ตอนที่ 13 : จูบที่สิบสอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 181
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    30 ต.ค. 60


ให้กำลังใจคนเขียนไปที่แท็ก #จุ๊บที ในทวิตเตอร์

หรือเพจ ตัวแม่ ได้นะคะ




 

 จูบที่สิบสอง

 

                ผมตื่นอีกทีตอนเที่ยง


                ขยี้ตา ได้ยินเสียงแจ้งเตือนของโทรศัพท์ใกล้หูแต่ยังไม่เอื้อมมือไปคว้ามันในทันที คิดคำนึงถึงห้วงความฝันเมื่อคืนขณะปล่อยให้ตาชินกับแสงแดดที่ส่องลอดม่านเข้ามา….ในฝันผมเห็นภาพตัวเองกับธีร์คืนดีกันในที่สุด เราตกลงเป็นแฟนกัน จูงมือกันไปแนะนำตัวกับพ่อและครอบครัวที่ต้อนรับเราด้วยความอบอุ่น ความรักของเราดำเนินไปได้โดยไม่มีกำแพงหรืออุปสรรคใดมากั้นขวางเราอีกต่อไป...


                เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้มันได้ความสนใจของผมไปเต็มๆ ผมหยิบมากดเลื่อนดูแจ้งเตือน ก่อนจะเห็นแถบจากเฟซบุ๊กกว่ายี่สิบอันปรากฏบนหน้าจอ ลางสังหรณ์บอกผมว่ามันต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ


                “ฉิบหายยยยย” แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ...มีคนแอบถ่ายรูปผมกับรองที่หน้าผับเมื่อคืนแล้วแท็กมา ในอิริยาบถที่ผมกำลังยิ้มขำกับสภาพของรองซึ่งกำลังพิงไหล่ผมตาเยิ้ม โชคร้ายที่ในภาพมันมืดแบบที่ไม่สามารถจับแววตาห่วงใยแบบพี่น้องที่ผมใช้มองรองได้ แต่มันก็ชัดมากพอที่จะรู้ว่าสองคนในภาพเป็นใคร


                ที่สำคัญ องศาหน้าของผมที่ก้มมองน้องในภาพมันออกมาเหมือนผมกำลังก้มลงไปจุมพิตที่หน้าผากเขา และนั่นคือสาเหตุที่มีคนมากดแสดงความรู้สึกและคอมเมนท์ให้รูปนี้กว่า...สัดเอ้ย ห้าร้อยไลค์เลยเหรอ?! คนคอมเมนท์อีกราวยี่สิบ คนแชร์อีกห้าโพสต์ รูปโปรไฟล์ที่ไลค์เยอะที่สุดของกูยังไม่ถึงครึ่งนี้เลย แม่ง

 


                Patcha Poonpeeraya กรี๊ดดดดดดดด ชั้นจิ้นนนนน

                                Focus Kamonchanok กูก็จิ้นนนนน

 

                Kaekai Slider พี่จู๊บผัวน้อง ทำไมทำแบบนี้

                                Focus Kamonchanok เสียใจด้วยน้าน้อง

 

                Oracha Peebapeebo ไอ้จุ๊บ แบบนี้ไม่เรียกว่าน้องรหัสละ

                                Santirade Kadcha ผัวรหัสเลยเหอะ 

                                Focus Kamonchanok ถถถถถถถถถถถถถ สัส กูขำ

                                Focus Kamonchanok #รองจุ๊บ ก็มาว่ะ

               

                และไอ้คนโพสต์ภาพมันจะเป็นใครที่ไหนไปไม่ได้นอกจากคนที่ตามไปคอมเมนท์ต่อทุกคอมเมนท์...ไอ้โฟก้าสสสสสสส


                จำนวนคนแสดงความรู้สึกพุ่งขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ พอๆ กับจำนวนคนคอมเมนต์ แล้วที่ไปกันใหญ่กว่านั้นคือคู่กรณีที่อยู่ในภาพเดียวกับผมไม่ออกมาพูดหรือคอมเมนท์อะไรสักคำ...นอกจากกดเลิฟ


                ผมถอนหายใจเพราะรูปหัวใจของรอง สงสารแต่ก็เหนื่อยใจ ออกสื่อแบบนี้มันจะยิ่งทำให้น้องคิดเตลิดกันไปมากกว่าเดิมหรือเปล่านะ


                ชั่วครู่นั้นใจผมก็คิดไปถึงคนอีกคนที่ผมส่งข้อความหาเมื่อคืน ภาวนาให้เขายังไม่เห็นรูปหลุดอันโจ่งแจ้งนี้ ผมรีบพิมพ์ถึงโฟกัสให้ลบรูป จังหวะนั้นก็มีการแสดงความรู้สึกของบุคคลใหม่เด้งเตือนขึ้นมาข้างๆ

 


            Thee Dumrongdech โกรธ

 


                ...พัง


                พังโดยสมบูรณ์แบบ


                ผมเปลี่ยนเป้าหมาย เปิดกล่องข้อความของธีร์ขึ้นมา เขาอ่านข้อความเมื่อคืนของผมแล้ว และไม่ตอบอะไรหลังจากนั้น


               

            Jub Joompit

รูปนั้น

                มันไม่ใช่อย่างที่ธีร์คิดนะ

 

                ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งตัวเองจะมาพิมพ์อะไรที่มันละครไทยมากขนาดนี้ แต่ทำยังไงได้ นั่นมันเป็นสิ่งที่ผมอยากสื่อจริงๆ นี่หว่า


                ไม่นานก็มีข้อความขึ้นว่าดาราหนุ่มอ่านแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ตอบผมเหมือนเดิม...ผมกลับเข้าไปดูความรู้สึกที่รูปนั้นอีกครั้ง ธีร์กดถอนปุ่มโกรธออกไปแล้ว...


                ผมทึ้งเส้นผมหยิกฟูของตัวเองอย่างยอมแพ้ โยนโทรศัพท์ลงข้างเตียงและยกผ้าห่มขึ้นคลุมหน้า ปล่อยให้ตัวเองจมลงไปกับความรู้สึก ไม่น่าเลยบนเตียง ดิ้นไปดิ้นมาไม่นานจึงมีสายเข้า


                พอเห็นชื่อคนโทรเข้าเท่านั้นผมก็กระวีกระวาดไปคว้าโทรศัพท์ทันที เอวเหมือนมีสปริงในตัวให้ผมลุกขึ้นมานั่งดื้อๆ ความโหยหาในการคุยกับเขาทำให้ผมแทบเป็นบ้า กดรับโทรศัพท์ผิดๆ ถูกๆ


                “ฮัลโหล ธีร์ ได้ยินเราไหม”


                เสียงลมหายใจของเขาดังตอบกลับมา


                “ธีร์ เรื่องรูปในเฟซมันไม่ใช่อย่างที่ธีร์คิดนะ...” ผมรีบแก้ตัว ก่อนที่อีกฝ่ายจะตัดบทด้วยการเรียกชื่อผมด้วยเสียงเรียบนิ่ง


                [พี่จุ๊บ...]


                “ครับ”


                [เย็นพรุ่งนี้เรามาเจอกันได้ไหม เรามีเรื่องจะคุยด้วยหน่อย]


                เสียงของคนเป็นดาราเรียบจนน่ากลัว ใจผมเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ แต่ก็ตอบตกลงกลับไป


                “ได้สิ ที่ไหนว่ามาเลย”


                [เดี๋ยวเราบอกอีกทีนะ]


                “อะ...โอเค”


                […]


                “ธีร์...ไม่โกรธอะไรเราใช่ไหม”


                […]


                “...”


                [...คิดมาก]


                เสียงจากปลายทางทำให้ผมคลี่ยิ้มออกมา เกือบจะโล่งใจอยู่แล้วเชียวถ้าเขาไม่ได้พูดประโยคต่อมาที่ฟังดูเหมือนธรรมดา ในขณะเดียวกันก็ฟังดูน้อยใจแปลกๆ


                [เราโกรธพี่จุ๊บไปคงไม่มีประโยชน์อะไรหรอก]


                ปลายเสียงของเขาแกว่ง แต่ก็รีบกระแอมไอเหมือนจงใจปิดบังบางอย่าง


                [แล้วเจอกันนะ]


                ผมเม้มปาก ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาในใจพร้อมกับคำถามมากมาย แต่ผมตัดสินใจว่าค่อยรอคุยกับเขาตอนเจอกันดีกว่า


                คราวนี้เราจะไม่ก่อสงครามกัน ผมสัญญากับตัวเองแล้วว่าไม่ว่าธีร์จะตอบสนองผมแบบไหน ผมจะพยายามไม่ให้อารมณ์ของตัวเองเป็นใหญ่ แม้ว่าอารมณ์นั้นจะมีที่มาจาก การมีเหตุผลของผมก็ตาม


                “...เจอกันครับ”


                อย่างที่แม่บอก อาจเพราะธีร์มีบางอย่างที่เป็นหนึ่งเหตุผลนั้น...เหตุผลที่อยู่เหนือกว่าทุกๆ เหตุผลที่ทำให้เรารักใครสักคน


                ตัวเขาเองนั่นแหละที่เป็นเหตุผลนั้น


                และผมควรบอกเขาได้สักที



 

                ผมมาเจอธีร์ตามที่เขานัดในตอนเย็นของวันถัดมา หลังจากเลิกเรียนตัวนอกคณะแล้วผมจึงส่งข้อความถามหาเขาอีกครั้ง แล้วก็ต้องแปลกใจที่เขานัดผมกลับไปที่คณะของเราทั้งคู่


                ใจผมกระวนกระวายตลอดเวลาที่รอเจอเขา อาจเพราะด้วยความที่เดาท่าทีของคนเป็นดาราไม่ถูก ผมไม่รู้ว่าธีร์โกรธผมหรือเปล่าเรื่องรูปคู่กับรองที่หลุดออกไป (ซึ่งผมจัดชุดใหญ่กับโฟกัสจนเพื่อนจัดการกับรูปนั้นเรียบร้อย เธอไม่ได้ลบมันทิ้งแต่ซ่อนให้เห็นแค่ตัวเอง เพราะเสียดายจำนวนไลค์ - เฮ้อ) ไหนจะเรื่องที่เราทะเลาะกันที่โรงพยาบาลซึ่งก็ยังคาราคาซังอีก


                ผมมาถึงคณะตอนพระอาทิตย์กำลังส่งไม้ต่อให้พระจันทร์ ท้องฟ้าตอนนี้จึงกลายสีส้มอมชมพูและค่อยๆ ถูกสีน้ำเงินคล้ำกลืนกิน ธีร์นัดผมไว้ที่ชั้นดาดฟ้า ซึ่งปกติไม่มีใครจะขึ้นไปบนนั้นได้หรอกหากไม่ได้รับอนุญาตก่อน แต่ธีร์ก็คงไปสรรหาวิธีมาจนได้...เรื่องแหกกฏแบบนี้เขาถนัดอยู่แล้ว


                ผมเตรียมคำขอโทษไว้ในปาก ซ่อนไว้ใต้ลิ้นที่กำลังลิ้มรสชาติของจูปาจุ๊บส์อีกที ผมมีอีกอันในกระเป๋ากางเกงสำหรับเขาเผื่อว่าจะอยากได้ ทว่าภาพแรกที่ผมเห็นเมื่อขึ้นไปบนดาดฟ้าคือคนตัวสูงกำลังนั่งหย่อนขาลงจากตึก ท่ามกลางควันสีขาวลอยฟุ้งรอบตัว


                ธีร์สูบบุหรี่ และเขาไม่ได้นั่งอยู่คนเดียว


                มีเด็กสาวคนหนึ่งนั่งอยู่กับเขา เด็กสาวร่างเล็กผมสยายยาวถึงกลางหลังกำลังหัวเราะคิกคักกับคำพูดบางอย่างของธีร์


                เสียงหัวเราะนั้นถูกขัดจังหวะชั่วคราวเพราะเสียงเลื่อนประตูเหล็กของผม ทั้งสองคนหันหน้ามา ชั่วขณะนั้นผมก็รู้สึกว่าคุ้นหน้าเด็กสาวคนนี้เหลือเกิน


                “พี่จุ๊บ...”


                ธีร์เรียก กระเถิบตัวออกมาจากช่วงปลายของตึกแล้วพยุงตัวเองยืนขึ้น ปากเขายังคาบบุหรี่ที่ยังไม่มอดไฟ พอลุกขึ้นได้ก็เอื้อมมือไปดึงเด็กสาวคนนั้นให้ลุกขึ้นตาม


                ผมเดินเข้าไปช้าๆ และมองพวกเขาทั้งสองคนที่ลุกขึ้นยืนแล้วยังจับมือกันแน่นด้วยท่าทางสนิทสนม พอใกล้เข้าผมก็สังเกตเห็นความสวยของคนที่อยู่ข้างเขาได้ชัดถนัดตา เด็กสาวคนนั้นมีเครื่องหน้าแสนน่ามอง ตาโตใสแป๋วเข้ากับจมูกโด่งพอดิบพอดี ปากเรียวเล็กแต้มลิปสีชมพูสดใสแย้มยิ้มออกมาเผยฟันขาวได้รูป ล้อมกรอบโครงหน้ารูปไข่อันมีเสน่ห์ด้วยทรงผมน่ารักดูน่ารัก เธอสวมชุดเครื่องแบบนักศึกษาสถาบันเดียวกับเรา ตัวสูงเท่าใบหูของธีร์...ซึ่งถือว่าสูงกว่ามาตรฐานความสูงของผู้หญิงทั่วไป ร่างกายเล็กนั้นแท้จริงก็ไม่ได้ผอมบางมาก แต่เป็นรูปร่างที่สมสัดส่วนตั้งแต่หัวจรดเท้า


                ที่สำคัญคือผิวของเธอเป็นสีที่ใกล้เคียงกับสีผิวของธีร์มาก สีขาวน้ำนมออกจะสว่างกว่าด้วยซ้ำ สีผิวเหมือนคนที่ถูกเลี้ยงดูมาเหมือนกัน...หรือไม่ก็อยู่ในสถานะเดียวกัน


                สีผิวของคนเป็นดารา


                ...ผมจำเธอได้แล้ว เธอคือนางเอกซีรีส์คนที่เล่นคู่กับเขาในซีรีส์ที่ทำให้ธีร์ดังเป็นพลุแตกคนนั้น


                เอิงเอย สุทัตตา สวัสดิวัฒน์


                “สวัสดีค่ะ” เธอยกมือไหว้เมื่อเราเดินเข้ามาประจันหน้ากันในที่สุด ผมยกมือรับไหว้เธอแบบงงๆ หันไปมองแววตาของอีกคนที่ไม่ได้แสดงความยินดียินร้ายอะไรออกมา หากที่มุมปากซึ่งกำลังคีบบุหรี่นั้นแค่นยิ้มเล็กน้อยให้


                มือหนึ่งของผมที่ยังคาอยู่ในกระเป๋ากางเกงจับจูปาจุ๊ปส์ไว้แน่น ในขณะที่ธีร์ใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางคีบบุหรี่ออกมาช้าๆ แล้วปล่อยควันใส่หน้าของผม


                “เอิงเอย นี่พี่จุ๊บ พี่เทคเราเอง” เขาแนะนำ เด็กสาวก้มหัวให้ผมอีกครั้งอย่างนอบน้อม ผมฝืนยิ้มชืดออกไป ในใจสงสัยว่านี่มันเรื่องอะไรกัน


                “พี่จุ๊บ นี่เอิงเอย”


                “...”


            “แฟนเราเอง” 





โปรดติดตามตอนต่อไป

อยากให้มาอัพบ่อยๆ เม้นท์กันด้วยนะคะ

หรือไปติชม กรี๊ด ระบาย ได้ในแฮชแท็ก #จุ๊บที ในทวิตเตอร์

หรือเพจ ตัวแม่ ได้นะคะ


ตม. 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

169 ความคิดเห็น

  1. #161 angiepollii (@angiepollii) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 23:24
    อีรุงตุงนังเน้อะ
    #161
    0
  2. #119 Galaxy_b_boom (@cbbchanbaekxoxo) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 มีนาคม 2561 / 01:27
    หื้ออออออ
    #119
    0
  3. #64 sujuhyuk (@sjbenzbenz) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2560 / 10:28
    รออออออ
    #64
    0
  4. #63 gung-han (@gung-han) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2560 / 00:33
    เอ๊า... เอาเข้าไป เฮ้อออออ
    #63
    0
  5. #62 gracieji (@graciejirada) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2560 / 00:00
    ดีนะ ตูมเดียวรู้เลย ไม่ต้องมาคอยสงสัยว่าทำไมเขาเปลี่ยนไป
    รอตอนต่อไปจ้า
    #62
    0