ตอนที่ 19 : จูบที่สิบแปด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 670
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    28 ม.ค. 61


ให้กำลังใจคนเขียนไปที่แท็ก #จุ๊บที ในทวิตเตอร์

หรือเพจ ตัวแม่ ได้นะคะ



              

จูบที่สิบแปด


 

                ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วจนไม่ทันได้ตั้งตัว

                จำได้ว่าในคืนก่อนปิดเทอมที่ผมกลับบ้านดึก คืนนั้นผมได้กลิ่นบุหรี่ในบ้าน เป็นกลิ่นบุหรี่ที่ไม่ได้สัมผัสมานานหลายเดือนตั้งแต่พ่อป่วย

                ภาพของพ่อนั่งสูบบุหรี่อยู่ที่เก้าอี้หวายบนชานเรือน ยังไม่น่าประหลาดใจเท่าภาพของธีร์ที่ยืนสูบบุหรี่พิงเสาอยู่คู่กัน

                ธีร์สังเกตเห็นผมที่เดินเข้ามาก่อน เขามีสีหน้าตกใจอยู่ อาจเพราะกลัวว่าผมจะมองแง่ลบที่เห็นเขาสูบบุหรี่อยู่กับพ่อแบบนี้ หรืออาจเพราะเหตุผลอื่น

                พระเอกหนุ่มทู่ก้นบุหรี่กับเสา ไฟที่มอดปลายดับลง เขาหันมายักคิ้วให้ผมด้วยสีหน้าแปร่งประหลาด ไง

                ไม่เห็นบอกเลยว่าจะมาผมพูด

                เขามารอเจอเอ็งนั่นแหละไอ้หนุ่มแต่พ่อผมตอบแทน แต่เห็นบอกว่าเดี๋ยวจะกลับแล้ว...ใช่ไหม

                ธีร์กระแอม “...ครับ

                เขาจ้องผมอยู่สักพัก ยกมือขึ้นไหว้พ่อแล้วกระซิบกระซาบอะไรกันสักอย่าง เสร็จแล้วก็ตรงเข้ามาจุ๊บที่แก้มผมเบาๆ ไว้เจอกันนะ

                ผมงงว่านี่มันเรื่องอะไรกัน ธีร์ต้องมีลับลมคมในอะไรกับพ่อผมแน่ๆ แต่ยังไม่ทันจะได้อ้าปากถามเขาก็เดินออกจากบ้านแล้วสตาร์ทรถชิ่งหนีไป ผมหันมองพ่อด้วยความสงสัย แต่สีหน้าเรียบนิ่งเหมือนทุกอย่างเป็นปกตินั้นทำให้ผมไม่กล้าถาม...

                ผมยิ้มเจื่อนให้พ่อ กระชับสายสะพายกระเป๋าแล้วก้าวขาเข้าบ้าน แต่เสียงของพ่อเรียกไว้ก่อน

                จุ๊บ นั่งคุยกันก่อนสิ

                “...ครับ?” ผมถามย้ำ เพราะไม่มั่นใจว่าพ่อหมายความตามที่พูดหรือเปล่า

                นั่งคุยกันก่อน

                ตั้งแต่พ่อออกจากโรงพยาบาลมาครั้งนั้นก็เหมือนเขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขาเข้มงวดกับผมน้อยลง ใจดีกับผมมากขึ้น และที่ผมรู้สึกดีที่สุดคือการที่เขายอมรับในตัวธีร์และผมได้ แต่พูดตรงๆ คือเรายังไม่ค่อยมีโอกาสนั่งคุยกันประสาพ่อลูกเพราะผมยังรู้สึกเขินแปลกๆ...ธีร์ยังจะดูคุยกับพ่อบ่อยกว่าผมซะอีก

                ทว่าผมก็ตัดสินใจนั่งคุยกับพ่อในที่สุด เราคุยกันเรื่องสัพเพเหระเกี่ยวกับชีวิตทั่วไป ผมเล่าให้พ่อฟังถึงการเรียนในเทอมที่กำลังจะสิ้นสุดลง เรื่องความหมกมุ่นในการส่งหนังสั้นประกวดในโครงการหนึ่งกับเพื่อน และเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผมกับธีร์ ในขณะที่พ่อให้คำปรึกษาในเรื่องที่ผมไม่คาดคิดว่าจะได้ฟังจากเขา (รู้น่ะว่าไว้ใจกัน แต่เซฟที่สุดก็สวมถุงยางไว้ก่อนดีกว่า” ...ว้อทเดอะ...) เขามอบกำลังใจในประโยคที่ผมไม่ได้ยินบ่อยๆ (ยิ่งคบกับคนแบบธีร์ยิ่งลำบาก เราต้องอดทนกว่าคนอื่นหลายเท่า อย่ายอมแพ้นะ”) และเล่าเรื่องบางอย่างที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนให้ฟัง อย่างความฝันการเป็นนักดนตรีของพ่อ ซึ่งเขาเกือบจะเลือกเดินทางนั้น แต่ดันมีผมซะก่อน (มันไม่ได้เป็นกันง่ายๆ แบบยุคนี้ ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองเยอะ แถมตังค์ก็ได้นิดเดียวไม่พอกิน แล้วพ่อจะเอาตังค์ไหนไปเลี้ยงลูก”)

                รวมถึงเรื่องที่ติดค้างในใจผมมานาน

                พ่อ จุ๊บถามอะไรพ่อตรงๆ ได้ไหมครับ

                อะไรล่ะ

                จุ๊บเป็นลูกที่ทำให้พ่อภูมิใจหรือเปล่า

                พ่อเงียบไปสักพัก ก่อนจะยิ้มให้ผมแล้วปล่อยควันบุหรี่ออกมาจากจมูก พ่อเคยพูดว่าไม่ภูมิใจในตัวแกตอนไหน

                แต่พ่อก็ไม่เคย...แบบว่า...ผมเลียริมฝีปากอย่างขัดเขิน ชมผม หรืออะไรทำนองนั้น

                แล้วพ่อก็หัวเราะออกมาเหมือนความคิดของผมมันเล็กจ้อยเต็มที

                พ่อไม่ชม แต่ฉันก็ไม่เคยขัดแกในสิ่งที่แกอยากทำนะ

                “...”

                มีโอกาสแล้วก็ทำเต็มที่ ลองๆ ทำไปอย่างที่อยากทำ ทำผิดดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย อย่างโครงการหนังสั้นที่ประกวดอยู่เนี่ย แข่งไปก็อย่าหวังเอาชนะอย่างเดียว

                พ่อไม่อยากให้จุ๊บชนะเหรอ

                ถ้าแกชนะได้จะปิดซอยเลี้ยงเลย

                โหพ่อ ไม่กดดันเลยครับ

                คืนนั้นเรามีแลกบทสนทนาแบบพ่อลูกที่ผมไม่เคยมี จู่ๆ กำแพงความกระอักกระอ่วนระหว่างเรานั้นก็เลือนหายไปเหมือนเป็นเรื่องที่ผมคิดไปเอง มันคือคืนที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ คำสอนที่ไม่มีความกดดัน การปลอบโยนบนพื้นฐานของความเข้าใจ เราคุยกันทุกเรื่อง...เว้นแต่เรื่องที่พ่อกลับมาสูบบุหรี่อีกครั้ง

                และตอนนั้น...ผมก็ไม่ได้เอะใจอะไร

 

                วันเปิดเทอมวันสุดท้ายเป็นวันธรรมดาที่ดูเหมือนจะไม่มีเรื่องน่าตื่นเต้น

                จริงๆ ผมไม่มีเรียนแล้วด้วยซ้ำ แต่ต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้าเพราะต้องออกไปพรีเซนต์โปรเจกต์หนังสั้นที่คณะ มันเป็นสารคดีขนาดสั้นที่ผมทำร่วมกับเพื่อนเพื่อส่งเข้าประกวดในโครงการของค่ายใหญ่ ถ้าเราชนะมันจะสามารถต่อยอดการทำงานในอนาคตได้เลยทีเดียว

                เรามีนัดพรีเซนต์ราวเก้าโมง หลังผ่านการซักซ้อนกับเพื่อนร่วมทีมทั้งสามคนซึ่งได้แก่ ไอ้โอ...เพื่อนตัวสูงโย่งจากกลุ่มสันทนาการที่ดูแลเรื่องบทกับซาวน์ ไอ้ตาว...เพื่อนแว่นหนาที่มีฝีมือเรื่องภาพมาช่วยดูเรื่องกล้อง และคนสุดท้ายคือไอ้ม้ง...เพื่อนตัวเล็กจ้อยที่เรียนฟิล์มเหมือนกัน ม้งเป็นเด็กหนุ่มผิวขาว ตาตี่ มีชื่อเสียงประหลาดเกี่ยวกับเรื่องคาวๆ จนได้ฉายา ตัวเล็กเซ็กซ์จัดเพราะอาการเสพติดหนังโป๊มากเกินไปของมัน ว่ากันว่าม้งต้องดูหนังโป๊ทุกวันสามเวลาหลังอาหาร ที่บ้านหนังโป๊เป็นพันแผ่น (พิสูจน์แล้วว่าคำกล่าวนี้เป็นจริงจากการได้ไปตัดต่องานชิ้นนี้ที่บ้านมัน แม่งสต๊อกไว้เป็นชั้นๆ) แต่ม้งดันเก่งเรื่องจังหวะการตัดต่อเป็นที่หนึ่ง คาดว่าความสามารถนี้มาจากการซึมซับจังหวะฟินๆ ของหนังโป๊ที่ดูนั่นแหละ

                เพราะฉะนั้นผมจึงดึงม้งเข้ามาร่วมทีม ให้มันตัดต่อจากฟุตเทจที่ผมกำกับ และมันก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เอาจริงๆ ม้งเป็นคนนิสัยดีคนหนึ่งเลยนะ ถ้ามองข้ามนิสัยแปลกๆ นั้นน่ะ

                แต่ไม่คิดเลยว่าเรื่องนั้นของม้งจะส่งผลต่อเราในวันสำคัญอย่างวันนี้

                อันที่จริง สาเหตุของเรื่องทั้งหมดมันเริ่มมาจากผม

                ธีร์ เรียนเสร็จแล้วใช่ไหม เราอยากจูบธีร์...ตอนนี้เลย!

                ผมกรอกเสียงใส่โทรศัพท์ขณะวิ่งตะลีตะลานออกจากห้องประชุมใหญ่ ในวินาทีหลังจากที่พิธีกรประกาศชื่อกลุ่มของเราให้ขึ้นไปพรีเซนต์หนังสั้นบนเวที ผมรู้ว่าการขอปลีกตัวออกมาแบบนี้มันคงทำให้ทุกคนเหวอ แต่ผมจำเป็นต้องทำจริงๆ

                และคนเหวอคนล่าสุดคือปลายสาย แต่ผมไม่มีเวลาอธิบายอะไรกับเขาทั้งนั้น สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือวิ่งไปที่ร้านเอกสารข้างตึกซึ่งธีร์อยู่ตรงนั้น ในมืออีกข้างจับกล่องดีวีดีสีดำแน่น...ไอ้กล่องดีวีดีเจ้าปัญหา

                ผมไปถึงร้านถ่ายเอกสารในเวลาไม่ถึงนาที เจอธีร์ยื่นหัวโด่ทำหน้าหล่ออยู่ตรงนั้นคนเดียว โคตรโชคดีเลยที่ไม่ได้อยู่กลางคนพลุกพล่าน

                สัญญาว่าจะเล่าให้ฟังทั้งหมด แต่ตอนนี้ธีร์ต้องมากับเราก่อนผมคว้าข้อมือเขาที่กำลังเงิบแล้ววิ่งอย่างไม่คิดชีวิตไปที่ซอกเล็กๆ ข้างร้านถ่ายเอกสารที่ปลอดจากสายตาผู้คน ผมโอบคอเขาลงมาแล้วประทับฝีปากลงไปไวๆ

                ยกข้อมือตัวเองขึ้นมาดู ตัวเลขดิจิตอลบอกเวลา 10:10:54 นิ่งสนิท

                ฟู่วผมพักหายใจเพราะความเหนื่อย เท้าตัวเองกับไหล่กว้างของคนตัวสูงที่แสดงสีหน้าจังงังเช่นเดิม

                โอเคปะเนี่ยธีร์ถาม ผมส่ายหัวแล้วก็ลากเขาออกมาจากซอกนั้นโดยไม่ตอบอะไร

                แฟน ค่อยๆ เดินก็ได้มั้งครับ เวลาหยุดแล้วนะธีร์ท้วงเมื่อเห็นผมยังจับมือเขาวิ่งเป็นกระต่ายตื่นตูม...เออว่ะ

                แล้วนี่จะพาไปไหน”            

                ล็อคเกอร์

                ไปทำไม วันนี้ไม่ได้มีนัดพรีเซนต์หนังสั้นส่งประกวดเหรอ

                มี ที่อยู่ในมือเนี่ยแหละ แม่งเอาแผ่นมาผิด

                ไปสลับกับอะไร หนังโป๊เหรอ

                ธีร์ยิ้มประกอบมุกที่ตัวเองชง แต่พอเห็นผมกลืนน้ำลายนิ่งๆ ตอบก็ต้องอ้าปากค้าง

                เชี่ย หนังโป๊จริงเหรอ?”

                ไม่ต้องมาทำเหวอ ก็เพราะธีร์นั่นแหละที่ทำให้เราต้องมาทำอะไรแบบเนี้ยผมโวยกลับเพราะไม่รู้จะเอาไปลงกับใคร

                เฮ้ย เกี่ยวไรกับเราเนี่ย

                ความจริงก็คือ ผมยืมหนังโป๊เรื่องหนึ่งมาจากไอ้ม้งผู้เป็นแฟนพันธ์แท้ของหนังโป๊ทุกประเภทจากทั่วโลก และถึงแม้จะเป็นผู้ชายแท้ๆ แต่ก็มีหนังโป๊ของชาย-ชายอยู่ในคลังด้วย (เชื่อเลย) จุดประสงค์ที่ยืมก็ธรรมดามากครับ ผมแค่ยืมมาศึกษา...จริงๆ นะ

                แบบว่า...ผมกับธีร์ก็คบกันมาแล้วสิบเดือน มันเป็นปกติที่เราจะพัฒนาความสัมพันธ์ไปถึงขั้นจึ๊กกะดึ๋ยกัน แต่มันก็แปลกที่เราไม่เคยไปถึงขั้นนั้นกันสักที ไม่ใช่เพราะเราไม่เคยลองทำมัน จริงๆ เราพยายามมากแต่ผมก็กลัวเกินไป (ก็คนมันไม่เคยนี่หว่า!) แล้วธีร์ก็อาจจะเกรงใจผมเกินไป

                ผมจะไม่ลงรายละเอียดเพราะเขิน แต่เอาเป็นว่าถ้าเซ็กซ์มีระดับขั้นของมัน ผมกับธีร์ผ่านมาทุกขั้นแล้ว...ยกเว้นขั้นสุดท้าย

                และนั่นทำให้ผมถึงกับรู้สึกผิด เพราะพูดจริงๆ ว่า...ป้าเด้าเคยบอกผมว่า...เซ็กซ์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ราบรื่น บางคู่อาจบอกว่ามันจำเป็นมาก บางคู่บอกจำเป็นน้อย แต่สรุปคือมันก็จำเป็นสำหรับทุกคู่ไง

                ธีร์มีความอดทนกับเรื่องนี้ เขาบอกว่าจะรอเวลาที่ผมพร้อมจริงๆ แล้วค่อยลองใหม่ก็ได้ แต่ติดผมเนี่ยแหละที่กระวนกระวายอยากให้เขามีความสุข

                นี่แหละเหตุผลที่ผมต้องยืมหนังโป๊จากม้งมาศึกษา

                ...แล้วกล่องหนังโป๊กับกล่องหนังส่งประกวดแม่งสีดำเหมือนกัน ผมเพิ่งรู้ตัวว่าหยิบมาผิดตอนเปิดกล่องดูก่อนจะขึ้นเวที และรูปผู้ชายญี่ปุ่นในสปีดโด้สีแดงตัวเดียวบนแผ่นทำเอาปิดกล่องแทบไม่ทัน

                จุมพิต นายแม่งจี้ดาราผิวหยวกหัวเราะออกมาเมื่อผมเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ขณะที่เราเดินมาจนถึงบริเวณล็อคเกอร์ของคณะ มีนักศึกษาสองคนนิ่งค้างอยู่ในท่าก้มเปิดล็อคเกอร์ ผมทำเป็นไม่ได้ยินเสียงหัวเราะเขาแล้วดิ่งไปไขล็อคเกอร์ตัวเองบ้าง มีกล่องดีวีดีสีดำอีกกล่องอยู่ในนั้นจริงด้วย

                ผมโยนกล่องในมือเข้าไปในล็อคเกอร์แล้วหยิบอีกกล่องมาเช็ค แผ่นดีวีดีขาวสะอาดลูกพ่อ

                พอปิดล็อคเกอร์ก็เห็นธีร์เท้าศอกกับตู้ล็อคเกอร์แล้วมองผมนิ่ง ริมฝีปากสีชมพูกระหยิ่มเหมือนมีเลศนัย

                อะ...อะไรผมถาม

                ไม่เห็นจำเป็นต้องดูเป็นตัวอย่างเลย

                ฮะ?”

                หนังโป๊น่ะ ไม่เห็นจำเป็นต้องดูเลยเขาอธิบาย เลิกคิ้วแล้วส่งสีหน้าหล่อพิฆาตมาให้ ความหล่อสัสทำผมสตั๊นได้ทุกทีทั้งที่ควรชินได้แล้ว

                เรานำเอง พี่จุ๊บแค่ตาม

                ไม่ทันรู้ตัว ธีร์ก็ใช้ร่างสูงโปร่งตะครุบผมไว้จนหลังติดกับล็อคเกอร์ ตัวของผมสัมผัสกล้ามเนื้อกำยำที่เป็นผลมาจากการออกกำลังกายอย่างหนักตลอดสิบเดือนที่ผ่านมาของเขา เราใกล้กันจนผมสัมผัสลมหายใจแผ่วเบากลิ่นลูกอมสตรอว์เบอรี่ที่เขาชอบ

                “ยิ้มอะไร”

                “เปล่า” ผมดีใจที่ได้กลิ่นสตรอว์เบอรี่แทนบุหรี่จากปากเขา แต่ไม่บอกหรอก

                “ยิ้มแบบนี้ธีร์น้อยก็ตื่นกันพอดี”

                “เดี๋ยว...”

                เรื่องนั้น เราพยายามกันได้นะ ตรงนี้...ตอนนี้ก็ยังได้เขากระซิบ ก่อนที่ผมจะรู้ว่าธีร์พยายามจะทำเรื่องไหน จมูกของเขาโลมเลียอยู่ใต้คางผมแล้ว

                ธีร์ ไม่เอา...ผมบอก หันไปมองหาความช่วยเหลือจากสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่นิ่งค้าง

                เวลาหยุดอยู่ไม่มีใครรู้หรอกเสียงกระเส่าทำผมขนลุกซู่ เดี๋ยวๆๆๆ เราจะเป็นแบบนี้ไม่ได้ ผมจะมีอะไรกับธีร์ครั้งแรกตรงล็อคเกอร์คณะที่มีนักศึกษาสาวถูกฟรีซไว้ข้างๆ ไม่ได้โว้ยยยยยย

                เราต้องไปพรีเซ็นต์!ผมรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีดันเข้าออก ธีร์หงายหลังกระแทกล็อกเกอร์ดังปัง แต่ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสดี

                เดี๊ยะๆผมแยกเขี้ยวใส่แต่ก็ดึงมือเขามาด้วย ไม่กี่นาทีเราก็มาถึงประตูห้องประชุมพรีเซนต์งานห้องเดิม ทุกคนในห้องกำลังชะโงกมองมาที่ประตูเพราะคงสงสัยว่าผมออกไปไหน

                เดี๋ยวเวลากลับมาเดินแล้วเข้าไปด้วยกันนะผมบอก

                ฮะ เข้าไปทำไม

                เหอะน่าธีร์ดูงงๆ แต่ก็ยอมเออออแต่โดยดี เราหลบอยู่หลังประตูและจูบกันอีกครั้ง แล้วเสียงเซ็งแซ่ของรอบข้างก็กลับมาดังอย่างเดิม

                ผมเปิดประตูกลับเข้าไป ยิ้มแห้งให้ทุกสายตางุนงงของทุกคนที่มองตรงมา

                ขอโทษครับผมบอกเสียงดัง ผมแค่...อยากให้นักแสดงมาดูด้วยกัน

                ทันใดที่ธีร์เดินตามเข้ามา เสียงกรี๊ดจากคนในห้องก็ดังกระหึ่ม เขาขมวดคิ้วงงๆ ส่งมาให้ผมแต่ก็หัวเราะแก้เก้อรับเสียงกรีดร้องนั้น แล้วการพรีเซนต์ของกลุ่มผมก็เริ่มได้ในที่สุด

                การประกวดครั้งนี้เป็นการประกวดหนังสั้นนักศึกษาที่จัดโดยค่ายหนังชื่อดัง โดยรับสมัครหนังสั้นทุกแนวของทีมนักศึกษาจากสถาบันทั่วประเทศ (นั่นคือเหตุผลว่าคนในห้องกรี๊ดตอนธีร์เดินเข้ามา เพราะเขาไม่ได้เห็นพ่อพระเอกดังทุกวันเหมือนคนในคณะ จบ) จากหนังสั้นเกือบร้อยถูกคัดเหลือเพียงสิบห้าเรื่องสุดท้าย ทุกเรื่องถูกนำมาฉายวันนี้แล้วจะมีประกาศผลตอนปลายเดือน และเรื่องของกลุ่มผมคือหนึ่งในนั้น

                ทีม ‘WHAT THE FLICK’ ของเราเป็นแค่ทีมเดียวจากคณะเราที่ผ่านมาถึงรอบสุดท้าย เราทำหนังสั้นความยาว 10 นาทีชื่อ ‘THE NORMAL SUPERSTAR’ ว่าด้วยเรื่องชีวิตเบื้องหลังของซูเปอร์สตาร์หนุ่มที่หน้ากล้องต้องรับมือกับชื่อเสียง แฟนคลับ และข่าวฉาว แต่หลังกล้องก็มีชีวิตทั่วไปเหมือนคนธรรมดา เดินตลาดนัด ซักผ้าด้วยมือ ใส่กางเกงมือสอง บางวันทำงานเหนื่อยๆ ก็ไม่อาบน้ำ (คุ้นไหมครับ) โดยนำเสนอออกมาในรูปแบบสารคดีแนวตลกขบขัน ถ่ายด้วยกล้อง Hand-Held (เหมือนถ่ายด้วยกล้อง Home Video ธรรมดา) คล้ายเรื่องจริง เพื่อสื่อว่าจริงๆ ดาราก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น...เหมือนกับเราทุกคน

                และแน่นอนว่าจะไม่มีใครเหมาะสมกับบทนำเท่าคนที่เป็นแรงบันดาลใจของเรื่องอีกแล้ว พูดตรงๆ ว่าบางฉากในเรื่องเราไม่มีบท แต่ถ่ายจากธรรมชาติจริงๆ ของเขาเลยด้วยซ้ำ

                วันนั้นเราได้เสียงหัวเราะและเสียงปรบมือเกรียวกราวจากผู้ชมและกรรมการในห้อง และได้เห็นการโค้งรับคำชมเหล่านั้นจากนักแสดงนำของเรื่องที่วันนี้มาดูกับผมด้วย

                ก็ธีร์ไง จะใครล่ะคร้าบ

 

* * * * * * * * *

 

                ช่วงปิดเทอมเป็นช่วงผมกับธีร์ไม่ค่อยได้เจอกัน บางทีอาจเพราะมันเป็นปิดเทอม งานในวงการบันเทิงจึงมะรุมมะตุ้มรุมเขาแบบไม่ให้หายใจหายคอ ธีร์เจอทั้งถ่ายละคร เรียนการแสดง วิ่งงานโชว์ตัวไม่เว้นแต่ละวัน มันเป็นกิจวัตรประจำวันของเราไปแล้วที่ทุกเช้าผมจะโทรปลุกเขาและถามแพลนวันนั้นว่าต้องไปทำอะไร ส่วนก่อนนอนจะเป็นเวลาที่เขาโทรมา แลกเปลี่ยนเรื่องที่เจอในทุกวัน มีบางวันธีร์ก็บ่นเหนื่อยใส่และหลับไปทั้งๆ ที่ยังไม่วางสาย หน้าที่ของผมก็คือรับฟังเขาและทำอะไรไม่ได้นอกจากบอกให้สู้ต่อไป

                ผมใช้เวลาปิดเทอมไปกับการดูหนัง ไปเที่ยวกับป้าเด้าและลุงโรเบิร์ต และช่วยป้าแก้ว...แม่ของจีบทำขนมขายเป็นส่วนมาก เดิมทีป้าแก้วใช้เวลาเหลือเฟือในแต่ละวันทำเบเกอรี่กินเองเป็นงานอดิเรก แต่อาจเพราะมีเวลามากเกินไป ป้าแก้วจึงผุดไอเดียการทำออกมาขายสนุกๆ ให้คนในหมู่บ้าน และปรากฏว่าขนมป้าอร่อยมากจนคนซื้อเยอะ ลุงพร่ำผู้เป็นสามีจึงควักเงินสร้างกระท่อมหลังเล็กไว้ข้างบ้านเรา เพื่อให้ป้าแก้วใช้เป็นเรือนทำขนมและมีแบรนด์เล็กๆ ของตัวเองอย่างจริงจัง   

                จนตอนนี้ วิเศษกาลเบเกอรี่โตจนสามารถทำส่งร้านกาแฟ 2-3 ร้านในเมืองได้ทุกวัน มีบางวันที่ฝากไปวางตามเบเกอรี่แบรนด์ใหญ่ๆ บ้าง มันเป็นธุรกิจของครอบครัวเล็กๆ ที่ทุกคนในบ้านว่างก็มาช่วยกัน โดยมีป้าแก้วเป็นหัวเรือใหญ่

                สิ่งที่ไม่น่าเป็นห่วงเลยคือเราไม่ต้องกลัวจะทำไม่ทัน เพราะเวลาของป้าแก้วกับลุงพร่ำสามารถยืดออกไปได้เรื่อยๆ และเราก็ได้รับอานิสงส์จากตรงนั้น

                ผมเคยบอกหรือยังว่าคนในครอบครัวของเรา แชร์พลังกันได้

                หลักการง่ายๆ เลยก็คือ คู่ชีวิตทุกคู่ในบ้านจะมีพลังและห้วงเวลาเป็นของตัวเอง เช่นตอนผมจูบกับธีร์เวลาของเราทั้งคู่ก็จะถูกหยุดไว้ ณ ตอนนั้น หรืออย่างป้าเด้ากับลุงโรเบิร์ตป่ามป๊ามกันแล้วท่องเวลาไปที่ไหนสักที่ เวลาปัจจุบันของทั้งคู่ก็จะถูกแช่ค้างไว้เช่นกัน หรือในกรณีของลุงพร่ำกับป้าแก้วที่ยื้อเวลา ทั้งคู่จะติดอยู่ในวินาทีนั้นๆ ตามช่วงเวลาที่ต้องการ

                ซึ่งห้วงเวลาของแต่ละคู่ในครอบครัวจะถูกแยกออกจากกันอย่างชัดเจน (เราถึงรู้สึกโชคดีมากทุกครั้งที่เราเจอกันในเวลาปัจจุบัน เพราะเราอยู่ในเวลานั้นจริงๆ)

                แต่กระนั้น พลังของเราก็ยังมีความพิเศษ มันสามารถส่งต่อกันได้ด้วยการแตะตัวกันตอนใช้พลังนั้น

                ยกตัวอย่างเช่น...ผมสามารถติดอยู่ในเวลาสี่โมงเย็นไปอีกสามชั่วโมงกับป้าแก้วเพื่อช่วยเธอทำขนมได้ ด้วยการแตะตัวกันตอนลุงพร่ำกับป้าแก้ว บอกรักกันเพื่อยื้อเวลาออกไป หรือผมสามารถท่องเวลาไปกับป้าเด้าและลุงโรเบิร์ตได้ เพียงแค่เอาส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายไปแตะพวกเขาตอนป่ามป๊ามกัน (ถ้าทำใจดูไหวน่ะนะ)

                วิเศษใช่ไหมล่ะครับ

                ปิดเทอมที่ไม่ได้อยู่กับธีร์ของผมเลยไม่น่าเบื่อเท่าที่ควรจะเป็น การทำขนมอยู่กับป้าแก้วทำให้ผมเพิ่มสกิลความละเอียดละออ มันมีบางวันที่เราสนุกกับการทำมากจนลืมว่าเวลาจะหมด และมีบางวันที่ผมติดอยู่กับป้าแก้วในช่วงเวลาเดิมๆ ที่หากนับชั่วโมงตามจริงแล้วก็ปาเข้าไปเป็นวัน

                วันที่ลุงพร่ำทำงานหนักมากๆ และเราไม่เหลือวัตถุดิบให้ทำอีกต่อไป ป้าแก้วจะชอบนั่งเท้าคางกับโต๊ะปั้นแป้ง สางผมยาวสลวยสีดำตรงของตัวเองให้ยุ่งเหยิง และบ่นแกมสอนเรื่องชีวิตคู่ให้ผมฟังเพื่อฆ่าเวลา

                “เหนื่อยทำขนมไม่เท่าไหร่ เหนื่อยใจตอนรอลุงเธอกลับบ้านน่ะเหนื่อยกว่าเยอะ”

                “...”

                “จุ๊บเอ๊ย โตกว่านี้เธอจะรู้ว่าชีวิตคู่มันไม่ง่าย เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันมันมีค่ามากจริงๆ”

                “...”

                “ความเป็นผู้ใหญ่มันกินเวลาที่เรามีด้วยกันไปหมด นี่ป้าจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่กินข้าวกับลุงเธอ กับไอ้จีบพร้อมหน้าพร้อมตานี่เมื่อไหร่ มันนานมากจนป้าลืม”

                “...”

                “บางครั้งป้าก็คิดว่าคู่ชีวิตของเราจริงๆ มันอาจจะไม่ใช่คู่ชีวิตก็ได้นะ เขาอาจจะเป็นเจ้ากรรมนายเวร...ต้องใช้เวรใช้กรรมให้กันจนกว่าจะตายกันไปข้างนึง”

                แม้ในเวลาที่ผมไม่ได้คิดถึงเขา คำพูดบางคำของป้าแก้วทำให้ผมคิดถึงธีร์ได้อย่างน่าประหลาด

                ผมสงสัย คำว่าคู่ชีวิตของเราจะมีนิยามแบบนั้นหรือเปล่า

 

* * * * * * * * *

 

                [อยู่หน้าบ้านละจ้า มึงอยู่ไหน]

                “แป๊บๆ จีบเสร็จยัง”

                มีเสียงตะโกนลอดประตูห้องน้ำออกมา “ยัง ขี้แตกอะ ไปขึ้นรถก่อนเลย”

                “เค” ผมตะโกนตอบ แล้วกรอกเสียงพูดกับโฟกัสที่อยู่ปลายสายต่อ “จีบขี้แตกอะ เดี๋ยวกูออกไปหามึงก่อนก็ได้”

                [มาๆ]

                ผมกดวางสาย แล้วเดินผ่านโถงหน้าบ้าน เห็นพ่อนอนหนุนตักแม่อยู่บนโซฟาอย่างกระหนุงกระหนิงแล้วยิ้มออกมา

                “อ้าว ไปไหนแต่เช้า” แม่สังเกตเห็นผมแล้วทักขึ้นมา สีหน้าเคร่งเหมือนกำลังคิดจะเฉ่งผมในใจ

                “ไป...ทำบุญวันเกิดธีร์อะครับ” ผมยิ้มแหยให้แม่ 

                “มีแฟนแล้วไม่ค่อยอยู่กับพ่อแม่เลยนะ” โดนเฉ่งจริงด้วย ไปทำบุญวันเกิดแฟนเฉยๆ ผมทำอะไรผิดค้าบ

                “แม่ก็บ่นเป็นคนแก่ไปได้...ปล่อยเด็กมันไปเถอะน่ะ ให้มันไปใช้ชีวิต” พ่อแก้ต่างแทนเพราะผมเงียบไป แม่ทำท่าจะเถียงกลับ แต่มองหน้าพ่อแล้วจิ๊ปากออกมาเสียงดัง...เฮ้ย พ่อวิน เป็นไปได้ไง

                “เฮ้อ โอเค” แม่ยอม “กลับเร็วหน่อยนะลูก”

                “ครับ”

                “มากอดทีมา” เจ้าของผมทรงบ็อบเทอ้าแขนกว้างทำให้พ่อผมลุกออกจากตัก ผมดิ่งเข้าไปกอดแม่หลวมๆ แล้วยกมือไหว้พ่อ หากตอนนั้นพ่อก็ไอออกมาในระดับเกือบจะเรียกได้ว่ารุนแรง แล้วยกมือรับไหว้แบบขอไปที ในลมหายใจนั้นผมได้กลิ่นเหมือน...บุหรี่

                นั่นคืออีกครั้งที่ผมได้กลิ่นบุหรี่มาจากพ่อ

                “ทุกอย่างโอเคไหมครับ” ผมถามออกไป ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงอยากถามแบบนั้น แค่สัญชาตญาณมันบอก     แม่หันมองพ่อเหมือนรอคำตอบจากชายร่างผอมซูบที่กำลังยกมือเช็ดปาก ในนาทีนั้นผมก็รู้สึกว่าเขาผอมลงมากกว่าปกติ หรือเพราะอยู่กับเขาทุกวันผมเลยไม่ได้สังเกตนะ...

                “จะมีอะไรไม่โอเคล่ะ ไปเฮอะ” พ่อไล่ กระแอมในลำคอตามอีกสองที ผมมองทั้งคู่นิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่งแล้วยอมผละออกมา รู้สึกทะแม่งแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป

                “จุ๊บจะรีบกลับนะครับ”

                ผมบอก ก้าวขาออกจากบ้านมาก็เห็นรถสีเขียวแปร๊ดของโฟกัสเตะตามาแต่ไกล แต่ที่เตะตากว่าคือผมทรงโก๊ะตี๋จากเรื่องหอแต๋วแตกของมัน กับแว่นตาดำ และเสื้อสีขาวสกรีนตัวหนังสือใหญ่เป้งสีแดงว่า

                ‘I HEART THEE DUMRONGDECH’

                วอทเดอะฟะ... “ทำไมกูเป็นคนเดียวที่ไม่มีเสื้อตัวนี้วะ” เพราะจีบก็ใส่            มาวันนี้เหมือนกัน แกเพิ่งอวดให้ผมดู

                “เอ๊า เป็นเมียยังไงไม่มีเสื้อผัว” โฟกัสแหวใส่

                “แฟนโว้ยแฟน” ผมแก้ กระซิบเบาๆ กับตัวเอง “...ยังไม่ถึงขั้นเมียซะหน่อย”

                “มุบมิบปากไรจุ๊บ ไม่ได้ถ่ายละครนะจะได้หันไปคุยกล้องสองกล้องสาม หันมาคุยกับกูนี่ กูคือเดอะโอนลี่กล้องของมึง”

                “เปล่าวุ้ย” ผมแก้ เปิดประตูรถแล้วหย่อนก้นตัวเองลงไป สงสัยว่าทำไมโฟกัสโวยวายจังเลยเช้านี้ เมนส์มาหรืออะไรน่ะ “พูดถึงแฟน มึงไม่เอาแฟนมาด้วยอะ”

                นั่นคืออีกเรื่องน่ายินดีที่เกิดขึ้นในสิบเดือนที่ผ่านมา...โฟกัสมีแฟนเป็นหนุ่มวิศวกรรมหล่อล่ำรุ่นพี่ที่เคยเรียนสถาบันเดียวกับเรา...ผู้ซึ่งผมยังไม่มีโอกาสได้เจอสักครั้งตั้งแต่มันเปิดตัว ความประหลาดคือเป็นแฟนคนแรกของโฟกัสที่มันหวงมาก ไม่ออกสื่อ ไม่เจอใคร แถมยังเปิดตัวว่าคบกันหลังจากที่ผมเปิดเผยกับมันว่ากำลังคบกับธีร์ ซึ่งผมเพิ่งมีความกล้าจะบอกมันเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง

                “ไม่รู้ ตายละมั้ง” โฟกัสบ่นด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ นี่ไงเหตุผลที่เช้านี้อารมณ์บูด

                แต่ผมงง คบกันแค่เดือนกว่าๆ ก็แช่งกันระดับนี้แล้ว แปลว่าแฟนคนนี้ของมันต้องไม่โอเคแน่ๆ

                “ชาตินี้กูจะมีโอกาสเจอเขาไหมเนี่ย”

                “อาจจะไม่” มันยู่ปาก เสมองออกนอกรถเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่

                “มึงโอเคปะเนี่ย” ผมตบแขนโฟกัสเบาๆ เหมือนไล่อารมณ์เฉานั้นออกจากตัว “มีอะไรระบายกับกูได้นะ กูฟังได้”

                “กูไม่ไรหรอกมึง เรื่องหยุมหยิมอะ ขอบใจมึงมาก”

                “ไม่ไรแล้วก็ยิ้มให้กูดูหน่อยซิ เช้านี้ไม่เห็นมึงยิ้มเลยเนี่ย”

                โฟกัสหันมายิงฟันให้อย่างประชดประชัน เอ้อ เล่นได้แบบนี้ค่อยสบายใจหน่อย

                “แล้ว...มึงกับธีร์อะเป็นไงบ้าง” เพื่อนหันมาเปลี่ยนเรื่อง “คบกันมากี่เดือนแล้วนะ”

                “เข้าเดือนที่สิบเอ็ดละ”

                “ช่วงนี้โอเคเปล่า เห็นธีร์ออกงานโคตรเยอะเลย มีเวลาให้มึงไหมเนี่ย”

                “เอาจริงนะ เดือนนี้ไม่เจอกันเลยว่ะ” ผมยอมรับตามตรง “วันนี้วันแรกเลยที่จะได้เจอ แต่ก็คุยเรื่องนี้กันละ โทรคุยเอาก็ได้กูไม่ซีเรียสอะ”

                “มึงนี่ดีจัง หมดช่วงโปรแล้วก็ยังหวาน แฟนกูนี่จืดตั้งแต่สิบวันแรก”

                ผมย่นคิ้วไม่อยากเชื่อ “ขนาดนั้น”

                “แต่วันๆ หนึ่งก็เจอคนเยอะ มึงไม่กลัวธีร์ไปมีกิ๊กอะไรงี้เหรอ”

                ผมนึกนิ่งๆ ครู่หนึ่ง “...ไม่นะ ทุกวันนี้ก็เจอแต่คนในวงการ ถ้าจะมีก็เป็นคนในวงการนั่นแหละ เคยเล่าอยู่ว่ามีดารารุ่นพี่มาจีบเหมือนกัน แต่ธีร์ไม่เอาอะ”

                “เพราะเขารักมึง”

                “เพราะเขาไม่ชอบผู้หญิง” ผมแก้ โฟกัสขำพรืดออกมา “ล้อเล่น จริงๆ เพราะกลัวจะเป็นข่าวเหอะ พวกที่เข้าหาเขาก็กะเป็นข่าวอยู่ละ”

                “เอ้อ ถึงตอนนี้กูยังไม่เชื่อเลยว่าคนที่กูติ่งจะชอบผู้ชาย” แล้วเสียงหัวเราะก็เปลี่ยนเป็นคำสบถกับตัวเองเฉย อะไรของมันเนี่ย “ไม่ๆ ไม่ได้หมายถึงกูไม่เชียร์มึงกับธีร์หรืออะไรนะ มึงก็รู้ว่ากูอยากให้มึงมีความสุข และกูแฮปปี้มากๆ เรื่องมึงก็น้อง” โฟกัสรีบพูดกลบเกลื่อนเมื่อเห็นผมย่นคิ้วใส่

                “แต่แบบ...มึงก็รู้ว่ากูผ่านอะไรมา...และกูไม่อยากให้มึงเจอเรื่องแบบนั้นไง”

                 พอเพื่อนเลิกคิ้วตอนพูดว่า เรื่องแบบนั้น ผมก็ถึงบางอ้อทันที โฟกัสมีความลับโคตรดาร์กข้อหนึ่งที่มีแค่คนสนิทเท่านั้นที่รู้ (ซึ่งได้แก่ผมกับเพื่อนในกลุ่มตอนมอปลาย) คือ...มันมีพ่อเลี้ยงเป็นเกย์

                พูดไปจะหาว่าดราม่า แต่ชีวิตโฟกัสดราม่าจริงๆ ครับ มันเป็นลูกติดแม่ พ่อแท้ๆ ตายไปตั้งแต่ยังเด็ก พอพ่อตายแม่ก็ย้ายจากต่างจังหวัดมาหางานทำที่กรุงเทพฯ และแต่งงานใหม่กับเศรษฐีรุ่นราวคราวเดียวกันคนหนึ่งตอนโฟกัสอายุได้แปดขวบ อยู่กินไปได้ไม่กี่ปีพ่อเลี้ยงก็เริ่มเผยธาตุแท้ ไม่ทำมาหากินจนเงินที่บ้านร่อยหรอ ทำตัวสำมะเลเทเมา แถมยังใช้กำลังกับแม่โฟกัสอยู่ทุกวัน แต่นั่นยังไม่พีคเท่าการเอาผู้ชายเข้าบ้านแล้วเปิดเผยว่าตัวเองเป็นเกย์ แต่งงานกับแม่ของโฟกัสเพื่อเอาใจครอบครัวเฉยๆ

                แล้วคืนหนึ่งแม่กูก็ทนไม่ไหว ตอนนั้นกูอายุสิบสี่ได้มั้ง นอนอยู่ดีๆ ก็ได้ยินเสียงปืนดัง

                รู้ตัวอีกทีคนเป็นแม่ก็โดนจับข้อหาพยายามฆ่าคนตาย โดนโทษจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งตอนนั้นก็มีคนตายจริงๆ คือคู่เกย์ของพ่อเลี้ยง ส่วนพ่อเลี้ยงโฟกัสโดนยิงที่ก้านสมอง ถึงยังรอดแต่ก็กลายเป็นอัมพาตทั้งตัว

                ตั้งแต่นั้นมาโฟกัสก็ย้ายไปอยู่กับน้องแม่ และมีภาพจำไม่ดีเกี่ยวกับคู่เกย์มาตลอด

                ไม่ได้ถึงขนาดที่อยู่ร่วมกันไม่ได้นะ แต่ทุกครั้งที่กูเห็นมันมีภาพของพ่อเลี้ยงซ้อนทับอยู่ตลอดเลยมึง

                เชี่ย คนอะไรแบ็คกราวน์ชีวิตทรหดอย่างกับละครหลังข่าว แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ดีใจที่มันผ่านเรื่องขนาดนั้นแล้วแยกแยะเรื่องของผมกับธีร์ได้

                ผมดีใจที่อย่างน้อยมันก็ยินดีกับผม

                “อย่าคิดมาก กูกับธีร์จะไม่เป็นแบบนั้นแน่ๆ”

                “กูก็ว่างั้น”

                “เอ้อ ไม่รู้เคยบอกมึงหรือยังว่ากูกับธีร์เป็นคู่...”

                “เป็นคู่ชีวิตกัน ใช่ มึงเคยบอกกูแล้ว มึงจูบหยุดเวลาได้ด้วย” ผมหัวเราะรับ ทว่าโฟกัสยังทำหน้าตึงแปลกๆ...โบท็อกซ์ปะวะ “กูแค่... กูไม่ว่าที่มึงเชื่อเรื่องแบบนั้นนะ ซึ่งมันอาจจะจริง แต่สำหรับกูมันไกลตัวมากเลย ไม่รู้ดิ...เอาเป็นว่านอกเหนือจากเรื่องแฟนตาซีทั้งหมดนั่น กูแค่อยากให้ธีร์มีความสุข...ธีร์กับมึง”

                “กูมีความสุขดี” ผมตบบ่าโฟกัสเพื่อยืนยัน ยิ้มให้แม้ในใจจะแหม่งๆ กับคำพูดของมันชอบกล

                ทุกวันนี้ผมก็มีความสุขดี...ใช่เปล่าหว่า

                “ขอบคุณมึงมากที่มาทำบุญกับกูวันนี้ ตอนแรกกูกะจะบอกปัดธีร์ไปแล้วเพราะไปด้วยกันแล้วกลัวโดนแอบถ่าย แต่มีมึงกับจีบมากูค่อยสบายใจหน่อย”

                “ใครว่ากูมาเพราะมึง” มันหรี่ตาตำหนิ “กูมาเพราะอยากมาต่างหาก”

                ผมหัวเราะออกมา “โอเค๊”

                “แต่มึงไม่ว่าอะไรใช่ไหมที่กูจะกรี๊ดแฟนมึงต่อไปเรื่อยๆ”

                “กรี๊ดดังเท่าที่คอเพื่อนจะอำนวยเลยครับผม แต่เจ็บคอแล้วอย่ามาบ่นให้กูฟังนะ ไปบ่นกับหมอนู่น”

                “จุ๊บ ทำไมเหี้ย”

                “ฮ่าๆๆๆๆ”

               

                หลังจากรอจีบที่ขี้จนหมดไส้หมดพุงเรียบร้อย เราก็ได้ฤกษ์เดินทางไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าใจกลางเมืองแห่งหนึ่งชื่อ อ้อมอารีเป็นบ้านชั้นเดียวหลังใหญ่ที่รวบรวมเด็กกำพร้าทุกเพศทุกวัยเอาไว้มากที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง ที่นี่มีโรงอาหาร สนามเด็กเล่น และสาธารณูปโภคมากพอจะรองรับเด็กได้หลายร้อย แต่ดูเหมือนวันนี้จะดูเล็กจ้อยลงไปถนัดตา

                จะพูดยังไงดี งานทำบุญวันเกิดของธีร์ ดำรงเดชมันไม่ใช่การไปเลี้ยงข้าว ให้ขนม หรือสอนเด็กวาดรูปธรรมดา พูดตามตรงมันดูเหมือนไม่ใช่งานทำบุญวันเกิดของเขาแล้วด้วยซ้ำ มันเหมือน...งานมีตติ้งดาราที่ใช้ส่วนบุญส่วนกุศลบังหน้า เพราะแฟนคลับของเขาไหลทะลักเข้างานอย่างกับน้ำป่าไหลหลาก กูนึกว่าข้างในมีโรงทาน ไอ้ชิบหาย (อุทาน)

                “ถ้าเก็บค่าตั๋วเข้านี่ได้เป็นแสนเลยนะ” ผมมองฝูงชนข้างในแล้วบ่นลอยๆ ตาแหงนมองเลยไปถึงป้ายไวนิลแผ่นใหญ่ที่ขึงตรงทางเข้า มันเขียนว่า ‘HAPPY BIRTHDAY THEE ตอน วัยรุ่นบุญท่วมหัว

                กูปวดตับกับชื่องานมากๆ แง้ ใครคิด!

                “จุ๊บ แกไม่รู้เหรอ” จีบเปรย “งานนี้เขามีขายบัตรนะ ให้กดจองผ่านไทยทิกเกอร์เมเจ๊ตอะ”

                ฉึ่ง...กูหน้าตึงไปทันที แต่ยังไม่ทันได้เหวอใดๆ เสียงโทรศัพท์จากธีร์ก็ดังขึ้นซะก่อน

                [พี่จุ๊บ เราเห็นนาย] เขาพูด ผมจึงชะเง้อคอผ่านฝูงชนเข้าไป แต่ไม่ปรากฏวี่แววของคนผิวสว่างแต่อย่างใด [ยืดคอจะเป็นยีราฟแล้ว ไม่เห็นเราหรอก เราอยู่ในบ้าน]

                “อ้าว” ไม่บอกตั้งแต่แรกล่ะฟะ

                [โทษทีที่บอกว่าทำบุญวันเกิด ไม่ใช่อย่างที่คิดอะดิ]

                “ใช่ โคตรอึ้ง”

                [ทำบุญวันเกิดของเราเป็นแบบนี้นี่แหละ ฮ่าๆ เห็นชื่องานตรงประตูไหม เราคิดเองเลยนะ เท่ปะ]

                ออหอ นึกว่าใคร ที่แท้มันนี่เอง ตั้งชื่อซะกูอยากบอกเลิกตอนนี้เลย ฮือ

                “เท่ซั้สสสสสสส” ผมประชม (ประชด+ชม) แล้วเปลี่ยนเรื่องคุยเป็นการเป็นงานบ้าง “มีตรวจบัตรอยู่ จะเข้าไปยังไงอะ”

                [เดี๋ยวเราจะให้สตาฟฟ์เอาบัตร VIP ไปให้ รออยู่ตรงนั้นแหละ] ธีร์บอก [ได้บัตรแล้วเข้ามาหาเราในบ้านนะ เราอยู่ห้องเด็กเล็ก อย่าพาใครมาด้วยล่ะ]

                แล้วเขาก็วางสายไป ไม่นานก็มีชายตัวใหญ่ท่าทางเคร่งครึมแต่สวมเสื้อ I HEART THEE DUMRONGDECH เอาป้ายคล้องคอมาให้เราสามคน ก้าวแรกหลังจากเข้าไปยังบริเวณบ้านผมก็เห็น...โรงทาน! มันมีโรงทานอยู่จริงๆ รายล้อมไปด้วยคนใส่เสื้อแฟนคลับของเขาทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ละคนมีของที่จะมอบให้เด็กกำพร้าและศิลปินพะรุงพะรังไปหมด แม้แต่จีบกับโฟกัสยังมีของกระจุกกระจิกมาแจกเด็กๆ

                ตัดภาพมาที่ผม...มีแค่กล้องถ่ายรูปตัวเดียว เยี่ยมไปเล้ย

                ภายในบ้านแน่นขนัดไปด้วยคนมากหน้าหลายตาทั้งผู้ใหญ่และเด็ก มีการจัดโซนเป็นฐานกิจกรรมต่างๆ เหมือนงานวันเด็กขนาดย่อม ผมเห็นเวที โซนถ่ายรูป บูธวาดภาพระบายสี ทำขนม และสารพัดที่คุณจะจินตนาการถึง ตามกำหนดการงานจะเริ่มราวๆ สิบโมง ผมจึงแยกกับโฟกัสและจีบที่ดูโหยของกินเหลือเกินตั้งแต่เดินเข้ามา ไปหาธีร์ในบ้านอย่างที่เขาบอก ผ่านด่านการ์ดจนเข้าไปถึงห้องเด็กเล็ก ได้ยินเสียงรื่นหูของพระเอกดังอยู่ไกลๆ

                แต่พอไปถึงกลับไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว ในห้องเด็กเล็กที่ถูกตกแต่งด้วยสีสันสดใสซึ่งมีเด็กวัยอนุบาลราวสิบคนวิ่งเล่นกันอยู่ ตรงนั้นยังมีคนอีกสองคนที่ผมไม่ควรมาเจอที่สุดอยู่ตรงนั้น

                พี่บุ๊ค ผู้จัดการของธีร์ และพิมพ์ผกา ดำรงเดช แม่ของเขา

                วันนี้พวกเขาแต่งตัวในตีมสีขาวแบบเดียวกัน ไม่น่าเชื่อว่าธีร์อยู่ชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดาจะดูดีได้ขนาดนั้น เช่นเดียวกับพี่บุ๊คที่ใส่เสื้อกั๊กสีขาวทับเสื้อสีเนื้อ กับกางเกงผ้าลายไทยที่มองไปก็เท่แต่มองอีกทีก็เหมือนแต่งไปวัด รวมไปถึงแม่ของเขาที่ใส่เดรสสีขาวดูสวยหรูอย่างเคย ทั้งสามคนกำลังคุยกันพลางมองเด็กๆ วิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน

                และแน่นอนว่า ไอ้หนุ่มเสื้อสีเขียวขี้ม้าที่จู่ๆ ก็เดินโด่เด่เข้าไปจะต้องโดนจับตามอง  

                ธีร์เพิ่งสังเกตเห็นผมหลังจากคนอื่น สีหน้าตกตะลึงของเขาทำให้ผมรู้ว่าตัวเองมาผิดเวลาอย่างแรง รู้ตัวอีกทีขาก็พาผมเข้าไปตรงกลางห้อง จะหันหลังกลับมันก็ไม่ทัน

                ทั้งห้องเงียบฉี่ทันที แม้แต่เด็กยังหยุดวิ่ง ฟัค

                “เอ่อ...” ผมอึ้ง ทุกคนอึ้ง

                “นี่...พี่จุ๊บครับ พี่เทคที่มอผมเอง!” แล้วธีร์กอบกู้สถานการณ์ไว้ได้ทัน ถึงอย่างนั้นเขาก็แนะนำผมด้วยเสียงดังเกินธรรมชาติ ก่อนจะรู้ตัวว่าดังเกินไป ธีร์กระแอมก่อนพูดต่อ

                “แล้วก็...วันนี้อาสาจะมาเก็บภาพในงานครับ” เขามองกล้องที่ผมสะพายอยู่แล้วพูดออกไป ทั้งที่เราไม่ได้ตกลงกันแบบนั้น เหยด นึกขอบคุณตัวเองจริงๆ ที่สะพายกล้องมา

                “ผมอยากแนะนำให้รู้จักกัน เผื่อ...จะได้ตามไปเก็บภาพอีกหลายงาน” ธีร์แถให้ผมต่อ แล้วแนะนำให้ผมรู้จักกับคนฝั่งเขาบ้าง ผมยกมือไหว้พี่บุ๊คและแม่ของเขาอย่างลนลาน ปั้นรอยยิ้มบนหน้าแบบพยายามไม่มีเลศนัย

                ต่าย พิมพ์ผกาไม่แม้แต่จะยกมือรับไหว้ เธอแค่มองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยดวงตากลมสวยหากน่ากลัวประหลาด ราวกับเธอพยายามให้ผมรับรู้ถึงรังสีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัว

                ชั่วแวบหนึ่ง แววตาแบบนั้นทำให้ผมสงสัยว่าบางที...บางทีเธออาจจะรู้เรื่องผมกับธีร์

                “เก็บภาพเหรอ” เธอถาม “ปกติเราก็มีช่างภาพของเราอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องใช้ช่างภาพนอกเลย”

                “เอ่อ...จริงๆ แล้วเก็บไปประกอบวิชากิจกรรมของคณะให้ธีร์น่ะครับ น้องไม่ค่อยร่วมกิจกรรมคณะเพราะงานเยอะ อาจารย์เลยให้ไปทำ CSR (กิจกรรมช่วยเหลือสังคม) มาแทน แล้วงานนี้ก็เข้าข่าย ผมเลยมาเก็บภาพให้น้องน่ะครับ”

                ผมโกหก เป็นคำโกหกที่ผมไม่เชื่อมันเลยสักคำ มีเหรอที่แม่เขาจะเชื่อ

                นางเอกรุ่นแม่หรี่ตามองผมครู่หนึ่ง สีหน้าเรียบตึงไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เธอเหยียดริมฝีปากแล้วพูดออกมาว่า

                “งั้นก็แล้วไป” สรุปว่าเชื่อ...เฉย “แต่งานหน้าไม่ต้องลำบากแล้วนะ ไม่ต้องการ”

            ไม่ต้องการ

                น้ำเสียงคมกริบเหมือนมีดที่กรีดผมอย่างช้าๆ ความเย็นชานั้นทำให้ผมรู้สึกเป็นส่วนเกินของห้องนี้มากกว่าเดิม ผมหัวเราะแฮ่กลบเกลื่อน สบโอกาสจึงขอตัวออกมาด้วยความกระอักกระอ่วน

                “เดี๋ยว” แต่...ถูกพี่บุ๊คผู้จัดการเรียกไว้ซะก่อน อะไรอีกค้าบบบบ “น้องหน้าคุ้นๆ จังค่ะ เหมือน เราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อน...” พี่ตุ๊ดหัวเกรียนร่างใหญ่ห่อลิ้นตรงคำว่าเราจนผมสะดุ้ง มันต้องออกเสียงปานนั้นเลยใช่ไหมฟะ

                แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญตอนนี้ ประเด็นคือ...หรือพี่บุ๊คจะจำผมได้ตอนเจอกันแบบเฉียดๆ ที่คณะตอนนั้น...ทำไงดีวะเนี่ย  

                “ที่ไหนเหยอฮ้าบ” คิดอะไรไม่ออก ผมจึงหันไปยิ้มตาหยีให้จนตาเป็นรูปสระอิ จินตนาการหน้าตัวเองออกเลยว่าคงเหมือนหน้ากากอาแปะที่เชิดสิงโต...ดูซิเล่นตลกใส่แบบนี้จะจำได้อยู่ไหม

                “พี่ว่า...” พี่บุ๊คจิกปาก “ไม่เคยเจอหรอก พี่คิดไปเองแหละ”

                “แฮ่ๆ” โคตรโล่ง แต่ก็ต้องหัวเราะแบบสตาฟฟ์หน้าอาแปะเอาไว้เพราะกลัวหลุด

                “แต่น้องหน้าตาดีนะ ถ้าไม่ยิ้มแบบนั้น”

                “ฮ้าบ ขอบคุณฮ้าบ ไปละฮ้าบ”

                ผมรีบชิ่งออกมาโดยไว ไม่วายได้ยินประโยค “แปลกคนจัง การพูดการจาก็ประหลาด ธีร์รู้จักคนแบบนี้ได้ไง” มาจากพี่ตุ๊ดผู้จัดการ ไม่คิดติดใจกับคำติเรื่องคำพูดคำจาของเขา เพราะนาทีนี้โคตรโล่งใจที่เอาตัวรอดมาได้ แต่อีกใจก็รู้สึกหนักอึ้ง

                การเผชิญหน้ากับแม่ธีร์ย้ำเตือนผมถึงอุปสรรคใหญ่ในความสัมพันธ์ของเรา...อุปสรรคที่ทำให้เรื่องยากลำบากอื่นดูเล็กจ้อยลงถนัดตา

                ผมกับธีร์จะเก็บเรื่องของเราไว้เป็นความลับได้อีกนานแค่ไหน       

 

                ทำใจไว้แล้วว่าการเจอกันตอนเช้าจะเป็นช่วงเวลาเดียวของวันที่เราเฉียดใกล้กัน ถึงจะคิดถึงการเจอธีร์มากแค่ไหน แต่มันคงไม่ฉลาดเท่าไหร่ที่จะมาจิ๊จ๊ะกับเขาท่ามกลางสายตาของแม่ ผู้จัดการ และแฟนคลับกว่าร้อยคนแบบนี้ ผมจึงตัดสินใจเอ็นจอยตัวเองไปกับการทำบุญตามจุดประสงค์ของงานจริงๆ ด้วยการมาช่วยสอนเด็กชายผมหน้าม้าเต่อคนหนึ่งระบายสีอยู่ในโซนศิลปะ

                “อย่าระบายเกินเส้นสิ”

                “ยุ่งน่ะพี่” มันชื่อเบิร์ด ตัวแค่นี้แต่แสบใช่เล่น แต่ผมก็ไม่ถือสาหรอก “ทำไมไม่อยากไปดูดาราที่เวทีเหมือนคนอื่นเขาล่ะ”

                “ไร้สาระ” น้องเบิร์ดตอบ ไม่น่าเชื่อว่านี่คือคำพูดที่ออกมาจากปากเด็กอายุสิบขวบ “ผมหล่อกว่าพวกนั้นมัดรวมกันอีก”

                “โฮ่” ผมระเบิดหัวเราะด้วยความนับถือ “แต่ก็จริง พวกนั้นไม่เห็นมีใครหล่อเลยเนอะ”

                “ใครเอาเป็นแฟนคงตาถั่ว”

                ระบายสีอยู่ดีๆ ถึงกับทรุด ทำไมสุดท้ายเข้าพี่ล่ะโว้ยเบิร์ดดดด

                ผมใช้เวลาค่อนวันขลุกอยู่ตรงนั้น มองคนในเสื้อ I HEART THEE DUMRONGDECH เดินเข้าไปกระจุกกันอยู่ที่เวทีตอนที่ธีร์เปิดมินิคอนเสิร์ตเล็กๆ ในช่วงท้ายของวัน มันเป็นมินิคอนเสิร์ตกึ่งสรุปงานนี้และกึ่งโปรโมตคอนเสิร์ตใหญ่ของเขากับเพื่อนๆ วัยรุ่นวุ่นรักที่กำลังจะมาถึงด้วย เสียงกรี๊ดอย่างอุ่นหนาฝาคั่งดังต่อเนื่องแม้พวกเขาจะร้องเพี้ยนกันแค่ไหน ผมกะว่าจะไปถ่ายภาพขำๆ สักหน่อยเลยตัดสินใจบอกลาน้องเบิร์ด

                “ขอบคุณนะพี่จิ๊บ แต่ไปไหนก็ไปเลยครับ” น้องเงยหน้ามายักคิ้วแล้วก้มลงระบายสีต่อ...จำชื่อไม่ได้แถมยังไล่อีก โอเคเว้ย

                ผมเดินมาถึงบริเวณเวทีตอนเพลงสุดท้ายกำลังเริ่ม สังเกตเห็นโฟกัสกับจีบที่ยืนวี้ดๆ อยู่แถวหน้าสุด สังเกตเห็น เขาตัวเท่านิ้วก้อยที่ยืนแจกความสดใสอยู่บนนั้น

                “ถ่ำไมเธอต้องยิ้มทุกทีที่เดินซวนกัน ถ่ำไมเธอต้องหวานทุกคำที่เอ่ยวาจ่า”

                และธีร์ ดำรงเดชไม่เคยทำให้แฟนๆ ผิดหวัง เขายังรักษามาตรฐานการร้องเพลงที่ทำให้เราตั้งคำถามว่า...แกเป็นพระเอกละครมิวสิคัลจริงปะเนี่ย

                “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด!!!!!!!

                แต่แฟนคลับก็ยังกรี๊ดคอแตกให้ รู้แล้วครับว่ารักจริงๆ

                ผมยกกล้องขึ้นถ่ายวิดีโอของเขาจนจบเพลง รู้แหละว่าธีร์มองไม่เห็นหรอก เพราะผมแทรกตัวอยู่ท่ามกลางแฟนคลับนับร้อย แถมยังถูกดันให้มาอยู่หลังๆ ด้วยซ้ำ

                แต่พอร้องจบ ธีร์ก็หันมาสบตาเข้ากับกล้องของผม ขยิบตาให้เหมือนรับรู้ว่าผมอยู่ตรงนี้ บางทีอาจจะเป็นเพราะเสื้อสีเขียวขี้ม้าท่ามกลางเสื้อแฟนคลับสีขาว

                ก่อนดนตรีบรรเลงจะจบลง อยู่ๆ ธีร์ทำท่าชูนิ้วโป้งขึ้น แล้วกลับนิ้วโป้งลง จากนั้นก็จุ๊บนิ้วโป้งนั้นเบาๆ และปิดท้ายด้วยการทำมือไอเลิฟยูส่งมาให้

                เสียงกรีดร้องดังสนั่น ผมหัวเราะออกมาอย่างไม่เชื่อว่าเขาจะกล้าทำท่านั้นจริงๆ มันอาจดูเป็นท่าปิดท้ายเพลงเสร่อๆ ที่ทำคิดขึ้นเพื่อแฟนคลับ

                แต่สำหรับผม มันคือท่าบอกรักที่มีแค่เราเท่านั้นที่รู้

                ธีร์เคยคิดเล่นๆ และทำให้ผมดูตอนเราอยู่ด้วยกัน ด้วยความกลัวว่าผมจะน้อยใจที่ไม่ได้เจอกัน ผสมกับการที่เขาอยากให้ผมไว้ใจว่ายังไงก็รัก เขาเลยคิดท่าบอกรักผ่านสื่อขึ้นมาจากคำที่เราชอบพูดกันบ่อยๆ

                ...การชูนิ้วโป้งหมายถึงดี กลับนิ้วโป้งลงหมายถึงแย่ และการจุ๊บนิ้วโป้งหมายถึงผม

                ไม่ว่าจะดีหรือแย่ เราสัญญาว่าจะรักพี่จุ๊บ

                จะว่าบ้าก็บ้า

                แต่น่ารักวุ้ย

 

                Thee Dumrongdech

                โทษทีวันนี้ไม่ได้คุยกันเลย

 

                Jub Joompit

                ไม่เป็นไร

เข้าใจ

ธีร์

สุขสันต์วันเกิดนะ

มีความสุขมากๆ โตไวๆ

 

                Thee Dumrongdech

            อยากได้ยินเสียง

                โทรไปได้มั้ย

 

Jub Joompit

                มาดิ

 

            เสียงเรียกวิดีโอคอลจากเขาดังขึ้น ผมกดรับ

                [ไหนอะของขวัญ] เขาทำท่าแบมือขอ ยังอยู่ในชุดเดิมจากงานวันนี้ เราทั้งคู่ต่างอยู่บนเตียงของตัวเองที่บ้าน

                “อะไรๆ” ผมแหย่ “ไปทำบุญด้วยนี่ยังไม่พออีกเหรอ”

                [เฮ้ย มันจะพอได้ไง มันต้องเป็นชิ้นเป็นอันดิ]

                “ไม่มีอะ”

                [ทำท่าดีหรือแย่ให้ดูก็ได้]

                “ไม่มีทาง” ผมจะไม่ยอมทำท่าบ้านั่นให้เขาดูเด็ดขาด

                ไม่ใช่อะไร...มันเขินเกินไปโว้ยยย

                [พี่จุ๊บ วันเกิดเรานะ ทำให้ดูหน่อยยยย]

                “ไม่”

                [ไม่ทำจะวางละเน่อ]

                โหย วันนี้เอาแต่ใจจังวะ “เดี๋ยวดิ”

                [ทำเดี๋ยวนี้เลย]

                ผมถอนหายใจพลางส่ายหัว “เห็นว่าเป็นวันเกิดหรอกนะ” แล้วทำทุกอย่างด้วยความรวดเร็ว เริ่มตั้งแต่ยกนิ้วโป้งขึ้น กลับมันลง จุ๊บปาก แล้วทำมือไอเลิฟยู

                [เฮ้ย เร็วแบบนั้นใครจะไปมองทันฟะ]

                “ไม่รู้ๆๆ ทำแล้วทำเลย ได้รอบเดียวด้วย” ผมแหว รู้สึกหน้าร้อนขึ้นมานิดๆ

                [บอกรักเราด้วยดิ]

                “ทำไมงอแงจังวันเนี้ย”

                [จุ๊บรักธีร์ แค่นี้ยากตรงไหนอะคร้าบ] อ้อนเก่ง แต่ไม่ใจอ่อนหรอก

                “ไม่อาวววววว”

                [เฮ้อ แล้วแต่] แล้วเขาก็ยอมแพ้ไปในที่สุด ง่ายจังรอบนี้

                “งอนเหรอ” คนบนหน้าจอส่ายหัว แต่ทำแก้มป่องเหมือนเด็กอย่างน่าตี “มันไม่ได้น่ารักนะทำแบบนั้น”

                [ใช่ดี้] เขาตัดพ้อ

                “ฮะๆ อย่างอนๆ” ผมบอก แล้วหาวให้เขาดูหนึ่งรอบ “เพราะเราไม่มีแรงง้อแล้ว”

                [ทำไมเพลียเร็วจังวันนี้] เขาเลิกทำแก้มป่องแล้วถามจริงจัง [ไปทำอะไรกับกิ๊กมาใช่ไหม]

                “คิดได้” ผมหัวเราะในลำคอ พลิกตัวนอนตะแคงแล้วสบตาเขา “วันนี้หนุกไหม”

                [ก็ดีอะ เหนื่อยเหมือนทุกวัน]

                “คนอะไรงานทำบุญวันเกิดตัวเองยังจัดเหมือนแฟนมีต”

                เขาหัวเราะ [ตอนแรกก็ไม่อยากให้เป็นแบบนี้เหมือนกัน แต่ค่ายเขาขอมา]

                “แล้วไม่บอกไรเราเลย ขำตรงทุกคนใส่เสื้อไอฮาร์ทธีร์ ดำรงเดช แล้วเราใส่เสื้อสีเขียวกากๆ ไปคนเดียว”

                [อยากได้เหรอเสื้อตัวนั้นอะ]

                “อย่างน้อยมันก็ทำให้เราเหมือนคนอื่นไง”

                [เราไม่อยากให้พี่จุ๊บเหมือนคนอื่นไง

                “ทำไมล่ะ”

            [นั่นแฟนคลับ นี่แฟนครับ]

                “โอ...เค๊” ผมทำท่าโบกมือศิโรราบ นึกถึงเสื้อสีเขียวเด่นของตัวเองตัวนั้น แล้วจู่ๆ ก็นึกไปถึงเหตุการณ์ตอนเช้าของวันนี้

                “แม่นอนแล้วเหรอ” ผมถาม

                [นานแล้วครับ] เขาบอก [วันนี้เราเกือบไม่รอดนะจุมพิต]

                “เราว่าแม่ธีร์สงสัยละ ฮะๆ”

                [ก็อาจจะ]

                “ถ้าแม่รู้จริงธีร์ว่าเขาจะทำยังไง กันไม่ให้เราเจอกัน จ้างคนมาตามเรา อะไรแบบนั้นปะ”

                [ไม่รู้เหมือนกัน แต่คิดว่าคงเป็นแบบนั้น] ธีร์เบ้ปาก [แต่เราไม่ยอมแพ้หรอก]

                “อู้ว” ผมยิ้มล้อเลียนสีหน้ามุ่งมั่นนั่น ต่อด้วยหาวให้เขาดูรอบที่สอง “อิ๊ดอ้าอุดอ๊ายเขาอาออมให้เราอยู่ด้วยกันอ๊ะ (คิดว่าสุดท้ายเขาจะยอมให้เราอยู่ด้วยกันปะ)”

                [หาวขนาดนี้ก็ไปนอนเถ้อะ] คนผิวสว่างไม่ตอบคำถามผม แต่ออกเสียงไล่แทน [เรื่องที่มันยังมาไม่ถึง เราอย่าคิดล่วงหน้าเลยเนอะ]

                “ฮะ...โอเค...” แล้วผมก็หาวให้เขาดูอีกรอบ “โทษที”

                [ฝันดีครับแฟน]

                “สุขสันต์วันเกิดนะธีร์” ผมรวบรวมกำลังสุดท้ายก่อนห้วงนิทราจะดึงผมให้ดิ่งไปมากกว่านี้ “19 แล้ว แต่เป็นเกือบปีที่เข้ามาในชีวิตเรา จะบอกว่าไงดี ขอบคุณที่เข้ามา และขอให้เราอยู่ด้วยกันแบบนี้เรื่อยๆ...” ผมพยายามเบิกตาปรือๆ เพื่อมองเขาได้ชัดเจนเพราะคำที่จะพูดต่อไปเลยนะ

                “เรารักธีร์นะ” ผมยอมพูดออกไปในที่สุด เห็นรอยยิ้มของคนหน้าจอแล้วกดวางสายไป

                อย่างที่เขาบอก ตอนนี้เรามีกัน เรื่องที่มันยังมาไม่ถึงก็อย่าไปคิดล่วงหน้าเลย

 

                แต่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วจนไม่ทันได้ตั้งตัว

                ไม่ว่าจะดีหรือแย่คือสัญญาใจของเรา และเราก็มีช่วงเวลาที่ดีมากมายที่ได้ใช้เวลาด้วยกัน

                ไม่เคยคิดว่าช่วงเวลาที่แย่มันจะมาถึงในชั่วพริบตาเดียวหลังจากช่วงเวลาดีๆ เกิดขึ้น

                หนึ่งอาทิตย์หลังจากงานทำบุญวันเกิดธีร์ มีงานประกาศผลรางวัลหนังสั้นที่ทีมผมส่งประกวดจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัย ธีร์ขอโทษผมใหญ่ที่มาไม่ได้เพราะติดซ้อมคอนเสิร์ตที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ผมบอกว่าไม่เป็นไร มันเป็นแค่งานเล็กๆ ที่ผมไม่ได้หวังจะชนะด้วยซ้ำ แค่มาถึงรอบสุดท้ายก็ดีใจมากแล้ว

                “แกจะชนะ แล้วเราจะได้ปิดซอยเลี้ยงกันอย่างที่พ่อบอก” แต่พ่อของผมยืนยันแบบนั้น แถมแกยังชวนแม่ ป้าเด้า ลุงโรเบิร์ต และไอ้จีบยกขโยงกันมางานรับรางวัลนี้กันทั้งบ้าน

                ผมตั้งท่าว่าพ่อเล่นใหญ่เกินไปแล้ว แถมช่วงนี้สุขภาพแกยิ่งไม่ค่อยดี ต้องเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลในอาทิตย์นี้เป็นว่าเล่น แต่พ่อก็ยืนยันว่าอยากมาเห็นผมรับรางวัล

                เป็นอีกครั้งที่ผมน่าจะเอะใจ แต่ผมก็ปล่อยผ่านมันไปเหมือนสายลม

                ปรากฏว่าคืนนั้นผมได้รางวัลชนะเลิศจริงๆ อย่างที่พ่อบอก วินาทีที่ประกาศผมพุ่งเข้าไปกอดพ่อคนแรก ได้ยินเขาพร่ำบอกว่าดีแล้ว และเขาภูมิใจในตัวผมแค่ไหน

                แต่วินาทีหลังจากรับรางวัลนั้น เสียงกรีดร้องของแม่ก็ดังขึ้น

                รู้ตัวอีกที ผมก็มาอยู่ที่โรงพยาบาลกับทุกคน รู้สึกเหมือนคนโง่ที่มองภาพพ่อที่ไอออกมาเป็นเลือดถูกหามเข้าห้องไอซียู รู้สึกเหมือนเป็นลูกแย่ๆ ที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพ่อตัวเองเลย

                บางทีผมอาจจะเป็นแบบนั้นจริงๆ

                “พ่อ...ได้ยินจุ๊บไหม” ผมเรียกและจับมือเขาแน่น ท่ามกลางสายระโยงระยางและความวุ่นวายในห้องฉุกเฉิน “ตื่นมาคุยกับจุ๊บก่อน จุ๊บได้รางวัลมาอวดพ่อแล้วนะครับ”

                แต่พ่อก็ยังนอนนิ่ง ผ่อนลมหายใจรวยรินและส่งแรงบีบเล็กๆ มาที่ฝ่ามือผม ก่อนที่หมอจะกันผมออกจากห้อง

                ไม่นานสมาคมทุกคนในบ้านมาสมทบหน้าห้องฉุกเฉิน ทุกคนร้องไห้ แต่ผมไม่อยากร้อง ไม่ใช่เพราะพ่อเคยสอนผมว่าเป็นผู้ชายห้ามร้องไห้ง่ายๆ แต่เพราะผมยังมีความหวังว่าพ่อจะผ่านสิ่งนี้ไปได้...

                ต้องได้สิเนอะ ความสัมพันธ์ของผมกับพ่อยังเพิ่งจะดีขึ้นอยู่เลย เราเพิ่งมีช่วงเวลาดีๆ ด้วยกันมาแค่ไม่นานนี้เอง ผมยังมีอีกหลายอย่างที่จะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าผมเป็นลูกที่ดี...เป็นลูกที่ทำให้เขาภูมิใจ

                “แม่...” ผมจับมือแม่ที่สั่นเทา เห็นน้ำตาของผู้หญิงที่ผมกับพ่อรักที่สุดในโลกแล้วมันเกือบจะทนไม่ไหว “พ่อจะไม่เป็นไรครับ”

                แม่บีบมือผมแต่น้ำตาก็ทะลักออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอเหมือนพยายามจะพูดบางอย่างกับผม บางอย่างเกี่ยวกับพ่อและอาการที่ผมไม่เคยรู้ แต่วินาทีนั้นเองประตูห้องพยาบาลก็เปิดออกเสียก่อน

                หมอหนุ่มเดินออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยทำให้ผมใจชื้นขึ้นมา เขาพูดถึงมะเร็งที่เราทุกคนคิดว่ามันหายไปหมดแล้ว แต่มันยังเรื้อรังในตัวพ่อจากปอดสู่สมองเหมือนเชื้อโรคร้ายที่ไม่มีวันตัดขาด และไม่มียาตัวไหนที่จะยับยั้งได้อีกแล้ว

                “และตอนนี้คนไข้เสียชีวิตแล้วครับ”

                หมอยังมีสีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิมตอนกลับเข้าไปในห้องฉุกเฉิน ขณะที่ผมรู้สึกเหมือนโดนฟาดหัวแรงๆ จนไม่รู้สึกถึงอะไรไปชั่วขณะ...แล้วเสียงร้องไห้ของคนในครอบครัวก็ดังตามมา...เสียงสะอึกสะอื้นคร่ำครวญดังก้องกันวานขึ้นเหมือนลำโพงกำลังไล่ระดับ

                ผมเห็นภาพของแม่ของกอดเข่าตัวเองร้องไห้จึงเดินเข้าไปหา รู้สึกถึงความจุกในลำคอ แต่ผมกลั้นมันไว้

                “แม่...แม่แก้ไขเรื่องนี้ได้นี่ครับ” ผมแย้มรอยยิ้ม “ตอนนี้พ่ออาจจะยังอยู่ก็ได้ แม่แค่เข้าไปกอดแล้วย้อนเวลากลับไป...”

                แม่เงยหน้าขึ้นมามองผม แววตาแห่งความสงสารคลอหน่วยไปด้วยน้ำตาเม็ดใหญ่

                “แม่อย่าเพิ่งหมดหวังสิครับ จุ๊บว่าเราเข้าไปตอนนี้เลย...เข้าไปตอนนี้ยังทัน...”

                “จุ๊บ” แม่เรียกชื่อผม แล้วส่ายหัวปฏิเสธ

                “แม่ แม่ทำได้...แค่กอดพ่อเอง”

                “จุ๊บ ฟังแม่นะ...” แม่ใช้มือขวาประคองหน้าผม อีกมือหนึ่งก็ยกขึ้นเช็ดน้ำตาตัวเอง “แม่ย้อนเวลากลับไปไม่ได้แล้ว...”

                “...”

                “แม่ไม่อยากเห็นพ่อเขาทรมานอีกแล้ว”

                “แม่ จุ๊บขอแล้วครับ ทำอะไรสักอย่าง” ผมกุมมือแม่ไว้แน่นเหมือนท่าพนมมืออ้อนวอน รู้สึกถึงความอดกลั้นของตัวเองที่กำลังเหลือน้อยลงทุกที แต่แม่ก็ยังนั่งอยู่อย่างนั้น ร้องไห้คร่ำครวญและพร่ำขอโทษผมที่ทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว

                “แม่ขี้โกง...” ผมผละมือแม่ออกแล้ววิ่งออกมาจากตรงนั้น ความทุรนทุรายภายในใจเริ่มทำงานหนัก ผมได้ยินเสียงแม่เรียกจากด้านหลัง และเสียงป้าเด้าที่บอกให้ปล่อยผมไปก่อน แต่ผมไม่อยากใส่ใจใครทั้งนั้นในตอนนี้ ในหัวแค่บอกให้วิ่งออกไป ให้มันไกลจากความรู้สึกนี้

                แต่ยิ่งไกลเท่าไหร่ มันก็ยิ่งชัดเจนเท่านั้น

                “พี่จุ๊บ!” ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงธีร์ และไม่กี่วินาทีภาพเขากระหืดกระหอบวิ่งมาก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า “เราขอโทษ เรารีบมาที่สุดแล้ว พ่อเป็นไงบ้าง”

                ผมไม่ตอบคำถามเขา มองเห็นซอกหลืบมืดทะมึนของทางเดินและดึงธีร์เข้าไป เขย่งตัวขึ้นจูบที่ปากเขาเบาๆ

                “พี่จุ๊บ...”

                ธีร์เรียกชื่อผม ชื่อที่พ่อเคยบอกว่าพ่อเป็นคนตั้งให้ตอนที่ยังหาชื่อที่พอใจไม่ได้

                ฉับพลันมันก็พรั่งพรูออกมาเหมือนระเบิด ผมอ้าปากหอบหายใจและทิ้งตัวลงกับพื้น รู้สึกถึงความปวดร้าวบนดวงตาที่น้ำตาทะลักออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ รู้สึกถึงแรงโอบจากคนตรงหน้าที่คุกเข่าลงมารับตัวผมไว้

                “ธีร์...พ่อเรา...”

                “...เรารู้”

                “เราไม่...ไม่อยากร้องไห้” ผมพร่ำไม่ได้ภาษาราวกับคนจิตหลุด พูดว่าไม่อยากร้องไห้ทั้งๆ ที่หยุดน้ำตาไม่ไหว “โกหกเราที พูดกับเราว่าเราจะไม่เป็นไร”

                “พี่จุ๊บ...เราจะไม่พูดว่านายไม่เป็นไร เพราะนายเป็น”

                 “โกหกเรา...อะไรก็ได้”

                “เรื่องทั้งนี้เป็นความฝัน แล้วเดี๋ยวนายก็จะตื่น”

                “เราไม่เชื่อธีร์...” ผมสะอื้นหนักขึ้น หอบหายใจเหมือนคนจมน้ำ “โกหกเรื่องอื่น...”

                “...”

                “...”

                “เราไม่รักนาย”

                ธีร์กระซิบ แล้วโลกของผมก็หมุนคว้าง ทุกอย่างกลายเป็นความมืดสนิท

               

                 

 

 




โปรดติดตามตอนต่อไป

อยากให้มาอัพบ่อยๆ เม้นท์กันด้วยนะคะ

หรือไปติชม กรี๊ด ระบาย ได้ในแฮชแท็ก #จุ๊บที ในทวิตเตอร์

หรือเพจ ตัวแม่ ได้นะคะ


ตม. 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

155 ความคิดเห็น

  1. #85 honeybee (@honerybee) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 29 มกราคม 2561 / 23:15
    ถ่ำไม. คำที่ถูก ทำไม 
    จริงๆแล้วคำพืื้นฐานง่ายๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันไมอยากให้ผิดเลย     นิยายเป็นการถ่ายทอดตัวอักษร คำผิดเยอะก็ทำให้การอ่านเสียอรรถรส.   รีดไม่ได้สนใจนะว่าจะต้องถูกทุกตัวอักษร เข้าใจนะบางทีก็ต้้องมีผิิดบ้าง 
    พิมพ์ให้้ถูกก็จะดีมากเลยคะ อย่างอนนะไม่ได้้้้้้้ตั้งใจว่่่่าไรท์์์นะ
    เราขอพูดรวมอ่านนิยายเดียวนี้ อ่านยากคำผิดเยอะ ทัั้งเป็นคำที่ใช้บ่อยๆ ส่วนเนืื้อหาสนุกดีคะเป็นกำลังใจให้คะ
    #85
    0
  2. #80 Mmmmiilllkk (@Mmmmiilllkk) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 00:36
    แง๊ ฉันอยากได้ความหวานนนน ความหวานในใจฉันนั้นมันต่ำไปปปปป~~~~
    #80
    0
  3. #79 Ben Pim (@benpimpaka) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 00:27
    ขอบคุณน๊าที่มาต่อ..หายไปนานเลย ทั้งๆที่ยิ้มได้ในครึ่งแรกถูกตัดฉับให้หน่วงเฉย
    #79
    0