[TWICE] Young Mom [2yeon ft.mimo] #ฟิคยังมัม

ตอนที่ 18 : 16

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 859
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 58 ครั้ง
    25 มิ.ย. 61

: 16



          แม้อากาศด้านนอกจะหนาวจนติดลบ พาให้หิมะตกโปรยปรายอย่างไรก็ไม่อาจทำให้หญิงสาววัย 33 ปีอย่างมินะต้องเดินเข้าไปหลบอยู่ในรถอุ่นๆได้ เขายืนกอดอกตัวเองหนาวสั่น มีเพียงเสื้อโอเว่อร์โค๊ทจากขนเป็ดที่กักความร้อนจากอุณหภูมิร่างกายตัวเองไม่ให้ออกไปไหนเท่านั้น ในใจนึกขอบคุณเหล่าเป็ดทั้งหลายที่ทำให้เขาไม่ต้องยืนหนาวตายท่ามกลางอากาศติดลบแบบนี้

 

          “ฮื้อออ หนาวจัง” เสียงหวานใสดังขึ้นตรงหน้า มินะเงยหน้าขึ้นไปมองเด็กสาวในชุดกันหนาวเต็มตัวรวมไปถึงหอบหิ้วกระเป๋าและถุงกระดาษอีกสองสามใบเต็มมือไปหมด วันนี้เป็นวันที่ ฮิราอิ โมโมะ จะต้องไปแข่งหรือคัดตัวอะไรซักอย่างเพื่อเป็นเด็กฝึกจากค่ายเพลงชื่อดัง ซึ่งเขาที่รู้เรื่องนี้ตั้งแต่ตอนที่ไปนั่งดูแลโมโมะซ้อมเต้นใหญ่ในวันนั้น อาสาจะพาโมโมะไปส่งที่โรงเรียนสอนเต้นของเจ้าตัว

 

          และแน่นอนว่าไปให้กำลังใจเจ้าตัวด้วย

 

          “พร้อมมั้ยวันนี้?” มินะเอ่ยถามพร้อมกับเอื้อมมือไปขอถุงกระดาษรอบตัวเด็กสาวมาถือไว้ ก่อนหันไปเปิดประตูรถแล้วขนมันขึ้นไปกองไว้รวมๆกัน

 

          “ไม่ค่อยเลยค่ะ ตัวแข็งๆยังไงก็ไม่รู้” เด็กสาวบอกให้มินะที่กำลังรับของมาไว้บนรถหัวเราะขำเบาๆ โมโมะลอบถอนหายใจออกมาเบาๆไม่ให้ผู้ใหญ่ตรงหน้าเธอได้รู้ถึงเรื่องหนักอกหนักใจสำหรับเธอในตอนนี้ ภาพกอดกันของจองยอนและแม่ของเธอยังคงฉายซ้ำอยู่ในหัวของเธอไม่หายไปไหนมาสองวันแล้ว

 

          ถึงแม้ว่าวันนี้จะเป็นวันเสาร์ ไม่มีเรียนและมีเวลาให้เธอได้ทำสมาธิในการเต้นหลายต่อหลายชั่วโมงก่อนการคัดตัวในคืนนี้ก็ตาม แต่เธอกลับไม่สามารถตั้งสมาธิกับสิ่งที่จะต้องทำในวันนี้ได้เลย

 

          “เป็นอะไรหรือเปล่า?”

 

          เหมือนว่าคนแก่กว่าจะจับสังเกตของเด็กสาวที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ได้ เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมาสบตาก่อนจะส่ายหัวหงึกหงักพลางยกยิ้มให้เพราะไม่อยากให้น้ามินะมากังวลกับเธอ ก่อนเดินขึ้นรถไปโดยมีน้ามินะขึ้นรถตามมาอีกที

 

          “จองยอนบอกกับหนูว่าเจ้าตัวและพี่ซึงยอนต้องไปช่วยงานแม่ที่บริษัท น้ามินะไม่ได้ไปช่วยงานคุณน้าเจสสิก้าเหรอคะ?” โมโมะเอ่ยถามขณะที่ขึ้นมานั่งบนรถและคาดเข็มขัดเรียบร้อยแล้ว มินะหันไปมองเด็กสาวทันทีที่เขาเพิ่งสตาร์ทเครื่องยนต์รถที่จอดสนิทของตัวเองให้ตื่นขึ้นมา

 

          “ถ้าไป น้าคงไม่ได้มาอยู่ตรงนี้หรอกค่ะ”

 

          เด็กสาวขมวดคิ้วมองคนแก่กว่าเธอคราวแม่ตัวเองอย่างนึกแปลกใจในมุขที่อีกคนส่งมากวนประสาทเล่นนิดๆ ริมฝีปากระบายยิ้มขำออกมาพอเป็นพิธีแล้วพยักหน้ารับน้อยๆกลับไป

 

          “ก็ถูกของน้ามินะค่ะ”

 

          “คือจริงๆแล้วแม่จองยอนอยากให้จองยอนไปเรียนรู้เกี่ยวกับบริษัทอีกนิดหน่อยน่ะ พอดีมีหุ้นส่วนรายใหม่เข้ามาเลยทำให้ตอนนี้กิจการที่บ้านเราก้าวหน้าขึ้นไปอีก และแน่นอนว่ายุ่งขึ้นด้วย หลังจากที่จองยอนเรียนจบคงได้มาสานต่อกิจการที่บ้านต่อแบบจริงจัง ดูแล้วแม่เจ้าตัวจะดันลูกสาวทั้งสองคนอยู่พอสมควรเลย ” มินะบอกเหตุผลขณะหักพวงมาลัยเลี้ยวไปตามถนนใหญ่ทันที่ไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว “น้าก็เห็นว่าดีที่จองยอนจะไปเรียนรู้นะ เลยปล่อยให้ครอบครัวนั้นดูแลกันไป ส่วนน้านั้นขอตัวไปพักผ่อนซักหน่อยดีกว่า”

 

          “มาหาหนูนี่เรียกว่าพักผ่อนเหรอคะ?”

 

          “ก็ทางใจน่ะนะ” น้ามินะหันมายกยิ้มกว้างก่อนหลุดหัวเราะขำออกมาเบาๆแล้วหันไปขับรถต่อ โมโมะมองใบหน้าด้านของของน้ามินะอย่างเข้าใจในสิ่งที่อีกคนจะสื่อ แต่พอมองในมุมกลับกัน อีกคนจะไม่เหนื่อยใจมากกว่าเก่าเหรอที่มาชอบเธอ ที่ยังคงชอบจองยอน หลานของเจ้าตัวอยู่อย่างนี้ เห้อ...

 

          โมโมะได้แต่ถอนหายใจอยู่ในใจ เธอไม่กล้าแม้แต่จะแสดงท่าทีอะไรออกไปให้น้ามินะจับสังเกตได้ น้ามินะเป็นคนดีที่เธอไม่อยากจะทำร้ายจิตใจ แม้ว่าเธอจะรู้สึกดีๆด้วย แต่มันก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น ขั้นเดียวกับจองยอน...

 

          แต่เธอก็ไม่ได้ปิดโอกาสน้ามินะซะทีเดียว เธอยังคงหวังว่า วันหนึ่งน้ามินะจะทำให้เธอลืมจองยอนได้สักวัน

 

          “ว่าแต่เราเรียกเจสสิก้าว่ายังไงนะ?”

 

          “น้าเจสสิก้าค่ะ...ทำไมเหรอคะ?”

 

          พรืดดดด!! น้ามินะที่เพิ่งจอดรถเข้าซองในลานจอดรถของตึกโรงเรียนซ้อมเต้นหลุดหัวเราะพรืดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ต่อหน้าเด็กสาวที่ยังคงทำหน้างงเป็นไก่ตาแตกกับท่าทีของเขา มินะยกมือนิ้วขึ้นมาปาดน้ำตาตามหางตาตัวเองทั้งที่ยังไม่หยุดขำอยู่สองสามที

 

          “ถ้าให้น้าเดา ยัยนั่นต้องบอกให้เราเรียกอย่างนี้แน่ๆเลย” เจ้าตัวบอกก่อนดับเครื่องยนต์แล้วเปิดประตูออกจากรถไป

 

          คำพูดของน้ามินะทำให้เธอนึกย้อนไปถึงช่วงที่เจอแม่ของจองยอนครั้งแรก ตอนนั้นเธออยู่เพียงแค่ 9 ขวบ เธอเอ่ยทักทายแม่ของจองยอนว่า คุณป้าเจสสิก้า และต่อมาหล่อนก็ให้เธอเรียกว่า คุณน้าเจสสิก้าแทน แต่ไม่ได้บอกเหตุผลว่าทำไม จนมาวันนี้ที่เธอเหมือนจะฉุกคิดได้ถึงเหตุผลของคุณน้าเจสสิก้าจากท่าทางขำเป็นบ้าเป็นหลังของน้องสาวเธอ คุณน้าแกคงไม่อยากแก่เกินไปเลยให้เธอเรียกว่าน้าแทน โธ่...

 

          เธอหลุดขำออกมาเบาๆ ก่อนเปิดประตูออกจากที่นั่งข้างคนขับลงไป เธอเดินไปหยุดอยู่ข้างน้ามินะที่ตัวสูงกว่าเธออีกครั้งจากบู๊ทกันหนาวส้นสูงของเจ้าตัว มือบางเอื้อมไปรับถุงกระดาษของตัวเองจากมือที่ไม่ได้เหี่ยวเลยของอีกคนมาถือประสานไว้ตรงหน้าตัวเองสองถุง

 

          บานประตูรถหรูของน้ามินะปิดลงก่อนที่เธอจะเดินเคียงข้างน้ามินะเข้าไปยังตัวอาคารอย่างรวดเร็ว อาจจะเพราะลานจอดรถในร่มไม่มีเครื่องปรับอากาศให้อุ่นกว่าปกติ เลยทำให้ทั้งเธอและน้ามินะรีบจ้ำอ้าวเข้าไปอย่างในอย่างไม่คิดชีวิต บานประตูกระจกเปิดต้อนรับพร้อมกับความอบอุ่นของอุณหภูมิ 25 องศา ในอาคารที่ประทะเข้าหน้าทั้งสองให้ต้องยกยิ้มออกมา

 

          โมโมะและมินะเดินขึ้นลิฟต์เพื่อให้มันส่งไปยังชั้น4 เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกทั้งสองก็เลี้ยวไปยังส่วนห้องซ้อมของเธอ น้ามินะหันมามองเธออีกครั้งหลังจากที่ทั้งเธอและเขาเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูกระจก เจ้าตัวส่งถุงกระดาษข้าวของของเธอมาให้เธอรับไปถือไว้ เธอเงยหน้าขึ้นมองคนแก่กว่าตาปริบๆ เธอรู้ว่าน้ามินะกำลังจะให้เวลาส่วนตัวกับเธอในการซ้อมได้อย่างเต็มที่เหมือนครั้งก่อน

 

          “เริ่มแข่งกี่โมงล่ะ?”

 

          “แข่งอะไรเหรอคะ?”

 

          “ก็แข่งเต้นโคฟเวอร์ไง...เอ๋...หรือไม่ใช่?” คำถามที่เอ่ยออกมาพร้อมใบหน้างุนงงของน้ามินะทำให้โมโมะที่มองอยู่หลุดหัวเราะขำพรืดออกมาเบาๆ เธอมองใบหน้าของคนวัย 33 ปีที่เข้าใจผิดอย่างจังด้วยความตลก

 

          “น้ามินะน่าจะเข้าใจผิดแล้วล่ะค่ะ พวกหนูซ้อมใหญ่เพื่อเตรียมคัดตัวไปเป็นเด็กฝึกของค่ายเพลงใหญ่ๆน่ะค่ะ จะมีแมวมองมาดูด้วย อันที่จริงจะเรียกแข่งเต้นโคฟเวอร์ก็ได้นะคะ เพราะเด็กๆทุกคนในนี้ก็แข่งกันเพื่อที่จะดันตัวเองไปอยู่บนจุดสูงสุดกันทั้งนั้น”

 

          “อ๋ออออ ไม่ใช่แข่งโคฟเวอร์ ใครชนะได้เข้าไปเป็นเด็กฝึกงี้เหรอ” มินะเอ่ยถาม เด็กสาวส่ายหัว คำว่า แข่ง ที่เพื่อนของโมโมะพูดไม่ใช่แข่งด้วยกัน แต่หมายถึง แข่งกันเอง

 

          “ส่วนเรื่องเวลาคัดตัว พวกหนูเริ่มคัดตัวกันสามทุ่มค่ะ”

 

          “งั้นสามทุ่มครึ่งเจอกันที่นี่นะคะ ระหว่างนี้น้าจะไปหาเดินเล่นรอ อาจจะแถวๆนี้หรือว่าข้างนอกอ่ะเนอะ ฮ่าๆ ยังไงก็ตามวันนี้เต็มที่ล่ะเข้าใจมั้ยหื้อ?” น้ามินะพูดกับเธอ เจ้าตัวเอื้อมมือมาวางบนหัวพร้อมกับลูบเบาๆ สัมผัสอบอุ่นที่ทำให้เธออยากจะเอนหัวตามมืออีกคนที่เพิ่งยกออกทำให้เธอต้องมองผู้ใหญ่ตรงหน้าตาปริบๆอย่างเสียดาย

 

          พอไม่เห็นแม้แต่ปฏิกิริยาของเด็กสาวกับคำถามของตัวเอง มินะระบายยิ้มบางให้กำลังใจเด็กสาวตรงหน้าอีกครั้งก่อนจะหมุนตัวเตรียมตัวเดินไปหาอะไรทำบ้างระหว่างรอโมโมะ แต่ยังไม่ทันทีที่เขาจะได้หมุนตัวได้สุด แรงรั้งเบาๆที่แขนก็เรียกความสนใจของเขาให้มองไปตามแรงฉุดอย่างสงสัย

 

          “เข้ามารอในห้องก็ได้ค่ะน้ามินะ”

 

          “แล้วเราจะไม่อึดอัดเหรอ ต้องทำสมาธิซ้อมก่อนไปคัดตัวนะอย่าลืมสิ”

 

          “ไม่ลืมหรอกค่ะ แต่หนูก็อยากให้น้ามินะอยู่ด้วยนี่คะ มันสบายใจดี” โมโมะบอกพร้อมกับยกยิ้มกว้าง มินะมองใบหน้าเด็กสาวที่กำลังยกยิ้มให้เขาด้วยหัวใจที่เต้นรัว เหมือนว่าเขาได้ก้าวเข้าไปอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของโมโมะทีละนิด เขาพอใจกับผลตอบรับของอีกคน ใบหน้าสวยพยักหน้ารับตามความต้องการของเด็กสาวช้าๆ

 

          “เข้าใจแล้วค่ะ”

 

          สิ้นเสียง โมโมะเดินนำเขาเข้าไปในห้องทันที มินะเดินตามเด็กสาวที่เปิดประตูเข้าไปแล้ว มือเรียวยันบานประตูที่กำลังจะปิดก่อนแทรกตัวเข้าไปยืนอยู่ข้างในได้สำเร็จ แม้ว่าเขาจะเคยเข้ามาที่นี่มาก่อนแล้วครั้งนึงเลยทำให้รู้สึกไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่ที่ได้เห็นการตกแต่งเรียบง่ายของห้องซ้อมเต้น แต่การได้มายืนอยู่ในห้องโดยที่เขาได้รับอนุญาตจากเจ้าของห้องจริงๆนั้น กลับทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นกว่าเป็นไหนๆ

 

          คำทักทายของเด็กๆภายในห้องที่เอ่ยมันกับเขาทำให้เขายกยิ้มทักทายตอบกลับไป มินะหย่อนก้นลงยังม้านั่งริมห้องขณะมองดูเด็กๆกำลังพูดคุยกันสีหน้าเคร่งเครียดกว่าครั้งไหนๆ เขามองดูโมโมะที่เริ่มเปลื้องเสื้อโค๊ทของตัวเองออกทีละชิ้น เขารู้สึกเหมือนใบหน้าตัวเองกำลังจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ใบหน้าสวยหันหนีมองนกมองไม้ แต่เขาคงจะลืมไป เพราะไม่ว่าจะหันไปมองทางไหน กระจกบานใหญ่ทั้งสองด้านก็ฉายภาพของเด็กสาวที่กำลังถอดเสื้อให้เขาต้องหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำอยู่ดี

 

          โมโมะในชุดกางเกงลองจอนขายาวแนบเนื้อ และเสื้อกล้ามสปอร์ตบรากับรองเท้าผ้าใบทะมัดทะแมงปรากฏแก่สายตาของเขา เจ้าตัวคงใส่เอาไว้ก่อนสวมชุดกันหนาวทับ พอมาถึงห้องซ้อมก็ถอดแล้วซ้อมเต้นได้เลย อืมมม...รวดเร็วและสะดวกดีเหมือนกัน ถึงว่าทำไมเจ้าตัวถึงได้กล้าถอดมันกลางห้องขนาดนี้ ไอ้ตัวเราหรือก็คิดไปถึงตัวเล็กตัวน้อยหมดแล้ว

 

          รอยบุ๋มเป็นทางยาวตามหน้าท้องของเด็กสาววัย 17 ปีที่โผล่วับๆแวมๆยามเจ้าตัววาดลวดลายท่าเต้นตามจังหวะ เหมือนจะทำให้เขาหน้าร้อนไปหมดแม้ว่าบรรยากาศข้างนอกจะติดลบแค่ไหนก็ตาม เขายังคงไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเด็กสาววัยแค่นี้จะสนใจดูแลหุ่นและสุขภาพได้ดีขนาดนี้

 

          โมโมะยังคงตั้งสมาธิจดจ่ออยู่กับท่าเต้นทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นท่าเต้นโคฟเว่อร์ต่างๆที่เธอสามารถเต้นได้ ไม่ว่าจะเป็นเพลงวงไอดอลชายหรือหญิง หรือแม้กระทั่งท่าเต้นฟรีสไตล์ที่เพื่อนของเธอสุ่มเปิดเพลงให้ได้ฝึกเรื่อยๆ เวลายังคงเดินหน้าต่อไปพร้อมกับความกดดันที่เพิ่มขึ้นทุกๆวินาที

 

          มารู้ตัวอีกทีก็เที่ยงเกือบบ่ายแล้ว...

 

          มินะใช้เวลาส่วนมากไปกับการนั่งมองเด็กสาวเต้น มีบ้างบางช่วงที่แอบออกนอกห้องไปหาซื้อของกินนิดหน่อย พูดคุยโทรศัพท์ ก่อนจะกลับมานั่งมองโมโมะตามเดิม

 

          เด็กสาวบางคนเริ่มเดินออกจากห้องไปพักผ่อนกันทีละคนสองคน แต่ทว่าสายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่เด็กสาวที่ยังคงไม่มีทีท่าว่าจะไปพักเหมือนกับคนอื่นๆ โมโมะกำลังหมกมุ่นอยู่กับการเต้นท่าเดิมซ้ำๆ เหมือนว่าเธอจะไม่พอใจกับท่าเต้นเดิมๆที่เธอเต้นซ้ำๆสักเท่าไหร่ ก็ไม่ได้ดั่งใจเธอสักที ใบหน้าใสเริ่มมีเม็ดเหงื่อเกาะตามข้างขมับแม้ว่าจะซ้อมเต้นมานานหลายชั่วโมงติดต่อกัน อาจจะเป็นเพราะอากาศเย็นๆที่ช่วยระบายความร้อนได้ดีทั้งข้างนอกและเครื่องปรับอากาศจากข้างในห้อง

 

          “ไม่ไปหาอะไรกินหน่อยเหรอหืม? เที่ยงแล้วนะ” 


          คำพูดของคนแก่กว่าเรียกความสมาธิของโมโมะจากท่าเต้นเดิมๆที่เธอคิดว่าเธอเต้นไม่ดีพอ ให้หันไปมองน้ามินะคิ้วตก เธอยังคงแก้ปัญหากับท่าเดิมที่เธอเต้นอยู่ไม่ได้ มันก้ำกึ่งระหว่างเต้นแบบแข็งแรง หรือพลิ้วไหว โมโมะเดินไปทิ้งตัวลงนั่งข้างน้ามินะ

 

          “ไม่น่าจะดีนะคะ คัดตัวมีชั่งน้ำหนักตัวด้วย ถ้าน้ำหนักเกินเกณฑ์หนูอาจจะชวดเอา”

 

          “โห...ลำบากน่าดูเลย ผลไม้ก็ไม่ได้เหรอ? น้ำเต้าหู้ล่ะ?”

 

          “น่าจะได้อยู่นะคะ” เด็กสาวบอก มินะก้มลงไปควานหาน้ำเต้าหู้และผลไม้แคลลอรี่ต่ำอย่างแอปเปิ้ลมาส่งให้เด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างกันรับไป โมโมะผงกหัวขอบคุณก่อนเริ่มจัดการกับแอปเปิ้ลในมือทันที เสียงกัดแอปเปิ้ลดังกร๊วบทำให้มินะที่มองอยู่อดระบายยิ้มเอ็นดูออกมาไม่ได้

 

          “โมโมะคัดตัวมากี่รอบแล้วคะ?” คำถามของน้ามินะทำให้โมโมะกรอกตาขึ้นฟ้า 


          พยายามนับครั้งเพื่อตอบอีกคน

 

          “ก็เพิ่งได้มาคัดตัวช่วงสี่ห้าเดือนก่อนนี้เองค่ะ คัดทุกเดือน ตกรอบทุกเดือน” โมโมะหัวเราะร่า

 

          “เอ้าเป็นงั้นไป ทำไมล่ะคะ?”

 

          ไม่มีคำตอบจากเด็กสาว มินะมองเจ้าตัวที่นิ่งเงียบไปอย่างเข้าใจ โมโมะคงมีเหตุผลของตัวเองที่ไม่ยอมบอกเขาอยู่ และเขาก็ไม่อยากเซ้าซี้เธอให้รำคาญใจ และเสียสมาธิ มินะไปยังคำถามต่อไป

 

          “แล้วการคัดตัวเนี่ย ต้องทำยังไงบ้างเหรอ?”

 

          คำถามของผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ข้างกันเรียกความสนใจของโมโมะให้เลิกตาขึ้นฟ้าอีกครั้ง นึกไปถึงการคัดตัวเมื่อเดือนที่แล้วเพื่อตอบคำถามของอีกคน

 

          “ก็แสดงความสามารถต่างๆของตัวเอง ร้อง เล่น เต้น ความสามารถพิเศษที่แสดงถึงคาแรคเตอร์ของเราน่ะค่ะ” โมโมะบอกขณะดูดน้ำเต้าหู้แบบขวดลงท้องท่ามกลางสายตาของมินะ มินะพยักหน้ารับ “แต่ก็ใช่ว่าทำได้ดีแล้วทางค่ายรับนะคะ เพราะว่าเด็กสมัยนี้ทุกคนต่างพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะได้เป็นไอดอล หรือแม้แต่จะเข้าไปเป็นหนึ่งในเด็กฝึก เพราะนั่นมันหมายถึงความก้าวหน้า เข้าใกล้จุดที่ตัวเองต้องการทีละนิด ทำดีอย่างเดียวมันไม่พอจริงๆค่ะ”

 

          “ต้องเป็นที่ถูกใจของค่ายด้วยสินะ”

 

          “ค่ะ...” โมโมะพูดเสียงแผ่ว เหมือนคำพูดของโมโมะจะไม่ได้พูดถึงเรื่องที่จะต้องไปคัดตัวเป็นนักร้องไอดอลแม้แต่น้อย ริมฝีปากบางของเธอเม้มเข้าหากันเมื่อเรื่องของจองยอนวนกลับเข้ามาในหัวของเธออีกครั้ง แม้ว่าการเต้นเป็นบ้าเป็นหลังก่อนหน้านี้จะทำให้เธอสลัดเรื่องกวนสมาธิของตัวเองเกี่ยวกับจองยอนไปจนหมด

 

          แต่เมื่อไหร่ที่เธอหยุดนิ่ง สมองเธอก็กลับไปคิดเรื่องเขาอีกครั้งจนได้...

 

          ทุกอย่างที่เธอทำกับจองยอนตอนนี้ก็เหมือนกับการคัดตัว แม้ว่าเธอจะตั้งใจทำอย่างดีที่สุด เป็นเพื่อนที่ดีที่สุด ไปไหนมาไหนด้วยกัน ตัวติดกันตลอดเวลา แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่เธอทำให้อีกคนนั้นจะไม่พอให้เจ้าตัวหันมามองเลยแม้แต่น้อย เธอสงสัยว่าทำไม...

 

          มินะมองโมโมะที่นิ่งเงียบไปด้วยหัวใจวูบหล่น ดวงตาไร้แววที่เขามองก็รู้แล้วว่ามีอะไรในใจ แต่ที่รู้ๆคือในใจของเด็กสาวไม่มีเขาอยู่อย่างแน่นอน มินะวางข้าวของทุกอย่างบนตักลงกับพื้นด้านล่าง ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนให้เด็กสาวหลุดภวังค์ความคิดของตัวเอง เงยหน้ามองตามการกระทำของเขาที่ก้าวเท้าไปยังเครื่องเสียงตรงมุมห้อง เขาเสียบโทรศัพท์ของตัวเองเข้ากับเครื่องเสียง ก่อนเปิดเพลงทำนองสนุกทันที

 

          โมโมะมองผู้ใหญ่ที่กำลังวิ่งดุ๊กๆกลับมาที่เธอด้วยความตื่นเต้นจากใบหน้าของน้ามินะที่แสดงมันออกมา มือเรียวของคนแก่กว่าคว้าเข้าที่ข้อมือของเธอ น้ามินะออกแรงรั้งเธอให้ลุกขึ้นยืนก่อนที่เจ้าตัวจะออกลวดลายเต้นโยกย้ายส่ายสะโพกเบาๆตามจังหวะเบสของเพลงท่ามกลางสายตางุนงงของเธอ

 

          และเมื่อน้ามินะเริ่มจับไม้จับมือของเธอขึ้นมาเหมือนจะเต้นลีลาศแต่ทว่าจังหวะรวดเร็วของเพลงไม่ได้ให้เค้าว่าจะเต้นลีลาศเลยซักน้อย น้ามินะยกแขนของเธอขึ้นเหนือตัวก่อนหมุนรอบตัวเองโชว์หนึ่งรอบ ก่อนที่เจ้าตัวจะยกแขนเขาขึ้นบ้างแล้วกวักมือเรียกให้เธอทำตาม

 

          ใบหน้าสนุกสนานของน้ามินะทำให้เธออดหัวเราะขำออกมาไม่ได้ เธอหมุนตัวรอบนึงตามที่อีกคนต้องการก่อนที่น้ามินะจะเริ่มวาดลวดลายการเต้นแบบฉบับผู้ใหญ่วัน 33 ปีบ้าง ขณะนี้เพื่อนๆของเธอเริ่มเข้าห้องมากันบ้างแล้ว และเมื่อทุกคนเห็นน้ามินะที่ในสายตาของพวกหล่อนคือ ผู้ใหญ่เงียบๆ เรียบร้อย กำลังเต้นราวกับผีเสื้อราตรี พวกหล่อนก็อดสนุก และตามมาเต้นกับพวกเธอด้วยไม่ได้

 

          ห้องซ้อมเต้นที่เคยเต็มไปด้วยความคิดหมองหม่นของเธอ กำลังถูกแทนที่ด้วยเสียงดนตรี เสียงหัวเราะของทุกคน รวมถึงเธอที่ก็กำลังผลัดกันเต้นกับน้ามินะอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ในช่วงเวลาที่สับสนกับความรู้สึก เจ็บปวดหัวใจ ก็ยังมีช่วงเวลาดีๆที่ทำให้เธอพอยิ้มได้ออกมา

 

          ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดก็ตาม...

 

 

 

 


 

 

          “แล้วเดี๋ยวผมจะเข้าไปเซ็นสัญญาที่บริษัทนะครับ”

 

          “ค่ะขอบคุณมากค่ะ” นายอนโค้งหัวให้กับลูกค้าวัยห้าสิบกว่าที่มาติดต่อขอซื้อคอนโดหรูย่านธุรกิจใจกลางเมืองใหญ่ ชายแก่ผงกหัวให้ทั้งยังยกยิ้มขอบคุณที่เธอมาเป็นธุระให้กับเจ้าตัว ชายแก่เดินจากไปแล้วให้เธอมองตามร่างใหญ่ลงพุงไปจนลับสายตา เธอจึงหันกลับมาก้มมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง

 

          16 นาฬิกา 37 นาที

 

          นายอนใช้เวลากับธุระเรื่องงานของตัวเองไปไม่นานและไม่เร็วไปถ้านับตั้งแต่บ่ายโมง เธอมีเวลาช่วงเย็นมากพอสมควรพอที่จะไปนั่งเล่นชิลๆขัดกับสังคมสมัยนี้ที่ทำทุกอย่างรีบร้อนไปหมด

 

          สำหรับวัยรุ่นหนุ่มสาวที่ต้องการจะมาเที่ยวในเมืองใหญ่ หรือพนักงานที่ทำงานในเมืองใหญ่และอยากจะกลับบ้านในช่วงเวลาเลิกงาน ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เปรียบดังการแข่งขัน แย่งกันขึ้น แย่งกันใช้ แย่งกันกลับ ใครกลับถึงบ้านก่อนรถติดคนนั้นชนะ ในขณะที่คนแพ้นั่งเบื่อฟังวิทยุอยู่ในรถที่ติดเกือบครึ่งชั่วโมง

 

          นายอนไม่เคยประสบปัญหาแบบนั้น ชีวิตของเธอเมื่อทำงานเสร็จแล้วไม่เคยเถลไถลมาตลอด 17 ปีตั้งแต่มีลูกสาว เธอใช้ชีวิตอยู่แค่กับบ้านและกับลูกสาวเท่านั้น แม้จะแอบเสียดายชีวิตวัยรุ่นที่ไม่ได้ไปสังสรรค์กับเพื่อนๆก็ตาม แต่เธอก็เข้าใจและยอมรับว่าเธอมีเรื่องที่ต้องรับผิดชอบมากกว่าแค่ไปเที่ยวแล้วเมาไปวันๆ

 

          เพราะฉะนั้น เวลาที่เข้าใกล้ ความเร่งด่วน แบบนี้ เธอควรจะกลับบ้านไปนอน ทำอาหารรอลูกสาวกลับมาได้แล้ว แต่ทว่าเธอกลับก้าวขาเรียวสวยที่ไม่เหมือนขาของคุณแม่ลูกหนึ่ง ไปยังตึกคุ้นตาที่เธอมักจะพาลูกสาวของเธอมาหาเพื่อนของเจ้าตัวบ่อยๆช่วงสมัยทั้งคู่ยังอยู่ชั้นประถมศึกษา เธอมองตึกหรูดีไซน์เฉียบและป้าย สำนักงาน B&E’ ที่ทางเข้าตึกด้วยหัวใจที่เต้นรัว

 

          เธอรับรู้จากจองยอนมาว่า วันนี้เจ้าตัวไปฝึกงานกับแม่ของเจ้าตัวที่บริษัท ซึ่งเธอก็คิดว่าดีเหมือนกันที่จองยอนจะได้เรียนรู้การทำงานตั้งแต่เด็กๆ แต่ก็แอบเศร้านิดๆที่เจ้าตัวอาจจะไม่ได้ใช้ชีวิตวัยเด็กหรือวัยรุ่นได้อย่างเต็มที่ แต่นั่นมันก็เป็นเรื่องของครอบครัวคุณเจสสิก้า เธอไม่อาจแสดงความคิดเห็นใดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้

 

          อย่างไรก็ตามเธอก็คิดว่า คุณเจสสิก้าคงไม่ได้เลี้ยงจองยอนแบบไม่สนใจความรู้สึกของลูกสาวแน่นอน ดูจากจองยอนแล้ว เจ้าตัวไม่ได้แสดงท่าทีที่บอกว่าอึดอัดเลยกับการร่วมทำงานกับแม่ตัวเอง

 

          นายอนเดินผ่านประตูกระจกอัตโนมัติเข้าไปยังภายในอาคารทันทีที่เดินถึงตัวตึก ใช้เวลาไม่นานจากคอนโดของลูกค้ามายังตึกแห่งนี้ สิ่งแรกที่ทำให้เธอมาที่นี่เพราะคิดว่าอยากจะเซอร์ไพรซ์เด็กสาวสักหน่อย และอีกหนึ่งเหตุผลก็คือ เธอทนคิดถึงจองยอนไม่ไหว

 

          “คุณนายอนสวัสดีครับ ไม่เจอกันตั้งนานเลยนะครับ หนูโมโมะไม่มาด้วยเหรอครับ?”

 

          คิม ซอกจิน ชายหนุ่มพนักงานรีเซบชั่นวัยไล่เลี่ยกันแต่แก่กว่าเธอ ที่เธอเห็นมาตั้งแต่โมโมะตัวเล็กๆจนตอนนี้โตเป็นสาวเอ่ยทักทายกับเธอ นายอนระบายยิ้มกลับอย่างมีมารยาท

 

          “สวัสดีค่ะคุณซอกจิน วันนี้โมโมะไม่มาด้วยค่ะ แกไปเต้นเตรียมคัดตัวที่โรงเรียนเต้นน่ะค่ะ” เธอบอก อันที่จริงเธอก็อยากจะไปให้กำลังใจลูกสาวอยู่เหมือนกัน แต่โมโมะห้ามเธอไว้เพียงเพราะไม่อยากให้เธอลำบากเพราะมันดึก ซอกจินพยักหน้ารับเบาๆ “จองยอนอยู่ที่นี่ใช่มั้ยคะ?”

 

          “อ๋อครับ คุณจองยอนอยู่กับคุณเจสสิก้าและคุณซึงยอนที่ห้องครับ ผมคิดว่าอีกสักพักเด็กๆน่าจะเลิกงานกันแล้วล่ะครับ ให้ผมบอกให้มั้ยครับว่าคุณนายอนมาหา?” ชายหนุ่มถาม เธอส่ายหัว

 

          “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันรอที่ล็อบบี้ได้ อีกอย่างฉันมีธุระแค่กับจองยอนน่ะค่ะ” เธอบอก คำพูดของเธอไม่เป็นพิรุธเลยสำหรับชายหนุ่ม อาจจะเพราะเห็นกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรว่าเธอสนิทกับบ้านนี้มากแค่ไหน ไม่แปลกที่แม่ของเพื่อนสนิทลูกสาวเจ้านายจะไปมาหาสู่จนแทบจะเป็นญาติกันแบบนี้

 

          “ครับ ตามสบายเลยนะครับ” ชายหนุ่มบอก เธอพยักหน้ารับก่อนเดินไปนั่งยังโซฟาด้านข้างสำหรับแขกช้าๆ ชุดโอเว่อร์โค๊ทรัดเอวทำให้เธอต้องรวบปลายโค๊ทที่บานเหมือนกระโปรงก่อนนั่งลงช้าๆ มือบางขยับเสื้อโค๊ทที่คลุมชุดด้านในให้กระชับนิดหน่อย อากาศหนาวด้านนอกยังคงทำให้เธอขนลุกแม้จะเข้ามาอยู่ในตัวอาคารแล้วก็ตาม

 

          แก้วน้ำส้มถูกนำมาเสิร์ฟลงบนโต๊ะกระจกหน้าเธอโดยพนักงานผู้หญิงอีกคน เธอหันไปยกยิ้มขอบคุณหนึ่งครั้งก่อนรับมาจิบเล็กน้อย มือบางวางแก้วน้ำส้มที่พร่องลงไปนิดหน่อยตามเดิม ก่อนมองดูหน้าปัดนาฬิกาข้อมือที่บอกว่าตอนนี้เป็นเวลากว่าเกือบห้าโมงแล้ว

 

          จองยอนในชุดเสื้อวอร์มสีน้ำเงินสวมทับด้วยเสื้อกันหนาวลองแพดที่ช่วงนี้วัยรุ่นฮิตใส่กันซะเหลือเกิน ด้านหลังสะพายกระเป๋าเป้ รองเท้าผ้าใบสีขาวยี่ห้อดัง การแต่งตัวดูไม่เหมือนลูกเจ้าของบริษัทที่มาฝึกงานเท่าไหร่ ออกจะเหมือนเด็กข้างบ้านที่เดินเข้าบ้านผิดมากกว่า เด็กสาวยกมือปิดปากหาวหวอดรอลิฟต์อยู่ที่ชั้นบนสุดของตึก

 

          วันนี้ทั้งวันเขาถูกใช้ทำงานโดยแม่ของเขา ผ่านการอ้างว่าฝึกงานของเจ้าตัว อันที่จริงแล้วแม่ของเขาแค่ต้องการลูกมือไปช่วยงานที่ล้นโต๊ะลงมาถึงพื้นด้านล่างซะมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นแม่ก็ไม่ได้ใช้งานเขาซะทีเดียว แม่คอยสอนเรื่องการใช้ชีวิตและอื่นๆอีกมากมายที่เจ้าตัวไม่ค่อยอยู่บ้านสอนเขาเพราะเอาแต่ทำงานอยู่ที่นี่

 

          จุดประสงค์ของแม่ก็คืออยากมีเวลากับลูกๆทั้งสองบ้างแค่นั้น

 

          “จองยอนลูก น้ายูริกำลังจะมานะ ไม่ไปกินข้าวด้วยกันจริงๆเหรอ?” อยู่ๆบานประตูห้องประธานบริษัทก็เปิดพรวดออกมาพร้อมกับใบหน้าสวยของผู้หญิงวัย 36 ปีอย่างแม่ของเขา เขาส่ายหัวหงึกหงักยืนยันคำเดิม

 

          ก่อนหน้านี้แม่ของเขาชวนไปกินข้าวเย็นด้วยกันที่ร้านอาหารจีนที่อยู่ห่างออกไปสามช่วงตึก น้ายูริคือแฟนใหม่ของแม่ หล่อนเป็นผู้หญิงเหมือนกัน แต่สถานะทางสังคมของแม่และน้ายูรินั้นคือพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ ไม่มีใครรู้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคน ยกเว้นคนใกล้ชิดอย่างคนในครอบครัวซึ่งก็คือเขา พี่ซึงยอนและน้ามินะ

 

          “ฉันอยากกลับบ้านไปนอนมากกว่าอ่าแม่ ฝากทานเผื่อด้วยนะคะ”

 

          “แหม่เจ้าลูกคนนี้ ห่วงนอนมากกว่าห่วงกินได้ยังไง จะเอาอะไรมั้ยล่ะแม่จะสั่งกลับไปให้”

 

          “เอาเป็นปิ้งย่างหม่าล่าแล้วกันค่ะ”

 

          “อ่ะได้ เจอกันที่บ้านแล้วกันจ่ะ”

 

          จองยอนพยักหน้ารับพร้อมกับยกยิ้มให้กับแม่ของเขา แม่ส่งยิ้มตอบกลับมาก่อนผลุบหัวหายเข้าไปในห้องอีกรอบ ติ๊ง!! เสียงของลิฟต์ดังขึ้น บอกให้เขารู้ว่าตอนนี้ลิฟต์ได้มาถึงแล้ว สองขายาวรีบก้าวเข้าไปในตัวลิฟต์ทันทีที่บานประตูลิฟต์แยกออกจากกัน เขาเอื้อมมือไปกดที่ชั้น G ก่อนยืนนิ่งรอให้ลิฟต์ส่งเขาถึงที่หมายอย่างปลอดภัย

 

          เพียงชั่วอึดใจ บานประตูลิฟต์เปิดออกอีกครั้งเมื่อถึงชั้นที่เขาต้องการ จองยอนก้าวขาออกจากตัวลิฟต์เดินตรงไปยังบานประตูเลื่อนที่เชื่อมระหว่างสำนักงานและล็อบบี้โดยมีกำแพงกระจกกั้นอยู่ พลันที่สายตาของเขาเหลือบไปเห็นร่างคุ้นตากำลังก้มมองนาฬิกาผ่านบานประจกใสบานใหญ่ที่กั้นอยู่ หัวใจของเขาก็เต้นแรง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจกับการปรากฏตัวของคุณนายอนที่นี่

 

          “คุณนายอนคะ?” เขาเอ่ยขึ้นทันทีที่เขาเดินผ่านบานประตูกระจกอัตโนมัติมายืนอยู่ข้างหญิงสาว เจ้าของชื่อดูจะตกใจไม่น้อยกับการปรากฏตัวอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวของเขา หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมามองเขาด้วยท่าทีตื่นๆ

 

          “เอ้า...มาตอนไหนเนี่ย?”

 

          “เมื่อกี้น่ะค่ะ...คุณนายอนมีธุระอะไรกับ B&E หรือเปล่าคะ?” เด็กสาวตัวสูงเอ่ยถามคนแก่กว่าด้วยความสงสัยและดีใจอยู่ในอก แต่ก็ได้แต่เก็บกลั้นอาการดีใจอย่างมากมายไว้กับตัวเอง ไม่แสดงมันออกไปให้ใครต่อใครสังเกตเห็นและมองพวกเขาทั้งสองคนแปลกๆ

 

          “เปล่าน่ะ” นายอนบอก มองตามเด็กสาวที่เดินมานั่งข้างกันด้วยความตื่นเต้นและประหม่าแปลกๆ ริมฝีปากแดงอิ่มเม้มเข้าหากันอย่างคิดหาคำอ้างอะไรไม่ออก จะให้บอกว่าคิดถึงก็ประเจิดประเจ้อเกินไปหน่อย พวกเธอไม่ได้อยู่กันสองคนบนโลกใบนี้ ยังมีอีกหลายสายตาที่จับจ้องเราอยู่ “เห็นเธอบอกว่าวันนี้มาฝึกงานกับแม่ ฉันที่ทำงานแถวนี้เพิ่งเสร็จเลยแวะมาหา ว่าจะมาชวนเธอไปหาอะไรทานซักหน่อย”

 

          จองยอนพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

 

          “หิวเหรอคะ? แถวนี้มีร้านอร่อยนะคะอยากไปทานมั้ยเดี๋ยวฉันพาไป”

 

          “ไปซุปเปอร์มาเก็ตแล้วซื้อไปทำที่บ้านกันดีกว่าค่ะ..” นายอนบอกก่อนจะลุกขึ้นยืนเพื่อเตรียมตัว เด็กสาวเงยหน้ามองคนแก่กว่าที่ยืนอยู่อย่างไม่หยุดสงสัยและคิดว่าอีกคนคงมีอะไรพูดต่อ เขาค่อยๆลุกขึ้นยืนตามราวกับโดนมนต์สะกด สายตาของเขายังไม่ละออกจากใบหน้าสวยของสาววัย 33 ปีตรงหน้า ใบหน้าที่ทำให้เขาตกหลุมรักตั้งแต่เด็กยันตอนนี้ “...ไปมั้ยคะ?”

 

          “ไปค่ะ...” เด็กสาวไม่เคยให้คุณนายอนรอนานเลยจริงๆ

 

          ราวกับมีไทม์แมชชีน หลังจากที่จองยอนตอบตกลง ทั้งเธอและเขาก็ไม่ยอมปล่อยให้เวลาเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์ เราสองคนต่างรู้ดีกว่า เราไม่ได้มีเวลามากนัก เพราะเราทั้งคู่ต่างก็มีหน้าที่ที่ต้องทำ เขาต้องเรียน เธอต้องทำงาน ทำให้สิบห้านาทีต่อมาเขาและคุณนายอนก็มาเดินเข็นรถเข็นซุปเปอร์มาเก็ตดูเนื้อวัวชั้นดีกันแล้ว

 

          “ต้องบอกว่าโชคดีมากๆที่วันนี้รถแทบไม่ติดเลย” คำพูดของเด็กสาวตัวสูงที่เข็นรถเข็นข้างในมีเนย กระเทียม และวัตถุดิบในการทำสเต็กเนื้อวัวชั้นดีอยู่ดังขึ้น นายอนที่เดินอยู่ข้างกันหันไปมองก่อนระบายยิ้มขำ

 

          “อาจจะเป็นเพราะว่าวันนี้วันเสาร์ บางบริษัทเขาหยุดวันเสาร์เลยทำให้คนใช้รถไม่ค่อยเยอะมากกว่านะ”

 

          “และก็ต้องขอบคุณคนขับรถแท็กซี่ที่ขับรถได้ไวสุดๆด้วยล่ะค่ะ” สิ้นคำพูดของจองยอน นายอนที่ยืนดูเนื้ออยู่หลุดหัวเราะขำพรืดออกมาทันที มือบางเอื้อมไปหยิบแพ็คเนื้ออย่างดีมาใส่รถเข็นทั้งสามแพ็ค เธอต้องการที่จะเก็บไว้เผื่อย่างให้ลูกสาวที่อาจจะกลับมาบ้านเหนื่อยๆ ได้กิน “ช่วงนี้คุณนายอนชอบทานสเต็กเหรอคะ?”

 

          คำถามของจองยอนเรียกความสนใจของนายอนให้หันไปมองช้าๆ นิ้วชี้แตะคางทำท่าครุ่นคิดก่อนตอบไป

 

          “ก็ไม่เชิงหรอก ก็ครั้งก่อนทานกันแต่สเต็กปลา สเต็กไก่ เนื้ออบ ฉันก็อยากจะทานสเต็กที่เป็นสเต็กเนื้อจริงๆด้วยนี่นา หรือเธออยากทานอย่างอื่นด้วยหืม?” นายอนหยุดเดินแล้วหันทั้งตัวไปเผชิญหน้ากับจองยอนอย่างอยากรู้ เด็กสาวมองคนที่เกือบสูงเท่าเขาด้วยรองเท้าบู๊ทส้นสูงก่อนยกยิ้มขำ

 

          “เปล่าค่ะๆ ฉันถามเพราะเห็นช่วงนี้คุณทำสเต็กบ่อยเท่านั้นเอง”

 

          “เอาไว้วันหลังฉันจะลองทำไก่ทอดแบบที่เธอชอบให้เธอก็แล้วกันนะ”

 

          “รู้ได้ไงคะว่าฉันชอบทานไก่ทอด?” จองยอนขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย

 

          “จะไม่รู้ได้ยังไงล่ะ ก็ตอนเด็กๆฉันพาเธอกับโมโมะไปทานไก่ทอดบ่อยๆช่วงที่คุณเจสสิก้างานยุ่งๆไง เธอกินใหญ่เลยนะ” นายอนบอก นึกย้อนไปสมัยจองยอนและโมโมะตัวน้อยๆ กำลังแข่งกันกินไก่ทอดท่ามกลางสายตาเอ็นดูของเธอที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ นายอนหลุดหัวเราะขำออกมาเบาๆเมื่อนึกถึงภาพจองยอนและโมโมะปากเลอะไปด้วยซอสและเศษแป้งจากไก่เต็มไปหมด

 

          “ย้อนอดีตอีกแล้วนะคะ กลัวฉันจำไม่ได้เหรอคะว่าคุณแก่”

 

          “ยูจองยอน เดี๋ยวนี้ชักจะเหิมเกริมแล้วนะ”

 

          “ขอโทษค่า แต่คุณก็เป็นคนแก่ที่ไม่เหมือนคนแก่จริงๆนะคะ” จองยอนพูดต่อขณะกำลังเข็นรถไปทางยังล็อคผักสด นายอนที่กำลังมองหาแอสพารากัสเงยหน้าขึ้นมามองเด็กสาวใบหน้าแดงเรื่ออย่างเขินอาย แต่เธอก็ยังทำทีขึงขังเป็นผู้ใหญ่กลบความเขินของตัวเอง

 

          “ฉันจะคิดว่ามันเป็นคำชมแล้วกันจ่ะ” เธอบอกพร้อมกับก้มลงไปหยิบเอาแอสพารากัสของโปรดลูกสาวขึ้นมาใส่รถเข็น

 

          “ฉันชมจริงๆนะคะ คือเอาจริงๆหน้าคุณนายอนเหมือนคนอายุยี่สิบกลางๆเอง” เขาพูดขึ้น เท้าแขนลงกับราวจับของรถเข็นมองดูหญิงสาวกำลังเลือกมันฝรั่งอยู่อย่างพินิจ เขาไม่ได้พูดเกินจริงแต่อย่างใด ไม่ว่าจะตอนไหน ในสายตาของเขาคุณนายอนก็มีใบหน้าที่อ่อนกว่าวัยเสมอ

 

          นายอนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง(ที่รวมกับรองเท้าส้นสูงแล้ว) เธอมองเด็กสาวที่ค้อมตัวเท้าแขนมองเธอด้วยรอยยิ้มอยู่ด้วยความรู้สึกเขินอายและทีนี้เธอปิดมันไม่มิด เสียงหลุดหัวเราะขำจากจองยอนที่จับสังเกตเธอได้ทำให้เธอต้องเอื้อมมือไปตีแขนอีกคนอย่างไม่จริงจังนัก เสียงหัวเราะขำและเสียงโอดโอยที่ร้องออกมาโดยที่ไม่ได้เจ็บปวดจริงๆดังออกมาจากปากของจองยอนเป็นระยะๆ แม้ว่าพื้นที่ตรงนั้นจะไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ แต่เขาก็ยั้งระดับความดังของเสียงไม่ให้ไปรบกวนคนอื่นที่อยู่ไกลออกไป ต้องรำคาญ

 

          จองยอนที่ไม่ยอมให้คุณนายอนแกล้งเขาอยู่ฝ่ายเดียวใช้แขนรวบเข้าที่เอวบางของหญิงสาวเข้าหา เจ้าตัวมีท่าทีตกใจและตื่นตัวขึ้นมาเล็กน้อย แรงขัดขืนเล็กๆทำให้เขาพอจะรู้อยู่ว่าตอนนี้คุณนายอนกำลังกังวลว่าใครจะมาเห็น เจ้าตัวหันหน้ามามองเขาตาโต ดวงตาฉายแววว่า ไม่ได้นะ นี่ข้างนอก ส่งมาให้เขาเต็มที่

 

          อันที่จริงแล้วเขาอยากจะแกล้งหอมแก้มหญิงสาวตรงหน้าเอาคืนสักหน่อย ใบหน้าของเขาที่ขยับเข้าไปใกล้จนจมูกเกือบจะชนแก้มเจ้าตัวอยู่แล้ว แต่ก็ต้องรีบผละออกจากกันไปยืนไม่รู้ไม่ชี้ตามเดิม เมื่อมีคู่รักชายหญิงวัยรุ่นกำลังเดินเข็นรถมาช็อปปิ้งจากล็อคด้านหลังพวกเขา

 

          แล้วเดินผ่านไป

 

          โดยไม่ทันสังเกตคู่ของเขาที่ยืนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก มองหน้ากันที มองผักกันที

 

          มีพิรุธสุดๆ....

 

          ฟู่วววว...ลมหายใจโล่งอกถูกผ่อนออกมาจากหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกัน จองยอนมองหญิงสาวที่กำลังยกมือทาบอกถอนหายใจด้วยความโล่งอกแล้วยิ้มขำ เจ้าตัวยกมือขึ้นมาตีเขาอีกครั้งที่ครั้งนี้ เขาเป็นคนที่เกือบทำให้เจ้าตัวเกือบหัวใจวายตาย

 

          “ไปๆ เดินไปได้แล้ว กลับบ้านกัน”

 

          หลังจากที่จัดการซื้อวัตถุดิบจากซุปเปอร์มาเก็ตจนครบทุกอย่างแล้ว ทั้งสองคนก็ใช้เวลาในการเดินทางจากซุปเปอร์มาเก็ตมายังบ้านของนายอนเพียงแค่ยี่สิบนาทีเท่านั้น จองยอนอึ้งเล็กน้อยกับภาพโน๊ตบุ๊คและกองเอกสารที่วางเกลื่อนโต๊ะกินข้าวของบ้านเจ้าตัว เขาอาสาที่จะเก็บของให้ แต่คุณนายอนเสนอทางเลือกที่ดีกว่านั้นคือ ไปทานกันที่บาร์ไวน์ที่กั้นระหว่างห้องครัวและห้องนั่งเล่นแทน

 

          ซึ่งเขาก็ว่าดีเหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่วายมือซนเก็บของบนโต๊ะให้คุณนายอนอยู่ดี

 

          กลิ่นหอมหวานจากไขมันของเนื้อยามถูกความร้อนจากกระทะย่างไฟฟ้า ลอยเตะจมูกจองยอนที่กำลังนั่งรออยู่ให้ต้องกลืนน้ำลายดังเอื๊อก นายอนใช้เวลาเพียงไม่นานจริงๆในการย่างมัน สเต็กเนื้อพร้อมเครื่องเคียงทั้งสองจานก็ถูกเสิร์ฟลงบนจานอย่างสวยงาม มือบางของหญิงสาวช้อนชานกระเบื้องทั้งสองถาดขึ้นมาอยู่บนมือก่อนหันหลังเตรียมไปวางบนบาร์

 

          “โห...ต้องจุดเทียนเลยเหรอ?” นายอนเอ่ยถามหลังจากที่หันไปเห็นเทียนหนึ่งเล่มที่สว่างไสวอยู่บนโต๊ะในขณะที่ห้องนั่งเล่นของเธอมืดสนิทจากแสดงพระอาทิตย์ที่ใกล้หมดวัน จองยอนหัวเราะ

 

          “คือมันอดไม่ได้น่ะค่ะ มันเหมือนฉันได้ดินเนอร์เดทกับคุณนายอน ฉันก็เลยแอบไปหาเทียนมาจุดซักหน่อย มองดูหิมะตกด้านนอกแล้วโรแมนติกน่ะค่ะ คุณไม่ชอบเหรอคะ?” เด็กสาวเอ่ยถามกลัวอีกคนไม่ชอบ นายอนส่ายหัวก่อนตอบกลับไป

 

          “เปล่าจ่ะ”

 

          นายอนวางจานสเต็กลงบนโต๊ะบาร์ข้างกันโดยมีเทียนเล่มใหญ่คั่นกลางจานของเธอและจองยอนไว้ เธอนั่งลงยังเก้าอี้ข้างกันกับเด็กสาวที่จัดโต๊ะทุกอย่างเหมือนกับดินเนอร์โรงแรมหรู บางทีเธอก็สงสัยว่าของบนโต๊ะนี้ที่บ้านเธอมีตั้งแต่เมื่อไหร่ จองยอนเริ่มจัดการกับสเต็กตรงหน้าแล้วในขณะที่เธอยังคงเอาแต่คิดเรื่องอุปกรณ์บนโต๊ะ เธอเหลือบมองเด็กสาวที่กำลังเคี้ยวชิ้นเนื้อหวานฉ่ำแล้วระบายยิ้มพอใจออกมา ใบหน้าของอีกคนบ่งบอกว่ามันอร่อยมาก เธอไม่ได้จะยอตัวเอง

 

          “อร่อยมากๆเลยค่ะ เวลาเคี้ยวเนี่ย ไขมันของเนื้อมันแผ่ซ่านไปทั่วปากเลย”

 

          “จริงเหรอจ๊ะ...ไหนฉันลองบ้าง” เธอพูดขึ้น อยากลองพิสูจน์ชิ้นเนื้อสเต็กในจานว่าจะเป็นอย่างที่จองยอนว่ามั้ย มือบางค่อยๆหยิบมีดและส้อมขึ้นมาหั่นชิ้นเนื้อแล้วส่งเข้าปากเคี้ยวบ้างทันที

 

          “อร่อยจริงๆด้วย”

 

          “คุณนายอนจำเรื่องที่ฉันมาทานสเต็กบ้านคุณเมื่อครั้งก่อนๆนู้นได้ไหมคะ?”

 

          “ครั้งไหนหื๊ม?”

 

          “ตอนที่เราสองคนยังไม่ได้...คบกันแบบนี้” คำพูดสุดท้ายของจองยอนดูเก้อเขินแปลกๆ เธอหลุดขำกับท่าทีเขินอายของเด็กสาว ก่อนพยายามนึกถึงมื้อที่ทานสเต็กด้วยกันก่อนที่เธอและเขาจะตกลงดูใจกัน อืมม...เยอะนะน่ะ...จองยอนมาทานอาหารบ้านเธอออกจะบ่อย และเหมือนจองยอนจะรู้ว่าเธอคิดไม่ออก เจ้าตัวพูดต่อ “ตอนที่ฉันลงมาจะหาน้ำดื่มแต่เจอคุณกำลังแอบดื่มไวน์อยู่คนเดียวน่ะค่ะ”

 

          “อ๋อออออ” ภาพเมื่อวันที่จองยอนพูดถึงลอยเข้ามาในหัวทันทีที่เจ้าตัวพูดจบ เธอจำได้ว่าวันนั้นเธอทนอยากความนุ่มละมุนของไวน์ไม่ไหวจนต้องแอบลงมาดื่มเงียบๆคนเดียวหลังจากจบมื้อเย็นวันนั้น และจองยอนก็มาพบเข้าโดยบังเอิญ “ทำไมเหรอคะ?”

 

          “คุณนายอนเคยบอกว่าจะชวนฉันดื่มไวน์ ฉันว่าวันนี้เป็นโอกาสดีนะคะที่จะได้ดื่มไวน์ด้วยกัน”

 

          “เธอกำลังจะบอกว่า ให้ฉันเอาไวน์ออกมาดื่มกับเธอน่ะเหรอ?”

 

          จองยอนพยักหน้า นายอนเม้มริมฝีปากครุ่นคิดถึงเรื่องความเหมาะสมของวัยกับแอลกอฮอล์ จองยอนเพิ่งจะอายุ17ปี การที่เธออนุญาตให้จองยอนดื่มได้นั้น มันจะมีผลต่อการตัดสินใจขอลองทำอย่างอื่นของจองยอนอีกหรือเปล่า เธอเก็บมันมาคิดมากไปหมด

 

          “แอลกอฮอล์มันไม่ดีนะรู้มั้ย มันจะทำให้เธอเมา อาจขาดสติยั้งคิด และ-”

 

          “ฉันเข้าใจแล้วค่ะ แต่วันนี้ฉันอยากจะดื่มกับแฟนของฉันจริงๆนะคะ” คำพูดของจองยอนทำให้เธอต้องขมวดคิ้วนิ่วหน้าคิดหนัก จะว่าไปตอนนั้นจองยอนก็เคยเล่าให้ฟังแล้วว่าแม่ของเจ้าตัวเคยชวนดื่มไวน์ด้วยกันอยู่บ่อยๆ ถ้าอย่างนั้นก็คงจะไม่เป็นอะไร เมื่อคิดได้อย่างนั้นแล้ว นายอนจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ

 

          “ก็ได้ แต่ฉันให้ลิมิตเธอแค่สองแก้วเท่านั้นนะ”

 

          “โห...ยังไม่รู้รสชาติเลยนะคะนั่น”

 

          “สองแก้วก็คือสองแก้วจ่ะ” เธอประกาศคำประกาศิตก่อนจะลุกเดินไปยับตู้เก็บไวน์ข้างตู้เย็นแล้วหยิบไวน์อย่างดีออกมาหนึ่งขวด แก้วสองใบพร้อมกับจุกเปิดไวน์ หญิงสาวเดินไปหยุดอยู่ที่บาร์อีกครั้ง มือที่ถือแก้วไวน์วางลงบนโต๊ะที่มีจองยอนนั่งอยู่ เธอค่อยๆเปิดจุกไวน์แล้วรินของเหลวสีแดงเข้มใส่แก้วทั้งสองช้าๆ

 

          จองยอนเหลือบมองดูหญิงสาวตรงหน้าที่เปลี่ยนชุดมาเป็นชุดสบายๆอย่างเสื้อยืดตัวหลวมและกางเกงขายาว ได้ซักพักแล้วช้าๆ โชคดีที่ฮีทเตอร์ที่บ้านคุณนายอนปรับอุณหภูมิติดลบให้อุ่นราวกำลังอาบแดงแดดยามเช้าอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องขอบคุณนวัตกรรมสมัยนี้ที่ทำให้ผู้คนสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

 

          แม้ว่าชุดเจ้าตัวจะหลวมโครกปกปิดสัดส่วนที่แท้จริงของตัวเองเอาไว้ แต่เขาก็สังเกตได้ถึงความสมส่วนของทรวดทรงองเอวผ่านเสื้อที่ลู่ไปตามตัวผ่านการเคลื่อนไหว เขาไม่ได้อยากจะทะลึ่งแต่มันอดไม่ได้ที่จะอยากชื่นชมหุ่นของแฟนสาววัย 33 ปีแบบเงียบๆอยู่คนเดียว

 

          “ขอบคุณค่ะ”

 

          แก้วไวน์ที่บรรจุเครื่องดื่มรสชาติอันโอชะที่ผู้ใหญ่พูดนักพูดหนาปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา คุณนายอนกระโดดขึ้นมานั่งยังเก้าอี้ข้างกันก่อนจะยกแก้วไวน์ขึ้นมาแล้วเหลือบมองเขาอีกครั้ง เขาคว้าแก้วไวน์ของตัวเองมาถือไว้เมื่อเห็นว่าหญิงสาวขยับแก้วไวน์มาตรงหน้าเพื่อขอชนแก้วกับเขา

 

          “เพื่ออะไรดีคะ?”

 

          “เพื่อ...โมโมะที่กำลังไปคัดเลือกตัว ให้เจ้าตัวได้ไปตามฝันของตัวเองแล้วกันจ่ะ...ดีมั้ย?” เธอนึกถึงลูกสาวที่ไปคัดตัวกับโรงเรียนสอนเต้นในวันนี้ขึ้นมาก่อนเอ่ยถามจองยอนว่าเห็นด้วยไหม จองยอนพยักหน้าเห็นด้วยกับเธอ

 

          “ดีค่ะ”

 

          เสียงแก๊งเบาๆจากแก้วสองใบที่ชนกันดังขึ้น เขาและเธอจิบไวน์กันคนละอึกก่อนที่หญิงสาวจะผละริมฝีปากจากไวน์รสชาตินุ่มลิ้นขณะอยู่ในปาก มันเข้ากันได้ดีกับมันเนื้อของเสต็ก อร่อยจนเธอรู้สึกผิดถ้าเธอไม่หยิบไวน์ออกมาดื่มคู่กัน ในขณะที่จองยอนยังคงทำหน้าเหยเกจากความขมปร่าไปทั่วลิ้นของแอลกอฮอล์ ปฏิกิริยาของจองยอนยังคงทำให้นายอนตลกอยู่เสมอ

 

          “อย่างเธอแค่แก้วเดียวก็พอแล้วมั้งเนี่ยหืม?”

 

          “โห...ดูถูกกันมากๆเลยค่ะ” จองยอนพูดอย่างไม่จริงจังนัก “ว่าแต่ตอนนี้โมโมะจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้นะคะ เห็นคาทกมาบอกฉันว่าจะไปซ้อมเต้นกับน้ามินะตั้งแต่เช้าแล้ว”

 

          “นั่นน่ะสิ...ก็ได้แต่หวังว่าโมโมะจะไม่ผิดหวังจากการคัดตัวแล้วกันเนอะ” เธอบอกก่อนจะเริ่มจัดการกับสเต็กในจานต่อพร้อมๆกับเด็กสาวข้างกัน

 

          สเต็กในจานเริ่มหร่อยหรอลงไปทุกทีพร้อมกับเครื่องดื่มรสเลิศ แม้ว่าเด็กอายุ17อย่างเขาจะไม่ชินกับการดื่มแอลกอฮอล์และทานอาหารไปด้วย แต่ก็ต้องยอมรับจริงๆว่าไวน์ของคุณนายอนและสเต็กนั้น มันช่างเข้ากั๊น เข้ากันจนเขาลืมนึกถึงอายุตัวเองไปเลย จองยอนยกแก้วไวน์ที่เหลือไวน์เพียงน้อยนิดในแก้วที่สองจากลิมิตที่คุณนายอนกำหนดไว้ให้จรดริมฝีปากก่อนยกขึ้นรวดเดียวหมด หลังจากที่สเต็กชิ้นสุดท้ายถูกส่งลงท้องไปแล้ว เป็นการสิ้นสุดอาหารมื้อค่ำกับคุณนายอนไป

 

          “อร่อยจังเลยเนอะ” เสียงหวานใสดังขึ้นข้างกันขณะที่เจ้าตัวกำลังรินไวน์ลงแก้วของตัวเองอีกครั้ง จองยอนเท้าแก้มกับบาร์เมื่อรู้สึกหนักหัวแปลกๆจนเหนื่อยที่จะตั้งคอต่อ สายตาพินิจมองใบหน้าขาวไร้ริ้วรอยแห่งวัยที่กำลังแดงเรื่อจากฤทธิ์ไวน์ด้วยรอยยิ้มเคลิ้ม เขาก็กำลังเมาจากไวน์ด้วยเช่นกัน แต่สิ่งหนึ่งไม่เปลี่ยนไปแม้ว่าเขาจะเมาหรือว่าไม่เมา คุณนายอนก็ยังสวยที่สุดอยู่ดี

 

          “สวยมากเลยค่ะ”

 

          “หื้ม?” นายอนละสายตาจากแก้วไวน์ขึ้นมามองเด็กสาวขณะปิดจุกขวดไวน์ไปด้วย

 

          “คุณน่ะค่ะ...ทำไมวันนี้คุณสวยจัง

 

          คำกล่าวที่ว่า คนเมามักจะพูดความจริงออกมาเสมอ ทำให้เธอต้องเบิกตากว้างแปลกใจกับคำพูดของคนตรงหน้า นายอนมองจองยอนปราดเดียวก็รู้แล้วว่าตอนนี้เด็กสาวกำลังเมาไวน์เพียงแค่สองแก้วอยู่ เธอไม่อยากจะเชื่อเท่าไหร่ว่าในสายตาของจองยอนจะมองว่าเธอสวยมาตลอด จนมาวันนี้ที่จองอยอนพูดออกมา

 

          “ฉันไม่แปลกใจเลยค่ะว่าทำไมฉันถึงได้ตกหลุมรักคุณตั้งแต่เด็กๆ” เด็กสาวยังคงเพ้อ “ฉันพูดจริงๆนะคะ ตอนเด็กๆที่คุณจับมือฉันข้ามถนน ฉันใจเต้นมากๆเลยค่ะ หัวใจเหมือนจะหลุดออกมาเต้นข้างนอกเลย และฉันก็ไม่เคยคิดด้วยว่าฉันจะมีวันที่ได้อยู่ข้างคุณแบบนี้ ได้ทำอะไรร่วมกัน ได้จูบคุณ...”

 

          จองยอนพูดออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉยมากๆในขณะที่เธอนั้นร้อนไปทั่วใบหน้าและคอจนต้องหยิบไวน์ขึ้นมาจิบขณะมองเด็กสาวที่กำลังมองเธออยู่ เธอรู้ว่าตอนนี้จองยอนกำลังเมาพอสมควรเลย จองยอนที่นั่งเท้าแก้มอยู่หัวเราะขำออกมาทันที

 

          “เธอเมาแล้วนะ จองยอนนอา~”

 

          “อาจจะใช่ค่ะ...ฉันยังพูดไม่จบนะคะ...คุณรู้อะไรไหม...ริมฝีปากคุณนุ่มมากเลยตอนเราจูบกัน...ตอนเด็กๆฉันเคยสงสัยว่าทำไมปากคุณนายอนดูนุ่มนิ่ม แถมแดงจนฉันอยากจะจุ๊บคุณขนาดนี้...ตอนนี้ฉันหายสงสัยแล้วล่ะค่ะ”

 

          นายอนกำลังรู้สึกเหมือนโดนสารภาพรัก เธอมองเด็กสาวที่ยังคงพูดไปยิ้มตาปรือไปอย่างนึกขำ ในใจของเธอเต้นรัวกับคำพูดจากใจของอีกคน เธอไม่ได้ต้องการให้จองยอนเมาและสารภาพออกมาแบบนี้ มันไม่ใช่จุดประสงค์ในการดื่มของเธอ

 

          “ฉันชอบตอนนี้จังเลยค่ะ ชอบตอนที่เราอยู่ด้วยกันแบบนี้...แต่ในขณะที่ฉันมีความสุข...ลึกๆของฉันกลับรู้สึกอึดอัดใจ...” คำพูดของจองยอนทำให้เธอต้องใจหล่นวูบ ความรู้สึกผิดเริ่มแผ่ไปทั่วตัว เธอมองใบหน้าของเด็กสาวที่เปลี่ยนไป “ฉันแสดงออกว่าฉันรักคุณอย่างไรให้ทุกคนรู้ไม่ได้เลย...

 

          นายอนมองเด็กสาวตรงหน้าที่นิ่งเงียบไปแล้วเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ ความอึดอัดใจที่ถูกเก็บเอาไว้ไม่เคยบอกให้เธอรู้ ณ วันนี้เธอรับรู้แล้วจากอีกคน จองยอนพยายามเสมอที่จะไม่ให้เธอรู้ว่าเจ้าตัวนั้นกำลังเผชิญกับปัญหาความรู้สึกตัวเองอย่างไร ในขณะที่เธอนั้นไม่ได้คิดถึงจองยอนเลยว่าเจ้าตัวจะรู้สึกอย่างไร เธอคิดถึงแต่ตัวเองและคนอื่น...เธอช่างแย่จริงๆ

 

          หญิงสาวหันทั้งตัวไปหาจองยอนช้าๆ มือบางเอื้อมไปจับมืออีกคนมากุมไว้ขณะมองเข้าไปในดวงตาอีกคน

 

          “ฉันรู้ว่าเธอรักฉัน...และแน่นอนว่าฉันก็รักเธอ เราไม่จำเป็นจะต้องแสดงให้คนทั้งโลกรู้ความรักของเขา ตราบใดที่เรารู้ว่าเรารักกัน แค่นั้นมันก็พอแล้วจ่ะ”

 

          “อย่างนั้นสินะคะ...ฉันรู้สึกได้ค่ะว่าคุณนายอนก็รักฉัน”

 

          “หื้ม...อย่างนั้นเหรอ?” นายอนผละตัวออกมาขมิบปากยิ้มขำมองเด็กสาวตาปรือตรงหน้า จองยอนหัวเราะ

 

          “หรือไม่จริงคะ?”

 

          ใบหน้าที่แสดงออกถึงความไม่แน่ใจของจองยอนทำให้เธอต้องเงยหน้าหัวเราะขำออกมาด้วยความจี้จุด ระยะห่างที่ใกล้กันอยู่แล้วเริ่มใกล้กันมากขึ้นอีกเมื่อเธอขยับตัวเข้าหาอีกคนที่เท้าแก้วอยู่ใกล้ๆกัน ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันเพียงแค่ลมหายใจอึดเดียว

 

          “ฉันรักเธอจ่ะ...ยูจองยอน”

 

          เหมือนเวลารอบข้างค่อยๆหยุดเดินลงทันทีที่สองสายตาสอดประสานกัน รวมถึงบรรยากาศอุ่นๆในขณะที่ข้างนอกหนาวจัดช่างเป็นใจให้พวกเธอขยับตัวเข้าหากัน แสงไฟจากเทียนที่ไหวไปมาไม่อยู่นิ่ง เหมือนกับหัวใจของพวกเธอที่เต้นไม่หยุด ใบหน้าเอียงเข้าหากันราวกับแรงแม่เหล็กขั้วบวกและขั้วลบ ความรู้สึกต่อมาคือความนุ่มนิ่มที่ริมฝีปากของทั้งสอง สัมผัสจูบที่เขาและเธอกำลังมอบให้กันนั้นทำให้ทั้งคู่เข้าใจกันและกันได้ไม่ยาก

 

          2 ทุ่ม 45 นาที จองยอนใช้เวลาอยู่กับคนที่ตัวเองรักเพียงแค่สามชั่วโมงกว่าๆนับตั้งแต่ที่เจอกัน แต่แค่นี้ก็ถือว่ามากพอแล้วสำหรับวันๆหนึ่ง เพราะหน้าที่ที่ต้องทำของเขาและคุณนายอนทำให้เราสองคนต้องเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น พอเจอกันทีเราก็ใช้เวลาด้วยกันอย่างคุ้มค่า อย่างนี้สินะที่เรียกว่าความรักแบบผู้ใหญ่

 

          จองยอนโบกมือลาหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงประตูรั้วหยอยๆ แม้ว่าคุณนายอนออกปากว่าจะไปส่งเขาที่บ้านให้ แต่เพราะไวน์ที่คุณนายอนดื่มเข้าไปมากกว่าเขานั้น ทำให้เขาต้องเบรกความคิดของหญิงสาวเอาไว้แค่มาส่งหน้าบ้านก็พอ และเขาจะเดินไปขึ้นรถไฟกลับบ้านเอง คุณนายอนอิดออดนิดหน่อยแต่ก็ยอมความดื้อรั้นของเขาในที่สุด

 

          สองขาเรียวยาวภายใต้กางเกงวอร์มคลุมทับด้วยลองแพดก้าวผ่านหิมะหนาหนึ่งนิ้ว ฝากรอยเท้าของรองเท้ายี่ห้อดังเอาไว้ หัวสมองคิดไปถึงเหตุการณ์ที่บ้านของคุณนายอนเมื่อไม่กี่นาทีนี้ เจาระบายยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ก่อนที่เขาจะนึกถึงเพื่อนสนิทอีกคนที่อยู่ร่วมหลังคากับคนรักของเขาอีกคน โมโมะ...ตอนนี้สามทุ่มห้าสิบแล้วด้วย จะเตรียมตัวหรือยังก็ไม่รู้

 

          จองยอดสอดมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกันหนาวหยิบเอาโทรศัพท์ของตัวเองออกมา เขากดเบอร์ที่จำได้ดีบนหน้าจอทัชสกรีนก่อนกดโทรออก รอสายเพียงไม่นานเท่านั้น เจ้าตัวก็รับสายเขาอย่างรวดเร็ว

 

          “เป็นไงบ้างโมโมะ...พร้อมยัง?”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          มินะใช้เวลาทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำจนเสร็จเพียงแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น หลังจากที่เขาก้มมองเวลาแล้วพบว่ามันเป็นเวลาสองทุ่มสี่สิบกว่าๆ เข้าใกล้เวลาคัดตัวของโมโมะเข้าไปทุกทีๆ เหงื่อซึมเต็มฝ่ามือทั้งสองให้เขาต้องล้างมืออยู่หลายรอบ เขารู้สึกเหมือนเขากำลังจะต้องไปคัดตัวเอง

 

          ก๊อกน้ำถูกปิดลงหลังจากที่เขาเพิ่งล้างมือเสร็จ มินะกำลังมองหาผ้ามาเช็ดมือที่เปียกของตัวเองแต่ทว่าไม่มีทิชชู่ในห้องน้ำเลย เขาจึงหันไปเปิดกระเป๋าถือของตัวเองแล้วหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดแทน

 

          เครื่องรางโอะมะโมะริ ที่เขาเหน็บไว้ในกระเป๋าถือปรากฏแก่สายตาตอนที่เขากำลังจะเก็บผ้าเช็ดหน้าเข้าที่เดิม นึกย้อนไปตอนที่เขาอยู่ญี่ปุ่นและไปไหว้ขอพรกับศาลเจ้ากับวัดแถวบ้านเรื่องเข้ามหาลัยโตเกียวแล้วก็ต้องยกยิ้มออกมา เมื่อโอะมะโมะริชิ้นนี้ ทำให้เขาสมหวังดังใจ อันที่จริงเขาก็ไม่ได้เชื่อเรื่องโชคลาภ หรือผีสางนางไม้เท่าไหร่ และลึกๆก็คิดว่าเป็นเพราะความพยายามและใฝ่รู้ของตัวเองที่ทำให้เข้าได้ซะมากกว่า แต่ของแบบนี้มันก็เป็นเรื่องของความเชื่อล่ะนะ

 

          มือเรียวดึงเครื่องรางที่ติดตัวเขาตั้งแต่สมัยจบมอปลายจนมหาวิทยาลัยปริญญาโทออกมาถือไว้ สิ่งที่เขาคิดในหัวตอนนี้คือ เขาอยากส่งต่อเครื่องรางชิ้นนี้ ให้กับเด็กสาวอย่างโมโมะ และหวังว่าเด็กสาวจะโชคดีและได้รับคัดเลือกจากการเต้นครั้งนี้ เหมือนกับเขาที่สอบติดเช่นกัน

 

          มินะก้มมองนาฬิกาข้อมืออีกครั้ง ก่อนจะพบว่ามันเป็นเวลา 2 ทุ่ม 55 นาที แล้ว เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงรีบเดินออกจากห้องน้ำทันที

 

          สองเท้าภายใต้ส้นสูงเดินก้าวฉับๆตรงไปยังห้องของโมโมะที่ตอนนี้เริ่มมีเด็กๆทยอยกันออกมาเตรียมตัวกันข้างนอกแล้ว หัวใจของเขาเต้นรัว ตื่นเต้นแทนตัวคนที่ต้องไปคัดจริงๆ และเมื่อเห็นโมโมะในชุดเตรียมพร้อมแสดงความสามารถแล้ว ใบหน้าสวยก็ระบายยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ

 

          “ใบหน้าดูมีสมาธิมากขึ้นนะเรา พร้อมแล้วสินะ” มินะเอ่ยทักใบหน้าจริงจังของโมโมะ ก่อนหน้านี้ที่เขาจะออกไปเข้าห้องน้ำเจ้าตัวยังคงมีความกังวลฉายแววอยู่ในดวงตาจนเขาแอบเป็นห่วงไม่ได้ เด็กสาวมองเขาก่อนพยักหน้ารับเตรียมพร้อมเต็มที่ มินะยิ้ม “งั้นหลังจบแล้วมาเจอกันที่นี่นะ จะได้กลับบ้านพร้อมกัน”

 

          “ค่ะ...”

 

          “อ่ะนี่” มินะยื่นถุงเครื่องรางสีแดงที่โมโมะเคยเห็นผ่านการ์ตูนญี่ปุ่นบ่อยๆมาตรงหน้า เธอรับมาถือไว้ก่อนเงยหน้ามองอีกคนอย่างงุนงง “มันคือเครื่องรางของญี่ปุ่นค่ะ น้ารู้ว่าน้าคงไม่ใช่คนที่โมโมะนึกถึงคนแรกถ้าหากว่าโมโมะต้องการกำลังใจ แต่อย่างน้อย ก็ขอให้น้าได้เป็นคนสุดท้ายที่โมโมะจะนึกถึงก็พอ น้าหวังว่าเครื่องรางชุดนี้จะทำให้โมโมะสมหวังกับสิ่งที่กำลังจะเผชิญอยู่นะคะ”

 

          มินะยกยิ้มกว้างส่งไปให้โมโมะ หวังว่ากำลังใจของเขาจะส่งผลถึงจิดตใจของโมโมะบ้างไม่มากก็น้อย เด็กสาวพยักหน้ารับอย่างมุ่งมั่นกลับมาให้ เมื่อเขาเห็นแล้วว่าไม่มีธุระอะไรต่อจากนี้ และเขาอยากจะให้โมโมะได้ยืนทำสมาธิต่ออีกหน่อยโดยที่ไม่มีเขามาวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เขาจึงขอตัวเด็กสาว โดยไม่ลืมที่จะย้ำถึงเรื่องขากลับบ้านอีกครั้ง

 

          “น้ามินะคะ” เสียงเรียกของเด็กสาวเรียกให้เขาหันกลับมามองเจ้าตัวอีกครั้งด้วยความสงสัยและอยากรู้ว่าเจ้าตัวจะพูดอะไร ใบหน้าใสที่เคยฉายแววมั่นใจก่อนหน้านี้เปลี่ยนเป็นกังวลอะไรสักอย่าง เขารับรู้ได้ผ่านดวงตาอีกคน “เปล่าค่ะ...ไม่มีอะไร...แล้วเจอกันนะคะน้ามินะ”

 

          มินะพยักหน้ารับทั้งยังยกยิ้มบางส่งไปให้เจ้าตัว โมโมะมองคนแก่กว่าเดินจากไปจนลับสายตา เธอจึงเดินไปยังส่วนที่จัดเตรียมไว้ให้สำหรับเด็กๆนักเรียนโรงเรียนเต้นทุกคนเพื่อเตรียมไปคัดตัวกับทางค่ายในอีกห้านาทีนี้ ลมหายใจเข้าออกถูกผ่อนออกมาอย่างสม่ำเสมอ หัวสมองนึกย้อนไปยังเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ตอนที่จองยอนโทรมาหาเธอ

 

          แน่นอนว่าเธอดีใจที่อีกคนนั้นโทรมาได้จังหวะที่กำลังคิดถึงอยู่พอดิบพอดี แต่ถึงแม้จะดีใจมากแค่ไหนแต่คำพูดที่จองยอนพูดมันกับเธอก่อนหน้านี้ ทำให้เธอฉุกคิดอะไรได้ขึ้นมาบางอย่าง บางอย่างที่ทำให้เธอสับสนว่าที่ผ่านมาเธอกำลังทำอะไรอยู่ และเธอจำเป็นที่จะต้องพิสูจน์มันผ่านการคัดเลือกตัวครั้งนี้

 

          “ฮิราอิ โมโมะ เชิญเข้าห้องได้”

 

          โมโมะที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้สำหรับรออยู่หน้าห้อง เมื่อได้ยินชื่อเด็กสาวลุกขึ้นยืนด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม สองเท้าก้าวเข้าไปยังห้องที่เปิดรออยู่โดยกรรมการชายหนุ่ม ด้านในมีโต๊ะตั้งอยู่พร้อมกับกรรมการที่เหลือที่นั่งประจำที่รอให้เธอไปแสดงความสามารถอย่างเต็มที่

 

          “สวัสดีค่ะ ฉัน ฮิราอิ โมโมะ จะมาแสดงความสามารถของตัวเองค่ะ”

 

          เด็กสาวแสดงความสามารถอย่างเต็มที่ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเข้ามาในห้องนี้ แต่มันเป็นครั้งแรกที่เธออยากจะพิสูจน์อะไรบางอย่าง ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอไม่เคยจริงจังกับการคัดตัวเลยสักครั้งเดียว สิ่งหนึ่งเป็นเพราะเธอไม่ต้องการไปเป็นเด็กฝึกที่อาจจะไม่มีเวลามานั่งเรียนสนุกกับเพื่อนๆ หรือทำอะไรเหมือนกับเด็กธรรมดาคนอื่นๆทำกัน

 

          ใช่ เธอหมายถึง เธอไม่อยากไม่ว่างจนไม่ได้อยู่ใกล้จองยอนอีก

 

          ท่าเต้นอย่างมีพลังที่ถูกเธองัดออกมาโชว์ด้วยเพลงจังหวะหนักแน่น และพลิ้วไหวราวกับผีเสื้อกับเพลงฟังเบาสบาย เธอยังไม่ลืมที่จะแสดงความสามารถพิเศษของตัวเองอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเต้นท่าตลกๆที่คนอื่นๆไม่มีกัน

 

          “โมโมะๆๆ ดูนั่นสิ เกิร์ลกรุ๊ปวงนั้นอย่างสวยเลยอ่ะ” จองยอนในวัย 12 ปี เขย่าแขนโมโมะที่กำลังกินไอศกรีมอยู่บนถนนฮงแดหลังเลิกเรียน เด็กสาวหันไปมองเพื่อนสนิทของตัวเองที่เธอแอบรักมาตั้งแต่สมัยประถม แต่ไม่เคยบอกให้เจ้าตัวรู้เลยสักครั้งด้วยความสนอกสนใจ เธอมองตามนิ้วที่ชี้ไปยังป้ายบิลบอร์ดอันใหญ่ฝั่งตรงข้ามพลางทำหน้าแหวะออกมา

 

          “ไม่เห็นจะสวยเลย ฉันสวยกว่าตั้งเยอะ”

 

          ก็อาจจะใช่หรือไม่ใช่นะ คิคิ จริงๆเธอก็เต้นเก่งออกตอนเต้นให้ฉันดูบ่อยๆน่ะ ฉันว่าถ้าเธอแต่งหน้าแต่งตัวนะ เธอเป็นไอดอลได้เลยนะเนี่ย ไม่แน่นะถ้าเธอไปเป็นไอดอล ฉันอาจจะชอบและติดตามเธอจนเป็นแฟนคลับก็ได้นะ ไม่ลองหน่อยเหรอ” จองยอนพูดให้เธอหัวใจเต้นรัว เธอมองใบหน้าของจองยอนที่มองมายังเธอเหมือนจะหวังอะไรสักอย่างในตัวเธออยู่ และเพราะดวงตาคู่นั้นทำให้เธอตัดสินใจที่จะไปขอแม่ของเธอเพื่อเรียนเต้นจริงๆจังๆตั้งแต่นั้นมา

 

          “ความสามารถของเธอนับว่าพัฒนาขึ้นมากเลยนะจากครั้งก่อนคุณโมโมะ มันทำให้ผมกลับไปคิดว่าที่ผ่านมาคุณไม่ได้เต็มที่กับมันเท่าไหร่ อะไรทำให้คุณเต็มที่ได้ขนาดนี้กัน?” คำถามจากกรรมการที่ใครๆอาจมองแล้วใจต้องสั่น เพราะใบหน้าหล่อเหลาเอาการ โปรดิวเซอร์หนุ่มมองมายังเธอเพื่อรอคำตอบ

 

          [เป็นยังไงบ้าง พร้อมหรือยัง?]

 

          “ไม่ค่อยเท่าไหร่เลย ประหม่าสุดๆ” เธอกรอกสายกลับไปให้คนปลายสายได้รู้ สิ่งที่ได้กลับมาคือเสียงหัวเราะฮ่าๆให้เธอยกยิ้มขำตามอีกคนขึ้นมาบางๆ “ขำอะไรเล่า...จริงจังนะเนี่ย”

 

          [รู้แล้วน่า เธอจำวันนั้นที่เราอยู่ที่ฮงแดได้มั้ย ฉันจำได้ว่าวันนั้นฉันพูดเสียงดังว่าฉันชอบเกิร์ลกรุ๊ปวงนั้นมากๆ และฉันก็พูดกับเธอว่าทำไมเธอไม่ลองไปเป็นไอดอลบ้างล่ะ จำได้มั้ย?]

 

          “จำได้สิ...” แม่นเลยล่ะ ประโยคสุดท้ายเธอต่อเองในใจ ปลายสายหัวเราะขำ

 

          “ฉันไม่นึกว่าเธอจะไปเรียนเต้นเป็นบ้าเป็นหลังขนาดนี้จริงๆนะ ทั้งที่ฉันก็แค่พูดขึ้นมาเพราะว่าเธอดูจะไปได้ดีกับการเป็นไอดอลจริงๆ...และวันนี้เธอก็มาอยู่จุดนี้แล้วนะ ตลอดเวลาฉันรู้ว่าเธอทำมันอย่างเต็มที่มาตลอด แต่เธอก็แห้วตลอดเลยเหมือนกัน ฮ่าๆ แต่เธอก็รู้ใช่มั้ยว่าฉันอยู่ข้างเธอตลอดน่ะห๊ะ!” ปลายสายแกล้งขึ้นเสียงย้ำ “เพราะฉะนั้นไม่ว่าผลจะออกมาแย่หรือดียังไง ฉันก็ยังเป็นเพื่อนที่อยู่ข้างเธอนะเว้ย...เอาล่ะ เลิกซึ้งกันซักที ฉันต้องขอตัวเดินกลับบ้านดีๆก่อน ฉันเพิ่งไปบ้านของเธอมา อืม...ไม่ต้องถามนะว่าไปทำไม เธอก็รู้นี่ ฮ่าๆๆ เอาไว้เจอกันนะ”

 

          เสียงของจองยอนย้อนเข้ามาในหัวของเธออีกครั้ง ในขณะที่เธอทำทุกอย่างเพื่อให้จองยอนสนใจอย่างที่เจ้าตัวเคยพูดไว้ แต่แท้จริงแล้วจองยอนเพียงแค่พูดมันขึ้นมาลอยๆ ไม่ได้สนใจเธอเลยแม้แต่น้อย โมโมะเม้มริมฝีปากแน่นก่อนตอบออกไป

 

          “ความมุ่งมั่นที่ฉันอยากจะพิสูจน์ตัวเองค่ะว่าแท้จริงแล้วฉันทำดีที่สุดแล้วหรือยัง”

 

          คำตอบของเธอดูจะสร้างปฏิกิริยาบางอย่างให้กรรมการพอสมควร กรรการทั้งหลายหันไปป้องปากกระซิบพูดคุยกันท่ามกลางสายตาของเธอ โปรดิวเซอร์หันหน้าตรงมายังเธออีกครั้งหลังจากที่กระซิบพูดคุยกันกับผู้หญิงที่อยู่ข้างกันเมื่อครู่

 

          “ผมชอบความมุ่งมั่นในแววตาของคุณนะครับ...คุณทำดีที่สุดแล้ว...แต่คุณยังต้องฝึกอะไรอีกเยอะนะ คุณรู้ใช่มั้ยว่าการจะเป็นเด็กฝึก ความมุ่งมั่นอย่างเดียวมันใช้ไม่ได้ เด็กทุกคนมีความมุ่งมั่นเหมือนกันหมด สมมติว่าในนี้มีเด็กที่แค่มีความมุ่งมั่นอย่างเดียวแบบคุณซักยี่สิบคน ผมต้องรับเขาหมดเลยใช่มั้ยครับ? ก็ไม่ใช่ ถูกมั้ยครับ?”

 

          “ค่ะ...”

 

          “แต่ผมถูกใจคุณอยู่นะ...ดวงตาของคุณดึงดูดผมอย่างแปลกประหลาด ใบหน้าของคุณที่สื่อถึงอารมณ์บางอย่างออกมาสะกดผมราวกับมีมนต์ ถ้าคุณปรับเรื่องจุดมุ่งหมายของคุณนิดๆหน่อยๆผมว่าคุณไปได้ไกลเลยล่ะ...เพราะฉะนั้น ผลของคุณก็คือ....”

 

 

 

 

 

 

          [ตอนนี้ตัวอาคารสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ อันที่จริงก็ไม่ถึงกับเรียกว่าสร้างหรอกครับ แค่ต่อเติมอะไรนิดหน่อยเท่านั้นเอง ตัวอาคารเดิมเป็นแบบโมเดิร์นอยู่แล้ว เลยแทบไม่ต้องใช้งบในการต่อเติมอะไรมากเลยครับ] เสียงของไดอิผู้จัดการที่มินะฝากดูแลเรื่องสาขา B&E ที่ญี่ปุ่นดังผ่านโทรศัพท์ขณะที่เขากำลังเดินมองหาอะไรรองท้องที่โรงอาหารของโรงเรียนสอนเต้นโมโมะ มินะระบายยิ้มพอใจกับรายงานที่เขาเพิ่งได้รับ

 

          “เยี่ยมไปเลยค่ะ ไม่แน่ว่าเร็วๆนี้ฉันอาจจะเข้าไปดูแลขั้นตอนการตกแต่งนะคะ”

 

          [ครับคุณมินะ ว่างตอนไหนค่อยเข้ามาก็ได้ครับ ระหว่างนี้ผมจะให้เด็กๆเก็บทุกซอกทุกมุมในตัวอาคารให้ละเอียด รอคุณมาอีกที]

 

          “ได้เลยค่ะ” มินะพูดใส่ปลายสายกลับไป

 

           “นี่...คัดตัวเป็นยังไงบ้างล่ะ?”

 

          “ก็ดีนะ...แต่ฉันว่าฉันคงไม่เข้าตากรรมการเท่าไหร่ ฉันคงต้องพยายามมากกว่านี้”

 

          เสียงพูดคุยของเด็กสาวตรงตู้กดน้ำลอยเข้าหูของมินะที่เดินอยู่แถวนั้นพอดิบพอดีให้ต้องเงี่ยหูฟังด้วยความสนอกสนใจ ไม่แปลกเท่าไหร่ที่พอเวลาเด็กๆที่ผ่านเหตุการณ์เรื่องเดียวกันมาหมาดๆจะมาพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และปรับปรุงตัวเองเพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า

 

          “แค่นี้ก่อนนะคะคุณไดอิ เอาไว้ก่อนไปญี่ปุ่นฉันจะโทรไปบอกอีกที” เขาพูดเพียงเท่านั้นกดจะวางสายไป และตั้งใจฟัง(แอบฟัง)สิ่งที่เด็กสองคนนั้นพูดต่อ

 

          “เอาน่า...ความพยายามไม่ทรยศใครหรอก ดูอย่างรุ่นพี่โมโมะสิ เขาพยายามหนักมาก และดูเหมือนว่ากรรมการจะชอบพี่เขานะ”

 

          “เห็นพี่โซมีบอกว่าคนจาก SSH.ent ที่มาร่วมคัดตัวด้วยอยากได้ตัวพี่เขาไปเป็นนักแสดงวัยรุ่นในสังกัดนะ อิจฉาพี่เขาจังเลย ไม่ได้เป็นไอดอล แต่ได้ไปเป็นนักแสดงแทน”

 

          มินะที่แอบฟังถึงกับหัวใจเต้นรัวด้วยความดีใจ ริมฝีปากระบายยิ้มกว้างอย่างปิดไม่มิด เขาไม่คิดว่าโมโมะจะทำได้ดีถึงขนาดค่ายนักแสดงชั้นนำยักษ์ใหญ่แห่งวงการบันเทิงต้องการตัว เขาเนื้อเต้นและทนรอที่จะได้กล่าวแสดงคำยินดีกับเด็กสาวไม่ไหว เขาก้มมองนาฬิกาข้อมือก่อนจะพบว่าตอนนี้เป็นเวลาสามทุ่มกว่าแล้ว เจ้าตัวคงไปรอเขาอยู่ที่ห้องเพื่อรอกลับบ้านพร้อมกันแล้ว

 

          สองเท้ารีบก้าวไปยังตัวลิฟต์แล้วกดมันไปยังชั้นที่เขาต้องการ กล่องแคบๆพาเขาขึ้นไปยังชั้น4 ห้องซ้อมเต้นทั้งหลายห้องปรากฏแก่สายตาของเขาทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก บางห้องเปิดไฟค้างไว้ และบางห้องไฟก็ถูกปิดไปแล้ว เด็กๆเริ่มพากันกลับบ้านกันหมดเพราะตอนนี้ก็ดึกพอสมควร

 

          มินะก้าวเท้าผ่านทางเดินไปยังห้องที่เขาต้องการ แต่ทว่าพื้นที่ ตรงนั้นกลับไม่พบคนที่เขาอยากจะเจอที่สุด

 

          คิ้วสวยขมวดเข้าหากันอย่างประหลาดใจ เขาเดินเข้าไปในห้องที่มืดสนิท เอื้อมมือไปเปิดไฟในห้องแล้วกวาดสายตามองหาข้าวของของเด็กสาวก็พบว่ามันไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว มือเรียวหยิบเอาโทรศัพท์ในกระเป๋าถือออกมากดเบอร์ที่เขามีไว้แต่ไม่ค่อยได้โทรออกเพราะส่วนมากจะติดต่อกันผ่านแชทซะมากกว่า โมโมะ คือชื่อหมายเลขที่เขาตั้งไว้ปรากฏขึ้นบนหน้าจอก่อนที่เขาจะยกมันขึ้นทาบใบหูตัวเอง

 

          ขณะที่รอเครือข่ายพาเขาเข้าสู่สัญญาณรอสาย หัวสมองเขานึกไปถึงสีหน้าและคำพูดแปลกๆที่เหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่างของโมโมะก่อนที่เด็กสาวจะเข้าไปคัดตัว หัวใจของเขากระตุกวูบขึ้นมาด้วยความโหวงเหวง เขาเพียงแค่คิดว่าเจ้าตัวคงกังวลที่จะต้องเข้าไปแสดงความสามารถจนแสดงอาการออกมา

 

          ไม่ได้คิดว่าจะมีอะไรมากกว่านั้น...

 

          หมายเลขที่คุณเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้... The number- ตู๊ด!!

 

          มินะไม่รอให้เสียงตอบรับอัตโนมัติพูดจนครบประโยค เขากดตัดสายอย่างรวดเร็ว หัวใจเขาเต้นเร็วทุกขณะ กังวล คิดมาก กลัว สับสน และไม่เข้าใจ มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับโมโมะกันแน่ มินะคิดหนักขณะยืนอยู่หน้าประตูห้องที่เขาเพิ่งปิดไฟลง เสียงบานประตูปิดที่ดังจากห้องข้างกันเรียกความสนใจของมินะให้หันไปมอง ก่อนที่เขาจะนึกขึ้นได้ว่าเขาควรถามหาโมโมะจากเด็กห้องข้างๆ เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว เขาก็รีบสาวเท้าไปทันที

 

          “หนูจ๊ะ เห็นโมโมะมั้ย? พอดีน้านัดกับโมโมะเอาไว้ว่าจะกลับด้วยกันน่ะจ่ะ”

 

          “โมโมะเหรอคะ? เห็นว่าคัดตัวเสร็จเจ้าตัวก็เก็บของแล้วเดินเหม่อลอยลงลิฟต์ไปเลยน่ะค่ะ”

 

          “สงสัยคงตกใจมั้งคะที่ได้รับเลือก เห็นว่าได้ไปเป็นนักแสดงของ SSH.ent ด้วยนี่คะ ถ้าคุณน้ารีบตามลงไปน่าจะทันอยู่นะคะ โมโมะเพิ่งจะลงไปได้ไม่นานเองค่ะ” เด็กอีกคนที่ยืนอยู่ข้างกันพูดเสริม 

 

          “ขอบใจมากจ่ะ” สิ้นเสียงมินะก็รีบเดินตรงไปยังลิฟต์ที่เขาเพิ่งจากมาทันที นิ้วเรียวกดชั้น G ในขณะที่รอเด็กกลุ่มสุดท้ายเข้าลิฟต์มาจนประตูลิฟต์ปิดในที่สุด แล้วรอด้วยหัวใจที่กระวนกระวายอยากให้ถึงชั้นล่างเร็วๆ เขาเป็นห่วงว่าโมโมะจะเป็นอะไร และกังวลว่าอาจจะมีอะไรเปลี่ยนไประหว่างเขากับเธอ...

 

          ครืดด...บานประตูลิฟต์เปิดออกพร้อมกับเด็กคนอื่นๆที่เดินออกจากลิฟต์ตรงไปยังทางออกของตึกที่มียามกะดึกดูแลอยู่ ห้องโถงขนาดกว้างและใหญ่มีไว้สำหรับติดต่อรับสมัครเข้าเรียนที่นี่มีที่นั่งมากมายไว้ใช้สอย เขามองหาร่างคุ้นตาที่น่าจะอยู่ที่ไหนสักแห่งแถวๆนี้ เขามองเด็กคนอื่นๆที่บดบังที่ที่เขากำลังมองอยู่ค่อยๆทยอยกันเดินออกจากบานประตูกระจก และโมโมะที่เขากำลังเป็นห่วงอยู่ ก็นั่งอยู่ที่ม้านั่งตรงนั้น

 

          หัวใจของเขาเต้นช้าลง เหมือนกับนาฬิกาที่ถ่านใกล้หมด ขาของเขาเหมือนจะไม่มีแรงเมื่อเดินเข้าไปใกล้เด็กสาวมากยิ่งขึ้น มินะนั่งลงข้างกันกับเด็กสาวที่นั่งนิ่งเงียบสงบอยู่ที่ม้านั่ง ริมฝีปากของเขาสั่นไหว กลั้นความคิดมาก กังวล อารมณ์และความรู้สึกที่ดำดิ่งทุกอย่างของตัวเองเอาไว้ขณะมองเด็กสาว

 

          “ทำไมจะไปไหน ไม่บอกน้าก่อนคะ?” มินะพยายามเก็บเสียงที่สั่นไหวของตัวเองเอาไว้ในลำคอ ไม่ให้อีกคนได้รู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรออกไป “รู้มั้ย...ว่าฉันเป็นห่วง?”

 

          “หนูขอโทษค่ะ” เด็กสาวพูดเพียงแค่นั้นทั้งยังไม่มองหน้าเขา

 

          “เรื่องคัดตัวเธอติดใช่มั้ย? ฉันได้ยินเด็กๆในโรงเรียนพูดกันให้ทั่ว”

 

          “ค่ะ...แต่หนู...ปฏิเสธไปแล้วล่ะค่ะ

 

          “ทำไมล่ะ?” ไม่มีคำตอบจากเด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างกัน แต่แล้วความเงียบที่ปกคลุมบริเวณก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงสะอื้นไห้และแรงสั่นจากร่างบางที่นั่งอยู่ข้างกัน เขาหัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่เท้า

 

          “ตลอดเวลา...ที่หนูอยู่กับจองยอน หนูไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่หนูไม่แสดงความรู้สึกออกไป หนูพยายามทำทุกอย่างที่พิเศษกว่าคนอื่นๆที่หนูเคยทำ หนูให้มันกับจองยอนเพียงคนเดียว จองยอนชอบอะไรหนูก็เห็นด้วย เราสนิทกันมากๆตั้งแต่ประถมยันตอนนี้ หนูพูดได้เลยว่าหนูพยายามมาตลอด แต่จองยอนก็ไม่เคยเห็นมันในสายตา... จนวันหนึ่งหนูก็ได้ความหวังจากคำพูดหนึ่งในอดีตของจองยอน เรื่องการเต้น ว่าจองยอนอาจจะชอบหนูบ้างก็ได้ถ้าเจ้าตัวเห็นหนูได้เป็นไอดอลแบบที่เจ้าตัวชื่นชม จองยอนอาจจะเห็นหนูอยู่ในสายตา แต่แล้วมันก็เหมือนเดิม จองยอนยังคงไม่เห็นหนูแม้ว่าหนูจะยืนอยู่ข้างๆเขา เขากลับเอาแต่มองหา...คนอื่น... ทำไมคะ... หนูทำมันได้ไม่ดีเลยใช่ไหมคะ?”

 

          คำถามของเด็กสาวทำให้มินะถึงกับพูดไม่ถูก เขาหูอื้อไปหมด...

 

          “จนวันนี้หนูได้ลองตัดสินใจทำบางอย่างที่คิดว่าหนูพยายามทำได้ไม่ดีมาตลอดเพราะไม่อยากจากอีกคน หนูลองทำมันอย่างเต็มที่...และหนูก็ถูกเลือก หนูผ่านการคัดตัวให้ไปอยู่กับ SSH.ent หนูสับสนไปหมด... พอหนูลองนึกย้อนไปแล้วหนูก็ได้คำตอบที่ทำให้หนูทรมานอยู่ตอนนี้... หนูเอาแต่หลอกตัวเอง และไม่ยอมรับความจริงและหนีมันมาตลอด ว่าที่จริงแล้วหนูไม่ได้แย่เลย หนูทำมันได้ดีมาก และดีมาตลอด... แต่หนูแค่ไม่ใช่คนที่จองยอนต้องการ... นี่ใช่ไหมคะที่ทำให้ความดีของหนูไม่ได้อยู่ในสายตาของจองยอนเลย? ใช่มั้ยคะน้ามินะ?” โมโมะเอ่ยถามทั้งยังยังยกมือยกแขนขึ้นมาปาดน้ำหูน้ำตาที่ไหลอาบแก้มไม่หยุด

 

          “หนูอึดอัด...หนูทนไม่ไหวที่ต้องเห็นคนที่หนูชอบไปชอบคนอื่น...ได้กอด...ได้จูบทั้งที่หนูก็อยากจะเป็นคนนั้นที่ได้สัมผัสเขาแบบนั้นบ้าง...แม้ว่าหนูจะยินดีที่ทั้งแม่และจองยอนได้รักกัน...แต่ลึกๆหนูกลับไม่พอใจ...หนูมีคำถามตลอดเวลาว่าทำไมที่ตรงนั้นถึงไม่เป็นหนู ทำไมต้องเป็นแม่ของหนูมาตลอด...หนูรักแม่นะคะ...แต่หนูก็รักจองยอนด้วย...หนูไม่อยากจะเป็นอย่างนี้...หนูไม่อยากเป็นคนเห็นแก่ตัวอีกแล้ว...น้ามินะช่วยหนูได้ไหมคะ?”

 

          มินะมองเด็กสาวที่กำลังนั่งร้องไห้ ปาดน้ำตาราวกับเด็กๆอยู่ข้างกันอย่างเข้าใจ ความคับข้องใจของเด็กสาวที่มีอยู่ถูกเจ้าตัวระบายออกมาจากริมฝีปากของเด็กสาวจนหมด ความทุกข์ทรมานทุกอย่าง ทุกอย่างที่อยู่ในอก มันระเบิกออกมาให้เขานั่งฟังเงียบๆเท่านั้น

 

          มันเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากสำหรับเด็กอายุ 17 ที่ต้องมาพบว่าคนที่ตัวเองชอบต้องมาชอบแม่ตัวเอง การที่โมโมะเพิ่งมารู้ตัวว่าจริงๆแล้วเจ้าตัวนั้นทำดีมาตลอด แต่ต้องแพ้ให้กับคนที่ใช่นั้น ก็เป็นเรื่องที่ทรมานมากอยู่แล้ว และทรมานยิ่งกว่าเมื่อเจ้าตัวพยายามหลอกตัวเองว่า ตัวเองไม่ดีพอที่จะให้จองยอนมาสนใจ นานหลายต่อหลายปี มินะเขยิบเข้าไปโอบศีรษะบางที่กำลังสั่นไหวเพราะแรงสะอื้นเข้ามาพิงไหล่ของเขาช้าๆ มือเรียวลูบปอยผมเบาๆอย่างปลอบโยน

 

          และเขาทำอะไรไม่ได้เลยนอกเสียจากรอ...

 

          รอให้โมโมะลืมคนในใจจนหมดไป...

 

          การคัดตัววันนี้สิ้นสุดลงโดยที่เขาขับรถไปส่งโมโมะที่บ้านอย่างปลอดภัย แม้ว่าคุณนายอนจะตกใจที่เห็นสภาพลูกสาวของเธอดูเหม่อลอยและมีคราบน้ำตาอาบแก้ม เธอคงเข้าใจว่าลูกสาวของเธอเสียใจจากการไม่ผ่านการคัดเลือก และแน่นอนว่าเขาไม่ได้พูดความจริงออกไปว่าเป็นเพราะอะไรเจ้าตัวถึงได้เป็นอย่างนี้ ซึ่งโมโมะก็คงไม่อยากให้เขาพูดให้แม่เจ้าตัวรู้เช่นกัน

 

          โมโมะเป็นเด็กที่ดี และเขาก็รู้ว่าที่โมโมะเป็นเด็กดีแบบนี้ก็เพราะแม่ของเด็กสาวเลี้ยงดูมาอย่างดี ให้เข้าอกเข้าใจผู้อื่น เขารู้ว่าโมโมะรักแม่ของเธอ และแม่ของเธอรักโมโมะมากแค่ไหน แม้โมโมะจะเจอเหตุการณ์ที่ทำร้ายจิตใจแต่โมโมะก็ยังคิดว่าทั้งหมดเป็นความผิดของตัวเองที่เห็นแก่ตัว อันที่จริงแล้วมันก็ไม่ใช่ความผิดของใคร ความรักก็ไม่ผิดด้วยเช่นกัน

 

          น้ำตาหยดใสไหลผ่านแก้มมินะทีละน้อย มินะกำลังร้องไห้ ภาพของโมโมะที่ร้องไห้ด้วยความเสียใจยังคงฉายย้ำอยู่ในหัว มันบอกให้เขารู้ว่าเขาไม่ได้มีผลต่อจิตใจของเด็กสาวเลยแม้แต่น้อย มินะเม้มริมฝีปากเข้าหากันเพื่อกลั้นเสียงสะอื้นของตัวเองไม่ให้ดังออกมาแม้ว่าในรถของเขานั้นจะไม่มีใครแล้วก็ตาม มือเรียวกำพวงมาลัยรถในมือแน่น หวังให้มันระบายความทรมานของตัวเองออกไปได้บ้าง การรอคอยมันไม่ง่ายเลยสำหรับเขา ยิ่งกับการรอใครสักคนที่รู้ตัวว่าไม่มีทางที่จะลืมคนในใจของตัวเองได้

 

          มันยิ่งทรมาน...

 

          ทรมานซะจนเขาไม่คิดว่าคนอายุอย่างเขาจะมาร้องไห้ให้กับความรักอีก

 

 

 

 

 

 

 

          5 ทุ่ม 45 นาที

 

          สายการบินเกาหลีจอดเทียบท่าสนามบินนานาชาติเกาหลีอินชอน ชายหนุ่มวัย 33 ปีในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์สบายๆ ใบหน้าของชายหนุ่มแม้มีริ้วรอยจากการทำงานมาอย่างหนักเพื่อเก็บเงินทุกบาททุกสตางค์เตรียมสร้างอนาคตที่เขาทิ้งมันไว้ที่นี่เมื่อ 17 ปีก่อน ทว่าเขาก็ยังคงอ่อนเยาว์เหมือนช่วงสมัยที่มาที่นี่แรกๆ

 

          แม้ว่าจะผ่านมานานแล้วที่เขามาที่นี่ตั้งแต่สมัยเด็กๆเพื่อมาเป็นเด็กแลกเปลี่ยนที่เกาหลี เขาได้เจอกับคนรักของเขาที่นี่ ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเมื่อความสัมพันธ์ของเขาและเธอทำให้เขามีลูกตัวน้อยๆขึ้นมาระหว่างเรียน ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วไปหมด จดทะเบียนสมรสทั้งที่วุฒิภาวะยังเด็กกันทั้งคู่ และอะไรต่างๆอีกมากมาย


          ชายหนุ่มสุดลมหายใจเข้าลึกด้วยความคิดถึง เขาสอดมือเข้าไปในกระเป๋าสะพายหยิบเอาแผ่นกระดาษที่จดรายละเอียดที่พักระหว่างเดือนสองเดือนนี้ และรายละเอียดที่อยู่ของคนนั้นรวมถึงที่อยู่ของโรงเรียนลูกสาวของเขามาอ่านและจัดการความคิดของตัวเองเพื่อวางแผนว่าจะทำอะไรก่อนเป็นอันดับแรก นิ้วชายหนุ่มหยิบเอารูปโพลารอยด์ทั้งสามใบที่เก่าและจางไปตามกาลเวลาเว้นแต่รูปสุดท้ายที่ยังคงใหม่อยู่ แต่นั่นก็นานหลายปีมากแล้ว น่าจะสักห้าปีที่แล้วได้ รูปแรกเป็นรูปคนรักของเขา แม้ว่ามันจะเก่ามากแล้วแต่คนในรูปยังคงยิ้มอย่างสดใส และคงความสวยเอาไว้เสมอของคนที่เขารัก รูปที่สองเป็นรูปทารกในวัยห้าเดือน เขาจดบันทึกเอาไว้ด้านหลังตอนที่เขาได้รับรูปนี้ผ่านไปรษณีย์จากคนรักของเขาที่ส่งมาให้ และรูปสุดท้ายคือรูปลูกสาวตัวน้อยของเขาที่เติบโตเป็นวัยรุ่นในวัย 12 ปีเต็ม

 

          วันนี้เขากลับมาทำตามสัญญาที่ให้กับคนที่เขารักไว้ ก่อนกลับไปที่ญี่ปุ่นอีกครั้ง

 

          เมื่อเขาและเธอมีวุฒิภาวะที่พร้อมแล้วในการสร้างครอบครัว เขาจะกลับมา

 

          “ผมกลับมาหาพวกคุณแล้วนะ...นายอน...”

 




2 B Con... #ฟิคยังมัม 

25 หน้ากันไปค่ะ หวังว่าจะจุใจกันนะคะ 55555555 ยังคงเส้นดราม่าต่อเนื่อง 

ก็มันจะจบแล้วอ่ะเห้ยแกกกก อีกสี่ตอนเอ๊ง เอาแบบที่กำหนดไว้ไม่เกินยี่สิบตอนโน๊ะ 

เรื่องราววุ่นวายมากขึ้น โมโมะรู้ตัวแล้วว่าจริงๆแล้วตัวเองไม่ใช่คนที่จองยอนชอบ 

แม้ว่าจะทำดียังไงจองยอนก็ไม่ชอบ ความสงสัย ความแคลงใจในตัวแม่และเพื่อนตัวเองก็คงหายไปแล้ว

ในขณะที่คู่ทูยอนนั้นหวานนิดๆหน่อยๆกันไป กินสเต็กกับไวน์กันอีกแล้วค่ะ!! 555555

และอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ขาดไม่ได้ คุณสะมีกลับมาจากญี่ปุ่นแล้วค่าาาาาา 

สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคนเพลิดเพลินกับฟิคนะคะ ขอบคุณทุกคอมเม้นท์มากๆค่า



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 58 ครั้ง

284 ความคิดเห็น

  1. #245 besoice (@besoice) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 26 เมษายน 2562 / 15:56
    โอ้โหหหหหหหหห ไรท์คะะะะะะ 😭😭😭😭 ตอนต่อไปนี้ปวดหนึบแน่นอน ฮื่อออออออ
    #245
    0
  2. #228 เต้าหู้มยอง (@hoomyung) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2561 / 17:36
    กลิ่นไม่ดีนะคะ
    #228
    0
  3. #202 Pikajuukambee (@Pikajuukambee) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 / 14:06

    แค่นี้ยังไม่พออีกเหรอคะไรท์ ยังไม่พอเหรอออออออ

    พาร์ทโมโมะทิ้งความหน่วงไว้เกือบสุดทางเดิน แต่เชื่อว่าหลังจากนี้โมโมะน่าจะเดินออกมาจากสิ่งที่ทำให้เจ้าตัวเป็นทุกข์มานานได้ แต่...น้ามินะก็คงกำลังถอดใจอย่างแน่นอนคิดว่าคู่นี้ต้องได้ลุ้นต่ออีกยาวว


    ส่วนที่ยาวกว่านั้นคือคุณนายอน และ คุณจองยอน + คุณสามี เอาล่ะ...รีดจะไม่คาดเดาความหน่วงหัวใจล่วงหน้า เพราะคิดว่าเตรียมตัวและเตรียมใจรับมันอย่างเดียวจากไรท์จะดีกว่า // พร้อมแล้ว มาเลยค่ะ สาดมาเลยยยยย!!!

    #202
    0
  4. #201 fayfias (@fayfias) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2561 / 21:58
    โมโมะนี่เข้าใจเลยอ่ะ เศร้าจัดจ้านนี้ T_T สามีจริงจะกลับมาหานายอนแล้วหรอ ม่ายย
    #201
    0
  5. #200 BLACKcoffee77 (@043annamado) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2561 / 14:35
    เอ่าอีผี คุณพ่อกลับมา กลับมาทำม๊ายยยยยยยยย จิงยอนอย่ายอมนะลูกกก หนูต้องสู้ คุณแม่อยู่จ้างหนูอยู่แล้วววว หนูต้องอย่ายอม น้องโมะก็อย่าไปเข้าข้างพ่อนะลูก ส่วนน้ามินะพี่จะปลอบเองงงง พี่จะดูแลอย่างดี ถถ
    สภาพแย่ค่ะ โมโมะ จริงๆการทำใจได้ไม่ใช่การลืมนะคะ แต่มันคือการยอมรับและเข้าใจความจริงที่เราเจอต่างหาก ถ้าหากเรายอมรับได้มันก็จะโอเคค่ะ ยอมรับมันซะ แล้วไปต่อ!! สู้ค่ะน้องโมะ

    ปล.ยูลสิกนั่นอารายอ่ะ ถถถถ หมั่น
    #200
    0
  6. #199 kwaRI-n (@new-lovekz1101) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2561 / 13:58

    เช็ดน้ำตาแปบนึงนะคะ


    คงไม่มีอะไรน่าเสียใจไปมากกว่าคนที่ตัวเองรักไปรักคนอื่นอ่ะนะ ถึงไม่ใช่แม่เราก็ตาม

    แต่การที่เค้าไม่ได้เลือกเรานี่ ไม่ใช่เราผิดนะ เราแค่ไม่ใช่เอง...จะร้องไห้อีกรอบ


    ต่อไปทูยอนก็ต้องพิสูจน์ความรักก็หนักกว่าอีก คงเดาไม่ยากหรอกว่าคนๆนี้ต้องการอะไร

    เป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายนะ(ยกเว้นผช.ปริศนาที่คัมแบ็คกลับมาหาป้า) เพิ่มความพิเศษให้น้ามินะหน่อย

    เพราะเรารู้ว่าการรอมันยากกว่าการตัดใจอีก


    เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะค้า สู้ๆค่า

    #199
    0
  7. #198 mongmaimakmild (@mongmaimakmild) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2561 / 23:25
    ดูเหมือนคลื่นลูกใหญ่กำลังจะมา ขอแค่นายอนมั่นคงและสนใจหัวใจของจองยอน อย่าเหมือนตอนจินยองก็พอ
    ตอนนี้ น้องโมะน่าสงสารสุดและแน่นอนน้ามินะคนแอบรักก็เช่นเดียวกัน
    เอาใจช่วยตอนต่อไปค่ะㅠㅠ
    #198
    0
  8. #197 geegano1 (@geegano1) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2561 / 21:50

    สงโมะ เพื่อนสนิทที่ตัวเองแอบชอบคบกับแม่ตัวเอง เห็นแต่ภาพบาดตาบาดใจ เอาใจสู้น้ามินะให้เอาชนะใจโมะให้ได้!!

    ได้กลิ่นดราม่าหนักมากจากตอนหน้า /ร้องไห้

    #197
    0
  9. #196 KKOP (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2561 / 21:28

    โอ้ยยยยยย จะดราม่าต่อเรื่อยๆเลยใช่มั้ยคะ สงสารทุกคนมากเลยค่ะ โดยเฉพาะโมโมะ ดูทรงว่าตอนต่อไปก็คงดราม่าหนัก ????

    #196
    0
  10. #194 Korn (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2561 / 16:57

    สัมผัสได้ถึงความมีดราม่าหนักกว่านี้อีกใช่ไหมคะ

    #194
    0