ปราชญ์หญิงพลิกแผ่นดิน

  • 99% Rating

  • 23 Vote(s)

  • 159,554 Views

  • 2,075 Comments

  • 2,286 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    228

    Overall
    159,554

ตอนที่ 45 : ปฐพีลุกเป็นไฟ-2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5514
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 190 ครั้ง
    14 ม.ค. 58

       ปฐพีลุกเป็นไฟ-2

       เมืองฉางอัน ต้าเว่ย

      ณ ตำหนักจิ่นเซินกง ระหว่างที่องค์เว่ยไท่หวงตี้กำลังทรงงานในข้อราชการ จู่ๆพลทหารสื่อสารนายหนึ่งก็เร่งรุดเข้ามาคุกเข่าลงข้างหนึ่งเพื่อทำความเคารพ ก่อนจะกล่าวคำออกมาโดยไม่รีรอ

      "ทูลฝ่าบาท อ๋องหยวนชิงเลี่ยสิ้นพระชนม์แล้วพะยะค่ะ" สิ้นคำกราบทูล เสียงดัง 'ปัง' ก็บังเกิดขึ้นมาทันที ก่อนจะได้ยินพระสุระเสียงที่เยียบเย็นและขุ่นแค้นขององค์เว่ยไท่หวงตี้ตรัสออกมาว่า

      "เหอะ!..ดี..ดี...เจ้าเฒ่ากระดูกผุชิงเลี่ย ช่างสรรหาเวลาตายได้ดีจริงๆ"

      ด้านเฉากงกงที่คอยรับใช้อยู่ด้านข้าง แรกได้ยินก็ถึงกับตกตะลึง ยังไม่ทันปรับสีหน้า ก็ต้องมาสะดุ้งตกใจกับเสียงทุบโต๊ะขององค์เว่ยไท่หวงตี้ ก่อนจะรีบเข้ามาใกล้เพื่อตรวจดู ด้วยเกรงว่าพระหัตถ์ขององค์เหนือหัวตนจะห้อเลือดหรือไม่ ทว่าก็ต้องชะงักเมื่อ

      "ข้าไม่เป็นอะไร"ตรัสกับเฉากงกงเสร็จ ก็ทรงหันไปรับสั่งกับพลทหารสื่อสารว่า

      "ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือแค่ไหน"ที่ทรงตรัสถามเช่นนี้ ก็ด้วยเมื่อครู่นั้น พระองค์ทรงยับยั้งพระทัยไว้ไม่อยู่ หลังจากได้ระบายโทสะออกไป จึงได้พระทัยเย็นลง ก่อนจะทรงคิดทบทวนดูถึงความเป็นไปได้ของข่าวนี้

      "นี่คือข้อมูลทั้งหมดพะยะค่ะฝ่าบาท" เมื่อได้ยินรับสั่งจากฝ่าบาท พลทหารสื่อสารก็ล้วงเอาสาสน์ที่แม่ทัพเฉินเยี่ยร่างขึ้น ส่งยื่นออกไปด้านหน้า เพื่อให้เฉากงกงมารับไปถวายแก่พระองค์

      เหตุที่ทำให้องค์เว่ยไท่หวงตี้ทรงกริ้ว ก็เป็นเพราะอ๋องหยวนนั้น ประจวบเหมาะต้องมาสิ้นในยามที่ต้าเว่ยมิอาจแบ่งแยกกำลังไปบุกโจมตีได้ แม้ว่าในขณะนี้สภาพราชสำนักหยวนจะง่อนแง่นวุ่นวายเพียงใด ก็คงกระทำได้แค่เพียงเบิ่งตามองดู และหากกล่าวไปแล้วในยามนี้ ความรู้สึกของพระองค์มิต่างจากถูกอ๋องหยวนตบหน้าให้ฉาดหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น

      "เรียกตัวเกาเว่ย เฟิ่งหัวและเจ้ากรมทั้งหกมาพบด่วน.."เป็นรับสั่งแรกที่ดังขึ้น หลังจากทรงประทับนิ่งเนิ่นนานกว่าหนึ่งก้านธูป เมื่อได้ทอดพระเนตรดูสาสน์จนจบ           

      "พะยะค่ะ"เฉากงกงขานรับ แล้วเร่งก้าวเดินออกไปเบื้องนอกเพื่อถ่ายทอดพระกระแสรับสั่ง

      ชั่วเวลากว่าครึ่งชั่วยาม หลังจากองค์เว่ยไท่หวงตี้ทรงเรียกตัวขุนนางทั้งแปดให้มาเข้าเฝ้า ถึงพากันมาครบ ใบหน้าท่าทางของแต่ละคนต่าง ก็ดูแตกต่างกันไปบ้างก็ตื่นตระหนก บ้างก็ดูฉงนและสงสัย ว่าเหตุใดฝ่าบาทถึงได้เรียกตัวมาเข้าเฝ้าปัจจุบันทันด่วนเยี่ยงนี้

      และแล้วภายหลังจากการรอคอยที่แสนจะยาวนานของผู้ที่มาถึงก่อนหน้า ก็ถูกถ้อยคำดำรัสขององค์เหนือหัวทำให้สิ้นสุดลง

      "เมื่อครู่มีสาสน์ส่งมาจากแม่ทัพเฉินเยี่ย บอกว่าอ๋องหยวนสิ้นแล้ว"องค์เว่ยไท่หวงตี้ทรงตรัสด้วยสุรเสียงที่ราบเรียบ แต่เมื่อขุนนางทั้งแปดได้ยิน ถ้อยคำที่ตรัสมิต่างจากฟ้าดินคำรณ จนผู้คนสั่นสะเทือนไปทั้งร่าง

      อากัปกิริยาทุกคนต่างคล้ายกัน ก็คือดวงตาเบิกกว้างเนื้อตัวสั่นเทิ่ม และคำอุทานที่ดังขึ้นมิขาดสาย ก่อนที่จะกล่าวคำยินดีกับองค์เหนือหัว จะมีก็เพียงแค่เกาเว่ยเท่านั้น ที่ภายในใจกลับหวั่นวิตก

      "ข้าจะบุกตีแคว้นหยวน"ในสุรเสียงที่รับสั่งช่างดูหนักแน่นและมั่นคงยิ่งนัก ทว่าเมื่อเข้าหูทุกผู้คนภายในตำหนักจินเซิ่นกง ใบหน้าที่ยิ้มแย้มพลันขาวซีดและตกใจ ด้านเกาเว่ยก็ถึงกับก้มหน้าทอดถอนใจออกมาคำหนึ่ง นี่ไม่ต่างจากที่ตนคาดคิดไว้เลยซักนิด

      "ทูลฝ่าบาท กระหม่อมขอบังอาจทูลถาม หากว่าฝ่าบาททรงต้องการจะบุกหยวนอีกคราจริง แล้วเรื่องเสบียงเล่าพะยะค่ะ"เป็นเสนาฯซ้ายหานที่ก้าวออกมาเอ่ยถาม

      เหตุผลเรื่องเสบียงนี่เอง ที่ทำให้ขุนนางทั้งแปดคน ไม่ใคร่จะเห็นด้วยกับการตัดสินในครั้งนี้ของพระองค์ โดยเฉพาะเสนาฯซ้ายหาน ที่ดูแลทางด้านฝ่ายพลเรือนทั้งหมด เพราะยังไม่ทันจะได้เพาะปลูก ราษฏรก็ต้องถูกทางราชสำนักเรียกเก็บภาษีและเสบียงแล้ว หากเป็นเช่นนี้ประชาชนย่อมต้องมีต่อต้านและแข็งขืนอย่างแน่นอน

      "เรื่องเสบียงย่อมไม่เกิดปัญหา เพราะข้าไม่ได้จะเปิดศึกในตอนนี้"เมื่อได้ยินสิ่งที่พระองค์ตรัส ทุกคนต่างก็คลายความกังวลและเบาใจลง แต่ยังไม่ทันที่จะกราบทูลสิ่งใด องค์เว่ยไท่หวงตี้ก็ทรงตรัสขึ้นอีกว่า

      "ที่ข้าเรียกมาในวันนี้ ก็เพราะต้องการให้พวกเจ้า เตรียมการทุกๆด้านให้พรั่กพร้อม เพื่อให้แล้วเสร็จทันกับช่วงเก็บเกี่ยวพืชพรรณ"

      "พวกกระหม่อมยินดีน้อมรับพระบัญชาพะยะค่ะ"ไม่ต้องซักซ้อม ทุกคนก็พร้อมเพรียงกล่าวคำ     

      "เฟิงหัวและโจวหวน พวกเจ้าจงคิดหาหนทางเร่งรัดผลผลิตทั้งการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว"

      เสนาฯซ้ายหานและเจ้ากรมพลเรือนโจวหวน รีบก้าวออกมาด้านหน้า แล้วจึงคุกเข่าน้อมรับพระบัญชา แม้จะรู้สึกคาใจกับการศึกกับพวกซ่งหนู แต่ในเมื่อฝ่าบาททรงตัดสินพระทัยหนักแน่นถึงเพียงนี้ พวกตนไหนเลยจะกล้ากล่าวคำทักท้วง

      "ฮุ่ยเฉียน หลิวซันและผิงหวัง พวกเจ้าทั้งสามจงช่วยประสานเสริมเฟิงหัวและโจวหวน ในเรื่องการประกาศ เบิกงบตบรางวัลและลงทัณฑ์"

      ครานี้ถึงรอบของเจ้ากรมคลังจี้ฮุ่ยเฉียน เจ้ากรมพิธีการหลิวซันและเจ้ากรมลงทัณฑ์ฉีผิงหวัง ที่ออกมาคุกเข่ารับพระบัญชา ด้านเสนาฯขวาเกาเว่ย แม้จะเห็นว่าฝ่าบาทไม่ทรงรั้งรอที่จะตรัสคำเพื่อระดมความคิดเห็น แต่เมื่อได้ฟังพระองค์ทรงรับสั่งอย่างมีแบบแผน ก็เบาใจในระดับหนึ่ง ว่านี่ไม่ใช่ความหุนหันพลันแล่น แต่ผ่านการขบคิดใคร่ครวญอย่างรอบคอบแล้ว

      เสนาฯขวาเกาเว่ยเพียงครุ่นคิดได้แค่นี้ ก็มีอันหยุดชะงักลง เมื่อยินรับสั่งถึงตน

      "เกาเว่ยและชิวเหมิง นอกเหนือจากเตรียมแผนรับมือกับพวกซ่งหนู พวกเจ้าทั้งสองจงเตรียมแผนการรบกับทางด้านหยวนด้วย โดยเฉพาะเจ้า ชิวเหมิง"

      เจ้ากรมกลาโหมชิวเหมิง คิดจะคุกเข่าเพื่อรับพระบัญชา แต่ก็ต้องชะงักค้าง ก่อนจะค้อมกายประสานมือเอ่ยคำ "พะยะค่ะ" เพื่อรอรับฟังพระกระแสรับสั่ง

      "นอกจากทางด้านการทหาร จงประสานกับทางฝ่ายพลเรือน จัดเตรียมรายชื่อของบุรุษที่อายุเข้าเกณฑ์ในอีกสามเดือนข้างหน้า โดยแยกออกเป็นสองกลุ่ม หนึ่งเน้นที่ภูมิลำเนาในภาคตะวันตกและภาคเหนือ และอีกหนึ่งเฉพาะชาวภาคใต้"

      ชาวภาคตะวันตกและภาคเหนือก็คือชาวเว่ยและชาวฉู่เดิม ส่วนชาวภาคใต้ก็คือชาวฮั่น ฉี ฉินและเทียนเฉา เพียงในรับสั่งประโยคนี้ ทุกคนล้วนเข้าใจในทันที ว่าเป็นเพราะเหตุใดกัน

      กลุ่มแรกก็คือกลุ่มของทหารที่จะใช้ในการรบกับชาวซ่งหนู ส่วนกลุ่มที่สองจะใช้รบกับแคว้นหยวน ดังนั้นต่อให้เปิดศึกทั้งสองด้าน ต้าเว่ยก็ไม่น่าตึงมือมากนัก เพราะหากเป็นไปตามคาดการณ์ ทัพซ่งหนูถึงแม้จะเก่งกาจ แต่ถ้าล่วงลึกเข้ามาเรื่อยๆ ย่อมเสียเปรียบในภูมิประเทศ ด้วยไม่ชำนาญในพื้นที่และการรบแบบทุ่งหญ้าของทัพม้าถูกจำกัด ไม่อาจเปล่งอานุภาพได้อย่างเต็มที่ ครั้นเป็นเช่นนี้ ต่อให้ต้าเว่ยสูญเสียทางด้านตะวันตก อย่างไรก็ย่อมหยุดอยู่ที่ด่านอันซี ไม่อาจรุกคืบลงใต้มาได้อีก

      ด้านการรบกับหยวน สิ่งที่น่ากังวลก็คือความแข็งแกร่งของด่าน และตอนนี้ยังเพิ่มปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่มาเสริมในด้านกลยุทธ์อีก ซึ่งต้าเว่ยได้ลิ้มรสความร้ายกาจมาแล้วในการรบเมื่อปีก่อน แต่เมื่ออ๋องหยวนสิ้นพระชนม์ขึ้นมา ภายในแคว้นหยวนย่อมต้องมีความวุ่นวายอยู่แล้ว

      ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่มีระลอกคลื่นใดๆ จนสามารถรับรู้และระบุให้แน่ชัด แต่เช่นไรการผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน ย่อมไม่มีทางจะราบเรียบอย่างแน่นอน จะมีก็เพียงแต่ว่า จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง

      "ส่วนเจ้า จิ้งเย่จงศึกษาตัวด่านเป่ยจิงอย่างละเอียด และระดมผู้คนภายในกรมโยธาคิดค้น จัดสร้างอาวุธที่สามารถทำลายกำแพงด่านได้ออกมา"

      สิ้นรับสั่ง นอกเหนือจากใบหน้าที่ขาวซีด แม้แต่ดวงตาที่แจ่มใสฉายแววเฉลียวฉลาดของเจ้ากรมโยธาซุนจิ้งเย่ ก็พลันกลายสภาพเป็นหม่นหมองทันที ด้วยรับสั่งที่ตรัสกับตนนั้น มันช่างดูยากเย็นยิ่งกว่าปีนป่ายภูเขาสูง เพราะนอกจากจะต้องคิดให้ได้ ยังมีเงื่อนไขของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องอีก ซึ่งอย่างหลังนี้เอง ที่สร้างความเคร่งเครียดและร้อนรุ่มให้แก่ตน

      ด้านองค์เว่ยไท่หวงตี้ เห็นใบหน้าที่ดำคล้ำของเจ้ากรมโยธา ก็ทรงรับรู้ถึงความรู้สึกกดดันของเจ้ากรมโยธาซุนจิ้งเย่ จึงได้ตรัสออกมาว่า

      "เจ้าจงสบายใจได้ การที่ข้าสั่งไปไม่ว่าจะได้หรือไม่ ข้าล้วนแล้วแต่ไม่เร่งรัดเจ้า"

      "ฝะ..ฝ่าบาท กระหม่อมจะทุ่มเททั้งสติปัญญาและผู้คน เพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดหวังแก่ฝ่าบาทอย่างแน่นอนพะยะค่ะ"น้ำเสียงสั่นเครือของเจ้ากรมโยธาซุนดังออกมาทันที ด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ ที่ฝ่าบาททรงเข้าพระทัย ว่างานที่ทรงมอบหมายให้ตนนั้นยากเพียงใด ทั้งที่จริงพระองค์จะรับสั่งบังคับก็ย่อมได้ แต่นี่กลับทรงมีรับสั่งในเชิงว่า ต่อให้คิดค้นไม่ได้ก็จะไม่มีความผิด เมื่อเป็นเช่นนี้ไหนเลยที่ตน จะไม่รู้สึกซาบซึ้งใจในความเมตตากรุณาของพระองค์

      "เอาล่ะในเมื่อทุกคนรับรู้หน้าที่ของตนแล้ว ข้าก็จะบอกว่าเหตุใดถึงคิดจะบุกตีหยวนอีกครา"องค์เว่ยไท่หวงตี้ตรัสขึ้นมา ก่อนจะทรงหันพระพักต์ไปตรัสกับขันทีคนสนิทว่า

      "เจ้าจงสรุปใจความสำคัญในสาสน์ที่แม่ทัพเฉินส่งมาให้กับทุกคนได้ฟังหน่อยซิ"

      "พะยะค่ะฝ่าบาท"เฉากงกงขานรับ แล้วจึงหยิบสาสน์ขึ้นมาอ่านรอบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงอันดังว่า

      "จากข่าวที่แม่ทัพเฉินรายงานมา ก่อนหน้าที่อ๋องหยวนจะสิ้น แม่ทัพชิงอู่และปราชญพิศดารล้วนถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวง"ถ้อยคำประโยคนี้สำหรับเกาเว่ยนั้น กลับรู้สึกเฉยชาพลางคิดว่า เรียกตัวกลับแล้วจะเป็นไร ในเมื่ออำนาจสั่งการและแผนกลยุทธ์ยังสามารถกระทำได้ตามปกติ  แต่เมื่อได้ยินประโยคถัดมา แววตาถึงกับเต้นระริกและเข้าใจฝ่าบาทขึ้นมาทันที ว่าเหตุใดถึงได้ทรงคิดอ่านจะบุกตีหยวนอีกรอบ

      "เมื่อทั้งสองไปถึงเมืองหลวงได้ไม่กี่วัน แม่ทัพชิงอู่ก็ล้มป่วยลง ก่อนจะมอบตราคำสั่งกองทัพคืนแก่ราชสำนัก ส่วนปราชญ์พิศดารหลังจากพักอาศัยอยู่ที่เมืองหลวงได้เพียงไม่กี่วัน ก็ได้เดินทางกลับไปที่ชิงไห่ อีกทั้งยังมีข่าวลือว่าที่จริงแล้วแม่ทัพชิงอู่มิได้ป่วย แต่ถูกทางฮองเฮา ซึ่งตอนนั้นได้ขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทน บีบบังคับให้ยอมมอบตรา ปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่ก็ไม่ต่างกัน คล้ายถูกบังคับให้อภิเษกสมรสกับองค์ชายเทียนหลง"

      สิ้นถ้อยคำของเฉากงกง เสียงอุทานก็ดังขึ้นมาอีกคำรบ มีเพียงเกาเว่ยที่แค่นเสียง "เหอะ!.." ออกมาและแสยะยิ้ม ก่อนกล่าวว่า

      "ช่างโง่เง่าเต่าตุนยิ่งนัก มีของสูงค่าอยู่ในมือแท้ๆ กลับผลักไสออกห่างตัวเสียนี้"

      องค์เว่ยไท่หวงตี้ได้สดับ ก็ทรงตรัสออกมาด้วยความพอพระทัยว่า

      "ใช่แล้ว....ด้วยสองเรื่องนี้นี่เองที่ทำให้ข้าตัดสินใจยกทัพไปบุกตีหยวน เพราะเมื่อหยวนไร้ซึ่งบุคคลทั้งสอง ต้าเว่ยเราย่อมมีโอกาสกำชัยเป็นมั่นเหมาะ"

      "น่ายินดีๆยิ่งนักพะยะค่ะ"เสนาฯซ้ายหานและเจ้ากรมทั้งหก ต่างก็กล่าวคำแสดงความยินดีกับองค์เว่ยไท่หวงตี้ออกมา อีกทั้งแววตาของทุกผู้คน ต่างก็ฉายแววความมั่นใจขึ้นมาอีกอักโข

      "นอกเหนือจากเหตุผลอย่างที่กล่าวมา ยังมีเรื่องของทู่เจีย ที่ตอนนี้ยังหาผู้เป็นข่านสูงสุดไม่ได้ ดังนั้นข้าจึงคิดจะอาศัยโอกาสนี้บุกโจมตีหยวน มิเช่นนั้นหากเวลาผ่านเลยไป ทั้งหยวนและทู่เจีย มีความปึกแผ่นเมื่อไหร่ ต้าเว่ยคงไม่รอดพ้นจากการรุกรานจากทั้งสามทางเป็นแน่"

      เป็นไปตามที่พระองค์ทรงตรัส ทางตะวันออกแคว้นหยวน ทางเหนือทู่เจีย และทางตะวันตกซ่งหนู สามทิศสามทาง หากว่าในกาลต่อไป ทั้งสามแคว้นร่วมมือกัน ต้าเว่ยก็คงไม่พ้น กลายสภาพเป็นชิ้นเนื้ออันโอชะให้ผู้คนมารุมฉีกรุมทึ้งอย่างแน่นอน

      "ขอฝ่าบาททรงคลายพระทัย ไม่ว่าเช่นไรพวกข้ากระหม่อมล้วนแล้ว จะกระทำตามที่ฝ่าบาทรับสั่งอย่างเต็มกำลังพะยะค่ะ"เป็นเสนาฯซ้ายหานเอ่ยคำขึ้นก่อน ครั้นผู้อื่นได้ยินก็หนุนเสริม

      "ใช่แล้วพะยะค่ะ"

      "ดี!....เช่นนั้นหากผู้ใดมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ก็ให้รีบกล่าวออกมาข้าอนุญาติให้พวกเจ้ากล่าวได้อย่างเต็มที่"

      "พะยะค่ะ"

      ด้วยได้รับบทเรียนมาอย่างบอบช้ำจากการรบในคราก่อน รอบนี้แม้หยวนจะมีสภาพวุ่นวาย ด้วยขาดเสาหลักในการศึกเมื่อปีที่แล้วถึงสามคน แต่กระนั้นองค์เว่ยไท่หวงตี้ ก็ทรงคิดอ่านอย่างรอบคอบและรัดกุมมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

      แม้ว่าการเป็นผู้ยิ่งใหญ่เหนือผู้ใดในแผ่นดิน จะเย้ายวนใจมากเพียงใด แต่ครานี้หากไม่อาจหาวิธีที่จะรักษาจำนวนกำลังพล ให้สูญเสียน้อยที่สุดได้ พระองค์ก็จะทรงยอมอดกลั้น ไม่ส่งทัพไปบุกตีหยวน

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      หลังจากสิ้นสุดการไว้ทุกษ์สามสิบวัน แคว้นหยวนก็ได้มีการแต่งตั้งองค์ชายหยวนเทียนหลงขึ้นเป็นอ๋องหยวน พิธีการทุกอย่างล้วนถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่  ทุกที่ทางล้วนถูกประดับประดาไปด้วยโคมไฟและผืนผ้า มองไปทางใดก็มีแต่สีแดงสดใส

      การขึ้นเป็นอ๋องขององค์ชายเทียนหลง ล้วนแล้วแต่เป็นไปด้วยความราบรื่น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความตั้งใจทำงานอย่างแข็งขัน ของเสนาฯฟางและเจ้ากรมคลังสวี่เหอ ที่บัดนี้ยุติข้อกินแหนงแคลงใจกลายมาร่วมมือกัน เพื่อควบคุมและจัดการกับขั้วอำนาจอื่นในราชสำนัก จนเรียบๆร้อยๆ มิกล้าก่อกวนให้เกิดระลอกคลื่นอันใดได้อีก

      ตอนนี้เรียกได้ว่าอำนาจในราชสำนัก ไม่มีผู้ใดจะยิ่งใหญ่เกินไปกว่าองค์ฮองเฮา ที่บัดนี้ได้ขึ้นเป็นฮองไทเฮาแล้ว แต่กว่าจะเป็นเช่นนี้ได้ ก็ต้องทรงลงทุนลงแรงมากพอดู เพราะอำนาจสูงสุดของพระองค์ยังต้องทรงพึ่งพาผู้อื่นอยู่ถึงสี่ส่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทรงผลักดันสวี่หนันเฟย บุตรีของเจ้ากรมคลังสวี่เหอขึ้นเป็นฮองเฮา และรับสั่งให้อ๋องเทียนหลง ทรงยอมรับการแต่งตั้งเสนาฯฟางเป็นที่ปรึกษา

      จวนสกุลหลี่ เมืองชิงไห่

      "ฟะ..เฟิ่งซี ยะ..อย่าข้าขอร้อง"เสียงคำกล่าวปานจะขาดใจ ดังขึ้นมาจากภายในสวนของจวนสกุลหลี่

      "หึๆ...ทำไมข้าต้องทำตามที่เจ้าบอกด้วยล่ะ เพ่ยอิน"น้ำเสียงกย้ยหยัน แววตายังประดับไปด้วยความหิวกระหายอย่างไร้ซึ่งความสิ้นสุด

      เฟิ่งซีแลบลิ้นเลียที่ริมฝีปากไปมาคราหนึ่ง พร้อมๆกับก้าวสามขุมเข้าไปประชิดตัว เพ่ยอินเห็นดังนั้น จึงหันรีหันขวางเพื่อหาช่องทางหลบหนี แต่ทว่ายังไม่ทันไร มือของเฟิ่งซีก็คว้าหมับเข้าที่ข้อมือน้อยๆของนางอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะโน้มหน้าอ้าปาก ฉกตวัดชิวหาเข้าใส่และขบกัดในทันที

      "อ๊าย!...อย่านะ เจ้าบ้าเฟิ่งซี"

      "ฮ่าๆ...ขัดขืนไปก็ไร้ประโยชน์ ยอมข้าเสียดีๆเถอะเพ่ยอิน เจ้าจะได้ไม่ต้องเจ็บตัว"

      'แพล่บๆ' เสียงตวัดชิวหาดังขึ้นมาอีกรอบหลังเอ่ยเสร็จ โดยมิสนใจการขัดขืนของเพ่ยอินแม้แต่น้อย ด้วยแรงกายของเด็กหญิงหรือจะมาสู้เด็กชายได้

      ทุกคราที่เฟิ่งซีลงลิ้นเลีย ดวงใจดวงน้อยๆของนาง ก็มีอันต้องกระตุกดั่งมันจะขาดรอน ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างเคืองแค้นว่า

      "ฆ่าข้าให้ตายเสียเถอะ หากเจ้าจะทำเยี่ยงนี้กับข้า เจ้าบ้าเฟิ่งซี อึกๆ...."

      "ฮ่าๆ..."

      'โป๊ก!....'

      "โอ๊ย!...อ๊อย...อู๊ยย..."ได้หัวเราะอย่างสมใจยังไม่ทันไร เฟิ่งซีก็ต้องทรุดลงกับพื้นพร้อมกับกุมหัวร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ขณะคิดจะหันหลังกลับไปดูว่า เป็นผู้ใดกันช่างบังอาจนัก ถึงกับมาลอบทำร้ายนายน้อยตระหลี่ได้ หูก็พลันได้ยินว่า

      "ริอ่านทำตัวเป็นโจรชั่ว ใช้กำลังบังคับขู่เข็ญผู้คนอย่างนั้นเรอะ"คำกล่าวที่แสนเย็นชาดังขึ้น ทำให้เฟิ่งซีทราบแล้วว่าเป็นผู้ใดกัน ที่มาลอบทำร้ายตน ก่อนจะหันหลังไปเหลียวมองดูให้ชัดตา ภาพที่เห็นก็คือพี่สาวของตน หลี่เหมยฮวานั่นเองที่กำลังยืนจ้องมองตนตาเขม็ง โดยในมือข้างหนึ่งก็ถือว่าไว้ด้วยหนังสือที่ถูกม้วนเข้าหากัน ซึ่งคงเป็นสิ่งนี้อย่างแน่ๆ ที่ใช้ลอบทำร้ายตนเมื่อครู่

      "ก็นางอยากมายั่วข้าก่อนทำไมล่ะ"แม้ถ้อยคำจะดูแข็งขืน แต่น้ำเสียงที่เอ่ยออกมากลับฟังดูขลาด เขลาอยู่มิน้อย

      ด้านเพ่ยอินเมื่อรู้ว่าเป็นใครที่มาช่วย ก็ร้องเรียกพี่เหมยฮวาคำหนึ่ง ก่อนจะเบะปากน้ำตาคลอหน่วย โผวิ่งเข้าไปกอดสะอึกสะอื้น

      "โอ๋ๆ..ไม่ต้องร้องๆ นิ่งซะนะคนดี"ปากกล่าวอย่างนุ่มนวล แต่สายตากลับจดจ้องเขม็งไปยังเจ้าน้องชายตัวดีของนางอย่างไม่วางตา

      "เจ้าบอกว่านางยั่วเจ้า"

      "ใช่..นางยั่วข้า"

      "หึ...ถึงจะเป็นอย่างที่เจ้าว่าจริง แต่อย่างไรเจ้าก็ควรรู้จักระงับอารมณ์ ใยถึงกระทำการบ้าเถื่อนและรุนแรงถึงเพียงนี้ด้วย"เหมยฮวาไม่ว่าเปล่า ยังยกแขนเพ่ยอินชูขึ้นมา เพื่อให้เฟิ่งซีได้เห็นว่าข้อมือของนางข้างหนึ่งนั้นแดงระเรื่อ อันเกิดจากแรงบีบคั้นอย่างแรงจากเฟิ่งซี

      "กะ..ก็ ใครมันจะอดใจไหวล่ะ ใช่ว่านางจะยั่วข้าเพียงคราเดียว นี่นางยั่วข้าถึงสามสี่รอบ ขะ...ข้าก็..."ยังไม่ทันที่จะกล่าวจบเสียงตวาดแว้วจากปากน้อยๆของเพ่ยอินก็ดังสวนออกมาทันควัน

      "เจ้าบ้าเพิ่งซี ข้าไปยั่วเจ้าตอนไหนกัน อย่ามากล่าวหาข้านะ "พูดพลางใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาปอยๆ     

      "หู๊ย..ไม่ได้ยั่ว ท่าทางของเจ้าตอนนั้นมีแต่คนตาบอดเท่านั้นล่ะที่บอกว่าไม่ได้ยั่ว"

      "ก็ข้าบอกว่าไม่ได้ยั่ว"

      "ยั่ว.."

      "ไม่....ได้...ยั่ว" การโต้ตอบวิวาทะของทั้งสองดำเนินไปเพียงชั่วครู ก็ต้องหยุดลง เมื่อเหมยฮวาเข้ามาฉุดดึงเจ้าหมูน้อยเพ่ยอิน ที่คิดจะปรี่เข้าไปทุบตีอีกฝ่าย ด้วยโกรธจัดจนลืมประเมินกำลังของตนเอง ว่าไม่อาจสู้แรงเฟิ่งซีได้

      "เฟิ่งซี รีบมาขอโทษเพ่ยอินเดี๋ยวนี้" เฟิ่งซีได้ยินก็ทำตาโตเท่าไข่ห่าน ท่าทางบ่งบอกว่าไม่ยินยอมพร้อมใจ เหมยฮวาเห็นดังนั้นจึงได้เอ่ยสำทับอีกรอบ

      "เลือกเอาว่าระหว่างขอโทษตอนนี้ หรือจะให้ข้าไปบอกกับท่านแม่ว่าเจ้าแย่งน้ำแข็งแท่งเพ่ยอิน กิน"แค่ได้ยินว่าท่านแม่เฟิ่งซีถึงกับใบหน้าถอดสี ด้วยกลัวจะถูกลงโทษหนักที่ทำให้เพ่ยอินเจ็บตัว แต่กระนั้นด้วยถือดีว่าตนคือคุณชายน้อยแห่งตระกูลหลี่ เรื่องการกล่าวขอโทษต่อหน้าอิสตรีมันก็ยากจะยอมรับได้ อีกทั้งในความคิดของเฟิ่งซีเรื่องนี้หาใช่ตนผิดเพียงฝ่ายเดียว     

      ส่วนน้ำแข็งแท่งที่เหมยฮวาเอ่ยถึงนั้นก็คือ ไอติมปั่นหรือไอติมหลอดนั่นเอง แต่คำว่าไอติมออกเสียงยาก นางจึงได้ใช้คำว่าน้ำแข็งแท่งแทน เพื่อให้คนอื่นๆเรียกได้ง่ายๆ

      "ระ..เรื่องแค่นี้เองใยต้องไปรบกวนท่านแม่ด้วย ท่านพี่ก็น่าจะรู้ ว่าแต่ละวันท่านแม่ยุ่งวุ่นวายขนาดไหน"

      "ถ้าไม่อยากรบกวนท่านแม่ เจ้าก็รีบกล่าวคำขอโทษเพ่ยอินเสียซิ"แม้จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด แต่ในใจกลับนึกขันน้องชายตน  จะเอ่ยขอร้องนางตรงๆก็ไม่ยอมพูดออกมา ยังจะมาวางมาดพูดจาอ้อมค้อม หาทางลงเพื่อให้ตนเสียหน้าน้อยที่สุด  ช่างฉลาดนักนะเจ้าปีศาจน้อย

      "ข้า...ขอโทษเจ้าด้วยเพ่ยอิน"คำพูดแม้จะตะกุกตะกักไปบ้างแต่ก็ยังได้ยินชัดเจน กระนั้นพอเข้าหูเพ่ยอิน นางก็แค่นเสียง 'ฮึ'ขึ้นจมูกคราหนึ่งแล้วจึงสะบัดหน้าไปอีกทาง คล้ายไม่ยอมรับคำขอโทษของอีกฝ่าย เหมยฮวาจึงได้ย่อตัวลงกล่าวข้างหูนางว่า

      "ยอมยกโทษให้เฟิ่งซีเถอะนะ อินเอ่อร์" แม้เหมยฮวาจะช่วยพูด แต่เพ่ยอินยังคงไม่ยอม เหมยฮวาเห็นดังนั้นจึงกล่าวอีกรอบพร้อมทั้งใช้สิ่งของเข้าหลอกล่อ

      "หากเจ้ายอมยกโทษให้เฟิ่งซี ข้าผู้เป็นพี่สาวของเขา ก็จะชดเชยให้เจ้าโดยการทำน้ำแข็งแท่งให้ 

ทานทุกวัน เป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ติดต่อกันเช่นนี้ดีหรือไม่"ได้ยินว่าจะได้กินน้ำแข็งแท่งที่ทั้งเย็นและหวาน เพ่ยอินถึงกับหูผึ่งเหลือบตามาทางด้านเหมยฮวาอยู่แว่บหนึ่ง ก่อนจะทำหน้าแง่งอนต่อ เหมยฮวารู้แล้วว่าเริ่มได้ผล จึงเพิ่มข้อเสนอที่เย้ายวนใจสำหรับเพ่ยอินเข้าไปอีก

      "สองล่ะ.."พอคำว่าสองหลุดออกจากปาก เหมยฮวาก็รู้สึกว่าตนเองคงตาฝาดไป ที่เห็นใบหูของเจ้าหมูน้อยเพ่ยอินกระดิกได้

      "สาม..."หลังจากกรอกตาไปมาเพื่อขบคิด ในที่สุดเพ่ยอินก็มิอาจนิ่งเฉยได้ ยอมเอ่ยปากต่อรองออกมา

      "ตกลงสาม ข้าจะทำให้เจ้ากินวันล่ะสามไม้เป็นเวลาเจ็ดวันติดต่อกัน ว่าอย่างไร..หือ"สิ้นคำเพ่ยอินก็กระหยิ่มยิ้มย่องผยักหน้างึกๆด้วยความพึงพอใจเป็นอย่างที่สุด แต่ยังไม่วายเอ่ยอีกว่า

      "เริ่มวันนี้เลยได้ไหมเจ้าคะ พี่เหมยฮวา"ได้ฟังเหมยฮวาถึงกับหลุดหัวเราะ ก่อนจะส่ายหน้ายิ้มๆ

      "เจ้านี่นะ ...ได้...เริ่มตั้งแต่วันนี้"

      เมื่อได้ฟังเพ่ยอินก็ยอมรับการขอโทษจากเฟิ่งซีในทันที ก่อนจะเข้ามาออเซาะเหมยฮวาให้รีบทำให้นางทาน

      ฝ่ายเฟิ่งซีก็ถึงกับเป่าปากออกมาด้วยความโล่งอก ที่ไม่ต้องถูกท่านแม่ลงโทษ เมื่อเห็นว่าเพ่ยอินคิดฉุดลากพี่สาวของตนไปทำน้ำแข็งแท่งให้ทาน ก็ส่งสายตาละห้อยเพื่อให้พี่สาวตนเห็นใจ ยอมให้ตนเองได้มีส่วนร่วมด้วย

      แม้คราแรกเหมยฮวาคิดจะทำใจแข็งลงโทษเฟิ่งซี โดยการให้อดกินน้ำแข็งแท่ง แต่เมื่อได้เห็น สายตาอ้อนวอนจากน้องชาย นางก็ต้องใจอ่อนยวบ

      "เอาเถอะ ถือว่าเป็นการให้รางวัลที่เจ้ายอมรับและสำนึกผิดในสิ่งที่กระทำลงไป แต่ได้แค่เพียงหนึ่งไม้เท่านั้นนะ"พอได้ยินเฟิ่งซีถึงกับยิ้มแก้มปริ รีบเข้ามาประจบ เพ่ยอินเห็นก็ทำเสียงฮึคำหนึ่ง ก่อนจะเชิดหน้าไปอีกด้าน ด้วยยังโกรธอีกฝ่ายอยู่

      เรื่องการทำน้ำแข็งแท่งหรือไอติมหลอดนั้น เกิดจากการที่เหมยฮวานึกอยากหาของทานเล่นคลาย ร้อน ในช่วงหน้าร้อนที่จะมาถึง เพราะปกติของทานที่ใช้คลายร้อนถ้าไม่ใช่ น้ำหวานหรือน้ำผลไม้คั้น  ผสมน้ำแข็ง ก็จะเป็นน้ำแข็งทุบละเอียดราดด้วยน้ำเชื่อมแบบ น้ำแข็งไส

      ซึ่งน้ำแข็งที่ว่านี้ก็นำมาจากแม่น้ำ ที่น้ำจับตัวกันแข็งในช่วงหน้าหนาวนั่นเอง ก่อนจะนำมาเก็บ รักษาไว้ในห้องใต้ดิน ซึ่งทุกบ้านที่มีฐานะดีล้วนมีกัน

      แต่ด้วยเพิ่งทดลองทำและโลหะประเภททองเหลืองที่ใช้ทำอุปกรณ์นั่นหายาก จึงทำให้ถังที่ทำมีขนาดเล็ก สามารถทำไอติมหลอดได้คราวละไม่กี่แท่งและใช้เวลาพอดู ดังนั้นเมื่อทำออกมาจึงแบ่งให้ได้แค่ไม่กี่คน ซึ่งนี้เองที่เป็นมูลเหตุทำให้เกิดการทะเลาะกันของเด็กทั้งสอง

      ทุกคราที่ทำ จะแจกจ่ายให้ได้คนละไม้ แต่ครานี้เซียนสือไม่ได้มาด้วย เพราะต้องติดตามท่านพ่อของตนหรือก็คือท่านน้าซ่งอี้เข้าไปในเมือง ทำให้น้ำแข็งแท่งเหลือเศษหนึ่งอัน เหมยฮวาจึงได้เอาให้แก่เพ่ยอิน เพราะเห็นว่าอายุน้อยสุด

      เมื่อเฟิ่งซีและเพ่ยอินได้น้ำแข็งแท่ง ก็พากันมากินที่สวนหลังตึก ผ่านไปเพียงชั่วครู่ก็ทานหมด แต่ทว่าเพ่ยอินยังเหลืออีกอัน ระหว่างจะกัดกินก็เหลือบไปเห็นสายตาละห้อยของเฟิ่งซีที่ยังอยากกินอีก นางจึงคิดอยากจะแกล้ง จึงได้ค่อยๆแทะค่อยๆเลียทีละนิด

      เพียงไม่นานเฟิ่งซีก็อดรนทนไม่ไหว ต้องเอ่ยปากร้องขอให้ตนได้ทานด้วย แต่เพ่ยอินก็ทำหูทวนลม ยังคงค่อยๆแทะค่อยๆกินดังเดิม สุดท้ายเฟิ่งซีก็เลยลงมือแย่งชิงจนเกิดการทะเลาะกันดั่งที่เหมยฮวาเห็น  

      นี่เองที่ว่าทำไมเฟิ่งซีจึงบอกว่าเพ่ยอินยั่วตนตอนที่เหมยฮวาถาม ซึ่งก็คือการกินยั่วนั่นเอง ส่วนคำกล่าวของเพ่ยอินที่ว่า ให้ฆ่านางเสีย ก็เพราะปกติขนมและของหวาน ก็เป็นที่ชื่นชอบของเด็กทุกๆคนอยู่แล้ว โดยเฉพาะเพ่ยอินที่เห็นเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่ คงไม่เกินเลยไปนักที่จะกล่าวว่า ของกินนั้นสำคัญกว่าชีวิตของนางเสียอีก

      ระหว่างที่เหมยฮวากำลังจะพาทั้งสองไปทำน้ำแข็งแท่งทาน ไห่ถังก็เดินเข้ามาหา แม้จะรักษาท่าที สำรวม แต่กลับซอยฝีเท้าถี่ยิบ อีกทั้งแสดงความตื่นตระหนกออกมาทางใบหน้าอย่างชัดเจน

      "นายท่านให้มาเรียกไปพบเจ้าค่ะคุณหนู"

      "พอรู้หรือไม่ว่าเรื่องใด"เหมยฮวาเอ่ยถามทันที เมื่อฟังคำบอกของไห่ถังจบ

      "คล้ายมีคนจากเผ่าหุยเกอมาขอพบเจ้าค่ะ"พอทราบเท่านี้เหมยฮวาถึงกับถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง เพราะไม่ว่าจะคิดไปในทางใด ก็คิดไม่ออกว่ามันจะเป็นเพียงแค่การมาขอพบปะตามธรรมดา  

      ด้วยปกติตั้งแต่มีการติดต่อการค้ากับเผ่าหุยเกอ ไม่เลยแม้ซักครั้งเดียวที่คนของเผ่าหุยเกอจะเดินทางมาหาถ้าไม่จำเป็น ด้วยเหตุผลข้อนี้เองถึงได้ทำให้ไห่ถังที่คุ้นเคยกับกิจการของสกุลหลี่ถึงกับวิ่งหน้าตาตื่นมาบอกนาง

      จริงอยู่ที่ตระกูลหลี่นั้น มีความเกี่ยวโยงกับเผ่าหุยเกอทั้งทางด้านการค้าและสายเลือดที่สืบทอดมาจากท่านย่า แต่กระนั้นก็ไม่ต้องถึงรอบที่นางจะต้องไปพบปะ เพราะการเจรจาการค้ามีเพียงแค่ท่านพ่อของนางก็เพียงพอแล้ว ส่วนการที่ว่าอาจเป็นเครือญาตินั้นคงต้องตัดทิ้ง เพราะมิได้ตามตัวเฟิ่งซีไปพบด้วย  

      สุดท้ายก็ขอได้แต่หวังว่าจะเป็นปัญหาแค่เรื่องการค้า มิใช่ปัญหาที่ใหญ่ยิ่งเกี่ยวพันไปถึงระดับสูงมากกว่านี้ ระหว่างกำลังนึกใคร่ครวญ เหมยฮวาก็มารู้สึกตัวว่าถูกสะกิดที่ต้นแขน จึงได้ก้มหน้าลงไปมองดู เห็นเพ่ยอินกำลังตีหน้าเศร้า ด้วยรู้ว่าคงอดกินน้ำแข็งแท่งในวันนี้แล้วแน่ๆ

      "ข้าคงต้องผิดสัญญากับเจ้าตั้งแต่วันแรกเสียแล้วล่ะ อินเอ่อร์"เหมยฮวาเอ่ยได้แค่นี้ ใบหน้าที่เศร้าสร้อยของเพ่ยอินก็พลันซีดขาว คล้ายดั่งโลกทั้งใบทลายลงต่อหน้านางก็มิปาน ด้วยลึกๆแล้วนางยังหวังไว้ว่าจะได้กินวันนี้อยู่ เพียงแต่ต้องรอหลังจากพี่เหมยฮวาของนางจัดการธุระแล้วเสร็จ ตะ..แต่นี้ท่านพี่เหมยฮวากลับมากล่าวคำนี้ ขะ..ข้ามิอาจรับได้

       เหมยฮวาเห็นดังนั้นก็ไม่รู้จะขบขันหรือเห็นใจดี แต่ที่แน่ๆนางรู้สึกผ่อนคลายจากเรื่องที่ไห่ถังบอกกับตนเมื่อครู่นัก  

      "พี่ไห่ถัง จดจำวิธีทำน้ำแข็งแท่ง ที่ข้าเคยทำให้ดูในคราวก่อนได้หรือไม่"

      "จำได้เจ้าค่ะคุณหนู ทำไมหรือเจ้าคะ"

      "อย่างนั้นข้าคงต้องรบกวนให้ พี่ไห่ถังช่วยทำแทนข้าแล้วล่ะ พอดีข้าสัญญาไว้ว่าจะทำให้กับทั้งสองทานกัน"ปฏิกิริยาของทั้งเพ่ยอินและเฟิ่งซี ที่ดูเศร้าสลดเมื่อครู่หายไปจนหมดสิ้น เมื่อได้ฟังคำพูดของเหมยฮวา ส่วนไห่ถังถึงกับละล่ำละลั่กรับคำ

      "มิได้ๆ ขอคุณหนูอย่าได้เอ่ยคำนี้ได้หรือไม่เจ้าคะ ข้าน้อยไหนเลยจะรับไหว"

      "เอาล่ะตกลงตามนี้ พวกเจ้าทั้งสองติดตามพี่ไห่ถังไปก็แล้วกัน ไว้ข้าเสร็จสิ้นธุระเมื่อไหร่จะตามไป"

      "ขอรับ/เจ้าค่ะ"เสียงรับคำดังขึ้นพร้อมๆกับใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มของทั้งสอง ก่อนจะรีบเข้าไปฉุดดึงไห่ถังที่คุกเข่าอยู่กับพื้นให้ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเจ้าตัวแทบหลุดอุทานออกมาด้วยความตกอกตกใจมิได้  

      ขณะเหมยฮวาหันหลังเตรียมตัวจะเดินไปยังตึกหน้า หูก็ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กทั้งสอง ที่ต่างก็พูดจาปรึกษากันอย่างออกรสออกชาติ ว่าตนจะให้ไห่ถังทำน้ำแข็งแท่งรสไหนให้ดี ไม่ว่าจะเป็นรสบ๊วย รสนมหรืออื่นๆอีกหลายรส ทำให้ผู้รับฟังอย่างเหมยฮวาถึงกับมีรอยยิ้มขึ้นอีกครา

      นี่แหละหนาเด็ก ทั้งที่เมื่อครู่ยังทะเลาะกันอย่างเป็นเอาตาย ตอนนี้กลับเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ช่างน่าอิจฉาเสียจริงๆ 

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      เมื่อเดินไปใกล้จะถึงตึกหน้าอันเป็นที่ตั้งของห้องรับแขก เหมยฮวาก็ต้องนึกแปลกใจ ด้วยมิมีสุ่มเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากภายในห้องรับแขกเลย ไหนว่ามีผู้คนมาขอพบ แล้วนี้ทำไมจึงเงียบสงัดดั่งกับว่าไม่มีผู้ใดอยู่

      ทว่าเมื่อมาถึงนางก็เข้าใจในทันที ว่าเหตุไฉนจึงได้เงียบนัก แม้จะมีผู้คนอยู่ภายในถึงสิบคน แต่ว่าทุกคนต่างก็นั่งนิ่งไม่ไหวติงดั่งรูปปั้น กระนั้นบนใบหน้าของทุกผู้คนก็แสดงออกถึงความกระวนกระวายคล้ายว่า แต่ละคนต่างก็มีเรื่องหนักใจที่เฝ้ารอการแก้ไขออย่างเร่งด่วน

      "ท่านพ่อ ข้าขออนุญาตเจ้าค่ะ"คำพูดดังออกไป ก็ทำให้ทุกคนต้องหันมามองยังหน้าประตูในทันทีที่ยินเสียง ใบหน้าที่กระวนกระวายมึนตึงก็มลายหายสิ้น แต่ก็มีท่าทีที่แตกต่างกัน โดยทางด้านท่านพ่อของนาง ท่านอาไจ่เต๋อและพ่อบ้านหวังดูจะดีใจเป็นอย่างยิ่งที่นางมา ส่วนทางด้านคนของเผ่าหุยเกอกลับมองดูนางด้วยความสงสัยปนประหลาดใจ

      เหตุที่สงสัยและประหลาดใจก็เพราะคิดไม่ถึงว่า ที่ปรึกษาของตระกูลหลี่จะเป็นเพียงหญิงสาวนางหนึ่ง อีกทั้งยังดูเยาว์วัย คาดว่าไม่น่าจะถึงยี่สิบปีด้วยซ้ำ นี่เป็นไปได้อย่างไรกัน

      "ดีๆ...รีบเข้ามาๆ.."ไป่หลงทั้งร้องเรียกและกวักมืออันอวบอ้วนให้นางเข้าไปมาหาในทันที

      เมื่อเหมยฮวาเอ่ยรับคำจบ ก็ก้าวเดินเข้าไปหาท่านพ่อของนางซึ่งอยู่ด้านในสุดโดยทันที แต่ระหว่างทางก็ใช้หางตาชำเลืองดูผู้คนที่บอกว่ามาจากเผ่าหุยเกอทั้งเจ็ดเพื่อสังเกตุและจับพิรุธ

      ในจำนวนคนทั้งหมด มีอยู่เพียงแค่สองคนเท่านั้น ที่นางดูจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะชำเลืองดูถึงสองคราด้วยกัน บุคคลแรกวัยราวสามสิบปี แต่งกายด้วยผ้าเนื้อดีจากจงหยวน ก่อนคลุมทับด้วยเสื้อขนสัตว์อีกชั้น ใบหน้าไว้เครารกครึ้ม แต่ก็พอเดาได้ว่าโครงหน้าภายใต้หนวดเครานั้น คงสวยได้รูปเป็นอย่างยิ่ง ส่วนที่ว่าทำไมถึงกับต้องแลดูซ้ำ ก็เพราะว่าคนผู้นี้มีดวงตาเป็นสีฟ้าและผมเป็นสีทองนั่นเอง

      ซึ่งเป็นลักษณะของผู้คนที่อยู่ในแถบพื้นที่ๆภพก่อนของนางเรียกว่ายุโรปนั่นเอง และยังเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า คนกลุ่มนี้มาจากเผ่าหุยเกออย่างแน่นอน เพราะมีแค่เพียงเผ่าหุยเกอเท่านั้นที่ผู้คนภายในเผ่ามีความหลากหลายในทางชาติพันธุ์

      ส่วนอีกคนมีวัยราวสี่สิบปีมีใบหน้าพื้นเพธรรมดา แต่งตัวคล้ายผู้ติดตาม แต่กระนั้นกลับมีสิ่งหนึ่งที่ขัดกัน ก็คือท่วงท่า และการวางมือวางเท้าล้วนแฝงไว้ด้วยความมีอำนาจบารมี ซึ่งคนเช่นนี้นะหรือจะเป็นเพียงแค่ผู้ติดตามตัวแทนของเผ่าเล็กๆเผ่าหนึ่งในมองโกล

      เมื่อเหมยฮวาเข้าไปยืนข้างๆไป่หลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยังไม่ทันเอ่ยปากแนะนำตัวนาง บุรุษตาสีฟ้าผมสีทองก็กล่าวแทรกขึ้นมาอย่างกะทันหันว่า

      "ช้าก่อนท่านไป่หลง เมื่อที่ปรึกษาของท่านได้มาแล้ว แต่ว่าก่อนที่จะมีการเจรจากันเกิดขึ้น ข้ามีเรื่องที่จะขอร้องท่านจะได้หรือไม่"

      "ฮืม..เชิญท่านตูไกกล่าวมาได้อย่างเต็มที่"

      "ดี.. ข้าต้องการให้ภายในห้องนี้เหลือเพียงฝ่ายละสองคน และเจรจากันเป็นการลับ"คำพูดที่บุรุษตาสีฟ้าผมสีทองหรือก็คือฮูตูไก ผู้เป็นตัวแทนของเผ่าหุยเกอบอกกล่าวออกมา แม้จะบอกว่าเป็นการร้องขอ แต่น้ำเสียงกลับมิต่างจากออกคำสั่งบังคับ ทำให้ไป่หลงรู้สึกไม่ใคร่จะพอใจขึ้นมา แต่ก็ยังรักษาท่าที เอ่ยตอบตกลงด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม

      ส่วนไจ่เต๋อและพ่อบ้านหวัง แม้จะเอ่ยปากคัดค้านด้วยกังวลถึงความปลอดภัย  แต่เมื่อมิอาจขัดคำสั่งของไป่หลงผู้เป็นนายได้ จึงต้องยอมล่าถอยออกไปอย่างไม่มีทางเลือก

      ด้านคนของเผ่าหุยเกอทั้งห้า ซึ่งได้ออกไปรออยู่ก่อนหน้าแล้ว เมื่อเห็นว่าผู้คงภายในหลงเหลืออยู่ตามจำนวนที่ผู้เป็นนายต้องการ ก็รีบเร่งจัดการกับประตูหน้าต่างที่เปิดไว้ให้ปิดลง ก่อนจะเข้ามายืนประจำการที่หน้าประตู ทำตัวประหนึ่งดังองครักษ์เฝ้าอารักขา

      "ต้องเสียมารยาทแล้วท่านไป่หลง"คำกล่าวนี้แตกต่างจากคำพูดที่เอ่ยขึ้นเมื่อก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง เพราะเจือไปด้วยความจริงใจอย่างแท้จริง ก่อนจะลุกขึ้นยืนและถดถอยกายไปยังด้านหลังของชายที่แต่งกายคล้ายผู้ติดตาม พลางกล่าวแนะนำตัวชายคนดังกล่าวให้ทั้งเหมยฮวาและไป่หลงได้ทราบ

      "ท่านผู้นี้ก็คือ ท่านทัวมู่เหอ"จบการแนะนำของฮูตูไก ไป่หลงถึงกับเผลอแสดงความตื่นตระหนกออกมาทางใบหน้า ส่วนเหมยฮวานั้นก็ไม่ต่างกันเพียงแต่ยังคงเก็บสีหน้าอันเรียบเฉยไว้ได้ดั่งเดิม

      แม้จะไม่เคยรู้จัก แต่เมื่อคนผู้นี้ใช้แซ่นำหน้าว่า 'ทัว' ทุกผู้คนที่อาศัยอยู่หรือเกี่ยวข้องกับท้องทุ่งหญ้าย่อมต้องให้ความสำคัญมากขึ้นอีกถึงเจ็ดส่วน เพราะแซ่ทัวมีเพียงเหล่าเชื้อพระวงศ์ของข่านแห่งมองโกลเท่านั้นที่ใช้กัน

      "ข้าทัวมู่เหอ ยินดีที่ได้พบท่านหลี่"ทัวมู่เหอกล่าวแนะนำตัวพร้อมกับกำมือขวายกขึ้นมาแนบอก แสดงถึงการให้เกียรติแก่ไป่หลงอย่างถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้

      "มิได้ๆ ข้าไหนเลยจะรับไหว"ไป่หลงลุกขึ้นยืนประสานมือตอบรับ แม้จะสะกดอาการพลุ่กพล่านของตนไว้ได้หลังจากเผลอแสดงออกไป แต่กระนั้นก็ยังมีร่องรอยให้สืบสาวด้วยอาการติดประหม่าเล็กๆให้ผู้คนได้รับรู้

      ความรู้สึกแตกตื่นในครานี้หาใช่เป็นเพราะอีกฝ่ายเป็นชนชั้นสูงของมองโกล ทว่ากลับเป็นเรื่องของการค้าของตระกูลหลี่เสียมากกว่า จากคราแรกที่คาดคิดว่าคงเป็นเพียงแค่ปัญหาที่เกิดกับเผ่าหุยเกอ แต่ตอนนี้ไฉนกลับกลายมาเป็นเรื่องระดับแคว้นไปได้

      ส่วนเหมยฮวาที่ยืนก้มหน้านิ่ง ก็ถึงกับคิดใคร่ยกมือมาลูบหน้าพร้อมๆกับกุมขมับ ไม่ผิดจากที่นางคิดอ่านเอาไว้เลย เค้าลางของปัญหาเริ่มมองเห็นชัดเจนขึ้นทุกที เพราะถ้าไม่มีเรื่องที่สำคัญมากจริงๆ ชนชั้นอย่างเช่นทัวมู่เหอ ไหนเลยจะมาปรากฏตัวยังที่นี่ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายมากพอดู

      การเดินทางจากมองโกลมาหยวน ต้องผ่านทู่เจีย แม้จะไม่ถึงขั้นเป็นอริกัน แต่ก็มิได้เป็นมิตร ทั้งสองแคว้นทำตัวไม่ต่างจากน้ำบ่อไม่ยุ่งเกี่ยวกับน้ำคลอง ต่างคนต่างอยู่ และไม่มีการไปมาหาสู่กันในแทบทุกด้าน จะยกเว้นก็เพียงเผ่าหุยเกอที่ทำการค้าขาย จึงจำเป็นต้องติดต่อกัน แต่ก็เป็นไปในลักษณะแบบผิวเผินหาได้แนบแน่นไม่ เมื่อท่านมีเงินจ่ายก็สามารถใช้เส้นทางได้ ส่วนเรื่องข้อพิพาทก็เป็นเพียงในระดับเผ่าเท่านั้น ซึ่งสามารถสะสางกันเองได้

     ในดินแดนหัวเซี่ยที่ประกอบไปด้วยทั้งสี่แคว้น มองโกลนับได้ว่ามีจำนวนไพร่พลและดินแดนมากที่สุด แต่ในด้านอาวุธยุทโธปกรณ์กลับอยู่รั้งท้าย เพราะขาดแคลนซึ่งแร่โลหะที่จะนำมาผลิต ผิดกับอีกสองแคว้นที่มีความเป็นอยู่คล้ายคลึงกันอย่างเช่นซ่งหนูและทู่เจีย ด้วยมีเขตแดนติดกับจงหยวน จึงสามารถขวนขวายหาช่องทางนำสินแร่ต่างๆจากจงหยวนมาผลิตอาวุธเสริมอานุภาพกองทัพ แม้คุณภาพและจำนวนจะมิอาจเทียบเทียมแคว้นในภาคกลาง แต่ก็เลิศเรอมากกว่ามองโกล

      ส่วนในด้านการปกครองนับว่าแปลกแยกจากแคว้นอื่น ด้วยแคว้นมองโกลเกิดขึ้นมาจากการควบรวมกันของเผ่าเล็กๆหลายร้อยเผ่า จุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือพึ่งพากันซึ่งกันและกัน มิให้ถูกแคว้นที่ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งกว่ารอบๆกลืนกิน

      จากคราแรกที่ควบรวม แม้จะยินยอมยกให้เผ่ามองโกลเป็นผู้นำ เพื่อเป็นการให้เกียรติด้วยป็นผู้ริเริ่มความคิดนี้ ทว่าเมื่อต้องถ่ายโอนอำนาจทั้งหมดให้แก่ผู้นำสูงสุด ผู้นำเผ่าต่างๆในขณะนั้น กลับไม่ยินยอม ด้วยเหตุผลที่ว่าพวกตนมิได้เข้ามาสวามิภักดิ์ ใยต้องถ่ายโอนอำนาจในมือให้ไปด้วย

      เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เลยทำให้การเจรจาควบรวมในครานั้นล้มเลิก ทว่าทุกๆเผ่าก็ต้องกลับมาคิดทบทวนใหม่ เพราะอาณาจักรต้าซือที่อยู่ทางด้านตะวันตก คิดจะแผ่อิทธิพลมายังท้องทุ่งหญ้า โดยเฉพาะมองโกลที่ดูจะร้อนรนมากกว่าเผ่าใด ด้วยมีอาณาเขตติดกัน สุดท้ายเพื่อความอยู่รอดมองโกลถึงกับยอมทุกอย่างเท่าที่สามารถยอมรับได้ เพื่อให้การควบรวมเกิดขึ้น

      ไม่ว่าจะเป็นการยอมให้ทุกเผ่ายังคงปกครองตนเองเหมือนเดิม ส่วนการถ่ายโอนอำนาจจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีข้าศึกมารุกราน และจะต้องคืนอำนาจให้เมื่อจบศึก หรือจะยอมเป็นหนังหน้าไฟ ยกให้ชื่อมองโกลเป็นชื่อแคว้นใหม่ เพราะเผ่าอื่นๆต่างคิดคล้ายกันว่า หากใช้ชื่อมองโกลออกหน้า เวลาต้าซือคิดชำระความ ผลย่อมตกอยู่แก่เผ่ามองโกลเสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนพวกตนแม้จะโดนด้วย แต่คงไม่หนักหนา อีกทั้งยังสามารถอ้างได้ว่าถูกบีบบังคับให้เข้าร่วม ซึ่งบางทีข้ออ้างนี้อาจใช้ได้ผล จนพวกตนหลุดรอดจากการถูกเอาโทษจากต้าซือก็ได้

      แต่ว่าสวรรค์ยังเข้าข้างเผ่ามองโกลอยู่บ้าง หลังจากการสถาปนาแคว้นมองโกลเพียงไม่นาน เผ่าเล็กเผ่าน้อยอื่นๆต่างเสนอตัวขอเข้าร่วมอย่างมากมาย ด้วยรับทราบถึงข้อตกลงดังกล่าว เมื่อเป็นเช่นนี้ดินแดนมองโกลที่เคยมีเพียงแค่หยิบมือในทางเหนือสุด ก็ขยายใหญ่ขึ้นสุดลูกหูลูกตา จนสร้างความหวั่นเกรงแก่ต้าซือ ถึงกับต้องมาคิดทบทวนและล้มเลิกความคิดขยายดินแดนไปในที่สุด

      ทว่าด้วยข้อตกลงข้อนี้เอง ที่ทำให้มองโกลถูกมองว่าเด่นรับมิเด่นรุก แม้ต้องการจะขยายดินแดนมากเพียงใด ก็มิอาจมีความมั่นใจว่าจะประสบชัยได้ เพราะการรุกรานไม่ตรงกับเงื่อนไขที่ต้องถ่ายโอนอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จให้แก่ผู้นำ ซึ่งเท่ากับว่าผู้ใต้บังคับบัญชามีสิทธิ์ที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งได้ทุกเมื่อ ซึ่งเรื่องนี้นับว่าสำคัญอย่างยิ่งยวดในกองทัพ หากว่ามีโอกาสจะเกิดขึ้นเพียงน้อยนิด กองทัพนั้นย่อมจะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะคิดต่อกรใคร

      ส่วนที่ว่าเหตุใดถึงได้ร่วมมือกับซ่งหนูรุกรานทางด้านตะวันตกของต้าเว่ย ก็เพราะหน้าที่หลักของทัพมองโกลเน้นที่การก่อกวนและสนับสนุน ส่วนซ่งหนูรับผิดชอบทัพหน้า ดังนั้นความเสียหายอย่างหนักๆย่อมยังไม่ถึงรอบของทัพมองโกล รวมทั้งเป้าหมายของซ่งหนูกับมองโกลก็แตกต่างกัน ซ่งหนูต้องการดินแดน มองโกลต้องการทรัพย์สิน ข้อเสนอดีๆเช่นนี้ จะมีผู้ใดบ้างจะบอกปัดได้ลง

      ซ่งหนูเข้าปะทะ พวกตนเข้ากลุ้มรุม ครั้นเมื่อกวาดทรัพย์สินจนพอใจ ก็สามารถสะบัดก้นจากไปได้ทุกเมื่อ โดยไม่ต้องมาคอยหวั่นใจว่าเมื่อใดจะเจอทัพใหญ่ของต้าเว่ยยกมาโต้ตอบให้สูญเสียผู้คนมากมาย อันเกิดจากการตรึงพื้นที่

      "ข้าได้รับคำสั่งจากท่านข่านทัวเอ่อกุน ให้เดินทางมาในฐานะตัวแทนของท่านข่าน เพื่อขอเข้าพบท่านปราชญ์และองค์ธิดาเทพ"เสียงของทัวมู่เหอดังขึ้น หลังจากนิ่งเงียบอยู่นานนับตั้งแต่จบการแนะนำตัว คล้ายเป็นการเว้นช่วงให้คู่สนทนา มีเวลาสงบสติอารมณ์ให้นิ่งพอที่จะรับฟังคำพูดถัดไปของตน

      พอได้ฟังจุดมุ่งหมายของอีกฝ่าย ไป่หลงก็เหลียวมองไปทางด้านเหมยฮวาแว่บหนึ่ง คล้ายไต่ถามว่าธิดาเทพคือผู้ใด ด้านเหมยฮวาก็เข้าใจความหมายของท่านพ่อนางที่หันหน้ามามองตน จึงได้ส่ายหน้าเบาๆ สื่อว่านางก็ไม่ทราบเช่นกัน

      "ข้าต้องอภัยท่านมู่เหอด้วย หากเอ่ยถึงท่านปราชญ์ทางเราย่อมรู้จัก แต่องค์ธิดาเทพนี้ ข้ากลับนึกไม่ออกว่าเป็นผู้ใด"

      ได้ฟังคำของไป่หลง ดวงตาของทัวมู่เหอถึงกับเปล่งประกายอำมหิต ด้วยนึกว่าอีกฝ่ายคิดปิดบังตน เพราะจากที่ให้ตามสืบข่าวเรื่องขององค์ธิดาเทพ ทุกข้อมูลต่างชี้ชัดว่าพำนักอยู่ที่จวนสกุลหลี่ ทว่าเมื่อออกปากถามเจ้าคหบดีอ้วนตรงหน้ากลับโยกโย้เล่นลิ้น บอกว่าไม่รู้จักเสียนี่ ดูซิหากจับตัวเจ้าไปทรมานยังจะปากแข็งเช่นนี้อยู่อีกไหม

      "ท่านหลี่โปรดนึกตรองดูอีกคราเถอะ บางทีอาจลืมเลือนไปก็ได้"เป็นฮูตูไกที่รับรู้สถานะการณ์ จึงได้สอดปากกล่าวแทน เพื่อให้ทัวมู่เหอได้มีเวลาสงบสติอารมณ์ที่กำลังคุกกรุ่นให้คลายลง

      "เฮ่อ..เรื่องนี้ข้าก็จนด้วยปัญญาจริงๆ นึกเช่นไรก็นึกไม่ออกว่าเป็นผู้ใดกัน"สีหน้าท่าทางที่แสดงออกมาระหว่างพูด บ่งบอกว่าอีกฝ่ายไม่ทราบจริงๆ หาได้เป็นการแสแสร้งไม่ ทำให้ทัวมู่เหอที่กำลังไม่พอใจ กลับมานึกตรึกตรองดูว่า ข่าวที่ได้มามีปัญหาอยู่ที่ใดกันแน่

      "ขออภัยเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าธิดาเทพที่ท่านเอ่ยถึงมีลักษณะเช่นไร"คำถามเรียบง่ายที่เหมยฮวากล่าว กลับทำให้ทัวมู่เหอและฮูตูไก คล้ายกับถูกของหนักๆกระแทกเข้าที่หน้าอย่างจัง ก่อนจะหันมามองหน้าอีกฝ่าย ทั้งในใจก็คิดอ่านดุจเดียวกันว่า

      'นั่นนะสิ ธิดาเทพมีลักษณะเช่นไร'

      จะว่าไปคงจะโทษผู้ใดมิได้ ด้วยงานด้านการข่าวของชาวมองโกล มิได้ถูกตั้งขึ้นเป็นหน่วยงาน หากอยากได้ข่าวที ก็ค่อยจัดตั้งขึ้นมาที ซึ่งรูปแบบเช่นนี้ก็เกิดขึ้นกับทู่เจียและซ่งหนูด้วย

      ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะอุปนิสัยของชนเผ่าเร่ร่อนนั้นเป็นคนเปิดเผย ไม่ชอบกระทำเรื่องลับหลัง แม้จะถูกค่อนขอดว่าเป็นพวกสับปลับ แต่หากจะกล่าวให้ถูกคงจะเรียกว่า เป็นการกระทำตามอำเภอใจเสียมากกว่า เมื่อไม่ชอบก็ไม่กระทำ ไฉนต้องใส่ใจวาจาของผู้คนด้วย

      งานของสายสืบ ในสายตาของชาวนอกด่าน ดูไม่ใช่วิสัยของผู้กล้านัก ที่ชอบกระทำตัวลับๆล่อๆคอยแอบฟังเรื่องของผู้อื่นแล้วเอามาโพนทะนา ดังนั้นหากไม่มีความจำเป็นจริงๆ ชาวนอกด่านจะไม่มีทางยอมลดตัวมาทำหน้าที่นี้เป็นอันขาด

      ทว่าเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จึงมักเป็นสาเหตุที่ทำให้ข้อมูลที่ได้ไม่ครบถ้วน ต้องอาศัยการกลั่นกรองและปะติดปะต่อเรื่องราวเข้าด้วยกันเอง อย่างเช่นกรณีของธิดาเทพ ที่ทราบแค่เพียงชื่อสถานที่ และชื่อบุคคลต่างๆเพียงไม่กี่คนเท่านั้นเอง  ดังนั้นเมื่อเจอคำถามที่ให้อธิบายเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของธิดาเทพ จึงมิอาจบอกกล่าวออกมาได้

      ซึ่งเรื่องธิดาเทพคงต้องเริ่มต้นมาจากที่นาหลันนาเยี่ยข่านตกลงใจทำตามคำแนะนำของจูฟ่งกง แรกเริ่มหลังจากที่คณะของหย่งเป่าเดินทางกลับ นาหลันนาเยี่ยข่านก็มีคำสั่งเร่งจัดสร้างประรำพิธี โดยให้เหตุผลว่าเพื่อบวงสรวงบูชาฟ้าดินและเทพหมาป่า พร้อมทั้งประกาศวันที่จะกระทำพิธีออกไป

      ครั้นถึงวันทำพิธีบวงสรวง ทุกๆอย่างก็ดำเนินตามจารีตปฏิบัติ บูชาสิ่งที่ให้ความเคารพทั้งสาม ระหว่างที่ทุกคนนึกว่าพิธีกรรมได้จบลงแล้ว จึงคิดจะแยกย้าย นาหลันนาเยี่ยข่านกลับไม่ลงจากประรำพิธี ทั้งยังคุกเข่ากล่าวร่ายถ้อยคำเสียยืดยาว เกี่ยวกับฤทธานุภาพของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสาม แล้วค่อยเผยอาหารที่เรียกว่าชีส ให้ผู้คนจำนวนมากได้ดูชม ก่อนจะเล่าเรื่องที่จูฟ่งกงร่างเนื้อหาไว้ให้พูด ทั้งที่มาและสรรพคุณของชีส จนสร้างความฮือฮาไปทั่ว ทั้งยังมีประโยคหนึ่งของนาหลันนาเยี่ยที่กล่าวว่า

      'ด้วยฟ้าดินทรงเมตตา เทพหมาป่าทรงคุ้มครอง และธิดาเทพทรงการุณ ที่ทรงประทานสิ่งของที่เปรียบประดุจดั่งอาหารทิพย์ มาให้ข้านาหลันนาเยี่ย เพื่อให้ข้าได้ช่วยเหลือชาวทู่เจียมิต้องทนหิวโหยและอดอยากอีกต่อไป'

      แม้คำที่กล่าว จะไม่มีคำใดสื่อถึงเรื่องเหนือธรรมชาติเลย หากได้นึกตรองตาม ทว่าเมื่อนำไปบอกเล่าต่อ เนื้อหาข้อความก็ย่อมต้องมีผิดเพี้ยนขาดหาย เพื่อเติมเต็มในส่วนที่ขาดหาย จึงต้องเสริมแต่ง

      เมื่อเสริมแต่งก็ต้องหาเหตุผลมารองรับให้ดูน่าเชื่อถือ ซึ่งการทำให้คำพูดตนให้น่าเชื่อถือนี้เองที่เป็นตัวสร้างปัญหา เพราะหากผู้เล่ามิอาจหาเหตุผลมาอธิบายได้ ย่อมต้องหยิบยกสิ่งที่เหนือธรรมชาติเข้ามาร่วม ซึ่งคำที่ว่านั้นก็คือ สวรรค์นั่นเอง

      ด้วยคำว่าสวรรค์ เป็นคำเดียวที่ไม่ต้องการเหตุผลหรือที่มาเพื่อรองรับ คำๆนี้สามารถอธิบายได้ด้วยตัวของมันเอง และผู้รับฟังถึงไม่เชื่อแต่ก็ไม่กล้าถกเถียง เพราะจะกลายเป็นหมิ่นละเมิด ในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนให้ความเคารพ สุดท้ายก็กลายเป็นที่ลือกันต่างๆนานา

         นอกจากคำพูดดังกล่าว ยังมีละครอีกฉากให้ผู้คนได้ชมดู โดยการนำรูปปั้นอิสตรีที่มีใบหน้างดงามและอ่อนช้อย ไม่ว่าผู้ใดได้มองล้วนรู้สึกถึงความอบอุ่นใจ และรู้สึกถึงความโอบอ้อมอารี มาตั้งบนโต๊ะตั่งในประรำพิธี

      ซึ่งสิ่งนี้เป็นฝีมือของจูฟ่งกงแอบจัดสร้างเอาไว้ ก่อนจะนำมาเปิดเผยในวันนี้ พร้อมกับคำกล่าวป่าวประกาศของนาหลันนาเยี่ยข่าน ที่แต่งตั้งรูปปั้นอิสตรีที่ถูกเรียกขานว่า ธิดาเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ เป็นอีกหนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวทู่เจียควรให้ความเคารพและบูชา นอกเหนือจากฟ้าดินและเทพหมาป่า เพื่อเป็นการแสดงถึงความรสำนึกในบุญคุณ ที่ธิดาเทพเมตตามอบชีสมาให้ชาวทู่เจีย

      แม้ตอนแรกจะมีผู้นึกคัดค้าน แต่ว่ายิ่งเวลาผ่านไปผู้คนก็ยิ่งยอมรับ เพราะตามสรรพคุณที่นาหลันนาเยี่ยข่านบอกเอาไว้ว่า ชีสจะไม่มีวันเน่าเสีย ซึ่งก็เป็นจริงดั่งที่กล่าวมา

      เจ็ดวันก็แล้ว สิบวันก็แล้ว ชีสก็ยังไม่เน่าเสีย นับว่าเท่านี้ก็เพียงพอที่จะเชื่อถือได้ เพราะถ้าเทียบกับสิ่งที่ทำจากนม ปกติก็เพียงเก็บไว้ได้แค่ไม่กี่วัน นี้ผ่านมาสิบกว่าวันก็ยังไม่บูดเน่า นับตั้งแต่นั้นมาผู้คนในเผ่าของนาหลันนาเยี่ยข่าน ก็เป็นกลุ่มคนแรกๆที่ให้ความเคารพนับถือองค์ธิดาเทพ ก่อนความเชื่อนี้จะแพร่ขยายออกไปยังเผ่าอื่นๆในภายหลัง

      ฝ่ายทั้งสามข่านเมื่อได้ยินข่าวคราแรก ต่างก็หัวเราะเยาะกับการกระทำที่ดูมิต่าง จากทารกอมมือของนาหลันนาเยี่ยข่าน บ้างก็ถึงกับเย้ยหยันว่า นาหลันนาเยี่ยข่านคงจะวิกลจริตไปแล้วถึงกับสร้างรูปปั้นอิสตรีมาบูชา

      ทว่าเพียงไม่นาน เรื่องที่น่าขบขันในสายตาข่านทั้งสาม ก็เริ่มจะไม่น่าขบขันอีกต่อไป เมื่อมีข่าวลือต่างๆนานาในเผ่าของตน ไม่ว่าจะเป็น นาหลันนาเยี่ยข่านคือผู้ที่สวรรค์ส่งมาเพื่อปกครองทู่เจีย หรือนาหลันนาเยี่ยข่านคือคนดี ไม่เช่นนั้นสวรรค์คงไม่เลือกให้เป็นตัวแทน เพื่อมาทำหน้าที่ช่วยเหลือปัดเป่าความมอดอยากให้หายไปหรอก

      เท่านี้ข่านทั้งสามถึงกับเต้นผ่าง ถึงกับออกคำสั่งห้ามผู้คนมิให้เอ่ยถึงเรื่องธิดาเทพ ไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด นอกจากห้ามยังจัดเตรียมสถานที่เรียกผู้คนมาฟังคำอันเป็นข้อเท็จจริง ว่าชีสตนก็ได้รับมา แต่มิใช่จากธิดาเทพ หากเป็นสิ่งที่รับมอบมาจากตระกูลหลี่ในแคว้นหยวน แต่ยิ่งอธิบายก็ยิ่งถูกมองไปในทางไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นหลบหลู่ธิดาเทพบ้าง อิจฉาบ้าง ซึ่งความรู้สึกนี้เกิดขึ้นกับผู้คนที่ปักใจเชื่อในข่าวลือ

      ส่วนคนที่ยังไม่ยอมปักใจเชื่อในข่าวลือ เมื่อได้ฟังคำชี้แจงในวันนั้น กลับเริ่มเอนเอียง เพราะหากว่าได้รับมาแล้วตั้งแต่แรก ใยไม่ประพฤติตนดั่งเช่นนาหลันนาเยี่ยข่าน ที่แสดงความกตัญญูรู้คุณ โดย การยกย่องและให้ความเคารพแก่ผู้ที่มอบสิ่งนี้ ที่ไม่ต่างจากของวิเศษจากสรวงสวรรค์มาให้ แต่นี้กลับนิ่งเฉยและไม่บอกกล่าวแก่ผู้ใด คงคิดจะฮุบเอาไว้คนเดียวเสียมากกว่า ช่างเห็นแก่ตัวยิ่งนัก

      หลังจากการชี้แจ้งแก่ผู้คนในวันนั้น สถานะการณ์กลับตาลปัตร ความน่าเชื่อถือในตัวของข่านทั้งสามหดหายไปมากโข แม้ทหารคนสนิทจะไม่กล้ารายงานความรู้สึกในด้านลบของผู้คนภายในเผ่าให้รับทราบ แต่จากสายตาที่มองมาก็สื่อให้รู้เป็นอย่างดี

      นับว่าข่านทั้งสามเดินหมากผิด ตั้งแต่เริ่มต้นเพราะไปสั่งห้ามก่อน ตามวิสัยของมนุษย์ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ อีกทั้งหลายคนยังเคยเห็นเจ้าสิ่งที่เรียกว่าชีสก่อนหน้านี้ด้วย เพราะหลังจากโหมกระพือข่าวลือ จูฟ่งกงก็ส่งผู้คนออกไปลักลอบแจกจ่ายชีสในพื้นที่ของข่านทั้งสาม เพื่อให้ได้เห็นกับตาว่ามันเก็บไว้ได้นานไม่เน่าเสียจริงๆ เพียงเท่านี้ทุกผู้คนบนท้องทุ่งหญ้า ก็พร้อมที่จะยอมเชื่อข่าวลืออื่นๆนอกเหนือจากนี้ว่าเป็นความจริงแล้ว

      เมื่อไม่อาจทำอย่างไรได้ ข่านทั้งสามจึงได้ส่งตัวแทนไปยังเผ่าของนาหลันนาเยี่ยข่าน เพื่อทักท้วงที่อีกฝ่ายใช้แผนการหลอกลวงและแอบอ้าง ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อหวังว่านาหลันนาเยี่ยข่านจะรู้สึกอับอายเสื่อมเสียศักดิ์ศรี จนยอมถอนตัวจากการช่วงชิงตำแหน่งข่านสูงสุด

      เรื่องเช่นนี้หากเกิดขึ้นในจงหยวน คงเป็นเรื่องที่เรียกเสียงหัวร่อได้ครืนใหญ่ ทั้งยังจะถูกวาจาเสียดสีว่ามีที่ใดกัน แค่ใช้การหลอกลวงและแอบอ้าง จะถึงขึ้นต้องล้มเลิกความคิดขึ้นเป็นใหญ่ ทว่าในทู่เจียที่ยึดถือเรื่องศักดิ์ศรีมากที่สุด การกระทำดังกล่าวก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนคิดถอนตัวแล้ว

     แต่เมื่อตัวแทนกลับมา ข่านทั้งสามก็แทบกระอักเลือด ด้วยนาหลันนาเยี่ยข่าน นอกจากไม่แก้ต่าง ทั้งยังกล่าวให้ฟัง พร้อมท้าให้ไปตรวจสอบไต่ถามกับคนผู้อื่นได้ ว่าคำพูดของตนในวันนั้น มีคำไหนบ้างที่หลอกลวง สิ่งที่ลือๆกันดั่งเช่นทุกวันนี้ล้วนแล้วแต่เป็นความสำคัญผิดกันไปเองของผู้คน

      ซึ่งหลังจากตรวจสอบและไต่ถามแทบทุกคนภายในเผ่าของนาหลันนาเยี่ยข่านและเผ่าข้างเคียง ก็พิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง ไม่ว่าจะเป็นคำตอบที่คล้ายคลึงกัน ที่ทำให้ชี้ชัดว่าในวันนั้นคำพูดที่พูดคือคำกล่าวเช่นนี้ และทุกคำล้วนไม่มีคำไหนที่จะหลอกลวงและแอบอ้าง

      สิ้นคำรายงานพร้อมๆกับการทรุดลงนั่งอย่างหมดเรี่ยวแรงของผู้ฟัง ข่านทั้งสามต่างก็อับจนปัญญาที่จะแก้ไขคล้ายๆกัน เพราะวิธีที่จะแก้ได้คงมีทางเดียว ก็คือให้นาหลันนาเยี่ยข่านออกมากล่าวชี้แจงแก่ผู้คน

      ทว่าหากเป็นเช่นนั้นจริงคงมีแต่คนเสียสติเท่านั้นที่ยอมทำ นอกจากจะใช้การบังคับ แต่จะบังคับด้วยสิ่งใด ในเมื่อต่อให้ร่วมมือกันทั้งสามข่าน ยกทัพไปบดขยี้อีกฝ่าย ก็ยากจะแลเห็นซึ่งชัยชนะ เพราะผู้คนในกองกำลังตน ล้วนหวั่นไหวไปในข่าวลือมากกว่าครึ่ง ยังไม่รวมถึงธนูพันลี้ที่ร้ายกาจดุจเทพสร้างอีกหนึ่งสิ่ง ที่ทำให้กองกำลังของนาหลันนาเยี่ยข่านดูเหนือกว่าพวกตนขึ้นไปอีก

      ระหว่างที่ข่านทั้งสามของทู่เจียคิดหาวิธีแก้ไข ข่าวลือก็แพร่กระจายไปถึงดินแดนของมองโกล ซึ่งมีข่าวหนึ่งที่ทำให้ผู้นำเผ่าต่างๆถึงกับนั่งไม่ติด นั่นก็คือข่าวลือที่ว่า

      'นาหลันนาเยี่ยข่านคือผู้ที่สวรรค์ส่งมาปกครองทุ่งหญ้า'

      ผู้นำเผ่าที่มีเขตแดนอยู่ติดกับทู่เจียกว่าสิบเผ่า พอได้ฟังก็เร่งส่งคนไปร้องต่อข่านมองโกลให้หาทางจัดการ เพราะคำว่าทุ่งหญ้า ย่อมหมายความรวมถึงแดนเหนือทั้งหมด ทั้งทู่เจียและมองโกล เท่ากับว่าข่าวลือนี้สร้างความสั่นสะเทือนเลือนลั่นไปทั่วท้องทุ่งหญ้า แม้แต่จูฟ่งกงยังต้องตระหนกที่แผนการของตนจะส่งผลกระทบในวงกว้างขนาดนี้

      นี่เองจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ทัวเอ่อกุนข่าน ส่งทัวมู่เหอลักลอบเดินทางเข้ามายังแคว้นหยวน เพราะหลักจากที่รวบรวมข้อมูลต่างๆที่พอจะหาได้ ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นข้อมูลจากข่าวลือ ด้วยมองโกลและทู่เจีย ล้วนต่างคนต่างอยู่ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน ทำให้การสืบหาข้อมูลในทู่เจียสร้างความลำบากมากมายนัก   

      สุดท้ายหลังจากกลั่นกรองข้อมูลต่างๆเท่าที่ทำได้ ก็ได้รับรู้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับชีสมากที่สุด ซึ่งก็คือแคว้นหยวน ตระกูลหลี่ ปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่ และธิดาเทพ แต่เพราะเหตุการณ์เร่งด่วน ต้องรีบเร่งดำเนินการ จึงขาดข้อมูลในเชิงลึกมากกว่าชื่อบุคคลและสถานที่ อีกทั้งต่างคาดคิดว่าขอเพียงไปยังตระกูลหลี่ แม้ไม่อาจพบเจอแต่ก็น่าจะมีข้อมูลให้ได้สืบสาว

      ต่อมาทัวมู่เหอก็เดินทางไปยังเผ่าหุยเกอ  เพื่อให้จัดตั้งคณะพ่อค้าขึ้นมา เพราะมีเพียงปลอมเป็นพ่อค้าเท่านั้น ถึงจะสามารถเล็ดลอดผ่านทู่เจียเข้าไปยังแคว้นหยวน ได้โดยไม่ต้องถูกตรวจสอบมากนัก

      ก่อนจะทราบในภายหลังว่า เผ่าหุยเกอกับตระกูลหลี่ มีการติดต่อคบค้ากันอยู่เนื่องๆ จึงยิ่งง่ายเข้าไปอีกที่จะทำให้การเดินทางเล็ดลอดผ่านทู่เจียและด่านของแคว้นหยวนอย่างสะดวก

      ส่วนด้านเหมยฮวา เหตุที่ไม่ทราบว่าธิดาเทพคือใคร ทั้งที่ลือกันอย่างครึกโครม ที่นอกด่านนานนับเดือน ก็เพราะตระกูลหลี่ต้องเก็บเนื้อเก็บตัว ด้วยมีความสนิทชิดเชื้อกับผู้คนภายในกองทัพของนาหลันนาเยี่ยข่าน ทั้งยังมีตำแหน่งสูงด้วย ซึ่งจะเป็นใครไปมิได้ถ้ามิใช่ จายาตู อาเช่อปาและอีกหลายสิบคน ที่สมัยก่อนเคยพักอาศัยอยู่ที่ตระกูลหลี่

      ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด คิดว่าตระกูลหลี่อาจมีแผนการใดเพื่อช่วยเหลือนาหลันนาเยี่ยข่าน จนทำให้การเจรจาเกิดล่ม เหมยฮวาจึงได้สั่งให้คนของตระกูลหลี่ทั้งหมดห้ามเหยียบย่างไปนอกด่าน และเก็บตัวอยู่ภายในจวนรอคอยผลของการเจรจาเท่านั้น อีกทั้งสภานะการณ์นอกด่านก็ไม่ปกติจึงไม่มีผู้คนทั่วไปเดินทางออกไป

      ส่วนคณะพ่อค้าอื่นๆทั้งในและนอกจงหยวนก็เช่นเดียวกัน ที่ไม่อาจแบกรับค่าใช้จ่ายที่มากมายไหว รวมทั้งเรื่องของความปลอดภัย จึงงดการจัดตั้งขบวนสินค้าที่ต้องใช้เล้นทางในทู่เจีย ดังนั้นเมื่อไม่มีการเข้าออกของผู้คน ข่าวคราวทุกอย่างจึงมิต่างจากถูกตัดขาดไม่อาจแพร่กระจายเข้ามาในจงหยวน

      "อะ...เอ่อ..นางเป็นอิสตรี"หลังจากหายมึนงง ฮูตูไกก็โพล่งออกมา ก่อนจะอยากกัดลิ้นฆ่าตัวตายให้รู้แล้วรู้รอด วาจาช่างเหลวไหลยิ่งนัก ธิดาเทพก็ย่อมต้องเป็นหญิงอยู่แล้วจะให้เป็นชายได้อย่างไร ช่างน่าอับอายๆยิ่งนัก

      ทัวมู่เหอถลึงตาใส่ฮูตูไกคราหนึ่ง ที่ทำตนมิต่างจากตัวตลกให้ผู้คนขบขัน ก่อนจะเอยว่า

      "เท่าที่ข้ารู้มา ธิดาเทพคือผู้ที่มอบวิธีทำชีสให้แก่ทู่เจีย และพำนักอาศัยอยู่ในตระกูลหลี่ อันเป็นสถานที่เดียวกับท่านปราชญ์แห่งชิงไห่"

      'เพี๊ยะ'

      "โอ้....."ฟังเท่านี้เหมยฮวาถึงกับลืมตัวเสียกิริยา ฟาดฝ่ามือเข้าหากันดังสนั่น ทั้งร้องครางออกมา ในใจก็คร่ำครวญว่า

      'นาหลันนาเยี่ยข่านเล่นข้าเข้าให้แล้ว'

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 190 ครั้ง

107 ความคิดเห็น

  1. #1652 yukai (@yukai) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 16 มกราคม 2558 / 14:20
    ชอบตอนบรรยาย เด็กสองคนแย่งไอติมกันอ่ะ



    ถ้าไม่ใช่เด็ก  คงคิดไปไกล แล้ว 5555555
    #1652
    0
  2. #1626 คนเพรียว (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 11 มกราคม 2558 / 16:09
    รออ่านอยู่น้า ลุ้นระทึกเหยวฮวาเอ๋ยจะถูกต้มยำทำแกงรึเปล่าละเนี่ย
    #1626
    0
  3. #1625 finfish6624 (@finfish6624) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 11 มกราคม 2558 / 01:05
    โอ้วววว  ข่าวลือไปกันใหญ่  



    ไร้ท์สู้ๆ  มาต่อเร็วๆ น๊าาา
    #1625
    0
  4. วันที่ 10 มกราคม 2558 / 23:07
    ไม่ได้เข้ามาอ่านตั้งนาน ปรากฏว่าอ่านแป๊บๆก็ตามทันแล้ว ยังไม่สะใจเลย กำลังสนุก เป็นเรื่องที่อ่านแล้วหยุดไม่ได้ ไรเตอร์เก่งมากที่คิดเหตุการณ์ต่อเนื่องได้เป็นฉากๆขนาดนี้ นับถือๆ
    #1624
    0
  5. วันที่ 10 มกราคม 2558 / 23:06
    ไม่ได้เข้ามาอ่านตั้งนาน ปรากฏว่าอ่านแป๊บๆก็ตามทันแล้ว ยังไม่สะใจเลย กำลังสนุก เป็นเรื่องที่อ่านแล้วหยุดไม่ได้ ไรเตอร์เก่งมากที่คิดเหตุการณ์ต่อเนื่องได้เป็นฉากๆขนาดนี้ นับถือๆ
    #1623
    0
  6. #1621 1964 (@leng1964) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 10 มกราคม 2558 / 15:37
    แก้เผ็ดคืนเลยนะเหมยฮวา คนเจ้าเล่ห์อย่าปล่อยไว้เดี๋ยวผลร้ายจะย้อนกลับมาหาเรา นี่เริ่มมีผลมากระทบแล้วคงไม่หยุดแค่นี้แน่
    #1621
    0
  7. #1617 R E D M o o n (@rain-pattara) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 9 มกราคม 2558 / 23:03
    อ่า....ไรท์รีบมาอัพต่อเร็ว
    #1617
    0
  8. #1616 ADA_AS (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 9 มกราคม 2558 / 22:56
    เอาชื่อเสียงไปแอบอ้างสร้างฐานอำนาจขนาดนี้ ฟ้อง! เอ้ย หาทางเอาคืนหนักๆเลยนะท่านปราชญ์
    #1616
    0
  9. วันที่ 8 มกราคม 2558 / 22:37
    โดนเล่นเเล้ว เหมยเอ๋อร์
    #1615
    0
  10. #1614 Poowadeh Suwannarat (@poohero) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 8 มกราคม 2558 / 09:11
    ไรท์ครับรีด.รอด้วยความหวังมาต่อ.ด่วนเลย
    #1614
    0
  11. #1613 jue (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 8 มกราคม 2558 / 06:28
    ธิดาเทพ เอ้ย..น้องเหมย จับนาหลันนาเยี่ยข่านหมกส้วมเลยนะ สู้ๆ โทษฐานงอกงานให้ซะงั้น
    #1613
    0
  12. #1612 สุกัญญา (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 8 มกราคม 2558 / 00:41
    โอ๊ะไรท์มาต่ออีกได้ใหมค่ะมันค้างค่ะได้โปรด ขอบคุณค่ะไรท์
    #1612
    0
  13. #1611 Shadow Rune (@kanyaphak085) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 7 มกราคม 2558 / 21:38
    กว่าจะเก็ทนะท่าน ฮ่าๆๆ
    #1611
    0
  14. #1610 inasba (@nassang) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 7 มกราคม 2558 / 21:07
    โดนเล่นเข้าให้แล้วไงงละ
    #1610
    0
  15. #1609 paple92164 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 7 มกราคม 2558 / 20:51
    หายไปนานๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ และก็ขอบคุณคะที่ยังไม่ทิ้งกัน
    #1609
    0
  16. #1608 paple92164 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 7 มกราคม 2558 / 20:51
    หายไปนานๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ และก็ขอบคุณคะที่ยังไม่ทิ้งกัน
    #1608
    0
  17. #1607 Nong'Pleum (@babygang02) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 7 มกราคม 2558 / 19:54
    ขอบคุนคับบ
    #1607
    0
  18. #1605 คนเพรียว (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 7 มกราคม 2558 / 18:19
    ไปจัดการนาลันนาเยี่ยเล้ย

    ลุ้นพระเอกมาจากเผ่ามงโกล
    #1605
    0
  19. #1604 namiinc21 (@naminc21) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 7 มกราคม 2558 / 17:42
    ไรท์เคยบอกว่าพระเอกอยู่ต้าเว่ย และไรท์บอกว่าไม่อยากให้นางเอกยุ่งเกี่ยวกับวังหลัง แล้วมีตอนที่ทหารหยวนที่เหมยฮวาส่งไปเผาเสบียงพวกต้าเว่ย แล้วมีทหารต้าเว่ยพูดถึงนักแสดงหญิงงามแต่แท้จริงเป็นชายที่อยู่ต้าเว่ย หรือจะเป็นคนนี้นะ>< หรือเราจะคิดลึกเกินไป กิกิ ความคิดเห็นส่วนตัวนะค่ะ
    แต่ใจจริงเค้าเชียร์ หย่งเป่านะ สู้ๆค่ะไรท์
    #1604
    0
  20. #1603 Moda (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 7 มกราคม 2558 / 17:28
    อัพเรยๆๆ หนักอธิบายก็ไมีเป็นไรจ้า ถ้าเข้ากับเนื้อเรื่องตอนนั้น ก็ช่วยเพิ่มอรรถรสได้นะ
    #1603
    0
  21. วันที่ 7 มกราคม 2558 / 11:27
    หึหึ
    #1601
    0
  22. #1600 Phirena (@phirena) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 7 มกราคม 2558 / 11:16
    เริ่มใจเอนเอียงไปทางทัวมู่เหอ จะใช่หนุ่มคนนี้ไหมน้า~ รอลุ้นต่อไป อิอิ
    #1600
    0
  23. #1599 ซาลาสซา (@sasalassa) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 7 มกราคม 2558 / 10:54
    อานะ ข่าวลือที่ทำให้ตัวเองกลายเป็นเทพธิดา... มันน่าโบกหัวเจ้าคนต้นคิดให้คว่ำจมโคลน
    #1599
    0
  24. #1598 wkaew (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 7 มกราคม 2558 / 10:43
    เชียร์รัชทายาทของต้าเว่ยให้เป็นพระเอกนะค่ะ รอลุ้นว่าใคร
    #1598
    0
  25. วันที่ 7 มกราคม 2558 / 10:15
    ไปคิดบัญชีกะนาหลันนาเยี่ยเลย!!
    #1597
    0