ตอนที่ 5 : จูบที่สี่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1261
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    16 ก.พ. 61



จูบที่สี่

 

            ‘อย่ายุ่ง...ของกู

                คงมีแค่ธีร์ ดำรงค์เดชเท่านั้นที่กล้าเขียนข้อความซี้ซั้วแบบนั้นให้สาธารณชนอ่าน

                เป็นการอ้างสิทธิ์ที่คิดไปเอง แต่เรียกเสียงร้องเพราะเขินแทนตัวผมมาจากทั่วทุกสารทิศ กรี๊ดกันคอจะแตกทั้งๆ ที่น้องปีหนึ่งพวกนี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเขียน

                ส่วนคนที่รู้อย่างผมน่ะเหรอ...หึ

                ...เขินตัวจะบิดเป็นเลขแปดแล้วโว้ยยย

               

                ช่วงกล่องจุ๊กกรู้วจบลง กิจกรรมต่อไปคือการนำเสนอธงและเพลงประจำสีหลังจากที่ปล่อยให้เด็กๆ คิดและซุ่มซ้อมกันเมื่อวาน บอกตรงๆ ว่าผมรู้สึกหนาวนิดๆ ไม่ใช่เพราะแอร์ในห้องเย็นอะไรนะครับ แต่เป็นเพราะสีอื่นนี่งัดไม้เด็ดออกมาโชว์กันเหมือนกำลังแข่งรายการไทยแลนด์ก็อตทาเล้นท์ยังไงยังงั้น จนผมชักหวั่นใจกับงูเขียวของตัวเอง

                “ขอเชิญน้องสีแดงค่าาาา และสีต่อไปที่ต้องลงมาเตรียมตัวคือ...สีเขียวค่าาาาา”

                พูดยังไม่ทันขาดคำก็ถึงคิวของเรา น้องๆ สีแดงยืนเต๊ะท่ารอแสดงด้านหน้าห้องอย่างเตรียมพร้อม ส่วนสีของผมกำลังเดินดุ่มๆ ออกมาจากที่นั่งเป็นแถวยาวด้วยความมั่นใจ เรามารวมหัวกันตรงมุมห้องเพื่อนัดแนะกัน น้องเก๋ไก๋สไลเดอร์และน้องผู้หญิงจะพรีเซนต์ธงก่อน จากนั้นเราถึงจะแสดงเพลงสี

                ผมพยายามเลี่ยงสบตากับธีร์ที่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้จับจ้องที่สิ่งใดนอกจากหน้าผม ความรู้สึกจากข้อความของเขาเมื่อกี้ยังอบอวลอยู่ในใจ กลัวตัวเองมองหน้าเขาแล้วจะเผลอแสดงท่าทีอะไรออกมาจนอีกฝ่ายได้ใจ

                “ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องกดดันไรนะ” ผมกระแอม ขณะที่หูได้ยินเสียงหวีดแรงของสีแดงซึ่งกำลังแสดงอยู่ ผมแอบเหลือบตาไปมองแล้วกลืนน้ำลายหนึ่งอึก

                “สีแดง แทงแรง แทงแรง แทงแรง แทงแรง เอิ้วววววววววว”

                เพลงมีแค่เนี้ย แต่ท่าเต้นมีต่อตัวกันอย่างกับเชียร์ลีดเดอร์ระดับประเทศ ไอ้ฉิบหาย (อุทาน)

                “อย่าทำหน้างั้นกัน สีเราก็เด็ดเว่ย” ผมปลอบน้องๆ ที่เริ่มทำหน้าเสียเพราะการแทงแรงของสีแดง “พี่รู้ว่าเก็บคะแนนสี แต่เราไม่ต้องไปใส่ใจไรมากหรอก ทำให้เต็มที่ ทำให้สนุก โอเค๊?

                ผมยิ้มให้ความมั่นใจกับน้องทุกคนที่พยักหน้ารัวๆ กลับมา รู้สึกใจชื้นที่อย่างน้อยคำพูดของตัวเองก็ลดอาการใจแป้วของคนอื่นได้ เรารวมมือกันเหมือนรวมพลัง และนาทีนั้นเองที่ผมเผลอหันไปสบตากับธีร์ เห็นแววตาแน่วแน่บางอย่างสะท้อนกลับมาในตาที่จ้องนิ่งนั้น

                “งูเขียวเฮ้นะ หนึ่ง สอง สาม”

                “งูเขียว เฮ้!

                เด็กสีเขียวเดินเข้าหาพื้นที่ทำการแสดงหน้าห้องอย่างตื่นเต้นเมื่อพิธีกรเรียก ธีร์ที่เดินรั้งท้ายเพื่อนหันมาพยักหน้าให้ผมยิ้มๆ แล้วบอกว่าไม่ต้องห่วงเอ่อ...เขาจะไม่มีวันรู้เลยว่าตัวเขาเองนั่นแหละที่ผมห่วงที่สุด

                ผมเดินเข้าไปนั่งแทรกน้องๆ แถวหน้าแล้วยกนิ้วให้กับน้องสีทุกคน เกิดเสียงกรี๊ดขึ้นพอคนดูรู้ว่าสีนี้มีดาราเด็กคนนั้นเป็นสมาชิก สาวๆ ส่วนใหญ่ยกมือถือขึ้นมาถ่ายคงเพราะอยากเก็บภาพธีร์ตอนเต้นไว้เป็นของหายาก ส่วนผมได้แต่ยกเปล่าขึ้นมาปิดตรงตาเพราะมีแนวโน้มสูงที่จะขายหน้า...ฮ่า

                พอพรีเซนต์ธงสีจบ สายตาทุกคนก็จับจ้องไปที่เขา แล้วเด็กหลอดไฟก็ดันถูกจัดตำแหน่งให้ออกมาเต้นตรงกลางแถว...ตำแหน่งเดียวที่เขาสามารถประสานสายตาจากผมตรงนี้พอดี

                แววตากังวล มองแวบแรกผมดูออกเลย เราสบตากันแต่ไม่ได้แสดงอารมณ์ทางสีหน้าใดๆ ให้อีกฝ่าย ผมพยักหน้าให้สัญญาณ แล้วดนตรีก็เริ่มขึ้น

                ธีร์เริ่มผิดจังหวะ นั่นทำให้เขาเต้นคร่อมจังหวะทั้งเพลง แต่ถึงคร่อมจังหวะขนาดไหนเสียงกรี๊ดจากบรรดาแม่ยกรอบข้างก็ดังขึ้นแบบสนั่นหวั่นไหว การยกแขนขาอย่างเก้ๆ กังๆ ของเขามันคงดูน่ารักสำหรับสาวๆ แต่สำหรับผมก็คิดไว้แล้วว่ามันจะต้องเป็นแบบนี้ เลยได้แต่ยิ้มบางๆ ให้เขาที่ขมวดคิ้วแน่น ผมยกมือปิดหน้าเพราะท่าทีตลกๆ นั้น

                งูเขียวเจี๊ยวใหญ่ๆ ซ่อนเอาไว้อยู่ในกางเกง ฉกทีตัวพี่ต้องเล็ง กลัวน้องเสียวเกร็งเพราะฉกผิดรู ช้กฉกๆๆๆๆ ช้กฉกๆๆๆๆ

                เพลงจบไปหนึ่งรอบ ผมส่ายหัวแล้วยิ้มบางๆ ในความมืด ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกรีดร้องที่ดังขึ้นกว่าเดิมจนผมต้องยกฝ่ามือที่ปิดหน้าอยู่ออก

                เหตุผลจะเป็นใครไปไม่ได้...นอกจากเขา

                 งูเขียวเจี๊ยวใหญ่ๆ ซ่อนเอาไว้อยู่ในกางเกง ฉกทีตัวพี่ต้องเล็ง กลัวน้องเสียวเกร็งเพราะฉกผิดรู”

                อยู่ๆ ในรอบที่สองธีร์ก็เหมือนมีแรงฮึดบางอย่างทำให้เขาเต้นแรงกว่าเดิม และดูเหมือนจะเป็นคนที่เต้นแรงที่สุดในกลุ่มจนสาวๆ ในสีเดียวกันยังกรี๊ด ยังไม่พอเขายังร้องเพลงสีเสียงดังทั้งๆ ที่ตอนซ้อมไม่แม้แต่จะเอื้อนออกมาสักแอะ ผมอ้าปากหวอทันที...มันไปฝึกมาตอนไหนวะเนี่ย

                “ช้กฉกๆๆๆๆ ช้กฉกๆๆๆๆท่าเด้งเป้าตอนฉกของเขารัวเร็วจนผมต้องระเบิดเสียงหัวเราะเพราะความรู้สึกเหนือความคาดหมาย จบเพลงปุ๊บดาราเด็กถึงกับต้องเท้าแขนลงกับหัวเข่าตัวเองอย่างเหนื่อยอ่อน ทั้งห้องส่งเสียงปรบมือด้วยความถูกใจและพูดว่าเอาอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนที่ส่งเสียงดังที่สุดคงมาจากเพื่อนปีสองผู้เป็นกรรมการให้คะแนนสามคนที่ดูจะถูกใจไม่น้อย

                “งูเขียว...เจี๊ยวใหญ่จริงๆ ด้วยอะแก๊” พิธีกรแซวทำให้ทั้งห้องวี้ดลั่น ธีร์ส่งยิ้มตึงๆ ให้คนแซวแล้วแกล้งทำท่าเด้งเป้าอีกสองทีทำเอาเพื่อนพิธีกรวิ่งเต้นไปรอบห้อง ผมหัวเราะจนท้องแข็ง คือก่อนหน้านี้สัมผัสได้แหละว่าภายใต้ใบหน้านิ่งๆ หยิ่งๆ นั้นมันมีความกวนตีนพอสมควร แต่ไม่คิดว่าจะขี้เล่นด้วย

                สีเขียวไม่ได้เต้นอย่างที่ประชาชนเรียกร้องเพราะกลัวกินเวลาของกลุ่มอื่น น้องทุกคนจึงเดินกลับเข้าที่นั่ง ผมแปะมือทุกคนที่เดินผ่าน จนกระทั่งเขาคนสุดท้าย

                “เป็นไงฝีมือ” ธีร์นั่งลงยองๆ ในระดับเดียวกับผมแล้วยักคิ้วอวด ผมเบ้ปาก ยักไหล่เบาๆ

                “ก็โอเค๊”

                “โอเคเองเหรอ”

                “ฮื่อ” ผมครางกลับ แต่พอเห็นสีหน้ากระเหง้ากระหงอดเหมือนหมารอกินข้าวเย็นของเขาแล้วก็ต้องยอมรับออกมาในที่สุด “จริงๆ...ก็ดี...ดีเลยแหละ...ยอดเยี่ยม!...อยากให้พูดคำว่าไรล่ะ”

                ธีร์ยิ้ม สองแก้มเป็นสีชมพูเพราะเลือดฝาด เขาถอดหมวกสีแดงของตัวเองออก ทำให้ผมสังเกตเห็นหยาดเหงื่อที่ซึมออกจากไรผมสีดำสนิทมันปลาบนั้น

                “บอกแล้วว่าไม่ต้องห่วง”

                “ก็เมื่อวานยังเต้นไม่เก่งขนาดนี้” ผมเท้าความ และถามต่ออย่างขำๆ “ที่เขาบอกว่าเมื่อคืนหายเข้าไปในห้องน้ำเป็นชั่วโมงนี่คือไปซ้อมเต้นเหรอ?

                ธีร์กลอกตาไปมาเหมือนคนโดนจับได้ “ก็...อยากให้คนๆ นึงประทับใจ”

                “แล้วเขาประทับใจยัง”

                “เขาบอกผมว่า...โอเค...ดี...ดีเลยแหละ...ยอดเยี่ยม!...นายว่าเขาประทับใจยัง”

                “คงงั้น” ผมยิ้ม ธีร์หัวเราะหึในลำคอแล้วยกมือขึ้นขยี้เส้นผมหยอยของผมเบาๆ จากนั้นก็เดินออกไปโดยทิ้งความอุ่นจากฝ่ามือหนาไว้บนหัวของผม

                เดินออกไปแต่ทำให้ใจของคนที่นั่งอยู่เฉยๆ เริ่มเต้นแรง

 

            Thee Dumrongdech

            อยู่ห้องไหนนะ

 

            Jub Joompit

            ถามทำไม

               

            Thee Dumrongdech

            จะไปหา

 

            Jub Joompit

            มาทำไม

 

            Thee Dumrongdech

                ผื่นขึ้น

            จะไปขอยาหน่อย 

            รุ่นพี่บอกยาของหอชายอยู่ที่นายนิ

 

            Jub Joompit

                เฮ้ย จริงเหรอ

            216

            ให้ไปหาที่ห้องไหม

 

            Thee Dumrongdech

                ไม่เป็นไร

            เดี๋ยวไปเอง

               

            Jub Joompit

            อือ

 

            Thee Dumrongdech

            คิดว่าไม่ขอยาแล้วเราจะไปทำอะไรเหรอ

               

            Jub Joompit

            ไม่รู้

            ถามไปเรื่อย

 

            Thee Dumrongdech

            ปากแข็ง

 

            Jub Joompit

                กวนตีน

            รีบมา

 

            Thee Dumrongdech

            แน่ะ

            ใจร้อนด้วย

 

            Jub Joompit

            จะมาไม่มา

 

            Thee Dumrongdech

            มีเหวี่ยงๆ

            โหดนะเรา

 

            Jub Joompit

               

 

            Thee Dumrongdech

            ครับๆ

            ไปเดี๋ยวนี้แหละครับ

 

                เสียงเคาะประตูหน้าห้อง ผมลุกออกจากโต๊ะอ่านหนังสือที่ตอนนี้ตั้งโน้ตบุ๊คตัวเองไว้ จริงๆ ห้องๆ หนึ่งสามารถให้คนเข้าพักได้สามคน มีเตียง โต๊ะอ่านหนังสือ และตู้เสื้อผ้าบริการอย่างครบครัน แต่ด้วยจำนวนพี่ปีสองผู้ชายที่มากันน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนโควตาที่ให้ เราจึงแบ่งกันลงตัวที่ห้องละสองพอดี ผมพักอยู่กับไอ้โอเพื่อนสันขี้เสือก แต่ตอนนี้แม่งไม่อยู่ ไปไหนของมันก็ไม่รู้

                ทันทีที่เปิดประตูก็ผงะเล็กน้อย ดาราเด็กนี่เล่นเดินโทงๆ มาเคาะห้องผมไปสภาพกางเกงบ็อกเซอร์สีขาวตัวเดียว

                “คัน” คือคำแรกที่เขาพูดขณะยกมือขึ้นเกาผื่นแดงบริเวณไหปลาร้า เขาก้าวเข้ามาในห้องโดยที่ไม่รอคำอนุญาตใดๆ  จากปากผม ผมมองตามอย่างละเหี่ยใจแล้วปิดประตู สังเกตเห็นไหล่กว้างที่มีมัดกล้ามเล็กๆ ของผู้ชายตัวสูงที่กำลังเดินไปนั่งลงบนเตียง

                ซ่อนรูปแฮะ ผิวในร่มผ้าก็ขาวกว่าด้านนอกอีก คนเชี่ยอะไรขาวได้ขนาดนี้วะ

                “ไปโดนไรมา” ผมถาม ขณะที่เดินไปหยิบกล่องยา ธีร์เอนตัวลงพิงผนังแต่มือยังเกาแถวๆ คอไม่เลิก

                “หยุดเกาดิ เดี๋ยวมันก็เป็นมากกว่าเดิมอีก”

                “ก็มันคันอะ”

                “หยุดก่อน” ผมจับมือเขาออก ธีร์แจะปากอย่างขัดใจแต่ก็ยอมหยุดโดยดี “เป็นมานานแค่ไหนแล้วเนี่ย”

                “ไม่รู้เหมือนกัน ตะกี้ถอดเสื้อจะนอนแล้วรูมเมททักว่ามีผื่นขึ้น”

                “แล้วเพิ่งมาบอกตอนสามทุ่มเนี่ย?” ผมส่ายหัว “สรุปไปโดนไรมา”

                “ไม่รู้เหมือนกัน คงเป็นตอนที่วิ่งตอนเย็นแล้วดอกอะไรสักอย่างตกใส่ตัวมั้ง”

                “แพ้เหรอ”

                “เกสรดอกไม้บางชนิดอะ” เขาบอก ทำท่าจะยกมือขึ้นเกาอีกรอบ แต่ผมตบลงบนมือเขาเบาๆ

                “แพ้เกสรดอกไม้” ผมเปรย ขณะที่มือควานหาคาราไมล์กับสำลีในกล่องยา “นึกว่าเป็นดาราแล้วจะแพ้อะไรแปลกๆ กว่านี้ซะอีก”

                “ต้องแพ้อะไรแปลกๆ เหรอวะ” เขาถามแกมบ่น

                “ไม่รู้ดิ เห็นดาราแต่ละคนก็ชอบแพ้ชอบกลัวอะไรแปลกๆ แพ้แตงโม แพ้ตัวตุ่น แพ้ที่ทับกระดาษ อะไรแบบนี้”

                “ประสาท” เขาด่า ผมหันขวับไปจ้องเขานิ่งอย่างเอาเรื่อง ธีร์สะดุ้งโหยงทันที “อุ่ย หมายถึงดาราคนอื่นที่เป็นประสาท ไม่ใช่นาย”

                “แล้วไป” ผมหยอดคาราไมล์หยดสีชมพูลงบนผิวแถวๆ ไหปลาร้าของเขา พยายามจะไม่มองลงไปยังกล้ามอกและจุดสีชมพูที่อยู่บนนั้น และ...อะไรๆ ที่มันอยู่ต่ำกว่านั้น เราฟังเสียงลมหายใจกันเงียบๆ สักพัก ธีร์มองหน้าผมนิ่ง ขณะที่ผมจัดการกับรอยผื่นพวกนั้นด้วยสำลีและคาราไมล์อย่างใจจดใจจ่อ

                “มือเบาขนาดนี้ทำไมไม่ไปเรียนหมอ” เขาแซว ผมยกมุมปากขึ้นข้างหนึ่ง

                “อยากเรียนนิเทศไง”

                “ชอบเหรอ”

                “ก็ชอบนะ ชอบพูด ชอบเต้น ชอบแสดง ชอบดูหนัง อยากทำสิ่งที่ชอบเลยมาเรียน”

                “ก็พอเดาออกตั้งแต่ตอนมัธยม” เขาพูดแล้วทำหน้าเหมือนนึกคิด

                “แล้วนายล่ะ...คิดยังไงถึงมาเรียนนิเทศ”

                “พ่อแม่บอกให้มา” เขาตอบตามตรง ผมเงยหน้าสบตากับแววตานิ่งๆ นั้นนิดหนึ่งก่อนจะก้มลงทาคาราไมล์ต่อ

                “แล้ว...ชอบนิเทศไหม”

                ไม่เท่าถาปัตย์เขาบอก

               อยากเป็นสถาปนิกว่างั้น

                เคยไปช่วยพ่อดูงานแนวอสังหา เห็นเขาออกแบบโครงสร้างกันแล้วรู้สึกว่ามันโคตรเท่เลย ทำให้เราคิดว่าทุกสถานที่ที่เราอยู่ทุกวันนี้เกิดจากการวางแผนมาก่อน มันให้ความรู้สึกเหมือนเราออกแบบชีวิตได้แววตาเขาเป็นประกายขึ้นเวลาที่พูดประโยคนั้น ผมแอบเหล่ตามองแล้วยิ้มออกมาเบาๆ แต่ในใจก็รู้สึกเศร้ากับเขาอย่างประหลาด 

                ธีร์กระแอม “แต่ช่างมันเหอะ ยังไงก็เลือกเรียนนิเทศแล้ว”

                “ฮื่อ”

                “แต่จะว่าไป...นิเทศก็มีสิ่งที่เราชอบนะ” เขาบอก ผมเลิกคิ้วแล้วมองหน้าเขาอย่างสงสัย ทว่าแววตาเจ้าเล่ห์ของเขาที่ประสานมาในวินาทีนั้นทำให้ผมไม่กล้าถาม คนเป็นภูมิแพ้จ้องผมใหญ่แล้วกระหยิ่มยิ้มออกมา

                “ไม่อยากรู้เหรอว่าคืออะไร”

                “ไม่” ผมตอบหนักแน่นจนเขาแค่นหัวเราะออกมา

                “โธ่ อุตส่าห์อยากบอก” เด็กหลอดไฟทำเสียงเสียดายอย่างเสแสร้ง

                “เสร็จแล้ว” ผมผละออกมาจากตัวเขา กระชับชุดนอนตัวเองแก้เก้อ เก็บคาราไมล์ไว้ในกล่องยาแล้วคว้าเอายาแก้แพ้กระปุกสีขาวยื่นให้เขา “กินนี่ก่อนนอนด้วย ถ้าพรุ่งนี้หายแล้วค่อยเอามาคืน”

                ธีร์รับกล่องยาไป กล่าวขอบคุณเบาๆ แต่สายตาเจ้าเล่ห์ยังมองอยู่ราวกับราชสีห์มองกวาง ทั้งยังไม่มีทีท่าว่าจะขยับตัวออกจากเตียงผมเมื่อไหร่ จนผมต้องเอ่ยปาก

                “เสร็จแล้วก็กลับห้องดิ”

                “อ้าว ต้องกลับด้วยเหรอ” เขาถามด้วยหน้าตาเหรอหรา ผมผ่อนลมหายใจออกมากึ่งรำคาญแล้วเดินไปเปิดประตูห้อง โคลงหัวไปทางประตูเหมือนไล่กลายๆ

                “โธ่ กลับก็ได้” ธีร์โอดครวญ ค่อยๆ ขยับตัวอย่างเนิบนาบเกินกว่าปกติ ก้าวลงจากเตียงช้าๆ...เยื้องออกจากห้องช้าๆ...เดินผ่านหน้าผมไปช้าๆ...

                “ต้องกลับจริงอะ” แต่ยังไม่วายหันมากระซิบข้างหูผมทำเอาขนลุกเกรียวกราว พ่อพระเอกซีรี่ย์วัยรุ่นหัวเราะคิกเพราะแกล้งผมให้ตะลึงได้สำเร็จ ก้าวออกจากห้องแล้วยืนถือกระปุกยาส่ายไปมาเหมือนโบกมือลา ปากฉีกยิ้มให้ผมอย่างล้อเลียน

                ผมปิดประตูใส่หน้าเขา ได้ยินเสียงบ่นเบาๆ ลอดแผ่นไม้เข้ามา ตามมาด้วยคำอวยพรให้ฝันดีแล้วก็ได้ยินเสียงฝีเท้ากระทบแผ่นเบื้องดังไกลออกไป จนสุดท้ายก็เงียบสนิท

                ผมพิงหัวกับบานประตู หลับตาแล้วหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ และพยายามทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น รู้สึกถึงแรงปั่นป่วนในช่องท้อง รู้สึกถึงมุมปากที่ยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่

                “ฝันดี...” ผมตอบเจ้าตัวแม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว หลังจากนั้นก็หันหลังให้กับบานประตู กระโดดขึ้นเตียงและเอาหน้าแนบกับหมอนนุ่ม จมูกได้กลิ่นสบู่สะอาดจากตัวของเขาที่ยังติดอยู่

                …คืนนี้น่ะฝันดีแน่

 

                วันที่สามของค่ายช่างเป็นวันที่มอมแมม

                วันนี้เรามีกิจกรรมวอล์คแรลลี่ พี่ปีสองได้ช่วยกันคิดฐานเกมละลายพฤติกรรม และแบ่งกันรับผิดชอบฐานเกมทั้งหมดหกฐานซึ่งจัดไว้รอบๆ บริเวณศูนย์นวัตกรรม โดยจะให้น้องๆ (และพี่สีอย่างผม) ทั้งสิบสองกลุ่มสีได้เวียนกันเล่น มีการแข่งขันกันระหว่างสองกลุ่มสีที่เล่นด้วยกันในแต่ละฐานเพื่อเก็บคะแนนสีอีกด้วย

                และวันนี้เหมือนเป็นวันซวยของผมหรือยังไงก็ไม่ทราบ แค่เปิดมาฐานแรกที่เราเล่นเกมลูกโป่งน้ำกันกับสีแดง(แทงแรง) ซึ่งลักษณะการเล่นจะเหมือนวอลเล่ย์บอลเพียงแค่ไอ้ลูกที่รับส่งกันเป็นลูกโป่งลูกใหญ่ที่ใส่น้ำไว้...สีเราก็แพ้ด้วยคะแนน 3-0

                นอกจากจะเปียก ไม่ได้คะแนนสี แล้วยังโดนสีผู้ชนะป้ายแป้งเปียกที่ผสมกับสีผสมอาหารใส่หน้าอีก เวรกั๊มเวรกรรม

                เราเดินไปฐานถัดไปด้วยสภาพสะบักสะบอม ธีร์ที่ฮอตสำหรับทุกคนโดยป้ายแป้งจนแทบจะไม่มีพื้นที่ใดบนหน้าของเขาที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่ผมนี่สิ...แทบจะไม่มีพื้นที่ใดในร่างกายแล้วที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง น้องอีกสีเล่นโปะ...ต้องใช้คำว่าโปะ...แป้งใส่หัวผม ทาไปจนถึงโคนขาจนอยากถามว่าผมไปทำอะไรให้ไม่พอใจหรือเปล่า

                …นี่แค่ฐานแรกน่ะนะ

                กระทั่งถึงฐานที่สอง คือฐานจำชื่อเพื่อน กติกาคือน้องทุกคนต้องถอดป้ายชื่ออออกแล้วนั่งเป็นวงกลม ขานชื่อตัวเองแล้วตามด้วยสัตว์อะไรสักอย่างที่พอจะนึกออก หลังจากนั้นคนต่อไปต้องขานชื่อกับสัตว์ของเพื่อนคนก่อนหน้าแล้วค่อยพูดของตัวเอง วนแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนสุดวง หากคนไหนช้าหรือผิด สีนั้นก็จะโดนหักคะแนน

                และกิจกรรมนี้เองที่ทำให้ผมได้ชื่อเรียกใหม่อีกครั้ง จากที่ทั้งชีวิตผมมีชื่อและฉายามากมายไม่ว่าจะเป็นไอ้จุ๊บ, ไอ้จูบ, ไอ้หยอย, ไอ้ประธาน, พี่จั้วะ, พี่จุ๊บสัน ฯลฯ

                “...ทัดดาว หมี เป๊ก แมว ไอริโกะ หมา กัน ยุง เอ็ม ไก่ นุ๊ก หมู แนท งู บิ๊ก จระเข้ โอม นกแต้วแร้วท้องดำ”

                การขานชื่อดำเนินมาจนเกือบถึงธีร์ที่นั่งติดกับผม...ซึ่งผีตัวไหนเข้าสิงให้มาเป็นคนสุดท้ายก็ไม่รู้

                “...ทัดดาว หมี เป๊ก แมว ไอริโกะ หมา กัน ยุง เอ็ม ไก่ นุ๊ก หมู แนท งู บิ๊ก จระเข้ โอม นกแต้วแร้วท้องดำ...ธีร์...เอ่อ...” เขาอึกอัด พี่ฐานรีบส่งเสียงเร่งเพราะความช้าของธีร์

                “ธีร์...เหี้ย! ธีร์เหี้ยครับ!

                เสียงหัวเราะเพราะความกล้าเล่นของธีร์ดังขึ้นในวง ต่อจากนั้นคงเป็นผมแล้วสินะ

                “อย่าทำให้เราแพ้นะ” เขากระซิบบอกผมเบาๆ ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยแป้งสี

                “...ทัดดาว หมี เป๊ก แมว ไอริโกะ หมา กัน ยุง เอ็ม...เอ็ม...ไก่! นุ๊ก หมู แนท งู บิ๊ก จระเข้ โอม...อะไรวะ...โอม...โอม...นกแต้วแร้วท้องดำ...ธีร์เหี้ย...จุ๊บ...จุ๊บ...จุ๊บควาย!

                นั่นแหละครับท่านผู้ชม ฉายาใหม่ล่าสุดของผม...จุ๊บควาย

                กลับกลายเป็นว่าชื่อนั้นคือชื่อที่ทุกคนในกลุ่ม รวมไปถึงทุกคนในคณะใช้เรียกผมเพราะมันช่างแสนติดหู แต่ธีร์เหี้ยกลับโดนลืมและทุกคนก็เรียกเขาว่าไอ้ดาราเหมือนเดิม...ความยุติธรรมของโลกอยู่ตรงไหน

                สรุปว่าในฐานที่สองนั้นเราชนะสีส้มที่มีคนจำชื่อเพื่อนผิดและได้ลิ้มลองรสชาติของการเป็นผู้ป้ายสีกับคนอื่นเป็นครั้งแรก แต่ก็แค่ครั้งเดียว

                เพราะหลังจากนั้น เราแพ้เรียบ

                กิจกรรมจบตอนสี่โมงเย็น ทุกสีในสภาพเนื้อตัวมอมแมมไปด้วยแป้งและสีกลับมาในห้องโถงเพื่อสรุปกิจกรรม สีแดงแทงแรงคะแนนพุ่งเป็นอันดับหนึ่ง (แม่ง!) และทายสิว่าสีไหนได้ที่โหล่

                ถูกต้อง...งูเขียวของเค้าเอง

                 “แน่นอนว่า สีที่โหล่ต้องถูกลงโทษ โดยบทลงโทษจะถูกกำหนดโดยสีผู้ชนะ ซึ่งก็คือสีแดงนั่นเองนะค้าาาา” เพื่อนพิธีกรประกาศก้อง ผมนั่งตบบ่าคนในสีอย่างหงอยๆ แล้วมองดูโฟกัส...เพื่อนรักเพื่อนร้ายของตัวเองผู้ซึ่งเป็นพี่ประจำสีแดงกระซิบบางอย่างกับพิธีกร

                “สีเขียว ขอตัวแทนสองคนจ้ะ” พิธีกรหันมาบอกกับเราโดยที่ไม่ได้บอกว่าทำอะไร

                “เหยพี่สี เป็นพี่จะไม่รับผิดชอบหน่อยเหรอ” โฟกัสท้าทายผมอย่างดูถูก ได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้นยืนโดยไม่ต้องให้ใครบอก จริงๆ ผมก็มีส่วน(มาก)ที่ทำให้สีตัวเองแพ้แหละ...ก็เป็นคนวางแผนเกมอะไรแบบนี้ไม่ค่อยเก่ง

                “ขออีกคนค่ะ ขอน้องผู้ชายนะ” เพื่อนพิธีกรบอก วินาทีนั้นน้องผู้ชายในสีเขียวมองหน้ากันเลิกลั่ก ทำตัวแมนมากด้วยการโบ้ยให้น้องตุ๊ดโอมออกมา แต่ยังไม่ทันเกี่ยงกันสำเร็จ ร่างสูงในผิวหลอดไฟก็ลุกยืนขึ้นอาสาเสียก่อน

                “กรี๊ดดดดดดดดดดดด หน่องธี๊ร์!!!!!!!!!!!!!!” เพื่อนประกาศในไมค์ลั่น มีเสียงปรบมือเพราะสปิริตของธีร์ดังพอเป็นพิธี ขายาวก้าวผ่านผู้คนออกมาด้านหน้าห้องและมองหน้าผมนิ่งๆ ผมกลืนน้ำลายตอบ

                “สรุปพี่สีแดงจะให้สีที่แพ้ทำอะไรคะ”

                ผมหันไปมองโฟกัส เห็นแววตามารซ่อนอยู่ในดวงตาเล็กจ้อยของมัน แล้วก็รู้ในนาทีนั้นว่า...ความคิดเลวๆ จะต้องผุดขึ้นมาในหัวมันแน่นอน

                “พี่อยากเห็น...แมงมุม”

                สิ้นเสียงเพื่อนสนิท เสียงหวีดร้องก็ดังมาจากพี่ปีสองที่ยืนมองอยู่รอบๆ ห้อง ในขณะที่ปีหนึ่งตรงกลางทำหน้างุนงงเพราะไม่รู้จักแมงมุมมาก่อน

                ส่วนผม...เหงื่อตก

                “น้องปีหนึ่งรู้จักแมงมุมไหมคะ” พิธีกรถาม น้องส่ายหน้ากันพัลวัน “แมงมุมเป็นเพลงๆ หนึ่งที่ร้องไม่ยาก มันร้องว่า...แมงมุมมันเดินยุ่มย่ามพอถึงสองยาม ขยุ้ม ขยุ้ม แมงมุมมันเดินยุ่มย่ามพอถึงสองยาม ขยุ้ม ขยุ้ม...คือร้องวนแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพอใจ แค่ฟังเพลงก็รู้สึกเฉยๆ ป้ะ ใช่ป้ะ แต่มันเด็ดตรงท่าเว่ย”

                จากนั้นเพื่อนก็ให้ผู้ชายปีสองสองคนเข้ามาสาธิตวิธีการเต้น โดยเพลงแมงมุมจะมีคนเต้นแค่สองคนเข้าคู่กัน คนหนึ่งเป็นแมงมุมตัวผู้ อีกคนเป็นตัวเมีย ตัวผู้จะทำท่าเหมือนท่าเตรียมวิดพื้น ส่วนตัวเมียจะทำคล้ายกันแต่เป็นการนอนหงาย เมื่อเสียงเพลงดังขึ้น ทั้งสองก็ต้องค่อยๆ ไต่เข้ามาหากัน จนในที่สุดก็อยู่ในท่าคร่อมกันสำหรับการ...เอ่อ...ขยุ้ม

                เสียงปรบมือให้กับการสาธิต ผมกับธีร์มองหน้ากันอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

                “เอาล่ะ ใครเป็นตัวผู้ตัวเมียดี” เพื่อนถาม ผมสบตาที ก่อนที่เขาจะอาสา

                “ผมเป็นตัวผู้เองครับ”

                “กรี๊ดดดดดด หน่องธี๊ร์!! น้องธีร์เป็นรุก!!!!

                บางทีผมก็อยากสะกิดนิ้วที่หน้าผากพิธีกรเบาๆ สักครั้ง อะไรมันจะตื่นเต้นได้ตลอดเวลาขนาดนั้น

                ทั้งห้องโถงกรี๊ดกันลั่นขณะเราสองคนก็แยกย้ายกันไปคนละมุมเพื่อเตรียมจะคลานเข้าหากัน ธีร์เซตท่าวิดพื้นในขณะที่ผมนอนหงาย

                “ไหนน้องธีร์ลองขยุ้มซิ” เขาเด้งเอวลงสองจึ๊กตามคำสั่งนั้น “คนอะไรขยุ้มได้เร้าใจมากกกกก โอ้ยฉันจะบ้าตาย เอาล่ะ มาร้องไปพร้อมกันเนอะคะ สามสี่...แมงมุมมันเดินยุ่มย่ามพอถึงสองย่าม ขยุ้ม ขยุ้ม... แมงมุมมันเดินยุ่มย่ามพอถึงสองยาม ขยุ้ม ขยุ้ม...”

                ธีร์กับผมเริ่มไต่เข้าหากันใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันเสียงกรี๊ดเชียร์ก็ดังขึ้นตามระยะทางนั้น

                “แมงมุมมันเดินยุ่มย่ามพอถึงสองยาม ขยุ้ม ขยุ้ม แมงมุมมันเดินยุ่มย่ามพอถึงสองยาม ขยุ้ม ขยุ้ม แมงมุมมันเดินยุ่มย่ามพอถึงสองยาม ขยุ้ม ขยุ้ม!

                และในที่สุดร่างของเราก็คร่อมกันได้สำเร็จ ผมหันไปมองใครไม่ได้ทั้งนั้นด้วยความเขินอายขั้นสุด ภาพตรงหน้ามีแต่เด็กบ้าที่ส่งสายตากรุ้มกริ่มและปากยิ้มจะหลุดขำมาให้ ใบหน้าของเราใกล้กันมาก ขณะที่ส่วนล่างของเขากระเด้งไปมาบนตัวผมจนอะไรต่อมิอะไรกับกระทับกันไปมาอยู่แล้ว

                “ขยุ้ม ขยุ้ม ขยุ้ม ขยุ้ม ขยุ้ม!

                ไอ้พวกนี้ก็เล่นไม่เลิกสักที แถมยังมีไอ้พวกเพื่อนห่ามบางคนใช้มือมาช่วยกดลำตัวธีร์ตามจังหวะขยุ้มให้แนบชิดกับผมเข้าไปอีก

                “ขยุ้ม ขยุ้ม ขยุ้มๆๆๆๆๆๆ!!!! กรี๊ดดดดดดดด”

                ผมหัวเราะออกมากะจะตะโกนบอกให้พอแล้วเพราะเราเริ่มหมดแรง แต่ในจังหวะที่ไม่ได้ตั้งตัวนั้นเอง เพื่อนคนหนึ่งก็อุตริจับหัวธีร์ให้โยกตามจังหวะเพลงลงมาด้วย ในจังหวะนั้นที่ผมกำลังชะโงกหน้าบอกให้เพื่อนหยุด

                ริมฝีปากเราแตะกัน

                ทันใดนั้นทุกอย่างเงียบสนิท

                ผมอึ้ง ยกมือแตะริมฝีปากที่เพิ่งผ่านจูบแรกในชีวิตของตัวเอง ชั่วขณะนั้นก็รู้สึกว่ามันเรืองแสงออกมาแวบหนึ่งแล้วก็หายไป ธีร์ก็มีท่าทางไปไม่เป็นเหมือนกัน เขาเอ่ยคำขอโทษออกมาเบาๆ ตอนที่เลือดฝาดเบาๆ ขึ้นบนแก้มผม และรีบผละออกจากตัวผมเพราะไม่มีมือของใครมาดันตัวเราให้ขยุ้มกันอีกแล้ว

                อันที่จริง...มันไม่มีเสียงเพลง...หรือเสียงกรี๊ดที่ควรจะมีจากใครเลยสักคน...

                มันเงียบผิดปกติ

                ผมดันตัวเองลุกขึ้น มองไปรอบข้างก็เห็นว่าท่าทางของทุกคนกำลังนิ่งค้างอยู่เช่นกัน แต่มันเป็นการนิ่งค้างแบบผิดปกติเกินไป ไม่มีใครในห้องเลยที่ขยับตัว...หรือแม้แต่จะกระพริบตา ทว่าในความนิ่งสงบนั้นผมยังได้ยินเสียงลมหายใจจากทุกคนดังช้าๆ

                ผมสบตากับธีร์ที่งงพอกัน เขาโบกมือไปมาที่หน้าน้องผู้หญิงปีหนึ่งแต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใดๆ ผมลุกขึ้นยืนและเดินไปหาโฟกัสกับเพื่อนพิธีกร ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ในอาการตกตะลึงราวกับค้างอยู่ในวินาทีที่ปากของผมกับธีร์แตะกัน

                และมันมีบางอย่างผิดปกติ...ตรงนั้น...

                ไมค์ของพิธีกรผู้ร้องเพลงที่ถูกปล่อยจากมืออันนั้น..มันค้างเติ่งในอากาศต้านแรงโน้มถ่วงได้อย่างอัศจรรย์

            “เชี่ยไรวะเนี่ย” ผมอุทาน

  

          



ไปติชม กรี๊ด ระบาย ได้ในแฮชแท็ก #จุ๊บที ในทวิตเตอร์

หรือเพจ ตัวแม่ ได้นะคะ


ตม. 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

155 ความคิดเห็น

  1. #116 Galaxy_b_boom (@cbbchanbaekxoxo) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 มีนาคม 2561 / 23:55
    เอาแร้ววว
    #116
    0
  2. #23 ขวัญ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2559 / 15:32
    มาแล้วๆๆ คิดถึงอย่างแรง จุ๊บกันแล้ว กรี๊ดๆๆๆ ฟินอ่ะ
    #23
    0
  3. #22 RMA_12 (@jerawan-mimew) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2559 / 10:00
    เอาแล่วๆๆๆๆ งื้อค้างงง
    #22
    0
  4. #21 pannjed . (@pingmog) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2559 / 00:25
    ยังไม่ทันเป็นแฟนกันเลย พี่จุ๊บเสียจูบที่สุดแสนจะสำคัญแล้วหรอ.....
    #21
    0
  5. #20 Ozon_OO (@suchawadee99) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2559 / 23:56
    ตายกันทั้งหอประชุมและในจอคะ 555
    #20
    0
  6. #19 tt_yh (@tt12yh) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2559 / 23:52
    สีแดงเค้าแทงแรงจริงๆค่ะ 555 ส่วนน้องธีร์กับพี่จุ๊บก็ขยุ้มกันจนได้เรื่องเลย น้องธีร์รุกพี่จุ๊บหนักมากกก นี่ก็เขินไม่ไหวแล้วเหมือนกัน ฉากทาคาลาไมล์นี่มันแน่จริงๆ ทาไปต้องกลั้นใจไป อย่ามองซิ๊กแพ็คนะ อย่ามองนมน้องนะ อย่ามองต่ำกว่านั้นนะ ละมีกระซิบชิดหูอีก โง้ยยยย หน้าไหม้ค่าา รอดูอภินิหารของพี่จุ๊บนะ ว่าแต่คุณยายจะมาอีกรึเปล่าเนี่ยยย 
    #19
    0
  7. #18 gracieji (@graciejirada) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2559 / 23:49

    มีความค้างมาก T T

    #18
    0