จุ๊บที (yaoi)

ตอนที่ 29 : จูบที่ยี่สิบแปด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 418
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    16 ก.พ. 61

ให้กำลังใจคนเขียนไปที่แท็ก #จุ๊บที ในทวิตเตอร์

หรือเพจ ตัวแม่ ได้นะคะ



จูบที่ยี่สิบแปด


                        ความทรงจำหลังจากนั้นของผมออกจะขาดตอน

                จำได้ว่าร้องไห้จนหายใจไม่ทัน พลางตะโกนไม่ยอมรับความจริงแข่งกับเสียงลมฟ้า รับรู้ได้ถึงความฉ่ำแฉะของสายฝนด้านบน แต่ตัวเองก็ยังนั่งกอดร่างเขาอยู่ตรงนั้น

                จำได้ว่ามีคนมาพาเขาไป อาจจะเป็นเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาล หรือไม่ก็บอดี้การ์ด ในระหว่างนั้นแม่ของเขาที่พุ่งเข้ามาทำร้ายร่างกายผม ตะโกนกลางสายฝนว่าผมทำอะไรให้ลูกเขาเป็นแบบนี้ แต่ผมไม่ได้รู้สึกอะไรจากการกระทำของเธออีกแล้ว เหมือนวิญญาณมันหลุดลอยไป สิ่งที่ทำคือการยื้อร่างเขาไว้จนหลุดมือ

                แล้วภาพก็ตัด รู้ตัวอีกทีผมก็ตื่นขึ้นมาในห้องของตัวเองในเวลาห้าทุ่มกว่า เสื้อผ้าถูกเปลี่ยนกลายเป็นเสื้อผ้าแห้งสนิท ความคิดแรกต่อสิ่งที่เกิดขึ้นคือคิดว่าฝัน

                จนเห็นข่าวที่หมอของโรงพยาบาลออกมายืนยันว่าธีร์ ดำรงเดชเสียชีวิตแล้วจริงๆ สาเหตุจากการที่เขาเสียเลือดมากเพราะโดนยิงโดนจุดสำคัญบริเวณช่องท้อง

                วินาทีนั้นความรู้สึกเหมือนกระชากหัวใจออกจากอกก็กลับมาอีกครั้ง

                “จุ๊บควาย มึงนี่มันควายจริงๆ!!!

                ผมนั่งฟูมฟายโทษตัวเองอยู่ที่พื้นห้อง แหลกลาญ แตกสลาย ไม่สนใจเสียงเคาะประตูอย่างร้อนใจของแม่และคนอื่นๆ ที่เป็นห่วง ทันใดนั้นประตูก็ถูกเปิดออกด้วยกุญแจสำรองที่พวกเขามี ผู้ใหญ่คงคิดว่าผมจะทำอะไรบ้าๆ อย่างการทำร้ายตัวเองเพราะการตายของธีร์

                แม่เป็นคนแรกที่เข้ามาถึงตัวผม เธอพยุงตัวผมขึ้นมานั่งบนเตียง ท่ามกลางการมุงของสมาชิกคนอื่นในครอบครัว

                “จุ๊บ ได้ยินแม่ไหม” แม่ถามเหมือนผมไม่ได้อยู่ตรงนั้น อาจเพราะแววตาของผมมันดูตายด้านและล่องลอย “จุ๊บ ฟังแม่นะ แม่รู้ว่าเธอรู้สึกยังไงตอนนี้ แม่เคยผ่านมันมาแล้ว แต่ตอนนี้จุ๊บต้องมากับแม่ก่อน”

                แม่ปาดน้ำตาออกจากแก้มผม และดึงตัวผมออกจากห้องไปทางห้องครัว

                “มีคนรอเจอเธออยู่”

 

                แม่พาผมไปที่ห้องใต้บันได ถ้านับเฉพาะความเป็นจริง นี่คือครั้งที่สองที่ผมได้เข้ามาในนี้กับแม่ และเป็นครั้งแรกที่สมาชิกในครอบครัวทุกคนเข้ามาด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา แม้แต่คนที่ไม่ประสีประสาเรื่องพลังวิเศษอย่างจีบซึ่งเอาแต่ถามพ่อแม่ตัวเองว่าทำไมไม่มีใครเคยบอกเกี่ยวกับห้องลับในบ้านมาก่อนเลย เหมือนผมตอนเข้ามารอบแรกเด๊ะ

                เราผ่านประตูกล เดินบนทางลาดแคบๆ ที่มีดวงไฟสีส้มติดพอให้มองเห็นพื้น กลิ่นไม้เก่าและกลิ่นหอมประหลาดยังคงมาทักทายจมูกของเราเหมือนครั้งก่อน ห้องใต้บันไดกว้างดูแคบลงเมื่อทุกคนในบ้านเข้ามาในนี้ มันยังคงมีโซฟาสีแดงตั้งติดอยู่กับตู้กระจกสนิมจับ มีนาฬิกาหลากหลายแบบนับพันเรือนติดอยู่กับผนังโดยรอบ ทว่ามีหลายอย่างที่แตกต่างออกไปเช่นกัน

                อย่างแรกคือนาฬิกานับพันเรือนในห้องหยุดเดินพร้อมกัน...เหมือนกับภาพในฝันของผม ทุกเรือนหยุดไว้ที่เวลาห้าทุ่มครึ่ง

                ต่อมาคือโพรงกลางห้อง เดิมทีมันเป็นโพรงที่ถูกกรอบด้วยอิฐสีส้มและมีรูปของตาทิศกับยายหอมอยู่ด้านบน กลางโพรงที่เคยเป็นปูนเปลือยกลับกลายเป็นโพรงลึกซึ่งมีม่านควันปริศนาลอยวนอยู่

                อย่างสุดท้าย สองคนในรูปเหนือโพรงนั้นอยู่ในห้องกับเราตอนนี้

                ยายหอมอยู่ในเสื้อคอกระเช้าสีชมพูบานเย็น ท่อนล่างเป็นผ้าซิ่นสีน้ำตาลอ่อนฉลุลายสวย ในปากยังคงเคี้ยวหมากแดงหนุบหนับ ยายยืนอยู่หลังโซฟาข้างตาทิศที่อยู่ในชุดสีขาวล้วนอย่างกับเทวดา เขายังไว้หนวดจิ๋มเหนือริมฝีปาก สีหน้าเคร่งแบบเดียวกับในรูปทุกกระเบียด

                “แม่!? พ่อ!!? ผะ..ผีล้อกกกกกกกกกกกกกกกกก” ป้าเด้าร้องเสียงดังทำเอาผมตกใจไปด้วย เธอทำท่าจะวิ่งกลับขึ้นไปบนห้องครัวแต่ลุงโรเบิร์ตคว้าคอเธอไว้ซะก่อน

                ยายหอมถุยหมากลงกับพื้น เดินเข้าไปหาป้าเด้าที่ยกมือไหว้ปลกๆ อยู่หลังสามีตัวเอง ทุกคนก็ดูอึ้งปนกลัวไม่แพ้กันยกเว้นแม่ผมที่ดูจะรู้เรื่องอยู่แล้ว(ได้ไง?)

                ใครเห็นคนที่ตายไปแล้วเป็นสิบปีที่คิดว่าผีกันทั้งนั้นล่ะวะ

                “ผีเหรอ” ยายแจกมะเหงกใส่หัวลูกสาวคนโตของตัวเอง “นี่ ผีมันทำอย่างนี้ได้ไหม ตอบข้าซิอีเด้า”

                “โอ๊ย” ป้าเด้ายกมือลูบหัวที่ฟูไปด้วยเส้นผมตัวเอง อ้าปากหวอเพราะงุนงงเต็มที

                “แม่...ยังไม่ตายเหรอ” ลุงพร่ำพึมพำถามด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ ยายหอมหันไปเหล่ตาใส่

                “ถ้าข้าตายข้าจะมายืนคุยกับเอ็งตรงนี้ได้ไงนายพร่ำ”

                ทุกคนยังดูไม่เชื่อ ผลัดกันเข้าไปจับตัวยายหอมเพื่อเช็คว่ายังมีเนื้อหนัง จนยายหอมแว้ดขึ้นมาอีกรอบตามประสาคนเป็นใหญ่ที่สุดในบ้านวิเศษกาล

                “ข้ายังไม่ตายโว้ยยยยยย”

                แล้วทุกคนก็เชื่อทันที เสียงคำรามของแกยืนยันว่านี่แหละยายตัวจริงเสียงจริง

                “หอม อย่าลืมเวลา” ตาทิศเตือนให้ยายหอมนึกขึ้นได้ขณะลูกหลานทุกคนเข้าไปไหว้ไปกอด แล้วยายก็เรียกชื่อผมออกมา

                “จุ๊บ” แกมองหาจนเจอผม กวักมือให้เข้าไปหา “เวลากำลังจะหมดแล้ว เราต้องรีบ”

                ยายจับมือผมแน่น ขณะที่ผมขมวดคิ้วงงเพราะไม่เข้าใจสิ่งที่เธอพูดเลย

                “เอ็งต้องไปช่วยคู่ชีวิตของตัวเอง”

                “อะไรนะครับ?

                “ธีร์ไง เอ็งช่วยชีวิตธีร์ได้”

                ห้าทุ่มสามสิบนาที เรื่องมหัศจรรย์ของผมเริ่มต้นขึ้นในห้องใต้บันได

 

            คู่กันแล้วมันแคล้วกันยาก แต่ถ้ามันมีเหตุให้แคล้วกันจริงๆ ยายจะรออยู่ที่ห้องใต้บันได

                ผมเข้าใจประโยคที่ยายพูดไว้ในฝันอย่างแจ่มแจ้งก็ตอนนี้

                หลังทุกคนหายจากอาการอึ้งกิมกี่ ยายหอมกับตาทิศก็เรียกสมาชิกในครอบครัวมานั่งล้อมวงกันตรงโซฟา แกเริ่มเล่าความลับของตัวเองและตระกูลวิเศษกาลให้ฟัง

                เรารู้กันดีว่ายายหอมกับตาทิศเป็นต้นตระกูลของวิเศษกาล พวกเขาสองคนเป็นต้นสายของการมีพลังควบคุมเวลาจากการ แสดงความรักรูปแบบต่างๆ แต่สิ่งที่เราไม่รู้คือจริงๆ แล้วตาทิศต้นตระกูลเราคนนี้เป็นเจ้าแห่งกาลเวลา ทำหน้าที่ควบคุมดูแลมิติเวลาในโลก

                ตาทิศบอกเราว่า การแสดงความรักของเรามันมีพลังที่ซ่อนอยู่มากกว่านั้น

                “นอกจากพลังปกติที่เอ็งทำได้กันอยู่แล้ว เรามีอีกพลังหนึ่ง...ข้าไม่รู้จะพูดยังไงให้ดี...ทุกคนชุบชีวิตของคู่ตัวเองได้”

                “หาาาา” สองถึงสามคนในกลุ่มลูกหลานส่งเสียงนี้ออกมา

                “แต่ต้องเป็นในกรณีพิเศษมากๆ อย่างกรณีของไอ้จุ๊บ” ตาทิศพูดบ้าง

                “ยังไงเหรอพ่อ” ป้าแก้วถาม

                “พลังนี้ไม่ได้ช่วยรักษาโรค มันแค่ช่วยให้คนที่ตายไปแล้วฟื้นขึ้นมาเท่านั้น ที่สำคัญ ไม่มีใครในครอบครัวเราที่เคยทำได้มาก่อน”

                 มีแค่สองคนในครอบครัวของเราที่จากไป คือยายหอม และพ่อของผม ตาทิศเล่าว่าตอนยายหอมป่วยด้วยโรคชรา...ครั้งสุดท้ายที่ผมได้เห็นยายเมื่อสิบปีก่อน ทั้งตาทิศและยายหอมต่างรู้ว่ายายหอมจะต้องโบกมือลาโลกใบนี้ เพราะอย่างนั้นตาทิศจึงฉวยโอกาสหอมแก้มก่อนที่ยายจะหมดลมหายใจ และขโมยตัวยายหอมไปไว้ในมิติเหนือกาลเวลา

                ในมิตินั้นที่โรคภัยและความชราไม่สามารถทำอะไรยายหอมได้ ยายหอมสามารถอยู่กับตาทิศได้ตลอดกาล แต่ยายหอมจะไม่สามารถกลับมายังมิติเวลาปัจจุบันที่เราทุกคนอยู่ได้ เพราะอายุขัยในโลกนี้ของยายหมดไปแล้ว

                “พูดตรงๆ ก็คือข้าไม่มีกายหยาบ ถ้ากลับมาในโลกที่พวกเอ็งอยู่ ข้าจะหายไปตลอดกาล”

                “แล้วทำไม...แม่ถึงมาอยู่ในห้องนี้ได้ล่ะ” ป้าเด้าถาม

                “พ่อแกทำห้องนี้ให้เวลาหาเราไม่เจอ” ตาทิศจำลองห้องนี้ให้เสมือนอยู่ในมิติที่เหนือกาลเวลา...นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมนาฬิกาทุกเรือนในห้องหยุดเดินพร้อมกันหมด “แต่ข้าก็มีเวลาจำกัดแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้นแหละ”

                “แม่หมายความว่า...อยู่ในมิติเหนือกาลเวลา แม่ก็จะเป็นอมตะเหรอ?” ลุงพร่ำซัก ยายหอมพยักหน้า แล้วพูดต่อว่า “ข้าท่องไปได้ทุกมิติที่กาลเวลาเข้าไม่ถึง อย่างความฝัน หรือมิติที่มันซ้อนกับโลกที่เอ็งอยู่ ข้าแค่ติดต่อกับเอ็งไม่ได้เท่านั้น” นั่นอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฝันของผม

                “ข้ากับทิศเห็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นตอนไหน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เห็นมันจะแม่นยำทั้งหมดหรอก ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ตลอด พวกเอ็งเคยได้ยินเรื่องกรวยแห่งกาลเวลาไหม?

                “อะไรนะคะ ฆวยแห่งกาลเวลา” ...ป้าเด้า

                “หูตึงอย่างเดียวไม่ได้นะเนี่ย จิตใจต้องหยาบโลนด้วย”

                “แม่อะ!” ป้าเด้าหวีดแล้วเงียบไป ผมที่เครียดๆ อยู่เกือบหลุดขำ

                “กรวยแห่งกาลเวลา...สิ่งต่างๆ เป็นไปได้เสมอตามการกระทำของเรา ถ้าเราทำสิ่งนี้ ผลลัพธ์ก็จะได้อย่างหนึ่ง แต่ถ้าเราไม่ทำ ผลลัพธ์ก็จะกลายเป็นอีกอย่างหนึ่ง” แม่โอบอธิบาย

                “ถูกต้อง” ตาทิศยืนยัน “การชุบชีวิตที่พูดถึงก็ใช้หลักการเดียวกัน”

                “มันคือการแสดงความรักครั้งสุดท้ายหลังจากคู่ของเราตายไปแล้ว” ยายหอมเสริม “แต่อย่างที่ข้าบอก มันไม่ใช่การรักษาโรค ตอนตาทิศช่วยข้าไว้มันก็ไม่ใช่การชุบชีวิต เพราะตาทิศทำก่อนที่ข้าจะหมดลมหายใจ หรือตอนที่...”

                “...ตอนที่พ่อผมเสีย” ผมพูด “พ่อรู้ว่ายังไงพ่อก็ต้องตาย ถึงแม่ชุบชีวิตขึ้นมายังไงมะเร็งก็ยังอยู่ในตัวพ่อของผม”

                ยายกับแม่พยักหน้าให้ แม่หันมาพูดต่อว่า “แต่ไม่เหมือนกับกรณีของธีร์นะจุ๊บ”

                “...”

                “ธีร์ยังมีโอกาสรอดเพราะมันเป็นอุบัติเหตุ เขาตายเพราะถึงมือหมอช้าไป”

                “เอ็งยังมีโอกาสช่วยชีวิตคู่ของตัวเอง” ยายหอมบอก “แต่มันอาจจะต้องแลกกับอะไรบางอย่าง”

                “อะไรเหรอครับ” ผมถาม ยายมองผมกลับด้วยสีหน้าจริงจัง

            “หลังจากเขาฟื้นแล้ว พวกเอ็งสองคนจะใช้พลังจากการจูบไม่ได้อีกต่อไป”

                “เหมือนเอาพลังที่เป็นครึ่งหนึ่งของชีวิตเอ็งไปแลก” ตาทิศพูด “เพื่อให้เขากลับมามีชีวิต เอ็งต้องยอมเสียสละครึ่งหนึ่งของชีวิตตัวเอง”

                “อะไรมันจะต้องเสียสละเบอร์นี้วะ” ป้าเด้าแหว “ขนลุกเลยเนี่ย”

                “ขนลุกกับพลังของรักแท้?

                “เปล่า ปวดขี้”

                ผมขนลุก ไม่ใช่เพราะปวดขี้แบบป้าเด้า แต่เพราะรู้ว่าตัวเองมีโอกาสจะช่วยให้ธีร์กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

                ใจหนึ่งท่วมท้นกับความเป็นไปได้ที่จะได้ช่วยเขา แต่ใจหนึ่งเกิดคำถามว่า...ถ้าครั้งนี้ผมทำมันพังอีกล่ะ

                “จำที่เราเคยคุยกันได้ไหม” แม่คงเห็นสีหน้าไปไม่เป็นของผมจึงจับไหล่ผมแน่น แล้วพูดเรียกสติ

                “เธอมีความรัก เธอต้องปกป้องความรักของตัวเองไว้ เพราะไม่มีใครทำแบบนั้นได้นอกจากเธอแล้ว

                “...”

            “นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้ทำแบบนั้นแล้วนะจุ๊บ”

                “และเอ็งต้องรีบหน่อย เพราะเวลาของคนตายไม่คอยเรานะ” ยายบอก “และถ้าเอ็งอยากช่วยเขาจริงๆ เอ็งต้องทำก่อนเวลาของวันใหม่จะมาถึง”

                “นั่นคือก่อนเที่ยงคืนเหรอครับ?” ผมถาม แล้วยายก็พยักหน้า ผมเงยหน้าขึ้นเวลาบนนาฬิกาแล้วหัวใจหล่นวูบ

                ผมมีเวลาแค่ครึ่งชั่วโมง

                “จุ๊บ...” แม่เรียกผม พยักหน้าเพื่อบอกว่าตอนนี้แหละ ผมคิดหนักไปครู่หนึ่ง สูดหายใจลึกหลังจากตัดสินใจได้

                เอาวะ เป็นไงเป็นกัน

                “ผมจะไปช่วยธีร์” ผมประกาศกับสมาชิกในครอบครัว “แต่ผมคงต้องขอความช่วยเหลือจากทุกคน”

 

                ผมอธิบายแผนการที่คิดไว้ในหัวให้ทุกคนฟัง ประเมินจากสถานการณ์ตอนนี้...ร่างของธีร์ยังอยู่ที่โรงพยาบาลใจกลางเมืองอยู่ ซึ่งผมไม่รู้ว่าอยู่จุดไหนของโรงพยาบาล ผมว่ามันคงดีถ้าเรามีคนแว้บไปสอดแนมที่โรงพยาบาลก่อน และมีการยืดเวลาออกไปให้ผมมีเวลาพอที่จะเข้าถึงตัวเขา

                เพราะฉะนั้นผมจึงขอความช่วยเหลือจากลุงโรเบิร์ตและป้าเด้าให้ท่องเวลาไปดูสถานการณ์ตอนที่ธีร์ถึงมือหมอเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว สืบดูว่าอยู่ห้องไหน และขอลุงพร่ำและป้าแก้วให้ช่วยแชร์พลังยื้อเวลาให้ผมเพิ่มสักสองชั่วโมงเพื่อให้ได้มีเวลาเดินทางไปช่วยทัน

                “ไม่ได้” คำเดียวของยายทำเอาแผนการของผมพังครืน “เวลาของคนตายจะยืดออกไม่ได้เหมือนของเรา มันนับถอยหลังไปเรื่อยๆ แล้วจะหมดตอนเที่ยงคืนหนึ่งนาทีเท่านั้น”

                ปวดหัว จะทำยังไงให้ทันดีวะเนี่ยยยย

                “งั้นให้พี่เด้าท่องเวลาไปตอนธีร์โดนยิงแล้วช่วยเขาดีไหม” ลุงพร่ำบอก

                “ไม่ได้ เพราะพี่ทำได้แค่ท่องเวลาไปสังเกตการณ์เฉยๆ เปลี่ยนแปลงอะไรในอดีตไม่ได้” ป้าเด้าตอบ

                “แล้วถ้าหาก...เราทุกคนไปโรงพยาบาลพร้อมกันแล้วช่วยกันหาล่ะ” แม่เสนอ “ถ้าพี่เด้ากับพี่โรเบิร์ตแชร์พลังให้เราทุกคนให้ไปโรงพยาบาลพร้อมกัน ณ เวลานี้เลย แล้วไปช่วยกันหาที่นู่น ก็น่าจะทันหรือเปล่า”

                ทุกคนมองหน้ากันและคิดตาม พิจารณาแล้วว่าก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดจริงๆ

                เราตัดสินใจทำตามคำแนะนำของแม่ทันที ทุกคนทยอยกอดบอกลายายหอมกับตาทิศและขึ้นไปข้างบนทีละคน จนเหลือผมเป็นคนสุดท้าย

                “รักแท้จะช่วยเราเสมอในเวลาที่เราต้องการมันที่สุด” ยายบอก แล้วก้มลงหอมหน้าผากผมเบาๆ “ทำให้สำเร็จ ข้าจะดูอยู่เสมอ และถ้าช่วยได้ข้าก็จะทำ”

                “ถ้ายายไม่บอกจุ๊บคงไม่มีวันได้ทำ ขอบคุณครับยาย”

                ผมยกมือไหว้ตากับยาย มองภาพของทั้งคู่เดินกลับเข้าไปในโพรงที่มีม่านควันกำบังอยู่ด้วยใจหวิวไหว...ทำไมมันให้ความรู้สึกเหมือนผมจะได้เจอท่านเป็นครั้งสุดท้ายยังไงก็ไม่รู้

                ทันทีที่ทั้งคู่หายไป นาฬิกาในห้องทุกเรือนก็กลับมาเดิน

                ผมมีเวลาครึ่งชั่วโมง แค่ครึ่งชั่วโมงที่จะช่วยชีวิตธีร์ ดำรงเดช

 

                “ไม่อยากเชื่อเลยว่าชีวิตนี้ฉันจะได้มาเห็นอะไรอย่างนี้” แม่โอบโอดครวญ

                “แม่ หนูกลัวววว ทำไมหนูต้องมาทำแบบนี้ทั้งๆ ที่ไม่รู้เรื่องอะไรที่ยายพูดเลยสักนิด” ตามมาด้วยเสียงแจ๊ดแจ๋ของจีบ ได้ยินแล้วก็ผมสงสารน้อง จีบอยากช่วยผมแม้ว่าจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย

                “เดี๋ยวแม่เล่าให้ฟังทีหลัง แต่ตอนนี้ขอปิดตาก่อน กลัวๆๆ” ป้าแป้งบอกจีบ

                “เงียบเถอะน่า พวกเธอก็ผ่านอะไรแบบนี้มาแล้วทั้งนั้น ฉันกับรอเบิร์ตต้องเป็นฝ่ายอายหรือเปล่ายะ”

                ป้าเด้าเอ็ด ตอนนี้เราทุกคนอยู่ในห้องครัว กำลังเอื้อมมือแตะตัวเธอกับลุงโรเบิร์ตเพราะทั้งคู่กำลังจะแชร์พลังแห่งการท่องเวลามาให้ทุกคน ด้วยเวลาที่จำกัด เราตกลงว่าจะเดินทางด้วยวิธีนี้กัน

                ติดแต่ว่าเราต้องมาทนเห็นป้ากับลุงจึ๊กกะดึ๋ยกัน ง่ะ

                “อะ ไม่บอกจะถอดละนะนะ ถอดหัวใจออกมาดู” ป้าเด้าร้องเพลงออกมาราวกับอารมณ์ดีเหลือเกิน

                “ป้า หยุดร้องเพลงเถอะแล้วรีบทำเถอะครับ” ผมกลัวววว กลัวป้านี่แหละ

                “จุ๊บ นี่ฉันช่วยเธออยู่นะ” ป้าเด้าแหว “รีบก็ได้ โรเบิร์ต มา”

                ผมปิดตา และมั่นใจว่าทุกคนก็ปิดตาเหมือนกัน นิ้วผมจิกอยู่ที่แขนป้าเด้าเหมือนจิกผีถ้วยแก้ว สักพักเธอก็ขยับนิดนึงและตะโกนออกมาว่า “โรงพยาบาลธนเวช ตอนนี้!

                เกิดเสียงวิ้งขึ้นในหูผม วินาทีต่อมาผมก็มาโผล่ที่หน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล

                “แง้”

                “อะไรอีกไอ้จีบ” ป้าแก้วถาม

                “ลุงโรเบิร์ตไม่ยอมรูดซิปซะที”

                ผมส่ายหัวหน่าย ปล่อยมือจากป้าเด้าและดิ่งตรงเข้าไปในโรงพยาบาล ทุกคนตามผมมาจากด้านหลัง ยกเว้นป้าเด้ากับลุงโรเบิร์ตที่บอกว่าจะย้อนเวลากลับไปดูว่าก่อนหน้านี้ร่างของธีร์ถูกเข็นไปไว้ที่ห้องไหน

                แต่พอเข้ามาด้านใน ผมก็ต้องเจอกับกลุ่มแฟนคลับธีร์ราวยี่สิบคนที่ยังรวมตัวกันอยู่ตรงโซนนั่งรอรับยาด้านล่าง แต่ละคนมีดวงตาที่ดูรู้ว่าผ่านการร้องไห้อย่างหนัก บางคนก็ยังร้องอยู่จนถึงตอนนี้ ถึงจะเป็นแฟนคลับกลุ่มที่ไม่ใหญ่เท่าไร แต่ผมว่าจะขอผ่านคงยาก

                “มึง นั่นมันคนในรูปนี่” แฟนคลับคนหนึ่งสังเกตเห็นผมแล้วสะกิดให้คนอื่นดูตาม

                “มีคนบอกว่าเขาอยู่ในเหตุการณ์ตอนที่พี่ธีร์ตาย”

                “ใช่ๆ”

                “ฆาตกร!” ทันใดนั้นมีคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา พาให้คนที่เหลือลุกฮือขึ้นอย่างกับกองกำลังพิทักษ์ธีร์ ดำรงเดช

                ผมก้าวถอยหลัง จีบเห็นท่าไม่ดีเลยเดินเข้ามากำบังผมไว้ เธอพยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบ

                “เราชื่อจีบ เป็นแฟนคลับธีร์เหมือนกัน จำเราได้ไหมเราไปทุกงานเลย” ลูกพี่ลูกน้องตัวเล็กพยายามเกลี้ยกล่อม “เราแค่ขอผ่านทางไปเฉยๆ ใครรู้บ้างว่าตอนนี้พี่เขาอยู่ที่ไหน เราอยากมาส่งพี่เขาเป็นครั้งสุดท้าย”

                “จะไปไหน!

                “ไม่ให้ไป!

                “แค่นี้ยังทำร้ายพี่ธีร์ไม่พออีกเหรอ!

                แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล แฟนคลับของธีร์เริ่มหาสิ่งของรอบข้างแล้วเขวี้ยงมาทางเราแล้ว             เราเหล่าวิเศษกาลวิ่งหาที่กำบัง

                “พอเถอะค่ะ!” เสียงหนึ่งดังขึ้น แล้วเอิงเอย นางเอกคู่บุญของธีร์และน้องคณะของผมก็วิ่งเข้ามาในวง การปรากฏตัวของเธอหยุดทุกการกระทำ “เอิงขอนะคะ พอได้แล้ว”

                เอิงเอยหยิบเปลือกกล้วยลูกหลงบนหัวของตัวเองออก เป็นท่าหยิบเปลือกกล้วยออกจากหัวที่สวยที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น

                “พวกพี่ๆ น้องๆ คิดว่าธีร์จะสบายใจเหรอคะถ้ามาเห็นภาพนี้ ธีร์จะดีใจเหรอคะที่ได้เห็นคนที่เขารักทำร้ายกันเอง”ทุกคนถึงกับกริบ “ความรักมันก็คือความรัก ความรักของธีร์กับพี่ผู้ชายคนนี้ก็เหมือนความรักของแฟนคลับกับธีร์ ก็เหมือนความรักที่มนุษย์กับมนุษย์นั่นแหละค่ะ...”

                แล้วเอิงเอยก็เริ่มร้องไห้และพร่ำเกี่ยวกับความดีของพระเอกดัง ทำให้แฟนคลับธีร์ต่างเดินเข้ามาโอ๋ ผมอยากเข้าไปหาเธอเหมือนกัน แต่เอิงเอยส่งสัญญาณมือที่บอกให้รีบไปเสียก่อน

                ผมกับทุกคนย่องกันมาจนถึงลิฟต์ และถึงกับต้องผงะเมื่อลิฟต์เปิดออกมาเป็นพี่บุ๊ค ผู้จัดการร่างอ้วนซึ่งวันนี้อยู่ในชุดไทยอย่างเคย

                ใบหน้าของพี่บุ๊คเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบของมาสคาร่าซึ่งน่าจะผ่านการร้องไห้มาเหมือนกัน ฝั่งนั้นดูตกใจที่เห็นเรา

                แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงของป้าเด้ากับลุงโรเบิร์ตที่โผล่มาด้านหลังก็ดังขึ้นซะก่อน

                “ชานฮกๆ” ลุงโรเบิร์ตวิ่งตามเรามาแบบหอบๆ เห็นได้ชัดว่าเพิ่งโผล่มาจากอดีตกันมา

                “แก๊ อยู่ชั้นหก” อ๋อ ป้าเด้าพูดก็เข้าใจละ “ธีร์อยู่ในห้องชันสูตรชั้นหก”

                ผมอ้าปากหวอ พี่บุ๊คที่อยู่ในลิฟต์ก็เช่นกัน

                “พวกแกจะทำอะไรน่ะ” พี่ผู้จัดการพูดเสียงดัง

                “อ้าว แล้วกะเทยอ้วนนี่ใคร หน้าคุ้นๆ” ป้าเด้าสันนิษฐาน “เฮ้ย นี่มันผู้จัดการธีร์นี่ ที่รักความเป็นไทยแล้วชอบด่าดาราใส่สั้นอะ”

                “ก็มันน่าเกลียด” พี่บุ๊คโวย จากนั้นก็กลับเข้าเรื่อง “ตะ...ตกลงแกจะไปทำอะไรธีร์”

                “พวกเธอขึ้นลิฟต์อีกตัวไปเลย เดี๋ยวยัยนี่ป้ากับโรเบิร์ตจัดการเอง” ป้าเด้าบอกผม แล้วพุ่งเข้าไปปิดปากพี่บุ๊คที่ทำท่าจะวิ่งออกมาขัดขวางเรา ผมกับคนอื่นรีบเข้าไปลิฟต์อีกตัวและกดชั้นหก ประโยคสุดท้ายที่ผมได้ยินป้าเด้าคุยกับพี่บุ๊คคือ “เกลียดดาราใส่สั้นนักเหรอ ดูนี่หน่อยสิจ๊ะ”

                ไม่อยากจินตนาการเลยว่าเกิดอะไรขึ้นในลิฟต์ตัวนั้น

                ผมก้มมองเวลาข้อมืออย่างร้อนใจ ตอนนี้ห้าสิบนาทีแล้ว...ผมเหลือเวลาอีกแค่สิบนาทีในการช่วยเขาให้รอดจากความตาย

                “ใจเย็น...เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน”

                แม่จับมือที่สั่นเครือของผมแน่นเพื่อให้ความมั่นใจ จังหวะเดียวกันนั้นประตูลิฟต์เปิดออก          

            พิมพ์ผกา ดำรงเดชยืนอยู่ตรงหน้าเรา



โปรดติดตามตอนต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

169 ความคิดเห็น

  1. #152 Ne4w (@snow-prince-000) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 / 09:44
    โอ้ยย าฟากวสกวกากสกสา
    #152
    0
  2. #133 summerbb (@reddddcrab) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 / 23:14
    อ่านตอนแรกแล้วเหมือนหายใจไม่ออกกกก ลุ้นมาก ฮือ
    #133
    0