ปราชญ์หญิงพลิกแผ่นดิน

  • 99% Rating

  • 23 Vote(s)

  • 159,570 Views

  • 2,075 Comments

  • 2,286 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    244

    Overall
    159,570

ตอนที่ 48 : ปฐพีลุกเป็นไฟ-5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5143
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 135 ครั้ง
    30 มี.ค. 58

    

      ปฐพีลุกเป็นไฟ5

      'คึ่กๆ....'

      เสียงล้อรถบดถนนและตกกระแทกตามผิวทางที่ไม่ราบเรียบดังขึ้นมาเป็นระยะๆ ประสานกับเสียงสายลมหวีดหวิวเบาๆบนท้องทุ่งกว้าง  บรรยากาศมันช่าง มันช่าง....

      ช่างน่าคลั่งตายนัก!.... ทำไมข้าต้องมานั่งอุดอู้อยู่แต่ในรถม้าเช่นนี้.....โอ้...สวรรค์ท่านใยถึงใจร้ายกับข้านัก คอยดูเถอะหากวันไหนข้าสติแตกขึ้นมา แล้วสร้างพวกเครื่องยนต์ใช้ ท่านจะมาหาว่าข้าฝืนกฏธรรมชาติไม่ได้นะสวรรค์ ฮือๆ....

      ถ้อยคำคร่ำครวญต่างผุดขึ้นภายในใจของเหมยฮวาไม่หยุด ตั้งแต่ออกเดินทางมา ด้วยคราแรกคิดว่าพอพ้นจากเมืองชิงไห่นางก็จะได้ไม่ต้องทนอุดอู้อยู่แต่ในรถม้าแล้ว ที่ไหนได้ท่านแม่ของนางกลับสั่งให้พี่ฉูฉู่และพี่ไห่ถังติดตามมาด้วย
      เหตุผลบอกว่าให้มาคอยรับใช้ แต่แท้จริงเพื่อมาคอยจับตาดูและห้ามปรามไม่ให้เหมยฮวาไปแอบขี่ม้าตอนเดินทางต่างหาก
     "โธ่...คุณหนูทำไมถึงทำหน้าตาเช่นนี้ล่ะเจ้าคะ มันไม่งาม"เสียงไห่ถังดังขึ้น เพื่อเตือนคุณหนูของตน ที่ตอนนี้กำลังทำหน้าทำตางองุ้ม ด้วยไม่พอใจที่ถูกห้ามไม่ให้ไปขี่ม้าด้านนอก

      "ไม่งามก็ไม่งามสิ ข้าหาได้สนใจ"ไม่ว่าเปล่าเหมยฮวายังยกนิ้วก้อยขึ้นมาแหย่เข้าไปในรูจมูกข้างหนึ่งพลางทำท่าแคะ ด้วยต้องการประชดผู้เตือนอย่างไห่ถัง

      "ว้าย!...คุณหนู....เอิ้ก..."ทั้งไห่ถังและฉูฉู่แทบชักตาตั้ง ทั้งร้องเสียงหลงทั้งจะเป็นลม ร้อนถึงคนที่อยู่ด้านนอกที่ทำหน้าที่อารักขารีบเข้าประชิดตัวรถม้า ก่อนจะกระชากประตูให้เปิดออกอย่างเต็มแรง

      "คุณหนู!..กะ..."เพียงพูดได้แค่นี้หย่งเปาก็รีบปิดประตูรถม้าดังโครม พลางร้องสั่งด้วยใบหน้าที่แดงกล่ำ ให้ทุกคนกลับไปทำหน้าที่ตามเดิม

      เหล่านักบู๊และผู้ติดตามที่รับใช้ตระกูลหลี่ต่างหันมามองสบตากันก่อนจะยิ้มและส่ายหัว แล้วแยกย้ายไปประจำที่ตามเดิม ด้วยเห็นสีหน้าของท่านหัวหน้าถังก็รู้แล้วว่าเพราะอะไร คุณหนูคงจะเล่นอะไรแพลงๆอีกแล้วแน่ๆ ถึงได้โมโหจนหัวฟัดหัวเหวี่ยงเช่นนี้

      จะไม่ให้หย่งเป่าโมโหได้อย่างไร ในตอนที่เปิดประตูมองเข้าไปด้านใน ก็ทันเห็นภาพของคุณหนูกำลังเอานิ้วเสียบคาไว้ในรูจมูก ครั้นถูกมองเห็นยังมาทำนิ้วกรีดกรายสะบัดมืออย่างไม่สะทกสะท้าน.....อา....มันน่าคลั่งตายนัก คุณหนูนะคุณหนู หากเรื่องนี้เกิดแพร่ออกไปตระกูลหลี่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน

      "ท่านหัวหน้าถัง ท่านฮูตูไกให้ข้ามาสอบถามท่านว่า เมื่อครู่เกิดเรื่องอันใดขึ้นขอรับ"เสียงร้องตกใจของไห่ถังและฉูฉู่ดังไปถึงขบวนของฮูตูไกจึงได้รีบส่งคนของตนมาซักถาม

      "ไม่มีอันใดเมื่อครู่เพียงคุณหนูหยอกล้อเล่นกันเท่านั้นเอง ฝากขอบคุณท่านฮูตูไกด้วยที่เป็นห่วง"

      "อ่อ..ขอรับ"ได้ฟังคำจบ นักบู๊คนนั้นก็ตอบรับอย่างงุนงง พลางสายตาก็จับจ้องไปที่รถม้าอันเป็นพาหนะของท่านปราชญ์ธิดาเทพ ที่ตอนนี้ดูไปแล้วน่าจะเกิดสงครามย่อมๆขึ้นภายใน

      เสียงตีมือดังขึ้นมาสี่ห้าคราจากฝีมือของฉูฉู่และไห่ถัง ที่จับเอามือของเหมยฮวาข้างที่ใช้แคะจมูกเมื่อครู่มาตีทำโทษ แต่กระนั้นเหมยฮวาก็ไม่ยี่หระ เพราะการตีของพวกนางน่าจะเรียกว่าแตะแรงๆเสียมากกว่า

      ส่วนภาพที่มองจากภายนอกแล้วเห็นว่าตัวรถม้าขยับโยกไปโยกมา ก็เป็นเพราะตัวของไห่ถังและฉูฉู่เองนั่นแหละ ที่ลุกนั่งแทบไม่ติด เดี๋ยวขยับตัวไปนั่นเดี๋ยวขยับตัวไปนี้ ทำโทษนางตามที่ได้รับคำสั่งมาจากท่านแม่เสร็จ ก็คร่ำครวญตีอกชกตัว โทษตนเองที่เลี้ยงดูนางมาไม่ดี  จนทำให้แสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมกับเป็นกุลสตรีออกมา

      ด้านเหมยฮวาจากที่กระหยิ่มยิ้มย่องด้วยหาเรื่องทำแก้ความน่าเบื่อที่ต้องอยู่แต่ภายในรถม้าได้แล้ว ก็เริ่มรู้สึกผิดจนต้องเอ่ยปากสัญญาว่าจะไม่ทำเช่นนี้อีกแล้ว(ซะเมื่อไหร่) ทั้งสองถึงได้หยุดคร่ำครวญ

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      หลังจากเกิดเรื่องขึ้นแล้วเดินทางต่อ หย่งเป่าเพิ่งจะคลายโมโหไม่ทันไร ก็ต้องมาทำหน้าเคร่งเครียดต่อทันที เพราะเมื่อครู่ขบวนด้านหน้าได้ส่งคนมาแจ้งว่า มีกลุ่มคนกลุ่มใหญ่กำลังควบขับม้ามีทิศทางมุ่งตรงมายังด้านนี้

      "เรื่องนี้ควรแจ้งคุณหนูหรือไม่ หย่งเป่า"

      "รอดูสถานการณ์ก่อนดีกว่า ขืนไปแจ้งจะทำให้พี่ฉูฉู่กับพี่ไห่ถังตกอกตกใจเสียเปล่าๆ"

      "ฮืม"หลงอินผงกหัวเห็นด้วยคำกล่าวของหย่งเป่า เพราะสำหรับคุณหนูย่อมสามารถรับมือกับเรื่องพวกนี้ได้ แต่พี่ไห่ถังกับพี่ฉูฉู่คงกระทำตัวไม่ถูกเป็นแน่หากทราบเรื่อง

      ไม่นานขบวนทางด้านหน้าก็ส่งข่าวมาอีกว่า กลุ่มดังกล่าวมีกว่าห้าร้อยคนทั้งยังมีอาวุธครบมือ ฮูตูไกจึงสั่งให้ผู้คนเร่งจัดตั้งขบวนรับมือ โดยเอาเกวียนที่บรรทุกสินค้ามาจัดวางเรียงกันจนเป็นวงกลม โอบล้อมรถม้าที่ใช้โดยสารไว้ชั้นหนึ่ง

      ส่วนหย่งเป่าก็รีบไปแจ้งแก่เหมยฮวาว่าขบวนจะหยุดพัก ซึ่งเหมยฮวาก็รับรู้ในทันทีว่า คงเกิดปัญหาใดขึ้นเป็นแน่ เพราะนี่ยังไม่ถึงเวลาที่สมควรจะหยุด แต่กระนั้นนางก็มิได้ทำอันใดที่มีพิรุธ ด้วยทราบถึงเจตนาที่หย่งเป่าแจ้งนางมาเช่นนี้ ก็เพื่อมิให้พี่ไห่ถังและพี่ฉูฉู่ตกใจและหวาดกลัว

      เมื่อฮูตูไกนำพาเหล่านักบู๊ราวยี่สิบคนมาตั้งขบวนรอในระยะห่างราวสามร้อยก้าวจากขบวนสินค้า เมื่อเห็นกลุ่มคนดังกล่าวเข้ามาใกล้ในระยะสองร้อยก้าวก็ร้องออกไปว่า

      "ข้าฮูตูไกแห่งเผ่าหุยเกอ เป็นหัวหน้าขบวนสินค้านี้ ไม่ทราบอาคันตุกะท่านมาด้วยเรื่องอันใด สามารถแจ้งให้ทางเรารับทราบได้หรือไม่"พอจบคำ เสียงร้องบอกจากผู้คนในขบวนดังกล่าวดังสวนขึ้นมาทันทีว่า

      "เพ้ย!....แจ้งกล่าวอันใดไร้สาระ พวกเจ้ารามือรอรับการจับกุมจากพวกข้าเดี๋ยวนี้"

      "บังอาจ!..ขบวนสินค้านี้ล้วนได้รับการคุ้มครองจากท่านข่านนาหลันนาเยี่ย พวกเจ้าคิดกระทำการปล้นชิง ทำเช่นนี้มิกลัวเภทภัยกล้ำกรายเรอะ"พื้นที่นี้เป็นเขตอิทธิของนาหลันนาเยี่ยข่าน อีกทั้งฮูตูไกก็ได้ชำระค่าผ่านทางแล้ว ดังนั้นจึงเท่ากับว่าขบวนสินค้านี้ได้รับการคุ้มครองจากนาหลันนาเยี่ยข่านด้วย

      "ฮ่าๆ.....ใยข้าต้องกลัว ในเมื่อการจับกุมพวกเจ้าเป็นคำสั่งโดยตรงจากท่านข่าน"เสียงหนึ่งดังขึ้นจากบุรุษหนุ่มร่างกายกำยำ ท่าทางดุร้ายที่กำลังบังคับม้าแหวกฝ่าผู้คนในขบวนออกมายังด้านหน้า

      ครั้นฮูตูไกเห็นหน้าผู้ที่กล่าววาจาชัดเจน ก็ถึงกับหน้าถอดสี รีบทำสัญญาณมือให้คนของตนรีบกลับไปแจ้งยังขบวนด้านหลัง

      "หากท่านเป็นคนของท่านข่านจริง ข้าย่อมไม่ขัดขืน แต่ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่า นี่มิใช่การแอบอ้าง"แม้จะทราบแน่แก่ใจว่าอีกฝ่ายเป็นคนของนาหลันนาเยี่ยข่านจริง ด้วยจดจำคำบรรยายลักษณะของคนสำคัญภายในกองทัพของนาหลันนาเยี่ยข่านไว้หมดจนขึ้นใจ แต่ที่ยังกล่าวคำตอบโต้ก็เพื่อถ่วงเวลาให้นานที่สุด เพื่อเตรียมตัวหากต้องปะทะจริงๆ ด้วยเข้าใจว่าอีกฝ่ายรับทราบเรื่องที่ทัวมู่เหออยู่ในคณะสินค้าขบวนนี้แล้ว

      โดยปกติการเดินทางผ่านดินแดนทู่เจียของคนระดับสูงในมองโกลไม่มีเหตุต้องปิดบังหรือซ่อนเร้นแม้แต่น้อย ขอเพียงทำตามขั้นตอนก็สามารถเดินทางผ่านได้ ทว่าตอนนี้หากทำดั่งว่าคงมีความเสี่ยงสูงมากที่จะถูกลอบสังหาร

      เพราะการที่ทู่เจียแตกแยกเป็นขุมกำลังทั้งสี่ขุม ทำให้อาจมีผู้หนึ่งผู้ใดในจำนวนข่านทั้งสี่คิดแผนยืมดาบฆ่าคน โดยการสังหารบุคคลสำคัญของมองโกลแล้วนำศพไปทิ้งไว้ในเขตอิทธิพลของผู้ใดผู้หนึ่งเพื่อปรักปรำ

      นี่มิใช่ความวิตกจนเกินไปของทัวมู่เหอและฮูตูไก เพราะเรื่องราวเหล่านี้ต่างเคยเกิดขึ้นจริงมาแล้ว ด้วยชาวเผ่าเร่ร่อนจะยึดถือว่าหากมีเรื่องร้ายเกิดแก่ผู้ใด ผู้ที่ปกครองพื้นที่นั้นๆต้องรับผิดชอบ

      ดังนั้นแล้วในกรณีนี้ หากทัวมู่เหอถูกสังหาร และไม่มีผู้ใดรอดชีวิตกลับไปแจ้งแก่ข่านมองโกล หากในภายหลังพบว่าศพของทัวมู่เหออยู่ในเขตอิทธิพลของข่านทู่เจียท่านใด ข่านท่านนั้นก็ต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างหนึ่งอย่างใดออกมา ซึ่งสวยมากจะเร่งหาตัวคนผิดมาลงโทษ

      และถ้าหาไม่ได้ เรื่องนี้ก็จะไม่เป็นเพียงแค่การที่คนของข่านแห่งมองโกลถูกสังหารอีกต่อไป เพราะจะกลายเป็นเรื่องของเกียรติยศและศักดิ์ศรีเข้ามาแทนที่ ด้วยจะถูกมองว่าคำสั่งของท่านข่านแห่งมองโกลมิได้ศักดิ์สิทธิ์หรือไม่เห็นท่านข่านอยู่ในสายตา ถึงได้ไม่คิดจริงจังในการหาตัวคนร้าย

      ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เพื่อคงไว้ซึ่งบารมีและแสดงออกถึงอำนาจของท่านข่านแห่งมองโกล ย่อมต้องยกทัพมาบดขยี้โดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะถูกปรักปรำหรือไม่ก็ตาม

      "เจ้าพวกสายตาแคบสั้น ยังดูไม่ออกอีกหรือว่าท่านผู้นี้เป็นผู้ใด"เป็นบุรุษด้านข้างที่รีบถลันออกมากล่าวแทนบุรุษที่อยู่ด้านหน้า

      "ท่านผู้นี้ก็คือท่านแม่ทัพอาเช่อปาผู้ยิ่งใหญ่ ฉายาหมาป่าคลั่งอย่างไรล่ะ"

      การแนะนำตนแก่อีกฝ่าย อย่างไรก็หาได้อิ่มเอมใจเท่ากับให้ผู้อื่นมากล่าวแทน เพราะสามารถกล่าววาจาไปในเชิงยกย่องได้อย่างไม่เคอะเขิน ด้วยเหตุนี้อาเช่อปาจึงไม่คิดห้ามปรามลูกน้องที่ชิงกล่าวแทนตน มีเพียงเชิดหน้าแอ่นอก
สดับฟังคำสรรเสริญอย่างภูมิใจ

 

      "ว่าอย่างไรจะยอมให้จับกุมดีๆหรือจะลองคิดต่อสู้ขัดขืนดู"ถ้อยคำขึงขังหวังข่มขู่อีกฝ่ายให้เกรงกลัว แต่ยังไม่ทันไรหัวใจอาเช่อปาก็ตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อเสียงหนึ่งดังลอยมาแต่ไกล

      "กล่าวเพียงไม่กี่คำ ก็คิดจะใช้กำลังเข้าหักหาญแล้วรึ นี่ออกจะไร้เหตุผลไปแล้วท่านแม่ทัพอาเช่อปา"

      "บังอาจ!...ถึงกับกล้ามาวิจารณ์ท่านแม่ทัพต่อหน้า นึกว่าเป็นอิสตรีแล้วพวกข้าจะยอมให้อภัยหรอกนะ"

      "ใช่..นี่เป็นการพูดคุยของเหล่าบุรุษ หามีที่ให้อิสตรีเช่นเจ้ามาสอดคำ"เหล่าลูกน้องของอาเช่อปา ต่างออกมาเสนอหน้าด่าทอ แต่ยังไม่ทันที่จะมีผู้ใดกล่าวสนับสนุนหรือโห่ร้อง ก็ต้องตะลึงงัน เมื่อถูกอาเช่อปาสั่งด้วยน้ำเสียงอันเฉียบขาดว่า

      "หยุด!...มันผู้ใดกล้าส่งเสียงแม้เพียงน้อย ข้าจะสังหารมันผู้นั้นในทันที"เมื่อสั่งจบก็บังคับม้าให้เดินไปหาขบวนของฮูตูไก ส่วนใบหน้าก็พยายามฉีกยิ้มอย่างเต็มที่ ครั้นเข้าไปใกล้พอควรก็รีบลงจากหลังม้า ก่อนจะประสานมือแบบชาวจงหยวนแล้วกล่าวว่า

      "ไม่พบกันนาน คุณหนูสบายดี"

      "ก่อนหน้านี้ยังสบายดี แต่ตอนนี้ไม่แล้ว"น้ำคำจริงจังถูกเอ่ยออกมาด้วยท่าทีผ่อนคลาย ทำให้อาเช่อปาที่พยายามฉีกยิ้มอย่างเต็มที่ กลายมาเป็นยิ้มแบบเจื่อนๆ พลางส่งสายตาวิงวอนไปทางด้านหย่งเป่าและหลงอินที่ติดตามมาด้วยให้ช่วย
     "ทุ่งหญ้าด้านโน้นเขียวขจีจริงๆ เจ้าว่าไหมหลงอิน"
      "ฮืม...มันก็จริง แต่ถ้าเทียบกับหญ้าที่ทุ่งหญ้าของคอกตระกูลหลี่แล้วนับว่ายังห่างไกลนัก"ไม่ช่วยไม่พอยังแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นอีก
       ข้าเป็นสหายของพวกเจ้านะ ทอดทิ้งกันเช่นนี้ได้อย่างไร หย่งเป่า หลงอิน
เมื่อไร้ผู้ใดช่วยอาเช่อปาจึงยอมกัดฟันกล่าวออกมาเอง

      "แหะๆ....คุณหนูชอบกล่าวล้อเล่นนัก"

      "ไหนเลยล้อเล่น ในเมื่อข้ากำลังจะถูกจับกุม คงยากจะบอกกล่าวว่าสบายดีได้ไหว"

      "คือว่า...เรื่องนี้ๆ..."เห็นท่าทีอ้ำๆอึ้งๆของอาเช่อปา เหมยฮวาจึงเดาว่าคงมีเรื่องที่ยากจะบอกกล่าวให้คนนอกได้ยิน จึงจะลงจากหลังม้า อาเช่อปาเห็นรีบยื่นมือออกไปเพื่อให้จับทรงตัวในทันที

      "โอ๊ะๆ....ระวังตกขอรับคุณหนู"ท่าทางประจบเอาใจอย่างเต็มที่ ทำให้เหล่าทหารที่ติดตามมาต่างก็เบะปาก ด้วยยอมรับไม่ได้

      หมาป่าคลั่งอันใด หมาหงอยล่ะไม่ว่า ทำไมท่านแม่ทัพถึงได้ลดตนถึงเพียงนี้ ข้ายอมรับไม่ได้จริงๆ ความคิดต่างคล้ายกัน แต่ก็มีผู้คนส่วนหนึ่งที่พอรู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องราว ถึงกับหน้าซีดเหงื่อตก ในใจร่ำร้องตะโกนเอาใจช่วยท่านแม่ทัพอย่างเต็มที่

      การนึกคิดเช่นนี้ไม่ใช่ทราบว่าเหมยฮวาก็คือปราชญ์พิศดารหรือธิดาเทพ แต่เป็นความที่ทราบว่าเป็นคุณหนูของท่านแม่ทัพต่างหาก เพราะคนเดียวที่ท่านแม่ทัพเรียกขานว่าคุณหนู ก็คือผู้ที่มอบเหล้ารสเลิศให้กับท่านแม่ทัพ ซึ่งพวกตนก็ได้อานิสงค์รับการแจกจ่ายมาดื่มกินด้วย

      อา....แค่คิดว่าข้าจะไม่ได้ลิ้มรสเหล้ารสเลิศอีกต่อไป ชีวิตข้าจะอยู่เยี่ยงไร สวรรค์ขอให้ท่านแม่ทัพเกลี้ยกล่อมจนคุณหนูหายโกรธด้วยเถิด ความคิดช่างเหมือนกันทั้งหัวหน้าและลูกน้องนัก.........

      ในจำนวนผู้คนมากมายบนโลกนี้ หากจะมองหาผู้ที่ไม่ฝักใฝ่ในลาภยศสรรเสริญ คงต้องนับรวมเอาอาเช่อปาเข้าไปอีกหนึ่ง เพราะความต้องการของอาเช่อปามีเพียงกินอิ่มนอนหลับและยอดสุราเท่านั้นเอง  แต่ด้วยเห็นว่าสหายที่เคยอยู่ด้วยกันที่ตระกูลหลี่ โดยเฉพาะจายาตูต่างมารับใช้นาหลันนาเยี่ยข่าน ตนจึงไม่อาจหักใจทอดทิ้งสหายได้ ดังนั้นจึงมาเข้าร่วมด้วย

      "คือเรื่องเป็นเช่นนี้ขอรับ....ที่จริงแล้วท่านข่านแค่สั่งว่าให้มาเชิญตัว"เมื่อเห็นว่าถอยห่างมาจากกลุ่มคนพอควร อาเช่อปาก็กล่าวคำพูดกระซิบกระซาบออกมาทันที

      "หากขัดขืนก็ให้จับกุมใช่หรือไม่"โดยไม่รั้งรอเหมยฮวาก็กล่าวคำเพื่อเป็นการเติมเต็มคำสั่งให้สมบูรณ์ พออาเช่อปาได้ยินตาที่ปูดโปนปานกระดิ่งอยู่แล้ว ก็ยิ่งเบิกกว้างจนผู้ที่ไม่คุ้นเคยต้องหวาดกลัว

      "อา...คุ...คุณหนูรู้ได้เช่นไรขอรับ พูดอย่างกับตาเห็นเลย"เหมยฮวาได้ฟังก็ถลึงตาและถามกลับว่า

      "แล้วทำไมไม่กล่าวเช่นนี้เมื่อครู่ อ้าปากก็บอกจะจับกุมทันที"

      "กะ..ก็.... ลูกน้องของข้านะสิ พอมาถึงก็ชิงกล่าวคำ ข้าในฐานะหัวหน้าก็เลย..."

      "รักษาหน้าให้ลูกน้อง"จบคำเหมยฮวา อาเช่อปาจากสีหน้าสำนึกผิดก็กลายเป็นตื่นเต้น กล่าวระล่ำระลักว่า

      "โอ...นี่คุณหนูศึกษาวิชาอ่านใจคนมาหรือไรขอรับ ถึงได้รู้อีกแล้ว"

      ยังๆ..ยังจะมาทำหน้าระรื่นได้อีก ถ้าไม่ติดว่าอยู่ต่อหน้าผู้คนมากมาย ข้าได้เอาไม้ฟาดหน้าไปแล้ว หึย....หลังจากบริภาษอีกฝ่ายในใจจนสาสม เหมยฮวาก็ได้แต่ปลงด้วยนึกถึงการกระทำต่างๆในหนหลัง ที่มิอาจนำเหตุผลของผู้คนปกติมาเทียบเคียงเพื่อใช้อธิบายการกระทำของอาเช่อปาได้

      "แล้วนาหลันนาเยี่ยข่านมีธุระอันใดและกับใคร ถึงคิดจะเชิญตัวไปให้ได้"

      "ข้าก็ไม่ทราบขอรับคุณหนู รู้แต่เพียงว่าคำสั่งนี้เป็นของท่านกุนซือจูถ่ายทอดลงมาอีกที ว่าหากมีขบวนสินค้าผ่านพื้นที่รับผิดชอบของผู้ใด ก็ให้ทำทุกวิถีทางพาตัวไปพบกับท่านข่าน"จู่ๆก็ได้ยินนามของบุคคลที่เหมยฮวาคาดว่าอาจจะ เป็นคนของต้าเว่ยขึ้นมา

      "หือ...กุนซือจู"

      "ขอรับ กุนซือจู...กุนซือจูฟ่งกงขอรับคุณหนู เป็นคนถ่ายทอดคำสั่ง"พอเอ่ยจบอาเช่อปาก็ทำหน้ามึนงง จ้องดูเหมยฮวาตาแทบไม่กระพริบ ก่อนจะยิ้มแย้มออกมา เมื่อเห็นว่าคุณหนูไม่มีแววตาที่ดุดันอีก

      "อาเช่อปา เจ้าพอจะทราบความเป็นมาของคนผู้นี้หรือไม่"หากเป็นจายาตู เหมยฮวาคงไม่คิดจะสอบถามตรงๆเป็นแน่ เพราะข้อมูลเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นความลับทางการทหารบุคคลนอกมิสมควรจะรับรู้ ทว่าเมื่อเป็นอาเช่อปาข้อกริ่งเกรงเหล่านี้หาต้องใส่ใจ

      "อุอุ....ยิ่งกว่าทราบอีกขอรับ ก็กุนซือจูผู้นี้นี่แหละ ที่คราก่อนเป็นกุนซือให้กับวอเค่อข่าน ที่สุดเมื่อพ่ายแพ้ก็เอาตัวแทบไม่รอดจนถูกท่านข่านจับตัวมาได้"

      "อ่อ.."เหมยฮวาทั้งผยักหน้าและยิ้มแย้ม แล้วจึงหันไปยังด้านหลังตะโกนบอกให้หลงอินไปนำสุรามายังที่นี่

      "อุ๊ยๆ...นี่จะได้อย่างไรกันขอรับคุณหนู โทษฐานทำให้คุณหนูร้อนใจข้าไหนเลยจะกล้ารับ"แม้ปากจะกล่าวอย่างเกรงอกเกรงใจ แต่ไม่วายยกแขนเสื้อขึ้นมาปาดเช็ดที่มุมปาก

      "เอาเถอะ...สุราพวกนี้ข้าก็นำมาให้เจ้านั่นแหละ ตอนแรกก็คิดว่าหากพบเห็นกองลาดตระเวนที่ไหนซักที่ ก็จะฝากให้นำไปมอบต่อเจ้า แต่ในเมื่อเจ้ามาแล้วข้าก็มอบให้เลยแล้วกัน"เป็นจริงตามที่เหมยฮวากล่าว ทว่าเหตุผลที่ต้องให้นำสุรามามอบให้ในตอนนี้ ก็เพราะเหมยฮวาคิดจะซักถามเรื่องราวที่เกี่ยวกับจูฟ่งกงให้ละเอียดมากขึ้น

      "แหะๆ....ขอรับคุณหนู"     

      หลังจากนั้นการล้วงความลับที่เรียกได้ว่าง่ายดายที่สุดในโลกก็บังเกิดขึ้น อาเช่อปาทั้งดื่มกินทั้งเล่าเรื่องเสียจนน้ำลายฟูฟ่อง ท่ามกลางสายตาที่มองมาแต่ไกลอย่างกินเลือดกินเนื้อของเหล่าทหาร กินไม่ยอมแบ่งขอให้เมาตกม้าทีเถอะ ข้าจะไม่ช่วยเลยคอยดู

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      ภายใต้การนำทางของอาเช่อปา หลังจากผ่านไปราวสามชั่วยามทุกคนก็บรรลุถึงที่ตั้งของเผ่าของนาหลันนาเยี่ยข่าน เมื่อเข้าใกล้ในระยะสายตา ก็เห็นการจัดขบวนผู้คนรอต้อนรับทั้งซ้ายขวา กึ่งกลางที่ปลายสุดของเส้นทาง มีผู้คนที่ทั้งคุ้นตาและไม่คุ้นยืนรออยู่เบื้องหน้ากระโจม

      คนที่คุ้นตาก็คือนาหลันนาเยี่ยข่าน อาชือนา จายาตูและคนอื่นๆอีกนับสิบที่เคยพำนักอาศัยอยู่ที่สกุลหลี่ ดูท่าพวกเขาคงจะได้รับการยอมรับจากนาหลันนาเยี่ยข่านเป็นอันมาก เพราะในตำแหน่งที่ยืนอยู่ล้วนสงวนไว้เฉพาะคนสนิทเท่านั้น

      "ฮ่าๆ....ไม่พบกันเป็นปี ท่านปราชญ์สบายดี"เสียงร้องทักของนาหลันนาเยี่ยข่านดังขึ้นทันที ที่เหมยฮวาก้าวย่างลงจากรถม้า ติดตามหลังมาด้วยฮูตูไก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะก่อนเดินทางมามีการตกลงกันว่า สมควรให้นางเป็นผู้ออกหน้า เพื่อหยั่งท่าทีของนาหลันนาเยี่ยข่าน

      "สบายยิ่งเจ้าค่ะ ซึ่งความนี้ส่วนหนึ่งก็ต้องขอขอบคุณท่านข่านด้วยที่ช่วยประทานให้"เหมยฮวายอบตัวคารวะพร้อมทั้งกล่าวคำกับนาหลันนาเยี่ยข่าน ก่อนจะคลี่ยิ้มให้จายาตูและผู้คนที่นางคุ้นเคย

      เรียบเฉยในน้ำคำ โอหังทำโดยแววตา ท่วงท่ากลับอ่อนน้อม นิยามนี้ผุดขึ้นในหัวของจูฟ่งกงในทันใด ส่วนนาหลันนาเยี่ยก็มองดูท่วงทำนองดังกล่าวของเหมยฮวาด้วยตาเป็นประกายเช่นเดียวกัน เพราะก่อนหน้านี้ที่ได้พบความรู้สึกที่มอบให้เกิดจากการยอมรับในสติปัญญาของอีกฝ่าย ครั้นมาบัดนี้ยังเพิ่มพูนความรู้สึกยำเกรงให้แก่ผู้คนรอบข้าง สร้างความสบใจแก่นาหลันนาเยี่ยข่านยิ่งนัก จนมองข้ามไม่ถือสากับวาจาประชดประชันของเหมยฮวา

      "ดีแล้ว....ดีแล้ว"กล่าวเพียงเท่านี้ ก็หันไปทางด้านฮูตูไก ก่อนจะมองเลยไปยังคณะผู้ติดตามทางด้านหลัง

      "อาคันตุกะจากแดนไกล หวังว่าการเชื้อเชิญของข้าในครั้งนี้ คงไม่สร้างความยุ่งยากแก่ท่านหรอกนะ"หัวหน้าขบวนสินค้านี้ก็คือ ฮูตูไก ซึ่งนาหลันนาเยี่ยก็สมควรจะรู้ดี  แต่เหตุไฉนจึงกล่าวว่า อาคันตุกะจากแดนไกลเล่า

      "ข้าน้อยฮูตูไก แห่งเผ่าหุยเกอ คารวะท่านข่าน"ฮูตูไกกล่าวไปก็ลอบใจสั่นสะท้านไป ด้วยทราบความนัยของคำเมื่อครู่

      ความลับรั่วไหลอย่างนั่นรึ....ไม่น่าใช่ หากความลับรั่วไหลจริงย่อมต้องรู้ว่าคือผู้ใด ไม่กล่าวคำหว่านสุ่มมีความหมายคลุมเครือเช่นนี้เป็นแน่

      ทั้งเหมยฮวา ทัวมู่เหอและฮูตูไกต่างคิดในใจคล้ายกัน แต่ก็ยังเก็บอาการตื่นตระหนกเอาไว้ได้ ผิดกับเหล่าผู้ติดตามที่พอมีปัญญานึกรู้ แต่ด้วยความไม่ประสาจึงได้เผลอใช้สายตามองไปยังทัวมู่เหอตามสัญชาตญาณ

      อากัปกิริยาเพียงเล็กน้อย แต่มันก็มากพอสำหรับคนชนชั้นดั่งเช่นนาหลันนาเยี่ยข่านที่จะจับพิรุธออก ว่าในขบวนนี้มีคนชนชั้นผู้นำในขบวนกี่คน ซึ่งเป็นไปตามจุดประสงค์ที่ต้องการแยกแยะว่าตัวแทนของข่านแห่งมองโกลคือผู้ใดกันแน่

      "ขออภัยด้วยเจ้าค่ะท่านข่าน ไม่ทราบจะเป็นการล่วงเกินไปหรือไม่ หากข้าน้อยคิดใคร่จะสอบถามถึงจุดประสงค์ที่ท่านข่านเชื้อเชิญพวกข้าน้อยมาในครั้งนี้"เป็นเหมยฮวาที่ฉุกใจก่อนฮูตูไก รีบชิงออกหน้าช่วยเหลือทัวมู่เหอ ที่ถึงแม้จะนึกรู้แต่ก็ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะเอ่ยคำ เพราะตอนนี้กำลังปลอมแปลงตนเป็นหนึ่งในคณะผู้ติดตามของฮูตูไกอยู่
 

      เมื่อหลบเลี่ยงไม่ได้ ก็สอบถามตรงๆ เพราะนาหลันนาเยี่ยข่านทราบเรื่องขนาดนี้แล้ว ก็ไม่เกิดผลเลิศอันใดหากยังคิดฝืนปิดบัง สู้ตีแผ่กันออกมาเลยดีกว่า นอกจากจะรวบรัด ยังไม่ต้องมาเปลืองน้ำลายกล่าววาจาให้เมื่อยปาก

      แม้มีฐานะเป็นท่านข่าน แต่นาหลันนาเยี่ยข่านก็เพิ่งขึ้นสู่อำนาจได้ไม่ถึงปี ความมีใจสวามิภักดิ์ของเหล่าผู้คนที่เพิ่งมาเข้าร่วมจากเผ่าอื่นย่อมยังมีไม่มาก

      ดังนั้นทุกคำพูดและการกระทำยามอยู่ต่อหน้าผู้คนหมู่มาก ย่อมต้องเปิดเผยและชัดเจน หากผิดไปจากนี้ย่อมทำให้เหล่าทหารมีความคลางแคลงใจ ว่าตนจะถูกปฏิบัติจากท่านข่านโดยไร้ซึ่งเหตุผล เช่นเดียวกันหรือไม่ คิดจะฆ่าก็ฆ่า คิดจะเลี้ยงก็เลี้ยง   

      ฮ่าๆ....ขนาดอยู่ในถิ่นข้า ยังสามารถใช้วาจาไม่กี่คำพลิกสถานะการณ์ได้ ก็ดี..ข้าก็เบื่อหน่ายที่ต้องมาคอยทำตามพิธีรีตองเช่นเดียวกัน

      "ไหนเลยจะล่วงเกิน เหตุที่ข้าเชิญมาในครั้งนี้ ก็ด้วยต้องการให้ท่านฮูตูไกช่วยเป็นธุระให้ ในเรื่องความเข้าใจผิดเรื่องข่าวลือที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้"เป็นจริงตามที่นาหลันนาเยี่ยข่านกล่าวมาเกือบทุกประการ จะผิดก็แค่เปลี่ยนจากฮูตูไกไปเป็นตัวแทนของข่านมองโกลเท่านั้นเอง ที่นาหลันนาเยี่ยข่านต้องการที่จะเจรจาด้วย

      ก่อนหน้านี้นาหลันนาเยี่ยข่านเคยคิดจะส่งคนไปเจรจากับข่านแห่งมองโกล แต่ด้วยต้องผ่านเขตอิทธิพลของข่านทู่เจียคนอื่น ดังนั้นการที่จะส่งคณะฑูตไปเจรจาอย่างเปิดเผยจึงมิอาจกระทำได้

      ครั้นจะลอบส่งผู้คนไปก็อาจถูกมองได้ว่าไม่ให้เกียรติ ยิ่งตอนนี้ข่านแห่งมองโกลก็ไม่พอใจตนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โอกาสที่จะถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพบก็ยิ่งมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

      เมื่อถูกปฏิเสธครั้งแรก ความพยายามที่จะขอเข้าพบในครั้งที่สองก็จะยิ่งยากมากขึ้นตามลำดับ ทั้งยังทำให้หากมีการเจรจาต่อรองอันใดก็รั้งจะเสียเปรียบ ดังนั้นนาหลันนาเยี่ยข่านจึงต้องชะลอการขอเข้าพบเอาไว้ก่อน จนหาทางแก้ไขได้แล้วจึงค่อยกระทำ เพื่อถนอมโอกาสในการขอเข้าพบที่มีน้อยนิดเอาไว้       

      ทว่าจู่ๆก็ได้ข่าวว่ามีขบวนสินค้าของฮูตูไกเดินทางไปยังแคว้นหยวน นาหลันนาเยี่ยข่านจึงได้สั่งให้หน่วยข่าวสาร ที่จัดตั้งขึ้นมาโดยจูฟ่งกง เฝ้าติดตามจับตาดู ซึ่งทหารหน่วยนี้ถือได้ว่าเป็นหน่วยสายลับอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การจัดตั้งอย่างเฉพาะกาล ตามที่เคยทำมาบนท้องทุ่งหญ้า

      ซึ่งรูปแบบโครงสร้างของหน่วยงาน ก็นำของจงหยวนมาปรับใช้ แม้ช่วงแรกจะเกิดปัญหาในเรื่องบุคลากร ที่ส่วนมากเห็นว่าเป็นการลดตัวและน่ารังเกียจ แต่ก็ยังมีผู้คนกลุ่มหนึ่งที่ยินยอมกระทำ กลุ่มนั้นก็คือ เหล่านักรบที่เป็นทาสเชลยศึก

      คนกลุ่มนี้เรียกได้ว่า แทบไม่เหลือความเป็นมนุษย์อยู่แล้ว ทั้งในสายตาของผู้อื่นและตนเอง เพียงหยิบยื่นข้อเสนอมอบความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิมให้ ย่อมต้องยินดีที่จะกระทำ

      ส่วนการฝึกเรียกได้ว่าแทบไม่ต้องสอนอะไรมาก เพราะทุกคนต่างก็มีพื้นฐานเดิมเป็นนักรบอยู่ก่อนที่จะถูกจับมาเป็นทาสเชลย

      ครั้นเอ่ยถึงความซื่อสัตย์ ก็ยิ่งไม่ต้องกังวล ด้วยชนเผ่าเร่ร่อนทุกคน ต่างก็มีความคิดฝังหัวกันถ้วนทั่วว่า ผู้ชนะเป็นนาย ผู้แพ้เป็นบ่าว ดังนั้นการที่จะมีความคิดทรยศจึงไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นนอน

      แต่ด้วยเพิ่งถูกจัดตั้งยังไม่นาน ทำให้การแฝงตัวปะปนในสถานที่ต่างๆ ยังไม่ทั่วถึง ทำให้ข้อมูลที่ได้รับมายังไม่แน่ชัด ในกรณีของทัวมู่เหอทราบแค่เพียงว่า มีตัวแทนของข่านมองโกลเดินทางไปยังแคว้นหยวน แต่มิอาจระบุได้ว่าคือผู้ใดและมีจุดประสงค์อย่างไร

      ซึ่งความที่ไม่แน่ใจในจุดประสงค์ของข่านแห่งมองโกลนี่เอง ทำให้นาหลันนาเยี่ยข่านยังไม่คิดติดต่อในช่วงแรก และใช้โอกาสนี้ในการรวบรวมข้อมูลเพิ่ม รอจนช่วงขากลับค่อยติดต่อเจรจา เพราะอย่างไรเสียการเดินทางกลับก็ยังต้องผ่านเขตแดนของตนอยู่ดี

      "เจ้าค่ะ...ในเมื่อท่านข่านมีธุระกับท่านฮูตูไก เช่นนั้นข้าน้อยก็ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะออกหน้าและรบกวนท่านข่านแล้ว"กล่าวจบก็คิดจะถดกายเพื่อเปิดทางให้ฮูตูไก แต่ว่า...

      "ไหนเลยต้องเร่งรีบ การเจรจาแม้จะสำคัญ แต่การแสดงน้ำใจในฐานะเจ้าบ้านก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน"การแสดงน้ำใจในฐานะเจ้าบ้าน ก็คือการเลี้ยงดูปูเสื่อ ดื่มกินให้อิ่มหนำ ที่ผู้เหย้าพึงปฏิบัติต่ออาคันตุกะที่มาเยือน

      แต่สำหรับฮูตูไกและทัวมู่เหอ เมื่อได้ทราบเจตนาของนาหลันนาเยี่ยข่าน จิตใจก็คลายความตึงเครียด กระนั้นก็อยากสะสางให้จบสิ้น เพื่อจะได้รีบเร่งเดินทางต่อ เพราะตราบใดที่ยังอยู่ในดินแดนทู่เจีย ความเสี่ยงต่างๆก็ยังคงมีอยู่

      "ขออภัยท่านข่าน ข้าน้อยมีวาจาอยู่ซักหลายประโยคคิดเรียนบอกต่อท่านข่าน"เมื่อฮูตูไกร้องขอ นาหลันนาเยี่ยข่านก็พยักหน้าผายมืออนุญาต

      "ด้วยทางข้าน้อยมีหมายกำนดการที่แน่ชัด ต้องรีบเร่งเดินทางไปให้ทัน ดังนั้นจึงไม่อาจชักช้าในการอื่นได้..."ยังไม่ทันจบประโยคดี ผู้คนรอบข้างก็แสดงท่าทีโกรธเคือง คิดใคร่ด่าทอฮูตูไกที่บังอาจปฏิเสธไมตรีของท่านข่านของพวกตน แต่ปากที่เพิ่งอ้าออกมาเพียงเล็กน้อยก็มีอันต้องหุบลง

      "วาจายังไม่จบ พวกเจ้าคิดทำอะไร"น้ำเสียงนุ่มนวล แววตากลับเย็นเยียบ ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะกระดิกตัว รวมไปถึงฮูตูไกด้วย

      "เชิญท่านฮูตูไก"

      "เอ่อ...ขอรับ..."ฮูตูไกทางหนึ่งรับคำ ทางหนึ่งก็บ่นด่าตัวเองที่ไม่เอาไหนเสียเลย พอไม่มีเรื่องเงินๆทองๆมาเกี่ยวข้องหัวสมองก็แทบไม่หมุน ก่อนจะแสร้งประสานมือระดับท้อง ล้วงเข้าไปยังแขนเสื้อลูบคลำถุงเงิน เพื่อปลุกปลอบกำลังใจ

      "หวังว่าท่านข่านจะเห็นถึงความจำเป็นนี้ของข้าน้อย ตัดทอนขั้นตอน เริ่มการพูดคุยในทันทีขอรับ"ยิ่งเข้าประเด็นเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งจบเรื่องและออกเดินทางต่อได้เร็วเท่านั้น เพราะหากยังต้องทำการต้อนรับตามธรรมเนียมดังว่า คงสูญเสียเวลาไปอีกหนึ่งวัน

      นี่ยังไม่รวมถึงว่ายังต้องจัดขบวนเดินทางกันใหม่ ทั้งคนทั้งเกวียน เพราะการจะเข้าไปพบกับท่านข่าน แม้จะมีทัวมู่เหอออกหน้า อย่างไรก็ต้องมีสิ่งของไปมอบให้เพื่อแสดงถึงน้ำใจ ดังนั้นเบ็ดเสร็จอย่างเร็วก็สามวัน โชคร้ายก็ร่วมอาทิตย์

      "ตกลง...อาซือนา นำทางท่านฮูตูไกและผู้ติดตามไปยังกระโจมข้า"แม้จะสูญเสียโอกาสที่จะใช้งานเลี้ยง ศึกษานิสัยใจคอของคนที่คาดว่าจะเป็นตัวแทนของข่านมองโกล เพื่อนำไปใช้ในยามที่ต้องมีการต่อรอง

    แต่เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน ยิ่งเจรจากันเร็วเท่าไหร่ก็หาข้อสรุปได้เร็วเท่านั้น เพราะไม่ได้มีเพียงประเด็นเดียวเท่านั้น ที่คิดจะพูดคุยตามที่กล่าวอ้างในตอนแรก

      "ต้องขออภัยท่านปราชญ์ด้วย ที่ข้ามิอาจต้อนรับได้อย่างเต็มที่...ข้ารู้สึกละอายยิ่งนัก"นาหลันนาเยี่ยข่านหันมากล่าวกับเหมยฮวา หลังจากอาซือนานำทางฮูตูไกและผู้ติดตามอีกนับสิบไปยังกระโจมบัญชาการ ซึ่งหนึ่งในนั้นย่อมต้องมีทัวมู่เหอร่วมไปด้วย

      "มิได้เจ้าค่ะ เพียงท่านข่านมาต้อนรับด้วยตนเอง ข้าน้อยก็รู้สึกเป็นเกียรติมากแล้ว"

      "ฮ่าๆ...คำนี้สมควรเป็นข้าที่จะกล่าวเสียมากกว่า....อย่างไรเชิญท่านปราชญ์ไปพักผ่อนเสียก่อน ไว้ธุระเสร็จสิ้น พวกเราค่อยมาพูดคุยกันใหม่ดีหรือไม่"เห็นเหมยฮวากล่าวรับคำ ก็หันไปสั่งการกับทหารคนสนิทให้เป็นผู้ดูแล แล้วจึงหันมากล่าวกับเหมยฮวาอีกรอบว่า

      "หากขาดเหลือสิ่งใด หรือต้องการเที่ยวชมที่ไหน ท่านปราชญ์สามารถบอกกล่าวกูยุกได้อย่างเต็มที่ ขออย่าได้เกรงใจ"

      "ขอบคุณท่านข่านเจ้าค่ะ"นาหลันนาเยี่ยข่านผายมือตอบรับ ก่อนกลุ่มของเหมยฮวาและนาหลันนาเยี่ยข่านจะแยกย้ายไปคนละทาง

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      "ฮือ...ท่านกูยุกนั่นรูปปั้นอะไร"ระหว่างทางที่จะเดินไปยังกระโจมที่พัก เหมยฮวาก็ได้แลเห็นรูปปั้นสตรีขนาดเท่าคนจริงตั้งตระหง่านอยู่กลางลาน แม้พอจะคาดเดาได้ว่ารูปปั้นนั้นก็คือธิดาเทพ แต่เพื่อหาหัวข้อพูดคุยกับกูยุกจึงได้เอ่ยถามขึ้น

      "รูปปั้นธิดาเทพขอรับท่านปราชญ์"ทั้งกล่าวคำและโค้งกายแทบจรดพื้น เพราะกูยุกทราบว่า ท่านปราชญ์และธิดาเทพก็คือคนๆเดียวกัน

      เรื่องธิดาเทพแม้ทั่วทั้งทุกหญ้าจะรู้จัก แต่ก็เป็นการรู้จักเพียงแค่ชื่อ หาได้ทราบไม่ว่าตัวตนจริงๆมีลักษณะเช่นใด เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะจูฟ่งกงให้เหตุผลว่า ยิ่งดูคลุมเครือ ก็ยิ่งดูลึกลับ จูงใจให้ผู้คนเกิดจินตนาการไปต่างๆนานา จนผูกเรื่องโยงใยถึงเหล่าทวยเทพได้มากกว่า       

      ดังนั้นจึงทำให้คนที่รู้ว่าธิดาเทพ ก็คือปราชญ์พิศดาร และยังมีนามว่าหลี่เหมยฮวา จึงสามารถนับหัวได้ และด้วยเหตุผลเดียวกันจึงทำให้นาหลันนาเยี่ยข่านไม่เรียกเหมยฮวาว่าธิดาเทพ กลับเรียกหาว่าท่านปราชญ์ตั้งแต่ต้นจนจบ

      เพราะหากประกาศออกไปความศรัทธาที่ทุกคนเคยมอบให้แก่ตน ในฐานะตัวแทนของสวรรค์ก็จะถูกลดทอนแบ่งไปให้กับเหมยฮวา และจะยิ่งเลวร้ายมากกว่านี้หากนางไม่ยินยอมให้ความร่วมมือ รับการสมอ้างกล่าวฉีกหน้า

      ซึ่งในตอนที่พบหน้ากัน เหมยฮวาก็คิดจะกล่าวประชดประชันนาหลันนาเยี่ยข่านมากกว่านี้ ที่บังอาจมาอุปโลกน์ให้นางเป็นธิดาเทพ แต่ก็ต้องล้มเลิก เพราะต่อหน้าผู้คนมากมาย หากนางยังดื้อดึงกระทำเพียงเพื่อความสะใจ คงทำให้มีคนนึกรู้ว่านางเป็นธิดาเทพ

      ดังนั้นเมื่อมีคนรู้เพียงไม่นานก็ย่อมเป็นข่าว สุดท้ายก็จะแพร่กระจายออกไปจนเข้าหูข่านทั้งสามของทู่เจีย ที่นี้ตัวนางคงได้ถูกเชิญไปทั่วดินแดนทั่วเจียแน่ เพราะในเมื่อข่านมองโกลคิดวิธีออก ข่านทั้งสามของทู่เจียก็น่าจะคิดออกเช่นเดียวกัน

      "เข้าไปดูใกล้ๆได้หรือไม่"

      "เชิญขอรับ"เมื่อเข้าไปใกล้พอที่จะเห็นทุกอย่างได้ชัด ใบหน้าที่เคยแสร้งทำเป็นนิ่งเฉยและเย่อหยิ่งของเหมยฮวา ก็มีอันต้องบิดเบี้ยว ส่วนฉูฉู่ ไห่ถัง หย่งเป่าและหลงอินต่างก็แหงนหน้าไปทางอื่น มีเพียงร่างกายที่สั่นไหว ด้วยต้องสะกดกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้

      นาหลันนาเยี่ยข่าน จูฟ่งกง พวกเจ้าทำบ้าอะไร ห๊า...ดี....ดีมาก คอยดูข้าจะเอาคืนพวกเจ้าให้สาสมเลย จายาตูอีกคน อาเช่อปาด้วย ไหน..ใคร..ใครอีกที่มีส่วนร่วม.... คำก่นด่าฟาดงวงฟาดงาของเหมยฮวาดังก้อง ขึ้นภายในใจ ก็จะไม่ให้นางโกรธได้อย่างไรล่ะ ในเมื่อ.... 

      "ข้าแด่องค์ธิดาเทพ โปรดประทานความอุดมสมบูรณ์แก่ข้าด้วยเถิด"

      "องค์ธิดาเทพ ปีนี้ขอให้สัตว์เลี้ยงของข้าน้อยอ้วนท้วนสมบูรณ์ด้วยขอรับ"

      "คุณหนูประทานพรซิเจ้าคะ"เสียงกระเซ้าเย้าแหย่ดังขึ้นมาจากไห่ถัง ผู้อื่นได้ฟังก็ถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ

      เหมยฮวาเห็นดังนั้นก็แค่นสียง"หึ" ออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะใช้แววตาอาฆาตและใบหน้าที่มึนตึงจ้องมองอย่างถ้วนทั่ว ประหนึ่งว่า ต้องการจดจำใบหน้าทุกคนเอาไว้ให้ประทับอยู่ในใจตลอดกาล

      "ท่านกูยุก กระโจมที่พักอยู่ที่ใด โปรดเร่งนำทาง"ขืนอยู่ต่อไปคงไม่พ้นต้องถูกล้อเลียนหนักกว่านี้เป็นแน่ เหมยฮวาจึงได้สั่งบอกกูยุก ทว่าเพียงแค่ก้าวเท้าตามกูยุกไปได้ไม่กี่ก้าว เหมยฮวาก็มีอันแทบล้มหัวคะม้ำ เพราะมีชาวบ้านผู้หนึ่งขอพรว่า

      "ข้าแด่องค์ธิดาเทพ ข้าน้อยขอท่านโปรดประทานบุตรแก่ข้าน้อยด้วยเถิดขอรับ"หากมีเพียงแค่คำกล่าวก็คงไม่เท่าไหร่ แต่นี่กลับมีเสียงดังเบาๆมาจากด้านหลังของนาง ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดเอ่ยกระซิบกระซาบขึ้นมาพอจับใจความได้ว่า

      "น่าสงสารชาวบ้านคนนั่นจริงๆ ขออะไรก็ไม่ขอ มาขอบุตรกับธิดาเทพ คงจะได้อยู่หรอก"

      "นั่นน่ะสิ ไม่รู้หรือไรว่าแม้แต่ธิดาเทพก็ยังไม่มี แล้วจะเอาบุตรที่ไหนไปประทานให้"คำสนทนาพาซื่อดังกล่าวเรียกเสียงหัวเราะให้แก่ผู้ที่รู้ความนัยเสียครืนใหญ่ ทว่าทั้งหมดก็เป็นต้องสะอึกรีบก้มหน้าก้มตาทำตัวสงบเสงี่ยมในทันใด เมื่อถูกสายตาของผู้ที่เรียกว่าธิดาเทพจ้องมอง

      "สองสามวันมานี่ ดูเหมือนทุกคนจะไม่ได้ฝึกฝนเตรียมพร้อมร่างกายกันเลยซินะ"ใบหน้าแดงฉานจากความขัดเขิน ผนวกกับการแสยะยิ้มที่มุมปาก ผู้ใดเห็นก็มีแต่ขนลุกซู่ไปทั้งสรรพางค์กาย

      "ใช่ขอรับคุณหนู"หลงอินฝืนทำใจแข็งตอบไปเช่นนั้นเอง เพราะสำนึกตัวแล้วว่าพวกตนทั้งหมดจะโดนอะไรบ้าง คำพูดของพวกด้านหลังนั้นไม่เท่าไหร่ แต่หัวเราะนี่สิปัญหา

      "รบกวนท่านกูยุก ช่วยให้คนของท่านนำทางคนของข้าไปยังลานฝึกด้วยได้หรือไม่"

      "อะ..เอ่อ ขอรับ"แม้จะเป็นการไปรบกวนการฝึกของเหล่าทหาร แต่ด้วยคำสั่งของท่านข่านที่บอกให้ตนอำนวยความสะดวกแก่ท่านปราชญ์ทุกอย่าง ทำให้กูยุกรีบเรียกนายทหารคนสนิทมาเป็นผู้นำทางเหล่าผู้ติดตามของท่านปราชญ์ทั้งยี่สิบกว่าคนไปยังลานฝึกซ้อมในทันที

      ไม่มีการร้องขอหรือโอดครวญ เพราะขืนไปโต้แย้งเวลานี้ พวกตนคงโดนหนักกว่าเดิมเป็นแน่ จะเหลือเพียงแต่ฉูฉู่และไห่ถังที่เริ่มจะใจชื้นขึ้นมา ด้วยนึกว่าพวกนางจะไม่โดนอะไร

      "พวกพี่ทั้งสองคนก็อย่านึกนะว่าจะรอด ไว้รอไปถึงที่พักก่อนเถอะ....เหอะๆ...."ยังไม่วายหันมาขู่ฟ่อใส่ฉูฉู่และไห่ถังคราหนึ่ง จนทั้งสองรีบทำตัวลีบเล็กแทบไม่ทัน     

      ผู้อื่นอาจนึกหวาดกลัว แต่สำหรับฉูฉู่และไห่ถังซึ่งรู้จักนิสัยของคุณหนูเป็นอย่างดีว่า แท้จริงแล้วคุณหนูแค่แสร้งทำไปเช่นนั้นเอง ด้วยคิดหาเรื่องมาประสมโรงให้ได้กลั่นกลั่นผู้คนเสียมากกว่า ดูได้จากในยามที่บอกว่าโมโหแต่แววตากลับพราวระยับ คนโมโหจริงๆเป็นเช่นนี้หรือ ดังนั้นเพื่อให้คุณหนูเล่นสนุกอย่างสมใจ พวกนางจึงต้องแสร้งทำเป็นว่ารู้ไม่ทันโดยการทำท่าหวาดกลัว พร้อมทั้งรอลุ้นว่าจะถูกแกล้งอันใด

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      เห็นการขอพรกับรูปปั้นที่เป็นตัวแทนของนาง เหมยฮวาก็ได้แต่รู้สึกสะท้อนใจด้วยรู้สึกผิด เพราะนี่ไม่ต่างกับนางกำลังร่วมมือกับนาหลันนาเยี่ยข่านหลอกลวงผู้คนจำนวนมาก ครั้นจะไปบอกก็เกรงจะชักพาเรื่องราวยุ่งยากเข้าตัว

      เอาเถอะ ถือว่าให้พวกเขามีที่พึ่งทางใจก็แล้วกัน ขอเพียงเรื่องราวไม่เกินเลยไปกว่านี้ข้าก็จะไม่คิดเปิดโปง

      "ท่านกูยุก รูปปั้นธิดาเทพมีแค่ที่นี่ใช่ไหม"ระหว่างเดินติดตามกูยุกไปเหมยฮวาก็ได้เอ่ยถามขึ้น

      "เห็นว่ามีทุกเผ่านะขอรับ เพียงแต่มิได้สวยงามดั่งของที่นี่"แม้นาหลันนาเยี่ยข่านมิได้มีคำสั่งให้ทุกเผ่าจัดทำรูปปั้นธิดาเทพ แต่หัวหน้าเผ่าของทุกเผ่าที่อยู่ภายใต้การปกครองของนาหลันนาเยี่ยข่านก็ได้จัดทำขึ้นมาเอง 

      ซึ่งเหตุผลก็มีแตกต่างกัน บ้างก็เพื่อเป็นการประจบเอาใจนาหลันนาเยี่ยข่าน บ้างก็เพราะเห็นว่าท่านข่านของตนนับถือจึงนับถือตาม มีส่วนน้อยที่สำนึกในบุญคุณที่ธิดาเทพได้มอบชีสให้

      "เหตุการณ์เช่นเมื่อครู่ก็คงเป็นเหมือนกันทุกที่สินะ "คำถามที่ไม่ต้องรอฟังคำตอบ ก็เป็นอันรู้ดีว่าจะเป็นเช่นไร

      "ใช่ขอรับ นอกจากนี้ในเขตพื้นที่ของข่านทั้งสามก็ได้ข่าวว่ามีการบูชาเหมือนกัน เพียงแต่มิได้เอิกเกริก โดยลอบทำรูปสลักเล็กๆเพื่อแอบไม่ให้หัวหน้าเผ่ารู้ขอรับ"จบคำของกูยุก เหมยฮวาก็ส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะนิ่งงันไปอย่างยาวนาน ด้วยคำพูดของกูยุกทำให้เหมยฮวาต้องกลับมาคิดทบทวนใหม่อีกรอบ ว่าสมควรจะเอาอย่างไรดี เพราะนี้มันเกินเลยไปแล้ว สุดท้ายก็ได้คำตอบออกมาว่า
      ช่างเถอะ ถึงจะเกินเลยไปบ้างแต่มันก็อาจช่วยชีวิตผู้คนจำนวนมากได้

     ด้วยจุดประสงค์แรกเริ่มที่จูฟ่งกงต้องการตั้งแต่คิดอุบายนี้ขึ้นมา ก็เป็นไปเพื่อเป็นการปูทางให้กับการขึ้นสู่อำนาจสูงสุดของนาหลันนาเยี่ยข่าน โดยใช้คำว่า 'ธิดาเทพ' มาออกหน้าเพื่อให้ง่ายต่อการชักนำผู้คนให้คิดไปในทางความเชื่อที่เกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์

      ก่อนจะโหมกระพือข่าวลือว่านาหลันนาเยี่ยข่านเป็นตัวแทนสวรรค์ เพื่อใช้หักล้างกับข้ออ้างของข่านทั้งสาม ที่ต่างก็บอกว่ามีเพียงแค่ตนเท่านั้น ที่มีสิทธิ์อันชอบธรรมในการขึ้นเป็นข่านสูงสุดปกครองทู่เจีย เพราะตนสืบสายเลือดมาจากข่านคนแรกของทู่เจีย ซึ่งผิดกับนาหลันนาเยี่ยข่านที่ไม่มีอันใดเกี่ยวข้องด้วยเลย

      มนุษย์กับสวรรค์ ต่อให้คนโง่งมปานใด ก็ต้องรู้ว่าสวรรค์ยิ่งใหญ่กว่า ดังนั้นแล้วตัวแทนของสวรรค์อย่างนาหลันนาเยี่ยข่านย่อมมีสิทธิ์อันชอบธรรมมากกว่าข่านทั้งสามที่สืบเชื้อสายมาจากข่านคนแรกที่เป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดาอย่างแน่นอน

      ขอเพียงสยบข่านทั้งสามลงได้ การขึ้นมาเป็นผู้ปกครองทู่เจียของนาหลันนาเยี่ยข่าน ก็ไร้ซึ่งผู้ใดจะขัดขวางหรือคิดติติงได้อีก ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของเหมยฮวาที่ไม่อยากเห็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันต้องมาล้มหายตายจากเป็นจำนวนมาก เพียงเพื่อการแย่งชิงอำนาจของคนไม่กี่คน

      ในเมื่อมิอาจหลบเลี่ยงการสูญเสียได้ ก็ต้องลดทอนให้เบาบาง ซึ่งก็คือทำเช่นไรที่ศึกจะไม่ยืดเยื้อ และหลังจากขึ้นปกครองแล้วผู้คนจะคิดต่อต้านน้อยที่สุด โดยเมื่อพิจารณาคุณสมบัติของข่านทั้งสี่ ก็เห็นจะมีเพียงแค่นาหลันนาเยี่ยข่านคนเดียวเท่านั้นที่จะทำได้

     นอกจากจะมีกองทัพอันเกรียงไกรและมีอาวุธที่เหนือล้ำกว่าข่านทั้งสาม ยังใช้แผนอุบายที่ทำให้ผู้คนเชื่อว่าเป็นตัวแทนจากสวรรค์อีก ย่อมทำให้เป็นไปดั่งนางหวังได้มากที่สุด ผิดกับข่านทั้งสามที่หากจัดการกับนาหลันนาเยี่ยข่านลงได้ สุดท้ายก็ต้องหันมารบพุ่งแย่งชิงกันเอง

      แต่ด้วยศักยภาพของกองทัพที่ทัดเทียมกัน ย่อมยากตัดสินผลแพ้ชนะได้โดยง่าย ซึ่งบางทีอาจทำศึกลากยาวไปนานอีกหลายปี และนิสัยทำศึกของชาวทุ่งหญ้าก็รู้จักแต่ในเชิงรุก น้อยนักที่จะนิยมใช้เชิงรับ เพียงแค่นึกก็น่าอเนจอนาจใจ ผู้คนต้องล้มตายเป็นเบื่อจนแทบสูญสิ้นเผ่าพันธุ์เป็นแน่   

      เหมือนดั่งกับช่วงยุคปลายราชวงค์ฮั่นของจีนในภพก่อนของนาง ที่แผ่นดินแตกแยกเริ่มเห็นเค้าโครงของขั้วอำนาจหลายขั้วขึ้น ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างก็มีจุดเด่นแตกต่างกัน จนไม่เกิดความได้เปรียบและเสียเปรียบมมากนัก ทำให้การรบราฆ่าฟันดำเนินยืดเยื้อไปอีกร้อยกว่าปี สุดท้ายไม่เพียงจะพังพาบไปด้วยกันทั้งหมด ยังลากผู้อื่นที่เป็นผู้บริสุทธิ์ร่วมพังพาบล้มตายตามไปด้วยเป็นจำนวนมาก

      จากปลายราชวงค์ฮั่นตะวันตกมีผู้คนมากถึงห้าสิบกว่าล้าน หรือบางที่ก็บอกว่ามีเกือบถึงหกสิบล้าน ครั้นพอในสมัยราชวงค์จิ้นของซือหม่าเอี้ยนหลานชายของซือหม่าอี้ สำรวจอีกทีกลับมีคนเหลือเพียงห้าล้านกว่า หรือบางข้อมูลก็ว่าเหลือสิบหกล้านกว่า

      แต่ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลอันไหนกันแน่ที่ถูกต้อง เหล่าตัวละครที่โลดแล่นในช่วงยุคสามก๊ก ที่ทั้งยกอ้างว่าตนเป็นคนดีวีรบุรุษ หรือคนที่ถูกตราหน้าว่าชั่วช้าสามานย์ทรราช ก็มิอาจปฏิเสธความรับผิดชอบไปได้ว่า ตนก็คือผู้หนึ่งที่มีส่วนร่วมในการทำให้ผู้คนล้มตายลดหายไปหลายสิบล้านคน

    เพราะหากนับที่จำนวนห้าสิบล้านคนในช่วงปลายฮั่นตะวันตก จนถึงปลายฮั่นตะวันออก การศึกที่ถือว่าหนักที่สุด ก็คือในช่วงก่อนการก่อตั้งฮั่นตะวันออก เพราะต้องปราบปรามกบฏหวังหมาง หลังจากนี้บ้านเมืองก็สุขสงบร่มเย็นไปเกือบสองร้อยปี ซึ่งจำนวนคนย่อมต้องเพิ่มจากห้าสิบล้านคนไปมากโขแล้วเป็นแน่

      แต่ครั้นปลายราชวงค์ฮั่นตะวันตก อันมีจุดเริ่มต้นจากการก่อกบฏของเหล่าประชาชนที่ทนการกดขี่จากราชสำนักไม่ไหวอย่างโจรโพกผ้าเหลือง ความวุ่นวายก็มีขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน ผู้คนก็เปลี่ยนหน้ามามีอำนาจแล้วก่อความวุ่นวายไม่ว่างเว้น

      หยวนเซ่า ต่งจัว เฉาเชา หลิวเป้ย ซุนฉวน ก่อนจะจบลงที่ซือหม่าเอี้ยนหลานชายของซือหม่าอี้ ที่สยบขั้วอำนาจต่างๆลงจนหมดสิ้นแล้วก่อตั้งราชวงค์จิ้นขึ้น สิริรวมแล้วกว่าร้อยปี

      ร้อยกว่าปีที่มีเรื่องเล่าและตำนานอันน่าตื่นเต้น ชวนทำให้ผู้คนรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปกับวีรกรรมต่างๆของเหล่าผู้กล้าที่ออกมาโลดแล่นในช่วงนั้น แต่สำหรับผู้คนที่อยู่ในช่วงเวลานั้นๆ คงไม่รู้สึกดั่งเช่นที่ว่าแน่ เพราะเพียงแค่ตั้งคำถามขึ้นมาในใจว่า จะมีชีวิตอยู่ถึงวันพรุ่งนี้หรือเปล่า ก็ยังยากที่จะเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจได้แล้ว

      ด้วยมองไปทางไหนก็เจอแต่สงคราม การรบพุ่งเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าอย่างต่อเนื่อง เมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลง ผู้คนที่เหลืออยู่เมื่อเทียบกับที่ล้มตายไปเรียกได้ว่าแทบสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ ดังนั้นแล้วจึงเป็นที่มาว่าทำไมเหมยฮวาจึงได้ปล่อยเลยตามเลย ให้นาหลันนาเยี่ยข่านดำเนินแผนการต่อไป เพราะยิ่งรวบรวมทู่เจียที่แตกแยกเป็นสี่ขั้วอำนาจได้ในเวลาอันรวดเร็วเพียงใด ก็ยิ่งจะทำให้ไม่ต้องมีคนมาตายเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      ด้านทัวมู่เหอที่ไปยังกระโจมส่วนตัวของนาหลันนาเยี่ยข่าน เมื่อเห็นว่าผู้คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องถูกไล่ออกไปจนหมดและทำการปิดกั้นไม่ให้คนที่อยู่ด้านนอกรับรู้เรื่องภายในกระโจม ก็พลันแสดงตัวออกมาในทันที ด้วยไม่มีเหตุผลใดต้องปิดบังต่อไปอีก

      นาหลันนาเยี่ยข่านเพียงยิ้มแย้มรับ กล่าวทักทายและเชิญชวนอย่างมีมารยาท คล้ายก่อนนี้ไม่เคยมีเรื่องที่ทัวมู่เหอไม่ยอมให้เกียรติโดยการเปิดเผยตัวออกมาก่อนเลย แสดงให้เห็นว่านาหลันนาเยี่ยข่านไม่ถือสาหาความหรือคิดฉีกหน้าในภายหลัง และสื่อให้รู้ว่าขอให้ท่านจงวางใจได้

      ยิ่งมีศักดิ์ฐานะยิ่งต้องรักษาหน้าตา โดยไม่ต้องทราบหรอกว่าท่านมีความจำเป็นสำคัญเท่าใด ขอเพียงมีข่าวออกมาว่าทัวมู่เหอพอพบปะกับผู้คนกลับยังนิ่งเฉยไม่แสดงตัว เท่านี้ก็จะถูกนำไปเย้ยหยันได้ในทันทีว่าขี้ขลาดตาขาว ซึ่งคนที่จะนำเรื่องนี้ไปขยายความก็คงไม่พ้นผู้คนในมองโกลด้วยกันนั่นเอง

      เมื่อมีแสงก็ย่อมมีเงา แม้จะบอกว่าข่านมองโกลมีอำนาจสูงสุด แต่ก็ไม่ใช่หมายถึงการมีอำนาจเต็ม แค่เป็นเพียงการครอบครองอำนาจในมือเหนือกว่าฝ่ายตรงข้ามมากกว่าเท่านั้น อย่างเช่นหากให้อำนาจมีสิบส่วน ข่านแห่งมองโกลอาจมีอำนาจอยู่ในมือราวเจ็ดส่วน ที่เหลืออีกสามส่วนก็คืออีกขั้วอำนาจหนึ่ง

      ดังนั้นขอเพียงมีเรื่องใดที่จะทำให้เกิดภาพลักษณ์ในแง่ลบขึ้น อีกฝ่ายก็พร้อมจะนำไปใช้เล่นงานได้ในทันที แม้จะดูว่าเป็นมูลเหตุเพียงเล็กน้อย ทว่าหากมีมากครั้งและอำนาจของข่านแห่งมองโกลเกิดง่อนแง่นในช่วงเวลาใด มันก็เพียงพอแล้วที่จะนำขึ้นมาพูดถึงอีกคราเพื่อซ้ำติมให้ล้มลง

      "เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นที่มองโกลในขณะนี้ ยังความให้ท่านข่านของข้านั้นรู้สึกผิดต่อท่านข่านของท่านมากมายนัก ดังนั้นเมื่อทราบว่าท่านมู่เหอเดินทางผ่านมาจึงได้คิดรั้งตัวไว้เจรจาเพื่อชี้แจงและปรับความเข้าใจ"เป็นจูฟ่งกงกล่าวขึ้นมา หลังจากเสร็จสิ้นการแนะนำตัว
     ด้วยคำพูดที่เป็นไปในเชิง ยอมรับผิดและขอโทษ ชนชั้นดั่งนาหลันนาเยี่ยข่าน ถือเป็นข้อห้ามที่จะพูดเอง เพราะจะถือว่าเสื่อมเสียหน้าเป็นที่สุด ดังนั้นคำพูดประดานี้จึงต้องให้คนอื่นออกมากล่าวแทน

      "ท่านข่านของท่านมีความจริงใจเช่นนี้ ข้าก็รู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนัก"คำนี้พูดกับจูฟ่งกง ก่อนจะหันไปกล่าวกับนาหลันนาเยี่ยข่านว่า

      "ขอท่านข่านจงวางใจ เมื่อใดที่ข้าน้อยกลับไปถึงมองโกล ย่อมช่วยพูดชี้แจงให้กับท่านข่านอย่างเต็มที่"

      "ฮ่าๆ...ขอบใจท่านมากที่เข้าใจข้า อย่างไรในสาสน์ที่จะมอบให้ท่านนำไป ข้าจะช่วยให้คำรับรองในเรื่องตัวตนของธิดาเทพด้วยดีหรือไม่"สิ้นคำของนาหลันนาเยี่ยข่าน ทัวมู่เหอกับฮูตูไกก็ลอบสบตากันวูบหนึ่ง เพราะตอนแรกบอกว่าขอให้ตนช่วยชี้แจง แต่ในประโยคเมื่อครู่กลับพูดในเชิงสร้างข้อต่อรอง

      ด้วยนาหลันนาเยี่ยข่านเป็นผู้แรกที่สร้างเรื่องธิดาเทพขึ้นมา ดังนั้นเมื่อบอกว่าผู้ใดคือธิดาเทพผู้นั้นก็ย่อมต้องเป็นธิดาเทพตัวจริง เช่นนี้เท่ากับกำลังทวงบุญคุณ ทำให้ทัวมู่เหอคิดไปว่าการเจรจาในวันนี้คงมิใช่มีแค่เรื่องเดียวเป็นแน่

      "อันที่จริงเรื่องการยืนยันตัวตนของธิดาเทพ ทางเราได้เตรียมการแก้ไขไว้แล้ว แต่หากท่านข่านคิดช่วยเหลือเพิ่มเติม ข้าน้อยก็ขอกล่าวคำว่าขอบคุณแทนท่านข่านของข้าน้อยด้วยขอรับ"มีหรือไม่มี มันไม่ใช่ประเด็น สิ่งใดที่พอจะคัดง้างเพื่อไม่ให้ตกเป็นรองได้ย่อมต้องรีบเอ่ยออกมา

      "ไหนเลยต้องขอบคุณ สิ่งนี้ลำบากเพียงแค่ยกมือ ทั้งเป็นสิ่งที่ควรกระทำอยู่แล้วจริงไหม"นาหลันนาเยี่ยข่านทั้งกล่าวไปยิ้มแย้มไป แม้เมื่อครู่ผลจะออกมาเสมอ ก็ได้หาขุ่นเคืองใจไม่ ก่อนจะกล่าวต่ออีกว่า

      "ข้าว่าเราเก็บเรื่องการเจรจาปรับความเข้าใจเอาไว้หลังสุด แล้วมาทำข้อตกลงเรื่องผลประโยชน์ก่อน ท่านทัวมู่เหอคงจะไม่ขัดข้องอะไรหรอกนะ"

      มาแล้ว ฮูตูไกถึงกับอุทานในใจ แต่ทัวมู่เหอ เพียงยิ้มที่มุมปากทั้งจ้องสบตากับนาหลันนาเยี่ยข่านอย่างตรงๆ ด้วยเป็นไปตามที่คาดเดาเอาไว้

      "หากเป็นไปเพื่อประโยชน์ของมองโกลแล้ว เชิญท่านข่านกล่าวได้อย่างเต็มที่ ข้าน้อยยินดีเป็นกระบอกเสียงให้แก่ท่าน"

      "ดีๆ...ท่านจูฟ่งกง"เมื่อผู้คนมีระดับขั้น การให้จูฟ่งกงเจรจาแทนย่อมเหมาะสมกับฐานะของทัวมู่เหอ ทันทีที่จูฟ่งกงรับคำก็เอ่ยออกมา ทัวมู่เหอได้ฟังก็ถึงกับขมวดคิ้วหมุ่น

      "เป็นเช่นนี้ท่านทัวมู่เหอ ทางเราคิดจะหยิบยืมกำลังของท่านข่านของท่าน ไม่รู้ว่าพอจะเป็นไปได้หรือไม่"

      "ต้องขออภัยท่านข่านด้วยขอรับ เรื่องนี้เห็นทีจะยาก เพราะตอนนี้กองกำลังส่วนตัวของท่านข่านเกือบครึ่งทำศึกอยู่กับต้าเว่ย ดังนั้นหากท่านข่านให้หยิบยืม เมื่อเกิดเรื่องวุ่นวายใดขึ้นที่มองโกลคงยากจะมีกำลังไปรับมือเป็นแน่ขอรับ"ทัวมู่เหอบอกปัดในทันทีแทบไม่ต้องคิด เพราะตอนนี้กองกำลังส่วนตัวของข่านมองโกล ที่เป็นเผ่ามองโกลจริงๆและขึ้นตรงต่อข่านมองโกลจริงๆ เหลืออยู่ประจำการในพื้นที่ไม่มากนัก หากให้หยิบยืมก็เกรงจะเกิดเหตุดังว่า

      "อย่าเพิ่งรีบร้อนไปท่านมู่เหอ กองกำลังที่ว่าจะเป็นเผ่าอื่นก็ได้ ขอเพียงท่านข่านของท่านช่วยเหลือถามไถ่ให้ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว"

      ยิ่งฟังจูฟ่งกงกล่าวทัวมู่เหอก็ยิ่งไม่เข้าใจ แต่พอจับใจความได้ว่าต่อให้ท่านข่านของตนไม่ต้องให้หยิบยืมกองกำลังของเผ่ามองโกล แค่เพียงพูดออกหน้าให้ แล้วมีเผ่าอื่นยินยอมให้หยิบยืมกองกำลังก็บรรลุข้อตกลงได้แล้ว ไหนเลยมีเรื่องง่ายดายเพียงนี้ ไม่ต่างกับเสือนอนกินแม้แต่น้อย

      "ความหมายของท่านคือ..."เพื่อให้เข้าใจมากขึ้นจึงต้องถาม แต่เมื่อฟังคำอธิบายจากปากจูฟ่งกง ทัวมู่เหอก็ถึงกับตื่นตระหนกจนไม่สามารถเก็บอาการเอาไว้ได้

      "เช่นนี้ท่านทัวมู่เหอ ทางเราขอเพียงให้ท่านยกกองกำลังราวสี่หมื่นมาประชิดที่ชายแดนของชิเกข่านเท่านั้นเอง"

      บ้าไปแล้ว ใช่นาหลันนาเยี่ยข่านมั่นใจในตัวเองจนเสียสติไปแล้วหรือไม่ ถึงกับคิดสู้ศึกที่เดียวทั้งสองด้าน
     
แต่เมื่อทัวมู่เหอได้คิดทบทวนใหม่ก็ต้องเปลี่ยนความคิดในทันที เพราะจากที่ประเมินดูนาหลันนาเยี่ยหาได้คล้ายคนเสียสติไม่ ดังนั้นจึงคิดได้เพียงอย่างเดียวว่า นาหลันนาเยี่ยข่านกระทำได้จริงตามที่พูด 
       แผ่นดินทู่เจียแบ่งเป็นสี่ส่วนตะวันตกติดกับหยวนเป็นของนาหลันนาเยี่ยข่าน เหนือขึ้นไปเป็นของเย่ลีห์ข่าน ส่วนทิศตะวันตกเฉียงเหนือที่ติดกับแคว้นฉู่เดิมเป็นของเอ๋อกุ้ยข่าน เหนือเอ๋อกุ้ยข่านเป็นพื้นที่อิทธิพลของชิเกข่าน

       ดังนั้นเมื่อคิดตามคำพูดของจูฟ่งกง ความต้องการของนาหลันนาเยี่ยข่านก็คือให้ทัพมองโกลยกทัพมาประชิดที่ชายแดนด้านของชิเกข่าน เพื่อตรึงไม่ให้ชิเกข่านกล้าเคลื่อนทัพไปช่วยอีกสองข่านที่เหลือ

      "แล้วทางมองโกลเราจะได้อะไรตอบแทน"ไม่ต้องทำศึกเพียงแค่บุกประชิด มองโกลมีแต่ได้กับได้ ข้อเสนอนี้มันช่างเย้ายวนใจยิ่งนัก ดังนั้นไม่ยากเลยสำหรับทัวมู่เหอที่จะตัดสินใจเอ่ยถามหาผลตอบแทนที่จะได้รับ เพื่อให้การเจรจามีความคืบหน้าขึ้นอีกขั้น

      เห็นว่าทัวมู่เหอให้ความสนใจแล้ว นาหลันนาเยี่ยข่านก็คลี่ยิ้มมากขึ้น เอ่ยออกมาว่า

      "ม้าสองหมื่น ดาบหมื่นเล่ม มอบให้ทันทีที่จบศึกกับเอ๋อกุ้ยข่านและเย่ลี่ห์ข่าน"ม้าสองหมื่นหากอยู่ในจงหยวนย่อมเป็นปัญหา แต่บนทุ่งหญ้านับว่ามีค่าเพียงน้อยนิด ดังนั้นสิ่งที่หายากบนทุ่งหญ้าอย่างดาบโลหะต่างหากคือสาระสำคัญ ที่จะใช้โน้มน้าวใจ

      "สิ่งตอบแทนนับว่าน่าสนใจ แต่ข้าน้อยก็ไม่กล้ารับประกันว่าท่านข่านของข้าน้อยจะตกปากรับคำ อย่างไรท่านข่านพอจะเพิ่มเติมให้มากขึ้นกว่านี้ดีหรือไม่ขอรับ"แม้ดาบหมื่นเล่มจะสามารถทำให้ทัวมู่เหอหวั่นไหว แต่อย่างไรก็ต้องต่อรองให้ได้มากที่สุด ซึ่งนาหลันนาเยี่ยข่านและจูฟ่งกงก็ทราบในข้อนี้ดี ที่เสนอไปในคราแรกเพียงเพื่อหยั่งเชิงเท่านั้นเอง

      "ลองท่านว่ามา"เห็นนาหลันนาเยี่ยข่านเปิดโอกาสให้ ไม่รอช้าทัวมู่เหอเรียกร้องค่าตอบแทนสูงลิ่วทันที

      "ก่อนจะเดินทางมา ข้าน้อยก็ได้ยินชื่อเสียงและอานุภาพของธนูพันก้าว ดังนั้นจึงคิดว่าจะดีแค่ไหนหากทางมองโกลของข้าน้อยจะมีเช่นเดียวกับท่านข่านบ้าง"ทัวมู่เหอจ้องมองนาหลันนาเยี่ยข่านตาไม่กระพริบระหว่างที่อารัมภบท เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายแสดงท่าทีให้ตนรีบบอก จึงพูดออกมาว่า

      "ธนูพันก้าวพันคันพร้อมทั้งแบบสร้างขอรับท่านข่าน"พอทัวมู่เหอบอกข้อเสนอจบ นาหลันนาเยี่ยก็หัวเราะร่วนดังลั่นไม่ต่างกับพบเรื่องน่าขันที่สุดในชีวิตขึ้นมาทันที 

      "ฮ่าๆ.....ดูเหมือนท่านจะเรียกร้องสูงเกินไปแล้ว สิ่งนี้ข้ามิอาจตอบสนองได้"

      ทัวมู่เหอสีหน้าไม่เพียงไม่เปลี่ยนแปลง แม้แต่รอยยิ้มก็ยังดุจเดิม ด้วยรู้อยู่แล้วว่าข้อเรียกร้องนี้ยากจะเป็นไปได้ แต่ที่ต้องกล่าวออกมา ก็เพื่อหยั่งท่าทีของอีกฝ่าย ว่ากองทัพของมองโกลมีความสำคัญถึงขั้นไหน ต่อแผนการยึดครองทู่เจียของนาหลันนาเยี่ยข่าน หากสำคัญมากก็จะเพิ่มข้อเรียกร้องขึ้นไปอีก

      ซึ่งผลก็อย่างที่เห็นต่อให้ไม่มีมองโกลมาช่วย นาหลันนาเยี่ยข่านก็ยังมองว่าสามารถสยบข่านทั้งสามลงได้ เพียงแต่จะทอดเวลายาวนานเท่านั้นเอง และนอกเหนือจากต้องการหยั่งเชิง ทัวมู่เหอยังต้องการปกปิดเรื่องที่ตนได้รับแบบร่างธนูพันก้าวด้วย   

      เพราะการที่ตนเดินทางไปหาท่านปราชญ์ซึ่งเป็นผู้ออกแบบธนูพันก้าว อย่างไรเสียทางนาหลันนาเยี่ยข่านก็ต้องเข้าใจไปว่า นอกเหนือจากพวกตนจะร้องขอให้ช่วยเรื่องธิดาเทพ น่าจะร้องขอวิธีจัดสร้างด้วยอย่างแน่นอน ส่วนจะได้หรือไม่ได้ย่อมต้องหาทางสืบค้นดูให้รู้อีกที

      ดังนั้นการเรียกร้องในครั้งนี้ เท่ากับทัวมู่เหอกำลังบอกว่าไม่ได้แบบสร้าง ซึ่งนาหลันนาเยี่ยข่านจะเชื่อหรือไม่ ก็สุดแท้จะคาดเดา แต่ที่แน่ๆย่อมต้องสร้างความคลางแคลงใจให้เกิดขึ้นแล้ว        

      ด้วยผู้ใดไหนเลยจะรู้ว่าระหว่างทู่เจียและมองโกลที่ไม่เคยข้องแวะและอยู่ร่วมกันอย่างสงบมากว่าร้อยปี จู่ๆอาจจะก่อสงครามแก่กันขึ้นมาก็ได้ ดังนั้นแล้วปกปิดได้ควรปกปิด นอกจากไม่เกิดผลเสียแล้วยังได้ประโยชน์ เพราะหากต้องสู้ศึกจะได้ไม่มีแผนการรับมือธนูพันก้าวของพวกตน

      "เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ จากธนูพันก้าวเป็นดาบโค้งห้าพันเล่ม"ดาบโค้งล้ำเลิศแต่อย่างไรก็อาวุธประชิด เทียบกับธนูพันก้าวนับว่ามีผลกับการรบห่างไกลกันนัก

      "ดาบโค้ง ..."ทัวมู่เหอกลับไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน จึงทำหน้าฉงนสงสัย จึงเอ่ยย้ำออกมา

      เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะดาบโค้งถูกชื่อเสียงของธนูพันก้าวกลบสิ้นนั่นเอง อีกทั้งตอนที่นาหลันนาเยี่ยรบเมื่อปีที่แล้ว ก็ยังไม่ทันได้ใช้มันออกมาศัตรูก็เกือบจะแตกพ่าย ดังนั้นทำให้ไม่มีผู้ใดกล่าวถึงกัน

      "ใช่แล้วท่านทัวมู่เหอ ดาบโค้ง อานุภาพยามที่ใช้บนหลังม้าสูงส่งกว่าดาบใบตรงมากมายนัก"เป็นจูฟ่งกงชี้แจ้งด้วยตนเอง เพราะตั้งแต่มารับใช้นาหลันนาเยี่ยข่าน จูฟ่งกงก็เป็นผู้ดูแลเกี่ยวกับการจัดทำอาวุธอีกหน้าที่หนึ่งนอกเหนือจากการให้คำปรึกษา

      ด้วยเหมยฮวาด้อยประสบการณ์ด้านการตีดาบ ดาบโค้งที่ทำมาจึงเป็นการตีขึ้นโดยการฝืนตีบังคับให้เป็นรูปร่างโค้ง ทำให้เนื้อเหล็กมีความเปราะ เมื่อต้องปะทะหนักๆและตรงๆจึงมักจะหักสะบั้น แต่ที่เหมยฮวาไม่รู้ในเรื่องนี้ทั้งๆที่ใช้ทำการรบกับทู่เจียไปถึงสองรอบ ก็เพราะตอนนั้นสถานะการณ์เร่งด่วน ทำให้พอตีเสร็จ เหล่าทหารมีการซ้อมให้คุ้นมือไม่ถึงสองวันก็ต้องออกรบจริงแล้ว

      ครั้นนำไปรบก็ได้เปรียบ ตรงที่เหล่าทหารทู่เจียไม่คุ้นชินจึงกะระยะประดาบผิด ทำให้แทบไม่เกิดการปะทะอย่างหนักๆขึ้น พอตกมาอยู่ในมือของจูฟ่งกง ก็ได้ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก อีกทั้งความรู้เรื่องการตีดาบก็มีพอควร จึงเห็นจุดอ่อนนี้ในทันที

      ก่อนหน้าที่เหมยฮวาจะให้ทำดาบโค้ง สหายช่างตีดาบของจูฟ่งกงก็เคยคิดสร้างขึ้นมาแล้ว จึงรู้ว่าความโค้งของดาบต่อให้ไม่ต้องฝืนบังคับ มันก็โค้งเองโดยธรรมชาติ ซึ่งขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของเหล็กในยามที่ตี

      ทว่าเพียงทดลองทำไปได้ในระยะหนึ่งไม่ทันได้สำเร็จดี ก็ด่วนมาจากไปก่อน ดาบโค้งของสหายของจูฟ่งกงจึงไม่อาจสำเร็จได้ แต่ความรู้นี้ก็มิได้หายไปไหน ย่อมตกทอดให้แก่บุตรหลาน และในฐานะที่เป็นสหายกันจูฟ่งกงก็ได้ความรู้นี้มาด้วย

      ดังนั้นเมื่อมารับใช้นาหลันนาเยี่ยข่านและเห็นเหล่าทหารฝึกซ้อมใช้ จึงเห็นว่ามันทรงอานุภาพยิ่งนักเมื่อนำไปใช้บนหลังม้า ก่อนจะทำการศึกษาต่อยอดอยู่ถึงสี่เดือน ค่อยได้รู้ว่าอุณหภูมิขนาดไหนถึงจะเหมาะสม ช่วยลดการฝืนบังคับทำให้โค้งมากที่สุด ซึ่งเท่ากับว่าดาบโค้งในตอนนี้มีความเหนียวและคงทนมากกว่าดาบโค้งที่เหมยฮวาสั่งให้ทำขึ้นมากโขเลยทีเดียว

      "ท่านลองนึกภาพดู ในยามที่ใช้ดาบโค้งบนหลังม้า"ไม่ต้องอธิบายมากมาย เพียงจูฟ่งกงชี้แนะโดยการใช้มือแทนดาบวาดตวัด ทัวมู่เหอที่มีชีวิตอยู่บนหลังม้าพอๆกับนอนอยู่บนเตียงย่อมนึกภาพออกได้ในทันที

      เมื่อปะทะด้วยความเร็ว จะช่วยลดแรงปะทะทำให้สูญเสียกำลังแขนไม่มาก อีกทั้งใบมีดที่โค้งจะเฉือนเนื้อให้เป็นแผลเหวอะหวะจนสุดความยาวของใบมีดด้วยความไม่กินแรง อา....ช่างร้ายกาจๆ ดวงตาพลันเป็นประกาย ผงกศรีษะไปมาด้วยพอเป็นอย่างยิ่ง

      "ขออภัยท่านข่าน ดาบโค้งห้าพันสามารถลดทอนลงเพื่อแลกกับเคล็ดลับในการตีได้หรือไม่"การจัดสร้างทุกสิ่งย่อมมีเคล็ดลับ อย่างธนูพันก้าวก็มีเคล็ดลับที่ส่วนผสมของกาวที่ใช้ยึดไม้กับเขาสัตว์ ส่วนการตีดาบก็ย่อมเป็นวิธีการตี ซึ่งสิ่งนี้ทัวมู่เหอเข้าใจเป็นอย่างดี จึงเรียงลำดับความสำคัญในการเรียกร้องได้

      "เช่นนั้นดาบโค้งหนึ่งพันกับเคล็ดลับการตีดีหรือไม่"จบคำนาหลันนาเยี่ยข่าน ทัวมู่เหอก็รีบลุกขึ้น ก่อนจะคุกเข่าลงต่อหน้าทันที

      "ข้าน้อยจะไม่ทำให้ท่านข่านผิดหวังอย่างแน่นอน ทุกคำพูดและข้อตกลงของท่านข่านจะถูกถ่ายทอดไปยังท่านข่านของข้าน้อยโดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว"แม้ยังไม่รู้คำตอบว่าข่านแห่งมองโกลจะตกลงด้วยหรือไม่ แต่ในเมื่อตัวแทนของข่านมองโกลเห็นชอบด้วยแล้ว โอกาสที่จะตอบตกลงมีมากถึงแปดในสิบส่วนเลยทีเดียว

      "ฮ่าๆ....ลำบากท่านทัวมู่เหอแล้ว เด็กๆ..."เสียงตะโกนสั่งจบลง ผ้าม่านกระโจมก็ถูกตลบขึ้น พร้อมกับนายทหารสี่นายที่หิ้วหีบขนาดใหญ่มาสองใบ ก่อนนำมาวางไว้เบื้องหน้าทัวมู่เหอและฮูตูไก

      ไม่ต้องเปิดดูก็รู้ว่าข้างในหีบบรรจุสิ่งใดไว้ ย่อมไม่พ้นเงินทองของมีค่า กำนัลให้เพื่อตอบแทนที่ทั้งสองช่วยเหลือออกหน้ากล่าวคำกับข่านแห่งมองโกล

      "เช่นนั้นข้าน้อยก็ไม่เกรงใจแล้ว ขอบคุณท่านข่านขอรับ"ไม่ต้องนัดแนะ ไม่ต้องสบตา ทัวมู่เหอและฮูตูไกต่างกล่าวพร้อมเพรียงกัน ของมีค่าใครบ้างไม่ชื่นชอบ แต่ฮูตูไกดูจะดีใจมากไปหน่อยจนจับกิริยาได้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะตั้งแต่ที่เข้ามา นอกจากกล่าวคำว่า ข้าน้อยฮูตูไก แห่งเผ่าหุยเกอขอคารวะท่านข่านขอรับกับ หือๆ อือๆ รวมกันไม่ถึงสิบรอบก็ได้ของมีค่าอย่างมากมาย สวรรค์ช่างเอ็นดูฮูตูไกมากไปแล้ว

      "ส่วนเรื่องการเจรจาเพื่อปรับความเข้าใจกับท่านข่านของท่าน คงมีเพียงสาสน์จากข้าเท่านั้น ยังมีสิ่งของที่จะมอบเพื่อเป็นของกำนัลแรกพบ ข้าจะให้คนจัดส่งไปใยังกระโจมที่พัก ท่านค่อยตรวจนับดู หากตกหล่นอันใดแจ้งข้าได้ทันที"ระหว่างที่กล่าวก็หยิบสาสน์ที่ทำจากหนังสัตว์ พร้อมทั้งรายชื่อสิ่งของของกำนัลที่จะให้ทัวมู่เหอเป็นธุระนำไปมอบแด่ท่านข่านแห่งมองโกล

      "ขอท่านข่านจงวางใจ เรื่องนี้ข้าน้อยจะจัดการให้อย่างเต็มที่"ถึงจะรับใช้ท่านข่านแห่งมองโกล แต่ทัวมู่เหอ ก็ไม่ได้ดำรงชีวิตด้วยการสังเคราะห์แสง ย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายในการกินอยู่และเสพสุข ผลตอบแทนเพียงเริ่มต้นยังงามขนาดนี้ หลังจากสำเร็จย่อมต้องได้มากกว่าอย่างแน่นอน

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      ในระหว่างที่นาหลันนาเยี่ยเจรจากับทัวมู่เหอ ทางด้านเมิ่งเถียนก็แทบกระอัก เพราะจวนเจียนแทบสูญเสียเมืองฉงชิ่ง แต่ด้วยมาตรการตั้งรับที่มีการพังบ้านเรือนเป็นช่วงๆให้มีระยะห่างกัน เพื่อไม่ให้ยามที่ดำเนินแผนการใช้ไฟ เกิดการลามไหม้ไปยังจุดอื่น จึงยังสามารถรักษาเมืองเอาไว้ได้

      เมื่อทัพร่วมซ่งหนูและมองโกลยกทัพมา ก็แสร้งทำเป็นโหมโจมตีที่ประตูทิศเหนือ ทหารต้าเว่ยจึงถูกโยกมาป้องกันยังด้านนี้เป็นจำนวนมาก ทำให้ประตูทิศอื่นมีทหารอยู่ป้องกันน้อย ซึ่งทัพชาวหูรอโอกาสนี้มานานแล้ว จึงนำทัพมาตีทางด้านประตูทิศตะวันตกจนแตก แต่ว่าก็ต้องถอยร่นออกมา

      เพราะเจอกับกระบวนตั้งรับเสวียนอู่ของทหารราบตรึงไว้ ทั้งยังมีสิ่งกีดขวางมากมายทำให้ทัพม้าไม่อาจเปล่งอานุภาพออกมาได้ สุดท้ายยังเจอกับการเผาบ้านเรือน จึงสกัดมิให้รุกคืบและส่งคนเข้ามาเพิ่มได้

      หลังจากทำศึกอยู่ทั้งวัน เห็นว่าไม่ประสบผลและสูญเสียมากไป จึงได้ถอยทัพกลับ เท่านี้แผนการตรึงชาวหูไว้ที่เมืองฉงชิ่งก็ประสบผล เพราะด้วยศักดิ์ศรี ทำให้ทัพร่วมชาวหูไม่มีทางจากไปไหนแน่ถ้ายังตีไม่แตก

      ส่วนทางแม่ทัพใหญ่เฉินเยี่ยและแม่ทัพเมิ่งอ้าว ก็มีการเคลื่อนไหวแล้ว โดยการแบ่งกองกำลังครึ่งหนึ่งออกเดินทางตามรับสั่งของเว่ยไท่หวงตี้ ไปช่วยชาวบ้านเก็บเกี่ยวพืชผล ส่วนหนึ่งก็ตัดต้นไม้เพื่อนำมาสร้างเครื่องเหวี่ยงหิน     
      อีกราวหนึ่งเดือนหากข้อตกลงของนาหลันนาเยี่ยกับข่านแห่งมองโกลบรรลุผล อาจได้เห็นการทำศึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนหน้าประวัติศาสตร์ของดินแดนที่เรียกว่าหัวเซี่ยของภพนี้ ด้วยทุกแคว้นต่างเกิดสงครามขึ้นในห้วงเวลาเดียวกันทั้งหมด

 

 

      ปล.ขอบคุณครับที่เข้ามาอ่าน
      ขอโทษด้วยครับที่หายไปอีกแล้ว เพิ่งหาอารมณ์แต่งได้ หลังจากหมดจินตนาการไปช่วงหนึ่ง 
ปลายปีต้นปีเลย รอบนี้ก็เสียอาคนเล็กไป หลังจากยื้อมาตั้งแต่เสียย่าไปไม่ถึงเดือน ชีวิตจริงๆเลย

      ที่จริงก่ะลงตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว แต่เกิดเปลี่ยนใจแก้บท พอดีแต่งเรื่องล่ะมันไปเกี่ยวข้องกับศาสนา แม้จะมีหลักฐานและสืบค้นได้ แต่ว่าตัดสินใจไม่เอาดีกว่า เด่วยาว อิอิ.......เลยเสียเวลาไปอีกอาทิตย์แต่งใหม่

      ขยายความช่วงสามก๊กหน่อยนะครับ สามก๊กเริ่มนับในช่วงเวลาที่โจผีลูกชายของโจโฉ แต่งตั้งตัวเองเป็นฮองเต้นะครับ บางคนอาจสับสนเพราะคุ้นชินก่ะ โจโฉ เล่าปี่และซุนกวนมากไป ผมก็เป็นเหมือนกันนึกว่าเริ่มนับตั้งแต่เล่าปี่ตั้งตัวได้

      ดังนั้นช่วงที่โจโฉ เล่าปี่และซุนกวนทำศึกกัน จึงถือว่ายังเป็นช่วงยุคฮั่นตะวันออกอยู่ พอโจโฉตาย โจผีมาแทนและแต่งตั้งตัวเองเป็นฮองเต้ ทางเล่าปี่ก็เลยทำตาม ต่อมาก็ซุนกวน ช่วงนี้จึงเรียกว่าช่วงสามก๊ก

      ส่วนชื่อที่มีราว 4-5 ชื่อในเนื้อเรื่อง บางคนอาจไม่คุ้นเพราะมันเป็นจีนกลาง ที่ใช้เพราะอยากให้มันเป็นเกร็ดเล็กๆน้อยคือเคยได้ยินเรื่องเล่าถึงเจ้าหน้าที่ไทยในสมัยหนึ่ง พบกับเจ้าหน้าที่จีน แล้วไทยเราก็คุยเรื่องสามก๊ก คนที่เล่าบอกว่าเจ้าหน้าที่จีนก่ะล่ามที่เป็นคนจีน คุ้นกับจีนกลางเลยงงเป็นไก่ตาแตก ว่า โจโฉใครอ่ะ เล่าปี่ไผนิ ขงเบ้งล่ะมาจากไหน เลยคิดว่าใช้ชื่อจีนกลางดีกว่าอ่ะครับ
   
หยวนเซ่า(อ้วนเสี้ยว)  ต่งจัว(ตั้งโต๊ะ)  เฉาเชา(โจโฉ)  หลิวเป้ย(เล่าปี่)  ซุนฉวน(ซุนกวน)

    ซือหม่าเอี้ยน(สุมาเอี้ยน)  ซือหม่าอี้(สุมาอี้) แถม จูเก๋อเหลียงข่งหมิง(จูกัดเหลียงขงเบ้ง)

      ผิดพลาดยังไงขออภัยครับ แบบว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับภาษาจีน อาศัยเลียนแบบเท่านั้นเอง 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 135 ครั้ง

92 ความคิดเห็น

  1. #2073 chacha321 (@chacha321) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2561 / 22:28
    เพิ่งได้เข้ามาอ่าน&ติดตามค่ะ และรู้สึกเสียดายมากค่ะ ที่เพิ่งได้มาเจอ หวังว่าจะกลับมาแต่งต่อน่ะค่ะ เพราะสนุกจริงๆ จากคนที่ไม่อ่านนิยายจีน แต่กลับอยากให้แต่งให้จบแล้วยื่นเรื่องกับสำนักพิมพ์ค่ะ เห็นด้วยกับเม้นอื่นๆ จะเป็น Best sellerแน่นอนเลยค่ะ พร้อมสนับสนุนค่ะ
    #2073
    0
  2. #2063 Rakkathy (@rakkwan) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 7 เมษายน 2561 / 04:33
    เพิ่งเข้ามาอ่านและติดเป็นนิสัยที่ต้องอ่านจนถึงตอนนี้. เห็นเมนท์ต่างๆเลยรู้ว่าไรท์หายไป2ปีกว่าแล้ว. น่าเสียดายจริงๆ. เป็นนิยายที่ดีและสนุกมากๆ. หวังว่าสักวันไรท์จะกลับมาแต่งจนจบน่ะค่ะ. และคงออกมาเป็นนิยายbest sellers เลยค่ะ
    นักอ่านคนชราจากฝรั่งเศสจ้า
    #2063
    0
  3. #2062 khaw8251 (@khaw8251) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 18:24
    ตามอ่านได้ที่ไกนคะ
    #2062
    1
  4. #2055 Jarutoo (@Jarutoo) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 16 มีนาคม 2561 / 09:38
    ตามอ่านต่อได้จากไหนคะ
    #2055
    0
  5. #2035 จันทารเทพ (@pinnamanna) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2560 / 13:10
    คนแต่งยังมีชีวิตอยู่ไมนี
    #2035
    1
    • #2035-1 anonphon (@anonphon) (จากตอนที่ 48)
      24 มีนาคม 2561 / 15:12
      คุณพระ!มาเม้นท์แต่ละคนถึงรู้ว่าไรท์หายไปเป็นปีแล้ว รออยู่นะครับไรท์
      #2035-1
  6. #2025 buleberry_heven (@buleberry-heven) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 / 00:20
    คิดถึงแล้วว
    #2025
    0
  7. #2014 ข้าน้อย (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2559 / 21:57
    อ่านรอบสามแหล่ววๆ
    #2014
    0
  8. #2009 duangta-bento24 (@duangta-bento24) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 / 20:39
    อ่านรอบสามแล้วจ้าาาา
    #2009
    0
  9. #2008 Pada Papillon (@18112542) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 23:37
    พี่รู้ไหม น้องรอพี่ที่ท่าน้ำมาสามปีแล้วนะ
    #2008
    0
  10. #1994 นกน้อย (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2559 / 10:07
    ไม่รู้มีอารมณ์แต่งต่อหรือยัง แต่ก็รอนะ ( เพราะอ่านแล้วชอบ สนุกดี )

    #1994
    0
  11. #1979 น้ำ (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 17 มีนาคม 2559 / 21:54
    รอต่อไป
    #1979
    0
  12. #1969 N.D.nurse (@gundomthenurse) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 / 14:37
    รอและรอ รอ รอ รอ
    #1969
    0
  13. #1952 ไอซ์ (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2558 / 12:58
    เฝ้าแต่รอ555
    #1952
    0
  14. #1950 Pucca Mouy Ying (@pucca_ying) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2558 / 15:56
    รออัพอยู่จร้า
    #1950
    0
  15. #1947 FCสระบุรี (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2558 / 11:40
    โอ๋ไรต์อย่าร้อง อย่าร้อง เข้าใจจ้า

    คิดถึง(นิยาย)จังอิอิ
    #1947
    0
  16. วันที่ 7 ธันวาคม 2558 / 17:02
    รอตอนต่อไปยุนะคะ
    #1945
    0
  17. #1941 Naruemon Piamrungrueng (@ladygreatangle) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2558 / 08:57
    มาแต่งต่อนะไรท์ คนอ่านคิดถึงอยากติดตามต่อแล้วคร้าาา .... T.T
    #1941
    0
  18. #1937 N.D.nurse (@gundomthenurse) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2558 / 12:56
    เมื่อไรจะมาต่ออ่ะ....พระเป็นใครรรรร
    #1937
    0
  19. #1932 amaru (@kanomsai) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2558 / 21:28
    เพิ่งได้เข้ามาอ่านค่ะ เนื้อหาน่าติดตามสุดๆๆๆๆ

    อยากให้อัพต่อมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ค่ะ



    รออยู่นะคะ
    #1932
    0
  20. #1927 นกน้อย (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 26 กันยายน 2558 / 20:01
    รออยู่น้าาาา นานมากด้วย คิดว่ากำลังใจคงดีขึ้นแล้วน้าาา
    #1927
    0
  21. #1926 ใบชาาา^O^ (@pu_zanaja) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 8 กันยายน 2558 / 22:11
    พึ่งได้เข้ามาอ่านค่ะ ชอบเนื้อเรื่องสนุกดี อยากให้ไรท์มาอัพต่อเร็วๆจัง ยังไงก็เป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ๆค่ะ ^^
    #1926
    0
  22. #1925 ใบชาาา^O^ (@pu_zanaja) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 8 กันยายน 2558 / 22:11
    พึ่งได้เข้ามาอ่านค่ะ ชอบเนื้อเรื่องสนุกดี อยากให้ไรท์มาอัพต่อเร็วๆจัง ยังไงก็เป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ๆค่ะ ^^
    #1925
    0
  23. #1922 25392011 (@25392011) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 2 กันยายน 2558 / 17:22
    อยากอ่านต่อแล้วง่ะมาต่อเหอะ พลีส~~~
    #1922
    0
  24. #1918 ข้าน้อย (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2558 / 10:38
    เสียใจด้วยนะจ๊ะไรต์ แต่ยังรอคอยอยู่ตลอด

    มีกำลังใจเมื่อไรค่อยแต่งละกัน
    #1918
    0
  25. #1917 buleberry_heven (@buleberry-heven) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2558 / 01:01
    บางทีไรท์ก็หายไปน๊านนานน ไม่สงสารคนรอบ้างเลยT_T
    #1917
    0