ปราชญ์หญิงพลิกแผ่นดิน

  • 99% Rating

  • 23 Vote(s)

  • 159,584 Views

  • 2,075 Comments

  • 2,286 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    258

    Overall
    159,584

ตอนที่ 8 : พบปะญาติพี่น้อง(แก้ไข)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9122
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 56 ครั้ง
    31 ต.ค. 57

      พบปะญาติพี่น้อง.....(ไม่เอาอ่ะหนูเขิน)

      "อ๊าย....คุณหนู อย่าเจ้าค่ะ อู๊ย....ฮ่าๆ.. คิกๆ... อู๊ยๆ"

      หากมีผู้ใดได้ยินแค่เสียง คงต้องสับสนและงงงวยเป็นแน่ๆ ด้วยฉูฉู่เดี๋ยวก็ร้องคล้ายเจ็บปวด เดี๋ยวก็หัวเราะอย่างมีความสุข แต่ถ้ามาดูก็จะเห็นภาพของลูกหมูน้อยตัวหนึ่ง ที่ทั้งตัวถูกห่อหุ้มไปเสื้อผ้าสีแดง จนกลมป๊อกคับติ้วไม่ต่างจากบ๊ะจ่าง กำลังก้มหน้าก้มตา ซุกหน้าอยู่ที่ซอกคอของนางอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย

      'อารมณ์เสีย ข้าจะทำอะไรก็มาห้าม ก็แค่จะหยิบของเข้าปาก ก็พากันร้องลั่น ก่อนมาแย่งเอาไปทิ้ง พอข้าจะดูดนิ้วมือก็ดึงออกไม่ให้ข้าดูด คิดจะให้ข้าเล่นแต่กับพวกเจ้าแค่สามคนซ้ำๆ กันทุกวัน ข้าก็เบื่อเป็นนะ'

      'รู้ไหมว่าข้าเหนื่อยยากแค่ไหน กว่าจะคลานมาถึงลานหน้าบ้านได้ พอมาเห็นก็รีบเข้ามาอุ้มข้ากลับห้องทันที....ชิ...มันขึ้นๆ.....นี้แหน๊ะๆ อยากอุ้มข้าดีนักใช่ไหม ต้องสั่งสอนให้รู้สำนึก...จ๊วบ.... ซ้า......งั่มๆ... มันส์เขี้ยว....'

      "ฉูฉู่ เจ้าเป็นอะไร"เฟยเอี้ยนส่งเสียงไต่ถามลอดเข้ามายังภายในห้อง ด้วยเพิ่งกลับมาจากการไปดูแลและกำกับคนรับใช้ให้ทำงานที่อีกตัวตึก พร้อมกับแม่นมหลิวและไห่ถัง ทิ้งเหมยฮวาไว้ให้กับฉูฉู่ดูแล

      "ฮิๆ.. กะ...ก็.... อู๊ยย.. คุณหนู"ฉูฉู่ทั้งพูดทั้งขำและสูดปากไป ฟังแทบไม่ได้ศัพท์ เป็นไห่ถังที่รีบวิ่งเข้าไปด้านใน  ก่อนจะรีบวิ่งกลับมารายงาน

      "ฮิๆ.. ก็คุณหนูนะซิเจ้าคะ กำลังกัดคอของฉูฉู่"     

      "อ่อ..เจ้าลูกคนนี้นี่ ปล่อยพี่ฉูฉู่ เจ้าได้แล้ว"ครั้นเฟยเอี้ยนเข้ามาถึง ก็เอานิ้วจี้ที่เอวและท้องป่องๆของเจ้าตัวเล็ก เพื่อให้ยอมอ้าปาก แล้วจึงดึงตัวเอาไปอุ้มทันที

       "อาๆ...ม่าๆ... อ้อแอ้ๆ..."

      'อย่ามาห้ามข้าสิท่านแม่ กำลังสนุกเลย'

      "แน๊ะ..กำลังว่าแม่อยู่เหรอฮวาเอ่อร์"

      "อาๆ..ม่าๆ...."

      'รู้อีกนะว่าข้าบ่นท่าน'

      "ซนจริงนะเจ้า เมื่อเช้าก็กัดพัดของแม่พังไปตั้งสองสามอัน แล้วนี้ยังมากัดพี่ฉูฉู่เจ้าอีก"

      "อ้อๆแอ้ๆ"

      "ทำไมวันนี้ ถึงได้งอแงบ่อยจังเลยฮวาเอ่อร์....ไหนๆแม่ดูหน่อยสิ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า"เฟยเอี้ยนรีบสำรวจตรวจตรา ก่อนจะเอาหลังมืออังที่หน้าผาก

      "เอ๊ะ แก้มทำไมแดงระเรื่อแบบนี้ อุ๊ย!..ตัวก็ร้อนอีก แม่นมหลิวทำเช่นไรดี"เฟยเอี้ยนร้องตกอกตกใจขึ้นมาทันที เมื่อเห็นว่าเหมยฮวาไม่สบาย

      "ข้าน้อยขอดูหน่อยเจ้าค่ะ...อ่อ..เป็นไข้เจ้าค่ะแต่ไม่หนักหนาอะไรให้นอนพักเยอะๆเดี๋ยวก็หาย.คงเพราะฟันคุณหนูกำลังขึ้นถึงได้เป็นเช่นนี้ อย่างไรเดี๋ยวข้าน้อยจะไปต้มยามาให้เจ้าค่ะ"

      "เหรอ รบกวนเจ้าแล้ว ฉูฉู่เจ้าไปช่วยแม่นมหลิวเตรียมยา ไห่ถังช่วยข้าเตรียมที่นอนให้ที มาฮวาเอ่อร์ไปนอนกันเถอะจ๊ะจะได้หายป่วยไวๆ"

      "แอ้ๆ....."

      'ไม่นะท่านแม่ข้ายังไม่อยากนอน ยะ...อย่านะท่านแม่ อย่าให้กระบวนท่านั้น มะ...ไม่ไหวแล้วเจอท่าไม้ตายท่านี้ของท่านแม่ ข้าขัดขืนไม่ได้ทุกที คร่อก....'

      "โอ๊ะๆ...โอ๋...นิ่งซะๆ คนดี โอ๋ๆ...."เฟยเอี้ยนกล่อมเหมยฮวาให้หลับ มือก็ลูบแผ่นหลังเจ้าตัวเล็กเบาๆ

      ข้าไม่เคยต้านทานกระบวนท่าฝ่ามือที่เลิศภพจบแดน ที่ข้าแอบตั้งชื่อให้ว่า 'กระบวนท่าฝ่ามืออรหันต์นิทรา' ท่านี้ของท่านแม่ไม่ได้ซักที

      เคยมีอยู่หลายครั้งที่ข้าเคยคิดขัดขืนไม่ยอมนอน โดยการฝืนเกร็งแผ่นหลัง เตรียมตัวต้านรับกระบวนท่าฝ่ามือนี้ ทว่าสุดท้ายผลก็เป็นเช่นเดิมทุกที

      แต่คิดว่าคงไม่นานที่ข้าจะต้านรับไว้ได้ เพราะจากที่แรกๆเคยโดนเพียงแค่สามฝ่ามือ ก็พ่ายแพ้ วันนี้ข้าพัฒนาขึ้นมา สามารถทนได้ถึงห้าฝ่ามือแล้ว

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      วันนี้ขณะที่ข้ากำลังเล่นไล่จับกับพี่ฉูฉู่ ด้วยการคลานกับไถลก้นอย่างเมามันส์อยู่ ท่านแม่กับพี่ไห่ถังก็เข้ามา ก่อนท่านแม่จะบอกว่าท่านพ่อจะกลับมาแล้ว พร้อมทั้งพาท่านย่าและท่านอาไช่หลิงมาด้วย ดังนั้นวันนี้ต้องแต่งตัวสวยๆมาคอยต้อนรับ 

      "เอี้ยนเอ่อร์...ข้ากลับมาแล้ว ฮวาเอ่อร์...พ่อกลับมาแล้ว ข้าคิดถึงพวกเจ้ายิ่งนัก มาให้พ่อกอดพวกเจ้าให้ชื่นใจที ฮ่าๆ..."เสียงของไป่หลงดังขึ้นมาตั้งแต่ที่ปรากฏตัวขึ้นยังลานบ้าน ก่อนจะเข้ามาประชิดตัวโอบกอดคนทั้งสอง และระดมหอมแก้มเจ้าตัวเล็กอย่างระรัว

      "คารวะท่านพี่ ยินดีต้อนรับกลับมาเจ้าค่ะ ข้าคิดถึงท่านยิ่งนัก ฮวาเอ่อร์ไม่ต้องกลัว นี้ท่านพ่อเจ้า พ่อ ลองเรียกดูซิ พ่ออออ"เฟยเอี้ยนดีใจจนน้ำตาคลอหลังจากไม่เจอสามีตนมานานกว่าครึ่งปี ก่อน จะเอ่ยปลอบเหมยฮวา ที่มีอาการหวาดๆและขืนตัวไม่ให้ไป่หลงเข้ามาใกล้

      เมื่อได้ฟัง เจ้าตัวเล็กก็แสนรู้เป็นอย่างยิ่ง กระทำตามที่เฟยเอี้ยนบอก จนทุกคนโดยเฉพาะไป่หลงฉีกยิ้มจนแก้มแทบปริ

      "ปะ ป้อออ"

      เมื่อพูดจบ ก็หันตัวกลับยื่นแขนโอบกอดรอบคอของเฟยเอี้ยนในทันที

      'ตาหนวดนี้นะท่านพ่อของข้า หายไปตั้งนานค่อยกลับมาใครจะไปจำได้...งอน...อยากเอาใจท่านแม่หรอกนะถึงได้เรียก กอดท่านแม่ต่อดีกว่า ชิ..'

      "ฮิๆ คงไม่คุ้นหน้าท่านพี่ก็เลยอาย ไม่ต้องอายหรอกฮวาเอ่อร์"

      'งอนเจ้าค่ะ ท่านแม่ไม่ใช่อาย'

      "ฮ่าๆ..."ไป่หลงมีเพียงหัวเราะร่วน กับท่าทางดังกล่าวของบุตรสาว ด้วยตนเองจากไปกว่าเจ็ดเดือน ตั้งแต่เหมยฮวาเพิ่งเกิดได้เพียงไม่กี่วัน ดังนั้นการแสดงออกที่ดูไม่คุ้นเคยและสนิทสนม ย่อมมิใช่เรื่องแปลกและน่าน้อยใจเลยซักนิด

      ยังไม่ทันสนทนากันต่อ จู่ๆก็มีเด็กสาวในชุดสีเขียวโผล่ขึ้นมาแทรกกลางระหว่างไป่หลงและเฟยเอี้ยน

      "คารวะพี่สะใภ้ ไม่เจอกันนานสบายดี ฮวาเอ่อร์ใช่ไหมจ๊ะ ข้าอาของเจ้านะ มาให้อาไช่หลิงคนนี้กอดหน่อย ช่างน่ารักยิ่งนัก"เป็นไช่หลิงนั่นเอง ที่เข้ามาค้อมตัวคำนับเฟยเอี้ยน ก่อนจะกล่าวคำรวดเดียวยาวเหยียด ด้วยรีบจะเข้าไปแย่งตัวหลานสาวตัวน้อยของนางมาอุ้มและกอด

    'ตายๆ..เล่นแบบนี้....ข้าคงได้เฉาตายในมือของอาสาวตัวเองแน่ๆ'

      เมื่อไช่หลิงเอาตัวเหมยฮวามาอุ้มเสร็จ ก็ทั้งกอดทั้งจูบ โดยไม่สนใจท่าทางขืนตัวของนางเลยซักนิด

      "นี่ๆ หลิงเอ่อร์.. ลูกข้าจะช้ำหมดแล้วเบาๆหน่อย ข้าผู้เป็นพ่อยังกไม่ได้กอดนางเลย"

      "โธ่....พี่ใหญ่....พี่สะใภ้กับฮวาเอ่อร์ยังไม่บ่นอะไรข้าเลย อิจฉาข้าล่ะสิ ฮิๆ....."

      "เจ้าก็สบายดีน้องไช่หลิง ไม่เจอกันนานเจ้าโตขึ้นมากแทบจำไม่ได้ แล้วไหนท่านแม่ ทำไมยังไม่เห็นเลย"

      "ขอบคุณพี่สะใภ้เจ้าค่ะที่ชมข้า.....ท่านแม่รองเดี๋ยวก็คงเข้ามา....นั่นไงมาแล้ว"ไช่หลิงหันไปพูดกับเฟยเอี้ยน ระหว่างกำลังจะบอกกล่าวว่าแม่รองอยู่ที่รถม้าด้านหลัง ก็ปรากฏสตรีวัยราวสี่สิบ ใบหน้ารูปไข่ แม้จะมีรอยริ้วเหี่ยวย่นไปตามวัยที่ล่วงเลย แต่ก็ยังดูดี ด้วยมีจุดเด่นที่จมูกคมเป็นสันและตาสองชั้นกลมโต ไม่ต้องบอกก็รู้ได้ในทันทีว่าหาใช่คนจงหยวนไม่

      เมื่อเห็นว่าสตรีคนดั่งกล่าวก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา เฟยเอี้ยนก็รีบเดินเข้าไปยอบตัวคารวะอีกฝ่ายในทันที

      "คารวะท่านแม่ ไม่เจอท่านแม่มานาน สุขภาพยังแข็งแรงเหมือนเดิมเลยนะเจ้าค่ะ"

      'โอ้โห!....ท่านย่าของข้าทำไมดูดีขนาดนี้ ตอนสาวๆคงสวยน่าดู'เหมยฮวาซึ่งถูกท่านอาไช่หลิงอุ้มตามมาด้วย เมื่อเห็นก็ถึงกับเบิกตากว้างจ้องมอง

      "ตามสบายเถอะเอี้ยนเอ่อร์ ข้าก็เรื่อยๆนั่นล่ะ"เมื่อหลันเยี่ยกล่าวจบ ก็ยื่นมือออกเพื่อรับการประคับประคองจากสะใภ้คนโต ก่อนจะพูดขึ้นว่า

      "ไหนดูซิว่า หลานสาวของข้าเป็นเช่นไร"

      "นี่เจ้าค่ะแม่รอง"เมื่อหลันเยี่ยถามหาเจ้าตัวเล็ก ไช่หลิงก็รีบยื่นเหมยฮวาให้กับแม่รองของนางเอาไปอุ้มในทันที

      "โอ้....ช่างน่ารักน่าชังจริงๆหลานย่า"

      "เป็นอย่างไรบ้างท่านแม่ ลูกสาวข้าหลานท่านคนนี้ ข้าตั้งใจทำกับมือเชียวนะ ฮ่าๆ..."

      "ท่านพี่ล่ะก็ ต่อหน้าคนเยอะแยะยังจะมาพูดแบบนี้"เฟยเอี้ยนพูดไปหน้าเห่อร้อนแดงวูบ เมื่อได้ฟังคำของสามี ก่อนจะรู้สึกแปลกใจที่เจ้าตัวเล็กยอมอยู่นิ่งๆให้ท่านย่าที่เพิ่งพบกัน อุ้มโดยไม่ขัดขืน จึงได้กล่าวยิ้มๆว่า

      "ฮวาเอ่อร์วันนี้นิ่งเชียว ช่างรู้ความยิ่งนัก ปกติซนอย่างกับอะไรดี ทั้งวันเอาแต่คลานวุ่นไปทั่ว ต้องวิ่งไล่จับกันแทบตาย ยิ่งช่วงนี้ฟันเริ่มงอก เห็นอะไรเป็นเอาเข้าปากไปกัดเสียหมด"

      "ฮ่าๆ... ก็คงต้องเป็นอย่างนั้น ตอนไป่หลงเล็กๆก็ซนเช่นนี้แหล่ะ"

      "โธ่...ท่านแม่ จะมาเผาข้าทำไม"ไป่หลงแสร้งกล่าวคำคล้ายน้อยใจ ก่อนจะนึกขึ้นได้จึงเอ่ยว่า
      "เราเข้าไปข้างในกันเถอะขอรับท่านแม่ อย่ามัวยืนอยู่ตรงนี้เลย เชิญทางนี้ขอรับ"

      "ฮืม..ไปๆ อยู่กับย่านะฮวาเอ่อร์ อ๊ะ... ผงกหัวรับด้วย ช่างฉลาดเฉลียวอะไรอย่างนี้หลานข้า ฮ่าๆ...."

      พอเข้าไปยังที่ห้องรับแขกได้ ฮวาเอ่อร์ที่อยู่ในอ้อมกอดท่านย่าก็กลายเป็นเป้านิ่ง ให้ท่านพ่อกับท่านอาไช่หลิงผลัดกันมาปู้ยี้ปู้ยำอย่างสนุกมือ

      "ท่านแม่รอง ดูฮวาเอ่อร์ซิ ปาก คิ้วคางนั้นช่างเหมือนพี่สะใภ้นัก ไหนจะรูปหน้ากับตาโตๆก็เหมือนกับท่านแม่รอง ช่างดีอะไรเช่นนี้ที่ไม่เหมือนพี่ใหญ่ โตขึ้นต้องสวยมากแน่เลย ท่านว่าเช่นข้าไหม ท่านแม่รอง พี่สะใภ้ "

      "เหอะ....เหมือนข้า แล้วมันไม่ดีอย่างไร หลิงเอ่อร์"ไป่หลงแค่นเสียงแสร้งกล่าวคำคล้ายแง่งอน

      "ฮิๆ... งอนเหมือนตาแก่ไปได้นะพี่ใหญ่"ไช่หลิงกล่าวจบก็เรียกเสียงหัวเราะครืนแก่ทุกคนที่อยู่ภายในห้องรับแขกในทันที

      หลังจากนั้นท่านย่ากับท่านอา ก็พักอยู่ที่จวนตระกูลหลี่ถึงสี่เดือน ก่อนจะกลับไปยังเมืองต้าตู เมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน

      ในช่วงเดียวกัน ท่านพ่อและท่านแม่ ก็ได้พาข้าไปเยี่ยมคารวะ ท่านตาท่านยายที่อยู่ในตัวเมืองชิงไห่ ทั้งยังได้พบเจอกับญาติแทบทุกผู้คนในตระกูลหยาง ยกเว้นก็แต่ท่านน้าซ่งอี้ ผู้เป็นน้องชายของท่านแม่  ด้วยต้องพาท่านน้าสะใภ้ กลับไปปรนนิบัติท่านพ่อที่ล้มป่วย

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      จวนตระกูลหลี่

      "มีใครเจอฮวาเอ่อร์บ้างไหม"

      "คุณหนูไปคอกม้ากับนายท่านเจ้าค่ะ"คนรับใช้เอ่ยตอบฮูหยินหลี่ หรือก็คือเฟยเอี้ยน ที่เที่ยวตามหาตัวเหมยฮวาจนทั่วทั้งจวน

      เมื่อได้ฟังก็มีสีหน้าอ่อนอกอ่อนใจ ก่อนจะหันไปเปรยบ่นกับฉูฉู่และไห่ถัง ที่อยู่ด้านหลังเสียยาวเหยียดว่า

      "พวกเจ้าทั้งสองดูซิ  นางโดดเรียนอีกแล้ว เป็นผู้หญิงยิงเรือ แต่กลับชอบขี่ม้ายิงธนู ไหนจะไปอ้อนน้องหลินซือให้สอนใช้กระบี่ให้อีก การบ้านการเรือน ไม่เคยจะสนใจเลย...เฮ่อ...นี่ข้ามีบุตรสาวหรือบุตรชายกันแน่"

      "ก็คุณหนูยังเล็กนักนี่เจ้าค่ะ ย่อมต้องอยากเที่ยวเล่นสนุกบ้าง จริงไหมไห่ถัง"

      "ใช่เจ้าค่ะ เด็กย่อมซุกซนเป็นธรรมดา"ไห่ถังรีบเอออ่อตามฉูฉู่ทันที

      "พวกเจ้าก็ชอบตามใจนางจนเคยตัว แค่นางอ้อนนิดหน่อย ก็ยอมทุกอย่าง เป็นกันทุกคนเลย แล้วท่านพี่ก็อีกคนตามใจเสียทุกเรื่อง ตั้งแต่แม่นมหลิวขอลาออกไป ก็ไม่มีผู้ใดที่นางจะเกรงใจเหลืออยู่เลย  มันช่างน่าโมโหนัก"

      "คิก...ฮูหยิน ก็ด้วยมิใช่เหรอเจ้าค่ะ"ไห่ถังหลุดหัวเราะก่อนตอบ ส่วนฉู่ฉู่ก็ได้แต่ก้มหน้าอมยิ้ม กลั้นหัวเราะจนไหล่สั่นไหว

      "ขะ...ข้า ไม่พูดกับพวกเจ้าแล้ว"เฟยเอี้ยนกล่าวแก้ตัวอย่างเก้อเขิน ด้วยคนรับใช้คนสนิทกล่าวถูกทุกอย่าง ก่อนจะสะบัดหน้าเดินจากไป

-----------------------------------------------------------------------------

      คอกปศุสัตว์ไป่หลง ของตระกูลหลี่

      บนทุ่งหญ้าที่โล่งกว้างหลายสิบลี้ มีสิ่งปลูกสร้างคล้ายกระโจมอยู่ราวสิบกว่าหลัง กระโจมดังกล่าวเป็นของตระกูลหลี่นั่นเอง ด้วยสร้างไว้เพื่อให้เป็นที่พักแก่คนดูแลปศุสัตว์ ทั้งบางส่วนก็ใช้

ไว้เพื่อเก็บสิ่งของและปรึกษาหารือในเรื่องการค้า

      วันนี้ภายในทุ่งหญ้าข้างกระโจม กำลังปรากฏภาพอันน่าดูขึ้นอีกแล้ว นั่นก็คือภาพของลูกหมูตัวกลมป้อม กำลังนั่งอยู่บนหลังลูกม้าวัยราวสองสามเดือน ที่ถูกบังคับให้ออกวิ่งอย่างลำบาก ด้วยลูกม้าตัวดังกล่าวต้องแบกน้ำหนักของลูกหมูจนหลังแอ่น

      " ฮ่าๆ.... ท่านพ่อๆ... ดูข้าสิ ข้าขี่เก่งหรือเปล่า"เหมยฮวาเรียกให้ท่านพ่อของนางหรือไป่หลง ดูตนเองขับขี่ลูกม้าออกวิ่ง

      "อย่าขี่เร็วมากนัก ฮวาเอ่อร์ ระวังตกช้าๆ....."ไป่หลงกล่าวไป ก็จ้องดูไป ลูกตาแทบถลนด้วยความเป็นห่วง

      "โธ่.....ท่านพ่อไม่ต้องห่วง"

      "ฮ่าๆ....ท่านพี่ไป่หลง ไม่ต้องกังวลขนาดนั้นก็ได้แค่ลูกม้าเอง ไม่มีอันตรายหรอก"เป็นหลินซือที่อดจะเย้าแหย่ไป่หลงไม่ได้ ด้วยรู้สึกหมั่นไส้ที่อีกฝ่ายห่วงจนเกินเหตุ เพราะภาพที่เห็นไม่น่าจะเรียกได้ว่าม้ากำลังวิ่ง หากเป็นว่าม้ากำลังคลานน่าจะเหมาะสมมากกว่า

      "เหอะ!.....เจ้าไม่เคยมีลูกก็แล้วไป" ไป่หลงแค่นเสียงออกมา โดยสายตาก็จ้องมองบุตรสาวอย่างไม่ให้คลาดเคลื่อนแม้แต่นิดเดียว

      "ฮวาเอ่อร์ ข้าก็รักและเอ็นดูนางดั่งบุตรหลานของตนเอง เพียงแต่ข้ารู้ว่านางเป็นเด็กที่เก่งและเฉลียวฉลาด ย่อมไว้วางใจได้ว่านางจะไม่เป็นอะไรง่ายๆ"เมื่อเอ่ยจบ ก็ฉุดดึงให้ไป่หลงเดินตามตนเองเข้าไปคุยงานยังกระโจม ด้วยเห็นใจไจ่เต๋อที่มารอคอยอยู่นานแล้ว

      "มาๆ ท่านพี่ไป่หลง มารอตรงกระโจมก่อนเถอะ ลูกม้าวิ่งไปไหนได้ไม่ไกลหรอก เดี๋ยวก็.....หมดแรง"

      ที่จริงหลินซือแทบโพล่งออกมาว่า ลูกม้าวิ่งไปไหนได้ไม่ไกลหรอก เพราะเดี๋ยวก็ล้มฟุบขาดใจตาย จากน้ำหนักตัวของบุตรสาวสุดรักสุดสวาทของท่านพี่แล้วมากกว่า แต่ก็ยั้งคำไว้ได้ทัน

      สมควรแล้วที่ไป่หลงจะถูกหลินซือหมั่นไส้ เพราะปกติตามสายเลือดของไป่หลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นชาวหู ต่างก็เก่งกาจในการขับขี่ม้าเป็นยิ่งนัก ด้วยส่วนมากเพียงแค่สี่ขวบ เด็กชาวหูล้วนแล้วแต่สามารถบังคับม้าได้อย่างชำนาญยิ่งกว่าผู้ใหญ่ชาวจงหยวนบางคนเสียอีก

     แม้แต่ตัวไป่หลงเอง ก็ขับขี่ม้าได้อย่างชำนาญตั้งแต่ห้าขวบ เมื่อนำมาเทียบกับเหมยฮวาในวัยสี่ขวบ ได้แค่เพียงขี่ลูกม้า นับว่าช้านักในสายตาของผู้ที่มีสายเลือดของชาวหู

      เมื่อเข้ามายังด้านในของกระโจมก็พบกับหลิวไจ่เต๋อ ผู้มีร่างกายสูงใหญ่ถึงแปดเซี๊ยะ(1 เซี๊ยะ-23.1 ซม.) ตัวหนาหนัก จมูกคมสัน มีคิ้วหนาและดวงตาปูดโปนดั่งกระดิ่ง ทั้งยังไว้หนวดเครา 

      ไจ่เต๋อคือผู้ที่ไป่หลงมอบตำแหน่งหัวหน้าของผู้ดูแลคอกปศุสัตว์แห่งนี้ ด้วยมีความรู้ความสามารถทางด้านการเลี้ยงม้ามากกว่าทุกคน เพราะนอกจากจะมีสายเลือดของชาวทู่เจีย ไจ่เต๋อยังเติบโตอยู่ที่นอกด่าน เรียนรู้วิธีการเลี้ยงและดูแลม้ามาตั้งแต่เด็ก ภายหลังจึงได้พบกับไป่หลงโดยบังเอิญ จึงได้เชื้อเชิญไจ่เต๋อมาทำงานให้แก่ตน

      นอกจากจะเก่งในเรื่องเลี้ยงม้า ไจ่เต๋อยังมีฝีมือในการต่อสู้ทั้งดาบและธนู โดยเฉพาะธนูที่สามารถกล่าวได้ว่าเข้าขั้นเหนือชั้นเลยทีเดียว

     "คารวะนายท่าน คารวะท่านหลินซือ"หลิวไจ๋เต๋อค้อมตัวคารวะทันที เมื่อเห็นทั้งสองเข้ามา

      "ตามสบายไจ่เต๋อ ช่วงนี้ปัญหาอะไรหรือไม่"ไป่หลงเอ่ยขึ้นก่อนจะถามไถ่เรื่องราวภายในปศุสัตว์

      "ในรอบสิบวันมานี้ มีลูกม้าเกิดใหม่สิบเจ็ดตัวขอรับ"

      "อย่างนั้นอีกห้าเดือน พอจะเป็นไปได้หรือไม่ ที่ทางเราจะมีม้าถึงหกร้อยตัว"

      "พอเป็นไปได้ขอรับ เอ่อ..นายท่านขอรับ ตอนนี้ทางเราเริ่มจะมีปัญหา เกี่ยวกับสมุนไพรที่จะใช้รักษาม้าแล้วขอรับ"

      "เฮ่อ...ยังพอประคับประคองได้อีกนานแค่ไหน"

      "หากไม่มีอะไรร้ายแรงอย่างเช่นตอนนี้ น่าจะพอใช้ได้ถึงสองเดือนขอรับ แต่ถ้ามีโรคระบาดหนักๆ เป็นโรคกว่าร้อยตัวในคราเดียว คงพอใช้แค่สิบกว่าวันเท่านั้นเองขอรับ"

      ครั้นพอกล่าวถึงเรื่องสมุนไพร บรรยากาศก็กลับกลายเป็นเคร่งเครียดยิ่งนัก เพราะนับตั้งแต่แคว้นเทียนเฉารบกับแคว้นเว่ย สมุนไพรต่างๆก็เริ่มหาซื้อยาก จนราคาตอนนี้ถีบตัวขึ้นถึงสามเท่า   

      ด้วยภูมิอากาศที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของสมุนไพรหลากหลายพันธุ์และอุดมสมบูรณ์ที่สุดในแผ่นดินจงหยวน ทำให้สมุนไพรกว่าเจ็ดในสิบส่วน ล้วนต้องไปซื้อหาที่แคว้นเทียนเฉา พอเกิดสงครามแคว้นเทียนเฉาจึงได้วางมาตรการเข้มงวดมากขึ้น โดยการปิดด่านชายแดนทุกที่ โดยเฉพาะด่านที่ติดกับแคว้นเว่ยที่ถูกปิดตาย

      ส่วนด่านชายแดนที่ติดกับแคว้นอื่น แม้จะปิดเช่นเดียวกัน แต่แคว้นเทียนเฉา ก็ยังเล็งเห็นว่าหากปิดกั้นหมดเลยดั่งเช่นด้านแคว้นเว่ย คงกระทบกับการค้าขายเป็นอย่างมาก จึงได้ผ่อนปรนให้มีการเปิดด่านชายแดนได้ในทุกๆต้นเดือนๆละหนึ่งวัน ดังนั้นด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้สมุนไพรหลายอย่างขาดตลาด

      "อย่างไรไว้ข้าจะหาทางดู ตอนนี้หากม้าเป็นโรคอะไร ถ้าไม่แน่ใจเจ้าก็จัดการตามความเหมาะสมก็แล้วกันไจ่เต๋อ"

      "ขอรับ"ตามความเหมาะสมของไป่หลงที่บอกกล่าวแก่ไจ่เต๋อก็คือ หากไม่อาจวินิจฉัยว่าม้าเป็นโรคอะไรให้รีบแยกคอก ส่วนถ้าคล้ายเป็นโรคติดต่อ ก็ให้รีบสังหารทิ้งในทันที เพื่อป้องกันมิให้แพร่ระบาดไปยังตัวอื่น  หากรีบตัดสินใจแต่เนิ่นๆก็จะช่วยลดการสูญเสียสมุนไพร ไปในการรักษาได้มากมายนัก

      หลินซือที่นั่งจิบน้ำชาฟังอยู่เงียบๆเห็นทุกคนต่างเคร่งเครียดจึงได้กล่าวคำ

      "ท่านก็อย่าได้กลัดกลุ้มใจไปเลย ท่านพี่ไป่หลง ยังพอมีเวลาจะต้องมีหนทาง"

      "สงครามระหว่างแคว้นเว่ยกับแคว้นเทียนเฉา คราวนี้ยืดเยื้อมากว่าสี่ปีแล้วยังไม่สงบ ต่างจาก

ทุกครั้งที่ผ่านมา ที่นานสุดก็แค่สามเดือนครึ่งปี ในฐานะที่เจ้าที่สันทัดในเรื่องนี้ พอจะคาดเดาได้หรือไม่ว่ามันจะจบในตอนไหน"

      เมื่อกล่าวถึงสงครามไป่หลง จึงได้ไต่ถามปรึกษากับหลินซือ ด้วยอีกฝ่ายเป็นนักศึกษา ที่มีความสนใจในเรื่องการเมืองการปกครองเป็นพิเศษ จึงอาจให้คำตอบในเรื่องนี้แก่ตนอย่างชัดเจนที่สุด เพื่อเป็นแนวทางให้ตน ได้วางแผนเกี่ยวกับการค้าขายในอนาคตได้

      "ข้าคิดสงครามในครั้งนี้ แคว้นเว่ยจะกำชัยเหนือเทียนเฉา"จบคำของหลินซือ ไป่หลงก็ถึงกับเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย ด้วยเห็นๆอยู่ว่าทั่วทั้งจงหยวน แคว้นเทียนเฉาคือแคว้นที่มีอำนาจบารมีมากที่สุดในจำนวนทั้งเจ็ดแคว้น

      เมื่อเห็นท่าทีคล้ายไม่เห็นด้วยของไป่หลง หลินซือจะได้เอ่ยต่อว่า

      "จริงอยู่เมื่อมองจากภายนอก จะเห็นว่าแคว้นเทียนเฉาร่ำรวย และมีกองทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน แต่ภายในราชสำนักกลับอ่อนแอทรุดโทรม อ๋องก่วงเหอซิ่นเจ้าแคว้น ก็ไร้ความสามารถในการบริหารเอาแต่ลุ่มหลงในสุรานารี ซึ่งรัชทายาทก็แทบไม่ต่างกัน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ต่อให้ไม่มีสงครามกับแคว้นเว่ย เทียนเฉาก็ย่อมต้องทรุดโทรมตกต่ำลงไปเอง เพียงแต่ต้องใช้เวลามากหน่อย  หากจะว่าไปแล้วแคว้นเว่ยเป็นเพียงตัวเร่งให้มันเกิดเร็วขึ้นก็แค่นั้น"     

      "แต่สี่ปีที่ผ่านมา จากที่ข้าได้ข่าวการรบครั้งใหญ่มีทั้งหมดสี่ครั้งชนะถึงสาม ส่วนรบย่อยร้อยกว่าครั้งก็ชนะมากว่าตั้งครึ่งค่อน เมื่อเป็นอย่างนี้เจ้ายังว่าแคว้นเว่ย จะมีความหวังที่จะล้มล้างแคว้นเทียนเฉาได้อีกเหรอน้องซือ"ด้วยการเป็นพ่อค้า ทำให้ต้องรวบรวมข้อมูลข่าวสารปลีกย่อยต่างๆมาศึกษาและวิเคาระห์ ทำให้ไป่หลงรู้เรื่องพวกนี้ดีกว่าชาวบ้านธรรมดาทั่วไป

      "ท่านยังไม่รู้อะไร ถึงแม้ว่ากำลังทหารแคว้นเว่ยจะน้อยกว่าแคว้นเทียนเฉาถึงสามเท่า แต่ทั้ง

สามครั้งที่พ่ายแพ้ แคว้นสูญเสียเพียงน้อยนิด เมื่อเทียบกับเทียนเฉาที่เป็นฝ่ายชนะ สามารถต้านทานแคว้นเว่ยไว้ได้กลับสูญเสียผู้คนไปกว่าครึ่งค่อน นี้ยังไม่รวมถึงการรบย่อย ที่ส่วนมากจะเป็นการเปิดฉากโดยแคว้นเว่ยที่ใช้ยุทธวิธีกองโจร เข้าก่อกวนโจมตีแล้วหลบฉากไม่พัวพัน เท่านี้ก็รู้ผลลางๆแล้วท่านพี่ไป่หลง"

      นี่เองที่ไป่หลงต้องการฟัง ด้วยข้อมูลที่มีกลับเป็นเพียงผิวเผิน ไม่เหมือนหลินซือที่มีข้อมูลในเชิงลึกและผ่านการคิดวิเคราะห์

      "ฮืม....ข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้วน้องซือ ขอบใจเจ้ามาก"

       "ข้าน้อยยังได้ข่าวว่ามาด้วยว่า แม่ทัพใหญ่แม่ทัพเฉินเยี่ยของแคว้นเว่ย  ก็เก่งกาจยิ่งนัก ทั้งที่ยังอายุน้อยเพิ่งจะยี่สิบกว่าปีเอง ไหนจะรัชทายาทเว่ยไท่เหลียน ยังฉลาดปราดเปรื่องจนได้รับความไว้วางใจจากอ๋องแคว้นเว่ย ให้มาช่วยบริหารราชการด้วย"เป็นหลิวไจ่เต๋อกล่าวออกมาคล้ายรู้สึกยกย่องในบุคคลทั้งสอง ตามนิสัยของชาวนอกด่านที่เทิดทูนผู้ที่เหี้ยมหาญ

      "แล้วทำไมแคว้นอื่นๆไม่ยอมช่วยแคว้นเทียนเฉาล่ะเจ้าคะ มีตั้งสามแคว้นที่พรมแดนติดกันหรือจะตัดแคว้นฮั่นทิ้งไป เอาแค่แคว้นฉีมาช่วยรบ ส่วนแคว้นฉู่ที่มีชายแดนติดกับแคว้นเว่ยที่อยู่เหนือสุดส่งกองกำลังลักลอบผ่านช่องเขา ซึ่งไม่ต้องจำนวนมากก็น่าจะมากระตุกขาหลัง ทำให้แคว้นเว่ยก็ต้องแบ่งแยกสมาธิได้แล้ว "จู่ๆเสียงเล็กๆของเหมยฮวาก็ดังเข้ามา เพราะได้ยินทุกคำพูดของทุกคนในกระโจม จนเกิดความสงสัยสุดที่จะหักห้ามใจมิให้เอ่ยถามขึ้นมาได้

      "คารวะคุณหนูขอรับ"หลิวไจ๋เต๋อ เมื่อเห็นว่าเป็นคุณหนูตัวน้อยของตน จึงได้ประสานมือคารวะนาง

      "สบายดีหรือเปล่าท่านอาไจ๋เต๋อ"เหมยฮวาไม่เพียงกล่าวทักทาย ทั้งยังรีบวิ่งเข้าไปเกาะแขนไจ่เต๋อเพื่อที่จะออดอ้อนอีกฝ่ายดั่งที่เคยทำ ด้วยไจ่เต๋อมักตามใจนางทุกอย่าง แม้แต่การแอบให้ขี่ม้าตัวโตเต็มวัย

      "ขอรับ"ไจ่เต๋อรับคำพร้อมกับรอยยิ้ม ด้วยเอ็นดูคุณหนูยิ่งนัก แต่ไป่หลงกลับกล่าวคำคล้ายเป็นการตำหนิบุตรสาว แต่น้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยความอ่อนโยน

      "อย่าพูดจาเหลวไหลฮวาเอ่อร์"

      เมื่อได้ยินคำพูดเมื่อครู่ จากปากของเด็กสี่ขวบอย่างเหมยฮวา ดวงตาของหลินซือก็ถึงกับเป็นประกาย คล้ายพบของวิเศษ ก่อนเอ่ยว่า

      "ไหนเจ้าลองพูดต่อสิฮวาเอ่อร์"

     

      ปล.เห็นมีเม้นท์เรื่องอายุของเหมยฮวา เรื่องขี่ม้าได้ตั้งแต่สี่ขวบ จริงๆแล้วชาวนอกด่านทุกคนอ่ะครับสามารถขี่ได้ตั้งแต่เด็ก ข้อมูลนี้ผมมาจาก หนังสือเรื่อง เจงกีสข่าน มหาบุรุษ อะไรซักอย่างนี้ล่ะ น่าจะเป็นชาวต่างประเทศที่เขียนขึ้นมา ในหนังสือบอกว่า ชาวมองโกลอายุโดยเฉลี่ยเพียงแค่สี่ขวบ ก็ขี่ม้าได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว

      ดังนั้นผมจึงเอามาปรับในการแต่งนิยาย เพื่อให้มันป็นไปได้มากสุด ก็คือ'ขี่ลูกม้า'ได้ ด้วยความเป็นผู้หญิงของเหมยฮวา จะได้ไม่ดูว่าเว่อร์มากนัก

      ส่วนเรื่องพูดจ้อ ไม่รู้ว่าในบทนี้ป่าวที่มีเม้นท์ว่าดูเหมือนเกินจริง แต่ผมก็หาข้อมูลของเด็กพวกที่ถือว่าอัจฉริยะมาก่อนที่จะแต่งแล้วครับ มันมีความเป็นไปได้อ่ะครับ เพราะบางคนพูดเป็นประโยคและวิเคราะห์อะไรได้ ตั้งแต่อายุไม่กี่เดือนเอง

      อย่างเด็กคนหนึ่งที่อายุราวสองหรือหกเดือนนี้แหล่ะ เขาบอกนางพยาบาลว่า คุณครับช่วยดูหูให้ผมหน่อย รู้สึกว่ามันจะเกิดการติดเชื้อนะครับ สามารถหาดูได้ครับ ลองค้นในกูเกิลดู

      ส่วนไอคิวที่เรียกว่าอัจฉริยะ ก็คือเริ่มต้นที่ 140+ มากสุดก็ 210 เฉพาะกรณีที่ยังมีชีวิตอยู่ในตอนนี้ไม่นับรวมผู้ที่ตายไปนะครับ

แก้ไข 31/10/2557

     

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 56 ครั้ง

13 ความคิดเห็น

  1. #1859 Zixga (@A-star) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2558 / 19:54
    หนุกมากกก
    #1859
    0
  2. #1846 แอน (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 เมษายน 2558 / 10:50
    แต่ว่าๆ เรื่องนี้คือ นางเอกเรามาเกินโดยไม่ได้ลบความทรงจำภพที่แล้ว ที่ตายตอนอายุ 20 ไม่แปลกค่ะ ที่นางเอกจะฉลาดเกินคนในยุคนั้น ทักษะการขี่ม้าก็โอเคอยู่แล้ว 4 ขวบ ไม่แปลกค่ะ ไรท์แต่งเรื่องโอเคอยู่นะ
    #1846
    0
  3. #1785 SheePSnoW (@acup1001) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 มีนาคม 2558 / 10:49
    นางเอกเราโลกสวยฟรุ้งฟริ้งแบบกู่ไม่กลับมากค่ะ 555 เค้าชิบนะ พวกเกร็ดความรู้เช่น ศัพท์จีน เวลา สำนวนสุภาษิต อยากให้ไรเตอร์ " * " ไว้แล้วมาอธิบายที่ท้ายเรื่องค่ะ
    #1785
    0
  4. #1353 เพิ่งเข้ามาอ่าน (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2557 / 13:33
    มั่วแต่สนุก ไม่ว่ากัน
    #1353
    0
  5. #734 taranra (@nakayu) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2557 / 18:46
    เพิ่งมาอ่านวันนี้วันแรกค่ะ รวม ๆ แล้วชอบนะน่ารักดีแถมมุกนางเอกตกส้มคอหักตายเนี่ยสุดยอดมาก
    แต่ขอตินิดนึงค่ะอยากให้แก้ไขจังคือคำว่า "เดี๊ยว = เดี๋ยว" และ "งอล = งอน" อยากให้ไรเตอร์สะกดให้ถูกน่ะค่ะ อ่านแล้วสะดุดทุกครั้งเลย เพื่อความฟินแก้ให้ด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ
    #734
    0
  6. #733 Pearendless (@pear-narin) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2557 / 07:03
    หืมม  ฉลาดแฮะ
    #733
    0
  7. #699 เมมฟิส (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2557 / 20:55
    สนุกค่ะ รีบอัพไวๆน่ะ สู้ๆ
    #699
    0
  8. #519 yukai (@yukai) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2557 / 17:56
    4 ขวบ เริ่มเปล่งแสงแล้วสินะ
    #519
    0
  9. #299 lilacey (@a_an_t) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 / 12:35
    ไร้เตอร์คะ

    "งอน" ลงท้ายด้วย น.หนู ค่ะ
    ไม่ใช่ ล.ลิง
    #299
    0
  10. #97 bigbowka (@bigbowka) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2557 / 23:15
    ตามที่ไรท์ว่ามา  ไม่ได้คิดตามเลย เห็นมันเยอะเกิน....อืม
    #97
    0
  11. วันที่ 5 พฤษภาคม 2557 / 21:06
    สนุกมาก
    #83
    0
  12. #9 ความรัก มันเป็นเช่นไร (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 / 16:01
    สนุกมากค้า.....มาต่อไว้ๆๆ น้า
    #9
    0
  13. #8 Lily of valley (@lily-of-valley) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 / 15:41
    ขอบคุณคะ สนุกดี เดินเรื่องได้รื่นไหล 
    #8
    0