เซ็ต จอมยุทธ์ป่วนรัก

ตอนที่ 22 : สลักใจโฉมพธู ตอนที่ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 294
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    11 เม.ย. 62

ตอนที่ 4


     น่าเบื่อจริงๆ


     ไม่รู้ว่าวันนี้เขาพูดคำนี้ไปกี่หนแล้ว ชายหนุ่มนั่งจิบน้ำชาเฝ้าร้านขายผ้าที่เป็นกิจการอีกสาขาหนึ่งของบิดาด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย เขาเริ่มคิดถึงอาจารย์ คิดถึงศิษย์พี่ใหญ่ คิดถึงเมืองเยี่ยนถงขึ้นมาอีกแล้ว


     หลายวันมานี้เป็นเพราะเขาวุ่นวายกับการเรียนรู้เรื่องบัญชีต่างๆ ของทางบ้านจนไม่มีเวลาติดตามข่าวสาร เลยไม่รู้ว่าป่านนี้เมืองเยี่ยนถงเป็นอย่างไรบ้าง

     ระหว่างที่เขากำลังนั่งเหม่อลอยอยู่นั้นก็มีคนเข้ามาเลือกดูผ้าพอดีตอนแรกเขากำลังจะลุกหนีเพื่อให้คนงานมาดูแลเอาเองแต่เรื่องราวที่พวกนั้นสนทนาสิทำให้เขาตัดสินใจนั่งต่อไป


“นี่ !! เจ้าได้ข่าวของเมืองเยี่ยนถงบ้างหรือเปล่า”


“เพิ่งรู้เมื่อเช้านี้เอง ข้าไปซื้อเนื้อที่ตลาดเลยได้เจอคนเมืองนั้น น่าสงสารเศรษฐีหลิวเนอะ มีลูกสาวสวยแท้ๆ แทนที่จะได้ลูกเขยดีๆ ดันมาซวยเสียได้”


“จริงของเจ้า ไอ้โจรป่าเถื่อนพวกนั้นอยู่ตั้งต่างบ้านต่างเมืองแถมอยู่ในป่าขนาดนั้นยังจะตามมาได้อีก ข้าล่ะไม่รู้จะอิจฉาหรือสงสารความงามของนางดี” อู๋จื้อจวีพลันร้อนใจขึ้นมาทันทีเขารีบเดินเข้าไปถามสองสาวนั้นทันที


“แม่นาง ไม่ทราบว่าที่เยี่ยนถงเกิดเรื่องอะไรขึ้นงั้นหรือ?” 


“คุณชายท่านเพิ่งกลับมาคงไม่รู้ว่าที่เยี่ยนถงมีสาวงามหรอกนะ” สองสาวมีท่าทางเอียงอายนิดๆ แต่ก็ยังโต้ตอบได้


“ก็พอทราบอยู่บ้าง”


“ปกติแล้วไม่มีใครทราบว่าธิดาเศรษฐีหลิวหน้าตาเป็นเช่นไร แต่มีคนไปทำม่านหลุดลงมาเลยมีคนเห็นความงามของนางเข้า บรรดาบุรุษต่างก็อยากชมความงามของนางกันทั้งนั้น แต่ก็เพราะความงามเกินไปของนางเลยสร้างภัยให้ตนเอง”


“ภัย?? ภัยอะไรหรือ?”


“ก็เขาลือกันว่าเจ้าโจรร้ายเฮยสงน่ะสิ ไปเจอภาพวาดของนางเลยส่งจดหมายทาบทามมายังบ้านสกุลหลิว ได้ยินว่าช่วงนี้ท่านเศรษฐีปิดบ้านเงียบสนิทมาก และไม่ค่อยมีคนพบแม่นางหลิวไปเล่นพิณเหมือนก่อนด้วย ข้าว่าข่าวลือนี้คงจะจริง” สีหน้าของอู๋จื้อจวีเผือดซีดลงไปในทันใดเขาค่อนข้างตกใจไม่น้อยที่ผลของการเล่นพิเรนทร์หนนั้นส่งผลต่อชีวิตของฟั่นชิวเยี่ย


“แล้วโจรพวกนั้นโหดร้ายมากเลยหรือ” คำถามของเขาทำให้สองสาวที่พอได้ยินมาบ้างเปิดปากพูดออกมาทันทีเมื่อได้ทราบเรื่องแล้วเขาก็เงียบขรึมลงไปมากกว่าเดิม


“ขอบใจแม่นางทั้งสองมาก” เขาพยายามไม่แสดงสีหน้าใดๆ ให้ผู้อื่นรู้แต่ก็เดินกลับมานั่งที่โต๊ะด้วยสีหน้าเคร่งขรึมมากขึ้นกว่าเดิมอู๋จื้อจวีทนรอเฉยไม่ไหวเขาจึงใช้ลูกน้องในร้านออกไปสืบหาข่าวเรื่องของเฮยสงทันที


เขาเป็นอะไรไป


เหตุใดเขาจึงร้อนใจถึงเพียงนี้


จนมืดค่ำลูกน้องในร้านที่เขาใช้ไปหาข่าวก็กลับไปรายงานเขา อู๋จื้อจวีมอบรางวัลให้อีกฝ่ายเป็นค่าตอบแทนแล้วกำชับว่าห้ามพูดเรื่องวันนี้ให้ใครฟังเด็ดขาดแม้แต่บิดามารดาของเขาก็เช่นกัน และพออีกฝ่ายกลับไปแล้วเขาก็เริ่มครุ่นคิดหาทางจัดการปัญหาของฟั่นชิวเยี่ย


บางทีเขาอาจจะต้องกลับไปที่เยี่ยนถงอีกสักครา




           อู๋ฮูหยินเดินไปเมียงมองห้องบุตรชายเห็นเขานั่งนิ่งอยู่จึงเกรงว่าเขาจะกังวลเรื่องงานที่ให้ทำจึงยังไม่ได้เจรจาเรื่องคู่ครองให้เขา เมื่อกลางวันนางได้ไปเยี่ยมเยือนบ้านสกุลหลี่พอได้สนทนากันในเรื่องอดีตอยู่บ้าง หนนี้นางไม่กล้าตอบตกลงเพราะเกรงว่าบุตรชายจะหายไปอีกจะกวนตอนนี้ก็จะเป็นการรบกวนเขาเกินไป


“อาปู้ วันนี้คุณชายไปทำงานมีสตรีไปหาเขาหรือไม่”


“ไม่ขอรับ มีเพียงลูกค้าที่เป็นสตรีเท่านั้นขอรับ”


“แล้วไป ข้าจะได้สบายใจขึ้นมาอีกสักหน่อย” นางยิ้มกริ่มอย่างมั่นใจว่าหนทางเลือกสะใภ้ของตนเองราบลื่นแน่นอน ไว้วันรุ่งขึ้นนางค่อยเจรจากับเขาก็ได้





     อู๋จื้อจวีฉวยโอกาสที่ทุกคนเผลอเข้าลาบิดาบอกต่อท่านว่าเขามีเรื่องต้องจัดการไม่ต้องบอกมารดาว่าเจอตนเองจากนั้นร่างสูงสง่าก็โผนทะยานดีดตัวออกนอกกำแพงไปอย่างรวดเร็ว ใจของเขาเป็นกังวลมากและเมื่อถึงเยี่ยนถงแล้วแต่กลับไม่เข้าในตัวเมือง ชายหนุ่มเลือกที่จะขึ้นเขาไปหาศิษย์ผู้พี่แทน


      เฟิ่งเสียงที่กำลังนอนดูดาวอย่างเหงาหงอยถึงกับเพ่งมองอีกฝ่ายอย่างไม่อยากเชื่อว่าอู๋จื้อจวีจะกลับมาอีก ทั้งที่กลับไปใช้ชีวิตคุณชายอย่างมีความสุขแล้ว


“เจ้ามาทำไมกัน”


“ข้ามีธุระต้องจัดการน่ะว่าแต่ท่านเอาแต่นอนมองดาวอย่างนี้ทุกวันน่ะหรือศิษย์พี่ใหญ่” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะเพราะไม่คาดฝันมาก่อนว่าเฟิ่งเสียงผู้นิยมการออกไปท่องโลกกว้างมานอนเดียวดายอยู่บนยอดเขาเพียงลำพัง


“แล้วจะให้ข้าทำสิ่งใดได้เล่า หากลงจากเขาข้าก็ต้องผิดต่ออาจารย์ หากไปฝูหรงคงเจอเจ้าเด็กบ้าไฉ่หงอีก สู้ข้ายอมอดทนฝึกวิชาอยู่อย่างนี้ดีกว่า”


“แล้วท่านไม่คิดถึงสาวงามนามว่าฉินอี้ตานบ้างเลยหรือ” รู้มั้งรู้ว่าอีกฝ่ายพยายามเลี่ยงแล้วแต่อู๋จื้อจวีก็แกล้งแหย่เข้าไปจนได้


“ยังจะมาถามอีก ไปเลยไป ไปทำธุระของเจ้าเลยนะจื้อจวี” “แหม เย้านิดเย้าหน่อยท่านก็โมโหหนักแล้วหรือนี่ สงสัยเหลือเกินว่าความรักมันคงหนักอกยิ่ง ขยับแรงเท่าไหร่ก็เจ็บปวดมากเท่านั้น” ร่างสูงใหญ่ของเฟิ่งเสียงขยับขึ้นมานั่งพร้อมยกฝ่ามือเตรียมจะจัดการเจ้าจอมยุ่งยากในค่ำคืนนี้แต่ก็ไม่ทันอีกฝ่ายที่ทะยานตัวพลิ้วกายไปยังกระท่อมที่พักของตนเองอย่างรวดเร็ว




           ฟั่นชิวเยี่ยไปไหนมาไหนลำบากมากขึ้นกว่าเดิมเพราะนับตั้งแต่เฮยสงประกาศว่าจะมาแต่งนางไปเป็นเจ้าสาวก็ดูเหมือนว่าทุกคนกังวลใจเป็นอย่างมาก ตอนนี้บิดามารดานางก็แทบกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยทีเดียว


“หนีกลับบ้านเราดีมั้ยชิวเยี่ย” บิดาของนางเอ่ยถามขึ้นมาเพราะอยากจะพาธิดาคนงามหลบหนีไปให้ไกลจากเจ้าโจรร้าย


“จะไปได้อย่างไรกันท่านพ่อ ตอนนี้เราอยู่ที่นี่มีการอารักขาจากองครักษ์ของจวนอ๋องคอยดูแลอยู่ แต่หากพวกเราหนีออกไป ใครจะรับประกันได้ว่าพวกเราจะรอด” หญิงสาวทักท้วงเพราะในเขตบ้านของเศรษฐีหลิวอย่างน้อยก็มีกองกำลังทหารจากจวนอ๋องแห่งฝูหรงหลบซ่อนตัวช่วยดูแลคุ้มครองเพราะท่านเศรษฐีเป็นพ่อตาของหวงเซี่ยเทียน แต่หากนางก้าวขาออกไปจากคฤหาสน์นี้ นางคือผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบ้านนี้ ย่อมไม่มีเหตุผลให้พวกเขาตามไปคุ้มกันอยู่แล้ว


“แล้วข้าต้องมีเขยเป็นโจรจริงหรือเนี่ย”


“ใจเย็นๆ สิท่านแม่ ในจดหมายบอกว่าเขาจะมาในเจ็ดวันนี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วข้ายังไม่ได้ยินความเคลื่อนไหวของพวกเขาเลย” ทั้งสามมองหน้ากันด้วยความกังวลหลายวันมานี้เมืองเยี่ยนถงทั้งเมืองอกสั่นขวัญหายโรงเตี๊ยมที่เคยมีคนหนาตาก็มีเพียงแขกที่สัญจรไปมาเท่านั้นไม่มีผู้ใดกล้ามาจิบชาชมความงามอะไรอีกแล้ว


“ท่านเจ้าเมืองก็ช่วยสิ่งใดไม่ได้หรือ”


“เห็นท่านหลิวบอกว่าจะเอาชีวิตคนทั้งเมืองมาล้อเล่นไม่ได้เด็ดขาด เจ้าพวกนั้นโหดร้ายมาก หากไม่ได้ดั่งใจอาจจะอาละวาดเข่นฆ่าผู้คนได้ ท่านเจ้าเมืองแนะนำให้ท่านหลิวเสียสละ”


“เสียสละ” พูดเช่นนี้ก็หมายความว่าพวกเขาจะต้องปล่อยฟั่นชิวเยี่ยไปผจญกับความเลวร้ายในชีวิตอย่างนั้นหรือ


“เราไปขอความช่วยเหลือจากฝูหรงได้หรือไม่”


“กว่าจะเดินทางไป กว่าจะเดินทางกลับ คงไม่ทันการแล้วล่ะ” หญิงสาวถอนหายใจออกมาอย่างปลงกับชีวิต ถ้าไม่เพราะเห็นแก่เงินในตอนนั้นชีวิตคงไม่วุ่นวายมากถึงเพียงนี้


บุรุษที่มาห้อมล้อมล้วนแต่รักตัวกลัวตาย


พอได้ยินว่านางถูกทาบทามจากเฮยสงก็ไม่มีผู้ใดกล้าต่อกรอีก เห็นทีว่านางคงไม่รอดแน่แล้ว


ทั้งสามนั่งสนทนากันอย่างหาทางออกไม่เจอจนกระทั่งเย็นฟั่นชิวเยี่ยจึงขอให้พวกเขากลับบ้านพักไป เพราะมืดค่ำแล้วอาจจะเดินทางลำบาก เมื่อทั้งสองกลับไปแล้วนางก็นั่งพิงเสาศาลารับลมมองเหม่อไปยังท้องฟ้าสลัวด้วยจิตใจที่ไม่อาจจะบ่งบอกถึงสภาวะอารมณ์


เคร้ง!!!!!!


เสียงเหมือนมีของตกแตกที่ด้านหลังทำให้หญิงสาวตื่นจากภวังค์แล้วหันไปมองทันที ก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าเป็นคนรับใช้ผู้ชายในบ้าน ไม่ใช่พวกโจร


“ขอโทษขอรับคุณหนู”


“ไม่เป็นไร ว่าแต่เจ้าเป็นคนงานใหม่หรือ?” นางไม่เคยเห็นหน้าเขามาก่อนเลย


“ขอรับ นายท่านเพิ่งรับข้ามาเมื่อวานนี้เอง”


“อืม” นางพยักหน้ากับเขาแล้วเบือนหน้าหนีกลับไปนั่งท่าเดิม


“ทำไมคุณหนูทำหน้าเช่นนั้นล่ะขอรับ”


“เจ้าเป็นคนมาใหม่ เจ้าไม่ได้ยินเขาพูดกันหรือเรื่องของข้าน่ะ” ฟั่นชิวเยี่ยยกขาขึ้นมาวางบนม้านั่งแล้วกอดเข่ามองเหม่อไปทางเดิมความงดงามแฝงความเศร้าสร้อยเกิดขึ้นในยามนี้หากมีกวีหรือช่างวาดภาพผ่านมาเห็นคงไม่รั้งรอที่จะตวัดปลายพู่กันกับท่วงท่าอันงดงามของนาง


“ข้าได้ยินมาบ้างเหมือนกัน ว่าแต่ท่านไม่กลัวหรือ”


“จะบอกว่าไม่กลัวคงแปลกสินะ แต่เอาเถอะหากเป็นชะตากรรมของข้า ข้าคงขัดขวางไม่ได้หรอก” ทั้งสองสนทนากันเพียงเท่านี้ก่อนที่สาวใช้ของนางจะมาเรียกให้กลับเข้าห้อง และเมื่อคล้อยหลังสตรีสองนางนั้นแล้วเขาก็ทำหน้ายิ้มเยาะออกมาทันที


“ชะตากรรมอะไรกัน เป็นเพราะเจ้าไม่สู้คนเสียมากกว่า”


ใช่แล้วเขาคืออู๋จื้อจวีเอง ตอนที่กลับขึ้นเขาจำได้ว่ามีผงและอีกสารพัดอย่างในการแปลงโฉมเขาจึงคิดแผนการหนึ่งขึ้นมาได้ นั่นคือการแฝงเข้ามาในบ้านสกุลหลิวเพราะขืนมาแบบธรรมดานอกจากจะไม่ได้ช่วยอะไรนางแล้วคงไม่แคล้วว่าพวกเขาต้องทะเลาะกันบ้านพังก่อนแน่นอน




++++++++++

เดี๋ยวอัพเรื่องนี้ไว้ให้ด้วยนะจ้ะ

มีคนอ่านอยู่ใช่มั้ยเอ่ย


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

20 ความคิดเห็น