ปราชญ์หญิงพลิกแผ่นดิน

  • 99% Rating

  • 23 Vote(s)

  • 159,569 Views

  • 2,075 Comments

  • 2,286 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    243

    Overall
    159,569

ตอนที่ 47 : ปฐพีลุกเป็นไฟ-4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4470
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 95 ครั้ง
    2 มี.ค. 58

      ปฐพีลุกเป็นไฟ 4

      'เคร้งๆ!'

      เสียงของฝาถ้วยชากระทบกับถ้วยชาดังขึ้นมาโดยพลัน อันเนื่องมาจากการวางลงอย่างเร่งร้อนของทัวมู่เหอ หลังจากได้ฟังคำของฮูตูไก

      "แม่นางน้อยผู้นั้นก็คือท่านปราชญ์ และยังเป็นธิดาเทพอย่างนั้นเรอะ"

      "ถูกแล้วท่านมู่เหอ"แม้น้ำเสียงของฮูตูไกจะฟังดูว่าหนักแน่นเพียงใด แต่อย่างไรทัวมู่เหอก็ยังคลางแคลงสงสัยอยู่ดี เพราะหากบอกว่าแม่นางผู้นั้นเป็นธิดาเทพตนยังจะเชื่อได้สนิทใจมากกว่านี้ แต่นี่ถึงกับบอกว่าเป็นปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่อีก เรื่องเช่นนี้ออกจะเกินเลยไปอยู่มิน้อย

      "ฮ่าๆ....ดูท่าท่านทัวมู่เหอคงยากจะทำใจให้เชื่อได้ นี่ก็ไม่ผิดนัก เพราะคราแรกที่ข้าได้ฟัง ก็รู้สึกยากจะเชื่ออยู่เหมือนกัน แต่เมื่อได้ลองมาคิดทบทวนดู นี่หาได้เกิดผลดีอันใดไม่แก่สกุลหลี่ ซ้ำร้ายยังชักพาเภทภัยให้เสียอีก"ได้ฟังคำของฮูตูไก ทัวมู่เหอก็ผงกศรีษะว่าคล้อยตามก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า

      "เช่นนั้น ท่านพอจะบอกเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่ ว่าตอนที่ท่านรั้งอยู่ได้เกิดอันใดขึ้นบ้าง"

      "โอ...ใยท่านถึงได้กล่าวเช่นนี้ ต่อให้ท่านไม่ไต่ถาม ข้าก็จะต้องบอกกล่าวแก่ท่านอย่างละเอียดอยู่แล้ว"แม้ปากจะกล่าวอย่างนอบน้อม แต่ในใจก็รู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่มิน้อย ที่ตัวแทนของท่านข่านอย่างทัวมู่เหอ ถึงกับยอมลดตัวกล่าวคำเกรงอกเกรงใจต่อตนปานนี้

      ทว่านี่ก็เพียงชั่วครู่ ก่อนที่ฮูตูไกจะเพ่งสมาธิจดจ่ออยู่แต่ที่คำพูดที่จะเอ่ยออกมา โดยระมัดระวังมิให้กล่าวอันใดผิดหรือพลั้งเผลอเอ่ยถึงเรื่องแผนการลอบขโมยม้วนบันทึกแบบสร้างธนูพันก้าว

      เมื่อทันทีที่การบอกเล่าได้จบลง ทัวมู่เหอยังไม่ทันได้อ้าปากอันใด ฮุตูไกก็ชิงกล่าวคำขอลุแก่โทษว่า

      "ท่านมู่เหอ เรื่องที่ข้าพลั้งปากบอกถึงเจตนาของการมาในครั้งนี้ออกไปนั้น หวังว่าท่านจะเข้าใจและให้อภัย ด้วยข้าและผู้คนในเผ่าต่างก็มิคิดว่าตระกูลหลี่นั้นเป็นคนนอก ดังนั้นจึงได้ร้อนใจและกังวลจนต้องเผลอบอกออกไป"

      ทัวมู่เหอถึงกับพ่นลมหายใจขึ้นจมูกแรงๆคราหนึ่ง เพราะคำกล่าวของฮูตูไกนี้ เท่ากับบ่งบอกว่า นับจากนี้เป็นต้นไป ไม่ว่าจะเรื่องอันใด หากเกี่ยวพันกับปราชญ์ธิดาเทพแล้วไซร้ ทางเผ่าหุยเกอจะยื่นมือเข้ามามีส่วนรวมในทันที

      " ข้าไหนเลยจะไปว่ากล่าวท่าน นอกจากไม่ตำหนิแล้ว ข้ายังจะรายงานความดีความชอบในครั้งนี้ของท่านต่อท่านข่าน เพื่อเป็นการตอบแทนที่ท่านช่วยทำให้เรื่องที่คิดว่ายากกลายเป็นง่ายดายขึ้นในพริบตา"

      "อา...ขอบคุณและลำบากท่านแล้ว ฮ่าๆ..."วันนี้ช่างเป็นวันที่สวยสดงดงามยิ่งนักสำหรับฮูตูไก เพราะไม่ว่าสิ่งใดๆล้วนเป็นใจให้ตนแทบทั้งสิ้น ชีวิตดี๊ดี

      "เอ่อ...ส่วนเงื่อนไข ไม่ทราบว่าท่านคิดเห็นเป็นเช่นไร"เมื่อหัวเราะจนสมใจก็พลันนึกได้ถึงเรื่องข้อเรียกร้องของเหมยฮวา จึงได้ถามไถ่ขึ้นมา

      "ข้าย่อมตกลงอยู่แล้ว"ทัวมู่เหอกล่าวออกมาทันทีที่ฟังจบ

      เงื่อนไขที่ไม่ก่อให้เกิดผลร้ายเช่นนี้ มันช่างเป็นเงื่อนไขที่สร้างความยินดีแก่ผู้คนยิ่งนัก เพราะก่อนหน้า ที่จะเดินทางมา ตนและท่านข่านต่างจัดเตรียมสิ่งของและข้อเสนอเอาไว้อย่างมากมาย โดยไม่สนว่าจะทุ่มเททรัพย์สินหรือสูญเสียอันใด ขอเพียงไม่เกินเลยจนมิอาจยอมรับได้ ท่านข่านล้วนยินดีให้กระทำได้อย่างเต็มที่

      "เฮ่อ..เพียงแต่ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก เรื่องธนูพันก้าว"พอเอ่ยถึงเรื่องนี้ ทัวมู่เหอก็รู้สึกหนักใจขึ้นมา ด้วยนึกถึงแววตาของอีกฝ่ายในตอนที่พูดคุยกันก่อนหน้านี้ ก็จนด้วยความคิดที่จะหาสิ่งใดมาโน้มน้าวให้เปลี่ยนใจได้

      เพียงประโยคนี้หลุดออกมา ในใจของฮูตูไกก็ถึงกับแช่มชื่นขึ้นมาทันที เพราะนี่คือประโยคที่ตนเองเฝ้ารอคอยอยู่นานแล้ว จึงได้ลดสุ่มเสียงลงก่อนกล่าวว่า

      "บางทีหนทางอาจจะยังไม่หมดลงก็ได้ท่านมู่เหอ"

      "ท่านมีวิธีการที่ดีอันใด รีบชี้แนะ"ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าของทัวมู่เหอดูคึกคักขึ้นอักโข ด้วยคาดหวังว่าอีกฝ่ายคงคิดหาวิธีการที่จะได้ม้วนบันทึกแบบสร้างธนูพันก้าวออกมาได้

      "เมื่อไม่ให้ เราก็ใช้วิธีลอบขโมยมาซิ"พอได้ฟังทัวมู่เหอก็แค่นเสียงออกมาคราหนึ่งด้วยความผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง

      "ข้าก็นึกว่าท่านคิดหาวิธีดีงามอันใดได้ นี่ท่านคงมิรู้ความว่า คนของตระกูลหลี่ที่ข้าพบประสบบมา ก่อนจะถูกพามายังเรือนรับรองล้วนฝีมือสูงยิ่ง อีกทั้งการกวดขันเวรยามยังเข้มงวดนัก นี่ยังไม่รวมถึงว่าเราหาได้ทราบถึงที่จัดเก็บม้วนบันทึกไว้ไม่"

      เพราะพบเห็นด้วยตาตนเองว่าเหล่านักบู๊ของตระกูลหลี่นั้นเข้มแข็งและมีระเบียบมากปานใด ทำให้ความคิดที่จะลักลอบขโมยบันทึกแบบสร้างธนูพันก้าวถูกปัดทิ้งในทันที ที่ทราบว่าปราชญ์ธิดาเทพไม่ยอมมอบให้

      แม้จะได้ยินคำแจกแจงของทัวมู่เหอ แต่ฮูตูไกยังยิ้มแย้มอย่างมีเลศนัย แล้วจึงเอ่ยต่อว่า

      "ที่ท่านกล่าวมานั้นมันก็จริง แต่ท่านคงลืมเลือนไปว่า ตัวข้าและตระกูลหลี่ต่างยึดถือและไว้วางใจซึ่งกันและกัน อาศัยสิ่งนี้ย่อมสามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้เป็นอย่างมาก"เสมือนห็นแสงสว่างอยู่ที่ปลายของอุโมงค์ แววตาของทัวมู่เหอถึงกับมีประกายคมปลาบ ก่อนจะเร่งให้อีกฝ่ายรีบกล่าวคำออกมาทั้งหมด

      "สิ่งแรกก็คือต้องหาข้ออ้างเพื่อพำนักอยู่ที่จวนสกุลหลี่ให้ได้ ซึ่งทางเราสามารถใช้ข้ออ้างโดยบอกว่า เพราะความที่ข้ามีลักษณะเด่นแตกต่างจากผู้คนทั่วไป อาจชักพาเรื่องราวยุ่งยากให้เกิดขึ้น ถ้าหากไปพักยังโรงเตี้ยมในเมืองชิงไห่ ด้วยข้ออ้างนี้ทางตระกูลหลี่ย่อมต้องยินยอมให้พักเป็นแน่"

      "ฮืม..แต่ท่านคงไม่ลืมไปว่า หากยังไม่อาจหาพบ ท่านจะใช้ข้ออ้างใดเพื่อพำนักต่อ อีกทั้งเงื่อนไขของเวลาที่ทางเรามีไม่มากนัก ด้วยต้องเดินทางกลับไปให้ถึงมองโกลภายในสองเดือน"ยิ่งได้ฟังก็ยิ่งหนักใจ ความคิดแม้จะดีแต่ก็ติดเรื่องของเวลาที่กระชั้นชิด

      "ฮ่าๆ...ข้อนี้ท่านมิต้องกังวลไป การยืดเวลาพำนักสามารถอ้างเรื่องติดขัดการจัดหาสินค้าได้ ส่วนระยะเวลา ข้าว่าไม่น่านานเกินควร เพราะแค่เพียงวันนี้ จากการพูดคุยกันฉันท์ญาติมิตร ข้าก็รับทราบเรื่องที่ท่านปราชญ์ธิดาเทพ มักขลุกตัวที่ห้องหนังสือ เพื่อใช้ศึกษาและทดลองสิ่งต่างๆอยู่ประจำ อีกทั้งตอนนี้ ข้ายังหาหนทางเข้าไปยังห้องหนังสือของท่านปราชญ์ได้แล้วด้วย "

      คำลวงที่ฮูตูไกเตรียมมา ทำให้ทัวมู่เหอเริ่มมีความหวังมากขึ้น จนมิอาจเก็บงำความยินดีเอาไว้ได้ พอฮูตูไกเห็นดังนั้นจึงได้รีบกล่าวต่อว่า

      "มิมีใดซับซ้อน ด้วยข้าทราบมาว่าสิ่งประดิษฐ์ของท่านปราชญ์ธิดาเทพมีมากหลาย ข้าจึงขอเข้าไปชมดู โดยอ้างว่าเพื่อศึกษาและหาลู่ทางในการจัดสร้างในเชิงค้าขาย ซึ่งหากพบสิ่งใดสามารถทำเป็นสินค้าได้ แต่ติดขัดเรื่องวัตถุดิบและเงินทุน ทางเผ่าหุยเกอจะให้การสนับสนุนด้านนี้อย่างเต็มที่เอง"

      "ฮืม.."ทัวมู่เหอเพียงรับคำคราหนึ่ง เพราะรู้สึกฉงนกับคำพูดของฮูตูไก ด้วยดูตามนิสัยของปราชญ์ธิดาเทพ ไม่น่าจะเห็นแก่สิ่งมีค่าใดๆอยู่ในสายตา ซึ่งสีหน้าเช่นนี้เป็นไปตามการคาดคะเนของฮูตูไกไว้แล้ว

      "ตอนที่ข้าขอเช่นนี้ แม้ท่านปราชญ์ธิดาเทพจะดูไม่ใคร่ยินดีนัก แต่ด้วยไป่หลงนั้นสนใจเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับรีบเอ่ยปากเชื้อเชิญ เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้ท่านปราชญ์ธิดาเทพมิอยากขัดใจบิดา จึงได้ยินยอมให้ข้าเข้าไปได้ทุกเมื่อ ดังนั้นการค้นหาม้วนบันทึกจึงน่าจะสามารถหาพบได้ในเร็ววัน"

      "ฮ่าๆ...ดี...ช่างน่ายินดีอะไรเช่นนี้"เสียงหัวเราะร่วนดังขึ้นมาในทันใด ก่อนจะเอ่ยอีกว่า

      "หากประสบผล ความดีความชอบในครานี้ของท่าน ข้าจะรายงานแก่ท่านข่านอย่างไม่ตกหล่น แม้แต่คำเดียว"

      "ขอบคุณท่านมู่เหอแล้ว"ปากเอ่ยออกมา แต่ในหัวก็เริ่มคิดหาคำมาบอกกล่าวอีกฝ่าย เพื่อให้เห็นว่ามันช่างเป็นงานที่ยากลำบากยิ่ง ทว่ายังมีความคืบหน้าอยู่

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      ในวันนี้นับตั้งแต่เช้าจวนสกุลหลี่ก็ดูจะวุ่นวายอยู่มิใช่น้อย เพราะต้องตระเตรียมสิ่งของให้พร้อมสำหรับการเดินทางไกล ด้วยเมื่อวานทางทัวมู่เหอได้มาแจ้งว่า จะเดินทางกลับมองโกลในอีกสองวันข้างหน้า

      เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ฮูตูไกสามารถนำม้วนบันทึกแบบสร้างธนูพันก้าวมาให้ทัวมู่เหอเอาไปคัดลอกได้แล้วนั่นเอง หลังจากที่สร้างความลำบากอย่างยิ่งยวดให้แก่ฮูตูไก ในการคิดหาคำมากล่าวอ้างและวิธีการ เพื่อมิให้ดูว่ามันได้มาอย่างง่ายดายจนเกินไปอยู่ถึงสิบวัน

      "เฮ่อ....เมื่อใดกันเรื่องราวยุ่งยากเหล่านี้จะจบสิ้นไปเสียที"จู่ๆเฟยเอี้ยนก็เปรยขึ้นมา ในระหว่างที่กำลังตรวจดูความเรียบร้อยของการจัดเตรียมสิ่งของ

      "ขอท่านแม่อย่าได้กังวลไปเลยเจ้าค่ะ  ลูกสามารถรับมือได้"

      "ฮืม...."เฟยเอี้ยนเพียงส่งเสียงขึ้นมาคราหนึ่ง แม้จะเห็นว่ากำลังมองดูเหล่าบ่าวรับใช้ที่กำลังสาละวนจัดเตรียมสิ่งของอยู่ แต่ภาพดังกล่าวกลับมิได้เข้ามาในคลองจักษุเลยแม้แต่น้อย เพราะนางกำลังจมอยู่ในห้วงความคิด ด้วยความกังวลใจในความปลอดภัยของบุตรสาวนั่นเอง

      หากเทียบกันแล้วระหว่างตอนที่ไปช่วยแคว้นหยวนทำศึก นี่ถือได้ว่าเสี่ยงกว่ามากนัก เพราะทราบถึงอุปนิสัยของชาวเผ่านอกด่านเป็นอย่างดี ที่มักกระทำการตามแต่อำเภอใจ หาได้มีการคิดใคร่ครวญก่อนกระทำ ด้วยไม่ต้องคำนึงถึงหน้าตามารยาทดั่งเช่นชาวจงหยวน

      ดังนั้นจึงกลัดกลุ้มใจในความปลอดภัยของบุตรสาว ด้วยไม่อาจคาดเดาว่าทางนั้นจะกระทำอันใดบ้าง หากเกิดความไม่พอใจขึ้นมา

      ก่อนจะไพล่นึกไปถึงเรื่องคู่ครองของบุตรสาว คงจะดีอยู่มิใช่น้อยถ้าบุตรสาวของตนได้ออกเรือน เพราะยังใช้เป็นข้ออ้างบ่ายเบี่ยงได้

      มันช่างน่าเสียดายยิ่งนัก หรือว่าสวรรค์กำหนดมาให้นางต้องเป็นเช่นนี้กันแน่นะ เฟยเอี้ยนยังคิดรำพึงขึ้นมาภายในใจ เพราะเรื่องคู่ครองของเหมยฮวาเคยได้มีการพูดคุยกันระหว่างนางและไป่หลงมาแล้วในคราที่นางอายุได้สิบหกปี แต่ด้วยความที่เหมยฮวาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการเริ่มต้นกิจการในหลายๆอย่าง จึงได้พักเรื่องราวเหล่านี้เอาไว้ก่อน

      ทว่าพอทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง ก็ต้องไปเกี่ยวพันกับเรื่องราวของแคว้น จนชื่อเสียงของนางเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งในจงหยวนและนอกด่าน ทำให้ยากที่จะมีผู้ใดคิดอาจเอื้อมมาสู่ขอ แต่อย่างไรเรื่องนี้ก็เป็นปัญหาเพียงเล็กน้อย ถ้าเทียบกับเรื่องข่าวลือที่รู้กันในเหล่าตระกูลใหญ่ต่างๆ ที่บอกว่า บุตรสาวของนางเป็นที่พึงตาต้องใจของอ๋องหยวน

      แต่ที่หนักหนาที่สุดก็คือ ข่าวลือที่ว่าบุตรสาวของนางปฏิเสธความเมตตาท่านอ๋องไป ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้บุรุษอื่นใดยังจะคิดอาจเอื้อมได้อีก หากบุตรสาวของนางต้องแต่งงานกับผู้ใดขึ้นมา ท่านอ๋องย่อมต้องทรงรู้สึกขัดเคืองพระทัยเป็นแน่ เพราะคงจะทรงรู้สึกเสื่อมเสียหน้าเป็นอย่างยิ่งที่หญิงสาวที่บอกปัดพระองค์ไปครองคู่กับชายอื่น

      เช่นนี้นางมิต้องไร้คู่ครองไปจนแก่เฒ่าหรอกหรือ ยิ่งคิดก็ยิ่งกังวลกับเรื่องคู่ครองของบุตรสาว จนลืมตัวเผลอถอนหายใจออกมาดังๆ เหมยฮวาเห็นดังนั้นก็ยังเข้าใจว่ามารดาของนาง ยังคงเป็นห่วงในเรื่องที่พูดก่อนหน้านี้ จึงได้เอ่ยออกมาด้วยสีหน้าจริงจังว่า

      "ทันทีที่ลูกกลับมาจากมองโกล จะรีบเร่งดำเนินการจัดทำบันทึกที่รวบรวมศาสตร์ต่างๆเอาไว้ เท่านี้ลูกก็จะสามารถปลดเปลื้องภาระเหล่านี้ได้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะท่านแม่"

      เมื่อเห็นว่านางจะสร้างความไม่สบายใจให้แก่บุตรสาวเพิ่มขึ้นอีกเรื่อง เฟยเอี้ยนจึงแสร้งยิ้มแย้มออกมาเอ่ยตอบรับ ก่อนจะชี้ชวนให้ดูสิ่งของต่างๆที่กำลังจัดเตรียม

      ในเรื่องหลีกเลี่ยงการเข้าไปข้องแวะกับการแย่งชิงอำนาจ เหมยฮวาทราบดีแก่ใจว่าเป็นเรื่องที่กระทำได้ยากอย่างยิ่ง แต่กระนั้นนางก็สามารถคิดได้ นั่นก็คือจัดสร้างบันทึกที่รวบรวมศาสตร์ต่างๆ ทั่วแผ่นดิน ตามคำสั่งเสียของอาจารย์ซุนวู เพื่อนำไปเผยแพร่ช่วยเหลือผู้คน

      ด้วยข้ออ้างนี้ ย่อมทำให้เหมยฮวา สามารถบอกปัดได้เป็นอย่างดี เพราะเหล่าขุนนางทั้งหลายก็ล้วนแต่เป็นบัณฑิต ย่อมต้องเข้าข้างนางอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นไปด้วยความเต็มใจหรือไม่ก็ตาม

      เพราะหลักการของวิญญูชน ย่อมยึดถือบูชาคุณธรรมและความรู้ ซึ่งการจัดทำบันทึกของนางตอบโจทย์ได้ทั้งสองอย่าง ไม่ว่าจะเพื่อความรู้ที่มาจากศาสตร์ต่างๆ หรือว่าคุณธรรมที่จะแจกจ่ายเผยแพร่ช่วยเหลือผู้คนทั่วไป  

      ดังนั้นไม่เพียงเหมยฮวาจะไม่ถูกผู้คนในราชสำนักตำหนิ และดึงดันคิดหาวิธีจะชักนำนางเข้าไปในวังวนของการแย่งชิงอำนาจ ยังจะช่วยพูดและสนับสนุนนางด้วยอีกทางหนึ่ง เพื่อให้ตนถูกมองว่าเป็นวิญญูชนนั่นเอง

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ต่อ............

    'ชี่ๆ......'

      'ตู๊ม!.....'

      เสียงกึกก้องกัมปนาท และควันสีขาวคละคลุ้งกระจายไปทั่วบนพื้นที่โล่ง ก่อนจะมลายหายไปในที่สุด หลงเหลือไว้แค่เพียงเศษดินและเศษกระเบื้อง ที่ถูกบดอัดกลายเป็นชิ้นๆ ทั้งยังมีหลุมตื้นๆเกิดขึ้นภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ในเมื่อครู่อีกด้วย

      สุดท้ายเป็นภาพของผู้คนมากหลาย ภายใต้การเดินนำของบุรุษที่ดูสูงศักดิ์ ทั้งยังแต่งกายด้วยชุดมังกรห้าเล็บสีเหลือง ก่อนจะหยุดอยู่ที่หน้าหลุมดังกล่าวเพื่อชมดู

      "ฮ่าๆ...อัสนีบาต ช่างยอดเยี่ยมสมกับชื่อของมันยิ่งนัก"     

      "ขอบพระทัยฝ่าบาทพะยะค่ะ"พระสุระเสียงที่ทรงอำนาจถูกตรัสออกมาชมเชยผู้จัดสร้าง จนผู้ที่ได้รับการชมเชย อย่างเจ้ากรมโยธาจิ้งเย่ รู้สึกยินดีจนลนลานแทบกระทำตัวมิถูก

      "ท่านจิ้งเย่ช่างถ่อมตัวยิ่งนัก ไหนบอกว่ายังไม่สมบูรณ์ แต่เท่าที่ข้าเห็นเมื่อครู่ เช่นนี้ยังเรียกว่าไม่สมบูรณ์ได้อีกรึ"เป็นเสนาฯซ้ายหานกล่าวออกมา ก่อนผู้คนรอบข้างที่ส่วนมากเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ก็กล่าวคำสนับสนุนเพิ่มอีกแรง จนผู้รับคำชมอย่างจิ้งเย่ถึงกับยิ้มแทบหุบไม่ลง ด้วยความภูมิใจเป็นที่สุด ก่อนจะเชิดหน้าแอ่นอกกล่าวคำออกมาว่า

      "ข้าหาได้ถ่อมตัวไม่ขอรับท่านเสนาฯซ้าย อาวุธอัสนีบาตนี้ยังไม่สมบูรณ์จริงๆ"

      "แล้วอย่างไรถึงจะเรียกได้ว่าสมบูรณ์ล่ะท่านจิ้งเย่"เป็นองค์ชายไท่อี้ตรัสถามขึ้นมา ก่อนที่เจ้ากรมโยธาซุนจะรีบค้อมกายให้และหันไปกล่าวคำกับองค์เว่ยไท่หวงตี้ว่า

      "ทูลฝ่าบาท ทูลองค์ชาย ทรงทอดพระเนตรหลุมดูพะยะค่ะ"เมื่อเห็นว่าทรงทอดพระเนตรดูแล้วจึงได้กล่าวต่อว่า

      "หลุมนี้หากเทียบกับเมื่อสิบวันก่อนที่ทดสอบ นับได้ว่าตื้นเขินมากกว่ายิ่งนักพะยะค่ะ ซึ่งความตื้นลึก กว้างแคบของหลุมนั้น คือตัวชี้วัดถึงอานุภาพการทำลายของผงอัสนีบาต โดยปัญหานี้เกิดขึ้นได้อย่างไร จนป่านนี้กระหม่อมก็ยังหาสาเหตุไม่ได้เลยพะยะค่ะ"

      "อานุภาพไม่แน่นอนอย่างนั้นรึ"

      "พะยะค่ะฝ่าบาท ปัญหานี้กระหม่อมพยายามแก้มาตลอด โดยได้ลองผสมผงอัสนีบาตในแบบต่างๆ ทั้งเพิ่มและลดวัตถุดิบไล่ไปทีละอย่าง ผลลัพธ์ที่ดีสุดก็มีเพียงการเผาไหม้ที่รวดเร็วและมีควันมากขึ้น แต่อานุภาพทำลายยิ่งมายิ่งลดลงพะยะค่ะ"

      ผงอัสนีบาตนี้ เป็นชื่อที่เจ้ากรมซุนผู้คิดค้น ขนานนามให้ตามเสียงดังกึกก้องในยามที่มันปะทุขึ้นมาเมื่อถูกจุดด้วยไฟ แต่ถ้าเหมยฮวามาเห็นก็คงจะเรียกมันในอีกชื่อหนึ่ง ตามความทรงจำในภพก่อนของนางว่า ผงดินปืน

      "เอาเถอะ เรื่องการพัฒนายังคงพักไว้ก่อน เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอ ที่จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์กับการศึกได้แล้ว"
ทรงตรัสเพียงเท่านี้ ก่อนจะทอดพระเนตรมองดูหลุมที่เกิดจากการระเบิดเมื่อครู่อยู่พักหนึ่งก่อนจะทรงรับสั่งขึ้นมาว่า

      "แล้วเรื่องเครื่องเหวี่ยงหิน มีความคืบหน้าไปอย่างไรบ้าง"

      "ทูลฝ่าบาทตอนนี้ขาดแต่เพียงทดสอบในสถานการณ์จริงเท่านั้นเองพะยะค่ะ ซึ่งเรื่องนี้กระหม่อมได้พูดคุยกับท่านเสนาฯขวาก่อนหน้าที่จะเดินทางไปยังแคว้นหยวนแล้วว่า จะจัดให้มีการซักซ้อมรบขึ้น ในวันที่ยี่สิบหกเดือนสี่หรืออีกห้าวันข้างหน้านี้พะยะค่ะ"เจ้ากรุมซุนทูลถวายรายงาน ขณะเดียวกันก็ชี้ชวนนำทางองค์เว่ยไท่หวงตี้ องค์ชายไท่อี้และขุนนางท่านอื่นๆไปยังอีกฝากหนึ่ง ก่อนจะมาหยุดยืนอยู่หน้าเครื่องมือรูปร่างแปลกประหลาด ที่เรียกว่าเครื่องเหวี่ยงหิน

      ด้วยรูปลักษณ์ที่มีฐานล่างเป็นเพียงโครงไม้สี่เหลี่ยมพื้นผ้า มุมทั้งสี่ติดตั้งล้อเลื่อน และเกือบกึ่งกลางมีเสาสูงสองฟากตรงกัน เพื่อใช้ในการค้ำยึดแกนหมุนที่อยู่ด้านบนสุด ซึ่งแกนหมุนดังกล่าวมีการนำคานไม้มายึดติด วางตัวตามแนวยาวของฐานล่าง โดยให้ด้านหนึ่งสั้นด้านหนึ่งยาว 

      คานด้านที่สั้นมองดูจะเห็นว่ามีการนำทั้งก้อนหินและเชือกใหญ่หยาบมาผูกยึด โดยที่ตัวเชือกถูกปล่อยปลายระยาวจนถึงพื้น ส่วนด้านที่ยาวนั้นปลายสุดกลับถูกยึดติดไว้ด้วยสิ่งที่ดูคล้ายกะทะ เหตุที่บอกว่าคล้ายก็เพราะตัวก้นกะทะนี้มีก้นที่แบนราบมากกว่ากะทะปกติทั่วไป

      "ฮืม...ดูแปลกตาจากคราก่อนที่มาดูมาก"

      "พะยะค่ะฝ่าบาท โดยตัวฐานกระหม่อมได้สั่งให้เอาพื้นกระดานออกเพื่อทำให้เบาขึ้น แล้วจึงเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างด้วยซี่ไม้ทดแทน ส่วนปลายคานด้านที่ใช้ดึง กระหม่อมก็ติดตั้งก้อนหินเข้าไปเพื่อให้เพิ่มแรงกด วิธีนี้จะช่วยทุนแรงของผู้ที่จะดึงเชือกลงมามากโขพะยะค่ะ"

      "ฮ่าๆ ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก เช่นนี้ต่อไปคงมิอาจกล่าวได้ว่า ปราชญ์พิศดารคือผู้ที่มีสติปัญญาเฉียบแหลมที่สุดในแผ่นดินได้อีกแล้ว เพราะสิ่งที่ข้าประจักษ์ในวันนี้ทั้งสองอย่าง ก็ล้วนบ่งบอกได้ว่า สติปัญญาของท่านเจ้ากรมซุนหาได้ด้อยกว่าไม่ พวกท่านว่าที่ข้ากล่าวเช่นนี้จริงหรือไม่"เมื่อตรัสต่อเจ้ากรมซุนจบก็ผินพระพักต์ไปรับสั่งกับเหล่าขุนนางยังเบื้องหลังของพระองค์

      เพียงแค่ได้รับฟังรับสั่งชื่นชมตน เจ้ากรมซุนก็ดีใจเหลือประมาณแล้ว นี่ฝ่าบาทถึงกับนำตนไปเทียบเคียงกับปราชญ์พิศดาร ผู้ที่เรียกได้ว่ามิต่างจากเทพยาดาสำหรับเหล่าบัณฑิตทั่วไป ใยมิใช่เกินเลยไปหรือไม่

      แม้ในใจจะทราบดีว่ามิอาจเทียบเคียง แต่เมื่อได้ยินจากพระโอษฐ์เช่นนี้ ความปิติยินดีก็เอ่อล้นจนท่วมท้น ทำให้เจ้ากรมซุนถึงกับร่างกายส่ายโงนเงน ดวงตาแดงระเรื่อด้วยน้ำตาที่คลอหน่วย ก่อนจะรีบคุกเข่ากราบกรานขานคำขอบพระทัยที่องค์เหนือหัวตรัสชื่นชม

      ด้านขุนนางท่านอื่นๆแม้จะรีบกราบทูลว่าเป็นจริง แต่มากกว่าครึ่งที่ในใจต่างนึกแบะปาก บ้างด้วยความอิจฉาริษยาในความเป็นคนโปรดของฝ่าบาท และบ้างด้วยการไม่ยอมรับในความสามารถ ทว่ายังมีสิ่งหนึ่งที่คิดตรงกันก็คือ หลังจากนี้ พวกตนจะจัดหาสิ่งของอันใด ส่งไปแสดงความยินดียังจวนเจ้ากรมซุนเพื่อปูทางเชื่อมไมตรี

      "เสด็จพ่อ ท่านเกาเว่ยมาถึงยังห้องทรงอักษรแล้วพะยะค่ะ"จู่ๆองค์ชายไท่อี้ก็เดินเข้ามาตรัสคำกระซิบกระซาบกับพระบิดา หลังจากเมื่อครู่มีนายทหารคนสนิทเข้ามารายงาน

      เมื่อองค์เว่ยไท่หวงตี้ทรงทราบก็รับสั่งให้ขุนนางทุกคนแยกย้าย ยกเว้นเพียงเสนาฯซ้ายหานผู้เดียวที่ติดตามพระองค์ไป

      เมื่อคล้อยหลัง เหล่าขุนนางที่ตอนแรกมีทีท่าจะแยกย้ายกันไป กลับหันมารุมล้อมเจ้ากรมซุน เพื่อกล่าวคำแสดงความยินดีมิขาดสาย ต่อจากนั้นก็เริ่มจับกลุ่มกันวิพากษ์วิจารณ์ถึงท่าทีขององค์ชายไท่อี้ ที่เรียบๆร้อยๆมากขึ้น จนผู้คนต่างคาดมิถึงว่าจะเป็นไปได้

      โดยสาเหตุที่ขุนนางทุกคนคาดเดาก็คือ องค์ชายไท่อี้คงทรงสะเทือนพระทัยจากการทำศึกพ่ายแพ้อย่างหมดรูปที่ด่านเป่ยจิง ซึ่งหากจะกล่าวไปก็นับว่าเป็นการคาดเดาที่แม่นยำยิ่ง เพียงแต่ไม่ถูกทั้งหมด

      อันว่าพ่ายแพ้ก็นับว่าน่าอดสูสำหรับพระองค์แล้ว ทว่ายังมีสิ่งที่สาหัสสากรรจ์สำหรับพระองค์มากกว่านั้น ก็คือ การพ่ายแพ้ให้กับอิสตรีผู้หนึ่งซึ่งเยาว์วัยยิ่ง ซึ่งความสะเทือนพระทัยในเรื่องอย่างหลังนี้ ถึงกับทำให้องค์ชายไท่อี้ทรงประชวรอยู่หลายวัน ก่อนวันนี้จะปรากฏพระองค์ขึ้นเป็นคราแรกนับตั้งแต่เสด็จกลับมา พร้อมๆกับภาพลักษณ์ใหม่ให้ทุกคนได้เห็น 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      "ทันทีที่กลับมาจากแคว้นหยวน ไม่ทันจะได้พักให้หายเหนื่อย ข้าก็เรียกเจ้ามาพบแล้ว คงไม่นึกด่าทอข้าอันใดในใจใช่หรือไม่"เพียงดำเนินมาถึงองค์เว่ยไท่หวงตี้ก็ทรงตรัสหยอกเย้ากับพระสหายในวัยเยาว์ของพระองค์แทบจะทันทีที่พบหน้า

      "หามิได้พะยะค่ะ แล้ววันนี้ฝ่าบาททรงมีเรื่องน่ายินดีอันใดหรือพะยะค่ะ"ด้วยไม่มีผู้อื่นอยู่ด้วย นอกเหนือจากองค์ชายไท่อี้และเสนาฯซ้ายหาน การสนทนาจึงไร้ซึ่งพิธีรีตอง

      "ไว้สิ้นเรื่องของเจ้าก่อน ค่อยบอกให้รู้...ว่าอย่างไรแคว้นหยวนมีปฏิกิริยาอันใดหรือไม่"

      "ทูลฝ่าบาทหลังจากกระหม่อมกลับจากเข้าพบองค์ชายผู่หลง สายที่วางไว้ก็รายงานมาว่า คนของทางกรมกลาโหม ก็ส่งคนมาเฝ้าจับตาดูจวนแม่ทัพขององค์ชายผู่หลงแทบจะทันทีพะยะค่ะ"

      " อย่างนั้นหรอกรึ ฮ่าๆ... "เสียงพระสลวลอย่างพอพระทัยผุดดังขึ้น เพราะแผนการเพียงเริ่มต้นก็คล้ายจะประสบผล     
      แม้ตอนนี้แคว้นหยวนจะไร้ซึ่งแม่ทัพใหญ่ชิงอู่และปราชญ์พิศดาร อีกทั้งในราชสำนักก็วุ่นวาย ดังนั้นองค์ชายผู่หลงจึงมิต่างจากเป็นเสาหลักภายในกองทัพหยวนไปโดยปริยาย จริงอยู่ว่าฝีมือและชื่อเสียงจะเป็นรองแม่ทัพชิงอู่มากมายนัก แต่ถึงกระนั้นองค์เว่ยไท่หวงตี้ก็มิได้ทรงคิดจะดูแคลนกระทำการอย่างบุ่มบ่ามดั่งเช่นเดิม
      ก่อนจะทรงคิดอุบายส่งฑูตไปเข้าพบองค์ชายผู่หลงขึ้นมาเพื่อทำการยุแยง ทว่าหากเป็นขุนนางทั่วไปคงจะสร้างความสนใจให้แก่ผู้คนได้ยาก ดังนั้นแล้วจึงได้ส่งขุนนางที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อต้าเว่ย อย่างเสนาฯขวาเกาเว่ยไปเป็นฑูตขอเข้าพบ

      แม้การพบปะกันในครั้งนี้จะเป็นไปอย่างเปิดเผยและมีผู้คนมากมายรับรู้ แต่ว่าจิตใจของผู้คนนั้นยากแท้หยั่งถึง เรื่องที่เห็นว่าไม่มีอันใดอาจลุกลามใหญ่โตด้วยความเคลือบแคลงและสงสัยก็เป็นได้

      "แล้วมีข่าวใดเกี่ยวกับแม่ทัพชิงอู่กับปราชญ์พิศดารบ้างหรือไม่"เพียงได้ยินคำว่าปราชญ์พิศดาร พระหทัยในอกขององค์ชายไท่อี้ก็เต้นถี่แรง พร้อมๆกับแววตาที่แปรเปลี่ยนไปมาสลับกัน บัดเดี๋ยวคุโชนบัดเดี๋ยวอ่อนโยน

      "ทูลฝ่าบาท ในเรื่องแม่ทัพชิงอู่ยังคงเป็นเช่นเดิมที่เอาแต่เก็บอยู่แค่ในจวน แต่ก็มีข่าวลือออกมาว่า แม่ทัพชิงอู่มิใช่แม่ทัพชิงอู่คนเดิมอีกต่อไปแล้วพะยะค่ะ"

      "ฮือ...อย่างไร"องค์เว่ยไท่หวงตี้ถึงกับทรงเลิกพระขนงขึ้นตรัสถามในทันใด

      "ตามข่าวลือบอกว่า ไม่เพียงไม่เหลือเค้าความองอาจดังแต่ก่อน ยังดูคล้ายว่าชราภาพลงอีกหลายส่วน ด้วยผมเผ้าหงอกขาวเกือบทั้งศรีษะพะยะค่ะ"

      "ฮืม...ช่างน่าเห็นใจอยู่มิน้อย แม่ทัพที่กรำศึกมาตลอดชีวิต มิสมควรจะมีจุดจบดังเช่นนี้"แม้จะอยู่ในฐานะของศัตรู เมื่อเห็นว่าแม่ทัพชิงอู่ตกอยู่ในสภาพนี้ ก็ทรงอดรู้สึกสะท้อนใจกับชะตากรรมของอีกฝ่ายมิได้ ส่วนองค์ชายไท่อี้ได้ยินพระบิดารับสั่งดังนั้นก็ตรัสว่า

      "ใช่แล้วพะยะค่ะเสด็จพ่อ หากลูกต้องเจอสภาพเช่นเดียวกับแม่ทัพชิงอู่สู้เชือดคอตัวเองให้ตายเสียดีกว่า"เมื่อองค์เว่ยไท่หวงตี้ได้ฟังคำก็ส่ายพระพักต์เล็กน้อย ให้กับความวู่วามของพระโอรสของพระองค์ แต่ในพระทัยก็นึกเห็นด้วยกับคำกล่าว

      เพราะมุมมองของเหล่าบุรุษล้วนคิดว่า เมื่อเป็นทหารแล้วการได้ตายในสนามรบถือว่าเป็นเกียรติยศสูงสุด รองลงมาคือการตายด้วยคมหอกคมดาบ มิใช่มีสภาพน่าอดสูเพราะถูกบีบบังคับจนพบจุดจบเช่นนี้
     ทว่าเมื่อถามว่า หากพระองค์ทรงตกอยู่ในฐานะไทเฮาของแคว้นหยวนในขณะนั้น พระองค์จะทรงกระทำเช่นเดียวกันหรือไม่ พระองค์ก็จะตอบโดยไม่ลังเลเลยว่า ย่อมต้องกระทำ

      เพราะจิตใจคนนั้นไม่แน่ไม่นอน ถึงวันนี้จะภักดีแต่วันหน้าก็ไม่มีอะไรมารับประกันได้ว่าจะไม่แปรพักต์ ซึ่งตัวอย่างก็ไม่ต้องดูที่ไหนไกล ดูได้จากตัวของพระองค์เอง ที่ถูกเหล่าพระอนุชาที่พระองค์ทรงไว้ใจหันคมดาบเข้าใส่ในทันทีที่เพิ่งสิ้นเสด็จพ่อไป

      "ส่วนเรื่องของปราชญ์พิศดารหาได้มีข่าวคราวไม่พะยะค่ะ"สิ้นคำกล่าวของเกาเว่ย ดูเหมือนว่าองค์ชายไท่อี้ที่เมื่อครู่ดูจะเร่งร้อนด้วยเรื่องของแม่ทัพชิงอู่ พลันคล้ายผู้คนที่รู้สึกผิดหวังอันใดซักอย่างหนึ่ง

      หลังจากทรงเห็นว่าไม่มีเรื่องใดจะตรัสสั่งถามเกี่ยวกับแคว้นหยวนแล้ว องค์เว่ยไท่หวงตี้ก็ทรงรับสั่งไปยังหัวข้ออื่น

      "ระหว่างที่เจ้าเร่งเดินทางเข้าเมืองมา ได้ยินเสียงอันดังกึกก้องเช่นเสียงอัสนีบาตหรือไม่"

      เกาเว่ยได้ฟังก็นึกสงสัยเหตุใดฝ่าบาทถึงได้ถามเช่นนี้ การได้ยินเสียงดั่งที่พระองค์ตรัสตนย่อมได้ยินอยู่ แต่ด้วยยังอยู่ไกลที่นอกประตูเมือง จึงคิดว่าหูแว่วไป อารามกับรีบเร่งมาเข้าเฝ้า จึงไม่ทันคิดไต่ถามเอาความแก่ผู้ใด

      "กระหม่อมนึกว่าด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง จึงได้หูฝาดไป ที่แท้เกิดอันใดขึ้นพะยะค่ะ"  

      "ก่อนหน้านี้ข้าไปดูการทดสอบอาวุธใหม่ที่เจ้ากรมซุนคิดค้นขึ้นมา สิ่งนี้เรียกว่าอัสนีบาต"

      "อาวุธชนิดใหม่ของเจ้ากรมซุนมิใช่เครื่องเหวี่ยงหินหรอกหรือพะยะค่ะ หรือว่าเจ้ากรมซุนคิดหาชื่อใหม่มาเรียกขานชื่อเดิมของเครื่องเหวี่ยงหิน"ยิ่งฟังก็ยิ่งงุนงง ด้วยอัสนีบาตนั้นถูกเจ้ากรมซุนค้นพบหลังจากเกาเว่ยออกเดินทางล่วงไปสี่วันแล้ว ดังนั้นจึงทำให้ไม่ทราบว่ามีอาวุธอีกชนิดได้ถูกคิดค้นขึ้นเพิ่ม

      "ฮ่าๆ...เครื่องเหวี่ยงหินก็เครื่องเหวี่ยงหินคงเดิม แต่อาวุธอัสนีบาตนี้เพิ่งจัดสร้างแล้วเสร็จเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง วันนี้จึงได้ลองทดสอบดู"ครั้นเอ่ยถึงเรื่องนี้รู้สึกว่าองค์เว่ยไท่หวงตี้จะสำราญพระฤทัยยิ่งนัก เมื่อตรัสกับเกาเว่ยจบก็ทรงหันไปรับสั่งเฟิงหัวว่า

      "รายละเอียดให้เฟิงหัวบอกเล่าก็แล้วกัน"หลังจากยืนนิ่งคอยฟังคล้ายไม่มีตัวตนอยู่นาน พอได้ยินรับสั่งก็รับคำ "พะยะค่ะ"คราหนึ่งแล้วจึงเอ่ยกับสหายสนิทของตนว่า

      "เรื่องเป็นเช่นนี้ท่านเกาเว่ย หลังจากท่านเดินทางไปได้ราวสี่วัน เจ้ากรมซุนก็พบวิธีทำอาวุธอัคคีชนิดใหม่ขึ้น โดยทำจากมูลของค้างคาว กำมะถันและถ่าน"

      "มูลค้างคาว กำมะถันและผงถ่านอันใดกัน ทำไมจึงก่อให้เกิดเสียงดังขนาดนั้นได้"ตามที่เกาเว่ยรู้มา มีเพียงสองสิ่งที่คุ้นเคยดี ก็คือถ่าน ที่มีไว้เพื่อก่อไฟหุงต้ม ส่วนกำมะถันนั้นเรียกได้ว่ายิ่งกว่ารู้จักด้วยศึกษาด้านการแพทย์มา เพราะกำมะถันจะมีสรรพคุณในการใช้รักษาโรคผิวหนัง

      นอกจากนี้ยังสามารถนำไปรอยบนพื้นรอบๆที่พักเพื่อใช้ป้องกันสัตว์พิษจำพวกงูต่างๆได้ด้วย แต่ว่าในข้อดีก็มีข้อเสีย เพราะหากจัดเก็บไม่ระมัดระวัง เพียงเจอกับความร้อนมากๆก็ลุกไหม้ขึ้นมาเองได้

      ส่วนเรื่องมูลค้างคาวนี้เกาเว่ยกลับไม่เคยได้ยินสรรพคุณมาก่อน สีหน้าท่าทางบ่งบอกว่าผู้ฟังยังคงกังขา จึงคลี่ยิ้มออกมา พลางใช้มือข้างหนึ่งลูบคลำหนวดเครา ก่อนจะเอ่ยว่า

      "ใช่แล้วเพียงเท่านี้ ตอนแรกที่ข้าได้ฟังก็ไม่คิดเชื่อ แต่ว่าเมื่อเห็นเจ้ากรมซุนทดสอบให้ดูกับตา ไม่เชื่อก็คงไม่ได้แล้ว"

      "อานุภาพของมันบอกได้ว่าร้ายกาจยิ่ง ไม่เพียงฉีกทำลายขวดกระเบื้องที่ใช้บรรจุ ยังก่อเกิดเสียงดังและควันหนาตาด้วย"องค์ชายไท่อี้ทรงตรัสบอกเกาเว่ย เพื่อขยายเรื่องลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น

      "อา...ถึงกับมีเรื่องราวเช่นนี้ในยามที่กระหม่อมไม่อยู่ ฮ่าๆ....ยินดีๆกับฝ่าบาทด้วยพะยะค่ะ เช่นนี้ไม่เรียกว่าฟ้าส่งเสริมต้าเว่ยก็คงมิได้แล้ว"ทั้งกล่าวคำทั้งคุกเข่าประสานมือ เอ่ยถ้อยคำแสดงความยินดีออกมา ทันทีที่รับฟังเรื่องราวจากปากของเฟิงหัวจบ

      "ฮึ...เพิ่งรู้ว่าเจ้ารู้จักกล่าวคำเช่นนี้เป็นด้วย ลุกขึ้นๆ...นี่ไม่สมกับเป็นเจ้าเลยซักนิด คำพวกนี้เก็บไว้ให้พวกข้างนอกพูดเถอะ"แม้สุระเสียงจะดูขึงขัง แต่ริมพระโอษฐ์กลับปรากฏรอยแย้มสลวล     
     "พะยะค่ะฝ่าบาท ฮ่าๆ..."ถึงจะดูคล้ายคำกล่าวของพวกขุนนางที่ชอบประจบสอพลอ แต่ก็มาจากใจจริงของเกาเว่ย ด้วยเห็นว่าการครอบครองใต้หล้าขององค์เหนือหัว ใกล้จะเป็นความจริงเข้าไปทุกที เมื่อมีอาวุธทั้งสองสิ่งนี้มาช่วยเสริม

      การกำเนิดเกิดขึ้นของอัสนีบาตหรือดินปืน เรียกได้ว่าอยู่บนพื้นฐานของความบังเอิญล้วนๆ หลังจากเจ้ากรมซุนได้ออกแบบเครื่องเหวี่ยงหินสำเร็จ ก็หันมาให้ความสนใจกับอาวุธอัคคีของแคว้นหยวน

      ด้วยเครื่องเหวี่ยงหินของตนนั้นส่วนประกอบล้วนสร้างจากไม้ หากต้องเผชิญกับอาวุธเพลิงของหยวน ที่ทราบมาว่าลุกติดอย่างรวดเร็วและรุนแรง คงไม่แคล้วถูกเผาไหม้กลายเป็นจุณก่อนที่จะยิงทำลายอีกฝ่ายได้ก่อนเป็นแน่ ดังนั้นเพื่อหาทางป้องกันหรืออย่างน้อยก็หาทางลดความเสียหายลงได้มากกว่าการนำหนังสัตว์สดมาห่อหุ้มตามชิ้นส่วนของเครื่องเหวี่ยงหิน

      ลักษณะของอาวุธอัคคีแคว้นหยวนตามที่เจ้ากรมซุนได้ความมาก็มี เป็นของเหลว มีกลิ่นหอมหวานคล้ายสุราแต่ฉุนจมูก พอกระทบกับส่วนหนึ่งส่วนใดบนร่างกาย ตรงส่วนที่ถูกกระทบนั้นจะรู้สึกเย็นยะเยือกขึ้นมาทันที ไม่ต่างจากถูกน้ำในช่วงเหมันต์ฤดูราดรดใส่ และทันทีที่สบกับประกายไฟ ก็จะลุกโหมขึ้นมาอย่างรวดเร็วและรุนแรง ซึ่งด้วยลักษณะเช่นนี้นี่เอง ทำให้เจ้ากรมซุนเรียกอาวุธเพลิงปริศนานี้ว่า เหมันต์อัคคี

      การศึกษาเริ่มต้นโดยการรวบรวมข้อมูล  ขั้นต่อมาก็ใช้สมมุติฐานมองหาสิ่งที่เข้าข่ายอย่างกว้างๆ ทว่าเมื่อผ่านไปได้ห้าวัน เจ้ากรมซุนก็ต้องรู้สึกท้อแท้ใจ ด้วยใช้ทุกวิธีทางไปจนหมดแล้ว       

      ไม่ว่าจะเป็นการสืบค้นจากตำราทั้งของตนที่มีก็แล้ว ทูลขอเข้าไปสืบค้นในหอตำราหลวงก็แล้ว หรือแม้แต่สอบถามจากผู้รู้ท่านอื่นๆก็แล้ว สุดท้ายก็ยังไม่พบสิ่งที่ตนมองหาแม้แต่น้อย

      ทว่าหากเจ้ากรมซุนรับรู้ความจริงว่ามันทำจากสิ่งใดในภายหลัง บางทีอาจคิดใคร่กัดลิ้นฆ่าตัวตายไปให้รู้แล้วรู้รอด ด้วยอับอายในภูมิปัญญาที่จำกัดของตน เพราะตั้งแต่วันแรกเจ้ากรมซุนก็ค้นพบมันแล้ว

      โดยตั้งแต่นึกหาสิ่งเหล่านี้ก็ผุดขึ้นในหัวของเจ้ากรมซุนแทบจะทันที ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันดิน กำมะถันและสุราหมัก ทว่าเจ้ากรมซุนก็ตัดทิ้งไปโดยไม่ใส่ใจ ด้วยเห็นว่ารู้จักกับสามสิ่งเหล่านี้ดีอยู่แล้วอย่างทะลุปรุโปร่ง จึงเป็นไปมิได้ที่จะนำมาทำให้เกิดเหมันต์อัคคีได้

      การคิดว่ารู้จักเป็นอย่างดีจนละเลยที่จะลองศึกษาดูให้ละเอียด แม้จะเป็นข้อควรระวังที่สุดสำหรับเหล่านักคิดนักสร้างสรรค์ แต่กระนั้นก็ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นการด่วนตัดสินใจไปของเจ้ากรมซุน เพราะกรรมวิธีการจัดสร้างและรังสรรค์สิ่งต่างๆในตอนนี้ รู้จักแค่เพียงขั้นพื้นฐานที่ไม่ซับซ้อนมากมายนัก อย่างเช่นการตัด ต่อ ละลาย ผสม ต้มและหลอม หาได้รู้จักการกลั่น ที่อาศัยหลักการของการระเหยมาทำให้เกิดอีกสิ่งหนึ่งไม่ 

      กระนั้นการที่เจ้ากรมซุนละเลยที่จะศึกษาสุราหมักดูให้ละเอียด จะทำให้พลาดโอกาสที่จะค้นพบความลับของเหมันต์อัคคีไป แต่มันก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ได้ค้นพบอัสนีบาตหรือดินปืนในคราต่อมา

      จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อซุนฮูหยินเห็นว่าเจ้ากรมซุนเคร่งเครียดกับข้อราชการนัก จึงได้กล่าวปลอบประโลมและให้กำลังใจ ก่อนจะกลายเป็นบทสนทนาตามประสาคู่สามีภรรยา

      ซึ่งจากการพุดคุยปรับทุกข์กัน แม้เจ้ากรมซุนจะมิได้เอ่ยอันใดมากนัก เกี่ยวกับเรื่องที่ทำให้ต้องกลัดกลุ้มใจ แต่กระนั้นนางซุนฮูหยินก็พอจะจับใจความคร่าวๆได้ว่า สามีของนางกลุ้มใจเกี่ยวกับเรื่องการหาสิ่งที่สามารถลุกติดไฟอย่างรวดเร็ว

      เมื่อทราบดังนี้แล้วนางก็ช่วยนึกหา ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าที่หมู่บ้านเดิม อันเป็นบ้านเกิดของนางมีสิ่งหนึ่งที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่สามีของนางตามหา ซึ่งสิ่งที่ว่านั้นก็คือมูลค้างคาวนั่นเอง ด้านเจ้ากรมซุนหลังจากฟังคำของภรรยา ก็ได้ไต่ถามให้ละเอียดยิ่งขึ้น ต่อมาก็รีบสั่งคนให้ไปค้นหาถ้ำที่มีค้างคาวอาศัยอยู่เพื่อนำมูลมันมา

      แม้ในความจริงเจ้ากรมซุนจะคิดว่ามันไม่น่าจะใช่สิ่งที่ตนต้องการค้นหา แต่ด้วยความนี้เป็นสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับตนหรือแม้แต่คนอื่นๆก็ไม่เคยรู้มาก่อน ดังนั้นแล้วไม่ว่ามันจะใช่หรือไม่ อย่างไรก็สมควรจะศึกษาดูให้รู้ชัด

      การรู้จักนำมูลค้างคาวมาใช้นี้ ถือได้ว่าเป็นภูมิปัญญาเฉพาะท้องถิ่น หาได้เป็นสิ่งที่รู้กันอย่างแพร่หลาย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนทั่วไปจะไม่รู้ ด้วยปกติการที่จะพบถ้ำที่มีค้างคาวอยู่ก็ว่ายากแล้ว  แต่การที่จะมีผู้หนึ่งผู้ใดคิดนำมูลของมันออกมา เพื่อทำอย่างหนึ่งอย่างใดกับมันนั้น กลับมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยยิ่งกว่าน้อย

       โดยจุดเริ่มต้นเกิดจากชาวนาที่ยากจนผู้หนึ่ง เห็นว่าพืชที่ตนปลูกนั้นไม่งอกงามอย่างที่ต้องการ จึงได้คิดจะหามูลสัตว์มาใส่เพื่อบำรุง แต่ด้วยที่บ้านมีเพียงสัตว์เลี้ยงอย่างไก่และเป็ดรวมกันไม่ถึงสิบตัว คงเป็นไปมิได้ที่จะมีมากพอ จนสามารถนำไปหว่านครบทุกแปลง

      ดังนั้นเพื่อทำให้ข้าวของตนงอกงาม ซึ่งในสังคมเกษตรกรรมถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด ชาวนาผู้ยากจนผู้นั้นจึงมองหาหนทางที่จะสามารถหามูลสัตว์มาใส่แปลงข้าวของตนให้ได้      

       สุดท้ายหลังจากครุ่นคิดอยู่นาน ก็นึกขึ้นได้ว่าใกล้ๆหมู่บ้านของตนนั้น มีถ้ำที่มีค้างคาวอาศัยอยู่ ดังนั้นย่อมต้องมีมูลของมันอยู่มากมายอย่างแน่นอน เมื่อคิดได้ดังนี้ชาวนาผู้นั้นก็ตัดสินใจยอมเสี่ยงอันตราย เดินทางเข้าไปในถ้ำที่ทั้งมืดและเหม็นอับ ก่อนจะออกมาพร้อมกับมูลค้างคาว

      ซึ่งการตัดสินใจในครานั้น ส่งผลตอบแทนกลับมาเกินกว่าที่คาดคิดไว้นัก ด้วยข้าวในแปลงที่ตนปลูก นอกจากจะเจริญงอกงามดีกว่ามูลสัตว์ของวัวควาย ผลผลิตที่ได้ยังมากกว่าเสียอีก

      ครั้นชาวบ้านคนอื่นได้เห็นก็พากันเข้ามาสอบถาม จนได้ความว่าไปเอามูลค้างคาวมาใส่ ตั้งแต่นั้นมา หมู่บ้านนี้เปลี่ยนมาใช้แต่มูลค้างคาวแทนมูลของวัวควาย แต่ของทุกสิ่งเมื่อมีคุณก็ย่อมมีโทษเป็นของคู่กัน เพราะหากไม่ระวัง เผลอทำให้ติดไฟมูลค้างคาวก็จะลุกไหม้อย่างรวดเร็วจนมิอาจดับทัน  

      ครั้นเมื่อเจ้ากรมซุนได้มูลของค้างคาวมาแล้ว ก็ลองนำไปจุดไฟ ผลที่ได้ก็เป็นดั่งภรรยาของตนกล่าว หลังจากนั้นก็นึกถึงเทียบเคียงกับกำมะถัน ที่เมื่อบดเป็นผงจะทำให้ประสิทธิภาพการเผาไหม้ดียิ่งขึ้น เมื่อคิดได้ดังนี้เจ้ากรมซุนจึงได้นำมันบดเป็นผง และก็ทดสอบจุด ผลก็เป็นไปดังคาด

      ส่วนเรื่องที่ว่าเหตุใดเจ้ากรมซุนถึงได้คิดนำกำมะถันและมูลค้างคาวที่บดแล้วมาผสมกัน ที่จริงแล้วเป็นไปด้วยเรื่องบังเอิญทั้งสิ้น เพราะเกิดจากความสะเพร่าของคนรับใช้ ที่เข้าไปทำความสะอาด เผลอปัดมือไปโดนสิ่งของที่จัดเรียงไว้บนชั้นตกลงมา ซึ่งของสิ่งนั้นก็คือขวดที่บรรจุผงกำมะถันและมูลค้างคาวที่บดเป็นผงนั่นเอง

     ทันทีที่ตกลงพื้นขวดทั้งสองก็แตกกระจาย ทำให้ทั้งสองสิ่งผสมปนเปกัน หลังจากเจ้ากรุมซุนรับทราบคราแรกก็นึกโมโห แต่เมื่อมาดูภาพที่เห็นของทั้งสองสิ่งปนกัน ก็คล้ายจุดประกายความคิดของเจ้ากรมซุนขึ้น ให้ลองนำสองสิ่งนี้ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันมาผสมกัน

      เมื่อคิดได้ดังนี้จึงได้นำมาผสมกันในอัตราส่วนหนึ่งต่อหนึ่ง ครั้นพอทดลองจุดก็สร้างความตื่นเต้นให้แก่เจ้ากรมซุนเป็นอย่างยิ่ง ด้วยมันไม่เพียงจะจุดติดไฟอย่างรวดเร็ว ยังลุกไหม้ขึ้นอย่างรุนแรงด้วย เท่านั้นยังไม่พอเพราะยิ่งทดลองก็ยิ่งสังเกตุเห็นการประทุอย่างรุนแรงที่ชัดเจนมากขึ้น

      สุดท้ายส่วนผสมที่เป็นผงถ่านก็ถูกเติมเข้ามา เพื่อเสริมให้มีการเผาไหม้ที่ไม่ขาดตอนจากการที่มีเชื้อไฟไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นเพียงแค่เก้าวัน นับตั้งแต่วันแรกที่เจ้ากรมซุนคิดจะศึกษาเหมนต์อัคคีของแคว้นหยวนเท่านั้น เรียกได้ว่าฟ้าส่งเสริมให้ต้าเว่ยนัก

      ทว่าหากเหมยฮวารับรู้คงจะคิดก่นด่า เพราะความพยายามทั้งหมดต้องกลายเป็นอากาศธาตุ นางรึสู้อุตส่าห์ไม่ยอมจัดสร้าง โดยคิดหาทางอื่นกระทำแทน แม้แต่ในยามที่หยวนเผชิญกับเหตุคับขันทำศึกทั้งกับทู่เจียและต้าเว่ย แต่สุดท้ายดินปืนก็ยังถูกค้นพบอีก

      โดยเหตุผลที่เหมยฮวาไม่คิดจะสร้างมันขึ้นมา นอกจากจะไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้กำเนิดสิ่งอาถรรพ์สิ่งนี้แล้ว ยังต้องการทำให้โลกได้รู้จักมันช้าเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะหากมีการนำไปใช้ในการรบ อาวุธร้อนอย่างระเบิด ย่อมสร้างความเสียหายได้มากกว่าอาวุธเย็นอย่างดาบหอกหลายสิบหลายร้อยเท่า

      ซึ่งจุดเริ่มต้นของดินปืนในภพก่อน เกิดจากการค้นพบโดยบังเอิญของปราชญชาวจีน ที่ต้องการจะหาอายุวัฒนะ แม้ภายหลังมันจะถูกพัฒนาวิธีการใช้ แต่ก็เป็นไปในทางความเชื่อที่จะใช้ขับไล่สิ่งชั่วร้าย อย่างประทัด ส่วนพลุก็ใช้เพื่อส่งสัญญาณ จนเวลาได้ล่วงเลยไปกว่าพันปีที่ค้นพบ ถึงได้พัฒนาไปในใช้ในการสงครามอย่างเต็มรูปแบบ

      "เกาเว่ย เจ้าว่าเป็นการด่วนตัดสินใจหรือไม่ หากข้าจะให้นำอาวุธอัสนีบาตไปใช้"และนี้ก็คืออีกเหตุผลหนึ่งที่องค์เว่ยไท่หวงตี้ทรงให้เกาเว่ยมาเข้าเฝ้าพระองค์ทันทีที่กลับมา

      ด้วยพระองค์ทรงรู้สึกลังเลพระทัย เพราะอาวุธอัสนีบาตยังไม่สมบูรณ์พร้อม หากนำไปใช้ทั้งที่เป็นเช่นนี้ อาจส่งผลร้ายให้ในภายหลัง

      "ทูลฝ่าบาท ในความเห็นของกระหม่อม หากคิดจะใช้ตอนนี้ เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาร้ายแรงในภายหลัง สมควรจะนำไปใช้ในแนวรบด้านตะวันตกกับพวกชาวหูมากกว่า เพราะหากนำไปใช้กับแคว้นหยวน กระหม่อมเกรงว่าหากอัสนีบาตเกิดด้านไม่ระเบิด หรือย่อยสลายไม่หมดสิ้น ด้วยความสามารถของปราชญ์พิศดาร ไม่แน่ว่าจะแยกแยะส่วนประกอบและจัดสร้างได้ในแทบจะทันทีพะยะค่ะ" หลังจากนึกตรองดู ถ้อยคำวิเคราะห์ก็พรั่งพรูออกจากปากเกาเว่ยมิขาดสาย

      โดยคำพูดในความหมายของมัน มิใช่ว่าเกาเว่ยจะดูถูกว่าชาวนอกด่านโง่เขลา แต่เป็นเพราะด้วยนิสัยของชาวนอกด่านไม่ได้มีความละเอียดอ่อนและความคิดสร้างสรรค์ต่างหาก ดังนั้นจึงเป็นการยากที่ชาวนอกด่านจะคิดจัดสร้างเลียนแบบได้ หากพบตัวอย่างของอาวุธอัสนีบาต

      ผิดกับทางหยวน หรือจะพูดให้ตรงก็คือสติปัญญาของเหมยฮวา หากคิดนำอัสนีบาตที่ยังไม่สมบูรณ์ไปใช้ แล้วเกิดปัญหาอันใดขึ้นจนทำให้ตัวอย่างตกไปอยู่ในมือของนาง บางทีเพียงไม่ถึงวันก็สามารถแยกแยะส่วนประกอบได้แล้ว

      แต่หากเกาเว่ยได้รู้ความจริงว่าต่อให้ไม่มีตัวอย่างไปตกในมือ เหมยฮวาก็รู้วิธีสร้างมันได้ตั้งนานแล้ว อีกทั้งผงอัสนีบาตที่นางหากคิดจะทำขึ้นมา ยังมีประสิทธิภาพสูงกว่าผงอัสนีบาตของเจ้ากรมซุนหลายสิบเท่า

      เพราะผงอัสนีบาตที่เจ้ากรมซุนจัดทำอานุภาพไม่แน่นอน โดยเกิดจากนำมาผสมในอัตราส่วนที่ผิด และที่สำคัญมูลค้างคาวมิได้เป็นตัวที่ทำให้มีคุณสมบัติดังกล่าว แต่เป็นสิ่งอื่นที่มีอยู่มากในมูลค้างคาวต่างหาก ที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเช่นว่าออกมา ซึ่งก็คือสารโพแทสเซียมไนเตรตนั่นเอง     

       ซึ่งสารนี้เหมยฮวาสามารถสังเคราะห์มันขึ้นมาได้เองอย่างง่ายๆ เพียงใช้สิ่งใกล้ตัวอย่างน้ำปัสสาวะมาทำก็ได้แล้ว ซึ่งวิธีการสกัดจากปัสสาวะนี้ นอกจากจะไม่ต้องลำบากไปค้นหาถ้ำที่มี ค้างคาวอาศัยอยู่ให้วุ่นวาย สารโพแทสเซียมไนเตรตที่ได้ยังบริสุทธิ์อีกด้วย

      "ฮ่าๆ พูดเหมือนกับมานั่งอยู่ในกลางใจเรา เรื่องนี้แหละที่ทำให้ข้ากังวลจนลังเลใจ แต่เมื่อเจ้ากล่าวเช่นนี้ ข้าก็ไม่มีอันใดต้องลังเลอีกแล้ว"เพียงฟังและกล่าวไม่กี่คำ ก็สามารถวิเคาระห์และขจัดความกังวลพระทัยให้ได้

      ด้านองค์ชายไท่อี้หลังจากรับฟัง ก็ค่อยเข้าพระทัยว่าเรื่องอันใด แม้พระองค์จะทรงยอมรับว่านางเฉลียวฉลาดจริง แต่ก็ยังรู้สึกไม่สบพระทัย ที่ทั้งเสด็จพ่อและเสนาฯขวาเกาเว่ยเป็นกังวลจนเกินควรกับอิสตรีตัวเล็กๆเยี่ยงนี้

      "เฟิงหัว อีกนานเท่าไหร่พืชผลจะสามารถเก็บเกี่ยวได้"จู่ๆองค์เว่ยไท่หวงตี้ก็ทรงผินพระพักต์ไปตรัสกับเฟิงหัว

      "ทูลฝ่าบาท จะสามารถเก็บเกี่ยวได้รอบแรกในหนึ่งเดือนข้างหน้านี้พะยะค่ะ"

      ปกติแล้วพอเข้าฤดูใบไม้ผลิ แทบทุกพื้นที่จะปลูกข้าวสาลีเป็นหลัก แต่องค์เว่ยไท่หวงตี้เห็นว่ากว่าจะเก็บเกี่ยวได้ก็ใช้เวลากว่าสี่เดือน ดังนั้นเพื่อให้มีเสบียงเพียงพอในยามที่เร่งทำศึก จึงได้มีรับสั่งให้แบ่งพื้นที่ในการเพาะปลูก

      โดยพื้นที่ใดที่อยู่ในรัศมีสามร้อยลี้ของค่ายทัพทั้งสาม ก็ให้เน้นหนักไปปลูกพวกพืชตระกูลถั่วอย่างถั่วเหลืองและถั่วเขียว ที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ภายในสองเดือน ส่วนพื้นที่อื่นนอกเหนือนี้ก็เพาะปลูกข้าวสาลีได้ตามปกติ

      ด้วยแผนการขององค์เว่ยไท่หวงตี้ที่ทรงวางไว้ในเรื่องเสบียงก็คือ การศึกในระยะแรกจะใช้เสบียงเดิมร่วมกับเสบียงใหม่ที่เป็นพวกพืชตระกูลถั่วมาพยุงกองทัพ จนสามารถอยู่ถึงในระยะที่สองที่การเพาะปลูกตามปกติได้ถูกเก็บเกี่ยว

      วิธีนี้นับเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมเป็นอันมาก นอกจากจะทำให้ต้าเว่ยเร่งวันทำการศึกได้ ยังอาจกระทบกับแคว้นหยวนอีกด้วย เพราะแคว้นหยวนยังคงเพาะปลูกตามกาลปกติ ดังนั้นเมื่อใดที่ทำการรบ แคว้นหยวนจึงมีแค่เพียงเสบียงของปีที่แล้ว

      และจะเลวร้ายมากกว่านี้ หากต้าเว่ยสามารถรุกคืบยึดพื้นที่ไปเรื่อยๆ เพราะนั่นหมายถึงว่า ต้าเว่ยจะได้พื้นที่ๆมีการเพาะปลูกเอาไว้ ขอเพียงส่งทหารไปดูแล พืชผลเหล่านั้นก็จะกลายมาเป็นเสบียงให้กับต้าเว่ยได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้จึงมิต่างกับว่าแคว้นหยวนปลูกรอให้ต้าเว่ยมาเก็บเกี่ยว

      "อืม...อย่างนั้นก็ลงมือตามที่วางแผนการเอาไว้ได้เลย"เมื่อทรงตรัสเช่นนี้ ย่อมหมายถึงว่าองค์เว่ยไท่หวงตี้ จะดำเนินการเปิดฉากการรบทั้งสองด้านพร้อมกัน ตามแผนการที่ตระเตรียมแล้ว     

       ซึ่งเมื่อเกาเว่ยและเฟิงหัวได้ยิน ก็น้อมรับพระบัญชาในทันที โดยในแผนการทั้งสามค่ายทัพจะต้องส่งทหารภายในค่ายราวครึ่งหนึ่ง ไปช่วยชาวบ้านเก็บเกี่ยวพืชผล ซึ่งวิธีนี้จะทำให้สามารถจัดเก็บเสบียงได้อย่างรวดเร็วขึ้น

      นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นแผนอุบายหลอกแคว้นหยวน ว่าต้าเว่ยได้ถอนทัพกลับแล้ว ซึ่งการทำเช่นนี้เท่ากับช่วยเร่งให้เกิดความแตกแยกภายในราชสำนักหยวนให้เกิดขึ้น เพราะเหล่าขุนนางในราชสำนักหยวน เมื่อไม่ต้องพะวังกับเรื่องการศึกกับต้าเว่ย ย่อมจะต้องวางใจจนหันไปแย่งชิงอำนาจกันอย่างเต็มที่

      "ทูลเสด็จพ่อ แล้วทางด้านแม่ทัพเมิ่งเถียนเล่าพะยะค่ะ"เป็นองค์ชายไท่อี้ตรัสถามขึ้น ด้วยสงสัยว่าหากดำเนินทางแผนการ แล้วเรื่องที่จะใช้อัสนีบาตล่ะ สมควรปรับเปลี่ยนแผนการให้เหมาะสมหรือไม่

      "ตามเดิม เพียงแต่เพิ่มอัสนีบาตเข้าไปในยามสู้รบด้วย ส่วนแผนการรบเรื่องนี้เมิ่งเถียนย่อมรู้ดีว่าควรปรับเปลี่ยนไปเช่นไร"ในทางด้านนี้แม้แต่พระองค์เองก่อนหน้า ก็ทรงมิมีความมั่นพระทัยว่าเมิ่งเถียนจะสามารถต้านทานทัพชาวหูจนถึงการเก็บเกี่ยวตามปกติแล้วเสร็จได้

      ดังนั้นจึงได้คิดแผนที่จะใช้สองเมืองมาใช้ในการตั้งรับ ซึ่งก็คือเมื่อที่เมืองฉงชิ่งต้านทานไม่ไหวก็สละ แล้วถอนทัพมาตั้งรับที่เมืองฝูหลิงต่อ เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า การใช้สองเมืองมาตั้งรับ คงจะช่วยประวิงเวลาให้มากพอ ที่จะทำให้เหล่าราษฏรมีเวลาในการอพยพและการมาถึงของเสบียงใหม่ในปีนี้ สุดท้ายเมื่อราษฏรอพยพหมดแล้วค่อยถอนทัพมารวมกับทัพที่ด่านอันซีแล้วจึงสู้รบถึงขั้นแตกหักกับอีกฝ่าย

      ทว่าเมื่อเจ้ากรมซุนจัดสร้างอัสนีบาตขึ้นมาได้ พระองค์ก็ทรงมั่นพระทัยว่าไม่เพียงไม่ต้องตั้งรับถึงสองเมือง แค่เมืองฉงชิ่งบางทีผลการรบก็อาจเป็นใจให้ต้าเว่ยได้แล้ว แม้สิ่งนี้จะไม่ถือว่าเป็นอาวุธ เพราะมันยังไม่สมบูรณ์ แต่ด้วยเสียงอันดังของมัน ย่อมมีผลสร้างความแตกตื่นแก่กองทัพชาวหูอย่างมากมาย

      โดยเฉพาะม้าที่ชาวหูใช้ขับขี่ ไม่พ้นต้องแตกตื่นขนานใหญ่จนไม่อาจควบคุมได้ ซึ่งทันทีที่ทัพชาวหูไร้ม้าอันช่วยสร้างความได้เปรียบ ก็มิต่างจากทหารต้าเว่ยอีกต่อไป และบางทีทักษะในการสู้รบบนพื้นอาจด้อยกว่าทัพต้าเว่ยเสียอีกด้วยซ้ำ 

      เมื่อทุกอย่างล้วนเตรียมการไว้ดีแล้ว การสนทนาในเรื่องราวปลีกย่อยก็ได้เริ่มต้นขึ้น ทว่าเพียงผ่านไปชั่วครู่ องค์เว่ยไท่หวงตี้ก็ทรงรู้สึกว่ามีผู้คนมาด้อมๆมองๆที่ด้านนอก ก่อนจะทรงเห็นว่ามีมวยผมแกละกลมๆดั่งเช่นซาลาเปาลูกหนึ่งโผล่พ้นประตูมา เพียงเท่านี้องค์เว่ยไท่หวงตี้ก็ทรงตรัสด้วยสุระเสียงขึงขังออกมา จนทุกคนภายในห้องทรงอักษรหันไปมองยังด้านนอกว่า

      "เจ้าปีศาจน้อยทั้งสอง คิดจะหลบซ่อนตัวไปถึงเมื่อไหร่ ออกมา"เพียงสิ้นรับสั่ง ตวงตากระจ่างใสสองคู่ก็โผล่พ้นประตูออกมา ก่อนจะปรากฏให้เห็นทั้งหมดว่าเป็นผู้ใด

      หนึ่งเด็กหญิงวัยสองขวบหน้าตาน่ารักน่าชัง หนึ่งเด็กชายวัยราวสิบเอ็ดขวบใบหน้าแทบพิมพ์เดียวกับองค์เว่ยไท่หวงตี้ ทั้งคู่ไม่เพียงไม่กลัวแตกตื่น กลับยิ้มร่าวิ่งเข้ามายังด้านใน

      "ลูกไท่หวู่ ถวายบังคมเสด็จพ่อพะยะค่ะ"เมื่อจบก็ลุกขึ้น แล้วจะค้อมตัวไปยังองค์ชายไท่อี้

      "คารวะเสด็จพี่ไท่อี้พะยะค่ะ"

      "หลาน....หลานจื่อเว่ย.....ถวายบังคมเสด็จปู่พะยะค่ะ"เสียงกล่าวคำที่ดูกระท่อนกระแท่น ทั้งยังขาดหาย ด้วยยังพูดได้ไม่คล่อง ผู้ใดเห็นก็มีแต่ยิ้มให้อย่างเอ็นดู

      "เฮ่อ...ใยเจ้าจึงได้พาจื่อเว่ยมาที่นี่ ไม่รู้หรือไรว่าเสด็จพ่อกำลังปรึกษาข้อราชกิจอยู่ ช่างไม่รู้อะไรควรอะไรไม่ควรเสียบ้างเลยไท่หวู่"เสียงตรัสตำหนิดังขึ้นเบาๆจากองค์ชายไท่อี้ ที่มีต่อองค์ชายไท่หวู่ ทว่ายังไม่ทันส่งสายตาดุๆให้ก็เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนทันใด ด้วยมีเสียงเล็กๆดังขึ้นมาว่า

      "คารวะ เสด็จพ่อเพคะ"

      "เว่ยเอ่อร์ ทำไมถึงได้ติดตามอาเจ้ามายังที่นี่ มาๆพ่อจะให้คนพาไปส่งยังตำหนัก"

      "ฮ่าๆ...จะพาไปใยกันเมื่อมาแล้วก็อยู่ต่อเถอะ มาๆเว่ยเอ่อร์มาหาปู่ทางนี้"คำแรกตรัสกับองค์ชายไท่อี้ คำสองตรัสเรียกให้องค์หญิงเว่ยจื่อผู้เป็นพระนัดดามายังที่ประทับของพระองค์

      องค์หญิงเว่ยจื่อได้ฟังก็รีบวิ่งไปในทันใด เมื่อไปถึงก็ไม่รอให้องค์เว่ยไท่หวงตี้ยกอุ้ม กลับปีนป่ายขึ้นไปนั่งบนชานุในทันที ทุกคนช่างมีความสุขยิ่งนักในภาพที่เห็น

      แต่องค์ชายไท่อี้กลับส่งสายพระเนตรที่เพียงพอจะฆ่าคนได้ไปยังด้านนอก ซึ่งมีเหล่าขันทีและนางกำนัลนั่งคุกเข่าก้มหน้า ตัวสั่นงันหงกด้วยความหวาดกลัวที่จะถูกลงโทษจากองค์ชายไท่อี้

      "บอกปู่ซิว่ามาที่นี่ทำไม เจ้าปีศาจน้อย"ไม่เพียงตรัสยังทรงใช้นิ้วจิ้มไปยังพุงป่องๆขององค์หญิงเว่ยจื่อ จนเจ้าตัวหัวเราะคิกคักๆและดิ้นพล่านไปมา

      "เสด็จ...เสด็จอาไท่ซี ว่า..ว่า เสด็จปู่..ทำบึ้ม..ดังได้"เมื่อได้ฟังคำของพระนัดดา พระองค์ก็ทรงขมวดพระขนงด้วยทรงไม่พระทัยว่า บึ้มคืออันใดกัน เป็นองค์ชายไท่หวู่ทูลบอกแทน

      "วันนี้ลูกกับจื่อเว่ยไปเล่นยังตำหนักของเสด็จพี่ไท่ซีมาพะยะค่ะ แล้วเสด็จพี่ไท่ซีก็บอกว่าเสียงดังๆเมื่อตอนเช้าเกิดจากเสด็จพ่อทำขึ้นมา ดังนั้นจื่อเว่ยจึงอยากรู้ว่าใช่เป็นเสด็จพ่อทำจริงหรือไม่พะยะค่ะ"

      "ฮือ...อย่างนั้นหรอกเรอะ....บอกปู่ซิว่าเว่ยเอ่อร์ตกใจกลัวเสียงเมื่อเช้าหรือไม่"

      "จื่อ....จื่อเว่ยกลัว แต่...แต่ชอบ"ปากบอกกล่าวแต่หน้ากลับก้มมองดูลายปักมังกรบนฉลองพระองค์ ทั้งยังใช่นิ้วอันน้อยๆเขี่ยจิ้มเล่นที่ลูกตามังกรไม่หยุด

      "กลัวแต่ชอบ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น หือ"

      "จื่อเว่ยไม่รู้..แต่ชอบ..อยากดู"

      "ฮ่าๆ....อยากดูอย่างนั้นรึ เอาสิไว้พรุ่งนี้ปู่จะพาเจ้าไปดูก็แล้วกัน ดีไหม"

      "ดีๆ..."ทั้งพูดทั้งเอาฝ่ามือน้อยๆตบพระอุระขององค์เว่ยไท่หวงตี้ไม่หยุด ด้วยความดีใจเป็นที่สุด

      "โธ่...เสด็จพ่อใยถึงได้ตามใจนางเพียงนี้"องค์ชายไท่อี้ถึงกับตรัสในเชิงตำหนิออกมา แต่เมื่อได้ฟังคำขององค์เว่ยไท่หวงตี้ ก็ถึงกับก้มหน้าด้วยอับจนในถ้อยคำ

      " ก็เว่ยเอ่อร์เป็นหลานข้า ทำไมข้าจะตามใจไม่ได้"

      "จริงพะยะค่ะเสด็จพ่อ หากเสด็จพี่ไม่ให้ปู่ตามใจหลาน แล้วจะให้ไปตามใจผู้ใดกัน"เมื่อองค์ชายไท่หวู่กล่าวในเชิงเห็นคล้อย องค์ชายไท่อี้ก็ได้แต่แค่นเสียงดัง "เหอะ" ใส่คราหนึ่งด้วยความไม่สบพระทัย

      "ไท่หวู่ยังรู้เรื่องมากกว่าเจ้า จริงไหมเว่ยเอ่อร์"

      "จริงๆ...ฮิฮิ"

      กาลช่างตาลปัตรยิ่งนักเมื่อก่อนองค์ชายไท่อี้ มักหุนหันพันแล่นและไม่จริงจังเข้มงวดในกฏระเบียบ ครั้นพอลดลงจนแทบไม่เห็นแล้ว องค์เว่ยไท่หวงตี้กลับทรงยังคงเป็นเช่นเดิม

      สุขุมรอบคอบในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับบ้านเมือง ทว่าเมื่อเกี่ยวกับองค์หญิงจื่อเว่ยผู้เป็นพระนัดดากลับผ่อนคลายกฏระเบียบทุกอย่างในทันใด มิต่างจากชาวบ้านธรรมดา ที่ปู่หยอกล้อกับหลานเล่นอย่างมีความสุข

      ซึ่งเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่องค์ชายไท่หวู่แล้ว คล้ายลึกๆในพระทัยยังคงรู้สึกผิด ที่เมื่อก่อนทรงเลี้ยงดูพระโอรสและพระธิดาทั้งสี่อย่างเข้มงวด

      ครั้นเมื่อมีองค์ชายไท่หวู่ พระองค์จึงคิดจะชดเชย โดยเลี้ยงดูดั่งบุตรหลานคหบดีทั่วไป จะต่างบ้างตรงเหล่าพิธีการต่างๆในราชวัง แต่ก็มิได้มากมายจนรุ่มร่าม

     

     ปลากรอบ.....แต่งจนเบลอแต่งจนลืม ว่าแนวเดิมของผมมันเน้นอะไร ต่อไปจะระวังไม่ให้ออกทะเลไปจากแนวนี้ที่แนวแทรกประวัติศาสตร์กับเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆ
    

     ขอบคุณครับที่เข้ามาอ่าน

 

   

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 95 ครั้ง

44 ความคิดเห็น

  1. #1755 กรรดึก (@angel-dimond) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 4 มีนาคม 2558 / 15:19
    สมัยก่อน สงครามเกิดขึ้นเพราะแย่งพื้นที่ทำกิน สมัยนี้สงครามเกิดขึ้นเพราะความคิดต่างทั้งนั้น
    #1755
    0
  2. #1753 ฝุ่นละออง (@geass-cc) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 3 มีนาคม 2558 / 23:50
    อ่านมาตั้งนาน เพิ่งรู้ว่าคนแต่งเป็นผู้ชาย -0-
    รอจ้าา .... เห็นคานทองฝังเพชรรออยู่รำไร ๕๕๕๕
    #1753
    0
  3. #1752 sonic_x28 (@sonic_x28) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 3 มีนาคม 2558 / 11:29
    สู้ๆ ค่ะ รออ่านอยู่เสมออออ
    #1752
    0
  4. #1751 Khunny Pimmy (@apipim) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 3 มีนาคม 2558 / 10:08
    นี่ยังรออยู่นะว่าเมื่อไหร่นางเอกจะเจอคู่ครองซะที เฮ้อ คานทองรำไร องค์ชายทั้งหลาย รีบเลยเพคะ
    #1751
    0
  5. #1750 jue (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 3 มีนาคม 2558 / 09:55
    เยี่ยม...ชอบที่สอดแทรกเกร็ดความรู้มากมายค่า ชอบจริงๆ
    #1750
    0
  6. #1749 yukai (@yukai) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 3 มีนาคม 2558 / 07:27
    ขอบคุณมากค่ะ
    #1749
    0
  7. #1748 อักขระเงา (@kanyaphak085) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 2 มีนาคม 2558 / 23:00
    ไม่ได้อ่านมานาน...(หรือเปล่า) จนลืมไปแล้วว่าคนแต่งเป็นผู้ชาย ฮ่าๆๆๆ ตอนจิ้มมาอ่านตอนใหม่ระลึกไว้ในใจตัวเองเสมอว่า อ๋อๆ เรื่องนี้ผู้หญิงเป็นคนแต่งนี่นะ
    #1748
    0
  8. #1747 nott299 (@nott29969619) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 2 มีนาคม 2558 / 21:03
    เราชอบวิธีการบรรยายของไรท์เตอจังอ่านแล้วสนุกมากและก็ได้อ่านอย่างเต็มอิ่มด้วย ><
    #1747
    0
  9. #1746 itself (@penumbra) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 2 มีนาคม 2558 / 20:53
    สุ้ๆน่ะค่ะ
    #1746
    0
  10. #1745 ข้าน้อย (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 2 มีนาคม 2558 / 19:30
    โชคดีเสียนี่กระ ดีใจจังได้อ่านแล้ว รอคอยมานานๆ
    #1745
    0
  11. #1744 momo-namber (@momo-namber) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 2 มีนาคม 2558 / 18:30
    ไทอี้มีลูก!!!
    #1744
    0
  12. #1743 Poowadeh Suwannarat (@poohero) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 2 มีนาคม 2558 / 13:26
    รออ่านนะครับมาไวๆ
    #1743
    0
  13. #1742 1964 (@leng1964) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 2 มีนาคม 2558 / 13:20
    สนุกค่ะ องค์ชายไท่อี้รู้สึกแกจะเริ่มชอบปราชญ์พิศดารนะ
    #1742
    0
  14. #1741 ploykissme (@ploykissmee) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 2 มีนาคม 2558 / 12:57
    ไท่อี้มีลูกแล้ว???????
    #1741
    0
  15. #1740 yaya (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 2 มีนาคม 2558 / 11:09
    สนุกค่ะแต่ว่าตอนนี้นางเอกไม่ค่อยมีบทเท่าไรเสียดายจัง ขอบคุณค่ะไรท์
    #1740
    0
  16. #1739 Phirena (@phirena) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 2 มีนาคม 2558 / 10:25
    ไท่อี้มีลูกสาวแล้วเหรอ?😭
    #1739
    0
  17. วันที่ 2 มีนาคม 2558 / 09:07
    ถ้าเหมยฮวารู้ บางทีเราอาจจะได้เห็นปราญช์พิศดารด่าสาปส่งก็เป็นได้...
    #1738
    0
  18. #1737 VpupinaV (@meeepanda) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 2 มีนาคม 2558 / 06:27
    อุส่าไม่สร้างแล้ว ก็ยังมีคนสร้างจนได้เนอะ
    #1737
    0
  19. #1736 kako2525 (@kako2525) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 2 มีนาคม 2558 / 01:25
    ฮือๆ มีแต่อีตาซุน เหมยฮวาเลยไม่ไปไหนเลย แล้วไร้เตอร์จะมาอีกเมื่อไหร่เนี่ย อ๊ากกก อยากเป็นลม....



    ปล.ยังสนุกเหมือนเคยค่ะ ขอบคุณที่อัพให้อ่าน (แต่ขอตอนต่อไปเร็วๆ หน่อยก็ดีนะคะ ฮุๆๆๆ)




    #1736
    0
  20. #1735 yuechan (@yuechan) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 2 มีนาคม 2558 / 00:51
    นางเอกรู้เข้าคงเครียดแน่
    #1735
    0
  21. #1732 ณที่รัก (@rawinnipar2008) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2558 / 23:12
    สนุกค่า รอตอนต่อไปนะค่า
    #1732
    0
  22. #1731 beamw (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2558 / 17:15
    รออยู่นะค้าา รีบๆมาอัพต่อน้า
    #1731
    0
  23. #1729 พิก (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2558 / 11:46
    สนุกมากค่ะ ติดงอมแงม เฝ้าแล็บไปอ่านนิยายไป
    #1729
    0
  24. #1728 jue (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 / 09:01
    ตามต่อไป...สู้ๆนะคะไรท์เตอร์
    #1728
    0
  25. #1727 Thaiya (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 / 14:59
    ติดตามตลอด.....หนุกมากอิอิ
    #1727
    0