ตอนที่ 24 : จูบที่ยี่สิบสาม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 474
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    3 ก.พ. 61

ให้กำลังใจคนเขียนไปที่แท็ก #จุ๊บที ในทวิตเตอร์

หรือเพจ ตัวแม่ ได้นะคะ



จูบที่ยี่สิบสาม


 

                ความรักทำให้เรากลายเป็นคนโง่เขลา

                ไม่ว่าดีหรือแย่ เราก็อยู่จะข้างๆ กัน...เคยสัญญากันไว้แบบนั้น ผมให้ค่ามันด้วยการทำตามสัญญามาตลอด

                ไม่เว้นแม้กระนั้นครั้งนี้

                ผมหอบเสื้อผ้าไม่กี่ชุดและของจำเป็นไม่กี่ชิ้นใส่กระเป๋า และหนีตามเขามากลางดึก ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าปลายทางที่เราจะไปที่ไหน

                ไม่รู้เลยว่าปลายทางของเรื่องของเราอยู่ตรงไหน

                ความรักทำให้เรากลายเป็นคนโง่เขลา และนี่อาจเป็นการตัดสินใจที่โง่เง่าที่สุดในชีวิต

 

                ผมใช้เวลาอยู่บนรถของธีร์หลายชั่วโมง เราเดินทางผ่านความเงียบเหงาของถนนเมืองใหญ่สู่ถนนเส้นนอกที่ผมรู้สึกคุ้นตาอย่างน่าแปลก ธีร์เปิดกระจกรับลมอบอ้าวจากด้านนอก เปิดวิทยุในรถที่เล่นเพลงคันทรีย์เก่าๆ เพื่อกลบความกลัวในใจ เราคุยกันน้อยมากระหว่างทาง

                 รู้ว่าไม่ควร แต่ผมก็อดใจไม่ได้ที่จะไถหน้าจอโทรศัพท์ดูไปเรื่อยๆ ขณะที่นั่งไปกับเขา สลับกับการเหลือบมองหน้าของคนขับเป็นพักๆ ใบหน้าขาวสว่างสะท้อนแสงไฟสีส้มจากข้างถนนดูนิ่งประหลาด มองไม่ออกว่าคิดอะไร

                เขาเป็นแบบนี้มาสักพักหลังจากผมเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง ทั้งการโดนแม่เขาจับตัวไปคุย และรูปหลุดนั้น

               

            กระทู้ที่ A12345687 สรุปว่าธีร์ ดำรงเดชเป็นเกย์หรือเปล่าคะ

                จากรูปที่หลุดออกมา หน้าเขาชัดมากเลย

            ก่อนหน้านี้ก็เคยให้สัมภาษณ์ประเด็นนี้ แล้วบ่ายเบี่ยงตลอด เอาประเด็นคู่จิ้นตัวเองมาตอบคำถาม

            แต่มีรูปหลุดออกมาแบบนี้เจ้าตัวไม่เห็นจะออกมาพูดอะไร

            สรุปว่าเขาเป็นเกย์จริงๆ ใช่ไหมคะ อยากรู้อย่างแรงกล้าค่ะ

                จากคุณ: กุลสตรีนิรนาม

                เขียนเมื่อ: เมื่อวานนี้ 23:56:41

 

            ความคิดเห็นที่ 1

            รูปตัดต่อปะคะ มันชัดนะแต่มันเห็นแค่ข้างๆ ไม่อยากฟันธง

                จากคุณ: Aria_love

                เขียนเมื่อ: วันนี้ 00:01:02

 

            ความคิดเห็นที่ 2

            จะเป็นอะไรก็เรื่องส่วนตัวเขาปะ

                จากคุณ: ปี๋เห็ด

                เขียนเมื่อ: วันนี้ 00:12:41

 

            ความคิดเห็นที่ 3

            ไม่เป็นนะคะ พิสูจน์มาเมื่อคืนค่ะ

                จากคุณ: มองหน้าก็รู้ว่าผู้ชายรุมตอม

                เขียนเมื่อ: วันนี้ 00:14:10

 

            ความคิดเห็นที่ 4

                ข้างบนมโนหนักมาก ไปขี้ไป

                จากคุณ: Don’t mess with me bitches

                เขียนเมื่อ: วันนี้ 00:25:35

 

            ความคิดเห็นที่ 5

            หนูกับเพื่อนๆ ชาวพันติ๊ปขอยืนยันว่า พี่ธีร์ไม่ได้เป็นเกย์ ไม่ได้เป็นตุ๊ด ไม่ได้เป็นกะเทย เพราะพี่ธีร์ให้สัมภาษณ์ยืนยันทุกครั้งว่า ไม่ได้เป็นๆ กำลังคุยๆ กับพี่เอิงเอยอยู่

            พี่ธีร์เป็นผู้ชายแท้ที่สุภาพ อ่อนโยน อัธยาศัยดี แต่งตัวดี เลิกยัดเยียดความเป็นเกย์ให้พี่เขาสักทีเถอะค่ะ

            หนูกับเพื่อนๆ เป็นคนฉลาด มีการศึกษา พวกหนูดูออกนะว่าใครเป็นเกย์ ใครไม่เป็นเกย์ เพื่อนๆ หนูยืนยันว่าพี่ธีร์ที่เป็นชายแท้แน่นอน เคยเจ้าชู้มากด้วย

            เพื่อนหนูเคยเล่าว่าพี่ธีร์เคยจีบเพื่อนของเพื่อนหนูด้วย

            พี่เค้าเป็นคนดี เป็นคนเก่ง มีความสามารถ ไม่เคยทำความเดือดร้อนให้ใคร

            ทำไมต้องใส่ร้ายพี่เค้าคะ

            ทำไมต้องตัดต่อรูปจนพี่เค้าต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงด้วย อิจฉาพี่เค้าใช่ไหมล่ะ อยากหาพวกใช่ไหมล่ะ

            คนที่ใส่ร้ายพี่เขา เอาเวลาที่มาคิดร้ายกับคนอื่น ไปคิดเรื่องดีๆ ให้สังคมบ้างนะคะ

            ขอบคุณค่ะ

                จากคุณ: ชะนีพันติ๊ป

                เขียนเมื่อ: วันนี้ 00:55:42

 

            ความคิดเห็นที่ 6

                ไม่ทราบค๊ แล้วก็ไม่แคร์ส์

            เป็นอะรัยขอให้เป็นคนดีก้อพอ

            ตัดสินเขาที่ผลงานดีกว่าไม๊ค๊

                จากคุณ: ThingThee

                เขียนเมื่อ: วันนี้ 01:03:25

 

                ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงคลื่น กลิ่นเค็มในอากาศทำให้ผมรู้ว่าเราเข้าใกล้ทะเล เส้นทางข้างหน้าของเราเป็นถนนเลียบชุมชนที่เต็มไปด้วยแสงสีและสถานบันเทิงที่ไม่เคยหลับไหล ขับไปได้สักพักธีร์ก็เลี้ยวเข้าอีกทางซึ่งเป็นถนนไม่ได้ลาดยาง มีต้นไม้ใหญ่ปลูกขนาบไว้สองข้าง ไร้แสงสว่างของแสงไฟเหมือนที่ผ่านมา

                ธีร์ขับฝ่าความมืดเข้าสู่อีกชุมชนหนึ่งที่เงียบสงบ หูแว่วเสียงแมลงปีกแข็งและได้กลิ่นความเหนียวเหนอะที่ใกล้เข้ามาทุกที ไม่นานคนเป็นดาราก็เลี้ยวจอดที่ประตูทางเข้าของบ้านหลังหนึ่ง ในความมืดสลัวผมมองไม่เห็นรายละเอียดของมันเท่าไหร่นัก พอจะสังเกตได้ว่าตัวบ้านมีสองชั้น สีขาว และอยู่ติดหาด

                ผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาเปิดประตูให้เรา เธอโถมตัวเข้ากอดธีร์ทันทีที่เจอ

                “น้าแต...” ธีร์เรียกชื่อเธอ “ดีใจที่ได้เจอครับ”

                “ขวัญเอ๊ยขวัญมานะลูก” น้าแตกอดแน่นขึ้นและตบไหล่เขาเบาๆ เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กอายุราวสี่สิบ สูงเท่าไหล่ธีร์ ตัดผมสั้นรองทรง ตากลมโตและปากเล็กสวยของเธอช่างดูคุ้นเคย เหมือนผมเคยเห็นที่ไหนสักแห่ง...

                “น้าแต นี่พี่จุ๊บแฟนผมครับ” ธีร์หันมาแนะนำ “พี่จุ๊บ นี่น้าแต น้าแท้ๆ เราเอง”

                แล้วเธอก็พุ่งเข้ามากอดผมบ้างอย่างไม่ได้ตั้งตัว ผมกอดตอบอย่างขัดเขิน ตอนที่ได้เห็นหน้าเธอชัดๆ ผมก็ถึงบางอ้อ...เธอคือต่าย-พิมพ์ผกาที่หน้าคมกว่า และสีผิวคล้ำกว่านั่นเอง

                “คิดถูกแล้วที่มาที่นี่กัน” น้าแตพูดกับเรา “สองคนจะอยู่นานเท่าที่อยากอยู่เลย น้าจะไม่บอกใครแน่นอน โดยเฉพาะยัยพี่สาวนางมารของน้าเอง”

                น้าแตฉีกยิ้ม แล้วพาเราเข้าไปในบ้านที่ข้างในกว้างกว่าที่ผมคิด บ้านของเธอทาด้วยสีขาวทุกซอกทุกมุม ด้านล่างมีห้องนั่งเล่นติดกับห้องครัว และมีห้องนอนหนึ่งห้องอยู่ทางปีกซ้าย ส่วนชั้นสองมีห้องนอนของน้าแตและห้องทำงานศิลปะของเธอ ธีร์เล่าว่าน้าแตทำงานเป็นศิลปินประเภทวาดภาพสีน้ำมัน ภาพของเธอมีมูลค่าสูงและเป็นที่โปรดปรานของชาวต่างชาติ ถึงขนาดที่ขายรูปๆ หนึ่งก็อยู่ได้เป็นปี

                น้าแตเคยมีแฟนที่อยู่กินด้วยกัน และเสียไปเมื่อสามปีที่แล้ว เธอเลยหันหน้าเข้าทางธรรมและใช้ชีวิตอย่างสมถะ (ธีร์ย้ำว่าน้าแตชอบเข้าวัดมากๆๆๆๆ แบบแทบจะเข้าทุกวัน) และแน่นอนว่าเธอไม่ถูกกับพี่สาวของตัวเอง เพราะเคยโดนเหยียดหยามที่ทำงานเกี่ยวกับศิลปะ แต่ถึงจะเกลียดยังไงน้าแตก็รักธีร์เหมือนลูกคนหนึ่ง

                “ขับรถมาคงเพลียมาก เดี๋ยวนอนกันก่อนแล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยตื่นมาคุยแล้วกันนะ”

                น้าแตบอกเราอย่างเข้าใจ เธอพาเราเข้าไปในห้องนอนเล็กๆ ที่ผนังด้านหนึ่งเป็นกระจกใสเผยให้เห็นวิวทะเลด้านนอก ในห้องมีเตียงขนาดหนึ่งคนนอนอยู่หนึ่งเตียง กับโซฟาสีดำตัวใหญ่อีกหนึ่งตัว

                “เอ้อ ลืมไปเลย นอนเตียงเดียวกันได้ไหมอะ นี่ได้กันยังเนี่ย” น้าแตถามแบบไม่ต้องการคำตอบ จากนั้นเธอก็หัวเราะ ทำหน้าผมนี่แดงไปถึงหู “ยัดๆ กันหน่อยแล้วกัน ไอ้นั่นชนไอ้นี่ ไอ้นี่ชนไอ้นั่น ไม่เป็นไรหรอกเนาะ” แล้วก็หัวเราะอย่างสะใจอีกรอบก่อนจะออกไป ทะลึ่งซะจนผมคิดว่าเธอคงไม่ใช่คนธรรมมะธรรมโม แหม่ นี่มันป้าเด้าชัดๆ

                ผมมองธีร์แล้วหันไปมองเตียง เล็กขนาดนั้นอะไรๆ ก็ควรจะชนกันอยู่หรอก

                “เดี๋ยวเรานอนโซฟาเอง” เขาบอก “...พี่จุ๊บจะได้นอนสบายๆ”

                “เอางั้นเหรอ”

                “จะเอางั้นหรือจะให้เอาจุ๊บ” ไอ้นี่... “คืนนี้เพลียอะไม่ไหว”

                ผมชูนิ้วกลางใส่ รู้สึกจั๊กจี้ตูดขึ้นมาโดยพลัน แต่กระนั้นก็ยอมนอนบนเตียงตามที่เขาบอก

                “พรุ่งนี้น่าจะได้ตื่นเช้านะ”

                “ตื่นมากินข้าวเหรอ”

                “ตื่นมาใส่บาตร”

                “บ้า”

                “เฮ้ย พูดจริง” เขากลั้วหัวเราะ “เรามาทีไรก็ทำแบบนั้นทุกที”

                “ไม่เชื่อหรอก” ผมแหว แล้วก็รู้สึกว่าเสียงคลื่นจากข้างนอกช่างกล่อมโสตประสาทได้ดีเหลือเกิน

 

                แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เราได้ตื่นขึ้นมาใส่บาตรจริงๆ

                “แก้งๆ แก้งๆ ตื่นได้แล้วจ้าาาาาาา”

                น้าแตเข้ามาปลุกเราในห้องตั้งแต่ตอนที่แสงของวันใหม่ยังไม่ทันแยงตาเราดี เพื่อให้ผมกับธีร์แหกขี้ตาเดินตามเธอมาหน้าบ้าน อากาศข้างนอกเย็นกำลังดี แสงอาทิตย์ที่กำลังจะโผล่พ้นจากขอบฟ้าย้อมให้ฟ้ากลายเป็นสีม่วงปนเหลืองสว่าง เราตักบาตรกับพระเก้ารูปที่ดูเหมือนจะคุ้นชินน้าแตดี เพราะเธอซักถามถึงอาหารที่ทำใส่บาตรเมื่อวาน

                หลังตักบาตรเสร็จเราตัดสินใจว่าจะไม่หลับต่อ ผมกับธีร์จึงช่วยน้าแตเข้าครัวทำอาหารเช้า เป็นข้าวต้มกุ้งง่ายๆ แต่รสชาติอร่อยเหลือเชื่อ เราเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้น้าแตฟัง ในตอนนั้นเองที่เธอประกาศกร้าว (ไม่หรอก จริงๆ คือการขอความร่วมมืออย่างน่ารัก) ให้เราสองคนลืมเรื่องที่เกิดขึ้นไปสักพัก และปล่อยใจให้กับทุกอย่างที่นี่เหมือนกับเรามาพักผ่อน

 

            ‘แม่ ผมมาพักผ่อนที่ต่างจังหวัด ปลอดภัยดีครับ บอกทุกคนว่าไม่ต้องเป็นห่วง

 

                ผมส่งข้อความถึงแม่หลังจากปฏิเสธที่จะรับสายจากเธอและทุกคนที่โทรเข้ามา เช่นเดียวกับธีร์ที่ปิดมือถือของเขาหนีโลกแห่งความเป็นจริง นั่นคือสิ่งที่เราทำที่นี่ วันนั้นทั้งวันเราทิ้งความเป็นจริงไว้เบื้องหลัง ปิดปากแน่นเรื่องอนาคตของความสัมพันธ์ และปล่อยตัวปล่อยใจไปกับเสียงคลื่น หาดทรายขาว กับศิลปะการก่อกองทรายที่เราช่วยกันสร้าง

                “ทะเลที่นี่เหรอที่ธีร์บอกว่าเจอรักแรก”

                “ใช่ๆ ที่นี่เลย” ผมมองทอดออกไปบนผิวน้ำกว้าง สังเกตเห็นเกาะรูปร่างประหลาดเกาะหนึ่งที่ตั้งไกลออกไป มันเป็นเหมือนแท่นเขาที่ก่อต่อตั้งตรง แล้วมีหินทรงโค้งขนาบข้าง...

                “เกาะนั้นมันเหมือน...อะไรหว่า”

                “จู๋” คนเป็นดาราตอบยิ้มๆ “จริงๆ นา ชาวบ้านเขาเรียกกันว่าเกาะจู๋ใหญ่ ดูจากรูปทรงมันสิ”

                “ไม่ใช่ละ”

                “เอ้า ไม่เชื่ออีก” แน่นอนว่าเป็นเรื่องโกหกทั้งเท แต่ถึงผมจะเห็นค้านก็ไม่สามารถมองมันเป็นอย่างอื่นไปได้แล้ว ฟัค “หรือนายจะเรียกว่าเกาะธีร์ก็ได้ เราไม่ถือ”

                ผมเลิกใส่ใจกับคำพูดสองแง่สองง่ามของเขา แล้วไปเพ่งที่การกระทำของเขามากกว่า

                “รู้ใช่ไหมว่าตอนเย็นน้ำจะขึ้น แล้วมันจะพังทุกอย่างที่เราสร้างมาทั้งหมด”

                ผมเตือนเพราะธีร์เล่นสร้างกำแพงทรายเสียสูง สูงยิ่งกว่าปราสาททรายที่เราสร้างด้วยกันอีก

                “รู้สิ” คนผิวสว่างตอบ

            “แต่เรารักปราสาทที่นายช่วยกันสร้างมากไง ปกป้องมันไว้ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย”

                “ถึงพรุ่งนี้มันจะหายไปหมดน่ะเหรอ”

                เขาพยักหน้า “ถึงพรุ่งนี้มันจะหายไปหมดก็ตาม”

                ผมมองเขาด้วยความเอ็นดู ตัดสินใจลงไปก่อกำแพงช่วยอีกแรง

               

                มื้อเย็นน้าแตทำปิ้งย่างซีฟู้ดที่หน้างาน กลิ่นหอมหวนของทะเลเผาทำเราน้ำลายสอตั้งแต่เธอเพิ่งเริ่มตั้งเตา ผมกับธีร์กลับเข้าบ้านไปอาบน้ำ แล้วเราสามคนก็ออกมานั่งกินปิ้งย่างกันพร้อมดูวิวพระอาทิตย์ตกหน้าบ้าน จิบเบียร์กระป๋องที่น้าแตซื้อมาให้แต่ตัวเธอปฏิเสธที่จะกิน (เพราะกลัวจะผิดศีลห้า) เธอบอกแกมบังคับให้เรารับผิดชอบ เพราะถ้าเราไม่กิน มันก็จะไม่มีใครกินนั่นเองครับ

                “เธอสองคนไปรักกันได้ยังไงเหรอ”

                น้าแตเปิดบทสนทนาหลังอาทิตย์ลับฟ้าไปได้ไม่นาน เราก่อกองไฟกันและนั่งผิงมันท่ามกลางอากาศเย็นและเสียงคลื่น

                “น้าหมายถึง...ตอนน้ายังสาวๆ เวลาถูกใจใครก็จะส่งจดหมายหากัน ชวนไปเที่ยวงานวัด ไปดูหนังกลางแปลง ผู้ชายต้องแลกเหรียญไปหยอดตู้โทรศัพท์สาธารณะเพื่อโทรมาจีบเรา อะไรแบบนี้ เดี๋ยวนี้ยังเป็นแบบนั้นอยู่ไหม”

                ผมกับดาราหนุ่มหัวเราะอย่างขัดเขินออกมาพร้อมกัน

                “ไม่ครับ มันไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว” เขาตอบ

                “แล้วเป็นแบบไหนล่ะ เล่าให้น้าฟังหน่อย”

                เขามองหน้าผมที่พยักเพยิดให้เขาตอบ “มันก็...ไม่ได้มีอะไรยาก”

                “เอ้าจุ๊บ เราง่ายเหรอ” นั่น อยู่ดีๆ กูก็โดนด่าเฉย แง

                “ไม่ๆ ไม่ใช่อย่างนั้นครับ” ธีร์ยิ้มขำ แหม่ “หมายถึงไม่ต้องจีบกันเยอะๆ ยากๆ แบบน้าไง”

                “แล้วหลานรู้ได้ยังไงว่าชอบคนเนี้ย”

                เราสบตากันอีกครั้ง สงสัยว่าทำไมอยู่ดีๆ เราก็เหมือนมาอยู่ในรายการสัมภาษณ์ความรักดารายังไงยังงั้น

                “ไม่รู้เหมือนกัน ก็เพราะพี่จุ๊บคือพี่จุ๊บมั้ง”

                เขายักไหล่ น้าแตผิวปากแซว ส่วนผม...หน้าแดง

                เรากินปิ้งย่างกันจนเวลาเกือบสามทุ่ม น้าแตขอตัวไปนอนก่อนเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่น(ใส่บาตร)เช้า จึงเหลือแค่ผมกับธีร์ที่ต่างคนต่างเหม็นหัวที่มีกลิ่นควันบาร์บีคิวของกันและกัน หากเราก็ยังนั่งซบไหล่มองทะเลกันตรงนั้น นี่แหละไม่ว่าจะดีหรือ(กลิ่น)แย่ที่แท้จริง

                ผมมองเงาพระจันทร์ในเกลียวคลื่น ฟังเสียงกีต้าร์จากเขาที่เกลาเล่นในเมโลดี้สบายหู จังหวะนั้นในใจก็อยากถามสิ่งที่ติดอยู่ในใจออกไป

                “ธีร์”

                “ฮื่อ...”

                “ถามอะไรหน่อยสิ แต่ธีร์ต้องตอบเราตรงๆ นะ”

                “ว่าไง”

                “ทำไมถึงเป็นเราล่ะ

                ผมถามคำถามเดียวกับคำถามของน้าแต แต่ประสบการณ์ร่วมระหว่างคนถามกับคนตอบแตกต่างกันในครั้งนี้

                ผมเห็นการแสดงออกทุกอย่างของเขาที่บอกชัดเจนว่าชอบผมมานาน แต่ใต้ความชอบนั้น ผมไม่เคยรู้เลยว่าทำไม ไม่เอาคำตอบแบบ...เพราะเราน่ารัก หน้าตลก หรืออะไรแบบนั้นนะเว้ย เราแค่อยากรู้ว่าทำไมเป็นเรา หลังจากรู้จักกันแล้วทำไมยังเป็นเรา...ทั้งๆ ที่เราเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง

                “เพราะพี่จุ๊บมีจูบวิเศษ

                “แค่นั้นน่ะนะ

                “อย่างอื่นก็วิเศษด้วย...แล้วเขาก็ปล่อยมือจากกีต้าร์ ไต่นิ้วบนหัวไหล่ผมเหมือนปูไต่

                “ทะลึ่งละผมยกมือเขาออกจากหัวไหล่ช้าๆ ธีร์ปรือลมหายใจออกทางจมูกอย่างเสียดาย...

                “ไม่ได้หมายถึงเรื่องใต้สะดือสิ นี่คิดไปไหนเนี่ย

                “หรา...กวนตีน

                “เปล่าหรอก ตอบตรงๆ ตั้งแต่เราเห็นพี่จุ๊บครั้งแรก เราก็รู้เลย

                “ว่าเราจะกลายเป็นแฟนในอนาคต

                “ว่าพี่จุ๊บเป็นคนแดกเยอะ ตอนนั้นแก้มยุ้ยเชียว

                “สัดผมด่าเขาจริงจังมากๆ

                “ล้อเล่น เราเห็นแล้วรู้เลยว่าพี่จุ๊บน่ะพิเศษ

                “ยังไง

                “บอกไม่ถูก ความรู้สึกของเราบอกแบบนั้น นายน่ารัก กล้าแสดงออก ชอบเอาใจใส่คนอื่นตลอด เอาเข้าจริงเราก็หาคุณสมบัติแบบนี้ได้จากคนอีกเป็นร้อยเป็นล้านคนบนโลกแหละ แต่เรารู้ว่าต้องเป็นคนนี้เท่านั้น

                “...”

            “เพราะพี่จุ๊บมีคนเดียวมั้ง

                “...”

                “ตาเราถามมั่ง...ทำไมถึงเป็นเราล่ะ

                อยู่ๆ ธีร์ก็เงยหน้าขึ้นมาจ้องผมด้วยแววตาขึงขังจริงจัง...ทำอะไรไม่ปรึกษากันอีกแล้ว

                “เพราะธีร์มีจูบวิเศษ

                “ไม่เอาดิ

 “          “เพราะธีร์ก็มีคนเดียวไง

                “ก๊อปคำตอบกันนี่หว่า

                “มันจำเป็นต้องมีเหตุผลด้วยเหรอ

                “ไม่จำเป็นหรอก

                แสงจันทร์จุมพิตผืนทะเลและส่องกระทบรอยยิ้มกว้างของเขา ธีร์ยื่นหน้าเข้ามา ให้จูบวิเศษกับคนธรรมดาอย่างผมอีกครั้ง

                แต่นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกใจหายเพราะรสจูบนั้น

            เพราะผมสังหรณ์ว่ามันอาจหายไปได้ในเวลาใดเวลาหนึ่งอันใกล้...โดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล



โปรดติดตามตอนต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

155 ความคิดเห็น

  1. #121 Galaxy_b_boom (@cbbchanbaekxoxo) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 17 มีนาคม 2561 / 16:30
    รั้งหั้ย
    #121
    0
  2. #93 ชอบ (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:43
    ทำยังไงดี
    #93
    0
  3. วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:40
    โนโนโนวววววว เธอต้องจุมพิตหยุดเวลาแล้วหนีไปสิ ฮืออออออ
    #91
    0