คัดลอกลิงก์เเล้ว

แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคตับ

คนที่เป็นโรคตับอยู่ ควรจะปฏิบัติตัว โดยทำตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคตับหัวข้อสำคัญ ๆ 6 อ. คือ

ยอดวิวรวม

5,443

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


5,443

ความคิดเห็น


14

คนติดตาม


4
เรทติ้ง : 86 % จำนวนโหวต : 3
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  6 มี.ค. 52 / 17:24 น.
นิยาย ǷҧôżäѺ แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคตับ | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคตับ
สำหรับคนที่เป็นโรคตับอยู่ ควรจะปฏิบัติตัว โดยทำตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคตับหัวข้อสำคัญ ๆ 6 อ. คือ

เนื้อเรื่อง อัปเดต 6 มี.ค. 52 / 17:24


แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคตับ 

สำหรับคนที่เป็นโรคตับอยู่ ควรจะปฏิบัติตัว โดยทำตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคตับหัวข้อสำคัญ ๆ 6 อ. คือ

1. อาหาร
สำหรับผู้ที่เป็นโรคตับเพียงเล็กน้อย เช่น เป็นพาหะของเชื้อไวรัสบี ผู้ป่วยเหล่านี้สามารถรับประทานอาหารได้ทุกชนิด ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง ในผู้ป่วยที่เป็นตับอักเสบเฉียบพลัน การรับประทานน้ำหวานมาก ๆ ไม่มีรายงานว่าทำให้การดำเนินของโรคดีขึ้นกว่าการไม่ได้รับประทานน้ำหวาน อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยบางรายไม่สามารถบริโภคอาหารได้ เนื่องจากมีคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ในกรณีเช่นนี้การรับประทานอาหารที่ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรทพวกแป้ง และน้ำตาล เป็นหลักจะทำให้ย่อยอาหารได้ง่าย และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง สำหรับผู้ป่วย ซึ่งเริ่มมีอาการตับแข็งแล้ว อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงคือ อาหารที่มีรสเค็มจัด เนื่องจากการรับประทานอาหารเค็มสามารถทำให้อาการบวม หรืออาการท้องมานเลวลงได้ โดยทั่วไปแล้วในผู้ป่วยที่มีอาการบวม หรือท้องมาน แพทย์จะแนะนำให้รับประทานเกลือได้ไม่เกินวันละ 2 กรัม หรือเทียบเท่ากับเกลือป่นประมาณเศษหนึ่งส่วนสามช้อนชาต่อวันเท่านั้น ผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งควรรับประทานอาหารที่สะอาดปรุงขึ้นใหม่ ไม่ควรรับประทานอาหารที่เก็บค้างคืน หรืออาหารที่ประกอบขึ้นสุก ๆ ดิบ ๆ เช่น การลวก การย่าง เพราะบ่อยครั้งทีเดียวที่ผู้ป่วยโรคตับแข็งมาพบแพทย์ด้วยอาการติดเชื้อจากทางระบบทางเดินอาหาร ซึ่งบางครั้งสามารถเป็นรุนแรงจนเสียชีวิตได้ ผู้ป่วยตับแข็งที่ไม่มีอาการซึม หรืออาการทางสมอง สามารถรับประทานโปรตีนได้ตามปกติเหมือนกับคนปกติทั่วไป ผู้ที่มีอาการทางสมองร่วมกับภาวะตับแข็ง ผู้ป่วยเหล่านี้ควรจำกัดปริมาณโปรตีนที่ได้จากสัตว์ อย่างไรก็ตามสามารถเสริมโปรตีนได้ในรูปของโปรตีนได้ในรูปของโปรตีนจากพืช หรือถั่ว เป็นต้น ผู้ป่วยควรรับประทานอาหารที่เป็นผัก และผลไม้ให้เพียงพอเพื่อป้องกันมิให้เกิดอาการภาวะท้องผูก การรับประทานอาหารเสริมที่เป็นโปรตีนที่มีกิ่ง (Branch Chains Amino Acid) อาจทำให้ภาวะโภชนาการของผู้ป่วยดีขึ้นได้ อย่างไรก็ตามอาหารเสริมดังกล่าวยังมีราคาแพง และทดแทนได้ด้วยการรับประทานโปรตีนจากพืช ปัจจุบันยังไม่มีรายงานที่ชัดเจนว่า อาหารเสริมต่าง ๆ ที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดจะมีประโยชน์โดยแท้จริงกับผู้ป่วยโรคตับนอกจากการรับประทานอาหารที่ถูกต้องร่วมกับพืช ผัก และผลไม้ที่สะอาดในปริมาณที่พอเพียงจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกาย การรับประทานอาหารเผ็ด หรือเปรี้ยวไม่มีผลเสียโดยตรงอย่างไรต่อตับ

2. แอลกอฮอล์
ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ ผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี อาจจะพบรับประทานได้บ้าง แต่ในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอักเสบชนิดบีแบบเรื้อรัง มีหลักฐานชัดเจนพบว่าการรับประทานแอลกอฮอล์ มีส่วนสัมพันธ์โดยตรง ทำให้การดำเนินของโรคลุกลามเร็วขึ้น ถึงแม้ว่าการสูบบุหรี่จะไม่มีผลโดยตรงกับโรคตับ แต่การสูบบุหรี่มีผลเสียต่อร่างกาย รวมทั้งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการเกิดมะเร็งในหลาย ๆ ส่วนของร่างกาย นอกจากปอด ดังนั้น เพื่อให้สุขภาพแข็งแรงควรจะงด และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ด้วย

3. อัลฟาท๊อกซิน (Aflatoxin)
สารอัลฟาท๊อกซินเป็นสารที่สร้างจากเชื้อรา Aspergillus ซึ่งเป็นเชื้อราตระกูลเดียวกัลที่พบตามขนมปังที่เก็บไว้นาน ๆ นั่นเอง เชื้อรา Aspergillus บางตระกูลสามารถสร้างสารพิษที่เรียกว่า อัลฟาท๊อกซินขึ้น ซึ่งสารพิษนี้สามารถชักนำให้เกิดมะเร็งตับได้ เชื้อราชนิดนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในอาหารบางอย่าง ซึ่งเก็บอย่างไม่ถูกวิธี และมีความชื้น เช่น ถั่ว พรกป่น ข้าวโพด ข้าวสารเป็นต้น การศึกษาจากประเทศจีนตอนใต้พบว่า อุบัติการณ์ของการเกิดมะเร็งตับในผู้ป่วยที่เป็นตับอักเสบแบบบีเรื้อรัง ในหมู่บ้านที่มีสารอัลฟาท๊อกซินปนเปื้อนในอาหารสูงกว่ากลุ่มประชากรที่เป็นตับอักเสบบีแบบเรื้องรัง ที่บริโภคอาหารที่ไม่ได้ปนเปื้อนด้วยสารอัลฟาท๊อกซินอย่างชัดเจน ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคตับจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารดังที่กล่าวมาแล้ว

4. อารมณ์ และการพักผ่อน
บ่อยครั้งทีเดียวทีแพทย์พบผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบแบบเรื้อรัง หรือเป็นโรคตับแข็งที่มีอาการทั่วไปสบายดีมาตลอด แต่เมื่อผู้ป่วยได้รับการพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือตรากตรำงานมากเกินไป ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรงมีส่วนชักนำให้ตับอักเสบเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยอาจมาพบแพทย์ด้วยอาการดีซ่าน หรือบางครั้งรุนแรงจนเกิดภาวะตับวายเกิดขึ้นได้ นอกจากการพักผ่อนที่เพียงพอแล้ว การมีจิตใจที่เบิกบานแจ่มใสก็มีความสำคัญทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นด้วย

5. ออกกำลัง
ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็ง และมีอาการที่บ่งว่ามีสภาพการทำงานของตับเหลืออยู่น้อย เช่น ดีซ่าน ท้องมาน ผู้ป่วยเหล่านี้ควรงดออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงการเดิน หรือนั่งนาน ๆ ผู้ป่วยที่มีประวัติเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร ไม่ควรออกกำลังที่จะต้องเบ่ง หรือเกร็งกล้ามเนื้อท้อง เข่น การยกน้ำหนัก เนื่องจากจะกระตุ้นให้ความดันเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารแตกได้ อย่างไรก็ตามผู้ที่เป็นตับแข็งในระยะเริ่มต้นที่ไม่มีอาการผิดปกติสามารถออกกำลังได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังที่หักโหม เช่น การวิ่งมาราธอน หรือกีฬาที่ต้องแข่งขัน การออกกำลัง เข่น การเดิน วิ่งเบา ๆ ดูจะเป็นการออกกำลังที่เหมาะสม

6. อัลฟาฟีโตโปรตีน
(Alpha feto-protein) เป็นสารซึ่งสร้างขึ้นโดยเซลล์ตับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่มีการแบ่งตัวของเซลล์ตับ เราพบสาร Alpa feto-protein สูงขึ้นในเด็กแรกเกิด อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยซึ่งเป็นมะเร็งตับอาจมีการเพิ่มขึ้นของ Alpha feto-protein ซึ่งใช้เป็นเครื่องแจ้งเตือนมะเร็งของตับได้ ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ตลอดจนผู้ที่เป็นตับแข็ง ไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม ถือว่าเป็นประชากรที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงในการเกิดมะเร็งของตับได้ทั้งสิ้น การตรวจพบมะเร็งตับในระยะเริ่มต้น สามารถให้การรักษาที่เหมาะสม และมีโอกาสหายขาดได้ ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคตับควรมาพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอตามแพย์นัด และตรวจ Alpha feto-protien ตามที่แพทย์เห็นสมควร

7. การรับประทานยาในผู้ป่วยโรคตับเป็นสิ่งที่ควรระมัดระวังอย่างยิ่ง
เนื่องจากยาหลายชนิดต้องถูกกำจัด โดยผ่านตับการที่ตับมีการทำงานบกพร่อง เนื่องจากโรคต่าง ๆ เช่น ตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง อาจทำให้มีการสะสมของยาจนเกิดโทษได้ ท่านควรแจ้งให้แพทย์ทราบเสมอว่าท่านมีปัญหาโรคตับ เพื่อแพทย์จะได้เลือก ยาที่ปลอดภัยให้ หรือถ้าสงสัยอาจปรึกษาแพทย์ เฉพาะทางดูก่อน ผู้ที่เป็นโรคตับแข็งไม่ควรรับประทานยาลดไข้พวก paracetamol เกินกว่าวันละ 1500 mg หรือทานติดต่อกันนานเกิน 3 วัน อย่างไรก็ตามในผู้ที่เป็นตับอักเสบเล็กน้อย หรือพาหะของตับอักเสบบี สามารถทาน paracetamol ได้ในขนาดปกติ สำหรับยาแก้ปวดนั้นผู้ที่เป็นตับแข็งควรหลีกเลี่ยงยาแก้ปวด พวกที่เป็นแอสไพรินทั้งหลาย เนื่องจากยากลุ่มนี้มีผลทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงใตลดลงจนอาจทำให้มีการเสื่อมหน้าที่ของไต หรือไตวายได้ ควรหลีกเลี่ยงไปใช้ยาแก้ปวดกลุ่มอื่นแทน


เกร็ดความรู้เพื่อสุขภาพ

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ ไวท์เลเบิล จากทั้งหมด 3 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

14 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 / 13:15
    สักคิ้ว 6 มิติ ลบรอยสักคิ้วด้วยเลเซอร์ ลบรอยสักคิ้ว Eyebrow Tattoo Removal เพ้นท์คิ้วลายเส้น เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ ให้ใจหายใจ สุขภาพ วิธีลดความอ้วน การดูแลสุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ ออกกำลังกาย สุขภาพผู้หญิง สุขภาพผู้ชาย สุขภาพจิต โรคและการป้องกัน สมุนไพรไทย ผู้หญิง ศัลยกรรม ความสวยความงาม แม่ตั้งครรภ์ สุขภาพแม่ตั้งครรภ์ พัฒนาการตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์ อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ โรคขณะตั้งครรภ์ การคลอด หลังคลอด การออกกำลังกาย ทารกแรกเกิด สุขภาพทารกแรกเกิด ผิวทารกแรกเกิด การพัฒนาการของเด็กแรกเกิด การดูแลทารกแรกเกิด โรคและวัคซีนสำหรับเด็กแรกเกิด เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาหารสำหรับทารก เด็กโต สุขภาพเด็ก ผิวเด็ก การพัฒนาการเด็ก การดูแลเด็ก โรคและวัคซีนเด็ก อาหารสำหรับเด็ก การเล่นและการเรียนรู้ ครอบครัว ชีวิตครอบครัว ปัญหาภายในครอบครัว ความเชื่อ คนโบราณ
    #14
    0
  2. #13 mmm
    วันที่ 23 ธันวาคม 2553 / 19:59
    ลุงข้างบ้านเค้าติดเหล้าอย่างหนักอ่าวันนึงเค้าก็อาเจียนออกมาเป็นเลือดอ่า แล้วป้าก็พาไปโรงพยาบาลหมอก็ช่วยเยียวยาไว้ทัน แล้วหลานสาวเค้าก็มาแนะนำให้ลุงกินอาหารเสริมตัวนึงอ่า เพราะมีคนกินแล้วอาการดีขึ้น ลุงก็เลยกิน ผ่านไปประมาณเดือนนึงอ่าหมอบอกว่าอาการดีขึ้น ลุงดีใจมากอ่าก็เลยกินอาหารเสริมตัวนี้ต่ออ่า ประมาณสองเดือนมานก็เริ่มหายอ่า ไงถ้าใครอยากหายเหมือนลุงเราอ่าก็ลองกรอกข้อมูลเข้าไปที่เว็บ https://spreadsheets.google.com/viewform?hl=en&formkey=dEpJQmQ2VUpfOFNNUVBOTG5rNkt4X3c6MQ#gid=0 ดิ แล้วจะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับมาให้คำแนะนำอ่า
    #13
    0
  3. วันที่ 14 มิถุนายน 2553 / 16:23
    เรื่องนี้ยังไม่อ่านเลยครับ

    แอดเก็บไว้ก่อน
    #12
    0
  4. #11 สถาพร
    วันที่ 1 มีนาคม 2553 / 22:44
    ขอแนะนำโรคตับครับ พ่อของผมทานเหล้าเป็นประจำ และทานครั้งละมากๆ เป็นเวลาเกือบ 40 ปี จนอายุ 60 ปี ตรวจพบว่าเป็นตับแข็ง (อาการเริ่มแสดงให้เห็นถึงได้ไปตรวจ) และไม่นานก้พบว่ามีก้อนเนื้องอก ขนาด 1 เซ็นติเมตร คุณหมอบอกว่า ตับแข็งไปเกือบ 80% และก็มีก้อนเนื้องอก มีโอกาสเป็นมะเร็งได้สูง เพียง 1 ปี อาการก้ค่อนข้างหนักมาก เพราะมีอาการครบทุกอย่างของโรคตับแข็ง และมะเร็งก็โตขึ้นถึง 4 เซ็นติเมตร ในปีที่ 2 คุณหมอบอกกับญาติๆว่า อาการหนักขึ้นเรื่อยๆ อาจจะอยู่ได้ไม่นานประมาณ 6-12 เดือน ทำให้ผมเริ่มที่จะหาการรักษาทางเลือกใหม่ ทั้งอาหารหลัก อาหารเสริม สมุนไพร โดยศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล จนได้วิธีและแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องและเหมาะสมในการช่วยเสริมการรักษาผู้ป่วยโรคตับแข็ง+มะเร็งตับ และในที่สุดวันเวลาก็มาถึง เนื้อเซลล์ตับเสื่อมเกิน 95% ขนาดก้อนมะเร็งโตประมาณ 8 เซ็นติเมตร มีอาการไตวาย *แต่ที่สำคัญขนาดท้องโต 90-93 ตั้งแต่เริ่มเป็นไม่ขยายตัวมากเกินไป ผิวสีเหลืองพอควร และน้ำหนักมีลดมีเพิ่มไม่มากนัก แต่ไม่ผอม 60-65 กก. ตามปกติ ออกกำลังกายได้ ไปใหนมาใหนได้ เหมือนคนปกติ จนในที่สุดเข้า รพ. เพียงหนึ่งคืนแล้วก้นอนหลับไปโดยไม่มีการทรมานใดๆเลย รวมอายุได้ 65 ปี เกินที่หมอประเมินเอาไว้ 4 ปี จึงทำให้ผมคิดว่าผู้ป่วยโรคตับรักษาไม่หายแต่อยู่ได้นานเกือบ 5 ปี หรือไม่แน่อาจเกิน 5 ปีก้ได้ ผมจึงอยากให้ผู้ป่วยและญาติๆ ช่วยกันให้คำแนะนำและดูแลผู้ป่วยเป็นอย่างดี เพราะอย่างน้อยก็ช่วยให้ผูป่วยมีกำลังใจอยู่ต่อไปได้อีกนานกว่าที่ควร สถาพร 086-6690889 พูดคุยกันได้ครับ เพื่อมีข้อมูลแลกเปลี่ยนที่เป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย
    #11
    0
  5. วันที่ 12 เมษายน 2552 / 21:09

    อ่านละ

    ดีมากๆเลยค่ะ

    #10
    0
  6. วันที่ 4 เมษายน 2552 / 09:41
    มา ร่วมหา ความรู้ด้วย คับ
    #9
    0
  7. วันที่ 20 มีนาคม 2552 / 13:28

    ขอบคุณค่ะ

    #8
    0
  8. วันที่ 7 มีนาคม 2552 / 11:19
    ดีมากมายเลย
    #7
    0
  9. วันที่ 4 มีนาคม 2552 / 00:49

    ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีดี นะคะได้ความรู้มากเลย  แล้วเรามีทางหลีกเลี่ยง  หรือมีอาหารที่ช่วยป้องกันรึเปล่าคะ

    #6
    0
  10. วันที่ 6 ธันวาคม 2551 / 22:11

    ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆนะคะ
    #5
    0
  11. วันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 / 21:39

    ขอบคุงมากนะคร้าที่เอาเรื่องมีประโยชน์มาฝาก^^
    ทำให้มีความรุ้มากขึ้นจริงๆคร่า
    แต่ว่าน่าจะมีรูปภาพประกอบด้วยนะคร้า>0<
    จะได้เข้าใจและน่าสนใจมากขึ้นน่ะคร่า

    #4
    0
  12. วันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 / 00:30
    ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคตับแข็ง

            โรคนี้ไม่มีทางรักษาให้หายขาด เพราะเซลล์ตับที่ถูกทำลายไปแล้วไม่สามารถกลับคืนมาได้ อาการจึงมีแต่ทรงกับทรุด การรักษาจึงเป็นการรักษาแบบการรักษาเชิงประคับประคองเท่านั้น 

    ควรแนะนำให้

     - รักษากับแพทย์คนใดคนหนึ่งเป็นประจำ อาจต้องตรวจเลือดดูการเปลี่ยนแปลงของโรคเป็นระยะๆ
     - ห้ามดื่มเหล้าโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้เซวล์ตับส่วนที่ยังดีอยู่ถูกทำลายมากขึ้น
     - รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เป็นประจำ (ยกเว้นตอนท้ายของโรค ที่เริ่มมีอาการทางสมองร่วมด้วย (Hepatic encephalopathy) จำเนต้องลดอาหารประเภทโปรตีนลงเหลือวันละ 20 กรัม เพราะอาหารประเภทโปรตีนอาจผ่านกระบวนการต่างๆแล้วได้เป็นสารแอมโมเนียที่มีผลต่อสมอง)
     - ถ้ามีอาการบวมหรือท้องมาน ควรงดอาหารเค็ม
     - อย่าซื้อยากินเอง เพราะยาอาจมีผลต่อตับมากขึ้น

             โรคนี้ถ้าเป็นระยะเริ่มแรก และปฏิบัติตัวได้เหมาะสม จะสามารถมีชีวิตได้นานเกิน 5-10ปีขึ้นไป แต่ถ้าปล่อยให้มีภาวะแทรกซ้อนชัดเจน เช่น ดีซ่าน ท้องมาน อาเจียนเป็นเลือด ก็อาจอยู่ได้ 2-5 ปี (ประมาณ 1 ใน 3 อาจอยู่ได้นานเกิน 5 ปี)
    #3
    0
  13. วันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 / 00:18
    ข้อแนะนำในผู้ป่วยโรคตับ (จากเชื้อไวรัส)

    1. ระหว่างที่เป็นโรคควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่อาจมีพิษต่อตับ เช่น Paracetamol, ยาต้านวัณโรคตัวหลักๆก็มีผลต่อการทำงานของตับได้ เช่น Isoniazid, Rifampicin, Pyrazinamide , Erythromycin (ยาปฏิชีวนะ)
    2. คนที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นโรคตับอักเสบเสมอไปทุกคน บางคนอาจมีเชื้ออยู่ในร่างกายแค่เพียงชั่วคราว โดยไม่เป็นโรคแล้วเชื้อหายไปได้เอง
    ในไวรัสตับอักเสบชนิดบี บางคนอาจมีเชื้ออยู่ในร่างกายโดยไม่มีอาการแสดง อต่สามารถเเพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ (เรียก พาหะนำโรค carrier)
    บางคนหลังได้รับเชื้ออาจมีอาการเป็นไข้ อ่อนเพลียคล้ายไข้หวัดใหญ่ หรือคลื่นไส้อาเจียน จุกเสียดท้อง โดยไม่มีอาการตาเหลืองก็ได้
    3. ผู้ที่เป็นพาหะนำโรคตับอักเสบชนิดบี ควรพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ ห้ามดื่มเหล้า ออกกำลังกายแต่พอควร(อย่าหักโหม) อย่าอดอาหารเพื่อลดน้ำหนัก งดบริจาคเลือด และหมั่นตรวจเลือดดูเชื้อและทดสอบการทำงานของตับทุก 6-12 เดือน
    ผู้ที่อาจเกิดโรคตับแข็ง หรือมะเร็งตับแทรกซ้อน โดยมากมักจะเกิดกับผู้ที่ติดเชื้อไวรัสบีจากมารดามาตั้งแต่เกิด แล้วเชื้อจะอยู่ในร่างกายจนย่างเข้าวัย 40-50 ปี ก็อาจเกิดผลแทรกซ้อนตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ย เช่น ดื่มเหล้า , ตรากตรำทำงานหนัก
    4. ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับคนที่เป็นโรคหรือเป็นพาหะนำโรคตับอักเสบชนิดบี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป้นสามีหรือภรรยา ควรตรวจเลือด ถ้ายังไม่มีภูมิคุ้มกันควรฉีดวัคซีนป้องกัน
    5. หญิงตั้งครรภ์ทุกคนจะต้องได้รับการตรวจเลือดดูว่ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีหรือไม่ ถ้าพบว่ามีเชื้อ ทารกที่เกิดมาทุกคนต้องได้รับการฉีดสารอิมมูนโกลบูลิน (Hepatitis B Immune globulin/HBIG) และฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบจากไวรัสชนิดบี จะช่วยป้องกันไม่ให้ทารกติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ (แต่ไม่100%)

    Ref : Pharmacotherapy 2004
    ร่วมด้วยช่วยกันค่ะ เผื่อจะเป็นประโยชน์บ้างค่ะ
    #2
    0
  14. วันที่ 25 ตุลาคม 2551 / 23:02

    ได้ประโยชน์มากเลยค่ะ  พ่อของเอ มิกาก็เป็นโรคตับ (แข้ง)  มาสามปีแล้ว  ตอนนี้ก็กำลังดูแลสุขภาพของพ่ออยู่

    #1
    0