ตอนที่ 3 : จูบที่สอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1242
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    8 มิ.ย. 59




จูบที่สอง

 

                ครั้งสุดท้ายที่เห็นหน้ายาย ผมอายุได้แค่สิบขวบ

                ยังจำบรรยากาศของวันนั้นได้ดี เหมือนทุกอย่างบนโลกโดนย้อมด้วยสีหม่นๆ คนในครอบครัวทั้งสิบชีวิตอัดแน่นอยู่ในห้องแคบๆ ของโรงพยาบาลเพื่อดูใจ เสียงพูดคุยในห้องเบามากจนเหมือนเสียงกระซิบ ทำให้พื้นที่สี่เหลี่ยมแคบๆ นั้นเงียบจนได้ยินลมหายใจอันแผ่วเบาและเสียงไอจากอาการป่วยของยายเป็นครั้งครา

                ไม่มีเสียงหัวเราะหรือรอยยิ้มในห้องนั้น แม้กระทั่งจากป้าเด้าผู้ที่ชอบทำตัวร่าเริงและโหวกเหวกตลอดเวลา

                ผมจำสีหน้าของยายได้ รวมถึงคำที่เธอกระซิบบอกผมก่อนตายข้างๆ หู

                ไอ้จุ๊บ มาหายายหน่อยยายหอมพูดด้วยเสียงแหบแห้ง เหมือนลมหายใจใกล้จะหมดอยู่มะร่อมมะร่อ ถ้ายายไม่อยู่แล้ว เอ็งต้องเป็นเด็กดีรู้ไหม อย่าดื้อกับพ่อแม่นะลูก

                ครับผมน้ำตาคลอ

                ยายอยากฝากอะไรเอ็งเป็นครั้งสุดท้ายเธอกระแอม เอ็งอาจจะไม่เข้าใจตอนนี้ แต่เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เอ็งจะรู้เอง

                ‘…’

                จูบกับหัวใจน่ะ...เก็บไว้ให้เฉพาะคนที่คู่ควรเท่านั้นนะ

                ยายพูดจบ พ่อก็พาผมออกไปจากห้องราวกับอยากกั้นผมออกจากภาพที่น่าสลดใจ คำของยายยังฝังอยู่ในหัว แต่ในวัยนั้นที่หัวใจได้รู้จักกับความรักเพียงน้อยนิด และเป็นช่วงอายุที่การมีแฟนหรือการแอบชอบใครสักคนจะหมายถึงการโดนเพื่อนล้อ คำพูดนั้นก็เป็นเพียงคำพูดที่ผมจำขึ้นใจ แต่ไม่ได้รู้ความหมายของมัน

                คงต้องรอเวลาที่เหมาะสมอย่างที่ยายบอก

                ผมเคยมีความรัก...เคยมีแฟนเป็นเด็กสาวต่างห้องหน้าตาจิ้มลิ้มชื่อจิ๋มหลิม เรารู้จักกันจากการเข้าชมรมเดียวกันคือชมรมนักโต้วาที เราต่างรู้ว่าเรามีความรู้สึกดีๆ ให้กันจึงขยับสถานะขึ้นเป็นแฟนตอนผมอยู่ม.ห้า ผมเคยรู้สึกหวิวๆ ที่ใจ เคยรู้สึกว่ามีผีเสื้อบินอยู่ในท้อง แต่...มันก็แค่นั้น พอเราคบกันปุ๊บเราก็เกิดคำถามว่าแล้วยังไงต่อ 

                กลับกลายเป็นว่าพอเราเป็นแฟนกัน ความรู้สึกที่ทำให้ใจเต้นตอนจีบกันกลับหายไปหมด มันรู้สึกอึดอัดเหมือนอยู่ผิดที่ผิดทาง คบกันได้แค่สองเดือนสุดท้ายเราก็ลดขั้นลงมาเป็นเพื่อนเหมือนเดิม เราต่างรู้ว่าการเป็นเพื่อนเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดกับเราจริงๆ

                ใจที่เตรียมไว้ยังไม่ทันจะไปฝากไว้ที่เขา จูบนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง 

                สิบปีที่ผ่านมาหลังจากยายเสีย ผมจึงไม่เคยรู้สึกได้เลยว่าตอนไหนคือเวลาที่เหมาะสม

                ตอนไหนวะยายผมกระซิบถามเหมือนทบทวนกับตัวเอง ขณะที่กำลังนั่งอยู่บนเตียงผู้ป่วยในห้องๆ เดิมที่ยายเคยมีลมหายใจสุดท้าย ห้องโล่งกว้างที่มีเพียงเตียงเหล็กไร้ฟูกตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ผมสัมผัสได้ถึงสายลมพัดเอื่อยที่ผ่านเข้ามาทางหน้าต่างกับแสงแดดสีขาวส่องสว่างจากด้านนอก

                นั่นสิ ตอนไหนล่ะวะเสียงทุ้มสำเนียงโบราณที่ไม่ได้ยินมาสิบปีดังมาจากข้างๆ ผมหันไปมองขวับ เห็นหน้ายายหอมยิ้มแฉ่งโชว์ฟันดำจากการเคี้ยวหมากกลับมา

                เหี้ยยยยย!

                ไอ้จุ๊บ เอ็งเพิ่งด่ายายตัวเองว่าเหี้ยเหรอ ไอ้เด็กผีเจาะปาก

                ปะ...เปล่าครับผมแก้ตัว กระเถิบตูดให้ห่างจากคนข้างๆ ไปหลายวาด้วยความหวาดหวั่น จุ๊บแค่ตกใจ นะ...นี่ยายเป็น...ผีเหรอ

                ก็ไม่เชิงยายหอมเบ้ปาก เด้งตัวลงจากเตียง ร่างท้วมในชุดเสื้อคอกระเช้าสีชมพูกับกระโปรงผ้าโปร่งสีขาวดูกระฉับกระเฉงเมื่อเทียบกับครั้งสุดท้ายที่เราเจอกัน

                ยายกระเถิบตัวมาประจันหน้าผม จ้องตาแล้วยิ้มหวาน มือหนาอุ่นเอื้อมมาจับที่แก้มผมที่เกร็งนิ่งเพราะในใจยังเชื่อว่ายายเป็นพลังงานจากมิติอื่น

                ตอนนี้แหละ

                หะ...หื๊อ?”

                เวลาที่เหมาะสมไงยายยิ้ม ข้ามาที่นี่เพื่อเตือนว่าเดี๋ยวจะมีสิ่งใหม่ๆ เข้ามาหาเอ็งอีกเยอะ สิ่งที่ตามหา...คนที่คู่ควร อาจจะทำให้ชีวิตยากขึ้นสักหน่อย แต่มันจะผ่านไปด้วยดี เอ็งแค่ต้องอดทน แล้วก็ทำสิ่งที่ใจอยากทำ

                ผมทำหน้าเอ๋อใส่เพราะไม่เข้าใจกับสิ่งที่ยายพูดเลยแม้แต่คำเดียว

                เดี๋ยวก็รู้ยายตบหน้าผมเบาๆ เชิงรักใคร่ ข้าไปก่อนจะโดนจับได้ดีกว่า

                แล้วหญิงชราก็กลับหลังหันและเดินไปที่ประตูห้องโดยปล่อยให้ผมจมอยู่กับความงุนงงอย่างนั้น ก่อนออกจากห้องไปก็เหมือนนึกอะไรออก

                เอ้อ แล้วก็อย่าเป็นควายล่ะ

                ยายขยิบตาให้หนึ่งที และปิดประตูใส่หน้าผมดังปัง

                งะ...งงกว่าเดิมอีกอ๊ะ

                ยายครับ...เดี๋ยว!

                ผมวิ่งไปเปิดประตู แต่ทางเดินสีขาวที่ทอดยาวอยู่ด้านนอกนั้นว่างเปล่า ยายหายไปแล้ว หายไปพร้อมกับการทิ้งคำใบ้ที่ผมไม่มีทางแกะความนัยออก

            เวลาที่เหมาะสม สิ่งที่ตามหา คนที่คู่ควร และอย่าเป็นควาย

                ยากกว่าข้อสอบแกทเชื่อมโยงอีก

 

                แม่...แม่เคยฝันถึงยายป่ะ

                ผมถามแม่ในเช้าวันรุ่งขึ้นเพราะฝันเมื่อคืนยังติดค้างอยู่ในใจ ขณะที่ตัวเองจัดเครื่องแบบชุดนักศึกษาอยู่หน้ากระจก ร่างสูงโย่งดูผอมเกร็งแต่จริงๆ ซ่อนรูปข้างในเต๊ะท่าเท่กลับมา พอดูว่าการแต่งตัวพอจะไปวัดไปวาได้ก็ย้ายมาจัดผมหยิกหยอยที่ชอบห้อยเป็นปรอยปรกหน้าผากต่อ

                ไม่เคยนะ ทำไมเหรอผู้หญิงวัยสี่สิบผมทรงบ๊อบเทอันเป็นที่รักของผมถามกลับ ขณะที่นั่งพับผ้าอยู่บนเก้าอี้บุนวมตรงข้ามกับกระจก

                ฮึ ไม่มีไรหรอกผมส่ายหัว คิดว่าตัวเองอาจจะคิดถึงยายไม่ก็ความทรงจำวัยเด็กก่อนนอนอะไรทำนองนั้นเลยเอาเก็บไปฝัน แถมคำพูดของยายในฝันเป็นอะไรที่เข้าใจยาก ขนาดตัวผมที่ฝันเองยังไม่เข้าใจเลย เล่าให้แม่ฟังก็คงไม่เข้าใจหรอก...มั้ง

                แม่กำลังจะพูดอะไรออกมาสักอย่าง แต่คนที่เดินเข้ามายกเก้าอี้บุที่แม่นั่งอยู่ดึงความสนใจไปก่อน

                มีใครเห็นต่างหูห่วงสีเหลืองบ้างไหม

                ป้าเด้า...หรือในอีกชื่อที่คนนอกบ้านชอบเรียกคือป้าดาว ผู้หญิงวัยกลางคนที่อายุเลยหลักห้าสิบแต่แต่งตัวเหมือนเด็กสิบห้ากำลังหยิบโน่นรื้อนี่แถวเก้าอี้ด้วยท่าทางกระวีกระวาด วันนี้ป้าเด้าสวมเสื้อรัดรูปสีเขียวสะท้อนแสงกับกางเกงแนบเนื้อลายเสือดาว คาดทับด้วยเข็มขัดสีดำเลื่อมกับส้นสูงสีแดงแปร๊ด เส้นผมที่ถูกตีจนพองเหมือนคนโดนไฟช็อตเด้งไปมาจนผมขำ

                “ป้าแต่งเหมือนนางเอกหนังเรื่อง Grease[1] เลย” ผมแซว

                ฉันแซ่บกว่าย่ะป้าเด้าเงยหน้าขึ้นมาเถียงแล้วมุดลงไปหาต่อ ก้มๆ เงยๆ อยู่ได้สักพักก็คงเดาได้ว่าที่ตรงนี้ไม่มีสิ่งที่ต้องการก็กรีดร้องในลำคออย่างขัดใจ แล้วจ้ำอ้าวไปห้องอื่นแทน

                ป้าเขาต้องแต่งตัวแบบนั้นทำงานจริงๆ เหรอแม่ผมถามขำๆ เพราะเท่าที่รู้ป้าเด้าเป็นคอลัมนิสต์ให้กับนิตยสารท่องเที่ยวชื่อดัง วันๆ เขียนอยู่ที่บ้านก็ไม่เห็นต้องแต่งจัดเต็มอะไรเบอร์นั้น แม่ยักไหล่ยิ้มๆ เป็นเชิงบอกว่าไม่รู้เหมือนกัน

                จุ๊บ จัดของจะไปไหนอะเสียงเล็กใสดังมาจากตีนบันไดที่ห่างออกไปจากห้องโถงราวสิบเมตร เจ้าของเสียงคือ จีบเด็กสาวผมยาวถึงกลางหลังที่ตอนนี้อยู่ในชุดเสื้อยืดย้วยๆ สีเทา จีบเป็นลูกพี่ลูกน้อง เธออายุน้อยกว่าผมสามปี แต่ความเป็นพี่น้องนี่แทบไม่นับกันแล้ว ไม่ใช่เกลียดกันหรืออะไรหรอกนะครับ เราแค่สนิทกันมากจนเล่นหัวกันได้เท่านั้นเอง

                ยุ่งผมแหย่แต่เช้า จีบหน้ายู่ทั้งๆ ที่ตัวเองลืมตายังไม่ขึ้นดี แน่ล่ะ ช่วงปิดเทอมของมัธยมกับมหาลัยต่างกัน ปกติยัยเด็กนี่ไม่ตื่นเช้าขนาดนี้ด้วยซ้ำ

                น้าโอบ พี่จุ๊บพูดไม่ดีกับหนูอ้ะได้ทีก็ฟ้องแม่ผมใหญ่

                จุ๊บแม่เลยส่งเสียงเย็นมาให้พร้อมสายตาตำหนิ

                ไอ้ขี้ฟ้อง

                น้าโอบคะ

                จุ๊บ...

                ผมอมยิ้ม อยากจะอยู่แกล้งต่อแต่ข้อความบนมือถือเด้งขึ้นมาซะก่อน

               

                Focus: อยู่หน้าบ้านแล้ว

 

                แม่ เดี๋ยวจุ๊บไปละนะครับผมคว้ากระเป๋าเป้ที่ด้านในบรรจุเสื้อผ้าสี่ห้าชุดพร้อมกับของอุปโภคบริโภคขึ้นสะพาย กอดแม่หลวมๆ แล้วหอมฟอดเข้าที่แก้มหนึ่งที

                ไปเจ็ดวันดูแลพ่อเผื่อด้วย มีอะไรโทรหาได้ตลอดนะ     

                ผมฝากฝังเพราะนึกเป็นห่วงคนที่นอนอยู่โรงพยาบาลตอนนี้ ซึ่งหลายเดือนที่ผ่านมาเขาก็เข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลเป็นว่าเล่นเพราะโรคร้ายในสมอง

                จ้ะ เธอก็ด้วย อย่าไปชวนน้องใหม่เสเพลล่ะคำเตือนทำให้ผมโห่ใส่เบาๆ ผมไม่ได้เป็นพี่ที่เลวร้ายอะไรขนาดนั้นนะ

                จุ๊บยังไม่บอกเราเลยว่าจะไปไหนอ่ะจีบโอดครวญทำให้ผมหันไปแลบลิ้นใส่ นาทีนั้นก็สังเกตเห็นผู้ชายวัยเกือบสี่สิบเดินลงบันไดมาด้วยชุดสูทสีดำทับเชิ้ตสีขาวและกางเกงแสล็คเรียบแปล้อันเป็นเอกลักษณ์

                ไปไหนแต่เช้าเหรอหนุ่มน้าพร่ำผู้เป็นพ่อของเด็กสาวหน้าบึ้งที่บันไดถาม

                ค่ายรับน้องเจ็ดวันครับ

                เหรอ ให้อาไปส่งที่มอไหม?”

                ไม่เป็นไรครับ ไอ้โฟกัสมารอหน้าบ้านแล้ว หวัดดีครับทุกคน ไอ้จีบบ๊ายบายผมรีบยกมือไหว้เพราะกลัวคนที่อยู่หน้าบ้านรอนาน เดินไวๆ ผ่านโถงกว้างไปที่ประตูแล้วสวมรองเท้าผ้าใบสีขาวตัดน้ำเงินสดใสอย่างลวกๆ วิ่งผ่านสนามหญ้ากว้างขวางออกประตูเหล็กดัดเงินปลาบ หน้าบ้านมีสีเขียวแปร๊ดของเพื่อนที่เพิ่งถอยมาใหม่ๆ จอดรออยู่

                มาแล้วๆผมบอกโฟกัสแล้วก้าวขึ้นรถ

                "จุ๊บ นี่มึงขนบ้านมาทั้งหลังเหรอ" เพื่อนตัวกลมจิกขนาดของกระเป๋าเป้ ผมเถียงไม่ได้เพราะที่พูดนั้นก็จริงเลยได้แต่สบถไม่กี่คำและบอกให้มันเริ่มออกสักที

                รถเคลื่อนออกจากซอยสู่ถนนใหญ่ ผมหันกลับไปมองบ้านทรงเรือนไทยที่ต้องห่างกันจากนี้ไปอีกเจ็ดวัน บ้านที่เมื่อก่อนเคยเป็นไม้ทั้งหลัง แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนผ่านก็ถูกบูรณะด้วยอิฐและปูนพร้อมทาทับด้วยสีโทนฟ้าอ่อนดูแจ่มใส บ้านหลังใหญ่ที่มีห้องนอนเกือบสิบห้องแต่ก็ยังดูแน่นขนัดเมื่อเทียบกับสมาชิกในครอบครัวเกือบสิบคนของเรา ใครๆ ต่างก็บอกว่าครอบครัวใหญ่อย่างเราควรปลูกบ้านเพิ่มหรือแยกกันย้ายไปอยู่ที่อื่นเพื่อความสะดวกสบาย แต่เราก็ตัดสินใจจะอยู่แบบนี้กัน

                อาจจะดูอยู่แล้วอึดอัด บรรยากาศอาจจะดูวุ่นวาย แต่อบอุ่นดี   

               

                เราเดินทางมาถึงใจกลางเมือง ค่ายรับน้องใหม่ที่เรากำลังจะไปถูกจัดที่ศูนย์นวัตกรรมอะไรสักอย่างที่อยู่ใต้ความดูแลของคณะซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวมหาลัยมาก มันเป็นสถานที่ที่ครบครันด้วยห้องทำกิจกรรมและที่นอนสำหรับรุ่นพี่ปีสองและน้องรุ่นใหม่ที่จะได้เข้ามาละลายพฤติกรรม จัดระเบียบวินัย และปูพื้นฐานการใช้ชีวิตของมหาลัยร่วมกันภายในเจ็ดวัน

                ผมนั่งมองการติดขัดของจราจรในเมืองหลวงแล้วเริ่มเบื่อ มือจึงหยิบมือถือขึ้นมาเขี่ยเล่น

                เพื่อนในเฟสบุ๊คคนหนึ่งเพิ่งส่งข้อความเข้ามาใหม่เมื่อยี่สิบนาทีที่แล้ว

 

                Thee Dumrongdech

                ขอบคุณที่รับแอด : )

 

                ธีร์ ดำรงค์เดช

                ใช่ครับ คนเดียวกับดาราดังที่สาวกรี๊ดทั้งประเทศตอนนี้ คนเดียวกับรุ่นน้องที่ให้กุหลาบผมในวันเรียนจบ

                คนเดียวกับ...เด็กหนุ่มที่โลกเหวี่ยงกลับเข้ามาในชีวิตผม

                ผมยิ้มออกมาจนโฟกัสจับได้ แต่ตัวเองก็ทู่ซี้ว่าเห็นคลิปตลกในเฟสบุ๊คไปเรื่อยเปื่อย นึกไปถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดข้อความนี้ขึ้นมาแล้วอมยิ้ม

                หลังลงทะเบียนเสร็จ น้องปีหนึ่งกว่าร้อยคนก็เข้ารับการปฐมนิเทศจากบรรดาคณาจารย์ในคณะ มีการพบปะรุ่นพี่บ้างหลังจากเลิกกิจกรรมแล้วเพื่อนัดแนะเรื่องค่ายในวันรุ่นขึ้น แน่นอนว่าน้องใหม่รูปหล่อดีกรีดาราอย่างเขาต้องโดนรุมล้อมจากทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้องจนดูเหมือนวงล้อมของงานอีเวนต์โชว์ตัวดาราสักงาน

                ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะลงทะเบียนที่เดิมหลังจากที่เลิกกิจกรรม มีนักศึกษายังอยู่ที่คณะบางตา ไม่ไกลจากโต๊ะผมคือม้าหินอ่อนที่ธีร์นั่งอยู่กับเพื่อนผู้หญิงและชายเกือบสิบคน ผมมองภาพนั้นนิ่งๆ ขณะที่มือกดมือถือเรื่อยเปื่อย จริงๆ ผมจะกลับเลยก็ได้แต่ที่นั่งอยู่ตรงนี้เพราะรอกลับพร้อมโฟกัสที่ประสานงานกับอาจารย์ยังไม่เสร็จ

                เราขอเฟสหน่อยได้ไหมอะ

                ‘เราด้วย

                เราด้วยนะ แอดเรามาหน่อยสิ

                พวกเด็กผู้หญิงต่างยื่นโทรศัพท์ไปตรงหน้าเขา ธีร์มองนิ่งๆ แล้วมุมปากก็ยกขึ้นอย่างแห้งๆ

                เพื่อนเฟสเราเต็มแล้วน่ะ โทษทีนะ

                โธ่พวกผู้หญิงต่างร้องออกมาด้วยความเสียดาย จังหวะนั้นเขาก็ลุกขึ้นแล้วขอตัวกับคนบนโต๊ะที่เหลือแล้วเดินดุ่มๆ ออกมา

                ...หาผม

                ธีร์ยักคิ้วให้ผมหนึ่งจึ๊กเชิงทักทาย ก่อนจะเดินอ้อมโต๊ะตัวยาวมานั่งตรงเก้าอี้ว่างข้างๆ ผมเม้มริมฝีปากแน่นเพราะรู้สึกได้ถึงสายตาของคนอื่นที่มองเราอยู่

                ยังไม่กลับเหรอเขาถามเสียงเรียบๆ ผมพยักหน้าและตอบเขากลับด้วยน้ำเสียงที่...พยายามไม่ให้สั่นเกินไป

                อื้อ รอเพื่อนน่ะ

                ไม่ได้คุยกันเลยตั้งแต่เช้า สบายดีป้ะ

                จมูกได้กลิ่นน้ำหอมสะอาดจากเด็กหนุ่มเพราะเขายื่นหน้าเข้ามาใกล้มาก...บางทีอาจจะใกล้เกินไป

                ก็ดี๊' ผมพ่นลมหายใจแรง บอกตัวเองว่าอย่าเคลิ้มให้มาก 'ชีวิตมหาลัยสนุกดี ละ...แล้วที่โรงเรียนเป็นไงบ้าง ตั้งแต่จบมาก็ไม่ได้กลับไปเยี่ยมเลย

                ก็โอเคมั้ง...คิดว่านะ เราก็ไม่ค่อยได้ไปโรงเรียนเหมือนกัน

                ถ่ายละครหนักเหรอ

                อื้อ

                อ้อเก่งนะที่จบได้พร้อมเพื่อน

                โคตรเหนื่อยเลย

                ฮ่ะๆ

                ‘…’

                ‘…’

                นี่...เขาเรียกผมที่เอาแต่เสมองไปทางอื่น ผมหันไปมองเขาจ้องหน้ากลับมานิ่งๆ ด้วยตาโตเกินเหตุอย่างเห็นได้ชัด ธีร์ยิ้มออกมา อาจเพราะขำหน้าตาผม แต่ก็ยังไม่หลุดโฟกัสไปจากสิ่งที่ต้องการจะพูด

                ขอเฟสหน่อยได้ไหมเขายื่นไอโฟนของตัวเองมาข้างหน้าผม

                เพื่อนไม่ได้เต็มแล้วเหรอเวร กว่าจะรู้ว่าปล่อยไก่ก็พูดออกไปแล้ว เด็กนี่ต้องรู้แน่ๆ ว่าผมแอบฟังที่เขาคุยกับเพื่อนเมื่อกี้ ฮื้อ

                ธีร์เลิกคิ้วอย่างประหลาดใจแล้วตอบว่า

                ไม่เต็มนะ

                ‘…’

                หรือถ้ามันเต็ม เดี๋ยวจะลบออกจนกว่าจะแอดได้

                ผมเผลอยิ้มกว้าง วินาทีต่อมาก็รู้ตัวว่ายิ้มกว้างไป จึงกรอบการยิ้มให้แคบลงและรับโทรศัพท์เขามาช้าๆ นิ้วกดลงบนแป้นพิมพ์ผิดๆ ถูกๆ ทว่าในที่สุด...เขาก็ได้หน้าโปรไฟล์เฟซบุ๊กของผมไป

                ชื่อจริงชื่อจุมพิตเหรอ?’

                ใช่ แปลกปะใครต่อใครก็เคยบอกผมเรื่องความประหลาดของชื่อนั้น

                เจ๋งดีออก ฟังดู...น่ารักด้วย

                ‘…’

                ทำไมอยู่ๆ ก็หูแดง เป็นไข้เหรอธีร์ทำท่าจะยื่นมือมาจับหูของผมที่ร้อนเกินเหตุอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ผมเบิกตาโพลงและส่ายหัวพัลวันเพราะนั่นยิ่งจะทำให้อะไรๆ แย่ไปมากกว่านี้

                จังหวะนั้นโชคช่วยไว้พอดี โฟกัสกลับมาแล้ว

                เราล่ำลากันตรงนั้น แต่เหมือนไม่ได้ล่ำลากัน...ใครสักคนแถวนี้คิดถึงเขาตลอดทางกลับบ้านเลย

                พอถึงบ้าน ผมตรงดิ่งขึ้นห้องนอนตัวเอง กระโดดขึ้นบนเตียงแล้วหยิบโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมาเปิดแอพพลิเคชั่นเฟซบุ๊กที่แจ้งเตือนว่ามีคำขอเพื่อนใหม่ขึ้นมา

 

                Thee Dumrongdech ได้ส่งคำขอเป็นเพื่อน

 

                ผมยังไม่ได้กดรับทันที แต่กดเข้าไปดูหน้ากระดานข่าวของเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น เฟซบุ๊กของเขาจริงๆ มีเพื่อนไม่ถึงพันทว่าจำนวนคนติดตามกลับพุ่งขึ้นหลักแสน โพสต์ที่เปิดให้แต่เพื่อนเห็นส่วนมากก็เป็นโพสต์ที่บ่นเรื่องส่วนตัว หรือรูปช่วงเวลาต่างๆ ของชีวิต

                ผมกดไล่ดูรูปบนไทม์ไลน์ของเขาไปเรื่อยๆ มีทั้งรูปเขาทำท่าทางตลกๆ กับเพื่อนม.ปลาย รูปในกองถ่ายที่หน้าเขาดูเหนื่อย รูปกับครอบครัวที่เขายิ้มแห้งๆ หรือแม้กระทั่งรูปตอนเด็กที่เขาโพสต์เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ

                เลื่อนดูจนกระทั่งเจอรูปๆ หนึ่งที่โพสต์เมื่อหนึ่งปีก่อน คนที่ถ่ายกับธีร์ช่างคุ้นหน้าคุ้นตาผมเหลือเกิน

                ขอถ่ายรูปคู่ด้วยหน่อยได้ไหม

                เพราะนั่นคือตัวผมเอง

                หน้าผมที่ยิ้มกั๊กๆ ขณะที่เขาทำปากจู๋และชูสองนิ้ว แคปชั่นที่ขึ้นไว้คืออีโมติค่อนหน้าเศร้าตัวหนึ่งและข้อความอีกหนึ่งประโยค

                ‘Until we meet again’

                จนกว่าเราจะพบกันใหม่?

                จนกว่าเราจะ...พบกันใหม่

                นาทีนั้นรู้สึกว่าขาตัวเองดิ้นไปมา มือก็คว้าผ้าห่มที่ปลายเท้าขึ้นมาคุมโปง แต่พอคิดได้ว่ามันไม่ได้ทำให้ความร้อนบนใบหน้าหายไปก็ผลักผ้าออกแล้วยื่นหน้าไปจ่อกับพัดลมข้างเตียงแทน...ดีขึ้น

                ไม่รู้ว่าจริงๆ เขาหมายความไปในทางไหนกันแน่ แต่ความหมายเดียวที่ผุดขึ้นมาในความคิดอันแสนจะเข้าข้างตัวเองของผมตอนนี้คือเขาตั้งใจจะบอกลา และตั้งตารอ

                ตั้งตารอที่จะพบกันใหม่

 

                Jub Joompit และ Thee Dumrongdech ได้เป็นเพื่อนกันบนเฟซบุ๊กแล้ว

               

                Jub Joompit

                ทำไมต้องขอบคุณอะ

 

                ผมพิมพ์ตอบข้อความของเขาที่ส่งมาในตอนเช้า ไม่กี่วินาทีก็เห็นว่าเขาอ่านแล้ว

 

                Thee Dumrongdech

                ไม่รู้

            เห็นใครแอดมาเขาก็มาขอบคุณที่หน้าวอลตลอด

            อยากขอบคุณบ้าง

 

                Jub Joompit

                โหย

            พ่อดาราดัง

 

                Thee Dumrongdech

                อิอิ

            วันนี้จะเจอกันที่คณะไหม

 

                Jub Joompit

                ไม่

 

                Thee Dumrongdech

                อ้าว : (

 

                Jub Joompit

                เจอกันที่ค่ายเลย

 

                Thee Dumrongdech

                อ้าว : )

            โอเค เจอกันนะ

 

                ไอ้จุ๊บ คลิปบนเฟซบุ๊กมันทำให้มึงมีความสุขขนาดนั้นเลยเหรอวะโฟกัสแหวขึ้นมาอย่างหมั่นไส้ ทำท่าจะชะโงกเข้ามาดูหน้าจอของผมว่ามันมีอะไรนักหนา ผมรีบกดล็อคแล้วยัดมือถือกลับลงในกระเป๋ากางเกง มองออกไปนอกหน้าต่างเพราะไม่ต้องการให้เพื่อนจับได้ว่าตัวเองมีอาการประหลาดบางอย่าง

                อาการของการตั้งหน้าตั้งตารอเจอใครสักคน



[1] Grease หนังเพลงปี 1978 ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เป็นเรื่องราวความรักวัยมัธยมของแดนนี่ (จอห์น ทราโวลต้า) หนุ่มฮอตในโรงเรียนกับแซนดี้  (โอลิเวีย นิวตัน-จอห์น) ลูกคุณหนูผู้ใสซื่อที่ตอนท้ายเปลี่ยนสไตล์มาแต่งตัวเป็นสาวเปรี้ยวเพื่อพิชิตใจพระเอก โดยท้องเรื่องอยู่ในยุค 50’s



ไปติชมกรี๊ดระบายกันได้ในแฮชแท็ก #จุ๊บที ในทวิตเตอร์

หรือเพจ ตัวแม่ นะคะ


ตม.

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

155 ความคิดเห็น

  1. #35 mukiiz_mukiiz (@mukiiz-mukiiz) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2559 / 03:07
    น่อววว มีความน่ารัก
    #35
    0
  2. #15 pannjed . (@pingmog) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2559 / 06:11
    กรี๊ดดดๆรดส_สเยสกำวว_เยไ โอ๊ยยยย เด็กรุกเบอร์แรง อัลไลกันเนีย ???????
    #15
    0