เซ็ต จอมยุทธ์ป่วนรัก

ตอนที่ 43 : มายาคู่นางเคียง ตอนที่ 9

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 74
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    23 พ.ค. 62

ตอนที่ 9


อี้ตานลืมตาตื่นขึ้นมาจากอาการหลับใหลในเวลาจวนฟ้าสางเมื่อคืนนางคงเพลียมากเกินไปเลยหลับเสียสนิท นางขยับตัวเพื่อจะบิดไล่ความเมื่อยขบก่อนจะชนเข้ากับบางสิ่ง


พลัน นางก็ได้สติเมื่อคืนเฟิ่งเสียงบุกเข้ามาหานางด้วยความโมโหแล้วจากนั้นพวกเขาก็...


ใบหน้างามร้อนผ่าวขึ้นมาในทันใดเมื่อจดจำได้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้นกับตนเอง หญิงสาวพลิกกายไปมองเสี้ยวหน้าคมเข้มที่หลับสนิทอยู่ข้างกายตนเองอย่างพิจารณา


นี่หรือคือเฟิ่งเสียง


นางเพิ่งเคยสัมผัสเขานอกเหนือจากในความฝันเป็นครั้งแรก ร่างกายของเขากลิ่นกายของเขา ความเร่าร้อนของเขา


อา....ช่างน่าอายนัก 


นางกำลังคิดถึงเรื่องพวกนั้นอีกแล้วใบหน้าของนางคล้ายจะร้อนมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำไป ฉินอี้ตานพลิกกายหันหลังให้เขาในทันใดแต่แล้วอ้อมแขนแกร่งขยับมาพาดที่เอวเล็กของนางแล้วรั้งเข้าไปแนบกายตนเอง นางถึงกับไม่กล้าขยับตัวแรงเพราะเกรงว่าเขาจะตื่นและอีกอย่างตอนนี้กายนางก็เปล่าเปลือยเช่นกันแผ่นหลังของนางสัมผัสกับหน้าท้องเขาทำให้นางรู้สึกวูบวาบขึ้นมาอีกแล้ว


ไม่ได้การแล้วล่ะ นางต้องรีบหาเสื้อผ้าสวมใส่ให้เรียบร้อยเสียก่อนที่เขาจะตื่น นางพยายามขยับตัวออกจากอ้อมแขนของเขาไปมาพยายามควานหาเสื้อผ้าตนเองที่คนบ้าโยนทิ้งไป มือน้อยควานหาไปมาจนในที่สุดนางก็เจอเอี๊ยมของตนเอง


แต่เสื้อตัวในของนางอยู่ข้างเขานี่สิ หญิงสาววางแขนคร่อมร่างอีกฝ่ายพยายามจะหยิบเอาเสื้อผ้าของตนเองมาสวมใส่แต่นางกลับไม่รู้ตัวว่าผมยาวสยายของตนเองนั้นคลอเคลียไปตามร่างกายของเขาจนเฟิ่งเสียงต้องลืมตาขึ้นมาดูนางที่ทำท่าแปลกประหลาดพอดี


“เจ้าทำอะไร”


“ข้าจะหยิบเสื้อ ท่านตื่นก็ดีแล้ว ช่วยขยับให้ข้าสักหน่อยได้หรือไม่” 


“ได้สิ” เขาทำท่าเหมือนจะขยับให้นางแต่กลับคว้าเอาร่างนางพลิกไปซ่อนไว้ใต้ร่างตนเองแทน


“ท่านปล่อยข้าสิ”


“อี้ตาน ข้าขอโทษเจ้ามากนะเรื่องเมื่อคืน เพราะข้าขาดสติเองเลยทำร้ายเจ้าถึงขนาดนี้”


“ท่านไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีเลย ท่านหลอกข้าปั่นหัวข้าสารพัด หลอกให้ข้าหลงเชื่อว่าท่านเป็นชายในฝันของข้า คนผีทะเล” นางโดนตรึงร่างเอาไว้แนบแน่นแม้กายจะขยับไม่ได้แต่ก็ใช้สายตาต่อว่าเขาแทน


“ข้าชอบเจ้ามากจริงๆ ตั้งแต่วันแรกที่ข้าพบเจ้า แต่ข้าเกรงว่าเจ้าจะไม่ชอบใจชายพเนจรอย่างข้าก็เลยไม่กล้าไปพบเจ้า” เขาสารภาพออกไปตามตรงว่าตอนนั้นเขาอยากพบนางหาหนทางอยู่หลายหนสุดท้ายก็จำต้องใช้วิชาพิสดารของตนเอง


“เพราะวิชาบ้าบอของท่านนี้อย่างไรเล่าเรื่องราวถึงยุ่งเหยิงขนาดนี้” “ข้าขอโทษนะ แต่ข้ารักเจ้าจริงๆ เจ้าอย่าแต่งงานกับชายอื่นเลยนะ” “ไม่อยากให้ข้าแต่งงานแต่กลับไม่ยอมมาสู่ขอ ท่านนี่มันลูกเต่าจริงๆ” 


“ไม่ใช่สักหน่อย ข้าไม่ได้มีอาชีพเป็นหลักแหล่งเกรงว่าบิดาเจ้าจะไม่ชอบใจต่างหาก”


“เฮอะ” นางทำเสียงคล้ายไม่เชื่อแล้วเบือนหน้าหนีแทน “จริงๆ นะอี้ตาน”


“ทำมาเป็นพูดดีไป เพราะท่านไม่คิดจะเปิดเผยตัวต่างหาก นี่เกิดว่าข้าไม่วางแผนไว้ท่านจะยอมปรากฏตัวหรือ...” หญิงสาวเงียบไปในทันใดเมื่อรู้สึกตัวว่าพลาดไปแล้ว


“แผน? แผนอะไรกัน” คราวนี้เป็นเขาที่ต้องคาดคั้นเอากับนางแทน ตอนแรกเขาคิดว่าตนเองเก่งแต่พอได้ยินประโยคเมื่อครู่นี้เขาชักจะไม่แน่ใจอีกแล้ว


“ไม่มีอันใด ข้าว่ายังมืดอยู่เลย ท่านอาจจะง่วงนอนก็ได้”


“ข้าตื่นแล้วล่ะคนดี ตื่นเต็มที่เสียด้วย หากเจ้าไม่ยอมบอกว่าเจ้ากำลังทำสิ่งใดอยู่ข้าก็จะหาทางให้เจ้าพูดให้ได้นั่นแหละ” มุมปากของเขาเหยียดยิ้มร้ายกาจออกมาก่อนจะเริ่มการทรมานให้นางบอกความความจริง การสอบสวนของเขาร้ายกาจยิ่งทำเอานางแทบหลอมละลายไปกับความวาบหวามรัญจวนใจเหลือเกิน


สุดท้ายนางก็จำต้องสารภาพออกไปแต่คิดว่าเขาจะปราณีหรือ นางคิดผิดแล้วเฟิ่งเสียงก็คือเฟิ่งเสียงเขาไม่ยอมให้นางทรมานอยู่เพียงฝ่ายเดียวเช่นเคย เสียงลมหายใจที่หอบถี่ยาวนานผสานกันความร้อนเร่าอบอวลไปจนรอบ สองร่างที่กระหวัดเกี่ยวพันกันก่อนจะซวนซบอย่างสิ้นเรี่ยวแรงไปในยามฟ้าสาง


ฉินอี้ตานสะดุ้งตื่นขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงร้องเรียกของสหายจากทางด้านนอก ต้วนหมิงจิวกำลังรอนางอยู่นางลืมสนิทเลยเฟิ่งเสียงโอบเอวนางไม่ยอมวางทำให้นางต้องหยิกเขาไปแรงๆ หนึ่งที


“เพราะท่านแท้ๆ เลย ข้าถึงได้ตื่นสายเช่นนี้”


“จะโทษข้าคนเดียวได้ยังไงกัน ข้าว่ามันก็ทั้งสองคนนั่นแหละ”


“โอ๊ย”


“ข้าต้องพาหมิงจิวไปดูหยก เดี๋ยวเขาจะผิดสังเกต” นางพูดพลางควานหาเสื้อผ้ามาสวมใส่ ก่อนจะปีนลงจากเตียงนอนเพื่อสำรวจความเรียบร้อย 


“อี้ตาน อย่าไปนานนักนะ ข้าคิดถึง” เขาแสร้งพูดอ่อนหวานกับนางแต่แววตาไหวระริกคล้ายกำลังกลั้นหัวเราะ หญิงสาวหันมาแยกเขี้ยวใส่เขาแล้วจึงรีบกระโดดออกไปห้องห้องพักทันที เหลือไว้แต่ร่างสูงใหญ่ที่แหงนกายนอนมองเพดานห้องอย่างมีความสุข


เขาไม่ได้ตั้งใจรังแกนางหรอก แต่พอใกล้นางทีไรการควบคุมตัวเองของเขาก็ด้อยลงตลอดแต่เมื่อคืนเขาคงหึงหวงมากไปเลยกระทำเช่นนั้นลงไป ใช่ว่าเขาจะไม่เสียใจนะ


ตอนนี้เขาควรจะหาทางตบแต่งนางให้ถูกต้องตามประเพณีก่อนจะดีกว่า แต่จะทำอย่างไรดี พวกเขาคือชาวยุทธ์ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนเลย จะให้ท่านอาจารย์มาเป็นเถ้าแก่สู่ขอเกิดใต้เท้าฉินเรียกร้องทรัพย์มหาศาลนี่เขาจะทำยังไง


นางเป็นถึงบุตรสาวขุนนางใหญ่เชียวนะ


เฟิ่งเสียงยกมือก่ายหน้าผาก พยายามคิดหาทางออกให้กับความรักของตนเอง


ฉินอี้ตานลงมาจากห้องนอนแม้ว่านางจะอ่อนเพลียเล็กน้อยแต่หน้าตากลับอิ่มเอิบมีความสุข ประกายตาของนางบอกได้ชัดเจนจนอีกฝ่ายอดถามไม่ได้ “เช้านี้เจ้าตื่นสายนะ”


“ก็แปลกถิ่น ข้านอนไม่ค่อยหลับ”


“งั้นหรือ” ต้วนหมิงจิวยังไม่ปักใจเชื่อนักสายตาเช่นนี้ส่วนมากจะเป็นคนที่มีความรักทีสมหวังนะเอาเถอะนางไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร ทั้งสองเดินทางไปจนถึงบ้านสกุลอู๋ เป็นเพราะอู๋จื้อจวีไม่กลับบ้านเลยหลังจากมารดามาอาละวาดหนนั้น เขาก็เร่งค้าขายให้มากขึ้นเพื่อสร้างตนเองขึ้นมาใหม่ และเหมือนสวรรค์เป็นใจการได้พบเฮยสงอีกครั้งทำให้ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไป


ภาพวาดและอักษรภาพของฟั่นชิวเยี่ยยังมีคนมาชมและซื้อหาอยู่เรื่อยๆ ร้านอัญมณีก็ยิ่งมีคนเดินทางมาชมไม่ขาดสาย สองสามีภรรยาจึงไม่ได้เดือดร้อนใจนัก


ฉินอี้ตานพาต้วนหมิงจิวเดินเข้าไปในร้าน อู๋จื้อจวีเห็นนางก่อนเขารีบสะกิดภรรยาทันที


“ชิวเยี่ย นั่นคุณหนูฉินนี่”


“ใช่แล้ว เหตุใดนางจึงมากับผู้อื่น ศิษย์พี่ท่านบอกว่าจะไปหานางไม่ใช่หรือ”


“นั่นน่ะสิ ปกติแล้วเขาไม่ใช่คนใจดีขนาดนี้เลยนะ” อู๋จื้อจวีมองหนุ่มสาวด้านนอกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสะกิดแขนภรรยาให้เดินออกไปรับลูกค้าด้วยกัน


“แม่นางฉิน เดินทางมาไกลเลยนะ”


“อ้อ ข้าพาหมิงจิวมาดูหยกกับพวกอัญมณีน่ะ”


“อ้อ เช่นนั้นเชิญคุณชายทางนี้ขอรับ” เขาพาต้วนหมิงจิวแยกไปดูสินค้าอีกทางปล่อยให้สตรีสองนางยืนอยู่ตรงนั้นแทน อู๋จื้อจวีขยิบตาให้ฟั่นชิวเยี่ยรับไม้ต่อซึ่งนางก็ยิ้มส่งสัญญาณรับทราบแล้วพานางไปนั่งเล่นที่สวนดอกไม้รอบรรดาผู้ชายเจรจาการค้ากัน


“แม่นางฉิน ท่านหายไปนานเลยนะ”


“พอดีทางบ้านมีเรื่องนิดหน่อย ข้าก็เลยจำต้องเก็บตัวน่ะ” “เช่นนั้นหรือ แต่มาหนนี้หน้าตาท่านผ่องใสมากเลย คงไม่มีปัญหาเรื่องความรักหนักอกแล้วสินะ” ฟั่นชิวเยี่ยเลียบๆ เคียงๆ ถามเพราะอยากรู้เหมือนกันว่าเฟิ่งเสียงผู้นั้นจะทำเช่นไรบ้าง


“เรื่องความรักของข้ามันพูดยาก ชีวิตข้าไม่สบายอย่างที่ท่านคิดหรอก” “ข้าได้ยินคนลือมาว่าท่านป่วยหนักออกมาพิธีเลือกคู่ไม่ได้ไม่ใช่หรือ” 


“เรื่องนั้นคงเป็นฝีมือบิดาของข้ากระมัง ตอนนั้นข้าไม่อยากแต่งงานข้าเลยหนีออกจากบ้านไป เขาคงเสียหน้าไม่น้อยเลยต้องปล่อยข่าวลือเช่นนั้น” 


“หนีออกจากบ้านงั้นหรือ?” ฟั่นชิวเยี่ยแสร้งอุทานออกมาก่อนจะเหล่มองอีกฝ่ายว่าจะจำตนเองได้หรือไม่


“ใช่ ข้าเคยได้ยินว่าเฟิ่งเสียงอยู่เมืองเยี่ยนถงเลยไปที่นั่น พบพี่สาวใจดีท่านหนึ่งพาข้าไปอาศัยกับบิดามารของนาง ตอนนั้นข้าตั้งใจจะรอเขา แต่มิคาดว่าบิดาข้าจะส่งคนไปตามจนพบ สุดท้ายข้าก็กลับมานั่งเหี่ยวที่จวนเช่นเดิม”


“แล้วท่านพบเขาผู้นั้นหรือยัง”


“อื้ม” ฟั่นชิวเยี่ยได้ยินคำนั้นก็คลายกังวลใจเพราะอย่างน้อยพวกเขาพบกันแล้ว


“ท่านเคยพบเรื่องประหลาดหรือไม่ เขาไปอยู่ข้างกายข้านะแต่แทนที่จะไปสู่ข้าหรือไปมาแบบเปิดเผย เขากลับปลอมตัวเป็นคนรับใช้ ข้าไม่เข้าใจเฟิ่งเสียงเลยจริงๆ” ฉินอี้ตานเห็นว่านางไม่ใช่คนพูดมากเลยเล่าให้ฟัง อีกอย่างนางเป็นภรรยาของอู๋จื้อจวีที่น่าจะเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกันก็เลยไม่มีอันใดต้องกังวล


“เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นกับข้าเหมือนกัน ตอนนั้นจื้อจวีเป็นห่วงข้าแต่เพราะพวกเราไม่ค่อยได้สนทนากันเท่าไหร่นัก เขาก็เลยปลอมตัวไปเป็นคนสวนคอยดูแลข้าแทน”


“จริงหรือ”


“ใช่ ความรักของพวกเราไม่ได้ราบรื่นสวยงามนักหรอกนะ” ฟั่นชิวเยี่ยได้เล่าเรื่องราวบางส่วนให้ฉินอี้ตานฟังซึ่งนางก็ได้แต่อุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ


“ข้านึกว่าเรื่องของข้าซับซ้อนแล้วแต่พวกท่านนี่สิ สุดยอดเลย” ไม่มีสิ่งใดที่นางกล่าวเกินจริงฟั่นชิวเยี่ยหน้าตางดงามมาก นางเป็นสตรีแท้ๆ ก็ยังอดชื่นชมนางไม่ได้ ลองคิดดูสิหากนางเป็นอู๋จื้อจวีก็คงหวงภรรยามากเช่นกัน


“ดีนะสามีท่านเก่ง”


“ใช่ ข้ารักเขาเพราะเขาเก่ง และเอาใจใส่ข้ามาตลอด เขาไม่ทอดทิ้งข้า” “ดีจริง พวกท่านฝ่าฟันทุกอย่างมาด้วยกัน แต่สำหรับข้ายังไม่รู้อนาคตเลย”


“เฟิ่งเสียงอาจจะเข้าใจยากสักนิด เขาเป็นคนลึกลับจิตใจยากจะคาดเดาเท่านั้นเอง” ทั้งสองนั่งปรึกษากันเช่นนั้นจนกระทั่งอู๋จื้อจวีพาต้วนหมิงจิวเดินเข้ามาพวกนางจึงยุติใบหน้ายิ้มแย้มเช่นนี้สหายนางคงพบของถูกใจแล้วสินะ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

20 ความคิดเห็น