จุ๊บที (yaoi)

ตอนที่ 21 : จูบที่ยี่สิบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 547
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    29 ม.ค. 61


ให้กำลังใจคนเขียนไปที่แท็ก #จุ๊บที ในทวิตเตอร์

หรือเพจ ตัวแม่ ได้นะคะ



              

จูบที่ยี่สิบ

 

( จุ๊บ )

 


 

                งานศพของพ่อเป็นไปอย่างเรียบง่าย เราจัดขึ้นที่บ้านของเราเอง โดยได้รับความร่วมมือจากคนในบ้านและชาวบ้านในละแวกนั้น


                สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจคือจำนวนคนมางานของพ่อที่ผมคิดว่าคงมีไม่เยอะ แต่วันจริงกลับมีคนเข้าหมุนเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย ทั้งเพื่อนในขณะของผม ข้าราชการผู้ใหญ่จากกรมตำรวจ คนรู้จัก และญาติฝั่งพ่อที่ผมไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน เป็นครอบครัวใหญ่อีกครอบครัวที่ผมไม่เคยรู้ว่ามี


                แม่เล่าให้ฟังว่าเหตุผลที่ผมไม่เคยเห็นหน้าพวกเขา เพราะฝั่งนั้นตัดญาติกับเรา ตั้งแต่ที่พ่อไปแสดงความหัวขบถใส่พ่อแม่ของตัวเองด้วยการแต่งงานกับหญิงสาวที่พวกเขาไม่เห็นด้วย ซึ่งก็คือแม่


                “บ้านพ่อเป็นผู้ดีเก่า รวยมากเลยนะ” แม่เล่า “ตอนแรกเกือบจะไม่ได้แต่งกับแม่แล้วเพราะโดนคลุมถุงชน แต่พ่อยื่นคำขาดว่าจะแต่งกับแม่เท่านั้น ฝั่งนั้นเลยตัดพ่อออกจากกองมรดกเลย”


                “แม่ต้องสวยมากแน่ๆ ตอนนั้น” พ่อผมถึงได้ทิ้งสมบัติสองหมื่นแสนมาหา


                “อ้าว แน่นอนสิจ๊ะ” ไม่เคยปฏิเสธอะแม่ผม “ตอนนี้ก็ยังเซี้ยะ”


                เราจัดงานสามวันสามคืนด้วยกันก่อนจะเคลื่อนพลไปเผาที่วัดใกล้บ้าน ความตลกคือในวันเผา เราจัดเลี้ยงอาหารคนในงานด้วยสเกลใหญ่พอๆ กับเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้าน มันทำให้ผมนึกถึงคำที่พ่อเคยพูดไว้ว่าถ้าผมได้รางวัลจากการประกวดแล้วพ่อจะปิดซอยเลี้ยง


                ได้ทำอย่างที่พ่อบอกจริงๆ แต่ดันเป็นการเลี้ยงงานศพ


                ตลกดี แต่ผมบังคับใจให้ขำไม่ได้เลย


               

                ผมยืนมองควันสีดำที่ลอยออกจากปล่องอยู่หน้าเมรุกับแม่ เสียงคร่ำครวญดังมาจากทุกทิศทุกทาง พอๆ กับเสียงปลอบประโลมด้วยความห่วงใยจากคนใกล้ตัว ทว่าน่าแปลกที่ผมกับแม่ไม่มีน้ำตาสักหยด อาจเพราะเราอยากให้คนที่จากไปหมดห่วง อาจเพราะเราอยากแสดงความเข้มแข็งในวันที่ทุกคนคาดหวังให้เราเป็นแบบนั้น หรือบางทีสำหรับผมมันอาจจะเศร้าเกินไปจนไม่สามารถแสดงความรู้สึกอะไรออกมา


                “ขอบคุณมากนะมึง ขอบคุณมากนะรอง ขอบคุณมากนะครับทุกคน”


                ผมบอกโฟกัส น้องรอง และเพื่อนร่วมคณะที่กำลังจะลากลับกัน ในงานเหลือคนอยู่แค่หยิบมือ มีเพียงแม่ ผม และคนในครอบครัวที่รอเคลียร์งานทุกอย่างหลังจากเผา


                เรารอกันจนควันหมดจากปล่อง ชั่วขณะนั้นผมเกิดนึกอยากถามสิ่งที่ติดค้างในใจกับแม่


                “แม่...จุ๊บอยากรู้จริงๆ...แม่รู้เรื่องทั้งหมดอยู่แล้วใช่ไหมครับ ตอนที่เขาป่วย ตอนที่เขากลับบ้านมาทำเหมือนว่าหายป่วยแล้ว แม่รู้ใช่ไหมว่าเขาจะตาย”


                แม่โอบมองผมด้วยแววตาของความร้าวราน เหยียดยิ้มที่ดูก็รู้ว่าฝืนเหลือเกิน


                “แม่เคยผ่านเวลานี้มาแล้วด้วยใช่ไหม”


                “ไม่เคยมาไกลขนาดนี้” แม่ตอบ “แต่ใช่ แม่รู้ว่าพ่อจะตาย”


                “ทำไมแม่ไม่เคยบอกผม”


                “แม่รู้ว่าจุ๊บโกรธ แม่ขอโทษ แต่พ่อไม่ให้แม่บอกจริงๆ”


                “ผมไม่เข้าใจพ่อเลย...”


                “เขาไม่อยากให้จุ๊บกังวลไงลูก”


                “จุ๊บรู้ครับ แต่พอนึกย้อนกลับไปแล้วจุ๊บก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นลูกที่แย่ จุ๊บน่าจะใช้เวลากับเขามากกว่านี้ จุ๊บน่าจะ...ทำให้เขาภูมิใจได้มากกว่านี้”


                “จุ๊บฟังแม่” แม่ประคองมือผมขึ้นมา บีบแน่นจนผมรับรู้ถึงไอร้อนจากมือคู่นั้น “จุ๊บไม่เคยทำให้พ่อผิดหวัง พ่อเขาภูมิใจในตัวจุ๊บมากนะ”


                แล้วแม่ก็กอดผม อ้อมกอดวิเศษในอ้อมแขนที่พ่อเคยโอบไว้มันแน่นหนาและอบอุ่น อ้อมกอดที่เป็นเหมือนคำสัญญาว่ายังมีคนที่รักอยู่ตรงนี้ และทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี     


                “จุ๊บไม่โกรธแม่” ผมกระซิบด้วยเสียงสั่นเครือ วินาทีนั้นรู้สึกเหมือนน้ำตาที่กลั้นไว้นานกำลังกลับมา “ไม่เคยโกรธ...”


                เราปรับความเข้าใจกัน กอดกันเนิ่นนานเพราะความเข้าใจนั้น และสลับกันปลอบโยนอีกฝ่าย จนกระทั่งผมได้ยินเสียงรองเท้าส้นเตี้ยของใครสักคนที่ขยับเข้ามาใกล้เรา


                ผมถอนตัวจากอ้อมกอด มองคนมาใหม่ด้วยตาบวมเป่งและน้ำมูกยืดยาว ธีร์อยู่ในชุดสูทสีดำกับกางเกงสีเดียวกันทับเสื้อเชิ้ตสีขาว เขายกมือไหว้แม่แล้วเข้ากอดเธอบ้าง พอผละออกก็กระตุกยิ้มบางที่มุมปากเพราะสภาพผม


                “เด็กขี้แย...” เขาดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากสูทชั้นในแล้วเช็ดขี้มูกให้


                “เรานึกว่าธีร์ไม่มาซะอีก” ผมรับผ้าเช็ดหน้าของเขามา ไหนๆ ก็ยื่นให้แล้วก็ขอสั่งขี้มูกเลยแล้วกัน


                “มาตั้งแต่เริ่มแล้ว แต่หลบมุมอยู่” เขาบอกด้วยเหตุผลที่ผมคุ้นชิน ยกมือขึ้นมาสางผมหยักศกของผมให้เข้าที่ “โอเคไหม”


                ผมชูนิ้วโป้งให้เขาทั้งๆ ที่ตาแดง คนเป็นดาราส่ายหน้า ตบปุบนหัวผมเบาๆ แล้วก็เอนตัวเข้ามากอด วงแขนของเขาแตกต่างจากของแม่ มันคืออ้อมกอดที่ทำให้ผมรู้สึกถึงความแข็งแกร่ง...และปลอดภัย


                “เราเสียใจด้วยจริงๆ” ประโยคนั้นเหมือนพูดกับทั้งผมและแม่ ผู้ที่ตอนนี้กำลังมองเราแล้วยิ้มแก้มปริ


                “พวกเธอสองคนน่ารักเกินไป แม่คิดถึงพ่อเลยเนี่ย ฮื่อ” ก่อนจะคร่ำคราญและเข้ามากอดสมทบอีกคน


                ในห้วงความอบอุ่นนั้น ผมรู้สึกว่าทุกอย่างกำลังจะดีขึ้น มันอาจจะไม่ได้ดีขึ้นทันที แต่มันจะดีขึ้นได้แน่นอน



               

                ผมใช้เวลาปิดเทอมที่เหลือไปกับการเก็บตัวอยู่กับห้อง อ่านหนังสือ ดูหนัง ออกไปช่วยป้าแก้วทำขนมบ้างตามสภาพอารมณ์ หลีกเลี่ยงการออกจากบ้านเพราะไม่อยากเจอใคร โฟกัสและเพื่อนคนอื่นมาหาที่บ้านบ้างเพราะผมก็ทำได้แค่นั่งคุยแป๊บๆ แล้วก็กลับเข้าห้องตัวเอง


                ทุกคนบอกให้ผมกลับไปใช้ชีวิตสนุกสนานแบบจุ๊บคนเดิม แต่การทำแบบนั้นทำให้ผมนึกถึงพ่อ ช่วงเวลาก่อนหน้านั้นที่ผมใช้ชีวิตไปทำสิ่งต่างๆ มากมายยกเว้นการดูแลเขา มันทำให้ผมไม่อยากออกไปไหนเลย


                แม่กับคนในครอบครัวก็เป็นห่วง กลัวผมจะเป็นซึมเศร้า แม้ผมจะบอกทุกคนว่าผมไม่น่าเป็นห่วงขนาดนั้น ซึ่งในความเป็นจริงก็คือผมไม่น่าเป็นห่วงจริงๆ


                แค่อยากอยู่เงียบๆ รอให้เวลาเยียวยาความเศร้าในทุกวัน


                มันคงมีวันที่ผมกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้


                “วันนี้!


                หนึ่งอาทิตย์หลังจากพ่อเสีย จู่ๆ ธีร์ก็บุกเข้ามาในห้องผมตั้งแต่เช้าตรู่ ผมสะลึมสะลือมองเขา นี่มันเพิ่งกี่โมงเองเนี่ย...


                “เราจะพาพี่จุ๊บควายไปเที่ยว ตื่นเต้นไหมมมมมม”


                ธีร์เข้ามาเขย่าตัวผมเบาๆ เชิงปลุกให้ลุกไปอาบน้ำด้วยเอนเนอจี้เหมือนโด๊ปคาเฟอีนเกินควร แต่ผมเนือยเกินกว่าจะ สดใส’ ไปกับเขาเลยพลิกตัวไปกอดหมอนข้างอีกด้าน


                “วันหลังนะ” ผมบอกเสียงอ่อย


                “จุมพิต อย่าขี้เซา”


                “วันหลังๆ ไปแน่สัญญา”


                “ไม่” เขายื่นคำขาด แล้วพลิกตัวผมกลับมาเหมือนเดิม  ผมหรี่ตามองผ่านขี้ตา เห็นสีหน้าจริงจับง  “วันนี้วันเกิดนาย และเราจะไม่ยอมให้เสียเวลาวันนี้ไปเฉยๆ แบบทุกวันละ เราโดดซ้อมมาเพื่อพาออกไปข้างนอก ไม่ว่าพี่จุ๊บจะอยากไปหรือไม่อยากก็ตาม”


                “คร่อก” แกล้งกรนใส่แม่ง


                “ถ้าหลับต่อจะลักหลับแล้วนะ”


                “ฟรี้...คร่อก...ฟรี้...แจ้บๆ”


                “อืม เปิดซิงในวันแรกที่อายุยี่สิบปีพอดีเลย” เขาพูดเสียงต่ำ และจู่ๆ มือของธีร์ก็เคลื่อนมาจับตรงปลายบ็อกเซอร์ผม และรูดมันลงในเสี้ยววินาที "ว้าวววว"


                “เชี่ย!” ผมเด้งตัวขึ้นมาปิดปิกาจูตัวเองแทบไม่ทัน ธีร์หัวเราะในลำคออย่างผู้ชนะ


                “ไปแล้ว”


                ไปก้ได้โว้ยยยยย

 


                “วันนี้นายเป็นอะลาดิน เดี๋ยวเราเป็นจีนี่เอง”


                ธีร์ยื่นหน้ากากอะลาดินที่ผมเคยให้เขากลับมา วันนี้เขาสวมสเวทเตอร์สีแดงสดทับเสื้อกล้ามสีขาวด้านใน ท่อนล่างเป็นกางเกงขายาวสีน้ำตาลเข้มกับรองเท้าผ้าใบแนวสปอร์ตแบบที่ชอบ และสะพายกระเป๋าเป้ใบใหญ่ไว้หลวมๆ มันทำให้ตัวเขาดูโตขึ้นจนไม่เหลือคราบ ดาราเด็ก’ ที่ผมชินปากอีกต่อไป (จริงๆ หมายถึงเซ็กซี่ขึ้น แต่ไม่พูดตรงๆ หรอก) ต่างจากผมที่ใส่เอี๊ยมสียีนส์ธรรมดาๆ ทับเสื้อยืดสีเหลืองด้านใน ดูไปเหมือนเราเริ่มสับสนว่าใครเป็นพี่เป็นน้อง แต่ช่างเหอะ


                “โอเชี่ยนเวิร์ลด์อารมณ์ไหนเนี่ย”


                ผมแหว หลังจากที่เขาพาผมขึ้นรถและไม่ยอมบอกว่าจะไปที่ไหน ผมเลยหลับใส่เป็นการประท้วง รู้ตัวอีกทีตัวเองก็มายืนสวมหน้ากากอยู่หน้าตึกรูปถ้ำสีเทาใหญ่ ที่ซึ่งเป็นสถานที่ในความทรงจำวัยเด็ก


                “พามาทัศนศึกษาเหรอ” ผมกลั้วหัวเราะ คนเป็นดารายักคิ้วให้เชิงบอก เดี๋ยวก็รู้


                พอไปถึงหน้าประตูก็เห็นป้ายปิดปรับปรุงแปะอยู่ หือ?


                “ลุงครับ ผมมาแล้ว” เขาเปิดหน้ากากออกแล้วหันไปคุยกับยามต่อสองสามคำ ไม่นานลุงยามร่างอ้วนฉุก็มาเปิดประตูให้เราเข้าไป อ้าวเฮ้ย


                “ไม่ใช่ว่าปิดปรับปรุงเหรอ” ผมถามธีร์หลังจากลุงยามปล่อยให้เราเข้ามา


                “จริงๆ ก็ปิดอยู่”


                “แล้วเขาปล่อยให้เราเข้ามาได้ไงอะ”


                “พี่จุ๊บ เราเป็นใคร” เขาตอบด้วยสีหน้าเหนือ เท่านั้นผมก็เข้าใจว่านี่คือหนึ่งในอภิสิทธิ์ของธีร์ ดำรงเดช


                ภายในอควาเรียมดูกว้างใหญ่ขึ้นเยอะเพราะมีเราแค่สองคนอยู่ ดูเหมือนที่นี่กำลังปิดปรับปรุงจริงๆ เพราะอุโมงค์กระจกเหนือหัวเราถูกเช็ดจนสะอาด น้ำก็ใสแจ๋วผิดกับสีเขียวอื๋อที่ผมเคยเห็นตอนเด็ก อุปกรณ์ตกแต่งใต้น้ำที่จำลองให้เป็นโลกใต้ทะเลนั้นก็ดูเหมือนจริง ติดแต่ว่า...มันไม่มีปลา


                “ปลาหายไปไหน”


                “ไม่ได้พามาดูปลาซะหน่อย”


                “เอ้า ละพามาทำไมเนี่ย”


                ธีร์ไม่ตอบผม เขาเดินออกไปที่มุมโน้นมุมนี้ของอุโมงค์ เหมือนกำลังหาพิกัดอะไรสักอย่าง


                “หาอะไรเหรอ”


                “ตรงนี้แหละ” เขาบอก แล้วกวักมือเรียกผมไปที่ซอกๆ หนึ่งที่อยู่เกือบสุดปลายอุโมงค์ “มืดดี”


                “จะปล้ำเราเหรอ”


                เขาถอนหายใจอย่างละเหี่ย “ถ้าจะปล้ำอะไม่บอกหรอก จะทำเลย”


                ผมส่งสายตาไม่ไว้ใจ แต่ก็ยอมเดินเข้าไปอยู่ดี สังเกตเห็นเขาหยิบของก้อกแก้กๆ ออกจากกระเป๋าเป้ใบโตที่สะพายมาด้วย และพบว่าสิ่งที่หยิบออกมาคือ...โน้ตบุ๊ก


                เอาโน้ตบุ๊กมาทำไมฟะ


                “รู้ว่าสงสัย แต่รอแป๊บ เครื่องมันเปิดช้า” คนผิวสว่างพูดตัดหน้า ผมเลยทิ้งความสงสัยไว้สักครู่แล้วไปจับจ้องที่ผิวของเขาแทน...คนอะไรอยู่ในที่มืดผิวก็ยังขาวจ้าได้แบบนี้ ผมเริ่มจะคิดจริงจังแล้วว่าเขากินหลอดไฟ หรืออย่างน้อยก็สารที่อยู่ในหลอดไฟเข้าไปจริงๆ...


                “มาละ” เขาวางโน้ตบุ๊กลงกับพื้น เอนตัวพิงกับกระจกสีฟ้าใสด้านหลัง “มานั่งกับเราตรงนี้เร็ว”


                ผมยอมเขยิบเข้าไปนั่งข้างเขา สังหรณ์ใจว่าน่าจะจะโดนอำอะไรสักอย่างอีก แต่ภาพบนหน้าจอกลับทำให้ผมอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก...ธีร์นี่แม่งโคตรธีร์เลยจริงๆ


            “ไททานิคกลางน้ำไง”


                ธีร์พยักเพยิดไปที่หน้าจอที่กำลังฉายไททานิคอยู่ แล้วผายมือไปรอบๆ บอกว่าเราอยู่กลางน้ำ แล้วเราเป็นแบบนั้นจริงๆ


                “ไง อึ้งไปเลยอะเด้”


                “คิดได้” แล้วผมหัวเราะออกมา ใจหนึ่งก็ระอาแต่มันหยุดขำไม่ไหว


                “ความฝันเป็นจริงแล้ว” เขายักคิ้วให้รัวๆ อย่างคนขี้อวด “ไม่ต้องไปเมืองนอกละเนี่ย”


                ผมหัวเราะอยู่หลายนาทีจนเจ็บแก้ม ส่วนเขาก็มองผมแล้วก็หัวเราะตาม และไม่ว่าอะไรจะดลใจเขาให้คิดและทำแบบนี้ ผมก็รู้สึกขอบคุณทั้งนั้น



            เพราะนี่คือการหัวเราะครั้งแรกในรอบสัปดาห์ของผมเลย

               

 



โปรดติดตามตอนต่อไป 

มาพรุ่งนี้ค่า

อยากให้มาอัพบ่อยๆ เม้นท์กันด้วยนะคะ

หรือไปติชม กรี๊ด ระบาย ได้ในแฮชแท็ก #จุ๊บที ในทวิตเตอร์

หรือเพจ ตัวแม่ ได้นะคะ


ตม. 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

169 ความคิดเห็น

  1. #166 angiepollii (@angiepollii) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2562 / 21:19
    น่ารักทั้งคู่
    #166
    0
  2. #148 Ne4w (@snow-prince-000) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 / 08:34
    ฮือออออ น่ารักมากเลยน้องธีรู้ด
    #148
    0
  3. #120 Galaxy_b_boom (@cbbchanbaekxoxo) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 17 มีนาคม 2561 / 11:44
    น้องงงง
    #120
    0
  4. #87 Ben Pim (@benpimpaka) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 30 มกราคม 2561 / 07:08
    หื้มมมมมมมน้องธีร์
    #87
    0
  5. #86 white rose (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 29 มกราคม 2561 / 23:50
    ธีร์ต้องช่วยให้จุ๊บผ่านช่วงเวลานี้ไปได้
    #86
    0
  6. #84 wwwyey (@Nonny_ngr38) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 29 มกราคม 2561 / 23:13
    อัพถี่มากกก ฮือ ขอบคุณนะค้าบ สู้ๆ
    #84
    0
  7. #83 Mmmmiilllkk (@Mmmmiilllkk) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 29 มกราคม 2561 / 22:56
    สั้นนนนนนจังงงง อยากอ่านอีกจ้าาาาาา ขอบคุณที่มาอัพครัชชช
    #83
    0