ตรัสเรียกนางเพียงแผ่วเบาออกมา

      "ราชสำนักเป็นสถานที่หนึ่ง ที่ข้าน้อยไม่อยากเข้าใกล้มากที่สุด เพราะทุกสิ่งรอบตัวช่างน่ากลัวกว่าข้าศึกนับร้อยนับพันเสียอีก"

      "ข้าย่อมสามารถปกป้องเจ้าได้"

      "จริงหรือเพคะ......"เมื่อได้ยินองค์ชายเทียนหลงถึงกับทรงนิ่งเงียบ ด้วยรู้ความนัยที่เหมยฮวากล่าวคำนี้ออกมา เพราะนางทราบว่าองค์ชายเทียนหลงหาได้มีอำนาจสูงสุดจริงไม่ อำนาจทั้งหมดยังตกอยู่กับฮองเฮา ขนาดแม่ทัพชิงอู่ที่เป็นเสด็จอา องค์ชายแม้นเพียรพยายามออกหน้าทูลขอฮองเฮาให้คืนตราแม่ทัพให้ แต่ก็ถูกฮองเฮาปฏิเสธ ยังไม่รวมถึงการตัดสินพระทัยในเรื่องต่างๆ พระองค์ยังต้องให้ฮองเฮาทรงอนุญาตเสียก่อน ถึงจะทรงกระทำได้

      สำหรับองค์ชายเทียนหลง เหมยฮวาย่อมบอกได้แค่ว่าชื่นชอบ แต่ถ้าจะให้แต่งงานด้วยคงไม่มีทาง หรือต่อให้นางมีความรู้สึกที่เรียกว่ารักให้ ผลก็ยังเป็นเช่นเดิมอยู่ดี เพราะนางไม่มีทางพาญาติพี่น้องของตน มาเสี่ยงชีวิตกับเรื่องราวการแย่งชิงอำนาจกัน ภายในราชสำนักอย่างเด็ดขาด   

      หรือแม้ตอนนี้องค์ชายเทียนหลงจะสามารถคุ้มครองนางได้ แต่อีกห้าปีสิบปีล่ะ พระองค์ยังจะคงเป็นเช่นเดิมหรือไม่ เมื่อไม่ทรงโปรดนางอีก ก็มีหนทางเดียวเพื่อรักษาชีวิต นั่นก็คือการสร้างฐานอำนาจ แต่ละวันผ่านพ้นไปด้วย การเหยียบย่ำผู้อื่นและกองซากศพ ตัวอย่างไม่ต้องดูอื่นไกล ดูได้จากฮองเฮาลั่วหลันพระมารดาขององค์ชายเทียนหลง จากที่ทรงไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจ สุดท้ายพระองค์ยังทรงหนีไม่พ้น

      ยิ่งเมื่อนึกถึงเรื่องของเจ้าชีวิตกับสนมนางใน ตามประวัติศาสตร์จากภพที่แล้วของเหมยฮวา พวกนางล้วนมีปั้นปลายชีวิตและตายอย่างศพไม่สวยกันกว่าครึ่งค่อน ขนาดพระสนมหยางกุ้ยเฟย ที่พระเจ้าเสวียนจงหรือพระนามเดิมหลีหลงจีแห่งราชวงค์ถัง บอกว่ารักนักรักหนา จนยอมทำทุกอย่างแม้กระทั่งแย่งชิงเอามาทั้งๆที่เป็นสนมรักของพระโอรสของพระองค์ สุดท้ายเมื่อต้องเลือกระหว่างชีวิตตนและพระราชอำนาจกับพระสนมหยาง พระเจ้าเสวียนจงก็เลือกอย่างแรก แล้วบังคับให้พระนางผูกคอตาย

      แต่หากจะนึกหาเรื่องราวความรักของเจ้าชีวิตที่น่าจะเข้าขั้นตราตรึงใจ ก็คงมีแค่เรื่องของจักรพรรดิหงอู่หรือจูหยวนจาง ผู้สถาปนาราชวงค์หมิงกับฮองเฮาหม่าซิงเซียงเพียงคู่เดียว ในรอบหลายร้อยหลายพันปีของจีน ที่พอจะกล่าวอ้างได้ เพราะไม่ว่าฐานะจะเปลี่ยนแปลงเช่นไร จากคนธรรมดากลายมาเป็นจักรพรรดิ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนก็คือความรัก ความเอาใจใส่ซึ่งกันและกันของทั้งสองพระองค์ ยังคงดุจเดิมดั่งวันที่ยังไม่ได้เป็นเจ้าชีวิต เช่นยามที่ฮองเฮาหม่าล้มป่วย หงอู่ฮองเต้ก็ทรงมาปลีกตัวจากการสะสางงานราชการมาดูแลด้วยพระองค์เอง ต่อมาฮองเฮาหม่าสิ้นพระชนม์ พระองค์ก็ไม่ทรงยอมแต่งตั้งผู้ใดขึ้นมาทดแทนตำแหน่งฮองเฮาที่ว่างลง ตลอดทั้งรัชสมัยจวบจนพระองค์สวรรคต โดยทรงให้เหตุผลว่า ไม่มีผู้ใดจะมาทดแทนตำแหน่งของฮองเฮาหม่าได้อีกแล้ว

      ทว่าเรื่องราวความรักที่ลึกซึ้งระหว่างหงอู่ฮองเต้กับฮองเฮาหม่า กลับถูกความโดดเด่นด้านอื่นของพระองค์กลบจนหมด ซึ่งก็คือเรื่องความเหี้ยมโหดและมากระแวงของหงอู่ฮองเต้นั่นเอง

      หลังจากที่นิ่งเงียบกันอยู่นาน เสียงฝีเท้าก็ดังเข้ามาใกล้ องค์ชายเทียนหลงจึงทรงหันไปทอดพระเนตรดู เป็นขันทีที่ติดตามพระองค์เดินเข้ามา ก่อนจะคุกเข่าลง พร้อมทั้งยื่นม้วนผ้าให้

      "ทูลองค์ชาย มีสาสน์เข้ามาพะยะค่ะ" ขณะที่ยังทรงไม่ทราบว่าจะทำเช่นไร เหมยฮวากลับเป็นฝ่ายกล่าวขึ้นมา

      "เพื่อไม่เป็นการรบกวนองค์ชาย เช่นนั้นข้าน้อยขอโอกาสทูลลาตรงนี้เลยนะเพคะ"

      "ฮืม....."เมื่อได้รับการอนุญาต นางจึงรีบกล่าวลาในทันที ก่อนจะยืดเยื้อมากกว่านี้

      "ข้าน้อยทูลลาเพคะ"เมื่อคำนับลาเสร็จเหมยฮวาก็กึ่งเดินกึ่งวิ่ง ไปยังทางออกทันที

      ในวันรุ่งขึ้นขณะเตรียมตัวจะออกเดินทาง เหมยฮวาจึงได้รู้ว่า ที่แท้สาสน์ที่ขันทีนำมามอบให้องค์ชายเทียนหลง ก็คือข่าวของต้าเว่ยและทู่เจีย จากคำบอกเล่าของท่านอาหลินซือ บอกว่า ต้าเว่ยกำลังเตรียมรับมือกับเผ่าซ่งหนูที่ผนึกกำลังกับกองทัพมองโกลที่จะบุกลงใต้มา ส่วนด้านทู่เจียนาหลันนาเยี่ยขึ้นเป็นข่านแล้ว ทั้งยังมีอำนาจบารมีมากพอที่จะขึ้นเป็นข่านสูงสูด จากท่านข่านทั้งหมดสี่คนที่กำลังแย่งชิงอำนาจกัน

      การสู้รบกันในทู่เจียยังไม่จบสิ้น และจะปะทุขึ้นมาอีกครั้งในเร็ววันนี้ หลังจากหยุดชะงักไปในช่วงฤดูหนาว ภายในอีกสามสี่เดือน คงจะพอคาดเดาได้ว่าผู้ใดที่จะเป็นข่านสูงสุด

      ข่าวของต้าเว่ย ทำให้นางสามารถจากไปโดยที่ไม่มีเรื่องค้างคาใจ ทั้งข่าวนี้ยังทำให้ผู้ที่ต้องการรั้งตัวนางไว้ ไม่อาจหาเหตุมาอ้างได้อีก ฤดูใบไม้ผลิปีนี้สำหรับนางช่างเป็นฤดูกาลที่สดใสยิ่งนัก หลังจากออกมาปีกว่าในที่สุดก็จะได้กลับบ้านไปพบหน้าทุกคนๆที่คิดถึงเสียที

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      หอชิ่วฟาง เมืองต้าตู แคว้นหยวน

      "เจ้ากรมเจียงมาถึงแล้วใช่หรือไม่"บุรุษร่างกายกำยำ แต่งกายด้วยชุดสีขาว คลุมทับไว้ด้วยเสื้อคลุมผ้าแพรชั้นดี เอ่ยขึ้น

      "มาได้ซักพักเลยขอรับ ท่านเฟิ่ง"นักบู๊รายงานต่อแม่ทัพเฟิ่งรุ่ยทันที

      "ดี..ดูแลไว้อย่าให้ใครขึ้นมารบกวนบนชั้นนี้"

      "ขอรับ"เมื่อรับคำสั่งเสร็จเหล่านักบู๊สิบกว่าคน ก็ไปรวมกลุ่มกันที่ทางเข้าเพื่อป้องกันมิให้ผู้คนอื่นผ่านเข้ามา ด้านเฟิ่งรุ่ยก็รีบสาวเท้าเข้าไปยังห้องด้านในทันที เมื่อเปิดประตู

      "โอ...ท่านมาเสียที นึกว่าต้องให้ข้ารอนานมากกว่านี้เสียอีก"บุรุษวัยยี่สิบปลายๆ ใบหน้าเกลี้ยงเกลา เอ่ยทักทายอีกฝ่ายทันที

      "ย่อมต้องมา เพียงแต่ท่านเจ้ากรมเจียง ช่างรู้จักฆ่าเวลายิ่งนัก ฮ่าๆ..."เฟิ่งรุ่ยกล่าวหยอกเย้าเจ้ากรมเจียง ด้วยอีกฝ่ายซ้ายขวาต่างตะคองโอบกอดไว้ด้วยหญิงสาว

      "ฮ่าๆ..ก็ข้านึกว่าท่านจะมาช้ากว่านี้"กล่าวเสร็จก็ ยื่นหน้าไปดมดอม หญิงสาวอนงค์นางทั้งสองข้าง ก่อนเอ่ยขึ้นมาว่า

      "พวกเจ้าออกไปก่อน ข้ามีเรื่องที่ต้องคุยกับท่านแม่ทัพเฟิ่ง หากข้าไม่เรียก ห้ามผู้ใดเข้ามา"

      "เจ้าค่ะ"เมื่อรับคำเสร็จหญิงสาวทั้งสอง ก็ทำท่าอิดออดคราหนึ่งพอเป็นพิธี ก่อนจะเดินผ่านแม่ทัพเฟิ่งรุ่ยไป

      "รัชทายาทมีรับสั่งเช่นใดบ้างหรือไม่"เมื่ออยู่ลำพังเพียงสองคน แม่ทัพเฟิ่งก็เดินเข้าไปนั่งยังฝั่งตรงข้าม แล้วเอ่ยถามอีกฝ่ายว่า

      "ไม่ เพียงแต่ข้าสังเกตุดู พระองค์คิดจะมอบตราแม่ทัพให้แก่องค์ชายผู่หลง"เจ้ากรมเจียงเอ่ยตอบ 

      เจ้ากรมเจียงที่ว่าก็คือ เจ้ากรมพิธีการเจียงซู่ บุตรชายของเจ้ากรมกลาโหมเจียงเหยา ด้วยเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับองค์ชายเทียนหลง ในยามที่ทรงงาน จึงถูกวางตัวให้ช่วยสืบความเคลื่อนไหวขององค์ชายเทียนหลงจากองค์ฮองเฮา

      "เฮ่อ...ยิ่งนานวันองค์รัชทายาทกลับยิ่งเหินห่างกับองค์ฮองเฮา"เฟิ่งรุ่ยถึงกับถอนหายใจออกมา

      "ยังมี.....ดูท่าเสนาฯฟางจะเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว เพราะวันก่อนได้ส่งเทียบเชิญมาให้กับท่านพ่อของข้า"

      "ฮึ...ปล่อยให้ดิ้นรนไป เมื่อไหร่ที่ฮองเฮาทรงสามารถกุมอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ เฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้ก็จะไร้ค่าขึ้นมาทันที"

      นอกจากจะให้สืบข่าวขององค์ชายเทียนหลง เจียงซู่ยังถูกวางตัวให้เป็นหูเป็นตาในเรื่องของเสนาฯฟางและเจ้ากรมสวี่ด้วย  เพราะทั้งสองต่างแย่งชิงการสนับสนุนจากเจ้ากรมเจียงพ่อลูก

      หลังจากนั้นการสนทนาก็ดำเนินต่อไปอีกราวครึ่งชั่วยาม เมื่อหมดสิ่งที่ต้องบอกกล่าวกับอีกฝ่าย เจียงซู่ก็เอ่ยขึ้นมาว่า

      "ข้าอุตส่าห์หาข่าวให้ตั้งมากมาย  ท่านแม่ทัพไม่คิดจะตบรางวัลข้าซักหน่อยรึ"น้ำเสียงที่กล่าวออกมาคล้ายแง่งอน ครั้นเฟิ่งรุ่ยได้ยินก็ หัวเราะร่า

      "ฮ่าๆ....ย่อมต้องมีอยู่แล้ว....ซู่เอ่อร์"

      เจียงซู่ได้ยินถึงกับสะเทิ้นขึ้นมาทันใด ก่อนจะโผเข้าไปนั่งบนตักและซบอกของเฟิ่งรุ่ยทันที อา...ที่แท้ทั้งเจ้ากรมพิธีการเจียงซู่ชมชอบในบุรุษนั่นเอง แต่ที่เรียกหญิงสาวเข้ามาก็เพื่อปิดบังมิให้ใครรู้

      เหตุนี้เองจึงสามารถดึงตัวเจียงซู่มาใช้งานได้ แม้ฮองเฮาจะทรงสงสัย ว่าทำไมเฟิ่งรุ่ยจึงซื้อตัวเจียงซู่ได้ง่ายดายนัก แต่ก็คงไม่ทรงคิดว่าหลานชายที่พระองค์ทรงโปรดจะใช้วิธีการนี้ในการดึงตัว

    

    ****ต่อไปเป็นบทเสริม ถ้าไม่อยากเสียอรรถรสที่อยู่คนละขั้ว โปรดหยุดอ่านตั้งแต่ตรงนี้ ฮี่ๆ....******

     

   "อยากได้อะไรหรือ ซู่เอ่อร์ของข้า"พูดพลางใช้แขนตวัดเกี่ยว ดึงตัวของเจียงซู่เข้ามาแนบอก ก่อนจะบรรจงโน้มหน้าลงจุมพิตอย่างดูดดื่มและเนินนาน เมื่อผละออก เจียงซู่ถึงกับหอบจนตัวโยน ใบหน้าแดงซ่านและรุ่มร้อนไปทั้งตัว

      "...ทะ...ท่านคิดจะจูบข้าให้ตายเลยหรือไร"

      "มิดีหรือ ตายในรสจูบบนอ้อมกอดข้า ฮึๆ..."

      "ฮึ....แล้วเราจะได้เห็นดีกัน"เจียงซู่กล่าวออกมากึ่งยินดีกึ่งแง่งอน พลางเลื่อนมือไปยังเบื้องล่างของเฟิ่งรุ่ย แล้วเค้นคลึงอย่างแผ่วเบา

      "นี่เจ้ากรมเจียง ท่านช่างบังอาจนัก ถึงกับเหิมเกริมคิดจะกุมอำนาจของข้าเลยรึ"น้ำเสียงเฟิ่งรุ่ยกล่าวทีเล่นทีจริง

      "เหอะ...มากกว่านี้ข้ายังกล้า"

      'เพี๊ยะ!'
     แม่ทัพเฟิ่งรุ่ย ฟาดฝ่ามือลงบนสะโพกของเจียงซู่เต็มแรง

      "ช่างกล้ามาท้าทายอำนาจข้า เช่นนี้เห็นที่ต้องเพิ่มข้อหาและลงโทษให้จงหนัก คราหลังจะได้ไม่กล้าอีก"

      "อ๊ะ....ข้าเป็นถึงเจ้ากรม ท่านคิดจะยัดข้อหาข้าส่งเดชไม่ได้นะ"แม้จะกล่าวคำแต่น้ำเสียงสั่นกระเส่ายิ่งนัก

      "หากเป็นข้อหา 'ให้ท้ายเจ้าพนักงาน' เล่า"

      "อ๊า......"

      เฟิ่งรุ่ยไม่สนใจท่าทางอีกฝ่าย รีบล้วงมือเข้าไปยังข้อพับ แล้วโอบอุ้มพาไปยังเตียงทันที พอวางอีกฝ่ายลง

      "มะ...ไม่มีหลักฐานไหนเลยกระทำได้"

      "เรื่องสร้างหลักฐานเท็จและ 'ยัดของกลาง' ข้าย่อมถนัดอยู่แล้ว"

      "อ๊าย!......"

      "แฮ่กๆ.....แฮ่กๆ....แฮ่กๆ...."

      ม่านเตียงติงไหวๆ ชื่นสมฤทัย หาใดเปรียบเปรย

 

 

   

      ปล.จบภาค เหมยฮวาใหญ่ฟัดโลก (ซะเมื่อไหร่)   เกือบแต่งเสร็จไม่ทันลงในวันพุธ

           เหมือนเดิมครับ เปิดก่อนได้เปรียบ

           ขอบคุณครับที่เข้ามาอ่าน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 147 ครั้ง

68 ความคิดเห็น

  1. #1791 เหมียวขนฟู (@bloodytea) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 10 มีนาคม 2558 / 12:24
    กรี๊ด~ "กุมอำนาจ" "ให้ท้ายเจ้าพนักงาน" "ยัดของกลาง" โอ้ย--คู่พระ-นางไม่โผล่ ใครพระเอกไม่ชัด พอวายเท่านั้น กรี๊ด~
    #1791
    0
  2. #1783 ming23350 (@ming23350) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 7 มีนาคม 2558 / 23:24
    ดีใจที่ฮวาเอ่อร์ไม่ต้องยุ่งกับราชสำนักแล้ว แต่ตอนนี้กะลังมองหาพระเอกของเรื่องอยู่... ส่วนตอนจบของบทนี้บอกเลยว่าอึ้งสุดๆ(!!!) ไม่คิดว่าไรต์ฯจะมีรสนิยมแบบนี้(555) ที่จริงก้ชอบวายอยู่หรอกนะ แต่เจอแบบนี้ถึงกะจิ้นไม่ออกเลยทีเดียว
    #1783
    0
  3. #1730 Midnight (@kannarakarino) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2558 / 19:20
    เขาพกกรัมม็อกโซนไป !!??

    แล้วตอนท้ายนี่มันคืออะไรคะ TTOTT!? รีดเดอร์คิดว่าเจ้ากรมเจียงคงเป็นขุนนางอายุ 40-50 ปีแล้ว แต่ท่าทีเหมือนหนุ่มเพิ่งแตกสาว
    นั่นมันอะไร หรือรีดเดอร์เข้าใจผิด? ไม่สิ ก็เสนาบดีกับเจ้ากรมที่คิดกบฎยังอายุเยอะเลย อ้ากกกกก สับสน 

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2558 / 19:47
    #1730
    0
  4. #1365 An-amethyst (@annlovehenrylau) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2557 / 22:49
    ไม่ได้เข้ามาแปปเดียว (อ่านหนังสือสอบ) เจอตอนท้ายนี่เงิบเลย
    #1365
    0
  5. #1364 An-amethyst (@annlovehenrylau) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2557 / 22:49
    ไม่ได้เข้ามาแปปเดียว (อ่านหนังสือสอบ) เจอตอนท้ายนี่เงิบเลย
    #1364
    0
  6. #1359 ติดตามต่อไป (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2557 / 15:49
    แหม! บทพระ-นาง ไม่ถนัด ช่างเขียนนะไร้ท์
    #1359
    0
  7. #1356 somza1 (@somza1) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2557 / 20:19
    ไรท์เตอร์จ๋า รีดเดอร์รออยู่จร้า
    #1356
    0
  8. #1352 แมวนอนง่าว (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2557 / 06:22
    เพิ่งได้มาอ่าน ติดหนึบหนับเลยค่ะ สนุกมากๆ

    อ่านแล้วขอเป็นแม่ยกเชียร์หย่งเป่า นะคะ /ตั้งป้อมเชียร์เลย 555

    ชอบโมเม้นท์สองคนนี้มาก

    คือมันดูอบอุ่น ทะนุถนอม แล้วก็ซึ้งกว่าหนุ่มคนอื่นน่ะค่ะ หนุ่มคนอื่นเหมือนจะหลงรูปซะมากกว่า

    คงเพราะเห็นหย่งเป่ามาตั้งแต่แรกๆที่นางเอกเป็นเด็กด้วย

    อีกอย่างมีความรู้สึกว่าเหมยฮวาไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับราชสำนักจริงๆถ้าต้องการชีวิตสงบสุขด้วยล่ะค่ะ



    ส่วนหนุ่มๆคนอื่นค่อยจัดใครสักคนไปดามอกอีกทีค่ะ อย่างน้องเพ่ยอินอะไรแบบนี้

    ปล. ชอบการบรรยายฉากรบกับกลศึกมาก เห็นภาพและมีเหตุผลดีค่ะ รอติดตามนะคะ
    #1352
    0
  9. #1350 เมย (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2557 / 21:25
    ชอบบบบบบบบบเรื่องนี้ที่สุด
    #1350
    0
  10. #1347 เวิ้งฟ้า (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2557 / 13:02
    สนุกมากๆๆๆๆๆๆๆๆ อยากอ่านอีกไม่มีหยุด
    #1347
    0
  11. #1345 กรรดึก (@angel-dimond) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2557 / 00:26
    เอิ่ม เลิฟซีนนางเอกยังไม่มีซักแอะ แม้แต่ใตรเป็นพระเอกยังไม่รู้เลย นี่เปิด Y กันเลยรึ
    #1345
    0
  12. #1344 ploykissme (@ploykissmee) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2557 / 22:14
    เจอฉากสุดท้ายแทบหงายหลัง 55555
    #1344
    0
  13. วันที่ 16 ตุลาคม 2557 / 21:11
    ขากลับดักฉุดโลดเรย
    #1342
    0
  14. #1341 rukna (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2557 / 15:05
    โฮกกก เลือดกำเดาทะลักตอนบทท้าย ฮ่าๆ

    เรื่องนี้มีเหลายแง่มุมมากมาย ทำเอาเราเงิบว่ามันมาออกบทท้ายได้ยังไง ฮ่าๆ รอตอนต่อนะค๊า
    #1341
    0
  15. วันที่ 16 ตุลาคม 2557 / 14:55
    มีคู่วายให้ได้ชมด้วย ว้าวๆๆๆๆ
    #1340
    0
  16. วันที่ 16 ตุลาคม 2557 / 13:15
    เหมยฮาหลุดพ้นจากราชสำนักเตรียมลั่ลล้าเดินทางกลับบ้านแล้ว หวังว่าคงไม่โดนใครลักพาตัวไปซะก่อนน่ะนะ 55+
    #1339
    0
  17. #1338 Phirena (@phirena) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2557 / 11:28
    บทนี้ส่งท้ายด้วยความ...วายวอด... สาววายคงถูกใจสินะ555

    อยากให้หนูเหมยไปช่วยต้าเว่ยรบกับมองโกล ฮี่ๆ เค้าจะรอพระเอกมาลักพาตัวหนูเหมยฮวาน้าาา~
    #1338
    0
  18. วันที่ 16 ตุลาคม 2557 / 10:49
    แถมท้ายนี่ อะหุๆๆๆๆๆๆๆๆ-.,-
    ชอบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ
    อยากได้อีก 55555555555555555
    แต่ลางสังหรณ์สาววายนี่แม่นจริงแฮะ
    เราอ่านตรงประโยคเจ้ากรมเจียงมาถึงยัง
    พออ่านถึงบุรุษร่างกายกำยำ 
    อยู่ๆมันชะแวบขึ้นมาเลย ว่าเป็นไรทำนองนั้นป่ะหว่า อยู่ๆมันก็นึกขึ้นมาอ่ะ=.,=
    พออ่านต่อเห็นมีโอบหญิง หอมหญิง
    ก็อืมๆ เรานี่คิดมาก 
    ที่ไหนได้.....................55555555555555555

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 16 ตุลาคม 2557 / 10:50
    #1337
    0
  19. #1335 LingRing (@dokhed) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2557 / 09:54
    ตอนท้ายนี่เปลี่ยนอารมณ์ไม่ทันเลยทีเดียว
    #1335
    0
  20. #1334 นิทราราตรี (@051044) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2557 / 09:26
    เป็นคนหนึ่งที่เชียร์หย่งเปา ><
    #1334
    0
  21. #1332 เสือเมฆ (@25112523) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2557 / 07:10
    เอิ่ม...ข้อหายัดของกลางนี่มัน อ๊าย!!!!! บทท้ายนี้ของไรท์หรือของรีด555
    #1332
    0
  22. #1331 Game Min (@0844103510) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2557 / 06:08
    อั้ยย่ะ! ตอนท้ายนี้
    #1331
    0
  23. #1330 blue bunny (@minerwa13) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2557 / 05:49
    ตอนื้ายนี่มัน....มัน...ถูกใจจัง 5555 แต่น้อยไปหน่อยนะไรท์ //โดนตบ
    #1330
    0
  24. #1329 Mint My (@lilyla19) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2557 / 05:27
    กรี๊ด ตอนสุดท้ายมีเซอวิสนักอ่าน
    #1329
    0
  25. #1328 Khunny Pimmy (@apipim) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2557 / 04:00
    พระเอกอยู่ฝั่งต้าเว่ย แต่ต้าเว่ยก็มีแต่องค์ชายใช่มะที่มีลุ้น งี้จะพ้นการแก่งแย่งชิงดีที่เหมยฮวาไม่ชอบไหม
    #1328
    0