ปราชญ์หญิงพลิกแผ่นดิน

  • 99% Rating

  • 23 Vote(s)

  • 159,560 Views

  • 2,075 Comments

  • 2,286 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    234

    Overall
    159,560

ตอนที่ 44 : ปฐพีลุกเป็นไฟ-1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5672
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 156 ครั้ง
    28 ต.ค. 57

      ปฐพีลุกเป็นไฟ

      "คุณหนูขอรับ ด้านหน้าอีกราวสิบลี้เป็นอำเภอจี๋ม่อ อย่างไรแวะเข้าไปพักดีหรือไม่ขอรับ"เสียงหย่งเป่าเอ่ยถามขึ้น ครั้นพอได้ยินเหมยฮวาซึ่งกำลังนั่งบนหลังม้าก็เอ่ยว่า

      "ก็ดีเหมือนกันพี่หย่งเป่า วันนี้คงไปถึงชิงไห่มะ........."

      "ย่าห์!ๆ...หลีกทาง!ๆ.."ยังไม่ทันที่นางจะกล่าวจบ เสียงตะโกนก้องก็ดังขึ้นมาจากทางด้านหลังแต่ไกล ทำให้ทุกคนในคณะร่วมสิบชีวิตต่างเหลียวมอง ก่อนจะรีบแยกย้ายกระจายตัวไปอยู่ด้านข้างทั้งสองฝากฝั่ง เปิดทางสะดวกให้แก่ผู้ที่ขับขี่ม้ามาอย่างเร่งร้อนผู้นั้นผ่านไป

      "นั่นมันม้าเร็วนี่ขอรับคุณหนู"เป็นหลงอินที่เอ่ยขึ้นมา เหมยฮวากลับไม่กล่าวอันใด มีเพียงขมวดคิ้วอันเรียวงามเข้าหากัน คล้ายครุ่นคิดสิ่งใดอยู่

      "ถึงกับใช้ม้าเร็วส่งข่าว หรือว่าหยวนเกิดเรื่องขึ้นขอรับคุณหนู"หย่งเป่ากล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

      "เฮ่อ...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นใดๆล้วนแล้วแต่เกินกำลังข้า...ไปเถอะ...  เดี๋ยวจะมืดค่ำเสียก่อนที่จะหาที่พักได้"

      "ขอรับ"ทุกคนขานรับคำเสร็จ ก็กระตุ้นม้ามุ่งตรงไปยังอำเภอจี๋ม่อทันที

      หากมองในสายตาของคนภายนอก การกระทำของนางนั้นช่างดูแล้งน้ำใจ และไม่ห่วงใยแคว้น ทว่าสำหรับหย่งเป่า หลงอินและ ผู้ติดตามกลับคิดว่าสมควรด้วยเหตุผลแล้วที่จะเพิกเฉย เพราะปัญหาของหยวนตอนนี้ ไม่ได้เกิดจากภายนอกแต่เป็นภายในราชสำนัก  ขนาดแม่ทัพชิงอู่ยังกระทำมิได้ แล้วคุณหนูของตนที่เป็นสามัญชนจะอาศัยสิ่งใดไปช่วยได้   

      แม้ผู้คนทั่วไปต่างยกย่องให้นางเป็นปราชญ์ แต่ก็ไม่มีตำแหน่งใดๆ หากทางใต้เท้าในราชสำนักทั้งหลายมีเจตนาลงมือจริงๆ อาศัยเพียงขุนนางท้องถิ่นตำแหน่งเล็กๆออกหน้ากล่าวหาและจับกุม ก็สามารถกระทำได้อย่างง่ายดาย

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      "ฮึๆ...ผ่านมาก็หลายปีแล้วเจ้ายังไม่ยอมถอดใจอีกรึ"

      "เหอะ!...ตราบใดที่ข้ายังไม่ตายย่อมไม่ยอมเลิกรา"พูดจบ ชายที่เอ่ยคำก็ชักกระบี่ออกมาจากฝัก ชี้ปลายไปทางด้านชายคนแรกที่กล่าววาจา

      "เฮ่อ...ลำบากเจ้าแล้วสหายข้า"คำกล่าวนี้มิใช่เอ่ยกับชายที่ชี้ปลายกระบี่มาด้านตน แต่เป็นคำกล่าวกับกระบี่สีดำสนิท ซึ่งเป็นอาวุธคู่กาย ที่ถูกถือมั่นไว้ในมือข้างซ้าย เมื่อตั้งท่า.....อา...ชายผู้ใช้กระบี่เหล็กดำกลับมีเพียงแขนซ้ายข้างเดียว ด้านชายอีกคนซึ่งได้ตระเตรียมกระบวนท่าไว้ก่อนแล้ว พลันเคลื่อนกายเข้าหาชายที่ถือกระบี่เหล็กดำอย่างรวดเร็ว เกร็งแขนส่งกำลังบังคับกระบี่ฟาดฟันเข้าใส่ในทันใด

      ชายแขนเดียวเห็นดังนั้น ก็ใช้กระบี่เหล็กดำปัดป่ายกระบวนท่าดังกล่าว ทั้งเอ่ยออกมาอย่างตื่นตระหนก

      "เก้ากระบี่เดียวดาย"

      "นับว่าสายตาเจ้ายังไม่เลวนัก...รับอีกกระบวนท่า..ย๊าก!.."ชายแขนเดียวไม่ตอบคำ กระบี่ในมือขยับวูบเข้าปะทะกับกระบี่ของอีกฝ่ายทันที

      หลังจากหักหาญกันไปได้สิบกระบวนท่า ทั้งสองยังก้ำกึ่งไม่มีผู้ใดเพลี้ยงพล้ำ ขณะจะประกระบวนท่าที่สิบเอ็ด จู่ๆก็ปรากฏร่างเงาสีแดงโผล่วูบขึ้นมาแทรกกลางระหว่างชายทั้งสอง แล้วซัดฝ่ามือออกมาจู่โจมทันที

      "อั่ก!..."ชายทั้งสองไม่ทันระวัง จึงถูกประทับฝ่ามือเข้าที่กลางหน้าอกอย่างถนัดถนี่

      "โฮ๊ะๆ...."เสียงหัวเราะร่วนอย่างชอบใจของเงาร่างสีแดงดังออกมา หลังจากลอบลงมือประสบผล

      "จะ...เจ้า ช่างไร้ยางอายนัก ถึงกับมาลอบกัดพวกข้า อั่ก..."ชายผู้ที่อ้างว่าใช้เพลงกระบี่เก้าเดียวดายกล่าวขึ้นมา ส่วนมือก็กุมที่หน้าอก อา...ฝ่ามืออะไรกันนี่ ถึงกับปรากฏเห็นเป็นรอยฝ่ามือสีขาวอย่างชัดเจนบนร่างกายของผู้ถูกซัดใส่

      "เหอะ!....นึกว่าผู้ใด ที่แท้ก็ 'บูรพาไม่แพ้' นี่เอง ชื่อเสียงองอาจกลับลงมืออย่างขลาดเขลา"ชายแขนเดียวเอ่ยประชดแดกดัน

      "โฮ๊ะๆ...โดนฝ่ามือเบญจพิษของข้าตงฟางอุ้ยอ้าย เข้าไปยังกล่าววาจาได้อีกนะ เล่งหู่ชง เอี้ยก้วย"เสียงเจื้อยแจ้วของสตรีชุดสีแดงดังขึ้นมา เมื่อได้ยินชายทั้งสองก็เบิกตากว้างทันที

      "ฝ่ามือเบญจพิษ....ช่างชั่วช้านัก ตงฟางอุ้ยอ้าย"ชายที่เรียกว่าเอี้ยก้วยขบกรามแน่นระหว่างเอ่ยวาจา

      "จุ๊ๆ...บาดเจ็บขนาดนี้ยังปากคอเราะร้ายได้อีก...แต่เอาเถอะ...ข้าจะช่วยสงเคราะห์พวกเจ้าให้ตายอย่างรวดเร็ว จะได้ไม่ทรมาน "นางกล่าวจบ ในมือก็ปรากฏสิ่งของคล้ายเข็มขึ้นมาทันใด

      "เตรียมตัวตายได้!...เข็มปลิดวิญยะ....."

      "หยุดนะ!...."สตรีที่เรียกว่าตงฟางอุ้ยอ้าย ยังไม่ทันได้ซัดเข็มปลิดวิญญาณ ก็ต้องชะงัก เมื่อถูกเสียงหนึ่งดังเข้ามากระทบโสต ครั้นหันไปมอง ก็ต้องแสดงอาการหวาดหวั่นออกมาอย่างปิดไม่มิด

      ผู้ที่เอ่ยห้ามก็คือสตรีวัยราวสามสิบกว่า แต่ยังดูงดงามอยู่ ด้านหลังมีผู้ติดตามมาด้วยอีกสอง เมื่อมาถึงสตรีคนดังกล่าวก็พูดขึ้นว่า

      "พวกเจ้าแอบขโมยแป้งหมี่ มาเล่นอีกแล้วใช่ไหม"

      "เอ่อ...ท่านป้าเจ้าคะ..."ระหว่างพูดก็ทิ้งสิ่งของคล้ายเข็มลงกับพื้น อา...ที่แท้ก็ไม้จิ้มฟันนี่เอง มิใช่เข็ม ด้านสตรีผู้ที่เข้ามาใหม่ ก็จ้องมองไปที่ชายแขนเดียว

      "เจ้าเอาแขนเข้าไปไว้ข้างในเสื้อทำไมเซียนสือ เอาออกมาเดี๋ยวนี้"

      "ขะ..ข้าเล่นเป็นเอี้ยก้วยขอรับท่านป้า แหะๆ.."เซียนสือยิ้มอย่างเก้อเขิน ก่อนจะเอามือออกมานอกแขนเสื้อ ด้านเด็กหญิงชุดแดงตัวน้อยรูปร่างสมบูรณ์วัยราวเจ็ดแปดขวบ ก็รีบวิ่งไปทางด้านหลังของสตรีผู้มาใหม่ ก่อนจะยกมือขึ้นมาทุบตีและบีบนวดที่ต้นคอให้นาง

      "ไม่ต้องมาทำเป็นประจบเอาใจข้าเสียให้ยาก อินเอ่อร์"

      "หู๊ย....ไม่เลยนะเจ้าคะท่านป้า ข้าแค่กลัวท่านป้าจะเมื่อยเลยมาบีบนวดให้ จริงๆนะเจ้าคะ.."ปากกล่าวสองมือขยับ ทั้งส่งสายตาใสซื่อให้กับท่านป้าของนาง หรือก็คือเฟยเอี้ยนนั่นเอง

      เฟยเอี้ยนพอได้ยินคำฉอเลาะและท่าทางของเพ่ยอิน ก็แทบจะหลุดหัวเราะออกมา แต่สะกดกลั้นเอาไว้ได้ทัน ก่อนจะเม้มริมฝีปากแสร้งปั้นหน้าเย็นชาดังเดิม เพื่อให้สมกับจุดมุ่งหมายที่ตั้งใจมาดุด่าวายร้ายทั้งสาม ที่บังอาจไปแอบขโมยแป้งหมี่มาเล่น ซึ่งหลักฐานก็คือรอยฝ่ามือน้อยๆสีขาวบนหน้าอกของเฟิ่งซีและเซียนสือนั่นเอง

      "เอาล่ะ บอกข้ามา ใครเป็นคนต้นคิด ถ้ายินยอมสารภาพข้าจะลดโทษให้กึ่งหนึ่ง"

      'พรึ่บ'นิ้วมือเล็กๆอันอวบอ้วนของเพ่ยอิน ยกสะบัดชี้ไปยังเป้าหมายทันที ด้วยความกลัวจะถูกทำโทษ สมองของนางสั่งการว่าให้รีบหาผู้ที่จะมารับเคราะห์แทนโดยด่วน ซึ่งก็คือเฟิ่งซีนั่นเอง

      "เห๊....เพ่ยอินเจ้าอย่ากล่าวหาข้านะ"เฟิ่งซีถึงกับตาแทบถลน เมื่อถูกใส่ความ เพราะแท้ที่จริงแล้วเป็นนางต่างหากที่เป็นคนคิดการละเล่นนี้ขึ้นมา

      "ข้าถูกปรักปรำๆ..ท่านแม่อย่าเชื่อนางนะ เซียนสือสามารถเป็นพยานได้"เสียงร่ำร้องดังขึ้น ก่อนจะมองหาตัวช่วย

      "แม้พวกเราจะเป็นญาติกัน แต่ถูกย่อมว่าไปตามถูก ผิดย่อมว่าไปตามผิด เพื่อคงไว้ซึ่งความยุติธรรม วันนี้ข้าคงต้องล้างญาติด้วยคุณธรรมเสียแล้ว"
     ระหว่างกล่าวคำ เซียนสือก็ทำหน้าเคร่งขรึม สองมือไขว้หลังท่าทางดั่งผู้ทรงภูมิ จนทำให้ฉูฉู่และไห่ถังถึงกับก้มหน้างุด ขบขันกับท่าทางและคำพูดของนายน้อยตระกูลหยาง ช่างแก่แดดยิ่งนัก ทั้งที่เพิ่งจะสิบเอ็ดสิบสองปีเอง

      "ท่านป้าขอรับ......เฟิ่งซีขอรับเป็นคนต้นคิด"พูดจบก็สืบเท้าเข้าไปอยู่กับเพ่ยอินทันที เฟยเอี้ยนได้แต่พยักเพยิดหน้าว่ารับรู้

      "ใส่ความกันชัดๆ..ล้างญาติเพื่อคุณธรรมอะไรกัน....."ปากน้อยๆของเฟิ่งซีขยับพะงาบๆว่ากล่าวออกมา ทั้งมีเสียงและไม่มี

      "เฟิ่งซีเจ้ายังไม่ยอมรับอีก ในเมื่อทั้งเซียนสือและเพ่ยอินต่างก็บอกว่าเจ้าเป็นคนต้นคิด"

      "ท่านแม่อย่าเชื่อนะขอรับ เซียนสือย่อมเข้าข้างเพ่ยอินที่เป็นน้องสาวอยู่แล้ว"จริงแท้ดั่งคำของเฟิ่งซี ที่เซียนสือเข้าข้างน้องสาวบุญธรรมของตน ด้วยเซียนสือนั้นรักใคร่และเอ็นดูนางยิ่งนัก ตามอกตามใจแทบทุกอย่าง

      เฟยเอี้ยนส่งเสียง "หือ.."เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย คล้ายไต่ถามว่ายังไม่ยอมพูดความจริงอีกเหรอ เฟิ่งซีเห็นก็กระทืบเท้าร่ำร้องด้วย ความไม่พอใจ

      " ใช่ซิ ข้ามันตัวคนเดียวนี่ ท่านพี่ก็ไม่อยู่ด้วย พวกเจ้าสองคนจึงรวมหัวกันใส่ความข้า..."ก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่ง เหมือนคิดอะไรได้

      "เห็นไหมท่านแม่ ข้าบอกท่านตั้งหลายครั้งแล้วว่า หาน้องให้ข้าๆ... ท่านแม่ก็ไม่เชื่อ....หากข้ามีน้องนะ...ข้าก็ไม่ต้องถูกรุมใส่ความอย่างนี้หรอก"

      เฟยเอี้ยนได้ยินก็อ้าปากค้าง หน้าแดงระเรื่อจรดใบหูทำตัวแทบไม่ถูก ไม่รู้จะขบขันหรือเขินอายก่อนหลังดี ส่วนอารมณ์อันคุกกรุ่นจากความโมโห ที่เด็กๆขโมยแป้งหมี่มาเล่นมลายหายสิ้น ด้านฉูฉู่และไห่ถัง ตอนนี้ต่างยกมือปิดปากกลั้นเสียงหัวเราะกันสุดฤทธิ์จนตัวงอไปแล้ว

      การละเล่นจอมยุทธ์ของทั้งสามนั้น ก็มาจากเหมยฮวาได้เล่าเรื่องพวกนิยายจีนที่นางเคยอ่านในภพก่อน อย่างดาบมังกรหยก กระบี่เย้ยยุทธจักรของท่านกิ้มยงเป็นต้นให้ฟัง ส่วนชื่อของบูรพาไม่แพ้ ที่จริงแล้วคือ ตงฟางปุ๊ป้าย เป็นตัวละครที่เพ่ยอินชอบ แต่ด้วยรูปร่างของนางเรียกได้ว่าเข้าขั้นอวบระยะสุดท้าย เหมยฮวาจึงเรียกล้อเลียนนางว่า ตงฟางอุ้ยอ้ายแทน เพ่ยอินกลับชอบใจ จึงจำชื่อนี้มาเล่น

      หากเพ่ยอินรู้ความหมายของคำว่าอุ้ยอ้ายในภาษาไทยนั้นคืออะไร คงถูกลูกหมูตัวน้อยงอนไปหลายวันเป็นแน่ หลังจากสงบจิตใจได้ เฟยเอี้ยนจึงคิดจะว่ากล่าวตักเตือนวายร้ายทั้งสาม ทว่ายังไม่ทันอ้าปาก ก็เหลือบไปเห็นคนรับใช้วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาคุกเข่าตรงหน้าแล้วรายงานว่า

      "ฮะ...ฮูหยินขอรับ คุณหนูเหมยฮวากลับมาแล้วขอรับ"

      "อา!..."เสียงอุทานดังขึ้นมาพร้อมกัน

      "นางอยู่ที่ไหนตอนนี้"เป็นเฟยเอี้ยนเอ่ยถามน้ำเสียงสั่นเครือ ด้วยความดีใจจนสุดระงับ

      "อยู่ที่จวนท่านเจ้ามืองขอรับ คนรับใช้ของจวนเจ้าเมืองมาส่งข่าวบอกว่าท่านเจ้าเมืองเติ้งเชิญให้ไปพบ"

      สิ้นคำใบหน้าที่เคยดีใจของเฟยเอี้ยน ก็เคร่งขรึมขึ้นทันใด ด้วยเป็นห่วงบุตรสาวของตน ทั้งๆที่เพิ่งเดินทางกลับมายังต้องเข้าไปจวนเจ้าเมืองก่อน คงไม่พ้นเกิดเรื่องอันใดขึ้นอีกแน่ๆ

      ก่อนหน้านี้ เฟยเอี้ยนรู้สึกภูมิใจที่มีบุตรสาวฉลาดปราดเปรื่อง แต่บัดนี้นางอยากให้บุตรสาวของนางนั้นโง่เขลาเสียดีกว่า เพราะเมื่อโง่เขลา เหมยฮวาก็จะไม่ต้องไปไกลบ้าน ไม่ต้องไปเกี่ยวพันกับการศึกให้เสี่ยงอันตรายอย่างเช่นทุกวันนี้

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      หลังจากคณะของเหมยฮวามาถึงยังเมืองชิงไห่ ขณะเดินทางผ่านตัวเมือง ก็ถูกเหล่าเจ้าหน้าที่ของจวนเจ้าเมืองมาดักรอและเชิญไปยังจวนเจ้าเมือง เพื่อพบกับเจ้าเมืองเติ้ง เมื่อทักทายกันเสร็จ เจ้าเมืองเติ้งจึงได้กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า

      "ท่านอ๋องหยวนสิ้นพระชนม์แล้ว"

      เมื่อได้ฟังเหมยฮวากลับมีสีหน้าเรียบเฉยหาได้ตกใจไม่ มีเพียงรับคำว่า "เจ้าค่ะ"คราหนึ่งก็เงียบไป ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ตั้งแต่ย่างก้าวเข้ามาภายในจวนก็พบกับเหล่าขุนนางต่างแต่งชุดไว้ทุกข์ ด้วยเสื้อปอสีขาวกันหมด เมื่อรวมกับเรื่องม้าเร็วที่เจอเมื่อวาน นางก็ทราบแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น

      การที่เจ้าพนักงานและขุนนางทั้งหมดในจวนต่างใส่ชุดไว้ทุกข์ ย่อมมิใช่เพราะญาติของเจ้าเมืองเติ้งเสียแน่นอน มีเพียงบุคคลเดียวที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์เยี่ยงนี้ขึ้นก็คือ การเสียชีวิตของเหล่าเชื้อพระวงค์ชั้นสูง เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวที่มีในขณะนี้ เชื้อพระวงค์ชั้นสูงของหยวนคงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากท่านอ๋องหยวน

      "ม้าเร็วมาแจ้งข่าวตั้งแต่เมื่อเย็นวาน ว่าท่านอ๋องหยวนสิ้นพระชนม์ลงเมื่อสามวันก่อน"เจ้าเมืองเติ้งบอกกล่าวด้วยสีหน้าซูบซีด เพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ

      ตั้งแต่ได้รับข่าว เจ้าเมืองเติ้งก็สั่งให้เรียกประชุมด่วน เพื่อเตรียมการป้องกันความวุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้น ให้เรียบร้อยและรัดกุม ก่อนที่จะประกาศแจ้งข่าวให้ชาวเมืองทุกคนได้รับรู้ ดังนั้นตอนนี้มีเพียงเจ้าหน้าที่ในจวนเท่านั้นที่ทราบว่าท่านอ๋องได้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว

      ขณะกำลังง่วนอยู่กับการจัดสรรหน้าที่ให้แต่ละคน ก็ได้รับข่าวว่า เหมยฮวาได้เดินทางเข้าเมืองมาอย่างเงียบๆ แต่เพราะต้องตรวจเอกสารก่อนที่จะเข้าเมือง ทหารรักษาการณ์จึงทราบเรื่อง แล้วรีบมารายงานกับเจ้าเมืองเติ้ง

      "ทางราชสำนักมีคำสั่งใดมาด้วยหรือไม่เจ้าคะ ท่านปู่"เหมยฮวากล่าวออกไปด้วยใจเต้นไม่เป็นระส่ำ กลัวว่าจะถูกเรียกตัวให้กลับไปยังเมืองหลวง

      "ไม่มี...เฮ่อ...รู้ไหมว่าตาแก่อย่างข้าคนนี้ถึงกับโล่งอก เมื่อรู้ว่าเจ้าอยู่ที่ชิงไห่มิใช่ที่เมืองหลวง"เจ้าเมืองเติ้งส่งสายตาอ่อนโยนให้กับเหมยฮวาระหว่างกล่าวคำ ด้วยความรักใคร่นางดั่งลูกหลานคนหนึ่ง เมื่อทราบว่าท่านอ๋องหยวนสิ้นพระชนม์ ราชสำนักต้องปั่นป่วนและวุ่นวาย ทุกย่างก้าวล้วนอันตรายพอๆกับสนามรบ หากเหมยฮวายังอยู่ที่เมืองหลวง เช่นไรก็ไม่พ้น ต้องถูกดึงเข้าไปสู่วังวนของการแย่งชิงอำนาจภายในราชสำนักอย่างเลี่ยงไม่ได้

      "ขอบคุณท่านปู่เจ้าค่ะ ที่เป็นห่วงข้า"นางกล่าวพลางยอบตัวคารวะเจ้าเมืองเติ้ง จนเจ้าตัวต้องรีบมาพยุง

      "ไม่ต้องๆ...ลุกขึ้นๆ...เห็นเจ้ากลับมาอย่างปลอดภัย ข้าก็ดีใจมากแล้ว ฮ่าๆ..."เจ้าเมืองเติ้งยื่นมือมาลูบศรีษะนางอย่างเอ็นดู แล้วก็กล่าวต่อว่า

      "อีกสามวันข้าจะส่งคนไปยังเมืองหลวงเพื่อร่วมพิธีเคารพพระศพ หากเจ้าอยากติดตามไปด้วยข้าก็จะไม่ห้าม แต่อยากเตือนไว้ว่าอย่าไปเป็นดีที่สุด"

      นี่เองคือจุดประสงค์ที่แท้จริงของท่านเจ้าเมืองเติ้ง ที่เรียกเหมยฮวามาหา เพื่อตักเตือนมิให้ไป แต่หากไม่อาจห้ามได้ ก็ให้นางเดินทางร่วมไปกับคนของตนเองนับว่าปลอดภัยที่สุด แม้จะทราบว่านางนั้นเฉลียวฉลาด แต่เช่นไรก็ยังเป็นผู้เยาว์ ย่อมไม่ประสากับเล่ห์เหลี่ยมในราชสำนัก

      ครั้นเหมยฮวาได้ยินก็ทราบในความนัยที่ท่านปู่เจ้าเมืองเติ้งต้องการบอก พลางคิดในใจเล่ห์เหลี่ยมที่ท่านปู่ว่า หาได้สูงส่งใดไม่ ถ้าเทียบกับเล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง ที่นางเคยพบเคยเห็นในภพก่อนนั้นยังยิ่งกว่านี้เสียอีก

      คำสั่งที่ออกมาจากราชสำนักหลังจากแจ้งข่าวการสิ้นพระชนม์ก็คือ กองกำลังทุกประเภทห้ามมีการเคลื่อนไหว โยกย้ายกำลังพล จุดมุ่งหมายพุ่งเป้าไปที่ทหารประจำการณ์ตามหัวเมืองและกองทหารคุ้มครองส่วนตัว ซึ่งกองทหารอย่างหลังนี้ จะเป็นกองกำลังของเหล่าเชื้อพระวงค์ที่ถูกส่งไปดูแลอยู่ตามหัวเมือง โดยหนึ่งคนมีได้ไม่เกินสามพันนาย

      ส่วนกองกำลังที่ถูกเกณฑ์เข้ามาเป็นทหาร อันมีจำนวนมากสุด ราชสำนักกลับไม่กังวล เพราะขุมกำลังส่วนนี้ จะเคลื่อนย้ายได้ต้องมีตราคำสั่งของกองทัพควบคู่มากับคำสั่ง ซึ่งตอนนี้ตราคำสั่งอยู่ที่ราชสำนักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

      ด้านการเข้าร่วมพิธีพระศพสามารถเดินทางเข้าไปร่วมได้ แต่เจ้าเมืองหรือเชื้อพระวงค์ที่ดูแลตามหัวเมือง จะต้องถูกลงโทษหากพื้นที่ๆตนดูแลเกิดความวุ่นวาย และผู้คนในคณะที่จะเดินทางมาต้องมีไม่เกินหกสิบคน ข้อกำหนดเรื่องผู้ติดตาม มีจุดมุ่งหมายไปที่ผู้มีอำนาจและเหล่าเชื้อพระวงค์ ที่อาจฉวยโอกาสใช้เป็นข้ออ้าง เพื่อเคลื่อนกองกำลังของตนเข้ามายังเมืองหลวง ส่วนในกรณีเจ้าเมืองเติ้งนั้น ได้จัดคณะคนของตนเดินทางไปร่วมพิธีแทนอย่างที่เอ่ยบอกเหมยฮวา

      "ข้าคงไม่ไปที่เมืองหลวงแล้วเจ้าค่ะ ขอท่านปู่อย่าได้กังวล"

      "ดีๆ...เมื่อเจ้าไม่ไปข้าก็เบาใจ...ยังมีอีกเรื่องหนึ่งหากมีคำสั่งเรียกตัวให้เจ้าเดินทางไป ให้บอกว่าป่วยแล้วรีบส่งคนมาแจ้งข้าไว้ด้วย"เจ้าเมืองเติ้งกำชับกำชาอีกคราเพื่อให้คลายกังวล เหตุที่ทำให้เจ้าเมืองเติ้งเป็นห่วงมากกว่าครั้งที่นางไปกับกองทัพ เพราะครั้งก่อนเป็นการสู้รบซึ่งหน้าเห็นศัตรูอย่างชัดเจน ต่างจากครั้งนี้ที่ผู้มีเจตนาร้ายล้วนอยู่ในที่ลับ ทำให้ยากแก่การรับมือหลายเท่า หากประสบเหมาะเคราะห์ร้าย เหมยฮวาอาจถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องและติดในร่างแหด้วย ด้านข้ออ้างว่าป่วย นับว่าเป็นการบ่ายเบี่ยงไม่กระทำตามคำสั่งและประวิงเวลาหาวิธีแก้ไข ที่นิยมใช้กันในวงราชการสมัยนี้

      "เจ้าค่ะ.."เหมยฮวารับคำ ก่อนจะเอ่ยถามต่อว่า "แล้วท่านปู่จะแจ้งข่าวให้ชาวเมืองรับทราบตอนไหนเจ้าคะ"

      "ยังรอรายงานความพร้อมอีกห้าจุด แต่ไม่น่าเกินยามเซิน(15.00-16.59)คงประกาศให้ทุกคนรับรู้ได้"

      หลังจากนั้นทั้งสองก็คุยกันต่ออีกครู่หนึ่ง เจ้าเมืองเติ้งก็ให้นางกลับจวนตระกูลหลี่ได้ ทั้งยังกำชับอีกคราในเรื่องที่กล่าวไป เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่พลั้งเผลอลืมเลือน จนอาจก่อเกิดปัญหาในภายหลัง

      ครั้นปลายยามเซินข่าวเรื่องการสิ้นพระชนม์ของอ๋องหยวน ก็ถูกป่าวประกาศไปทั่วทั้งเมืองชิงไห่ ชาวเมืองเมื่อรับทราบต่างก็แสดงความเศร้าเสียใจแตกต่างกันไป แต่ที่มีเหมือนกันก็คือการแต่งกายไว้ทุกข์ ซึ่งนี้เป็นคำสั่งจากทางราชสำนักหยวน ให้ประชาชนทั่วแคว้นไว้ทุกข์ให้กับท่านอ๋องเป็นเวลาสามสิบวัน ส่วนผู้ใดอยากเดินทางไปร่วมพิธียังเมืองหลวงสามารถกระทำได้ แต่เมื่อไปถึง ก็คงทำได้แค่เพียงคุกเข่ากราบกรานตามรายทางที่ขบวนอัญเชิญพระศพเคลื่อนผ่าน ด้านขุนนางก็กระทำเช่นเดียวกัน ยกเว้นขุนนางระดับสูงที่สามารถติดตามไปกับขบวน ทว่ามิอาจเข้าไปภายในลานพิธี

      บุคคลที่จะเข้าไปในลานพิธีได้มีเพียงเหล่าเชื้อพระวงค์ แต่คงจะมีเพียงเชื้อพระวงค์ของหยวนที่อยู่ในเมืองหลวงเท่านั้น ที่มาร่วมมากที่สุด เพราะเหล่าเชื้อพระวงค์ที่ถูกส่งไปดูแลยังหัวเมือง คงหาได้ยากที่จะเดินทางเข้ามาร่วม ด้วยหวั่นเกรงความปลอดภัยของตนเองทั้งในยามเดินทาง และระหว่างที่อยู่ในเมืองหลวง  

      ไม่ว่าจะมาจากการต้องติดร่างแหในการแย่งชิงอำนาจหรืออ๋องคนใหม่คิดระแวงจึงวางแผนกำจัดทิ้งเสียแต่เนิ่นๆระหว่างที่ไปเข้าร่วมพิธี ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นจนกลายเป็นเรื่องปกติ ทุกคราที่มีการเปลี่ยนรัชกาล

      ตกเย็นม้าเร็วก็มายังเมืองชิงไห่อีกรอบ ครานี้เป็นข่าวเรื่ององค์ชายหยวนเทียนหลงองค์รัชทายาทขึ้นเป็นท่านอ๋องของแคว้นหยวน เจ้าเมืองและขุนนางท้องถิ่นครั้นได้ทราบข่าวก็หาตื่นเต้นไม่ เพราะจะช้าหรือเร็วตำแหน่งอ๋องหยวนย่อมต้องเป็นขององค์ชายเทียนหลงอยู่แล้ว จะรอก็แค่เพียงการประกาศอย่างเป็นทางการเท่านั้นเอง รุ่งเช้าข่าวนี้ก็ถูกป่าวประกาศให้รับทราบโดยทั่วกัน ส่วนเรื่องการเฉลิมฉลองการขึ้นครองตำแหน่งอ๋องนั้น จะถูกจัดขึ้นหลังจากเสร็จสิ้นการไว้ทุกข์แล้ว

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      จวนตระกูลหลี่

      ภายหลังจากการมาถึงของเหมยฮวา ทุกคนต่างพากันดีใจเสียยกใหญ่ มีการตระเตรียมสิ่งของเฉลิมฉลองไว้ต้อนรับนางตั้งแต่เมื่อรู้ข่าว แต่เมื่อทราบเรื่องการสิ้นพระชนม์ของอ๋องหยวน ผู้คนล้วนเศร้าโศกเสียใจ แต่ของที่เตรียมไว้จะละทิ้งก็เสียดาย  จึงได้ดื่มกินกันอย่างเงียบๆ บรรยากาศช่างจืดชืดยิ่งนัก

      นอกเหนือจากราชสำนักหยวนจะเกิดปัญหา ตระกูลหลี่ตอนนี้ก็ประสบปัญหาด้วย เพราะสถานะการณ์ตึงเครียดบนทุ่งหญ้า ที่เกิดจากการแย่งชิงอำนาจกันของข่านทู่เจียทั้งสี่

      ตั้งแต่ทู่เจียมารุกรานหยวน ด่านชายแดนก็ถูกปิด ทำให้วัตถุดิบจากนอกด่านมิอาจนำเข้ามาได้ ครั้นยุติศึกกับหยวน สถานการณ์ผ่อนคลายจึงค่อยกลับมาเปิดใหม่
      ทว่าชาวทู่เจียก็มาสู้รบกันเองอีก ทำให้กองคาราวานสินค้าของตระกูลหลี่และพ่อค้าคนอื่นๆ ต้องประสบกับความยากลำบาก ด้วยต้องจ่ายค่าเดินทางในจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม หากต้องผ่านพื้นที่ของข่านท่านหนึ่งท่านใด เพื่อรับรองความปลอดภัยให้

      ดังนั้นห้วงเวลาในช่วงก่อนที่จะเข้าหน้าหนาว กองสินค้าของตระกูลหลี่จัดการรับส่งสินค้าได้เพียงแค่สองเที่ยวเท่านั้นเอง ก็คือจากหยวนไปทู่เจียและจากหยวนไปเผ่าหุยเกออันเป็นพื้นที่ของมองโกล รายจ่ายก็เพิ่มมากขึ้นถึงสามเท่า

      ครั้นฤดูใบไม้ผลิเข้ามา ตระกูลหลี่ก็ยังคิดวิธีแก้ปัญหาไม่ได้  จึงยังไม่จัดส่งผู้คนไปรับซื้อวัตถุดิบจากนอกด่าน ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไปไม่เกินสามเดือน คงแบกรับภาระรายจ่ายไม่ไหว จนต้องยุติการค้าทุกอย่างที่เกี่ยวกับนอกด่านทั้งหมดเหล่าลูกจ้างอีกหลายร้อยชีวิตก็จะต้องถูกเลิกจ้างไปด้วย พอเหมยฮวากลับมา นางจึงกลายเป็นเพียงความหวังเดียวที่น่าจะกอบกู้วิกฤติในครั้งนี้ได้

      เหมยฮวายังไม่ทันได้พักให้หายเหนื่อยก็ถูกสิ่งรอบตัว ทำให้ยุ่งจนหัวหมุน จากปัญหาระดับแคว้นก็มาเป็นปัญหาระดับตระกูล ที่เกี่ยวโยงไปอีกเป็นพันชีวิต ผ่านไปแปดวันหลังจากการกลับมาชิงไห่ของนาง การประชุมจึงได้เกิดขึ้น

      "ข้าจะส่งผู้คนไปเจรจากับข่านทั้งสี่เจ้าค่ะท่านพ่อ"เหมยฮวาเอ่ยบอกไป่หลงให้ทราบถึงเหตุผลที่เรียกทุกคนมาประชุม พอได้ยินสีหน้าไป่หลงก็ยังคงเคร่งเครียดดั่งเดิม

      "เรื่องการเจรจาใช่ว่าข้าจะไม่คิดนะเหมยฮวา แต่ทางนั้นคงไม่ยอมรับฟัง เพราะต้องหาเงินทองมาสนับสนุนกองทัพเพื่อใช้ในการรบ"

      "ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้เคยมีพ่อค้าไปขอให้ลดหย่อนค่าผ่านทางไปแล้ว แต่ก็ถูกบอกปัด"ซ่งอี้เอ่ยออกมาเนือยๆด้วยความหนักใจ

      จากคราแรกที่ได้ยินว่าเหมยฮวาขอให้มีการประชุมขึ้น ทุกคนที่เกี่ยวข้องต่างก็ดีใจ นึกว่านางแก้ปัญหาได้ ครั้นได้ยินก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้โทษนาง ด้วยรู้ว่าปัญหานี้หนักหนาสาหัสยิ่งนัก

      "แต่รอบนี้ข้าจะให้นำสิ่งของที่มีค่ากว่าเงินทองไปมอบ ข่านทั้งสี่ต้องยอมรับฟัง และบางทีอาจยินยอมให้ขบวนสินค้าตระกูลหลี่ผ่านทางโดยไม่ต้องชำระสิ่งใดๆให้เลยก็ได้เจ้าค่ะ"

      ไป่หลงและซ่งอี้ได้ฟังก็ขมวดคิ้ว ครุ่นคิดว่ายังมีสิ่งใดที่มีค่ามากกว่าเงินทอง จู่ๆซ่งอี้ก็เบิกตากว้างเอ่ยออกมาอย่างตื่นตระหนก

      "เจ้าคงไม่คิดจะมอบอาวุธแบบใหม่ให้กับพวกข่านทั้งสี่หรอกนะ ไม่ได้ๆ..เรื่องนี้ข้าไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง"

      "นั่นนะสิเหมยฮวา ถ้ามอบอาวุธตระกูลหลี่ย่อมถูกดึงเข้าไปเกี่ยวพันกับการรบของทู่เจียเป็นแน่ แล้วไหนจะเรื่องหลังจากมอบให้แล้ว คนของเราจะถูกปล่อยให้ไปติดต่อกับข่านคนอื่นได้เหรอ" ด้วยทุกคนล้วนไม่ทราบว่าช่วงสี่วันที่ผ่านมา เหมยฮวาลงมือทำอะไร เห็นเอาแต่ขลุกอยู่ที่ห้องหนังสือไม่ก็ห้องยา
     พอซ่งอี้คาดเดาว่านางอาจคิดอาวุธแบบใหม่เพื่อนำไปต่อรอง ไป่หลงก็ตกอยู่ในอาการเช่นเดียวกันเมื่อได้ฟัง ครั้นเหมยฮวาเห็น ก็ถึงกับหลุดหัวเราะออกมา

      "คิก...ไม่หรอกเจ้าค่ะ ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองใดๆอีก ของที่จะมอบให้เพื่อต่อรองเป็นเพียงการถนอมอาหารเท่านั้นเจ้าค่ะ"เมื่อเห็นว่าท่านพ่อและท่านน้าทำสีหน้างงงวย เหมยฮวาจึงหยิบของออกมา

      "ก้อนสีขาวๆออกเหลืองเล็กน้อยนี้เรียกว่าชีสเจ้าค่ะ "ด้วยข่านทั้งสี่ต้องการทุนรอนในการเปิดศึก หนทางใดๆล้วนใช้ไม่ได้ นอกจากจะต้องจ่ายเงินทองเพียงอย่างเดียว
     หลังจากรับรู้ปัญหา เหมยฮวาก็ขบคิดวิธีการ นึกถึงสิ่งที่ข่านทั้งสี่ขาด แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก จนผ่านไปได้สี่วัน ระหว่างที่ไปเล่นกับเด็กๆ ก็เหลือบไปเห็นเพ่ยอินกำลังยกชามใบใหญ่ ที่มีนมเปรี้ยวบรรจุอยู่เต็มชามขึ้นดื่ม ในใจพลางคิดขบขัน ที่นางจ้ำม่ำไม่ต่างจากลูกหมู คงเป็นเพราะกินนมเยอะอย่างนี้นี่เอง

      เริ่มต้นจากมองผ่านๆ ก็กลายเป็นจดจ้องอยู่เนิ่นนาน กองทัพนอกเหนือจากจะใช้จ่ายเงินทองเพื่อเป็นของรางวัลแก่ผู้ที่มีผลงานดีในการรบ ยังต้องใช้ไปในการจัดซื้อจัดหาเสบียง บนท้องทุ่งหญ้าที่แทบไม่มีสิ่งใดรับประทานได้ ถ้าไม่รับซื้อจากเหล่าพ่อค้าชาวต้าซือและจงหยวน ก็เป็นเนื้อและนมจากสัตว์เลี้ยงของเผ่าตน ของที่เก็บไว้ได้นานสุดก็คือเนื้อตากแห้ง ส่วนนมเป็นการทำวันต่อวัน จะนานหน่อยก็คือนมเปรี้ยว ที่ชนเผ่าเร่ร่อนต่างเรียกหาว่า คูมิส

      แม้จะอยู่คนละภพ แต่ชื่อกลับเหมือนกัน ต้นกำเนิดของการทำก็คงเกิดมาจากแหล่งที่คล้ายๆกันกับภพก่อน ตามความทรงจำของเหมยฮวา นมเปรี้ยวเกิดจากการที่ชนเผ่าเร่ร่อนในทะเลทราย เอานมใส่ไว้ในถุงหนังแล้วลืม จนผ่านไปสองสามวันนมก็บูดเน่า ชาวเผ่าเร่ร่อนคนนั้นค่อยนึกได้ แต่จะทิ้งก็เสียดายจึงได้เอามาดื่มกินเพื่อประทังชีวิต จากที่คิดว่ารสชาติจะย่ำแย่ ที่ไหนได้กลับดีเยี่ยมจนติดใจ

      ภายหลังจึงมีการทำกินกันอย่างแพร่หลายและถูกพัฒนาต่อยอด จนมีคูมิสแบบข้นหรือโยเกิร์ต ที่ภพก่อนของนางเรียก ขึ้นมาอีกอย่าง แต่อาหารทั้งสองอย่างนี้ เก็บได้ไม่กี่วันก็เสีย

      สิ้นสุดในห้วงความคิดคำว่าเนยแข็งหรือชีส ก็โผล่วาบขึ้นมาในหัวของเหมยฮวาทันที นางแทบจะตะโกนโห่ร้องและเข้าไปกอดเจ้าหมูน้อยเพ่ยอิน ด้วยความดีใจที่ได้พบกับหนทางที่จะใช้แก้ปัญหา

      เนยแข็งหรือชีสเป็นสิ่งที่ทำจากนม กรรมวิธีก็คล้ายกับนมเปรี้ยว แต่ต่างกันตรง ต้องนำไปหมักในกระเพาะอาหารของสัตว์เลี้ยงอย่างแกะแพะ ส่วนจะสามารถใช้ของสัตว์ชนิดอื่นมาแทนได้หรือไม่นั้น นางก็ไม่รู้เพราะจำได้แค่นี้ ข้อดีของมันคือเก็บไว้ได้นานหลายเดือน ซึ่งตรงตามจุดประสงค์ที่จะเอามาใช้เป็นเสบียงในการรบของข่านทั้งสี่พอดี อีกทั้งแกะแพะบนท้องทุ่งหญ้า ก็เป็นสัตว์เลี้ยงที่ทุกเผ่ามีกันอย่างมากมาย

      หากนำวิธีการทำเนยแข็งหรือชีสไปเป็นข้อเสนอต่อรอง ย่อมใช้ได้อย่างแน่นอน ส่วนที่ว่าทำไมจึงมีเพียงคูมิส แต่ไม่มีเนยแข็ง ทั้งที่มันก็ทำได้ง่ายเช่นเดียวกัน นั้นก็คงเป็นเพราะว่า ต้องใช้สิ่งของเฉพาะส่วนอย่างกระเพาะอาหารมาหมักนั่นเอง โดยปกติการทำถุงหนังเพื่อบรรจุของเหลวอย่างน้ำหรือนม ถ้ามิใช่ใช้กระเพาะปัสสาวะของสัตว์มาห่อหุ้มด้วยหนังให้ทนทาน ก็เป็นกระเพาะอาหารแต่ทั้งสองวิธี ก่อนที่จะเอามาทำ ย่อมต้องทำความสะอาดอย่างดีเสียก่อนถึงนำมาใช้ได้

      เหตุนี้เองจึงทำให้ ยังไม่มีผู้ใดเคยทำเนยแข็งขึ้น เพราะการทำความสะอาดอย่างหมดจด เจ้าสิ่งที่มีอยู่แค่ในกระเพาะของแพะแกะ ย่อมถูกชะล้างและทำลายไป ส่วนที่ว่าทำไมต้องกระเพาะนางก็จำไม่ได้แล้ว แต่ถ้าให้คาดเดา ก็น่าจะเป็นเอนไซม์ ที่มีเพียงกระเพาะของสัตว์อย่างแพะแกะเท่านั้น จึงจะสามารถผลิตออกมาได้

      "ชะ..ชี่"ไป่หลงและซ่งอี้ ต่างพยายามพูดคำว่าชีส แต่ก็ได้แค่เพียงเปล่งเสียงคำว่า 'ชี่' ออกมาด้วยความไม่คุ้นลิ้น

      "เจ้าค่ะ..วิธีทำก็คือนำน้ำนมมาเทใส่กระเพาะแล้วเขย่าๆครู่หนึ่ง ทิ้งไว้ราวสองเค่อ น้ำนมก็จะจับตัวกันเหมือนเต้าหู้ เทใส่ผ้าขาวหาของมาทับให้น้ำในเนื้อชีสไหลออกมาหนึ่งคืน ก่อนจะเอาไปผ่านน้ำเกลือทิ้งไว้ให้แห้ง ก็จะได้ชีสแล้วเจ้าค่ะ ข้อดีคือมันเก็บได้นานหลายเดือน รสชาติก็ยอดเยี่ยม"
      คำกล่าวช่างดูง่าย แต่กระนั้นเหมยฮวาก็ลองผิดลองถูกอยู่ถึงสามวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาดกระเพาะแค่ไหนถึงจะดี หรือจะด้วยอากาศที่เย็นเพราะอยู่ในฤดูใบไม้ผลิ ทำให้หมักได้ลำบาก
     ดังนั้นจึงมีการลองทั้งนำนมไปอุ่นมาเทใส่กระเพาะ หรือกลับด้านกระเพาะเอาด้านในออกมา ก่อนจะเอาไปแกว่ง
ในนมที่ใส่ไว้ในภาชนะตั้งอุ่นไว้บนเตาไฟ ส่วนเรื่องผ่านน้ำเกลือเกิดจากการทบทวนความทรงจำที่เคยทานชีส ว่ามันมีทั้งเค็มและไม่เค็ม อีกทั้งการถนอมอาหารส่วนมากก็พึ่งพาเกลือเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นผลสรุปจึงออกมาดังที่นางกล่าว

      "อา...ใช่จริงๆด้วย สำหรับกับชาวนอกด่านของสิ่งนี้ ย่อมมีค่ายิ่งกว่าเงินทองอย่างแน่นอน"

      "ฮืม..วิธีการทำก็แสนง่าย ทั้งยังเป็นของที่อยู่รอบตัวไม่ต้องไปหาจากที่ใดมาเพิ่มเลย ตกลง....ด้วยวิธีการนี้ของเจ้าคงมีอำนาจต่อรองได้มากพอ ฮ่าๆ..."ไป่หลงระเบิดเสียงหัวเราะออกมา เพราะก่อนหน้านี้กว่าห้าเดือนต้องเคร่งเครียดกับความปลอดภัยของบุตรสาวและปัญหาทางการค้า พอคลายจากความกลัดกลุ้มจึงแสดงออกอย่างเต็มที่

      "เจ้าค่ะ.. "ในความคิดของเหมยฮวาการมอบวิธีทำชีสให้มีแต่ผลดี นอกจากใช้ต่อรองขอใช้เส้นทาง ยังช่วยชาวภาคกลางทางอ้อม
     ที่ชาวหูพยายามรุกรานเข้ามาในจงหยวน ก็เพราะความอุดมสมบูรณ์ ครบครั้นไปด้วยปัจจัยสี่ จะมีก็แค่ที่แคว้นเว่ยเดิมที่แร้นแค้นกันดาร แต่ก็ยังมีมากกว่านอกด่านอยู่ดี ดังนั้นการเสนอวิธีถนอมอาหาร จึงสามารถช่วยเหลือได้อีกทาง ทำให้ลดความเสี่ยงกับความหิวโหยอดอยาก ตรงจุดนี้เอง คงจะมีผลในด้านความคิดที่จะรุกรานภาคกลางลงไม่มากก็น้อย

      หลังจากได้ข้อสรุปตระกูลหลี่ก็จัดเตรียมคณะเดินทางไปเข้าพบกับข่านทั้งสี่ขึ้นมาสองคณะ คณะแรกเป็นหย่งเป่าและหลงอินทำหน้าที่ดูแล เดินทางไปพบนาหลันนาเยี่ยข่าน
     อีกคณะให้ไจ่เต๋อเป็นผู้ดูแล ไปเจรจากับอีกสามข่าน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ สำหรับนาหลันนาเยี่ยข่าน มีคนรู้จักอย่างจายาตู อาเช่อปาและคนอื่นๆอีกหลายสิบคนที่ทางตระกูลหลี่รู้จักดี สามารถให้ช่วยพูดให้ได้ ส่วนอีกสามข่านกลับไม่มีความคุ้นเคย จึงต้องให้ไจ่เต๋อที่พื้นเพเดิมเป็นชาวทู่เจียเข้าไปเจรจา

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      ผ่านไปสองวันหลังจากที่เริ่มเดินทาง คณะของหย่งเป่าก็มาถึงที่ตั้งเผ่าของนาหลันนาเยี่ยข่าน ภายใต้การช่วยเหลือของจายาตู ทำให้หย่งเป่าและหลงอินได้เข้าพบกับนาหลันนาเยี่ยข่าน ภายในเวลาอันรวดเร็ว โดยรอไม่ถึงครึ่งชั่วยามตั้งแต่ที่มาถึง

      "คารวะท่านข่านนาหลันนาเยี่ยขอรับ"หย่งเป่าและหลงอินทำความเคารพอีกฝ่ายตามแบบฉบับของชาวนอกด่าน ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงหน้าตั่งที่จัดเตรียมไว้ยังด้านข้าง

      "ฮ่าๆ...เชิญๆไม่ต้องมากพิธี เด็กๆนำอาหารเข้ามา"นาหลันนาเยี่ยข่านซึ่งนั่งอยู่ตรงกลางของกระโจม แต่งกายด้วยชุดคลุมขนสัตว์ทั้งตัว ดูไปแล้วช่างมีสง่าราศีและน่าเกรงขามยิ่งนัก

      การรับรองคณะเจรจาที่มิต่างจากแขกเหรื่อผู้มีเกียรติ นับว่าเกินความคาดหมายของหย่งเป่าและหลงอินเป็นอย่างมาก เพราะนึกว่าคงมานั่งคุกเข่าเจรจากับอีกฝ่ายในฐานะตัวแทนกับผู้นำ หาได้คิดว่าจะเป็นเช่นนี้ไม่

      ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะ ก่อนที่จะอนุญาตให้ทั้งสองได้เข้าพบ นาหลันนาเยี่ยข่านก็สอบถามประวัติหย่งเป่าและหลงอินจากจายาตู ซึ่งตอนนี้ได้เป็นขุนพลคู่ใจอีกคนหนึ่ง นอกเหนือจากอาเช่อปาและอาซือนา พอได้ฟังนาหลันนาเยี่ยข่านก็นึกสนใจอยากได้ตัวมารับใช้ เพราะมิใช่ง่ายๆที่จายาตูจะชื่นชมผู้ใดถ้าไม่เก่งกาจจริง

      ดังนั้นเพื่อเพาะสร้างความประทับและโอกาสจะได้ตัวมารับใช้ จึงได้รับรองหย่งเป่าและหลงอิน มิต่างจากแขกผู้มีเกียรติ และอีกเหตุผลก็คือ เรื่องที่คนทั้งสองเป็นคนของปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่ ผู้ซึ่งสร้างความเลื่อมใสให้กับนาหลันนาเยี่ยข่าน จนเปลี่ยนแปลงความคิดที่ว่ากำลังคือทุกสิ่ง มาให้ความสำคัญกับสติปัญญาเพิ่มมากขึ้น

      หากเหมยฮวาได้รับรู้ความคิดนี้ของนาหลันนาเยี่ยข่าน คงได้หนักใจแทนชาวจงหยวนเป็นแน่ เพราะลำพังแค่ใช้กำลังล้วนๆชนเผ่าบนทุ่งหญ้า ก็สร้างความปั่นป่วนให้กับจงหยวนได้ขนานใหญ่

      "ขอบคุณขอรับท่านข่าน.."ทั้งสองแทบทำตัวไม่ถูกหลังจากที่นั่งลง หญิงสาวหน้าตางดงามก็เข้ามารินชานมให้ ชานมนี้เป็นเครื่องดื่ม ที่นิยมดื่มกันบนท้องทุ่งหญ้า โดยนำเอานมมาต้มแล้วจึงใส่ใบชา ก่อนโรยเกลือลงไปเล็กน้อย รสชาติมันๆเค็มๆ สลับกับกลิ่นของชาและสาปสัตว์ คนที่ไม่คุ้นชินอาจต้องผงะด้วยกลิ่นฉุนของมัน

      การรับรองแขกของชาวนอกด่าน เจ้าภาพจะให้ภรรยาหรืออนุของตน ออกมาช่วยต้อนรับขับสู้ด้วย คอยดูแลรินเหล้า ยกอาหาร และยังรวมถึงการร่วมหลับนอนกับแขก

      แม้หย่งเป่าและหลงอิน จะทราบธรรมเนียมนอกด่านดี จากคำบอกเล่าของสหายที่เป็นชาวนอกด่าน ทั้งยังเคยถูกหญิงสาวมาคอยเอาอกเอาใจ ในยามที่ไปเที่ยวตามหอนางโลม แต่เป็นใครก็ยากจะทำตัวให้เป็นปกติไหว เมื่อหญิงสาวที่มาเอาอกเอาใจตน มีศักดิ์ฐานะเป็นถึงอนุภรรยาของท่านข่าน

      "อีกซักพักอาหารคงได้ที่ กินไปคุยไปย่อมดีที่สุด"การแสดงออกของนาหลันนาเยี่ยข่าน ดูไม่เกินเลยไปแม้แต่นิดเดียว ถึงตำแหน่งข่านจะสูงส่ง แต่ชาวนอกด่านล้วนไม่ชอบพิธีรีตอง ยิ่งเป็นการต้อนรับแขก บรรยากาศจึงเป็นกันเองเช่นนี้ทุกคราไป

      "เช่นนั้นข้าน้อยขออนุญาตกล่าวคำขอรับ"หย่งเป่าเอ่ยอนุญาต เห็นนาหลันนาเยี่ยข่านพยักหน้า จึงได้กล่าวว่า

      "ที่ข้าน้อยมาในครั้งนี้ ก็เพื่อมาเป็นตัวแทนเจรจาให้กับตระกูลหลี่ ในเรื่องการขอลดค่าผ่านทางให้กับขบวนสินค้าของตระกูลหลี่ขอรับท่านข่าน"
  พอนาหลันนาเยี่ยข่านได้ยินก็ตบโต๊ะเสียงดังคล้ายนึกอะไรออก ก่อนจะหัวเราะออกมา

      "ฮ่าๆ..เรื่องนี้นี่เองหรอกเหรอ ที่จริงเมื่อปีที่แล้ว ข้าไม่รู้ว่าท่านปราชญ์มีความเกี่ยวข้องกับขบวนสินค้าตระกูลหลี่ หากรู้มาก่อน คงจะสั่งเหล่าทหารที่ตั้งด่าน ไม่ให้เรียกเก็บค่าผ่านทางเป็นแน่"
เป็นจริงตามคำพูดของนาหลันนาเยี่ยข่าน เพราะเพิ่งมารู้เมื่อสองสามเดือนก่อนนี้เอง ดังนั้นจึงคิดส่งคนไปบอกกล่าวในตอนฤดูใบไม้ผลิ แต่ภายหลังก็ได้ลืมเลือนไป พอหย่งเป่ากล่าวออกมาจึงทำให้นึกได้

      นี่ไม่ใช่ใจดีแต่เป็นการหวังผล ด้วยนาหลันนาเยี่ยข่านทราบมาว่า เหมยฮวาคือผู้ออกแบบธนูพันก้าวและดาบโค้ง ดังนั้นจึงคิดจะผูกไมตรีไว้กับนาง เพื่อต่อไปภายภาคหน้าจะได้ใช้เป็นข้ออ้างในการขอความร่วมมือ

      "อา!..."หย่งเป่าและหลงอินต่างอุทานออกมาในทันที ด้วยไม่คิดว่ามันจะง่ายดายเช่นนี้ พอตั้งสติได้หย่งเป่าจึงเอ่ยขึ้นว่า

      "ขอบคุณท่านข่านแทนตระกูลหลี่มากขอรับ แล้วก็สิ่งนี้....."กล่าวพลางเอาห่อกระดาษเล็กๆออกมา ขณะจะนำเอาไปให้ อนุภรรยาของนาหลันนาเยี่ยข่าน ที่อยู่ข้างกายหย่งเป่าก็เข้ามาหยิบไปให้แทน เมื่อเปิดออกดูนาหลันนาเยี่ยข่านก็ส่งสายตามาไต่ถาม

      "มันคือชีสขอรับ สิ่งนี้คือสิ่งที่คุณหนูจะมอบให้ เพื่อตอบแทนในความกรุณาของท่านข่านขอรับ"

      "ชี๊ส...มันทำอะไรได้"การออกเสียงช่างน่าชวนหัว แต่หย่งเป่าและหลงอิน ต่างก็ไม่คิดว่ามันจะน่าขันตรงไหน เพราะพวกตนกว่าจะออกเสียงถูก ก็พูดซ้ำๆ กันอยู่นานสองนานถึงค่อยออกเสียงได้

      "เรียนท่านข่าน สิ่งนี้ทำจากนมขอรับ สามารถรับประทานได้ และที่สำคัญเก็บไว้ได้นานหลายเดือนขอรับ"เป็นหลงอินไขข้อสงสัยให้ พอนาหลันนาเยี่ยได้ยิน ก็นั่งนิ่งครุ่นคิดครู่หนึ่ง ดวงตาที่เคยฉงนกลับเปล่งประกายพร้อมกับมือที่สั่นเทา

      "ขะ..ข้าไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม ที่บอกว่ามันคือเสบียงที่เก็บได้หลายเดือน"     

      "ขอรับ เป็นเสบียงอาหารที่ทำจากน้ำนมและเก็บได้นานหลายเดือน นี่ขอรับขั้นตอนวิธีทำ"หย่งเป่ากล่าวยืนยันอีกคำรบ พร้อมทั้งมอบแผ่นกระดาษที่เขียนการทำชีสให้ แม้จะเป็นภาษาจงหยวน แต่ชาวทู่เจียชั้นสูงทุกคนล้วนอ่านออก เพราะทู่เจียไม่มีภาษาเขียนจึงต้องหยิบยืมอักษรของภาคกลางมาใช้เพื่อสื่อสารติดต่อกัน

      "โอ้....ไม่น่าเชื่อง่ายดายปานนี้ ไม่ต่างจากคูมิสเลย ฮ่าๆ...."นาหลันนาเยี่ยหัวเราะออกมาอย่างสุดระงับ

      ในสายตาของชาวภาคกลางที่มีอาหารการกินไม่ขาด ย่อมไม่ค่อยเห็นคุณค่าเท่าใดนัก แต่กับชาวนอกด่าน สิ่งที่ว่านี้ไม่ต่างจากของวิเศษ เพราะมันจะช่วยรับประกันในระดับหนึ่งว่า จะไม่อดตายได้ง่ายๆหากมีอันเกิดขึ้นกับสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาดหรือการถูกปล้น และที่สำคัญสิ่งที่เรียกว่าชีสนี้ จะช่วยได้อย่างมากเมื่อหน้าหนาวเข้ามาเยือน

      ด้วยทุกๆปีชาวนอกด่านมักจะเสียชีวิตในช่วงนี้มากที่สุด เพราะเมื่อเข้าหน้าหนาว แม้จะไม่มีหญ้าแต่ชาวนอกด่านก็จะเตรียมหญ้าแห้งไว้ จนสามารถเลี้ยงได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องทำคอกไว้ให้อยู่
     จุดนี้นี่เองที่น่ากลัว เพราะมันจะเป็นจุดที่จะชี้เป็นชี้ตายให้กับเผ่าๆหนึ่งได้ในทันที หากคอกไม่แข็งแรงพอหรือถูกเผ่าคู่อริลอบมาทำลาย สัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงไว้ก็จะหลุดหายไป

      เมื่อหลุดไปได้แล้วโอกาสที่จะติดตามกลับมาได้นั้นแทบไม่มี ไม่ว่าจะด้วยอุปสรรคจากหิมะทำให้ติดตามได้ยากหรือไม่ก็หนีไปทางด้านเผ่าคู่อริซึ่งอย่างหลังนี้เจ้าของเลิกหวังได้เลยว่าจะได้คืน ทั้งหมดทั้งมวลของเหตุการณ์เหล่านี้ เกิดขึ้นในทุกๆปี จนไม่ต่างจากเรื่องปกติไปแล้วที่จะเห็นเผ่าๆหนึ่งแทบล่มสลาย เมื่อหน้าหนาวผ่านพ้นไป

      "เห็นท่านข่านพึงพอใจเป็นอย่างมากกับของตอบแทน พวกข้าน้อยก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งขอรับ"เป็นหลงอินกล่าวเยินยอ

      "ใช่ๆ..ข้าพอใจเป็นอย่างมาก"นาหลันนาเยี่ยเชื่อตามคำที่บอกกล่าว โดยไม่แม้แต่จะนึกตรึกตรองและทบทวนมากความอะไรอีก เพราะได้พิสูจน์มาแล้วว่า สิ่งที่เกิดจากสติปัญญาของปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่นั้น ยอดเยี่ยมเพียงใด ดูได้จากอาวุธทั้งสองอย่างที่ได้มา

      หลังจากนั้นการพูดคุยก็ดำเนินต่อไป อีกราวหนึ่งชั่วยาม จึงได้ยุติลง ทุกคนต่างพากันแยกย้าย หลงอินและหย่งเป่าถูกจัดให้ไปพักในกระโจมที่เตรียมไว้ ก่อนไปนาหลันนาเยี่ยยังสั่งให้อนุภรรยาทั้งสองไปช่วยปรนนิบัติทั้งสองในกระโจมที่พักด้วย

      ทั้งหย่งเป่าและหลงอิน แม้จะอยากบอกปัดแต่ก็ไม่กล้า ด้วยกลัวจะทำให้อีกฝ่ายเสียหน้า จนไปกระทบกับข้อตกลง จึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย ยอมรับการปรนนิบัติจากอนุภรรยาของนาหลันนาเยี่ยข่าน การกระทำเช่นนี้หากอยู่ในจงหยวนคงถูกก่นด่า แต่สำหรับชาวนอกด่านกลับไม่ยึดถือ ยิ่งตั้งครรภ์ด้วยก็ยิ่งดีเข้าไปอีก บนท้องทุ่งหญ้าที่ทรัพยากรต่างๆมีจำกัดจำเขี่ย ทุกสิ่งทุกอย่างต้องถูกนำมาใช้ให้คุ้มค่าไม่ให้เสียเปล่า
      ทุกสิ่งทุกอย่างที่ว่ายังหมายความรวมถึง คนเข้าไปด้วย จนเกิดธรรมเนียมที่ว่า หากบิดาตายภรรยาที่มิใช่มารดาผู้ให้กำเนิด ต้องแต่งงานให้กับบุตรชายคนโตของผู้ที่ตายต่ออีก หรือการให้ภรรยาและบุตรสาวมีความสัมพันธ์กับแขกเหรื่อ ธรรมเนียมเหล่านี้ล้วนถูกกำหนดขึ้น เพื่อความอยู่รอดทั้งของตนและของเผ่า เพราะในสมัยนี้จำนวนประชากรมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คนยิ่งมากเผ่าก็ยิ่งเข้มแข็ง จนไม่มีเผ่าใดกล้ามารุกราน

      เมื่อใดที่มีการรุกรานเกิดขึ้นย่อมมีผู้พ่ายแพ้ ฝ่ายที่แพ้ต้องตกเป็นทาส ความหมายของคำว่าทาสและคำว่าตาย บนท้องทุ่งหญ้าล้วนเป็นความหมายเดียวกัน ด้วยปีแรกของการตกเป็นทาส ก็ยากที่จะมีชีวิตรอดพ้นในหน้าหนาวไปได้ และยังมีอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เกิดธรรมเนียมเช่นนี้ ก็คืออัตราการอยู่รอด
     โดยเฉพาะเหล่าบุรุษผู้ที่ทำหน้าที่ปกป้องเผ่า ซึ่งส่วนมากจะตายไปกว่าครึ่งค่อนตั้งแต่ก่อนจะถึงวัยสามสิบเสียอีก และหากมีผู้ใดสามารถอยู่รอดจนถึงหกสิบปีได้ คงต้องบอกว่าโชคดีมหาศาล เพราะถ้าเทียบกันที่จำนวนร้อยคนจะมีเพียงหนึ่งถึงสองคนเท่านั้นที่จะอยู่ถึง

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      "รสชาติเป็นที่ชื่นชอบหรือไม่ ท่านฟ่งกง"

      "ดีขอรับ....ด้านนอกมีรสเค็ม ด้านในมันๆ"จูฟ่งกงเอ่ยตอบคำของนาหลันนาเยี่ยข่าน หลังจากลองชิมสิ่งที่เรียกว่าชีส

      "นับว่าข้าโชคดีนัก ที่ตัดสินใจได้ถูกต้อง ชิงเจรจากับหยวนก่อนผู้ใด ทุกๆสิ่งที่ได้รับมามีแต่เอื้อประโยชน์ต่อข้าอย่างที่สุด ฮ่าๆ..."

      "ท่านข่านขอรับ เห็นว่าทางนั้นส่งคนมาเพื่อต่อรองเรื่องค่าผ่านทาง เช่นนี้ก็ย่อมต้องส่งคนไปหาข่านทั้งสามด้วย แต่ทำไมท่านข่านดูไม่เป็นกังวลกับเรื่องนี้ขอรับ"

      "ก็แค่เสบียงไม่ใช่อาวุธเสียหน่อย ทำไมข้าต้องกังวล ตอนนี้ชั่วยามนี้มีเพียงอาวุธเท่านั้นถึงจะใช้ตัดสินเรื่องราวต่างๆได้  และข้าก็จะไม่ยอมให้พวกมันมีเวลาตั้งตัวเช่นคราที่แล้วได้อีก เมื่อไหร่ก็ตามที่ทุกอย่างพร้อมสรรพ ข้าจะไล่บดขยี้พวกมันทีละคนๆจนไม่เหลือซาก"หากคำพูดนี้ออกจากปากใครบางคนคงถูกมองว่า โอหังและอวดดี แต่เมื่อมันออกมาจากปากของนาหลันนาเยี่ยข่าน กลับดูว่าเหมาะสม

      ตั้งแต่ตั้งตนเป็นข่าน แผนการที่จะกุมอำนาจสูงสุดในทู่เจียของนาหลันนาเยี่ยข่าน ก็ดำเนินไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน    
      หลังได้รับมอบอาวุธที่มีอานุภาพสูงอย่างธนูพันก้าวจำนวนห้าร้อยคันจากหยวน นอกจากการระดมผู้คนให้มารวมกันยังเผ่าของนาหลันนาเยี่ยข่าน ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆอีก ทั้งๆที่ตอนนั้นมีกำลังพลถึงสามหมื่นคน

      เหตุที่ทำให้นาหลันนาเยี่ยข่านไม่มีการเคลื่อนไหวนานนับเดือน ก็เพราะต้องการเวลาในการจัดสร้างอาวุธโดยเน้นหนักไปที่ธนู ด้วยวัตถุดิบหาได้ง่ายกว่าโลหะ อีกทั้งยังจัดให้มีการฝึกให้เหล่าทหารของตน รู้หลักการรบโดยการใช้ขบวนทัพ

      การรบบนทุ่งหญ้าล้วนอาศัยสัญชาตญาณและความห้าวหาญ เมื่อปะทะกันก็ดาหน้าเข้าตะลุมบอน ไร้ซึ่งระเบียบแบบแผน ครั้นได้ตัวจายาตูและคนอื่นๆ ที่เคยฝึกฝนขบวนทัพและหลักการสู้ศึกจากกองทัพหยวนและเหมยฮวา นาหลันนาเยี่ยข่านก็มอบหมายหน้าที่ฝึกฝนกองทัพนี้ให้
       หลังจากสร้างธนูได้ถึงหนึ่งพันคัน และเห็นว่าความรู้ความเข้าใจในกระบวนทัพเข้าขั้นดี จึงได้ลองยกกำลังเข้าโจมตีเผ่าที่เป็นคู่อริดู

      ผลการรบในครั้งนั้น ถึงกับสั่นสะเทือนเลือนลั่นไปทั่วทู่เจีย เพราะทัพข้าศึกกว่าหมื่นคน ถูกบดขยี้ภายในการบุกระลอกเดียว โดยฝีมือของทัพหน้าจำนวนเพียงสี่พันคนเท่านั้นเอง และที่เยี่ยมยอดยิ่งกว่าก็คือทัพหน้าที่บุกโจมตี ซึ่งประกอบไปด้วยทัพม้าพลธนูหนึ่งพัน ทัพม้าพลดาบสามพัน ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่เสียชีวิตเลยในศึกครั้งนั้น

      หลังจากจบศึกดังกล่าว ก็มีเผ่าต่างๆมาขอเข้าร่วมด้วยอย่างมากมาย เพราะเห็นอานุภาพอันเกรียงไกรและแข็งแกร่งเกินกว่าใครจะทาบติด ของกองทัพนาหลันนาเยี่ยข่าน แต่ก็มีอีกหลายเผ่าที่แข็งขืน ทว่าก็ต้องประสบชะตากรรมที่ย่อยยับอับปรากันจนหมดสิ้น

      กองทัพของนาหลันนาเยี่ยข่านเปล่งประกายเจิดจ้าดุจดั่งดวงตะวันในยามเที่ยง กำลังพลจากเดิมที่มีอยู่เพียงสามหมื่น ก็เพิ่มเป็นหกหมื่น ภายในห้วงเวลาที่ห่างจากการศึกครั้งแรกไม่ถึงยี่สิบวันเท่านั้นเอง
     ก่อนจะเดินหน้ารุกคืบและยึดครองเผ่าต่างๆขยายรัศมีออกไปอีกหลายร้อยลี้ ในขณะที่ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างกำลังเป็นใจให้
นาหลันนาเยี่ยข่านพุ่งทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งข่านสูงสุด การสู้รบก็มีอันต้องหยุดชะงัก ด้วยความที่หน้าหนาวเข้ามาเยือน
       เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้ข่านทั้งสาม ที่เคยตื่นตระหนกจนขวัญหนีดีฝ่อ และเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งหลายที่เคยเสียขวัญจนกู่ไม่กลับ ได้มีเวลาตั้งตัวและหายใจทั่วท้องได้มากขึ้น

      ช่วงเวลาห้าเดือนในหน้าหนาวปีที่แล้ว กลายเป็นช่วงเวลาอันมีค่ามากที่สุด เท่าที่เคยมีมาในชีวิตของข่านทั้งสามในทันใด เพราะจะได้มีเวลาเตรียมตัวและวางแผนการรับมือ กับนาหลันนาเยี่ยข่าน

      ส่วนด้านนาหลันนาเยี่ยข่านก็ให้ได้แต่เจ็บใจ ที่มิอาจฉกฉวยช่วงเวลาอันสำคัญในตอนนั้นได้ บางทีหากหน้าหนาวมาล่าช้ากว่านี้เพียงเดือนเดียว ข่านทั้งสามที่มากล้นไปด้วยบารมีคงเหลือแต่ชื่อแล้ว

      "ท่านข่านแล้วเรื่องที่จะไปช่วยข่านเยลี่ห์รบกับข่านเอ๋อกุ้ย ไม่ทราบว่าจะตัดสินใจเช่นไรขอรับ"จูฟ่งกงหันมาเอ่ยถึงเรื่องที่ยังค้างคากันอยู่ก่อนหน้านี้ ด้วยเหตุที่นาหลันนาเยี่ยข่าน ต้องออกไปต้อนรับคณะของหย่งเป่าที่มาขอเข้าพบ

      "ฮืม....การข่าวยังไม่แน่ชัด ข้ายังไม่ปักใจเชื่อเท่าไหร่นัก ที่เอ๋อตูน้องชายของเอ๋อกุ้ยข่านจะไปปล้นภรรยาของเจมูจ ผู้เป็นอันตาของเย่มูลหลานชายเย่ลี่ห์ข่าน เช่นไรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนแล้วค่อยให้คำตอบ"

      "ขอรับท่านข่าน"

      การแย่งชิงสตรีทั้งมีและไม่มีครอบครัว บนทุ่งหญ้าถือว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นทุกวี่วัน สตรีใดเมื่อถูกบุรุษลักพาไปได้ ก็จะตกเป็นของบุรุษผู้นั้นในทันที ถ้ายังไม่มีครอบครัวพ่อแม่ของหญิงสาวก็จะไม่ติดตามคืน ถือว่าทั้งสองเป็นสามีภรรยากันถูกต้องตามขนบธรรมเนียมของชาวนอกด่าน

      ส่วนถ้ามีสามีแล้ว ก็อยู่ที่ว่าสามีคนนั้นจะเลือกเช่นใด แต่ส่วนมากก็มักจะทวงคืน โดยการรวบรวมผู้คนไปช่วยแย่งชิงกลับมา บางทีการรวบรวมผู้คนและติดตามไปเอาคืนก็ต้องใช้เวลา พอได้คืนมาภรรยาที่เคยเป็นของตน ก็ตั้งครรภ์กับคนที่มาลักพาไปเสียแล้ว แต่เรื่องนี้ล้วนไม่เป็นปัญหา เพราะจะถือว่าทารกที่เกิดมาเป็นบุตรของตน
      ดังนั้นการไปตามแย่งชิงภรรยาคืน จึงเป็นข้อพิพาทที่มีผู้คนเข้ามาเกี่ยวข้อง ได้ตั้งแต่จำนวนไม่กี่สิบคนจนถึงหลายพันหลายหมื่นคน ซึ่งก็แล้วแต่ว่าสามีที่ถูกแย่งชิงภรรยา จะสามารถเกลี้ยกล่อมให้ผู้คนมาช่วยได้มากแค่ไหน

      ในกรณีนี้เป็นเจมุจ ที่ได้ไปขอความช่วยเหลือจากเย่มูลผู้ซึ่งเป็นอันตา ด้วยคำว่าอันตาคือ คำเรียกพิธีกรรมที่จัดขึ้นเพื่อแสดงว่าคนสองคนได้ แลกเปลี่ยนจิตวิญญาณซึ่งกันและกัน เมื่อเสร็จพิธีคนทั้งสองจะกลายเป็นดั่งมิตรแท้ต่อกัน จะคอยดูแล ช่วยเหลือและเกื้อกูลกัน จนกว่าชีวิตจะหาไม่

       เมื่อเย่มูลทราบเรื่อง ก็ได้ไปขอความช่วยเหลือจากเย่ลี่ห์ข่านผู้เป็นลุง เพราะตนเองมีกำลังคนไม่เพียงพอ ซึ่งเย่ลี่ห์ข่านก็ยินดีจะช่วยเหลือหลายชายในทันที

      ส่วนเอ๋อตูเมื่อทราบข่าวว่าเย่ลี่ห์ข่านออกหน้า จึงไปบอกเอ๋อกุ้ยข่านผู้เป็นพี่ชายให้มาช่วยตนรับมือกับคนของเย่ลี่ห์ข่าน เท่านี้จากข้อพิพาทเล็กๆก็กลายเป็นการปะทะกันของทั้งสองข่านไปโดยปริยาย 

      ทว่าเรื่องราวก็ยังไม่สิ้นสุดลง เมื่อเย่ลี่ห์ข่านมาขอให้นาหลันนาเยี่ยข่านไปช่วย โดยให้อ้างว่ามีความเกี่ยวดองกันในรุ่นย่าทวด จู่ๆโอกาสที่จะได้กำจัดเฮ๋อกุ้ยข่าน ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ข่าน ก็ถูกหยิบยื่นมาให้กับนาหลันนาเยี่ยข่านตรงหน้าอย่างง่ายดายชนิดที่ไม่มีผู้ใดคาดถึง มันช่างยั่วยวนใจผู้คนยิ่งนัก

      แต่ที่ทำให้นาหลันนาเยี่ยข่านต้องคิดทบทวนให้ถ้วนถี่ ก็เพราะเย่ลี่ห์ข่านนั้นเป็นหนึ่งในสี่ข่านเช่นเดียวกัน เมื่อรวมกับผลประโยชน์ที่จะได้รับมันก็ช่างดูดี ดูดีเสียจนต้องเคลือบแคลงสงสัย ว่านี่อาจเป็นแผนการร้ายอันใด โดยอาศัยระหว่างที่ตนกำลังจะทำศึกกับเอ๋อกุ้ยข่าน แล้วเย่ลี่ห์ข่านก็จะใช้วิธีการตลบหลัง เพื่อโอบล้อมกองทัพของตน และบางทีอาจมีชิเกข่านเข้ามาประสมโรงด้วย จนมีสภาพเป็นสามรุมหนึ่ง โดยกองทัพของตนเองจะถูกบีบให้อยู่ตรงกลางในทันที

      เหตุผลที่ทำให้นาหลันนาเยี่ยข่านคิดเช่นนี้ก็เพราะว่า แม้ข่านแต่ละคนจะมีขุมกำลังไม่ยิ่งหย่อนกัน แต่ขุมกำลังของตนเองนั้น มีประสิทธิภาพและแข็งแกร่งมากที่สุด ในจำนวนข่านทั้งสี่คน
     ดังนั้นโอกาสที่ตนจะได้เป็นข่านสูงสุดย่อมมากกว่าคนอื่น ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนชี้ให้เห็นว่า ข่านทั้งสามต่างหากที่สมควรที่จะต้องร่วมมือกันอย่างแข็งขัน ไม่ใช่มาแตกคอกันเอง ซึ่งอย่างน้อยก็ก่อนที่จะกำจัดตนลงได้

      "เหอะ!...แต่อย่าให้ข้ารู้ก็แล้วกัน ว่าเป็นแผนการของพวกมันที่คิดจะรุมกำจัดข้า"ยิ่งคิดก็ยิ่งขุ่นแค้น จนต้องแค่นเสียงออกมา หากเป็นไปตามดั่งคาดจริงๆ

      "ต่อให้ปะทะซึ่งๆหน้าพร้อมกันทั้งสามข่าน ข้าน้อยก็มั่นใจว่าทัพของพวกเรา สามารถลากพวกมันมากกว่าครึ่ง ลงสู่ปรโลกไปด้วยได้อย่างแน่นอนขอรับ"
     เป็นไปตามคำกล่าวของจูฟ่งกง เพราะตอนนี้ธนูยิงไกลได้ถูกสร้างไปแล้วกว่าสองหมื่นคัน เหตุนี้เองจึงทำให้ข่านทั้งสามเกรงกลัว จนไม่กล้าเปิดศึกอย่างโจ่งแจ้ง
     ด้วยไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน หวั่นว่าจะถูกใช้เป็นเหยื่อล่อ ให้ตกเป็นเป้าของธนู จนสูญเสียผู้คนมากมาย สุดท้ายแม้จะกำจัดนาหลันนาเยี่ยข่านได้ แต่ผู้ที่เป็นเหยื่อล่อ ก็จะต้องเป็นรายต่อไปที่จะถูกกำจัด

      "ฮ่าๆ...ท่านฟ่งกงช่างสรรหาคำพูดที่สร้างความฮึกเหิมแก่ผู้คนยิ่งนัก ดี!...แม้พวกมันจะมากันทั้งหมด ข้านาหลันนาเยี่ยก็จะทำให้พวกมันจดจำข้าไปจนถึงวันตาย ให้พวกมันได้รู้ว่าการตายที่ระบือลือลั่นนั้นเป็นเช่นไร"นาหลันนาเยี่ยข่านหัวเราะออกมาอย่างสาสมใจ คำพูดแต่ละคำล้วนเต็มไปด้วยความมั่นใจ   

      ด้วยนิสัยใจคอของเหล่านักรบ ไม่ว่าจะนอกด่านหรือจงหยวนล้วนคล้ายกัน ต่างก็มุ่งหวังการสร้างชื่อ แม้บทสรุปสุดท้ายของการสร้างชื่อนั้น จะน่าเอนจอนาจใจเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าทำแล้วผู้คนทุกคนจะจดจำชื่อของตนได้ เหล่านักรบก็ล้วนยินดีและพร้อมยอมแลกกับทุกสิ่ง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นชีวิตของตนเองก็ตาม

      จูฟ่งกงได้ฟังก็ยิ้มแย้มออกมา แต่กลับทำให้ใบหน้าที่ดูอัปลักษณ์ยิ่งน่ากลัวขึ้นกว่าเดิม ก่อนที่จะชะงักจ้องดูเจ้าสิ่งที่เรียกว่าชีสเขม็ง จนนาหลันนาเยี่ยข่านสงสัยจึงได้ไต่ถามขึ้น

      "มีอันใดรึ ท่านฟ่งกง"

      "เรียนท่านข่าน ท่านเคยได้ยินเรื่องการศึกในจงหยวน ที่ใช้แผนการยกอ้างตัวบุคคลขึ้นมา เพื่อให้ตนเองมีเหตุผลพอที่จะรวบรวมผู้คนและทำศึกหรือไม่ขอรับ"

      "เหอะ!...เรื่องที่น่าขันนั่นนะเรอะ ทำเป็นออกมาป่าวประกาศว่าทำไปเพื่อผู้นั้นผู้นี้ แต่สุดท้ายก็เพื่อตนเอง ข้าได้ยินเรื่องนี้ทีไรเป็นต้องไม่พอใจทุกที ไม่รู้ว่าชาวจงหยวนจะทำให้เรื่องมันยุ่งยากไปทำไมกัน อยากจะชิงอำนาจมาให้แก่ตนเอง ก็กล่าวออกมาตรงๆไม่เห็นต้องวกวนและอ้อมค้อมให้มากเรื่อง" ทุกถ้อยคำที่กล่าวออกมา ล้วนเต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกของนาหลันนาเยี่ย ที่มีต่อการกระทำดังกล่าว

      "ฮ่าๆ...มันก็จริงดั่งที่ท่านข่านว่ามา แต่ท่านข่านรู้หรือไม่ว่า ที่ต้องทำเช่นนี้ ก็เพราะมีจุดมุ่งหมายที่จะพุ่งเป้าไปที่กลุ่มมวลชน ผู้มีความคิดต่างให้โน้มเอียงมายังฝ่ายเรา พอโน้มเอียงก็จะเป็นไปในทางเดียวกันกับเรา"

      "หือ.."นาหลันนาเยี่ยข่านมีทีท่าว่ารอสดับรับฟังต่ออีก แต่จูฟ่งกงกลับเอ่ยถามว่า

      "ถ้ามีคนผู้หนึ่งในจงหยวนนับถือเทพเจ้าหมาป่า สำหรับท่านข่านเมื่อพบคนผู้นี้จะรู้สึกอย่างไรขอรับ"

      "ข้าย่อมรู้สึกว่าคนผู้นี้น่าผูกมิตรด้วย เพราะพวกเราทั้งสองต่างมีความคิดเช่นเดียวกัน"

      "นั่นก็ใช่แล้วขอรับ เมื่อคนเรามีความคิดหรือความเชื่อไปในทางเดียวกัน ความรู้สึกแรกที่มีให้ ก็คือความเป็นมิตร เมื่อเป็นคำกล่าวของคนที่เราคิดว่าเป็นมิตร โอกาศที่จะเชื่อย่อมมีสูง"

      "ความหมายของท่านก็คือ...."

      "หากท่านข่านมีฐานะเป็นคนทั่วไป เมื่อเห็นเจ้าสิ่งที่เรียกว่าชีสนี้ จะมีความรู้สึกเช่นไรขอรับ"จูฟ่งกงยังคงอมพะนำ และเอ่ยถามนาหลันนาเยี่ยข่านต่อ

      "ฮืม..หากข้าเป็นคนทั่วไป เจ้าชีสนี้ย่อมไม่ต่างจากสิ่งวิเศษ เพราะพวกเราชาวนอกด่านมักเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหารอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นช่วงไหนของปี หากมีเจ้าสิ่งนี้ ไม่ว่าสัตว์เลี้ยงจะล้มตายหรือถูกปล้นไป พวกเราก็ยังจะอยู่รอดต่อได้ ถ้าโชคดีก็อาจซื้อเวลา จนสามารถที่จะพลิกฟื้นคืนมา ไม่ใช่อดอยากจนตายภายในไม่กี่วัน"

      "ฮึๆ....แล้วจะเป็นไรถ้าทางเรา คิดจะยกย่องผู้ที่มอบสิ่งนี้มาให้ เป็นสัญลักษณ์แห่งความอยู่รอดหรือความอุดมสมบูรณ์ขอรับ"จูฟ่งกงคลี่ยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย แต่เห็นว่านาหลันนาเยี่ยข่านยังคงมีสีหน้ามึนงง จึงได้กล่าวต่อว่า

      "ข้าจะให้ท่านข่านประกาศตัวว่า ท่านข่านยกย่องและนับถือ ปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่เป็นธิดาเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ขอรับ"
     
"ธิดาเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์!.."นาหลันนาเยี่ยกล่าวออกมาอย่างตะลึงพรึงเพริด ด้วยปกติชาวนอกด่านจะเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพียงสามอย่างก็คือ ท้องฟ้า พื้นดินและเทพพระเจ้าหมาป่า
      หากมีธิดาเทพเพิ่มขึ้นมาอีก ก็เท่ากับว่าตนเองได้สร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาใหม่มิใช่หรือ เช่นนี้แล้วใครบ้างล่ะจะไม่ตกอกตกใจ

      "ใช่ขอรับ ผู้คนเมื่อตกยากมักจะรู้สึกขอบคุณผู้ที่มาช่วยเหลือตนเองอย่างสุดซึ้ง ทุกยามที่กัดกินเจ้าชีสก็จะต้องระลึกถึงผู้ที่มอบให้มา หากท่านข่านเป็นผู้แรกที่ประกาศตนว่านับถือธิดาเทพ ย่อมจะถูกระลึกถึงด้วย เพียงไม่นานชื่อของธิดาเทพและท่านข่านก็จะแทรกซึมเข้าไปอยู่ในจิตใจของผู้คนโดยไม่รู้ตัว เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว บางทีท่านข่านอาจไม่ต้องใช้กำลังก็สามารถชักจูงผู้คนมาเข้าร่วมได้ แม้จะต้องใช้เวลาบ้าง แต่เช่นไรก็คุ้มค่าที่จะทำ ด้วยไม่ต้องลงแรงใดๆเพิ่มแม้แต่นิดเดียว"
       "ตะ...แต่ว่ามัน....."แม้จะฆ่าคนโดยไม่กระพริบตา แต่เมื่อกล่าวถึงสิ่งเหล่านี้ นาหลันนาเยี่ยข่านก็ยังต้องลังเลและชั่งใจ จูฟ่งกงเห็นดังนั้นก็รีบพูดออกมาว่า

      "ท่านข่านก็อย่าคิดในแง่ ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิขอรับ 'ธิดาเทพ' แม้จะมีคำว่าเทพ แต่ก็เป็นได้เพียงแค่ชื่อ หามีส่วนใดเกี่ยวข้องกันกับเทพบนสวรรค์ไม่ ส่วนผู้ใดจะเคารพนับถือเช่นไร ก็คงไปห้ามกันไม่ได้ ยกตัวอย่างข้าน้อย ก็มีสิ่งที่ให้ความเคารพนับถือมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบิดามารดาผู้ให้กำเนิด หรือท่านอาจารย์ผู้ประสาทวิชาให้ในวัยเยาว์"

      "อา...."นาหลันนาเยี่ยข่านเริ่มคล้อยตาม จูฟ่งกงก็กล่าวขยายความให้มากขึ้นเพื่อโน้มน้าวอีกฝ่าย

      "หากท่านข่านอยากครองแผ่นดิน ต้องครองใจผู้คนด้วย ไม่เช่นนั้นย่อมถูกต่อต้านในภายหลัง การครองใจผู้คนสิ่งสำคัญก็คือภาพพจน์ ซึ่งตอนนี้ภาพพจน์ของท่านข่านก็คือความเหี้ยมหาญ..."จูฟ่งกงหยุดพูด เพื่อให้นาหลันนาเยี่ยข่านคิดตาม แล้วก็เอ่ยต่อว่า

      "ความเหี้ยมหาญ เป็นภาพพจน์ที่แข็งกระด้าง หากใช้กับผู้ที่อ่อนแอกว่าย่อมใช้สะกดข่มได้ แต่ถ้าใช้กับผู้ที่มีลักษณะเดียวกัน ย่อมมีความรู้สึกอยากท้าทาย ดังนั้นเพื่อลดความรู้สึกต่อต้านตรงนี้ ก็คือเสริมด้วยภาพพจน์ที่ดูอ่อนโยนและดีงาม ซึ่งนี่ก็คือภาพพจน์ของธิดาเทพ ที่ท่านข่านสามารถหยิบยืมมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ เพียงแค่ประกาศตนว่านับถือ ส่วนจะนับถือในลักษณะใด ก็คงแล้วแต่ตัวท่านข่านเองขอรับ"

      "ฮืม....เป็นดั่งท่านว่ามา.."

      "เมื่อเสริมด้วยภาพพจน์ดีงามและอ่อนโยนที่หยิบยืมมา เหล่าผู้คนก็จะรู้สึกว่าท่านข่านเป็นคนดี ไม่มีทางทำชั่วเช่นการหักหลัง คดโกงหรือทอดทิ้งพวกเขา และสุดท้ายยังสามารถปกป้องพวกเขาจากภยันตรายต่างๆที่จะเข้ามาคุกคามจากบุคคลิกอันเหี้ยมหาญของท่านข่านด้วยขอรับ"

      " ดี....ดียิ่งนัก....ไม่เสียทีที่ข้าตัดสินใจรั้งตัวท่านไว้อยู่ข้างกายข้า...ฮ่าๆ..."นาหลันนาเยี่ยข่านในที่สุดก็ตัดสินใจได้ ก่อนจะหัวเราะร่วนออกมา 

      หลักการของจูฟ่งกงดูไปเรียบง่าย ใช้เพียงแค่ความเชื่อของผู้คนมาเป็นเครื่องมือ แต่ก็ได้ผลอย่างดีเยี่ยม เพราะหลักการเช่นนี้ล้วนถูกใช้โดยเจ้าลัทธิต่างๆเพื่อล่อลวง ชักจูงและโน้มน้าวให้ผู้คนมาหลงเชื่อนับถือ สุดท้ายก็จะทำตามที่เจ้าลัทธินั้นพูดทุกๆอย่าง

      ส่วนว่าเหตุใดจูฟ่งกงจึงมาเป็นกุนซืออยู่ข้างกายนาหลันนาเยี่ยข่านก็เพราะ หลังจากจูฟ่งกงหลบหนีไปได้ ก็เร่ร่อนอยู่บนทุ่งหญ้าอยู่นานหลายสิบวัน ด้วยไม่รู้จักกับผู้คนในเผ่าใด จนถึงขั้นสามารถขอพึ่งพาได้ ระหว่างที่กำลังจะอดตายก็ถูกช่วยเหลือจากคนที่เดินทางผ่านมา แล้วพาไปพักยังเผ่าของตน

       ซึ่งต่อมาจูฟ่งกงจึงได้รู้ว่าเป็นเผ่าของนาหลันนาเยี่ยข่าน เมื่อพักฟื้นจนแข็งแรงดีแล้วก็คิดจะหลบหนีอีก แต่ก็ไม่รอดถูกทหารของนาหลันนาเยี่ยข่าน ที่เคยรับใช้วอเค่อข่านจำได้ จึงถูกจับตัวมาเพื่อสำเร็จโทษ

      ทว่านาหลันนาเยี่ยข่านกลับไม่ลงโทษทั้งยังดูแลเป็นอย่างดี ด้วยมีความคิดจะให้จูฟ่งกงมาเป็นกุนซือ เพราะคิดว่ากำลังเพียงอย่างเดียวคงไม่พอต้องมีสติปัญญาด้วย ถึงจะสามารถขึ้นครองอำนาจได้ แต่กระนั้นจูฟ่งกงก็ยืนกรานไม่ยอมรับใช้ ด้วยโกรธแค้นที่นาหลันนาเยี่ยข่านสังหารวอเค่อข่านเจ้านายคนก่อนของต้น

      แต่ภายใต้ข้อเสนอที่ว่า หากเมื่อใดที่ครองทู่เจียได้จะยกทัพลงใต้บดขยี้ต้าเว่ย จูฟ่งกงจึงยินยอมรับใช้ ด้วยความแค้นที่มีต่อนาหลันนาเยี่ยข่านเช่นไรก็น้อยกว่าความแค้นที่มีต่อต้าเว่ย อีกทั้งระหว่างที่ถูกกุมตัว จูฟ่งกงก็ได้รู้ถึงแสนยานุภาพอันไร้เทียมทานของกองทัพของนาหลันนาเยี่ยข่าน คำกล่าวที่ว่าจะครองทู่เจียและบดขยี้ต้าเว่ย ไม่ใช่คำกล่าวอย่างเลื่อนลอย ด้วยกองทัพที่เกรียงไกรเช่นนี้ย่อมทำได้จริงดังที่พูดมาอย่างไม่ต้องสงสัย

      สติปัญญาของจูฟ่งกงนั้น จะว่าไปแล้วสามารถเทียบชั้นกับเสนาฯขวาเกาเว่ยได้อย่างไม่อาย ทว่าสวรรค์กลับเล่นตลกกับคนผู้นี้นัก เพราะมักจะอยู่ผิดที่ผิดทางมาตลอด คราแรกเป็นกุนซือให้ทัพเทียนเฉา หากแม่ทัพใหญ่เทียนเฉายอมฟังคำซักนิด คงไม่พ่ายแพ้จนแคว้นต้องล่มสลาย พอมาอยู่กับวอเค่อข่าน ก็ถูกอาวุธชนิดใหม่และขบวนทัพพิศดารของเหมยฮวา เล่นงานจนแพ้อย่างราบคาบ หากครานี้ยังเลือกเจ้านายผิดอีก จูฟ่งกงคงมีทางเลือกเพียงไม่กี่อย่างนั่นก็คือ ถ้าไม่ใช่ความตาย ก็ต้องสละสิ้นซึ่งทางโลก มุ่งหน้าเข้าป่าค้นหาสัจธรรมแล้ว

      ด้านไจ่เต๋อนับว่ามีปัญหามากกว่าด้านหย่งเป่าและหลงอินนัก ต้องใช้เวลาถึงยี่สิบหกวันค่อยได้เข้าพบและเจรจากับข่านทั้งสามครบ แต่ก็ได้รับคำตอบเหมือนกันก็คือ หากผ่านไปหนึ่งเดือน ถ้าชีสที่ว่าไม่เน่าเสีย ก็จะยินยอมรับปากในข้อเสนอ โดยชิเกข่านและเย่ลี่ห์ข่าน จะเรียกเก็บค่าผ่านทางเพียงครึ่งหนึ่งจากที่เคยเรียกเก็บ ส่วนเอ๋อกุ้ยข่านนั้นจะเรียกเก็บเพียงหนึ่งในสี่ส่วนจากที่เคยเรียกเก็บ

 

 

 

      ปล.ยิ่งแต่งยิ่งบาน กดไม่ลงตอนแรกคิดว่าคงเชื่อมเนื้อเรื่องตามที่คิดไว้ได้ บทนี้อธิบายอย่างเยอะเลย เพราะเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมของชาวนอกด่าน ขนาดตัดทิ้งไปมากแล้วอ่ะ ทนๆหน่อยนะครับ ช่วงนี้ถอยหนังสือมาหลายเล่มเลย ไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะย่อยหมด บอกไว้ก่อนเผื่อโผล่ๆหายๆ ฮิฮิ
 

         

     

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 156 ครั้ง

51 ความคิดเห็น

  1. #2054 AssaneeJantaviro (@AssaneeJantaviro) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 14 มีนาคม 2561 / 00:42
    ควรเปลื่ยนจาก’บรูพาไม่แพ้’ เป็น ‘บรูพาไร้พ่าย’ดีกว่านะครับมันดเข้าท่าหน่อย
    #2054
    0
  2. #1474 itself (@penumbra) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 / 00:33
    สุ้ๆน่ะค่ะ
    #1474
    0
  3. #1468 เฟมิลัน (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2557 / 21:57
    ไรต์จ๋าาาาา คิดถึงไรตตตต์
    #1468
    0
  4. #1467 wanat (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2557 / 21:15
    ไรท์รู้มั้ย เค้ามารอไรท์ที่ท่่าน้ำทุกวันเลยนะ คิดถึงไรท์นะ กลับมาได้แล้วววววว
    #1467
    0
  5. #1462 หมูหวาน (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2557 / 08:52
    ไรท์ อยุ่หน๋ายยยยย....... หายไป 10 กว่าวันแล้ววว

    กลับมาเขียนต่อแร่ววววว



    รีด รออยู่น้าาาาาาาา..............เข้ามารอทุกวันนนนน
    #1462
    0
  6. #1460 โหล่วโล้ (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2557 / 08:19
    สนุกได้ความรู้ด้วยค่ะ
    #1460
    0
  7. #1455 Zyrens (@Darkclouds) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 / 17:47
    ตามอ่านทันแล้ววววว  สนุกมากกกกกก

    หยุดอ่านแทบไม่ได้ ยกเว้นตอนไปเรียน

    เห็นมีแต่คนเชียร์ให้คนนั้นคนนี้เป็นพระเอก แต่เราไม่ค่อยอยากเชียร์แฮะ 
    #1455
    0
  8. #1450 kawhom (@july24) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 / 06:43
    กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
    ขอบคุณ สำหรับนิยายสนุกๆคะ
    #1450
    0
  9. #1448 เสี่ยวเจี่ย (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2557 / 10:38
    อย่าหายไปเลยน่ะ เพราะรออยู่ อ่านแล้วติดงอมแงมเลย ไปไหนไม่รอด สนุกมาากกกกก
    #1448
    0
  10. #1442 gracy (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2557 / 15:26
    ติดตามค่ะ........

    #1442
    0
  11. #1437 Moda (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2557 / 01:31
    สู้ๆนะคะไรเตอร์ ให้ย่อยข้อมูลออกมาเป็นนิยายดีๆได้ลื่นไหลค่ะ
    #1437
    0
  12. #1435 kung (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2557 / 22:56
    รออ่านอยู่นะคะ ชอบค่ะ
    #1435
    0
  13. #1430 montakthai (@montakthaibuaban) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2557 / 15:28
    ชอบมากค่ะ ทั้งเนื้อเรื่องและการผูกเชื่อมโยงแต่ละเรื่องเข้าด้วย มีหลักการที่เกิดขึ้นจริง ไรเตอร์อ่านสามก๊ก กับ ซุนวูมากี่รอบเนี่ย รออ่านต่อ มาเร็วๆนะ

    #1430
    0
  14. #1428 มิน (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2557 / 15:21
    รีบๆๆๆๆอัพให้หน่อยนะค๊าาาาาาาาาาากำลังมันเลยแต่งบทที่ตัวเด่นตายบ้างเลยค่ะ
    #1428
    0
  15. #1427 sine_inu (@sine_inu) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2557 / 13:39
    ง่ะ หย่งเป่า
    #1427
    0
  16. #1426 yukai (@yukai) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2557 / 13:14
    ชอบตรง ตงฟางอุ้ยอ้าย อ่ะ
    คราแรก คิดว่าใคร  มาได้ไง   แล้วต่อมาก็คิดว่าถ้าเป็นสมัยใหม่    ก็หนังซ้อนหนัง
    แต่พอเฉลย ว่าเป็นเพ่ยอินเล่นกัน  ก็ปล่อยฮาเลย
    #1426
    0
  17. #1425 ไจแอนท์คุง (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2557 / 13:01
    ไม่เคยคิดอยากให้ตัวเด่นๆในนิยายตายเลยค่ะเพราะมันบีบหัวใจทั้งคนอ่านและตัวเอกในนิยาย..ทำใจไม่ได้ T^T
    #1425
    0
  18. #1424 -secret- (@prasongruy) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2557 / 12:19
    สนุกมากๆๆๆๆเลยครับ
    #1424
    0
  19. #1423 inasba (@nassang) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2557 / 11:59
    โอ้แก้ปัญหาด้วยชีส สุดยอดมากๆ
    #1423
    0
  20. #1422 yuechan (@yuechan) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2557 / 10:26
    เห้อ กลับกลายเป็นว่ายื่นอาวุธให้ศัตรูเสียแล้วยัยแหมย
    #1422
    0
  21. #1421 zen (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2557 / 09:53
    ชอบที่ไรเตอร์รักษาแนวทางนี้ ผสมผสานเกร็ดความรู้และจินตนาการเข้าด้วยกัน กลายเป็นนิยายที่อ่านสนุกและน่าติดตามมาก ส่วนบทวาบหวิวถ้าจะมีก็ไม่ต้องบรรยายเยอะ ข้ามๆไปบ้างก็ได้แบบที่เขียนกับบทของหย่งเป่าน่ะ ไม่ใช่อะไรหรอก หวงหย่งเป่าน่ะ (อิอิ)



    อีกอย่าง เรื่องคนสำคัญตายน่ะ ถ้าสมเหตุสมผลก็ตายเถอะ แต่ถ้าเลี่ยงได้ก็อย่าตายเลยนะไรเตอร์ เอาแบบโคม่าได้มั้ยอ่ะ กลัวคนนั้นจะเป็นหย่งเป่าอ่ะ ทำใจไม่ได้ถ้าหย่งเป่าต้องตายอ่ะ พลีสสสสสส



    เป็นกำลังใจให้ไรเตอร์นะ

    #1421
    0
  22. #1420 คนเพรียว (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2557 / 07:07
    ต่ืนมาก็อ่านเลยได้ความรู้ดี

    ไม่น่าเบื่อ ไรต์นี่ช่างสรรหาความรู้มาให้

    ขอบคุณนะ
    #1420
    0
  23. #1418 กลิ้งตามลม (@moomom) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2557 / 05:44
    อัพแล้วอัพบ่อยๆนะค่ะ
    #1418
    0
  24. #1416 ~{nop}~ (@jarandon) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2557 / 03:21
    ค่อยๆเดินเรื่อง และแทรกเรื่องเสริมเข้าไป ผมชอบ เนื้อเรื่องดูยาวเข้าแต่ไม่น่าเบื่อ เหมือนได้ลุ้นว่าการกระทำในตอนนี้จะส่งผลอย่างไรในอนาคต
    #1416
    0
  25. #1414 yaya (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2557 / 01:30
    ไรท์ค่ะตัวเอกที่ว่าเด่นๆนะอย่าเป็นหย่งเป่ากับหลงอินเค้าชอบมากนะอยากให้อยู่จนจบง่ะขอร้อง ขอบคุณมากๆค่ะไรท์
    #1414
    0