ปราชญ์หญิงพลิกแผ่นดิน

  • 99% Rating

  • 23 Vote(s)

  • 159,693 Views

  • 2,075 Comments

  • 2,286 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    367

    Overall
    159,693

ตอนที่ 46 : ปฐพีลุกเป็นไฟ-3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5283
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 118 ครั้ง
    25 ม.ค. 58

     

      ปฐพีลุกเป็นไฟ - 3

      "พวกข้าต้องการบุกโจมตีเมืองฉงชิ่ง"

      สุ่มเสียงแข็งกร้าวที่เปล่งออกจากปากของบุรุษผู้มีส่วนสูงเพียงเจ็ดเซี๊ยะ ซึ่งสวมชุดรัดกุมที่ตัดเย็บจากหนังสัตว์ บ่งบอกให้รู้ว่าห้ามปฏิเสธความต้องการนี้โดยเด็ดขาด ยังผลให้ชายชราวัยหกสิบเศษที่นั่งอยู่หัวโต๊ะถึงกับขมวดคิ้ว ก่อนที่จะยกมือเป็นเชิงห้ามปรามผู้ติดตามทั้งสามคน ที่แสดงอาการไม่พอใจอย่างมากออกมา ได้เอ่ยวาจาโต้แย้งผู้กล่าว

      "ท่านข่านน้อย นี่ไม่เท่ากับเราเดินตามแผนที่พวกต้าเว่ยวางไว้หรอกหรือ"

      ได้ฟังคำของชายชรา บุรุษผู้มีส่วนสูงเพียงเจ็ดเซี๊ยะหรือท่านข่านน้อยก็แค่นเสียงดังเหอะคราหนึ่ง ก่อนจะปรากฏรอยยิ้มที่เย้ยหยันขึ้นบนใบหน้า

      "หากบนโลกมีแผนการเช่นนี้บ่อยๆ คงจะดีมิใช่น้อย พวกท่านว่าจริงหรือไม่"คำกล่าวประโยคนี้เรียกเสียงหัวเราะจากผู้คนอื่นได้ครืนใหญ่ ก่อนจะมีชายหน้าตาดุดันร่างกายสูงใหญ่เกือบแปดเซี๊ยะ กล่าวสนับสนุนท่านข่านน้อย ทัวปาจิ่น ผู้นำทัพของเผ่ามองโกล

      "ใช่แล้ว แผนการของต้าเว่ยในครานี้ นับว่าช่วยเหลือพวกเราทุ่นแรงไปมากโข ฮ่าๆ.."

      ชายชราคิดอ้าปากแย้ง แต่ก็ถูกสอดคำจากบุรุษรูปร่างสะโอดสะอง แต่กลับทำให้ผู้คนรู้สึกไม่ใคร่จะสนิทใจทุกคราที่พบปะ ด้วยมีใบหน้าเรียวยาวและดวงตาเล็กหยีที่หลุกหลิกอยู่ตลอดเวลา

      "ขอท่านอู๋โหย่ว อย่าได้บ่ายเบี่ยง ท่านก็น่าจะทราบดีว่าความร่วมมือของเราท่านเกิดจากสิ่งใดกัน"

      เพราะอะไรก็เพราะข้าต้องการดินแดน ส่วนพวกละโมบโลภมากอย่างพวกเจ้าต้องการเพียงแต่เงินทองอย่างไรล่ะ แม้ชายชราผู้มีนามว่า อู๋โหย่ว ผู้เป็นประมุขของเผ่าซ่งหนูซึ่งไม่พอใจเป็นอย่างมากจนด่าทออีกฝ่ายในใจ แต่ก็ยังคงเก็บอาการนั้นไว้ไม่ให้เปิดเผยออกมาทางสีหน้า

      "จริงอยู่ที่ทัพหลักของพวกต้าเว่ย จะอยู่ที่เมืองฉงชิ่ง แต่จะช้าหรือเร็ว ก็ย่อมต้องปะทะกันอยู่วันยังค่ำเช่นนี้ไม่ดีหรือ พอทัพหลักแตก การที่จะตีเมืองอื่นที่มีกำลังทหารอันน้อยนิดและกำลังเสียขวัญ ย่อมง่ายดายประดุจพลิกฝ่ามือ"

      คำกล่าวของบุรุษร่างกายสะโอดสะองยังคงดังขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อให้อู๋โหย่วคล้อยตาม เมื่อทัวปาจิ่นเห็นว่าอีกฝ่ายยังปิดปากแน่น ไม่เอื้อนเอ่ยซักทีจึงได้กล่าวข้อเสนอของตนออกมาเพื่อให้ตัดสินใจง่ายขึ้น

      "จะว่าอย่างไรท่านอู๋โหย่ว หากท่านตกลง พวกข้าจะมอบคนของเราจำนวนสี่หมื่น ให้เข้าร่วมกับทัพหน้าของท่าน"

      ใช่แล้วสิ่งนี้นี่แหละที่ข้าต้องการ คิดจะปะทะกับทัพหลัก พวกเจ้าสุขสบายปล่อยให้ข้าลำบากอยู่คนเดียวได้อย่างไร แม้จะคิดยินดีในใจแต่อู๋โหย่วกลับเอ่ยว่า

      "โอ้..ใยท่านข่านน้อยกล่าวเช่นนี้ หากว่าเกิดการสูญเสียผู้คนมากมาย ข้าคงไม่อาจมีคำกล่าวใดไปบอกกับท่านข่านได้แน่ ด้วยข้าเคยตกปากรับคำว่า จะให้ทัพมองโกลทำหน้าที่สนับสนุนเท่านั้น"

      "เหอะ..."บุรุษผู้มีใบหน้าดุดันถึงกับแค่นเสียงออกมาให้ได้ยินเมื่อฟังจบ ส่วนทัวปาจิ่นและชายรูปร่างสะโอดสะอง ต่างคิดมิต่างกันว่า เจ้าเฒ่าเจ้าเล่ห์ หากไม่มีข้อเสนอนี้ มีรึที่เจ้าจะยอมเปิดปาก นึกส่วนนึกมิอาจแพร่งพรายออกมาทางวาจาได้

      "เรื่องนี้ท่านอู๋โหย่วอย่าได้กังวล ขอเพียงท่านตกลง ข้าจะส่งสาสน์ไปบอกท่านพ่อในทันที อีกทั้งข้า ฉาวู่หลี่เกอและฮาป๋อเอ๋อ ต่างเห็นพ้องต้องกัน เมื่อท่านพ่อไม่ว่ากล่าวอันใด"

      ฉาวู่หลี่เกอ ก็คือบุรุษที่มีใบหน้าดุดัน ผู้นำทัพของเผ่าชี่ตัน ส่วนฮาป๋อเอ๋อ ก็คือชายรูปร่างสะโอดสะอง จนไม่มีใครเชื่อว่าจะเป็นผู้นำทัพของเผ่าเหลียว

      ประมุขเผ่าซ่งหนู อู๋โหย่วยังแสร้งทำสีหน้าคล้ายว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ยากเย็นยิ่ง แม้จะเห็นเป็นที่ขัดตาของผู้นำทัพทั้งสาม ด้วยทราบว่าใจจริงอีกฝ่ายตกลงใจทำตามข้อเสนอแล้ว แต่ก็สะกดกลั้นไว้ เพราะนี่คือการเมือง การต่อรองเรียกร้องผลประโยชน์ต้องเอื้อต่อฝ่ายตนให้มากที่สุด

      จากเริ่มต้นที่เป็นฝ่ายร้องขอ แต่ก็สามารถพลิกกลับมาเป็นฝ่ายที่เป็นต่อได้ทุกเมื่อ ดังเช่นสภาพที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ที่เกิดจากแผนการของทางต้าเว่ย ทำให้จากที่ตกลงกันว่าจะแบ่งกำลังออกเป็นสองสายบุกโจมตีเมืองหนานซ่งและเฉาต่งพร้อมๆกัน จุดประสงค์หาได้ต้องการตีให้แตก แต่เพื่อทำให้ผู้คนตื่นกลัวจนคิดอพยพ และสถานที่แรกที่ผู้คนจะนึกถึงก็คือ เมืองฉงชิ่ง

      เหตุที่ทำให้ผู้คนนึกถึงเมืองฉงชิ่งนั้น ก็เพราะว่าอยู่ตรงกลางระหว่างเมืองหนานซ่งและเฉาต่ง อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งค่ายทัพหลักของต้าเว่ย ดังนั้นผู้คนย่อมคิดไปพึ่งพิง ครั้นเมื่อกวาดต้อนผู้คนไปกระจุกตัวกันที่เมืองฉงชิ่งแล้ว ทัพหลักของชาวหูก็จะทำการปิดล้อม เมืองเอาไว้ 

      ด้วยจำนวนผู้คนที่มีมาก หากถูกปิดล้อมนานไปต้องประสบปัญหาขาดแคลนเสบียงแน่ ดังนั้นทัพต้าเว่ยย่อมมิอาจตั้งรับ อยู่แต่หลังกำแพงเมืองได้อีกต่อไป ต้องส่งทัพออกมาปะทะให้วงล้อมคลายตัว เพื่อเปิดทางให้สามารถส่งเสบียงมาบำรุงได้

      เมื่อออกมานอกกำแพงเมือง ทหารต้าเว่ยที่ส่วนมากเป็นทหารราบ ย่อมยากที่จะต่อกรกับทัพม้าได้ สุดท้ายทัพหลักของต้าเว่ยก็ต้องแตกพ่าย หนทางที่ซ่งหนูจะยึดครองแผ่นดินแถบตะวันตกทั้งหมดของต้าเว่ยก็จะเปิดกว้างขึ้นมาทันที

      การใช้แผนการที่ซับซ้อนเช่นนี้ คงสร้างความตกตะลึงแก่ต้าเว่ยเป็นอย่างมาก ด้วยผิดวิสัยของชนเผ่าเร่ร่อน ที่ยกทัพเข้าปะทะตรงๆ แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ก็อยู่บนฐานที่พอจะเข้าใจได้ ด้วยมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้เก่ง เพียงแต่ว่าจะใช้เวลามากหรือน้อยเท่านั้นเอง

      ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เผ่าเร่ร่อนอย่างซ่งหนูต้องปรับตัว ก็เป็นเพราะในคราก่อนการบุกเข้ายึดเมืองต่างๆล้วนไม่มีแผนการ ทำให้เกิดการสูญเสียผู้คนไปกว่ากึ่งหนึ่งของที่ยกมา ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย จึงได้คิดอ่านใช้แผนการรบ 

      "แม้จะรู้สึกเสียดายกับแผนการที่คิดขึ้นมา แต่เห็นว่าพวกท่านต่างคิดอ่านแทนพวกเราชาวซ่งหนูมากมายเพียงนี้ ข้ายินดีจะทำตามข้อเสนอพวกท่านบุกตีเมืองฉงชิ่ง"

      "ฮ่าๆ...ข้าทัวปาจิ่นขอกล่าวคำขอบคุณท่านอู๋โหย่วทำตามที่ทางเราร้องขอ ส่วนเรื่องแผนการท่านมิต้องนึกเสียดายไป เพราะฮาป๋อเอ๋อได้จัดเตรียมไว้แล้ว"ทัวปาจิ่นและฉาวู่หลี่เหอต่างหัวเราะร่วนอย่างชอบใจ มีเพียงฮาป๋อเอ๋อที่เพียงคลี่ยิ้มด้วยดวงตาที่เป็นประกาย ก่อนจะกล่าวขึ้นมา

      "แผนการที่ข้าคิดขึ้นก็คือ แบ่งกองกำลังออกเป็นสามสาย สองสายแรกมีจำนวนสายล่ะสองหมื่น หน้าที่ก็คือยกทัพไปยังเมืองหนานซ่งและเฉาต่ง เพื่อตรึงกองทหารของทั้งสองเมืองไว้ มิให้ยกทัพออกมาตีตลบหลังเราได้ ส่วนสายที่สามหรือก็คือทัพหลักมุ่งตรงไปตียังเมืองฉงชิ่ง แผนการเช่นนี้ท่านเห็นว่าเป็นเช่นไรท่านอู๋โหย่ว"

      "เยี่ยม..ช่างเป็นที่สมใจนัก"อู๋โหย่วกล่าวชมเชยทันใด ด้วยรู้สึกสาสมใจเป็นที่สุด เพราะแม้แผนเดิมจะทำให้มีโอกาสชนะมากขึ้น ทั้งยังรักษาผู้คนเอาไว้ได้ แต่ลึกๆก็หาได้ชอบใจไม่ ด้วยการรบอย่างดุดันและซึ่งหน้าล้วนตรงกับอุปนิสัยเดิมของชนเผ่าเร่ร่อนมากกว่านั่นเอง

      แผนการนี้ของฮาป๋อเอ๋อเป็นที่ตรงกับใจตนยิ่งนัก แม้จะสุ่มเสี่ยงกับการสูญเสียผู้คนมากมาย แต่อย่างไรในทัพหน้าก็หาได้มีแค่ชาวซ่งหนูเท่านั้น ยังมีชาวมองโกลเป็นทัพหน้าอีกตั้งสี่หมื่น ดังนั้นความเสียหายถึงจะมากหากคิดในภาพรวม แต่จะลดน้อยลงทันทีเมื่อแบ่งแยกว่าเป็นผู้คนในสังกัดใด

      บทสรุปปรากฏออกมาเช่นนี้ หากเสนาฯขวาเกาเว่ยได้ทราบคงระงับความพลุ่งพล่านในจิตใจไว้ไม่อยู่ เพราะแผนการที่ตนคิดขึ้นในคราแรก เพียงต้องการหยุดยั้งมิให้ทัพมองโกล ใช้วิธีการส่งกองกำลังออกไปโจมตีตามหมู่บ้านและตัวอำเภอ ที่ไม่มีกำแพงล้อมรอบและไร้ซึ่งกองทหารเฝ้าดูแล

      เพราะในคราก่อนความเสียหายอย่างแท้จริงกลับมิใช่เกิดขึ้นกับตัวเมือง แต่เกิดขึ้นกับถิ่นอาศัยของผู้คนรอบนอกกำแพงเมือง เพราะซ่งหนูต้องการยึดครองเมืองที่เป็นเมืองจริงๆมิใช่เมืองร้างที่มีแต่ซากปรักหักพัง ดังนั้นจึงได้ออกคำสั่งห้ามมิให้ทำลายสิ่งใดๆหากไม่จำเป็น

      ทำให้นอกจากกำแพงเมืองและบ้านเรือนรอบกำแพงที่ถูกทำลายในช่วงบุกเข้าตี อื่นๆล้วนแล้วแต่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ต่างจากหมู่บ้านรอบนอกที่ทัพมองโกลรับหน้าที่เข้าไปโจมตี ซึ่งไม่มีคำสั่งห้ามใดๆ ดังนั้นเหล่าทหารจึงกระทำการตามความพอใจของตนเอง

      เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้หมู่บ้านที่ถูกโจมตีมีสภาพมิต่างจากที่ดินรกร้างว่างเปล่า เพราะบ้านเรือนล้วนถูกเผาทำลายสิ้น แล้วในเมืองๆหนึ่งก็มีหมู่บ้านไม่ต่ำกว่าสองร้อยแห่ง เมื่อทัพชาวหูเคลื่อนผ่านไปเมืองอื่น หมู่บ้านที่เหลือรอดไม่ถูกทำลายเรียกได้ว่ามีไม่เกินสามสิบแห่ง ดังนั้นเมื่อรวมความเสียหายที่เกิดขึ้นกับหมู่บ้านทั้งหมดเข้าด้วยกันจึงมีมากกว่าตัวเมืองมากนัก

      แม้ตอนนี้ชาวบ้านตามหมู่บ้านของเมืองทั้งสาม ก็คือหนานซ่ง เฉาต่งและฉงชิ่ง จะอพยพลงใต้กันหมดแล้ว แต่ถัดจากเมืองทั้งสาม ในเขตการปกครองของเมืองอื่นกลับยังมีชาวบ้านที่ยังไม่อพยพอีกมาก ด้วยเห็นว่านอกจากจะอยู่ห่างไกลจากสมรภูมิการรบ และผู้คนยังเชื่อมั่นในกองทัพของต้าเว่ยอยู่ ว่าจะต้านเอาไว้อยู่ อย่างที่เกิดขึ้นในการรบในครั้งก่อน

      ส่วนทางราชสำนักแม้จะทราบดีว่า อย่างไรทัพชาวหูก็ต้องหาทางเล็ดลอดเข้ามายังชั้นในได้แน่ เพราะตอนนี้นอกจากจะมีกำลังพลอย่างจำกัด ทั้งยังต้องแบ่งกำลังทหารเพื่อให้เพียงพอกับการดูแลเมืองทั้งสาม ดังนั้นกองทหารที่จะส่งออกไปลาดตระเวนตามพื้นที่ต่างๆ จึงกระทำได้แค่เพียงเส้นทางสำคัญๆ

     ส่วนเส้นทางเล็กๆที่มีอยู่อย่างมากมาย คงไม่มีความสามารถไปสอดส่องได้ ทำให้ต้องมีกองทหารขนาดเล็กของชาวหูใช้เป็นเส้นทางผ่านเข้าไปยังชั้นใน ที่แน่ใจว่าจะเป็นเช่นนี้ก็เพราะทางซ่งหนูได้ลอบส่งผู้คนเข้ามาเพื่อให้ศึกษาเส้นทางและจัดทำแผนที่

      แม้ทางต้าเว่ยจะพยายามหาหนทางสกัดกั้นไว้เพียงไร ก็มิอาจประสบผลเพราะผู้มีจำนวนมากมายเกินจะรับมือได้ไหว กระนั้นทางราชสำนักก็มิอาจประกาศให้ทราบได้ ด้วยจะสร้างความตื่นตระหนกแก่ผู้คนทั่วไปจนเกิดการอพยพครั้งใหญ่

      เมื่อเป็นเช่นนี้ทางราชสำนักก็ต้องเข้าดูแล แต่ในยามนี้เป็นฤดูเพาะปลูก เสบียงจึงมีแต่ลดไม่มีเพิ่ม ดังนั้นจึงต้องประวิงเวลาการอพยพขนานใหญ่ให้นานที่สุด อย่างน้อยๆก็หนึ่งเดือนก่อนจะมีการเก็บเกี่ยวรอบแรกขึ้น

      ด้วยโอกาสเกิดปัญหาเหล่านี้มีมาก ทุกผู้คนในราชสำนักต่างก็หนักใจ เร่งหาวิธีการเพื่อทำให้โอกาสที่จะเกิดขึ้นให้มีน้อยที่สุด ก่อนที่เสนาฯเกาเว่ยจึงเสนอแผนการนี้ขึ้น ซึ่งก็คือออกคำสั่งให้เหล่าคหบดีในเมืองหนานซ่งและเฉาต่ง ที่ดื้อดึงไม่ยอมอพยพ ซึ่งเหตุผลคงไม่ต้องคาดเดาให้วุ่นวาย ถ้ามิใช่ห่วงสมบัติพัสถานของตน ให้ย้ายมาอยู่ที่เมืองฉงชิ่ง

      อีกทั้งยังให้ผู้คนปลอมแปลงแต่งตัวเป็นผู้มีอันจะกิน ร่วมเดินทางมากับขบวนด้วย เพื่อให้ดูว่ามีจำนวนมากมาย จนกลายเป็นจุดสนใจของทัพชาวหู

      ส่วนเหล่าคหบดีเมื่อถูกบังคับให้อพยพ แม้จะไม่พอใจแต่ก็มิกล้าขัดขืน ทั้งยังมีส่วนน้อย ด้วยส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เต็มใจ เพราะระหว่างเดินทางมีทหารคอยคุ้มครอง และที่สำคัญเมืองฉงชิ่งก็เป็นที่ตั้งของกองทัพ โดยมีแม่ทัพที่เก่งกาจอย่างแม่ทัพเมิ่งเถียนคุมทัพอยู่ อย่างไรก็อุ่นใจมากกว่าเมืองเดิมเป็นแน่

      ทว่าหากเหล่าคหบดีรู้ถึงความนัยว่า พวกตนมิต่างจากเหยื่อล่อชั้นเลิศ เพื่อกระตุ้นให้กองทัพมองโกลที่ละโมบในทรัพย์สินหันมาจ้องตาเป็นมัน คงได้อกแตกตายเป็นแน่

      แผนการนี้นอกเหนือจะเป็นการทำเพื่อหวังดึงให้ทัพมองโกลมาตีเมืองฉงชิ่งและตรึงไว้ มิให้แบ่งแยกกองกำลังลอบเข้าไปโจมตีพื้นที่ชั้นใน ยังช่วยให้ง่ายต่อการแบ่งสันกำลังพล เพราะถึงจะต้องดูแลปกป้องอีกสองเมือง แต่สามารถลดจำนวนกำลังทหารที่จะส่งไปเมืองหนานซ่ง แล้วไปเพิ่มให้กับเมืองเฉาต่งได้

      ด้วยเมืองเฉาต่งอยู่ใกล้เมืองฉงชิ่งมากกว่าเมืองหนานซ่ง หากมองโกลเข้ามาตีเมืองฉงชิ่ง ทัพซ่งหนูย่อมต้องไปตีเมืองเฉาต่ง เพราะหากเกิดเหตุการณ์คับขันขึ้นไม่ว่าจะเป็นกับทัพมองโกลหรือซ่งหนู ทั้งสองทัพสามารถส่งกองทหารของตนไปช่วยเหลืออีกฝ่ายได้อย่างทันกาลและรวดเร็ว

      ถึงจะดูไปแล้วแผนการนี้ไม่อาจเล็งผลเลิศได้ ด้วยมีช่องโหว่ขนาดใหญ่อยู่ เพราะถึงจะทำให้เห็นและปล่อยข่าวออกไปว่าขบวนอพยพของเหล่าคหบดีนั้นมีมากมายยิ่ง ถึงขนาดขบวนแต่ล่ะสายยาวกว่าสามสิบลี้ แต่ชนชั้นในระดับผู้บัญการของทัพชาวหู ย่อมต้องคิดให้รอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลกระทบต่อภาพรวมของการรบที่เปิดฉากการรบก็เข้าปะทะกับทัพหลักของต้าเว่ยเลย หรือขบวนอพยพนั้นเป็แค่การตบตา ในเกวียนที่บรรทุกสิ่งของหาได้มีเงินทองของ
มีค่าไม่

      แต่กระนั้นเกาเว่ยก็ยังมีความหวังอยู่ เพราะในข้อตกลงระหว่างซ่งหนูและมองโกล ซ่งหนูมิได้ให้สิ่งตอบแทนอันใดไม่ มีแค่เพียงความร่วมมือ ดังนั้นจึงเท่ากับว่าหากมองโกลอยากได้ทรัพย์สินของมีค่า ย่อมต้องขวนขวายหาเอาเอง

      เมื่อเป็นเช่นนี้ถึงผู้นำทัพมองโกลจะคิดเห็นเป็นเช่นไร ก็ต้องดูปฏิกิริยาของเหล่าทหารในระดับล่างด้วย ซึ่งปรากฏว่าทหารส่วนมากต่างคิดเห็นไปในทางเดียวว่า ไม่ว่าจะจริงหรือหลอก ก็น่าลองดูเพราะพวกตนมาเพื่อสิ่งนี้มิใช่หรือ อีกทั้งแม้จะต้องปะทะกับทัพหลักของต้าเว่ย อย่างไรก็ต้องได้ปะทะอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจะปะทะกันในตอนไหนเท่านั้นเอง

      ความคิดเหล่าของทหารส่วนใหญ่ เมื่อถูกรายงานไปยังทัวปาจิ่น ก็ต้องมาคิดทบทวนเสียใหม่ เพราะหากตนนิ่งเฉย ย่อมสร้างความคับข้องใจให้เกิดแก่เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชา จนเกิดผลกระทบต่อความกระตือรือร้นในการทำการรบได้ ดังนั้นจึงได้เรียกตัวฉาวู่หลี่เหอและฮาป๋อเอ๋อมาหารือกัน  

      สุดท้ายจึงลงความเห็นว่าควรจะบุกโจมตีเมืองฉงชิ่ง เพราะถึงจะเจอกับทัพหลัก หรือไม่มีสมบัติจริงดังว่า แต่ถ้าสามารถตีทัพหลักให้แตกได้ หลังจากนี้จะกระทำการใดก็ย่อมง่ายดายกว่าเดิมอีกมากโข

      เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้นำทัพทั้งสามเผ่าจึงได้ขอเข้าพบกับอู๋โหย่ว ประมุขแห่งเผ่าซ่งหนู เพื่อบอกความต้องการของตน ก่อนจะกลายเป็นว่าทำให้เผ่าซ่งหนูยอมเข้าตีเมืองฉงชิ่งด้วยอีกแรง

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
   ต่อครับ

     

ในห้วงเวลาเดียวกันที่มองโกลกับซ่งหนูได้ยุติการเจรจาลง ทางด้านเหมยฮวาก็เช่นกันแต่เป็นการยุติลงของการรับฟังเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นยังนอกด่านในขณะนี้ ผ่านการบอกเล่าของอาคันตุกะชาวมองโกลทั้งสอง

      แม้แว่บแรกจะผุดชื่อของนาหลันนาเยี่ยข่านขึ้นมาในหัวทันทีที่ได้ฟังคำ ทว่าภายหลังจึงได้มาคิดทบทวนเสียใหม่ เพราะเพียงแค่การที่ฝ่ายของนาหลันนาเยี่ยข่านคุ้นเคยรู้จักกับนางดี ว่าเป็นปราชญ์พิศดาร

      แต่ก็ไม่อาจยืนยันอะไรได้ว่านาหลันนาเยี่ยข่านกระทำ ยังคงฟังความให้ครบถ้วนเสียก่อนค่อยระบุก็ยังไม่สาย ด้วยบางทีการมาขอพบปราชญ์พิศดารและธิดาเทพ  อาจจะเป็นเรื่องในคนละส่วนกันก็ได้

      ทว่าพอรับทราบเรื่องราวทั้งหมดก็ยังมีจุดที่ติดใจนางอยู่หลายแห่ง โดยเฉพาะเรื่องของอุบาย ที่ดูไปช่างสลับซับซ้อนทว่าก็ทื่อด้านจนโจ่งแจ้ง  เพราะทันทีที่ข่าวลือกระจายตัวออกไป เหล่าผู้นำที่ได้รับผลกระทบก็รู้ได้ในทันทีว่าเป็นฝีมือผู้ใด
      หากเรื่องนี้จำกัดวงอยู่แค่ภายในทู่เจียคงก็ไม่มีสิ่งใดต้องคิดมาก แต่นี้กลับส่งผลกระทบไปทั่วทั้งท้องทุ่งหญ้า ซึ่งเป็นการยากจะเชื่อได้ ว่าไม่มีอะไรแอบแฝง เพราะต่อให้นาหลันนาเยี่ยข่านโง่เขลากว่านี้ ก็ไม่น่าคิดกระทำเรื่องที่จะทำให้ตนเองกลายเป็นศัตรูร่วมของทั้งข่านในทู่เจียและข่านมองโกลในคราวเดียวกัน

      "ขอถามท่านทัวมู่เหอ ท่านคิดว่าเรื่องนี้ใช่เป็นฝีมือของนาหลันนาเยี่ยข่านแน่หรือเจ้าคะ"

      ได้ฟังทัวมู่เหอก็ตวัดสายตาไปมองเหมยฮวาด้วยความไม่พอใจทันที เพราะตนยอมให้เกียรติเสียเวลาบอกเล่าเรื่องราวให้ฟังตั้งมากมาย อีกฝ่ายนอกจากจะยังไม่มีท่าทียอมให้เข้าพบหรือบอกว่าท่านปราชญ์และธิดาเทพอยู่ที่ใดแล้ว นี่ยังกลับมาย้อนถามในสิ่งที่ผู้คนล้วนรู้กัน 

      "เหอะๆ...นี่ยังต้องกล่าว หากมิใช่นาหลันนาเยี่ยข่านแล้วจะเป็นผู้ใด" แม้จะไม่พอใจแต่อย่างไรก็ต้องพึ่งพาตระกูลหลี่ ในการเสาะหาปราชญ์พิศดารและธิดาเทพ จึงได้ฝืนใจตอบคำถามอย่างขอไปที

      "ขออภัยหากข้าทำให้ท่านมู่เหอขุ่นเคืองใจเจ้าค่ะ แต่เจตนาของท่านจะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับคำตอบของท่านว่าจะทำให้ข้าพึงพอใจได้เพียงใด"ถึงจะทราบว่าอีกฝ่ายไม่พอใจแต่เหมยฮวาก็หาได้นำพาไม่ เพราะนางเองก็เริ่มไม่พอใจกับความหยิ่งผยองของอีกฝ่ายเช่นเดียวกัน จึงได้เอ่ยถ้อยคำเพื่อสะกดข่มและให้รู้ถึงสถานะตน ว่าในฐานะผู้ที่มาขอความช่วยเหลือควรประพฤติตัวเรียบๆร้อยๆมากกว่านี้

      ทัวมู่เหอได้ยินดังนั้นก็คิดถลึงตาจ้องมองดู ทว่าเมื่อภาพของหญิงสาวปรากฏเข้ามาในคลองจักษุ หัวใจก็มีอันต้องกระตุกวาบขึ้นมาทันที เพราะสิ่งที่เห็นไม่เพียงแววตาที่เย็นเยียบและท่าทีเรียบเฉย รอบๆร่างกายที่ดูบอบบางคล้ายกับสนามพลังไร้สภาพขุมหนึ่งแผ่กระจายออกมา กดดันจนผู้คนหายใจหายคอแทบไม่ออก

      สภาวะเช่นนี้ทัวมู่เหอย่อมเคยประสบพบมาเป็นประจำ แต่ก็หาได้ชื่นชอบไม่ ด้วยเป็นสิ่งที่ชนชั้นผู้นำซึ่งเปี่ยมล้นไปด้วยอำนาจบารมีเท่านั้นถึงจะมีกัน แต่เมื่อสิ่งนี้เกิดจากหญิงสาวที่เคยคิดว่าเป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่ง ย่อมสร้างความปั่นป่วนให้แก่ทัวมู่เหอ ทั้งจากความรู้สึกกดดันและก่อเกิดคำถามขึ้นมาในหัว เพื่อคาดเดาว่าอิสตรีตรงหน้าเป็นผู้ใดกันแน่

      ไม่เพียงแต่ทัวมู่เหอเท่านั้นที่รับรู้ถึงความน่าเกรงขามลุแก่อำนาจของเหมยฮวา แม้แต่ฮูตูไกและไป่หลงยังรู้สึกได้โดยที่ไม่ต้องจ้องมองตรงๆ จะมีก็แต่เหมยฮวาเองเท่านั้นที่ไม่รู้ตัว ว่าท่าทีเพื่อหวังสะกดข่มอีกฝ่ายที่นางคิดว่าเล็กน้อย จะมีผลกระทบต่อสภาวะจิตใจของผู้คนรอบข้างมากมายขนาดนี้

      ซึ่งความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ล้วนค่อยๆเพาะสร้างขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อย นับตั้งแต่เหมยฮวาตอบรับคำของหลินซือเพื่อช่วยเหลือหยวน ทุกเหตุการณ์ที่ประสบมาตลอดหนึ่งปีที่บัญชาศึก ล้วนเคี่ยวกรำทั้งร่างกายและจิตใจผู้คนอย่างหนัก จนทำให้จิตใจของเหมยฮวามีทั้งความกล้าแกร่ง หนักแน่นและเด็ดขาดเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ตามห้วงเวลาที่ผันผ่านไป ดังนั้นเพียงการแสดงออกทางแววตาและท่าทาง จึงสร้างความระย่นย่อต่อผู้คนได้อย่างมากมาย แม้แต่ชนชั้นอย่างทัวมู่เหอยังต้องหวั่นใจ

      "ขออภัยแล้วที่ล่วงเกิน เชิญแม่นางไต่ถามได้อย่างเต็มที่"ถ้อยคำขอลุแก่โทษของอีกฝ่าย ทำให้เหมยฮวาพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ยิ้มแย้มออกมา ก่อนจะเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล แต่เมื่อกระทบโสตของผู้ฟังกลับรู้สึกว่า ช่างเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจยิ่งนัก

      "ขอท่านช่วยตรึกตรองดูอีกรอบเถิดเจ้าค่ะ ว่าในข่าวที่ได้รับมา มีข่าวใดพอจะใช้เชื่อมโยงไปถึงต้าเว่ยได้หรือไม่"

      ทัวมู่เหอและฮูตูไกพลันขมวดคิ้วขึ้นทันที ด้วยสงสัยนี่เกี่ยวอันใดกับต้าเว่ย แต่ถึงจะสงสัย ทั้งสองก็ยินยอมนั่งนิ่งใคร่ครวญดู ผ่านไปเนิ่นนานค่อยเงยหน้าขึ้นมากล่าวว่า

      "ล้วนไม่มี แม้แต่เอ๋อกุ้ยข่านที่ดูจะเป็นไปได้มากสุด ยังไม่มีข่าวใดที่บ่งบอกว่าเชื่อมโยงไปยังต้าเว่ยเลย"เอ่ยได้เพียงแค่นี้ ทัวมู่เหอก็ต้องชะงักคล้ายนึกอะไรขึ้นมาได้

      "ดูเหมือนจะมี คล้ายคนสนิทของนาหลันนาเยี่ยข่านผู้หนึ่งนั้นเป็นชาวจงหยวน ชื่อว่าจูฟ่งกง"นามอันนี้แม้แต่เหมยฮวาก็ไม่คุ้นชิน เพราะคิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องหาข่าวในเชิงลึกกับกลุ่มอำนาจในสังกัดของนาหลันนาเยี่ยข่าน ด้วยตระกูลนางทำแค่การค้าหาได้ทำสงครามไม่ มีเพียงคนรู้จักอย่างจายาตูและอาเช่อปา ก็มากพอแล้วที่จะเป็นใบเบิกทางอำนวยความสะดวกให้กับกิจการของตระกูลหลี่ หากต้องติดต่อกับฝ่ายของนาหลันนาเยี่ยข่าน

      "พอจะทราบประวัติของคนผู้นี้หรือไม่เจ้าคะ"

      "เท่าที่รู้มาทราบเพียงว่า คนผู้นี้ได้รับการชุบเลี้ยงจากนาหลันนาเยี่ยข่าน ภายหลังจากเสร็จศึกกับหยวน....อา..."สมกับเป็นผู้ที่ได้รับการมอบหมายจากท่านข่านแห่งมองโกล เพียงได้รับการกระตุ้นเตือน ก็นึกอันใดออก

      จริงอยู่ที่นาหลันนาเยี่ยข่านจะได้ประโยชน์มากสุดในการครั้งนี้ แต่ถ้าคิดในมุมกลับกันก็ทำให้สามข่านที่เหลือคิดร่วมมือกันอย่างจริงจังในการจัดการกับนาหลันนาเยี่ยข่าน ยังไม่รวมถึงทางฝั่งมองโกลที่ได้รับผลกระทบด้วย จนต้องหันมาเพ่งเล็งทู่เจียอย่างจริงจัง ยิ่งสนใจก็ยิ่งมองเห็นความแตกแยกระส่ำระส่ายภายในทู่เจีย

      เมื่อเป็นเช่นนี้มีรึที่ท่านข่านของตนจะไม่มีความคิดฉวยโอกาสนี้ครอบครองดินแดน ดังนั้นการทำสงครามระหว่างมองโกลและทู่เจียย่อมต้องเกิด แต่ไม่ว่าผลจะเป็นเช่นไรความเสียหายที่เกิดขึ้น ยังทั้งสองฝั่งต้องมากมายมหาศาลอย่างแน่นอน เพราะการรบบนทุ่งหญ้ามีแต่รุกไม่มีรับ ด้วยมีเพียงแค่พื้นที่โล่งๆ หาได้มีกำแพงไว้ตั้งรับหรือชัยภูมิให้ซุ่มซ่อนไม่

      นี่เองจึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชนเผ่าเร่ร่อนทั้งสามแคว้นหลีกเลี่ยงการทำสงครามกัน เพื่อป้องกันมิให้เกิดความสูญเสียอย่างหนักจนเกิดช่องว่างให้แคว้นรอบๆฉกฉวยโอกาสซ้ำเติม

      ดังนั้นผลประโยชน์สุดท้ายย่อมตกแก่ต้าเว่ย เมื่อมองโกลถอนทัพมาทำสงครามกับทู่เจีย ซ่งหนูที่เหลือเพียงลำพัง ก็คงไม่มีกำลังให้ทำการศึกต่อได้ แม้เรื่องนี้จะดูว่าเป็นไปได้ยาก แต่หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองแล้ว ทุกสิ่งล้วนเป็นไปได้แทบทั้งสิ้น

      "ขอขอบคุณคุณหนูที่กระตุ้นเตือน ข้าจะเร่งส่งผู้คนนำความเหล่านี้ไปแจ้งแก่ท่านข่าน"จากเคยถือตัว ทัวมู่เหอก็ถึงกับยินยอมพร้อมใจกล่าวอย่างนอบน้อม ด้วยเลื่อมใสในสติปัญญาของหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าตน

      "มิได้เจ้าค่ะท่านมู่เหอ นี่เป็นเพียงแค่การคาดเดาเท่านั้นเอง ยังคงขาดสิ่งบ่งชี้อีกหลายอย่างถึงจะชี้ชัดได้ว่านี้เป็นแผนการของต้าเว่ย"

      เหตุที่เหมยฮวาคาดเดาว่าอาจเป็นแผนการของต้าเว่ย ก็เพราะว่าแผนการที่เกิดขึ้นนี้ มีกลิ่นอายในแบบฉบับของชาวจงหยวนอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการใช้หลักจิตวิทยาและความสลับซับซ้อนหลายขั้นตอนของแผนอุบาย ซึ่งผิดกับทางชนเผ่าเร่ร่อนที่ดูจะชื่นชอบการประจันหน้า หรือหากมีแผนการก็หาได้ซ่อนเงื่อนไขมากมายขนาดนี้

      ดังนั้นหลังจากวิเคราะห์ผลได้ผลเสียออกมาอย่างละเอียด จึงไม่แปลกที่จะคิดไปว่าต้าเว่ยอาจอยู่เบื้องหลังของการสร้างข่าวลือในครั้งนี้ ซึ่งแม้กระทั่งผู้ที่คิดแผนการนี้ขึ้นอย่างจูฟ่งกงเอง ก็มิได้คาดคิดเช่นเดียวกัน ว่าจะส่งผลกระทบไปถึงมองโกล แต่เมื่อมันเลยจุดที่จะกระทำการใดๆได้แล้ว จึงได้ปล่อยเลยตามเลย โดยหวังว่าในภายหลังอาจมีหนทางให้คิดหาหนทางแก้ไขได้

      "เรื่องที่ว่าต้าเว่ยอยู่เบื้องหลังหรือไม่ คงต้องสืบค้นในภายหลัง ทว่าตอนนี้เรื่องเร่งด่วนที่สุดก็คือท่านปราชญ์และธิดาเทพ ไม่ทราบว่าพวกท่านสามารถให้ข้าเข้าพบได้หรือไม่"เป็นทัวมู่เหอที่เอ่ยคำหลังจากนั่งนิ่งไปครู่หนึ่ง เพื่อทวงคำตอบตามเจตนารมณ์แรกที่ตนมา

      "พอจะบอกกล่าวเจตนาแก่ข้าได้หรือไม่เจ้าคะ ว่าเหตุใดถึงขอพบ"

      "ฮืม...เรื่องนี้คงมิอาจบอกกล่าวได้จนกว่าจะได้พบ"เห็นอีกฝ่ายลำบากใจที่จะบอก เหมยฮวาจึงได้คลี่ยิ้มอย่างบางเบาพลางเอ่ยว่า

      "หากท่านลำบากใจ ข้าก็ไม่บังคับ แต่ถ้าให้ข้าคาดเดาทางท่านข่านคงต้องการเชิญตัวธิดาเทพไปยังมองโกล เพื่อมอบวิธีการทำชีสให้ด้วยตนเองใช่หรือไม่"ด้วยดวงตาที่เบิกกว้างของทั้งสองทันทีที่นางเอ่ยจบ ก็เพียงพอที่จะยืนยันว่าสิ่งที่นางคาดเดานั้นถูกต้อง

      "แล้วทางท่านข่านคาดคิดหรือไม่ว่า หากผู้ที่กุเรื่องอย่างนาหลันนาเยี่ยข่าน ปล่อยข่าวออกมาว่าคนที่มอบวิธีการทำ
ชีสให้แก่มองโกลหาได้เป็นตัวจริงไม่ ท่านข่านจะแก้ไขเยี่ยงไร"สิ้นคำของเหมยฮวา ทัวมู่เหอและฮูตูไกก็ก้มหน้าลงในทันใด ต่างครุ่นคิดไม่ผิดกันว่า ในเมื่อมองออกทะลุปรุโปร่งปานนี้แล้ว ปิดบังไว้ก็หาได้เกิดประโยชน์อันใดไม่

      "เรื่องนี้ท่านข่านย่อมคาดคิดไว้ แต่ก็ดีกว่านิ่งเฉยเสียโดยไม่ทำอะไรเลย อย่างน้อยหากธิดาเทพยอมเดินทางไปยังมองโกล ข่าวลือที่หนาหูในขณะนี้ย่อมต้องบรรเทาเบาบางลงบ้างไม่มากก็น้อย"

      ได้ฟังเหมยฮวาก็ผงกศรีษะเล็กน้อยคล้ายเห็นด้วย แล้วจึงเอ่ยว่า

      "ตอนนี้ก็สายมากแล้ว เชิญท่านมู่เหอไปพักผ่อนยังเรือนรับรองเสียก่อน ไว้พรุ่งนี้ข้าจะให้คำตอบว่าสามารถเข้าพบได้หรือไม่"

      "ตะ.."ฮูตูไกคิดจะแย้ง แต่ก็ต้องก้มหน้าสงบคำ ด้วยถูกทัวมู่เหอยกมือทำท่าห้ามปราม     

      "รบกวนแม่นางและท่านหลี่มากแล้ว ข้าขอตัว"

      "เชิญเจ้าค่ะ..แต่ท่านฮูตูไกขออย่าเพิ่งไป ข้ามีเรื่องจะรบกวนท่านอีกซักระยะหนึ่ง"ยังไม่ทันจะหมุนตัวฮูตูไกก็ต้องชะงักตามคำเรียกหา จึงได้ปรายตาไปยังทัวมู่เหอ เห็นอีกฝ่ายไม่แสดงท่าทีอันใด ก็ทรุดตัวลงนั่งยังเก้าอี้ที่ว่างเว้น

      ด้านทัวมู่เหอทันทีที่ผลักประตูเปิดออก ก็ต้องหยุดยั้งเท้าที่กำลังจะก้าวพลางหรี่ตาลง ก่อนจะกวาดมองโดยรอบ ด้วยลานด้านหน้าของจวนและรอบๆตัวตึก ล้วนชุมนุมไปด้วยนักบู๊กว่าสามสิบคน ในหัวก็พลางนึกไต่ถามตนเองว่า นี่ใช่จวนของคหบดีพ่อค้าธรรมดาๆคนหนึ่งจริงหรือ แล้วเหตุไฉนจึงได้ให้ความรู้สึกที่ไม่ต่างจากถ้ำเสือวังมังกรปานนี้

      เหตุที่ทำให้ทัวมู่เหอคิดเช่นนี้ ก็เพราะเหล่านักบู๊ภายใต้การนำของหย่งเป่า ไจ่เต๋อและหลงอิน ต่างก็ยืนออเป็นกลุ่มๆและกระจายโดยรอบ แต่ทว่ากลับไม่ให้รู้สึกถึงการถูกคุกคามแม้แต่น้อย ที่เป็นเช่นนี้ก็ด้วยระยะห่างระหว่างจุดที่ชุมนุมกับตัวตึก ล้วนเป็นระยะที่กำลังพอดี ไม่ใกล้จนรู้สึกอันตรายและก็ไม่ไกลจนผู้คนรู้สึกว่าถูกแอบมอง ยังคงให้ความรู้สึกสนุกสนานแก่ผู้ที่ถูกมองดู คล้ายประหนึ่งว่าพวกเขาเหล่านั้น เพียงมามุงดูด้วยความสนใจใคร่รู้ที่มีแขกจากต่างถิ่นมาเยือน

      ทว่าเมื่อสังเกตุดีๆจะเห็นว่าตำแหน่งที่แต่ละกลุ่มยืนอออยู่ แม้จะดูสะเปะสะปะแต่เมื่อต้องลงมือ กลับสามารถกระทำการได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการจู่โจมเหล่าองครักษ์ด้านหน้าทั้งห้าคนและเข้าไปช่วยเหลือผู้คนภายในห้องอย่างทันท่วงที ตลอดจนสามารถทำการสกัดกั้นผู้คนของตนที่อยู่ด้านนอกจวนมิให้เข้ามาประสมโรงได้ในช่วงเวลาเดียวกัน โอ้...ช่างเป็นการวางกำลังที่เยี่ยมยอดยิ่งนัก

      ยิ่งนึกก็ยิ่งตระหนกจนทัวมู่เหอต้องหลั่งเหงื่อเย็นเยียบออกมา ด้วยไม่รู้ว่าตระกูลหลี่ฝึกผู้คนเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไรกัน เพราะไม่เพียงจะบอกถึงความมีระเบียบและฝีมืออันสูงเยี่ยม ยังบ่งบอกถึงสิ่งที่ยากแก่การฝึกเป็นอย่างยิ่งนั้นก็คือจิตใจ          

       ด้วยคนทั้งหมดนั้นอยู่ในท่าทีผ่อนคลายสบายๆ แสดงให้รู้ถึงสภาวะทางอารมณ์และจิตใจที่สุขุมและหนักแน่น ซึ่งอย่างหลังนี้แม้จะฝึกได้แต่ก็นับว่ายากยิ่ง ด้วยในสิบคนที่ทำการฝึกได้มาเพียงแค่หนึ่งก็ถือว่าประสบผลสำเร็จมากแล้ว ทว่าตระกูลหลี่กลับมีคนเช่นนี้ถึงสามสิบกว่าคน

      "พ่อบ้านหวัง นำแขกทั้งหมดไปพักยังเรือนรับรองด้วย"เสียงของไป่หลงดังออกมาจากด้านใน ทำให้ทุกคนหันมามอง ก่อนที่พ่อบ้านหวังจะรับคำและเข้ามาเชิญทัวมู่เหอและเหล่าองครักษ์ทั้งห้า ไปยังเรือนพักตามคำสั่งของผู้เป็นนาย

       ระหว่างที่เดินตามพ่อบ้านหวัง ทัวมู่เหอก็ยังเหลือบไปมองดูรอบข้าง เห็นเหล่านักบู๊ที่ทราบแล้วว่า ผู้เป็นนายของตน ไม่มีเรื่องราวใดให้ต้องกังวล จึงได้พากันแยกย้าย ทว่ายังให้ความรู้สึกว่าการแยกย้ายดังกล่าวเป็นเพียงแค่การที่ไม่มีเรื่องราวใดให้ชมดูเท่านั้นเอง ความสามารถเหล่านี้ถึงกับทำให้ทัวมู่เหอต้องหันกลับมามองคนของตน ที่จนป่านนี้ยังไม่รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติอันใด

      ยิ่งนึกก็ยิ่งสมเพชหากเมื่อครู่ตอนเจรจากัน ตนเองคิดใช้กำลังบีบบังคับอีกฝ่ายให้บอกที่อยู่ของปราชญ์พิศดารและธิดาเทพ ตอนนี้คงถูกกุมตัวไว้แล้วแน่ๆ เห็นทีกลับไปถึงมองโกลเมื่อไหร่ ตนต้องส่งเหล่าองครักษ์ติดตามทั้งหมดไปฝึกใหม่อีกซักรอบทั้งยังฝึกให้จงหนัก

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      เมื่อทุกคนจากไปกันหมดแล้ว ในห้องรับแขกจึงเหลือเพียงไป่หลง เหมยฮวาและฮูตูไกกันสามคน การพูดคุยก็เริ่มต้นขึ้น ทว่ากลับมิใช่เหมยฮวาผู้ที่ออกปากให้ฮูตูไกอยู่ก่อน แต่เป็นไป่หลงที่เป็นผู้เริ่มกล่าว ทั้งยังกล่าวไปในทำนองไต่ถามสารทุกษ์สุกดิบต่างๆของอีกฝ่ายเสียมากกว่า

      ซึ่งการกระทำการเหล่านี้ ก็มิได้ผิดปกติอันใด ด้วยฮูตูไกก็ยึดถือว่าไป่หลงนั้นเป็นดั่งคนในเผ่า เพียงแต่สังกัดกันคนละแคว้นเท่านั้นเอง เพราะนอกจากจะมีมารดาเป็นคนตระกูลหานเผ่าหุยเกอ ไป่หลงยังได้ไปพักอาศัยอยู่ที่เผ่าตั้งสามสี่ปี ก่อนจะกลับมาสร้างกิจการที่แคว้นบ้านเกิดในภายหลัง

      "ท่านฮูตูไก หากไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป ท่านพอจะบอกกล่าวถึงจุดประสงค์ที่ท่านข่านมองโกลต้องการพบกับปราชญ์พิศดารได้หรือไม่"ในที่สุดหลังจากกล่าววาจาวกวนอยู่นาน เจตนาที่แท้จริงก็ถูกแจ้งออกมา

      การที่เหมยฮวารั้งตัวฮูตูไกไว้และให้ท่านพ่อของนางเปิดฉากพูดคุย ก็เพื่อต้องการใช้ความที่เป็นคนเผ่าเดียวกัน สอบถามถึงเรื่องของปราชญ์พิศดารนั่นเอง ด้วยจากเรื่องราวที่บอกเล่าก่อนหน้านี้ มีเพียงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธิดาเทพเท่านั้น แต่เหตุไฉนจึงได้มาถามหาปราชญ์พิศดารด้วย

      เห็นฮูตูไกแสดงทีท่าว่าลำบากใจเป็นอย่างยิ่ง ไป่หลงจึงกล่าวในเชิงขอความเห็นใจว่า

      "ขอบอกท่านตามตรง ปราชญ์พิศดารกับตระกูลหลี่นั้นเกี่ยวข้องกันโดยตรง ดังนั้นหากมีเหตุอันใดที่ไม่ดีย่อมส่งผลกระทบมายังตระกูลหลี่ของข้าด้วย....หวังว่าท่านจะเห็นใจช่วยเหลือซักครั้ง"

      "นิ...นี่..ก็ยุ่งยากแล้ว"เห็นท่าทางตะลึงพรึงเพริดของฮูตูไก ไป่หลงถึงกับหัวใจหล่นวูบ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเร่งกระชั้นทันที

      "เกิดเรื่องใดขอท่านโปรดเร่งบอก ข้าจะได้หาทางแก้ไขได้ทันท่วงที"

      "หากเป็นดั่งคำท่านพูด เรื่องนี้แม้แต่พวกเราเผ่าหุยเกอยังพลอยได้รับผลไปด้วย"

      "ใยถึงเป็นเช่นนั้น เพียงแค่ตระกูลหลี่กับปราชญ์พิศดารมีความเกี่ยวข้อง เหตุไฉนถึงได้ลุกลามไปยังเผ่าหุยเกอ"

      ได้ฟังคำของไป่หลง ฮูตูไกก็แค่นเสียงดัง 'เหอะ' ออกมาด้วยความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งคราหนึ่ง เพราะเห็นอีกฝ่ายยังทำเป็นโง่งม ทั้งที่กำลังลากพวกตนทั้งเผ่าเข้าไปติดร่างแหด้วย

      "ก็ใครให้ท่านมีสายเลือดของเผ่าหุยเกอเล่า"สิ้นคำไป่หลงก็ทรุดนั่งลงอย่างหมดแรง

      "นั่นสินะ ใยข้าถึงได้ลืมเลือนไปได้"

      เหมยฮวาเห็นดังนั้น จึงได้รีบกล่าวคำก่อนที่ฮูตูไกจะไม่พอใจจนสะบัดหน้าจากไป

      "ในเมื่อเกี่ยวพันกันถึงขนาดนี้ ท่านฮูตูไกก็ควรบอกกล่าวให้ทางฝ่ายเรารับรู้ได้แล้วกระมั้งเจ้าค่ะ เพื่อจะได้หาหนทางแก้ไขร่วมกัน"

      "เหอะ!..ก็เรื่องธนูพันก้าวที่ปราชญ์พิศดารมอบให้แก่ทู่เจียนะสิ ยังจะมีเรื่องใดอีก พวกท่านรู้หรือไม่ว่าท่านข่านถึงกับลุกนั่งแทบไม่ติด เมื่อทราบข่าวคราแรกถึงอานุภาพของมัน แล้วจู่ๆท่านก็มาบอกว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับปราชญ์พิศดาร เช่นนี้ท่านข่านมิขุ่นแค้นจะได้เรอะ"ถ้อยคำอันอัดอั้นตันใจของฮูตูไก ผู้ที่จะสืบทอดตำแหน่งผู้นำเผ่าคนต่อไป ถูกพรั่งพรูออกมาอย่างมิอาจเก็บไว้ได้ ในใจก็นึกไปในทางร้ายต่างๆนานา

      เรื่องธนูพันก้าวนั้นแม้จะถูกใช้โดยกองทัพของนาหลันนาเยี่ยข่านตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่คำร่ำลือก็ยังรู้กันแค่เพียงในทู่เจีย เพราะชั่วเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนฤดูหนาวก็มาเยือน ทำให้การติดต่อพบปะล้วนหยุดชะงัก พอเข้าฤดูใบไม้ผลิข่าวเรื่องนี้ ถึงได้ไปถึงมองโกล

      คราแรกที่ผู้นำเผ่าต่างๆและข่านมองโกลได้ยินก็พากันนึกขำ ด้วยเรื่องนี้ช่างดูเหลือเชื่อเกินไป มิต่างอะไรกับเรื่องราวอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ จึงไม่ใคร่ใส่ใจนัก ทว่าพอเกิดเรื่องข่าวลือของนาหลันนาเยี่ยข่าน จึงได้ส่งคนหาทางมาสืบเสาะทำให้นอกจากจะได้ทราบเรื่องของธิดาเทพแล้ว ยังทราบว่าธนูพันก้าวนั่นเป็นความจริง อีกทั้งอานุภาพยังไม่ผิดจากที่ร่ำลือ

      ดังนั้นนอกจากจะหาข่าวเกี่ยวกับธิดาเทพ ข่านมองโกลยังให้หาข่าวเรื่องธนูพันก้าวด้วย จนได้ทราบเรื่องที่ปราชญ์พิศดารมอบธนูพันก้าวให้แก่นาหลันนาเยี่ยข่าน และในท้ายที่สุดก็ได้เบาะแสเกี่ยวกับปราชญ์พิศดารและธิดาเทพ ทุกข้อมูลล้วนชี้มายังตระกูลหลี่

      คราแรกที่ทราบเรื่องฮูตูไกก็ไม่ได้วิตกกังวลอะไรมาก เพราะหนึ่งยังไม่แน่ใจ สองตระกูลหานที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับตระกลูหลี่ก็มิได้กล่าวสิ่งใด ซึ่งผิดวิสัยจากคนปกติทั่วไป ที่หากญาติสนิทมีความสามารถอันเอกอุขนาดนี้ ย่อมต้องคิดอวดอ้างให้คนนอกได้รับรู้ เพื่อจะได้เชิดหน้าชูตาวงศ์ตระกูล

      ดังนั้นเมื่อรวมทั้งสองเหตุผลเข้าด้วยกัน ฮูตูไกจึงได้นึกวางใจว่า หากตระกูลหลี่เกี่ยวข้องกับปราชญ์พิศดารอย่างมากก็คงผิวเผิน ด้วยอาชีพพ่อค้าย่อมต้องคบหาคนมากมายเป็นเรื่องปกติทั่วไปอยู่แล้ว ทว่าเมื่อได้ยินไป่หลงบอกว่าเกี่ยวข้องโดยตรง ก็ถึงกับเคร่งเครียดและโกรธเคืองอีกฝ่ายจนควันออกหู

      "หมดกันๆ....ความเพียรพยายามมาทั้งหมดของเหล่าบรรพบุรุษ เพื่อให้เผ่าอยู่รอดถึงกับยอมสู้อุตส่าห์ทนรับความอัปยศอดสูตัดสินใจหันมาทำการค้า แต่ตอนนี้....โอ้......"คำโอดครวญจากปากของฮูตูไกยังคงดังขึ้นมาเป็นระยะๆอยู่ไม่ขาด จนเหมยฮวาเริ่มจะรู้สึกน่ารำคาญเสียแล้ว

      อาชีพพ่อค้า แม้จะเป็นที่นับหน้าถือตา แต่นั้นก็เป็นเพียงยามอยู่เบื้องหน้า ยามอยู่ลับหลังก็จะหยามเหยียดและดูหมิ่นดูแคลน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ไม่ว่าจะเป็นที่นอกด่านหรือจงหยวน ต่างก็เห็นว่าเป็นอาชีพไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรีสิ้นดี

      ด้วยการค้าขายเหล่าพ่อค้าก็จะทำท่าพินอบพิเนา ประจบเอาใจลูกค้าต่างๆนานาเพื่อให้ซื้อสินค้าตน โดยที่ไม่สนว่าจะเป็นชนชั้นใด ของเพียงมีเงินก็จะก้มหัวยอบกายให้ทันที อีกทั้งนิสัยทั่วไปของเหล่าพ่อค้าย่อมคิดหาแต่กำไร จึงถูกนินทาว่ากล่าว ว่าเป็นพวกหิวเงินและหน้าเลือด ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองจึงทำให้ฮูตูไกเอ่ยวาจาเช่นนั้นออกมา

      ในอดีพเผ่าหุยเกอหาได้ยึดการค้าขายเป็นหลัก ปศุสัตว์เป็นรองอย่างเช่นทุกวันนี้ การดำรงชีพก็เหมือนกับเผ่าอื่นบนทุ่งหญ้า ที่เลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์ ทว่าเมื่อต้องเผชิญกับโรคระบาดอย่างหนัก จึงทำให้ผู้คนภายในเผ่าที่มีน้อยอยู่แล้วยิ่งลดน้อยลงไปกว่าเดิมอีกอักโข

      จากที่เคยมีหมื่นกว่า ก็ลดเหลือไม่ถึงพัน จำนวนผู้คนเพียงเท่านี้แทบเรียกได้ว่าเผ่านั้นได้ล่มสลายไปแล้วก็ว่าได้ เพราะไม่พ้นต้องถูกเผ่าที่มีคนมากกว่ามารุกราน หรือต่อให้ไม่ถูกรุกราน ด้วยการทำปศุสัตว์ย่อมต้องการทำเลที่เหมาะสมในการเลี้ยง แต่ด้วยพื้นที่ๆอุดมบูรณ์มีไม่เพียงพอที่จะรองรับทุกเผ่า ดังนั้นย่อมต้องเกิดการแย่งชิงพื้นที่กัน

      เมื่อมีการแย่งชิงก็ต้องมีเผ่าที่ชนะที่ได้ครอบครองพื้นที่ และเผ่าที่แพ้ที่ต้องระหกระเหินไปหาพื้นที่อื่น ดังนั้นแทบไม่ต้องนึกภาพเลยว่า เผ่าหุยเกอจะอยู่รอดไปได้อย่างไร หากยังดำรงชีพดั่งเช่นเดิมอยู่ ด้วยไม่มีกำลังที่จะกระทำได้แม้แต่จะปกป้องตัวเอง

      ด้วยสถานการณ์บีบคั้นในขณะนั้น เผ่าหุยเกอจึงได้หันมาทำอาชีพค้าขาย แม้จะรู้สึกอัปยศเพียงใด แต่เพื่อความอยู่รอดของเผ่าจึงไม่ทำไม่ได้ เพราะต่อให้คิดเลี้ยงสัตว์เช่นเดิม แล้วหาเผ่าที่แข็งแกร่งกว่าแอบอิง แต่การปล้นสะดมภ์ก็ยังกระทำได้อย่างถูกต้อง ขอเพียงไม่เข่นฆ่าผู้คนแบบเปล่าประโยชน์ เผ่าที่ให้ความคุ้มครองก็มิอาจสอดมือได้

      ส่วนเหตุผลที่เลือกการค้าขายก็เพราะว่า หนึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนดูว่าไร้เกียรติ ย่อมทำให้เผ่าที่หยิ่งทรนงต่างๆคิดว่าไม่คุ้มกับการลดตัวไปข้องแวะ สองแม้สัตว์เลี้ยงจะมีความสำคัญมาก เพราะเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการมีฐานะมั่งคั่งร่ำรวยของชนเผ่า แต่ก็ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่มีค่ามากเช่นเดียวกัน ทว่ากลับหาไม่ได้บนท้องทุ่งหญ้า นั่นก็คืออาวุธที่ทำมาจากโลหะ

      อาวุธที่ทำมาจากโลหะ เป็นสิ่งที่เผ่าต่างๆต้องการมีไว้ในครอบครอง เพราะมันแสดงถึงความแข็งแกร่งทางกองทัพ ปกติการจะหามาได้ก็จะนำหนังสัตว์ไปแลกเปลี่ยนมา แต่เมื่อเทียบกันแล้วนับว่ามีราคาสูงยิ่ง เพราะหนังสัตว์ร้อยผืนสามารถแลกดาบได้แค่เพียงเล่มเดียว ทั้งยังเป็นดาบที่มีคุณภาพเลวเป็นอย่างยิ่ง

      แต่กระนั้นชนเผ่าเร่ร่อนก็มิอาจทำกระไรได้ เพราะพวกตนมีเพียงสัตว์เลี้ยงเท่านั้นที่พอจะมีค่าในสายตาของเหล่าพ่อค้าที่นำอาวุธมาขาย จึงได้ยอมถูกเอารัดเอาเปรียบเรื่อยมา ส่วนครั้นจะไปเป็นพ่อค้าเสียเองก็มิอาจทำได้ ด้วยรู้สึกว่าอัปยศยิ่งนัก

      ดังนั้นนี่เองจึงทำให้เผ่าหุยเกอพบช่องทางให้อยู่รอด โดยเริ่มจากการนำสัตว์เลี้ยงเกือบทั้งหมดต้อนไปขายยังจงหยวน เพราะสัตว์เลี้ยงเป็นๆย่อมสามารถขายได้ราคาดีกว่าหนังสัตว์ ด้วยมีความลำบากเป็นอย่างมากในการขนย้าย อีกทางหนึ่งก็ส่งคนไปแจ้งยังเผ่ามองโกล เพื่อขอความคุ้มครอง โดยแลกกับคำสัญญาว่าจะมอบอาวุธให้เป็นการตอบแทน เมื่อเผ่ามองโกลได้ฟังข้อเสนอก็ถึงกับตาลุกวาว รีบตกปากรับคำในทันที

      ซึ่งจากจุดเริ่มต้นตรงนี้ นี่เองจึงทำให้เผ่าเล็กๆอย่างเผ่าหุยเกอไม่เพียงไม่ล่มสลาย ยังสามารถถีบตัวขึ้นมามีบทบาทสำคัญบนแผ่นดินมองโกลได้อีก เพราะโลหะและอาวุธที่มีใช้ในแคว้นมองโกลมากกว่าครึ่ง ล้วนเคยผ่านมือคนของเผ่าหุยเกอมาแล้วทั้งสิ้น ยังไม่รวมถึงการค้าด้านต่างๆบนผืนแผ่นดินมองโกลอีกที่เรียกได้ว่าแทบจะผูกขาดเพียงผู้เดียว

      ผ่านไปราวครึ่งก้านธูป เหมยฮวาก็เห็นว่าอารมณ์คุกรุ่นในตอนแรกของฮูตูไกน่าจะบรรเทาเบาบางลงบ้างแล้ว จึงได้เอ่ยออกมาว่า

      "ท่านฮูตูไกอย่าได้กลัดกลุ้มไป ด้วยธนูพันก้าวหาใช่เป็นปราชญ์พิศดารมอบให้ไม่ แต่เป็นการตกลงกันของแคว้นหยวนกับนาหลันนาเยี่ยข่านต่างหากเจ้าค่ะ"

      "เป็นความจริง"เพียงได้ยินแววตาที่ดูกลัดกลุ้มของฮูตูไกก็เปล่งประกายออกมาโดยพลัน

      "ย่อมจริงแท้แน่นอนเจ้าค่ะ เพราะข้าก็อยู่ในตอนที่มีการเจรจานั้นด้วย"

      "หา....แล้วเหตุใดเจ้าถึงไม่ห้ามหรือทำการขัดขวาง"ฮูตูไกจ้องมองเหมยฮวาจนลูกตาแทบถลน ระหว่างโพล่งถามออกมาโดยไม่รู้ตัว

      "เหตุใดข้าต้องห้ามหรือขัดขวางด้วยล่ะเจ้าคะ ในเมื่อการเจรจานี้มีขึ้นเพื่อยุติศึกระหว่างหยวนกับทู่เจีย ซึ่งข้าผู้เป็นคนของแคว้นหยวนย่อมยินดีสนับสนุนอยู่แล้ว"

      ได้ยินคำว่าคนของแคว้นหยวน ฮูตูไกก็ถึงกับสะอึก จริงสิ....ปราชญ์พิศดารเป็นคนแคว้นหยวนก็ย่อมต้องทำเพื่อแคว้นหยวนนั้นก็ถูกแล้วนี้ ส่วนตระกูลหลี่ก็เป็นตระกูลของคนแคว้นหยวน หากท่านข่านไม่พอใจเกี่ยวอันใดกับเผ่าหุยเกอของข้า ถ้าจะคิดบัญชีจริงก็มาคิดกับแคว้นหยวนเองซิ

      "ฮ่าๆ.....นั่นน่ะสินะ ข้านี้ช่างเลอะเลือนนัก...ฮ่าๆ.."จู่ๆปัญหาที่หนักอึ้งก็ถูกแก้ไขไปในพริบตา เช่นนี้แล้วใครบ้างจะสงบสติอารมณ์ได้อยู่ เสียงหัวเราะร่วนอย่างสบายอกสบายใจก็ดังขึ้นไม่ขาดสาย ทว่าคล้ายฮูตูไกนึกอันใดออกจึงหยุดหัวเราะ หันมาจ้องมองดูเหมยฮวาด้วยสายตาฉงนสนใจ เมื่อความสงสัยผุดขึ้นมามิรู้จบจึงตัดสินใจเอ่ยถามตรงๆ

      "ตกลงแม่นางน้อยเป็นผู้ใดกันแน่ ใช่เป็นคุณหนูหลี่จริงๆหรือไม่ แล้วเหตุใดถึงได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นได้ ทั้งที่การเจรจาดังกล่าวสมควรจะมีแต่เหล่าชายชาตรีที่เป็นแม่ทัพนายกองเท่านั้น"

      สายตาที่มองมามีแววปฏิปักษ์อย่างชัดเจน เพราะมีทั้งคาดคั้นและจับผิดรวมอยู่ด้วยกัน แต่กระนั้นเหมยฮวาก็คร้านจะใส่ใจยังคงท่าทีนิ่งเฉย ก่อนจะเอ่ยคำ

      "ในเมื่อทางเราทราบถึงเจตนาของทางมองโกลทั้งหมดแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดต้องปกปิดกันอีก ข้าขอเรียนต่อท่านฮูตูไกตามตรงว่า ปราชญ์พิศดารที่พวกท่านถามถึงก็คือข้าเองเจ้าค่ะ"

      ประโยคราบเรียบแต่ก็ดังกึกก้องสะท้านหู คงจะนำมาใช้กับความรู้สึกของฮูตูไกในยามนี้ได้เป็นอย่างดี ทันทีที่ได้ยินก็มีอันต้องปากอ้าตาค้าง ในหัวก็ขบคิดไปต่างๆนานาว่า ใช่เป็นคำหลอกลวงหรือไม่

      ทว่าเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่เพิ่งผ่านไป ก็ยินยอมเชื่อในทันทีว่ามันคือเรื่องจริง เพราะคนธรรมดาที่ไหน แค่เพียงยกมือวางเท้าก็สามารถสยบผู้คนให้รู้สึกระย่นระย่อได้

      "ถึงขั้นนี้แล้ว ข้าก็จะขอแก้ความเข้าใจผิดในหลายๆอย่างของทางพวกท่าน เพื่อให้เข้าใจกระจ่างแจ่มชัดมากกว่าเดิม ข้อแรกธนูพันก้าวแม้ข้าจะเป็นผู้ร่างแบบ แต่การจัดสร้างล้วนพึ่งพานายช่างชาวทู่เจีย ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่า ข้าและนายช่างชาวทู่เจียร่วมมือกันจัดสร้างขึ้น ข้อสองเพื่อยุติศึกกับทูเจีย ทางแคว้นหยวนกับนาหลันนาเยี่ยข่านก็เปิดฉากเจรจากัน ก่อนจะมอบธนูพันก้าวให้ ทั้งยังขอตัวนายช่างชาวทูเจียไปด้วย ซึ่งนายช่างท่านนั้นก็ยินดีจะติดตามรับใช้นาหลันนาเยี่ยข่าน ทางข้าจึงมิอาจปฏิเสธได้"

      นอกจากผงกหัวด้วยคล้อยตามก็ไม่ได้กระทำสิ่งใด ในระหว่างที่เหมยฮวาแจกแจงให้อีกฝ่ายได้รับทราบ แต่เมื่อคำพูดจบลง ฮูตูไกก็ถดตัวลงจากเก้าอี้ ก่อนจะคุกเข่าพร้อมทั้งกล่าวถ้อยคำวิงวอนว่า

      "ขอท่านปราชญ์โปรดเห็นใจด้วย....."ยังกล่าวไม่สิ้นประโยค เหมยฮวาก็สอดคำขึ้นมาทันที

      "หากมาเร็วกว่านี้ข้าคงมอบให้พวกท่านตามที่ร้องขอแล้วเจ้าค่ะ แต่ตอนนี้ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจของผู้ใดอีก ดังนั้นเรื่องมอบธนูพันก้าวให้มองโกลคงมิอาจกระทำได้"

      "นะ..นี่..."ถ้อยคำสะดุดหยุดลงเพราะเห็นความเด็ดขาดของเหมยฮวาที่แฝงอยู่ในแววตา ก็รู้แล้วว่าขอร้องไปก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด จึงได้หันไปทางไป่หลง ด้วยหวังว่าความเป็นบิดาของท่านปราชญ์จะสามารถช่วยพูดให้ได้

      "ท่านไป่หลงโปรดเห็นแก่ความสัมพันธ์ของพวกเรา ช่วยเกลี้ยกล่อมท่านปราชญ์ให้เปลี่ยนใจได้หรือไม่"

      "ท่านฮูตูไก โปรดลุกขึ้นมากล่าววาจาก่อนเถิด ท่านทำเช่นนี้ข้าไหนเลยจะรับไหว"

      "ไม่..จนกว่าท่านจะยินยอมรับปาก"

      "ท่านฮูตูไก...."ทางหนึ่งสหายร่วมเผ่า ทางหนึ่งบุตรี ช่างสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้แก่ไป่หลงเป็นอย่างยิ่ง

      "ท่านอย่าลืมซิว่า ในตัวท่านนอกจากจะมีสายเลือดของชาวหยวน อีกครึ่งหนึ่งยังมีสายเลือดของเผ่าหุยเกออยู่ นี่ท่านจะนิ่งดูดายปล่อยให้เผ่าเผชิญปัญหาอย่างนั้นรึ"ถ้อยคำตัดพ้อกึ่งต่อว่าต่อขาน ถูกพ่นออกมาจากปากของฮูตูไกไม่หยุด หย่อน เหมยฮวาได้ฟังก็ได้แต่ถ่ายถอนใจ

      "เอาเถอะ ท่านฮูตูไกลุกขึ้นมาก่อนเจ้าค่ะ แล้วเราค่อยพูดคุยกัน"คำพูดของนางถึงกับทำให้ฮูตูไกรีบกุลีกุจอลุกขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ตามเดิม ด้วยเข้าใจว่าเหมยฮวายอมใจอ่อนแล้ว

      "ขอบคุณๆท่านปราชญ์เป็นอย่างยิ่ง"

      "ข้ายังมิได้รับปากมอบให้ เหตุใดถึงต้องกล่าวขอบคุณด้วยล่ะเจ้าคะ"

      "ก็เมื่อครู่ท่านปราชญ์..."ฮูตูไกแทบจะระงับอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ที่ถูกอีกฝ่ายก่อกวนจนมีโทสะ ทว่าตนเองก็ไม่อาจทำอย่างไรได้ นอกจากนั่งตัวตรงมือไม้สั่นระริก

      "เฮ่อ...ช่างสำคัญนักธนูพันก้าวนี้"ถ้อยคำคล้ายเอ่ยกับตนเองของนาง จู่ๆก็ดังขึ้นมาแล้วก็หายไป ก่อนจะเอ่ยในลักษณะเช่นเดิมอีกว่า

      "เห็นทีต้องหาเวรยามมาเฝ้าประจำที่ห้องหนังสือของข้าทางตึกทิศเหนือเสียแล้ว ไม่เช่นนั้นทั้งแบบร่างและวิธีทำธนูพันก้าวที่เก็บไว้ในห้องหนังสือคงต้องถูกขโมยไปเป็นแน่ แต่ช่วงนี้คนอื่นๆก็ยุ่งวุ่นวายกันหมด ในเร็ววันคงไม่อาจหาคนที่เหมาะสมมาเฝ้าได้" เมื่อเหมยฮวาเอ่ยจบก็มองไปที่ฮูตูไกและยิ้มบางให้คราหนึ่ง

      ด้านฮูตูไกคราแรกที่เห็นเหมยฮวามองมาและยิ้มให้ก็ก่นด่าในใจ ทว่าเมื่อนึกตามคำที่นางพูด โทสะที่ลุกโหมดั่งไฟบรรลัยกัลป์ ก็มลายหายสิ้นไปในทันที ก่อนจะยกกำปั้นขึ้นมาแนบอกขวาพร้อมทั้งค้อมตัวให้โดยไม่มีการเอื้อนเอ่ยอันใดออกมาอีก

      คำพูดก่อนหน้านี้คงมีแต่คนหูหนวกเท่านั้นถึงจะไม่เข้าใจด้วยว่ามิอาจได้ยิน เพราะในถ้อยคำของเหมยฮวาที่กล่าวขึ้นมาลอยๆนั้น ได้บรรยายบ่งบอกถึงสถานที่และสภาพโดยรอบ อีกทั้งยังชี้ช่องให้ด้วย หากฮูตูไกยังฟังไม่เข้าใจถึงเจตนาของนาง ก็คงต้องไปนอนให้ม้ากระทืบตายได้แล้ว

      ดังนั้นทันทีที่รู้ถึงความนัยที่ดูไม่เหมือนความนัยเลยซักนิด ฮูตูไกจึงได้ทำความคารวะเพื่อแสดงถึงความขอบคุณในไมตรีครั้งนี้ของเหมยฮวา ที่ยอมกระทำในสิ่งที่ผิดเพี้ยนจากเจตนารมณ์เดิมของนาง

      การที่เหมยฮวากระทำเรื่องที่ดูวกวนและอ้อมค้อมปานนี้ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงคำครหาในภายหลัง เพราะเมื่อนางได้ตัดสินใจจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง หากยังมอบแบบร่างให้ตรงๆก็เท่ากับเปิดช่องทางให้ผู้คนใช้เป็นข้ออ้างบีบบังคับให้ไปรับใช้ได้ ดังนั้นจึงใช้วิธีการนี้ในการมอบแบบร่างและวิธีทำธนูพันก้าวให้แก่มองโกล

      ที่จริงแล้วเหมยฮวาต้องการจะมอบธนูพันก้าวให้แก่มองโกล ตั้งแต่มีการตัดสินใจที่จะมอบให้แก่นาหลันนาเยี่ยข่านแล้ว แต่ด้วยสถานการณ์ที่คับขันในขณะนั้น จึงยังมิอาจกระทำ ครั้นจบเรื่องก็กลับมาชิงไห่ ด้วยเจตนาที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องแย่งชิงอำนาจ ก็ทำให้ไม่อาจหาช่องทางนำไปมอบให้ได้อีกเช่นเดิม

      ส่วนเหตุผลที่ต้องมอบธนูพันก้าวแก่มองโกลก็เพราะว่า ตอนนี้ที่นอกด่านมีเพียงกองกำลังของนาหลันนาเยี่ยข่านเท่านั้นที่มี ซึ่งหากวันใดที่นาหลันนาเยี่ยข่านขึ้นครองอำนาจสูงสุด สมดุลของการค้านอำนาจบนท้องทุ่งหญ้าจะสูญเสียไปในทันที

      ด้วยความเกรียงไกรของกองทัพบวกด้วยอานุภาพของธนูพันก้าว นาหลันนาเยี่ยข่านคงไม่พอใจเพียงแค่ครองทู่เจีย เมื่อทุกอย่างพร้อมสรรพต้องกีรธาทัพไปยึดมองโกลอย่างแน่นอน แม้มองโกลจะมีผู้คนมากมายแต่ก็ไม่มีอะไรมารับประกันได้ว่า จะรบชนะทัพทู่เจียที่มีธนูพันก้าว

      มิใช่ว่าเหมยฮวาดูถูกว่ามองโกลไม่เก่งกาจ แต่เมื่อต้องเจอกับธนูพันก้าว ทหารมองโกลเพียงแค่หาทางเข้าให้ถึงตัวทหารทู่เจียก็ลำบากกินแรงแล้ว ไหนเลยจะรบชนะได้และเหตุผลที่สองก็คือเพื่อช่วยแคว้นหยวน

      แม้เหมยฮวาไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของแคว้น แต่นั้นหมายถึงการไม่ขอข้องแวะกับเหล่าขุนนางในราชสำนักทั้งหลายแหล่ต่างหาก ซึ่งคนกลุ่มนี้กระทำได้ทุกอย่างเพียงเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มตน โดยไม่สนสภาพรวมว่าแว่นแคว้นและประชาราษฎร์จะเสียหายเช่นไร

      ด้วยเช่นไรนางก็เป็นคนแคว้นหยวน หากไม่ช่วยเหลือแคว้นตนเองจะไปช่วยเหลือแคว้นไหน แต่การเผชิญหน้าตรงๆ สำหรับนางกลับคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย รู้ทั้งรู้ว่าคลื่นลมรุนแรงใยต้องฝืนออกเรือไปเสี่ยงภัย

      นอกจากจะตายเปล่ากับทิ้งชื่อไว้ให้คนสรรเสริญก็หามีประโยชน์อันใดไม่ เพราะผู้คนยังคงทนทุกษ์ทรมานจากการกระทำของคนชั่วเหล่านั้นอยู่เช่นเดิม สู้ถอยออกมาอยู่ภายนอกคอยให้ความช่วยเหลือในทางลับทางอ้อม บางทีอาจจะช่วยเหลือผู้คนได้มากและยาวนานกว่าเสียอีก

      แล้วการมอบธนูพันก้าวให้แก่มองโกลสามารถช่วยหยวนได้อย่างไร นั่นก็สืบเนื่องมาจากปีที่แล้วและปีนี้ ที่ทัพมองโกลร่วมมือกับซ่งหนูทำการบุกต้าเว่ย ดังนั้นหากมองโกลเสริมอานุภาพด้วยธนูพันก้าว แคว้นต้าเว่ยยิ่งยากรับมือมากขึ้นกว่าเดิมอีก ที่นี้คงไม่มีกะจิตกะใจมาวุ่นวายกับแคว้นหยวนไปอีกนาน

      ส่วนเหตุผลในข้อสุดท้ายก็ยังเป็นไปเพื่อช่วยแคว้นหยวนดั่งเดิม เพียงเปลี่ยนไปเป็นเพื่อป้องกันการคิดรุกรานจากแคว้นทู่เจีย เพราะทันทีที่นาหลันนาเยี่ยครอบครองมองโกลได้ ความอหังการ์และมากด้วยอำนาจ ย่อมเพียงพอที่จะทำให้นาหลันนาเยี่ยตระบัดสัตย์หันมารุกรานแคว้นหยวนในท้ายที่สุด

      แม้ข้อสุดท้ายจะดูว่านางคิดเกินเลยไปหรือไม่ แต่มันสามารถเกิดขึ้นได้ การหาทางป้องกันไว้แต่เนิ่นๆหาได้เสียหายอันใด ดังนั้นการมอบธนูพันก้าวนอกจากจะช่วยรักษาดุลอำนาจบนผืนแผ่นดินทุ่งหญ้า ยังสามารถใช้มองโกลช่วยสะกดทั้งต้าเว่ยและทู่เจียได้ในคราวเดียวกัน

      "อ่อ...ท่านฮูตูไกใช่จะกลับในเร็ววันหรือไม่เจ้าค่ะ"จู่ๆเหมยฮวาก็กล่าวขึ้นมาเพื่อทำลายความเงียบที่เกิดขึ้น

      "หากเป็นไปได้ก็อยากรีบเร่งกลับ แต่ระหว่างนี้ต้องจัดหาสินค้ามาให้มากพอ เพื่อให้ดูสมกับเป็นขบวนของพ่อค้า ทว่าอย่างไรก็จะเร่งมือให้ไม่เกินสามสี่วันขอรับท่านปราชญ์"กิริยาท่าทางกลายเป็นอ่อนน้อมให้แก่เหมยฮวาในทันที ด้วยรู้สึกซาบซึ้งใจกับการให้ในครั้งนี้

      เพราะวิธีการมอบธนูพันลี้ที่นางชี้ช่อง เท่ากับเปิดโอกาสให้เผ่าหุยเกอได้สร้างผลงาน เพียงแค่บอกท่านข่านว่าตนเจรจาจนได้มาก็มีหน้ามีตามากพอแล้ว แต่นี้คือการลอบขโมยมา ย่อมต้องใช้ฝีมือและไหวพริบซึ่งยากกว่าฝีปากมากนัก

      เมื่อเทียบกันแล้วอย่างแรกท่านข่านย่อมขอบคุณปราชญ์พิศดารผู้มอบให้มากที่สุด รองลงมาก็คือเผ่าหุยเกอ ส่วนอย่างหลังเผ่าหุยเกอโดยเฉพาะตนจะได้รับความดีความชอบอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เท่านี้เผ่าหุยเกอก็จะได้รับความสำคัญยิ่งขึ้นไปอีกเท่าตัว

      "รีบเร่งนักมักไม่ดีนะเจ้าคะ อาจทำให้เผยพิรุธให้ผู้คนจับได้"

      "แต่เรื่องราวคับขัน ทันทีที่ทราบเรื่องธิดาเทพและเตรียมการแล้วเสร็จ อย่างไรก็ต้องรีบ...อา....ใช่แล้วๆ แม้จะกินเวลานานไปบ้างอย่างไรก็ควรรอบคอบ ฮ่าๆ....ขอบคุณท่านปราชญ์ที่กระตุ้นเตือน"

      "ฮืม...ท่านเข้าใจก็ดีแล้วเจ้าค่ะ"ความนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับการรอบคอบ ในเรื่องการเตรียมขบวนสินค้าเพื่อไม่ให้ถูกจับพิรุธได้ยามที่ต้องเดินทางผ่านทู่เจีย แต่เป็นการบอกใบ้ถึงเรื่องการลอบเข้าไปขโมยแบบร่างและวิธีการทำธนูพันก้าวต่างหาก

      เพราะหากวันนี้บอกแก่ทัวมู่เหอว่า ทราบเรื่องปราชญ์พิศดารและธนูพันก้าวแล้วพรุ่งนี้ก็ได้มา คุณค่าย่อมถูกลดทอนลงด้วยดูว่าช่างง่ายดายยิ่งนัก สู้รอไปอีกหลายวันแสร้งเป็นตระเตรียมการให้ดูยุ่งยากและวุ่นวายเข้าไว้ เช่นนี้จะได้รับผลลัพธ์ที่ดีมากกว่าอีกอักโข

      "เอ่อ..เรื่องธิดาเทพ พวกท่านก็ไม่ทราบจริงๆหรือ"อย่างไรก็รับรู้เรื่องปราชญ์พิศดารแล้ว สู้บากหน้าสอบถามเรื่องธิดาเทพตรงๆไปเลยก็เห็นจะดี หลังจากฮูตูไกตรองดู ก็ได้ไต่ถามเรื่องนี้เพื่อจะได้จบสิ้นภาระทั้งหมดที่ต้องเดินทางมาในวันนี้

      "เรื่องธิดาเทพข้าและท่านพ่อไม่ทราบเรื่องจริงๆเจ้าค่ะ"

      "อย่างนั้นหรอกเหรอ เฮ่อ...."สีหน้าท่าทางแสดงออกว่ารู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง ทว่ายังไม่ทันที่จะนึกหาวิธีเพื่อเสาะหาเบาะแสเพิ่ม ดวงตาของฮูตูไกก็เปล่งประกายขึ้นมาอีกรอบ

      "แต่ถ้าเป็นผู้ที่มอบวิธีทำชีสให้ คนผู้นั้นก็คือข้าเจ้าค่ะ"

      "ละ....แล้วเหตุไฉนถึงมอบให้เพียงทู่เจียขอรับท่านปราชญ์ธิดาเทพ"คำเรียกขานที่ฮูตูไกเอ่ยขึ้นมา ถึงกับทำให้เหมยฮวานึกอยากจะเอาหัวไปโขกฝาผนังตายให้รู้แล้วรู้รอด นี่เห็นนางเป็นตัวอะไรกัน อยากเรียกหาเช่นไรก็เรียกได้ตามใจชอบ

      "เรื่องนี้ข้าสามารถชี้แจงแทนบุตรีได้ ท่านฮูตูไก"เป็นไป่หลงที่กล่าวขึ้นมา เพราะเห็นว่าเหมยฮวาเหน็ดเหนื่อยมากพอแล้ว หากมีสิ่งใดที่พอจะช่วยเหลือบุตรสาวได้จึงรีบกระทำ

      "ตั้งแต่เริ่มต้นฤดูไบไม้ผลิ ทางทู่เจียก็มีถึงสี่ข่านที่มีพื้นที่อิทธิพลของตนเอง ทำให้มีการเรียกเก็บค่าผ่านทาง ในขบวนสินค้าหนึ่งๆอย่างน้อยๆก็สองครา ซึ่งเรื่องนี้ทางท่านก็น่าจะประสบ"

      "ฮืม...ใช่แล้ว ช่างหนักหนายิ่ง เหล่าพ่อค้าที่อยู่ในสังกัดเผ่าหุยเกอต่างหยุดเดินทางไปมากขบวน ด้วยไม่อาจแบกรับค่าใช้จ่ายไหว นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องความปลอดภัยอีก"

      "ดังนั้นทางตระกูลหลี่จึงได้หาวิธีเพื่อใช้ในการต่อรอง ลดหย่อนค่าเรียกเก็บดังกล่าว"

      "สิ่งนั้นก็คือชีสใช่หรือไม่"หากพูดถึงเรื่องการค้า ความฉลาดเฉียบแหลมจะถูกเพิ่มพูนขึ้นมาโดยพลัน ต่อให้ไป่หลงไม่แจงต่อฮูตูไกก็พอจับเค้าลางได้

      "ใช่แล้ว นอกเหนือจากนาหลันนาเยี่ยข่าน ทางเรายังส่งคนไปต่อรองกับข่านทั้งสามด้วย เรื่องนี้ท่านคงตรวจสอบมาแล้วใช่หรือไม่"

      "ล้วนตรวจสอบมา"

      "ซึ่งต่อมาเรื่องก็เป็นดั่งที่ท่านเห็น ช่างรู้จักสร้างความวุ่นวายยิ่งนัก"ฮูตูไกก็ผงกศรีษะเห็นด้วยกับคำกล่าวของไป่หลง เพราะเข้าใจในหัวอกของคนที่เป็นพ่อค้าเป็นอย่างดี

      "แล้วอีกเรื่องก็คือ ทางเราหาได้คิดปิดบังวิธีการทำชีสแก่พวกท่าน เพียงแต่รอการเจรจาต่อรองเสร็จ ก็จะส่งมอบให้กับทางเผ่าหุยเกอในภายหลัง แต่อีกแค่ไม่กี่วันก็จะได้รับคำตอบอยู่แล้ว พวกท่านก็เดินทางมาเสียก่อน"

      "อา...ช่างน่าเห็นใจๆ"นี่ก็คืออีกหนึ่งเหตุผลที่ว่าทำไมต้องรั้งตัวฮูตูไกไว้ก่อน เพราะนอกจากจะมีความเกี่ยวข้องทางสายเลือด ยังมีความที่เป็นพ่อค้าเช่นเดียวกัน การพูดคุยและทำความเข้าใจย่อมราบรื่นกว่าทัวมู่เหอมากมายนัก

      "แล้วท่านปราชญ์ธิดาเทพ จะตัดสินใจเดินทางไปมองโกลหรือไม่ขอรับ"หลังจากแสดงท่าทีเห็นใจอีกฝ่ายพอสมควรฮูตูไกก็จี้เข้าประเด็นที่ทำให้ตนต้องมาเยือนที่นี่ในทันที

      เหมยฮวายินคำไต่ถามดังนั้น จึงหันไปมองท่านพ่อของนางคราหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจตอบ

      "หากท่านฮูตูไกรับปากว่า จะสามารถทำให้ข้ามิต้องถูกรั้งตัวไว้ที่มองโกล และรีบไปรีบกลับ ข้าย่อมสามารถไปได้"

      ถ้าเพียงแค่มอบวิธีทำชีส ทั้งรีบไปรีบกลับย่อมไม่ถือว่าเป็นการยุ่งเกี่ยวกับการเมืองระหว่างแคว้น ด้วยเหมยฮวาสามารถยกอ้างได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อมนุษยธรรม

      เพราะชีสก็คืออาหาร การช่วยไม่ให้ผู้คนเผชิญกับความอดอยากจนต้องตาย อย่างไรก็ไม่ถูกกล่าวโยงเข้ากับเรื่องการเมืองได้ในภายหลัง

      แม้ความจริงแล้วจะมีส่วนเกี่ยวข้องกันพอสมควรก็ตาม แต่ถ้าหากนางปากแข็งไม่ยอมรับเสียอย่าง ใครหน้าใครก็ไม่อาจเอามาเป็นข้อบีบบังคับได้

      "ขอท่านปราชญ์ธิดาเทพจงวางใจ ข้าขอใช้ชื่อเสียงของเผ่าหุยเกอเป็นประกันว่าท่านจะได้ตามประสงค์ ฮ่าๆ......"เสียงหัวเราะร่วนอย่างสมหวัง ดังกึกก้องออกมาทันทีที่ได้คำตอบที่พึงพอใจ

      "ขอบคุณท่านฮูตูไกล่วงหน้าเจ้าค่ะ หากได้ตามดั่งที่พูดคุย พรุ่งนี้ในยามซื่อ(09.00-10.59)ขอให้ท่านทัวมู่เหอมายังที่นี่ ข้าจะน้อมรออยู่"

      "ตกลง ข้าจะช่วยเจรจาให้อย่างเต็มที่เพื่อเป็นการขอบคุณท่าน ถึงเผ่าหุยเกอจะเล็กแต่น้ำคำก็มีน้ำหนักอยู่หลายส่วน ... เช่นนั้นข้าขอลา ฮ่าๆ....."ไม่พูดพร่ำทำเพลง ฮูตูไกเอ่ยจบก็รีบลุกขึ้นกล่าวลาในทันที ก่อนจะเดินตัวปลิวจากไป ปล่อยให้สองพ่อลูกตระกูลหลี่ได้แต่มองตาปริบๆ ด้วยปรับตัวตามไม่ทัน

 

 

 

      ปลาลิง...ขอโทษด้วยครับที่เพิ่งลง ที่จริงแต่งเสร็จไปรอบแล้วล่ะ แต่พอจะลง เน็ตเน่าไปสองวัน ก็เลยมีเวลาอ่านทวนดู พอได้อ่านก็เห็นช่องโหว่หลายจุดเลยลบทิ้งไปทั้งหมด ก่อนจะมาแต่งใหม่ เพิ่งเสร็จเมื่อครู่นี้เอง (24/1/15 22.52 น.)

      ขอเอาลงก่อนล่ะกันแล้วค่อยมาตามแก้  บทนี้อาจจบห้วนไปหน่อย แต่นี่ก็ล่อไป 18หน้าล่ะ หากจะให้จบไม่ห้วน
มีสิทธิ์ล่อไป 20+หน้าแน่ๆ เลยเอาไว้แค่นี้ก่อนอ่ะครับ

      ช่วงนี้รู้สึกเสียใจมาก ทำไมเหมยฮวาที่สดใสและน่ารักของไรท์หายไป ไม่เหลือเค้าเดิมเลย เริ่มเข้าใกล้นางมารร้ายเข้าไปทุกทีๆแล้ว กระซิกๆ (ขอนอนร้องไห้กอดหมอนจิกที่นอนแปป)

      บางทีพรุ่งนี้คงลงตอนใหม่ได้ แต่น่าจะได้ไม่กี่หน้า

  

     

     

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 118 ครั้ง

53 ความคิดเห็น

  1. #1703 jue (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 / 09:32
    อยากอ่านต่อออออ...ลงแดงแหง๊กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #1703
    0
  2. #1702 Hightdragon (@hightdragon) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2558 / 21:35
    เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ
    รอเสมอ  555555555555555555 
    #1702
    0
  3. #1701 fa_Prisar (@family_fa) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558 / 23:58
    เดินไปตามเส้นทางที่มี(เกี่ยวไร?)นางจะได้เดินทางอีกแลัวไง(เมื่อไรคะ)....หุหุหุ ^=^ เอ่อ...พระเอกนี่ไม่จำเป็นหรอก(ใช่ป่ะ)เนอะ~ เฮ่อๆๆ ข้ามเม้นต์นี่ไปเถิด..
    #1701
    0
  4. #1698 beamw (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 / 12:46
    รีบๆมาอัพต่อนะค้าาา รออ่านอยู่น้าา สนุกมากเยยยยย
    #1698
    0
  5. #1696 N.D.nurse (@gundomthenurse) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 30 มกราคม 2558 / 17:58
    ไรท์หายไปไหนนนนนนน ไหนบอกว่าลงไง สรุปเรื่องนี้มีพระเอกปะ
    #1696
    0
  6. #1694 คุโระ (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 28 มกราคม 2558 / 21:08
    ผ่อนคลายบ้างครับไรท์ตึงเครียดเกินไปเดี๋ยวไมเกรนถามหา

    (การเมืองเยอะมากคนอ่านยังตาลาย แล้วคนแต่งไม่ตายหรอ?)

    ขอแบบชิวๆแบบตอนยังเด็กซักครึ่งตอน ที่สบายๆอ่านเพลินๆไม่ต้องอ้างอิงอะไรมากอะครับ



    ปล.คำถามคาใจของใครหลายคน เรื่องนี้จะมีพระเอกหรือไม่?
    #1694
    0
  7. #1693 yukai (@yukai) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 26 มกราคม 2558 / 14:34
    มาคอยแล้วค่ะ
    #1693
    0
  8. #1692 jue (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 26 มกราคม 2558 / 11:41
    นางเอกภาคนางมารนี่แหละดีแล้ว...ชอบมากกกกก คนจะได้ไม่เอาเปรียบอีก ใครเข้าใกล้...ขบหัวมันเลยลูก เหมยฮวา
    #1692
    0
  9. #1690 คนเพรียว (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 26 มกราคม 2558 / 09:42
    รึว่าจะไปเจอพระเอก มโนไปเอง
    #1690
    0
  10. #1689 ~Friendship!~ (@damon38) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 25 มกราคม 2558 / 23:40
    จะรอไรท์เตอร์นะคะ นิยายสนุกมากค่ะ ได้สาระอะไรใหม่ๆด้วย
    #1689
    0
  11. #1688 Lapasrada Komalabutr (@minibeautiful) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 25 มกราคม 2558 / 22:13
    แน่ใจเรอะ ได้กลับเรว จะโดนจับแต่งรึป่าว
    #1688
    0
  12. #1687 cat cat จัง (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 25 มกราคม 2558 / 20:43
    รอนานมากเลยค่ะ แต่มาลงอัฟทีก็สนุกมาก



    ถ้ายังงัยก็ขอตอนต่อไปเร็วหน่อยได้ไหมค่ะอยากอ่านต่อมากเลยค่ะ
    #1687
    0
  13. #1686 สุกัญญา (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 27 มกราคม 2558 / 20:59
    สุดยอด
    #1686
    0
  14. #1685 inasba (@nassang) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 27 มกราคม 2558 / 20:17
    เหมยฮวาผู้น่ารักหายไป
    #1685
    0
  15. #1683 ตุ้ย (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 25 มกราคม 2558 / 16:53
    ยิ่งอ่านยิ่งติดสนุกมาก นางเอกเราจะไปมองโกลแล้ว แล้วเมื่อไหล่จะได้ไปต้าเว่ยละ อยากให้พะนางได้เจอกันสักที
    #1683
    0
  16. #1682 finfish6624 (@finfish6624) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 25 มกราคม 2558 / 13:18
    ได้มาอีกหนึ่งฉายา  ปราชญ์ธิดาเทพ  555+
    #1682
    0
  17. #1681 yuechan (@yuechan) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 25 มกราคม 2558 / 13:05
    ยัยเหมยถอยมาอยู่วงนอกไม่ทันก็โดนลากเข้าไปเอี่ยวอีกแล้ว
    #1681
    0
  18. #1680 Bad_Bunny (@yuna2005) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 25 มกราคม 2558 / 12:56
    เราจะรอๆๆๆๆๆ ไม่ว่าท่านจะมากี่เปอ จะมากี่ตอน สนุกมากค่ะ ขอบคุณเจ้าค่ะ
    #1680
    0
  19. #1679 yaya (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 25 มกราคม 2558 / 12:13
    ขอบคุณค่ะไรท์ สนุกมากค่ะสงสัยจังพระเอกจะเป็นชาวมองโกลหรือป่าวนะ
    #1679
    0
  20. #1678 for you (@you945) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 25 มกราคม 2558 / 11:25
    นางเอกเจอเรื่องต่างๆมาเยอะมันก็ต้องเปลี่ยนบ้าง ต้องเด็ดขาดไม่งั้นจะคุมคนอยู่รึออกจะเก่งเอิ่มแต่ไม่ทราบว่าพระเอกของเราคือใครอ่าา ใช่เทียนอี้ไช่ป่ะ เค้าเชียร์เทียนอี้อยู่ 555 รออ่านต่ออยู่ค่าาา ♡♥ >\<
    #1678
    0
  21. #1677 Phirena (@phirena) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 25 มกราคม 2558 / 11:12
    ชอบเหมยฮวาฉบับนางมาร อิอิ ไหนๆ นางมารก็ถือกำเนิดแล้ว ขอพระเอกเป็นจอมมารเลยล่ะกัน ว่าแต่...พระเอกคือผู้ใด5555
    #1677
    0
  22. #1676 ไจแอนท์คุง (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 25 มกราคม 2558 / 10:57
    ก็ถ้าเหมยฮวาต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆถ้าไม่เป็นนางมารเสียบ้างน่ากลัวว่าจะต้องตายตั้งแต่ตอนแรกๆแล้ว ขอสนับสนุนการเป็นนางมารร้ายของเหมยฮวา!!!!
    #1676
    0
  23. วันที่ 25 มกราคม 2558 / 10:33
    ชีพจรลงเท้าจริงๆเลยนะเหมยฮวา
    #1674
    0
  24. วันที่ 25 มกราคม 2558 / 10:24
    พ่อค้าก็คือพ่อค้า คุยเรื่องอื่นนิใช้เวลามากในการคิดและวิเคราะห์ถึงจะรู้ความ แต่เมื่อพุดเรื่องการค้าปุ๊บนิ คิดได้ว่องไวขึ้นมาทันที 5555 
    #1673
    0
  25. #1672 paple92164 (@paple92164) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 25 มกราคม 2558 / 10:07
    มาให้อ่านทุกวันได้ไหม๊คะ  พลีสๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #1672
    0