VISCERA (nielong)

ตอนที่ 3 : III : flesh

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,117
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 196 ครั้ง
    31 มี.ค. 61

VISCERA


chapter III

‘flesh’


niel x ong



              องซองอูหยุดยืนหอบน้อยๆเมื่อคิดว่าตนวิ่งหนีจนพ้นจากรัศมีของคนในชุดเสื้อคลุมตัวยาวที่เต็มไปด้วยบรรยากาศอันน่าหวาดหวั่นแล้ว  อันที่จริงต้องบอกว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะตามมาเสียมากกว่า เพราะตลอดทางที่เขาวิ่งผ่าน นอกจากเสียงใบไม้สวบสาบและเสียงฝีเท้าของตนแล้ว ซองอูก็ไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนอื่นอีกเลย


              คนคนนั้น เป็นใครกันแน่นะ...


              พลันร่างเล็กก็รู้สึกได้ถึงหยดน้ำเม็ดเล็กที่ตกกระทบศีรษะของตน เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบกับกลามเมฆดำที่ก่อตัวกัน กลั่นออกมาเป็นเม็ดฝนที่เริ่มโปรยปราย ซองอูนึกเสียใจที่ตนไม่ได้นำร่มมาจากล็อกเกอร์ที่ฝากสำภาระไว้ ดังนั้นสิ่งที่เขาควรจะทำมากที่สุดในตอนนี้ก็คือรีบไปที่บ้านที่เขาได้รับเป็นมรดกหลังนั้นให้เร็วที่สุด


              ซองอูวิ่งจนกระทั่งมาพบกับถนนที่เป็นเพียงทางดินเล็กๆที่ดูเหมือนแม้ในยามปกติก็จะไม่มีผู้คนสัญจร สังเกตได้จากบนพื้นดินที่เรียกได้ว่าแทบจะไร้ร่องรอย ตอนนี้เขาออกมาจากเขตป่าช้าแล้ว ทว่าสองข้างทางยังคงรายล้อมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาบดบังแสงนวลจากดวงจันทร์ ซองอูเลือกที่จะเดินไปตามทางดิน มันก็ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยมากขึ้นหากเทียบกับการต้องวิ่งฝ่าป่ารกชัฏเช่นที่ผ่านมา  ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามข้อมูลที่เขาได้รับมา เพียงแค่เดินไปจนสุดถนนเส้นนี้แล้วเดินลึกไปอีกสักพักก็จะถึงบ้านของเขาแล้ว


              “มาทำอะไรดึกๆดื่นๆคนเดียวแถวนี้น่ะน้องคนสวย” ฉับพลังร่างเล็กขององซองอูก็ถูกล้อมไปด้วยชายฉกรรจ์ท่าทางน่ากลัวสามคน ซองอูนึกอยากจะร้องไห้ขึ้นมา วันนี้มันวันอะไรกัน ทำไมเขาต้องมาซวยซ้ำซวยซ้อนแบบนี้ด้วย แค่เจ้าของเรือนผมสีดำและเสียงทุ้มเสน่ห์ที่เขาเพิ่งจะหนีมาซองอูก็กลัวจะแย่แล้ว แล้วไหนจะคนพวกนี้อีก ทว่าคนที่ไม่อยากให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงความหวาดกลัวของตนก็ยังคงทำเป็นใจกล้า ยืนประจันหน้ากับคนทั้งสาม ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ


              “จะทำอะไรมันก็เรื่องของผม”


              “อ้าวคนสวย พี่ถามดีๆทำไมถึงตอบแบบนี้ล่ะ อยากเจ็บตัวรึไง” ชายที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าสาวท้าวเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าที่เริ่มไม่สบอารมณ์ ครั้นจะถอยหลังก็ไปปะทะเข้ากับร่างของชายอีกสองคนที่ยืนดักไว้ก่อนแล้ว ซองอูพยายามมองหาทางหนีทีไล่ แต่ดูเหมือนว่ามันจะเป็นความคิดที่สูญเปล่า ที่นี่ไม่มีใครอีกแล้วนอกจากเขาและชายสามคนนี้


              “เลือกมาว่าจะยอมมาสนุกกับพวกพี่ดีๆ หรือจะกลับไปแบบไม่ครบสามสิบสอง” ฝ่ามือหยาบกร้านบีบคางซองอูให้จ้องมาที่ตน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่ทำให้ร่างเล็กตัวสั่นระริก ทว่าปากของเขาก็ยังทำงานไวกว่าที่สมองคิดเสมอ


“เอามือสกปรกของแกออกไป” ซองอูอยากจะตีปากตัวเองสักร้อยทีที่พูดออกไปแบบนั้น เอาตัวเองยังจะไม่รอดแท้ๆยังไปพูดยั่วโมโหมันอีก แววตาที่ระอุไปด้วยไฟโทสะและรอยยิ้มแสยะของอีกฝ่ายเป็นเครื่องบ่งบอกได้ดีว่าซองอูกำลังจะเจอปัญหาใหญ่


“งั้นคอยดูก็แล้วกันว่ามือสกปรกคู่นี้จะทำอะไรแกได้บ้าง” มือหยาบเอื้อมเข้ามาหมายจะจาบจ้วง ทว่าซองอูยกขาขึ้นมาถีบร่างตรงหน้าได้อย่างทันท่วงที ร่างของชายฉกรรจ์กระเด็นไปกองกับพื้น แต่ครั้นจะหนีร่างเล็กก็ถูกชายอีกสองคนล็อคตัวเอาไว้ คนที่เพิ่งจะทรงตัวลุกขึ้นมาได้มองมาทางร่างเล็กอย่างเดือดดาล


“หน็อยแก  กล้าถีบฉันงั้นเหรอ” ชายฉกรรจ์ย่างสามขุมเข้ามาหาซองอูก่อนจะเงื้อมหมัด ร่างเล็กหลับตาปี๋เตรียมรับหมัดอย่างคนหมดทางสู้


พลั่ก


ซองอูส่งเสียงร้องออกมา ก่อนจะตั้งสติได้ว่าตนยังคงอยู่ในสภาพเดิม เมื่อลืมตาขึ้นกลับพบว่าเป็นชายผู้นั้นเสียเองที่โดนต่อยกระเด็นลอยไปอัดต้นไม้อย่างแรงจนหมดสติ ดวงตาสีรัตติกาลกวาดมองไปยังทิศตรงข้ามกับที่ชายคนนั้นกระเด็นมา พลันสายตาก็สบเข้ากับร่างสูงในชุดคลุมตัวยาวสีดำที่บัดนี้ดวงตาสีแดนฉานกำลังวาววับไปด้วยเปลวเพลิงโทสะ


ชายสองคนที่ล็อคเขาอยู่ เมื่อเห็นว่าผู้เป็นนายถูกทำร้ายก็รีบวิ่งไปรุมร่างสูงหมายจะเอาคืน ทว่าเพียงไม่กี่พริบตา เสียงกระดูกหักพร้อมกับร่างสองร่างที่ลงไปกองกับพื้นก็ประจักษ์แก่สายตาของซองอู น้ำลายอึกใหญ่ถูกกลืนลงคอกับภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้า เมื่อมั่นใจว่าคนทั้งสองหมดสติดีแล้ว ร่างสูงเจ้าของเรือนผมดำสนิทและดวงตาสีแดงราวโลหิตก็สาวเท้ามาทางซองอู ร่างเล็กถอยหลังหนีโดยอัติโนมัติ ทว่าในชั่วพริบตาร่างตรงหน้าก็วูบหายไป ก่อนจะโผล่มาซ้อนอยู่ทางด้านหลังของคนที่กำลังถอยหนี แผ่นหลังเล็กแนบชิดกับกายแกร่ง ไอเย็นที่แผ่มาจากทางด้านหลังทำให้ซองอูสะดุ้งวาบ ร่างสูงมองปฏิกิริยาของคนตรงหน้าอย่างขบขัน มือแกร่งเอื้อมไปเชยปลายคางมนให้อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาสบ ดวงตาสีโลหิตจ้องลึกลงไปในดวงตาสีดำรัตติกาลคู่สวย


“คุณปลอดภัยรึเปล่า ซองอู”


“ผะ...ผมไม่เป็นไร” ร่างเล็กขยับตัวเว้นระยะห่างออกจากอีกฝ่ายแทบจะทันที


“ขอบคุณคุณมากที่เข้ามาช่วย” ถึงแม้จะไม่อยากเสวนากับคนตรงหน้า แต่ซองอูก็ยังมีมารยาทพอที่จะกล่าวขอบคุณออกมา ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากร่างสูงเข้ามาช่วยไว้ไม่ทันล่ะก็ เขาคงจะไม่ได้กลับไปแบบครบสามสิบสองดังเช่นคำขู่ของชายฉกรรจ์เป็นแน่


“ดึกดื่นแบบนี้ถ้าเป็นไปได้อย่าอยู่ข้างนอกคนเดียว มันอันตราย” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นพร้อมกับดวงตาคู่คมที่มองมาทางซองอูเป็นเชิงตำหนิ แต่ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่าที่รู้สึกได้ถึงความเป็นห่วงจากดวงตาที่บัดนี้กลับมาเป็นสีรัตติกาลแล้วคู่นั้นด้วย คนฟังได้แต่พยักหน้ารับ ความกลัวที่กัดกินจิตใจยังมากเกินกว่าที่จะทำให้เขาเอื้อนเอ่ยคำใดออกมา ซองอูกำลังจะก้าวออกไปจากบริเวณนั้น ทว่าข้อมือของเขากลับถูกมือแกร่งคว้าเอาไว้จากด้านหลัง


“ก็เพิ่งบอกอยู่ไงว่าอย่าไปไหนมาไหนคนเดียว” น้ำเสียงเย็นเยียบทำให้ซองอูขนลุกเกรียว


“แต่ว่าผมต้อง...”


“ให้ผมเดินไปส่ง”


“ฮะ...”


“ผมบอกว่าให้ผมเดินไปส่ง” เสียงเข้มที่เอ่ยออกมาจากริมฝีปากได้รูปทำให้ซองอูสะดุ้ง เมื่อเห็นเช่นนั้นร่างสูงจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง


“ผมขอโทษ คุณกลัวอย่างนั้นเหรอ” คนโดนถามจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างกล้าๆกลัวๆ ก่อนจะพยักหน้ารับช้าๆ ตอนนี้เขาไม่รู้เลยว่าระหว่างเดินบนทางเปลี่ยวนี่คนเดียวกับเดินไปกับร่างสูงข้างๆ อย่างไหนจะน่ากลัวกว่ากัน


“อย่ากลัวไปเลย ผมไม่ทำร้ายคุณหรอก...ไม่มีทาง” แววตาของคนพูดแฝงไปด้วยความเศร้าเล็กน้อย ทว่าซองอูกลับรู้สึกถึงมันได้ และไม่รู้ว่าทำไมหัวใจที่เคยเต็มไปด้วยความหวาดกลัวของเขากลับค่อยๆสงบลงอย่างช้าๆ

 

 



“คุณเป็นใคร รู้ชื่อผมได้ยังไง” ซองอูที่ตอนนี้เปียกปอนไปด้วยหยาดน้ำฝนเอ่ยทำลายความเงียบระหว่างทางเดินไปบ้านที่ตนได้รับเป็นมรดก ร่างสูงทำหน้าประหลาดใจนิดๆด้วยไม่คิดว่าคนตัวเล็กที่เมื่อครู่ยังทำท่าทีอึดอัดใจ จะเป็นฝ่ายทำลายความเงียบระหว่างเขาทั้งคู่ลงก่อน


ในทีแรกองซองอูเองก็ไม่ได้คิดอยากจะเสวนากับคนตรงหน้านัก ทว่าเมื่อมองไปยังบรรยาศที่น่าหวาดหวั่นรอบๆกาย ดูเหมือนว่าการหาเรื่องคุยกันบ้างก็จะเป็นความคิดที่ไม่เลว อีกอย่างการที่ ‘คน’ ที่เพิ่งโผล่มาจากหลุมศพ หากแต่สามารถเรียกชื่อเขาได้ถูกต้องแม่นยำราวกับเคยรู้จักกันมาก่อน ก็เป็นเรื่องที่ทำให้ติดใจไม่ใช่น้อย


“ถ้าคุณอยากรู้ งั้นเรามาผลัดกันถามตอบกัน” คังแดเนียลว่า คนฟังพยักหน้ารับข้อเสนอก่อนจะเป็นฝ่ายเอ่ยถามก่อน


“คุณเป็นใคร?” ซองอูเลือกถามคำถามที่ค้างคาใจที่สุดเป็นคำถามแรก คนตัวสูงยักไหล่ ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


“คังแดเนียล”


คำตอบของคำถามที่ไม่ได้ช่วยไขความข้องใจของซองอูแม้แต่น้อย ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะเบ้ปาก “ช่วยได้มาก” ร่างเล็กเอ่ยประชด “ผมหมายถึงคุณเป็นตัวอะไรถึงโผล่ขึ้นมาจากหลุมศพ”


“คุณถามได้ทีละข้อนะ คราวนี้ตาผมต่างหาก” เสียงทุ้มเจือความขบขันเอ่ยขึ้น นัยน์ตาสีดำฉายแววเอ็นดูเมื่อเห็นคนที่เปียกปอนเม้มริมฝีปากอย่างคนถูกขัดใจ


“ได้แหวนมาได้ยังไง” เอ่ยถามพลางจับจ้องไปยังแหวนเงินเกลี้ยงประดับทับทิมสีแดงบนนิ้วเรียวของอีกคน


“หมายถึงแหวนวงนี้น่ะเหรอ มันเป็นมรดกของคุณทวดผมน่ะ ผมได้รับมันมาจากคุณปู่อีกที” ซองอูตอบ ก่อนจะถามบ้างเมื่อถึงคราวของตน


“คุณเป็นตัวอะไรกันแน่ถึงได้ลุกขึ้นมาจากหลุมศพ”


“ก็เป็น— คน” …ที่ตายไปแล้ว ประโยคหลังคังแดเนียลต่อในใจ เขาไม่ไม่ได้โกหกสักหน่อย ก็แค่พูดความจริงไม่หมดเท่านั้นเอง คนฟังหรี่ตามองอย่างไม่ค่อยจะเชื่อ แต่แดเนียลไม่คิดจะเปิดช่องให้อีกคนถามต่อ จึงยิงคำถามต่อทันที


“ทวดของคุณชื่อว่าอะไร”


“องซองอู”


ร่างสูงนิ่งไปพักใหญ่ราวกับว่ากำลังดำดิ่งไปในห้วงความคิดที่อยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ ในขณะที่ซองอูซึ่งดูเหมือนจะคลายความกลัวต่อคนข้างๆไปบ้างแล้วหลังจากได้สนทนากันก็ขยายความต่อ


“น่าแปลกใช่ไหมล่ะ ที่ชื่อของผมดันบังเอิญมาเหมือนชื่อทวดตัวเองเสียได้... จริงสิ! คุณยังไม่ได้ตอบคำถามผมเลยว่าคุณรู้ชื่อของผมได้ยังไง” คนที่เพิ่งหลุดจากภวังค์เมื่อได้ฟังก็หลุดขำ เบนสายตามาสบกับดวงตาสีดำกลมคู่สวยที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น


“ก็ใครกันเล่าที่เตะหน้าแข้งผมแล้วก็วิ่งหนีไปก่อน ไม่ยอมรอฟังคำตอบน่ะ” ซองอูสะดุ้งโหยง เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเคยทำอะไรกับร่างสูงเอาไว้ แต่เมื่อหันไปเห็นสีหน้าอีกคนที่ไม่มีวี่แววของความขุ่นเคืองแต่อย่างใด ร่างเล็กจึงได้แต่หัวเราะแห้งๆอย่างคนมีความผิดติดตัว แดเนียลมองคนตรงหน้าพร้อมกับยิ้มบางๆอย่างเอ็นดู ก่อนจะหวนนึกไปถึงเรื่องราวในอดีต


“ผมรู้จักเขา...องซองอูน่ะ คนที่มีทั้งชื่อแล้วก็ใบหน้าเหมือนคุณคนนั้น ตอนแรกนึกว่าคุณเป็นเขา… ก็เลยเรียกคุณว่าซองอู”


“อย่าบอกนะว่าเป็น...”


“เจ้าของหลุมศพที่คุณนำดอกไม้มาให้นั่นแหละ”


“พระเจ้า! แล้ว...” ทว่ายังไม่ทันจะได้ถาม ก็ถูกคนตัวสูงขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน


“ตาคุณจบแล้ว คราวนี้ตาผม” ซองอูอุทานอย่างไม่อยากจะเชื่อ พูดมาขนาดนี้แล้วจะไม่ยอมเล่าต่อเนี่ยนะ ทว่าไม่ว่าจะพยายามตื๊อเท่าไร คนใจแข็งตรงหน้าก็ไม่มีท่าทีว่าจะยอมปริปากแม้แต่นิด


แดเนียลกำลังนึกคำถามถัดไป แต่ความคิดของเขาก็ถูกขัดจังหวะด้วย ภาพของบ้านหลังหนึ่งที่ปรากฏขึ้นแก่สายตา มันเป็นบ้านไม้สองชั้นขนาดค่อนข้างใหญ่ที่มุงด้วยหลังคาที่ทำจากอิฐ ซองอูคิดว่าครั้งหนึ่งบ้านหลังนี้คงเคยเป็นบ้านที่แสนสวยและงดงามน่าอยู่ ทว่าบัดนี้มันกลับมีสภาพไม่ต่างจากบ้านที่ถูกทิ้งร้างมาไม่ต่ำกว่าร้อยปี สวนรอบบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านซ้อนทับกันหนาแน่น ที่พื้นมีหญ้าขึ้นสูงอย่างไม่ได้รับการดูแล พืชจำพวกไม้เลื้อยปกคลุมไปทั่วทั้งหลังคาอิฐเรื่อยลงมาจนถึงผนังและหน้าต่างที่อยู่ต่ำลงมา อีกทั้งตามประตูและหน้าต่างยังมีหยากไย่เกาะอยู่เต็มไปหมด ร่างเล็กกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ขนตามร่างกายลุกชัน


นี่เขาต้องมาอาศัยที่บ้านหลังนี้จริงๆเหรอเนี่ย สภาพไม่ต่างจากบ้านผีสิงเลย


“ใช่บ้านหลังนี้รึเปล่า?” เสียงทุ้มถาม คนตัวเล็กพยักหน้ารับแทนคำตอบ


 “ยังจะเข้าไปดูอยู่ไหม” ร่างสูงเอ่ยถามขึ้นหลังจากเห็นสีหน้าเจ้าของบ้านที่ไม่สู้ดีนักเมื่อได้มาเห็นสภาพบ้านที่แท้จริง คนโดนถามทำท่าลังเล ใจหนึ่งก็กลัว ไม่อยากจะนึกว่าสภาพด้านในจะขนาดไหน ขนาดข้างนอกยังเป็นถึงเพียงนี้ ทว่าอีกใจก็อยากรู้อยากเห็น เขาอยากรู้ว่าบ้านหลังนี้ที่เขาจะต้องอยู่จะมีสภาพเป็นอย่างไร ยังไงเสียไม่ว่าช้าเร็วเขาก็ต้องมาอยู่ที่นี่อยู่ดี บางทีด้านในอาจจะมีเตียงอุ่นๆและโซฟานุ่มๆรอเขาอยู่ก็เป็นได้


บางทีซองอูก็เกลียดนิสัยที่อยากจะพิสูจน์ไปเสียทุกเรื่องของตัวเอง...


ทว่าสุดท้ายความอยากรู้อยากเห็นที่มีมากกว่าความกลัวก็ทำให้ร่างเล็กตัดสินใจเลือกที่จะเข้าไปสำรวจในตัวบ้าน


แอ๊ด


ทันทีที่ประตูไม้บานหนักถูกเปิดออก ละอองฝุ่นที่อัดแน่นอยู่ด้านในก็ทะลักเข้าปอดจนซองอูสำลัก ภาพโถงโล่งกว้างที่มีโซฟาตั้งไว้และกรอบรูปที่เหลือแต่กรอบแขวนอยู่ปรากฏแก่สายตา ทว่าสภาพของโซฟาเหล่านั้นกลับห่างไกลจากคำว่า ‘โซฟานุ่มๆ’ ไปมากนัก มันทั้งเก่าและโทรมเนื่องจากผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังมีฝุ่นและหยากไย่เกาะเต็มไปหมด แค่เห็นซองอูก็ไม่กล้าแม้แต่จะคิดเข้าไปนั่ง เสียงน้ำฝนตกกระทบหลังคาและส่วนหนึ่งที่หยดเข้ามาในตัวบ้านเพราะหลังคาที่รั่วจนพื้นเปียกนองไปหมดยังคงดังอย่างต่อเนื่อง เสียงฟ้าผ่าจากที่ไกลๆทำเอาซองอูสะดุ้งไปหลายต่อหลายที ทว่าคนใจกล้าก็ยังคงเดินสำรวจไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าบันไดไม้ที่นำทางไปยังชั้นบน จากสภาพแล้วซองอูไม่มั่นใจนักว่ามันจะสามารถรับน้ำหนักเขาได้หรือไม่ แต่เมื่อลองก้าวขึ้นไปก็พบว่ามันยังแข็งแรงดีอยู่ เสียงเอี๊ยดอ๊าดของทุกขั้นบันไดที่เขาเหยียบผ่านดังขึ้นในขณะที่ฟ้าส่งเสียงคำรามทำให้ร่างเล็กเริ่มรู้สึกหวาดหวั่น ทว่าก็ยังกลั่นใจเดินขึ้นมาจนสุดทาง เบื้องหน้าของเขาปรากฏประตูราวห้าบานเรียงรายกันไปตามทางเดิน ซองอูเลือกเปิดประตูที่อยู่ตรงหน้าตัวเองก่อนตามสัญชาตญาณ มือเรียวที่จับลูกบิดประตูโลหะที่ขึ้นสนิมเขรอะอยู่สั่นนิดๆ ซองอูนับหนึ่งถึงสามในใจก่อนจะเปิดประตูออก


เปรี้ยง


เสียงฟ้าผ่าดังกึกก้อง ร่างเล็กสะดุ้งโหยงตัวสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว และชั่วเสี้ยววินาทีถัดมานั้นเองที่แสงสว่างจากฟ้าแลบวาบผ่านหน้าต่างเข้ามาเผยให้เห็นร่างๆหนึ่งที่อยู่เบื้องหน้า ซองอูหลุดร้องสุดเสียง ก้าวถอยหลังสะดุดขาตัวเองจนล้มก้นจ้ำเบ้า หัวใจดวงน้อยสั่นระรัว เหงื่อกาฬเปียกชุ่มไปหมด ทว่าร่างตรงหน้ากลับไม่มีท่าทีว่าจะขยับเขยื้อน จนเมื่อรวบรวมสติได้และพิจารณาดูอีกทีก็พบกว่ามันเป็นเพียงแค่รูปปั้น เสียงถอนหายใจดังแข่งกับเสียงสายฝนด้วยความโล่งใจ


ใครกันที่เอารูปปั้นมาวางไว้กลางห้องแบบนี้


ร่างเล็กนึกอย่างหัวเสียปนหวาดกลัว ลำพังแค่ไม่มีรูปปั้นนี้บรรยากาศมันก็ชวนให้ขนหัวลุกจะแย่อยู่แล้ว ซองอูรีบยันตัวลุกขึ้น ปัดฝุ่นที่เลอะตามเสื้อผ้า แต่แทนที่จะรีบกลับออกไปนอกบ้าน คนตัวเล็กกลับพาร่างที่เพิ่งหายจากอาการสั่นระริกไปด้วยความกลัวของตนไปยังห้องข้างๆ


จากเฟอร์นิเจอร์ในห้องซองอูพอจะเดาได้ว่ามันเป็นห้องนอน เตียงใหญ่กว้างไม่ต่ำกว่าหกฟุตที่บนหัวนอนมีโต๊ะไม้เล็กๆอยู่ด้านข้างและเชิงเทียนโลหะที่แม้จะมองจากที่ไกลก็บอกได้ว่ามีแต่สนิมจับ ถัดออกมาเป็นตู้เสื้อผ้าที่ทำจากไม้ และกรอบรูปสองสามอันที่ประดับอยู่บนผนัง ครั้งหนึ่งห้องนี้ต้องเคยเป็นห้องนอนที่สวยงามน่านอนมากเป็นแน่ ทว่าสภาพของมันตอนนี้ก็ไม่ต่างไปจากส่วนอื่นๆในบ้าน ซองอูชั่งใจว่าจะเข้าไปด้านในดีไหม แต่ทันใดนั้นเองเสียงกุกกักเบาๆก็ดังออกมาจากทางตู้เสื้อผ้า พร้อมกับเสียงฟ้าร้องดังสนั่น ร่างเล็กสะดุ้งสุดตัว พร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้มอย่างควบคุมไม่ได้


องซองอูกลัวเสียงฟ้าผ่าเป็นที่สุด


ร่างบางนึกก่นด่าตัวเองที่เกิดใจกล้าบ้าบิ่นไม่รู้เวลา ทั้งๆที่รู้ว่าตนกลัวปรากฏการณ์ธรรมชาติจำพวกฟ้าร้องและฟ้าผ่ายามฝนตกมากแค่ไหน แต่ก็ยังจะมาอยากรู้อยากเห็น ไม่ยอมออกจากบ้านไปเสียที คราวนี้เขาคิดว่ามันคงถึงเวลาจริงๆแล้ว


เสียงกุกกักจากในตู้เริ่มดังขึ้นอย่างต่อเนื่องจนสติของคนใจกล้าที่ตอนนี้ได้หายไปหมดแล้วสั่งให้องซองอูรีบหันหลังวิ่ง —วิ่งสุดฝีเท้า ตอนที่ผ่านห้องที่มีรูปปั้นน่ากลัวนั่นเขารู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่กำลังตามเขามาจากทางด้านหลัง ร่างเล็กวิ่งผ่านบันไดที่บนเพดานมีแชนเดอเลียขนาดกลางห้อยอยู่  พลันในหัวก็นึกถึงหนังสยองขวัญที่ตนเคยดูที่มีคนถูกแขวนคอห้อยลงมาจากแชนเดอเลีย ภาพในหัวของซองอูกระเจิดกระเจิงไปหมด


แค่นึกภาพว่าตนถูกแขวนอยู่บนนั้น...


คนตัวเล็กแทบจะร้องไห้ออกมา ขายังคงออกวิ่งอย่างไม่ลดความเร็ว เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าดังมาอย่างต่อเนื่องจากด้านนอก ซองอูวิ่งจนกระทั่งมาถึงโถงทางเดินมืดๆ ภาพของบานประตูปรากฏให้เห็นรำไร ร่างเล็กเร่งฝีเท้ามากกว่าเก่าจนกระทั่งมาถึงประตู ซองอูผลักประตูเปิดออก วิ่งหนีออกไปด้านนอกจนไปปะทะเข้ากับอกแกร่งของคนที่ยืนรออยู่ก่อน ดวงตาสีดำสวยที่บัดนี้คลอไปด้วยน้ำตาเงยขึ้นมาสบกับดวงหน้าคมคาย คนตรงหน้าตัวสั่นระริก ปากสีแดงสดเบะออก ก่อนที่เจ้าตัวจะโผเข้ากอดคังแดเนียลที่เป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวของเขาในตอนนี้ แล้วปล่อยสะอื้นอย่างเก็บไว้ไม่อยู่ ร่างสูงที่ยังตั้งตัวไม่ถูกได้แต่ลูบหลังปลอบใจคนตัวเล็กที่แสนน่าทะนุถนอมตรงหน้า แขนแกร่งกระชับอ้อมกอดจนใบหน้าน่ารักมาซุกอยู่ที่อก ใช้ลำตัวหนากำบังสายฝนที่กำลังโปรยปรายไม่ให้โดนคนที่กำลังสะอื้น แดเนียลยืนลูบหลังปลอบอีกฝ่ายอยู่อย่างนั้น ไม่รู้ว่านานเพียงใด จนกระทั่งเมื่อร่างในอ้อมแขนได้สติ คนตัวเล็กก็รีบผละตัวออกจากอ้อมกอด ดวงตากลมสวยที่คลอหน่วยเบิกกว้างด้วยตกใจในการกระทำของตัวเองเมื่อครู่


แม้ว่าร่างเล็กตรงหน้าจะทำราวกับว่าเหตุการณ์ที่ตัวเองพุ่งเข้ามากอดเขาเมื่อครู่ไม่ได้เกิดขึ้น...


แต่พวงแก้มที่ตอนนี้เจือด้วยสีชมพูจางๆของเลือดฝาดก็ฟ้องเป็นอย่างดีว่ากอดเมื่อครู่เป็นเรื่องจริง

 

 



“โรงแรมงั้นเหรอคะ ไม่มีหรอก เขาลือกันว่าแถวนี้มีผีเลยไม่มีใครกล้ามาเปิดโรงแรม กลัวลูกค้าจะหาย โรงแรมที่ใกล้ที่สุดก็ต้องนั่งรถเมล์ไปโน่นแหละค่ะ แต่นี่ก็ดึกมากแล้ว คงจะไม่ค่อยมีรถขับผ่านเท่าไหร่” คำพูดของพนักงานร้านสะดวกซื้อทำให้ซองอูเม้มริมฝีปากด้วยความกังวล นั่นหมายความว่าคืนนี้เขาจะไม่มีที่พัก —ใช่ ไม่มีที่พัก เพราะบ้านที่เขาตั้งใจจะใช้เป็นที่พักในตอนแรกมันทั้งเก่า ทั้งหลังคารั่วจนน้ำฝนเฉอะแฉะเต็มพื้นไปหมด และเหนือสิ่งอื่นใด บรรยากาศที่ชวนให้ขนหัวลุกนั่น ตอนแรกเขานึกว่ามันจะได้รับการดูแลรักษามาบ้าง แต่ไม่เลย


ซองอูเอ่ยขอบคุณพนักงานสาวที่มองมาทางเขาด้วยสายตาหงุดหงิดที่ปิดเอาไว้ไม่มิด ร่างเล็กได้แต่ยิ้มแหยๆ จะหาว่าเธอไร้มารยาทที่ใช้สายตาเช่นนั้นมองลูกค้าก็อาจจะไม่ผิด แต่ซองอูเข้าใจดี ในเมื่อคราบโคลนที่เปรอะไปทั่วพื้นร้านตอนนี้ล้วนมาจากรองเท้าของเขาทั้งสิ้น


ประตูอัตโนมัติเลื่อนเปิดออก ซองอูก้าวออกมานอกร้าน เมื่อมองไปรอบๆก็พบว่าฝนเริ่มซาลงแล้ว ทว่ากลับไร้วี่แววของร่างสูงที่บอกว่าจะรออยู่ด้านนอก 


คงกลับไปแล้วล่ะมั้ง


คนคนนั้นมาๆหายๆบ่อยเสียจนเขาชิน


อากาศยามค่ำคืนช่างหนาวจับขั้วหัวใจ สายลมเย็นพัดมากระทบเสื้อคลุมที่เปียกชื้นไปด้วยน้ำฝนทำให้ซองอูตัวสั่นด้วยความหนาวเหน็บ ตอนนี้เขายังไม่มีที่พักเลย แล้วไหนจะกระเป๋าสัมภาระใบใหญ่ที่เพิ่งไปเอาคืนมาจากล็อกเกอร์ฝากของที่ทั้งหนักทั้งเป็นภาระนี่อีก ซองอูนวดแขนตัวเองบรรเทาความเมื่อยล้า แต่ก็ต้องรีบเปลี่ยนมากระชับเสื้อคลุมตัวสั่นระริก เมื่อสายลมหนาวในยามค่ำคืนพัดมากระทบกับเนื้อตัวที่เปียกชื้นเพราะน้ำฝน ซองอูตัดสินใจหยิบร่มขึ้นมากางแล้วลากกระเป๋าสำภาระมุ่งหน้าไปยังป้ายรถเมล์ อย่างน้อยเขาก็จะมีที่หลบฝนไปอีกระยะหนึ่งจนกว่ารถรอบถัดไปจะมา


ทว่าโชคกลับไม่เข้าข้างองซองอู เมื่อดูเหมือนว่าป้ายรถเมล์จะอยู่ไกลกว่าที่คิด ร่างเล็กตัวสั่นด้วยความหนาว  แขนก็สั่นกึกๆด้วยน้ำหนักของกระเป๋าสัมภาระที่ลากมา เส้นทางที่นี่ช่างไม่เป็นใจให้เขาสียเลย มีทั้งทางต่างระดับและหลุมบ่อเต็มไปหมด ซองอูเกือบจะร้องไห้ออกมาด้วยความเหนื่อยล้าเมื่อล้อของกระเป๋าลากไปติดเข้ากับตะแกรงระบายน้ำซี่หนึ่ง ร่างเล็กพยายามออกแรงดึง ทว่าแรงอันน้อยนิดของเขาที่หลงเหลืออยู่ตอนนี้คงไม่เพียงพอที่จะลากมันออกมาได้ ซองอูถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง แต่ในขณะที่เขาคิดจะยอมแพ้ ก็มีมือหนึ่งยื่นเข้ามาฉวยร่มสีดำของคนตัวเล็กมาถือบังสายฝนให้ มืออีกข้างก็ช่วยดึงกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ของซองอูขึ้นมาอย่างง่ายดายโดยแทบจะไม่ได้ออกแรง ดวงตาสีดำมองคนมาใหม่ด้วยความงุนงงด้วยนึกว่าอีกคนกลับบ้านไปเรียบร้อยแล้ว ซองอูทำท่าจะแย่งร่มในมือแกร่งมาถือไว้เอง แต่ร่างสูงขยับหนี


“ตัวสั่นขนาดนี้ยังจะดื้ออีก”


เสียงทุ่มเอ่ยดุทว่าในน้ำเสียงนั้นก็เจือไปด้วยความเอ็นดู คนถูกดุเบ้ปากบ่นขมุบขมิบ แต่ก็อดรู้สึกขอบคุณไม่ได้ เพราะไม่ว่าคนตรงหน้าจะเป็น ‘ใคร’ หรือว่า ‘ตัวอะไร’ แต่คนที่แนะนำตัวว่าชื่อ ‘คังแดเนียล’ ก็มักจะโผล่มาช่วยเขาเสมอในยามที่ประสบปัญหา


“แล้วนี่เกิดอะไรขึ้น คุณไม่มีที่พักหรือ” ร่างสูงเอ่ยถามท่ามกลางสายฝน ซองอูพยักหน้าแทนคำตอบ หนาวจนต้องใช้แขนกอดรอบตัวเองเอาไว้


แดเนียลมองคนที่ทำท่าเหมือนลูกแมวเปียกน้ำ ก่อนจะปลดผ้าพันคอของตนที่วิคตอเรียเลือกมาให้เป็นส่วนนึงในเครื่องแต่งกาย ยื่นไปให้คนตัวเล็กกว่าที่ทำท่าจะไม่รับในตอนแรก ทว่าหลังจากที่เขาส่งสายตาดุไป คนดื้อก็ยอมรับไปพันรอบคอแต่โดยดี


แดเนียลไม่รู้สึกถึงความร้อนหรือหนาวใดๆ เพราะตามหลักก็คือ...เขาตายไปแล้ว เสื้อผ้าที่สวมอยู่มีหน้าที่แค่ทำให้เขากลมกลืนไปกับพวกมนุษย์เท่านั้น ถึงชุดที่เขาสวมอยู่ตอนนี้จะดูแปลกในสายตาคนทั่วไปเสียหน่อย เพราะตอนที่เขากลับคฤหาสน์ไปเปลี่ยนชุดสูทโบราณเปื้อนเลือดตัวนั้น ก็พบว่าที่คฤหาสน์ตระกูลคังไม่มีเสื้อผ้ายุคใหม่ที่เขาสามารถใส่ได้เลย นอกจากชุดกระโปรงทันสมัยของวิคตอเรียแล้ว เสื้อผ้าที่เหลืออยู่ก็เป็นตัวเดียวกับที่เขาเคยใส่เมื่อร้อยกว่าปีก่อน แดเนียลเลยต้องจำใจเลือกเสื้อคลุมที่ดูเชยน้อยที่สุดมาสวม ก่อนจะรีบกลับมาหาองซองอู


ร่างเล็กที่เริ่มจะคลายความเหนื่อยล้าลงแล้วหลังจากมีคนมาช่วยแบ่งเบาภาระเริ่มบ่นเจื้อยแจ้วถึงเรื่องที่ตนเจอมาในวันนี้และเรื่องที่พัก แดเนียลที่ได้แต่ฟังเงียบๆมาสักพักทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ หันไปทางร่างเล็กที่มองมาด้วยความสงสัย


“ถ้าอย่างนั้นคืนนี้คุณมาค้างที่บ้านของผมก่อนไหมล่ะ”

 

 



คังแดเนียลมองตามแผ่นหลังเล็กที่หายเข้าไปหลังประตูห้องนอนแขกในคฤหาสน์ตระกูลคัง โชคดีที่ที่นี่ยังมีห้องที่ได้รับการทำความสะอาดอยู่อย่างสม่ำเสมออยู่บ้าง เดาว่าวิคตอเรียคงจะมีแขกมาเยี่ยมเยือนบ่อยไม่ใช่น้อย ร่างสูงยิ้มกับตัวเองน้อยๆเมื่อนึกถึงสีหน้าขององซองอูตอนเห็นคฤหาสน์หลังนี้ ทั้งตกตะลึง ทั้งประหลาดใจ เพราะคนปกติคงจะไม่มีโอกาสได้เห็นคฤหาสน์ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยยุคกลางเช่นนี้บ่อยครั้งนัก แดเนียลเปิดประตูห้องพักสำหรับแขกอีกห้อง โยนเสื้อคลุมของตนลงบนเตียง คืนนี้เขาคงต้องนอนที่ห้องนี้ก่อน เพราะด้วยสภาพห้องนอนที่แท้จริงของเขาแล้ว คงจะไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่หากต้องเข้าไปนอนในนั้น กว่าแม่บ้านที่วิคตอเรียมอบหมายให้คอยดูแลที่นี่จะมาทำความสะอาดให้ อย่างเร็วสุดก็คงเป็นวันพรุ่งนี้


แดเนียลไขกุญแจล็อคห้อง ก่อนจะลงบันไดเดินตรงไปยังห้องนั่งเล่นที่มีร่างเพรียวบางของน้องสาวแท้ๆของตนนั่งรออยู่ก่อนบนโซฟาหนัง เรือนผมสีทองของวิคตอเรียสะท้อนกับแสงเปลวไฟจากเตาผิง ร่างสูงขยับกายลงไปนั่งบนโซฟาตัวตรงข้าม


เสียงไม้ในเตาผิงปริแตกออกพร้อมประกายไฟ วิคตอเรียรินไวน์สีสวยลงในแก้วก่อนจะยื่นมาให้คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แดเนียลรับแก้วไวน์มาถือไว้ ก่อนจะจิบช้าๆ จากรสชาติและกลิ่นที่ดีเกินกว่าไวน์ทั่วไปแล้ว เขาคิดว่านี่คงจะเป็นไวน์ที่ถูกเก็บไว้ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเข้าสู่การหลับใหลนิรันดร์กาลเป็นแน่


 “มีอะไรจะเล่ารึเปล่า” วิคตอเรียเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนา


 “อืม... ไม่รู้สิ เธอคิดว่าคนที่หลับอยู่แต่ในโลงมาร่วมร้อยกว่าปีจะมีเรื่องให้เล่ามากแค่ไหนกันเชียว” คนฟังมองค้อน ก่อนจะส่งสายตาคาดคั้นมายังคนที่นั่งไขว่ห้างจิบไวน์อย่างไม่รีบร้อน


“พี่จริงจังเสียทีเถอะแดเนียล ทำไมพี่ถึงยังไม่ตายกัน แล้วคนที่พี่พากลับบ้านมาด้วยคือใคร องซองอูตายไปแล้วไม่ใช่หรือ?” แดเนียลยักไหล่ จิบไวน์ลงคอเล็กน้อย ก่อนจะตอบคำถาม


 “อยากให้พี่ตายไปจริงๆหรือไง ส่วนองซองอู...” ดวงตาคมหลุบลงไปมองของเหลวสีม่วงเข้ม หมุนแก้วไวน์น้อยๆเพื่อให้ไวน์มีรสชาติดีขึ้น เรื่องของคนคนนี้ยังคงยากสำหรับเขาทุกครั้งที่จะเอ่ยถึง


“ซองอูที่พี่รู้จักคนนั้นตายไปแล้วจริงๆ แต่ก็อย่างที่เห็น องซองอูคนที่พี่พามามีหน้าตาเหมือนกับซองอูคนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน เขาเป็นทายาทของคนๆนั้น น่าแปลกใช่ไหมล่ะ” วิคตอเรียตาโต ทำท่าจะถามต่อ ทว่าคนเป็นพี่ได้แต่ส่ายหน้าเป็นการบอกว่าเขาก็ไม่รู้อะไรนอกจากนี้แล้ว


คนฟังถอนหายใจ ตากลมสวยจับจ้องใบหน้าคมคายของคนเป็นพี่ชายที่เธอเข้าใจว่าเขาเข้าสู่การหลับไหลนิรันดร์กาลไปแล้วตั้งแต่เมื่อร้อยกว่าปีก่อน  


“แล้วเอ็ดเวิร์ดกับโจนาธานล่ะ สองคนนั้นหายไปไหน” แดเนียลที่เพิ่งนึกขึ้นมาได้เอ่ยถามถึงพี่ชายและน้องชายของตน ทว่าแทนที่จะได้รับคำตอบ เขากลับได้รับเพียงความเงียบ นัยน์ตาคู่สวยที่กำลังสั่นคลอของวิคตอเรียจับจ้องไปยังไม้ที่กำลังถูกไฟเลียลาม นี่เป็นคำถามที่เธอไม่อยากตอบที่สุด ไม่อยากแม้แต่จะนึกถึงด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างไรคนที่จะมาแก้ไขเรื่องนี้ให้ถูกต้องได้ก็มีแค่คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเธอ... ต้องเป็นคังแดเนียลเท่านั้น


มือเรียววางแก้วไวน์ที่สั่นระริกลงบนโต๊ะ นั่งทำใจอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบคำถามที่อีกคนสงสัยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ


 “หลายๆอย่างเปลี่ยนไป หลังจากพี่เข้าสู้การหลับใหล แดเนียล… เอ็ดเวิร์ดตายแล้ว แล้วคนที่ฆ่าพี่ใหญ่...” เสียงสะอื้นดังขึ้นขัดกลางบทสนทนา วิคตอเรียพยามตั้งสติกลืนก้อนสะอื้นลงไป ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงเบาหวิว


“ก็คือโจนาธาน”


เพล้ง


เสียงแก้วไวน์ตกกระทบพื้นดังก้องไปทั่วห้องรับแขก ของเหลวสีเข้มและเศษแก้วกระจัดกระจายไปทั่วพื้นพรมพร้อมๆกับอารมณ์และสติของแดเนียลหลังจากฟังคำตอบของวิคตอเรีย


เดิมทีตระกูลคังมีพี่น้องสี่คน... เอ็ดเวิร์ด คัง พี่ชายคนโตสุดของตระกูล ผู้ที่ทั้งเฉลียวฉลาดและแข็งแกร่ง ลูกสองคนถัดมาคือ เขา แดเนียล คัง และวิคตอเรีย คัง ที่เป็นหญิงสาวหนึ่งเดียวในตระกูลที่คลานตามกันมาติดๆ และคนสุดท้องในตระกูล โจนาธาน คัง


พวกเขาทั้งสี่เป็นต้นตระกูลของเหล่าแวมไพร์ หรือที่เรียกกันว่า ‘แวมไพร์ราชนิกุล’ ต้นกำเนิดเผ่าพันธุ์กินเลือด... พวกที่เก่าแก่ที่สุด อันตรายที่สุด และแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาแวมไพร์ ไม่มีใครสามารถล้มล้างแวมไพร์ราชนิกุลอย่างพวกเขาได้


“หมายความว่ายังไง” เสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างสั่นเครือ วิคตอเรียเม้มริมฝีปากน้อยๆ


“โจนาธานเปลี่ยนไป เขาทำเรื่องที่แย่มากๆหลังจากที่พี่ตาย มันแย่เสียจนเอ็ดเวิร์ดทนไม่ไหว เขาขอร้องให้โจนาธานหยุด แต่พี่ก็รู้ว่าคนอย่างโจนาธานไม่เคยฟังใคร เอ็ดเวิร์ดจึงต้องลงมืออย่างเด็ดขาด แต่โจนาธานแข็งแกร่งขึ้นมาก เขาเล่นไม่ซื่อและฆ่าทุกคนที่คิดจะขวางทางเขา แน่นอน...นั่นรวมไปถึงเอ็ดเวิร์ด”


วิคตอเรียขยับกายเข้ามาใกล้ มือเรียวที่สั่นไหวสัมผัสไปตามกรอบหน้าคมคายของผู้เป็นพี่ หยาดน้ำใสไหลออกมาจากดวงตาคู่สวย


“พี่ต้องหยุดเขา แดเนียล ลำพังแค่ฉันและเอ็ดเวิร์ดอาจจะสู้โจนาธานไม่ได้ แต่ตอนนี้พี่กลับมาแล้ว ฉันรู้ว่าพี่จะหยุดโจนาธานได้




talk


writer no.1 / honeylemonde : ต้องขอโทษด้วยนะคะที่หายไปนาน แต่ตอนนี้พวกเราก็กลับมาพร้อมกับตอนใหม่ที่ยาวกว่าเดิมให้สมกับที่ทุกคนรอกันแล้วค่ะ ʕ≧ᴥ≦ʔ ตาหนูตองงูทำเป็นใจกล้า สุดท้ายก็วิ่งออกมากอดดะเน่ว งืออ จริงๆแล้วโดยพื้นฐานแล้วน้องเป็นคนกล้านะคะ เพียงแค่บ้านมันออกจะน่ากลัวไปหน่อย แล้วน้องก็กลัวฟ้าผ่า ดูอย่างตอนที่เดินมากับเนียล แค่แป๊ปเดียวน้องก็หายกลัว กล้าชวนอีกคนคุยแล้วล่ะค่ะ ส่วนจะเกิดอะไรขึ้นกับโจนาธานแล้วก็ครอบครัวของเนียลนั้น สามารถรอติดตามได้ในตอนถัดๆไปได้เลยน้า 

writer no.2 / withnepenthe เจอกันตอนหน้านะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 196 ครั้ง

299 ความคิดเห็น

  1. #296 nzchxx (@nornan1a) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 / 19:36
    ภาษาดีมากๆเลยครับ ประทับใจมาก
    #296
    0
  2. #293 RamidaJumnongnit (@RamidaJumnongnit) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 / 08:15
    เอ็ด นี่ควานลินใช่มั้ย
    #293
    0
  3. #286 colmegeegee (@colmegeegee) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2561 / 10:33
    ซองอูแบ่งรับแบ่งสู้มาก ใจนึงก็ไว้ใจแต่ใจนึงก็กลัว
    #286
    0
  4. #281 Yunnill (@14127703) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2561 / 18:11
    เขียนดีมากเลยค่ะ ฮื่อ ซองคือน่าน่าเอ็นดูมากก รึก
    #281
    0
  5. #272 gabriel.la(: (@facklazy) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 กันยายน 2561 / 18:27
    บุคลิกซองอูน่าเอ็นดูไม่ได้รักศักดิ์ศรีจนตัวเองลำบาก ตอนคุยนู่นนี่ให้คุณเขาฟังยิ่งน่าเอ็นดูมากกกก
    #272
    0
  6. #265 mitake (@voldermore) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 กันยายน 2561 / 21:20
    สภาพบ้านขนาดนั้น ใจกล้าแค่ไหนมันก็ต้องมีหวั่นกันบ้างแหละ 555555555
    #265
    0
  7. #256 Ppillow_ (@djangloei) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2561 / 23:48
    สงสารลูก ห้ามป่วยนะะะ
    #256
    0
  8. #248 มนอจ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2561 / 09:58

    เอ็ดเวิร์ดคือใคร โจนาธานคือใครร

    #248
    0
  9. #233 pacty (@toon-pat) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2561 / 00:45
    <p>เศร้ามากเลยตอนที่แดเนียลพูดว่าไม่มีทางทำร้ายซองอูง่ะ แล้วก็เขินตอนซองอูวิ่งไปกอดคุณแดเนียลเขาฮือออ แล้วก็เรื่องโจนาธานลุ้นมากเลยค่ะ ชอบมากเลยยสนุกมากกกก</p>
    #233
    0
  10. #210 Galaxy7122 (@Galaxy7122) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2561 / 19:21
    สนุกมากกกกกก
    #210
    0
  11. #208 เดอลาลู (@DELALUPX) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2561 / 06:47
    เอ็ดเวิร์ดคือควานลินใช่มั้ย โจนาธานคือจีฮุนรึป่าว
    #208
    0
  12. #202 firstchxnx (@firstchxnx) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2561 / 03:27
    สนุกมากกก
    #202
    0
  13. #192 #บบตพ ♡ (@twentynoey) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 23:10
    โหยยย มีปมมาละะะ น่าสนุกกกๆ
    #192
    0
  14. #190 ゼリー (@aroonratdevil) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 00:13
    ซองอูคือคนใจกล้าที่แท้ทรูอ่ะ นึกถึงตัวละครในหนังผีที่ชอบอยากรู้อยากลอง แค่คิดสภาพนอกบ้านตามนี่ก็ไม่อยากเข้าแล้วเด้อ555555 โจนาธานทำอะไรร
    #190
    0
  15. #187 Sky High (@9234) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 15:12
    หู้ยย นี่มันคลาสสิคสุดฟไปเลยชอบๆทั้งกลับชาติมาเกิด ทั้งราชนิกุล ทั้งแวมไพร์ขนมาให้หมดค่ะซิสรอเสพค่ะ555
    #187
    0
  16. #179 zizifangs (@5-5taozi5-5) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 เมษายน 2561 / 19:54
    โหมีปมคนในตระกูลกันด้วย แงงงงงตื่นมาไม่ทันไรก็มีงานซะละแดเนียล ซองอูนี่ทำบุญเถอะลูกหนูควรได้รับแต้มบุญเดี๋ยวนี้555555
    #179
    0
  17. #167 Andjune (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 เมษายน 2561 / 22:19
    น้ององลูกกกกก กล้าเกินไปแล้วทั้งกลับไปป่าช้ารอบสอง สำรวจบ้านร้าง ถ้าเป็นหนังฝรั่งพวกนี้คือตัวหาเรื่องเลยนะ 55
    #167
    0
  18. #143 Pi Pi Ploy za (@ploy_00) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 23:01
    หลายปมดีค่ะ ชอบๆ แต่เราคงจะไม่กล้าคาดเดาอะไรนะคะ ไรต์อย่าว่า เราไม่เก่งเรื่องแบบนี้ค่ะ ฮ่า แต่ชอบอ่านเรื่องที่ปมเยอะๆ ชอบมากๆ ภาษาไรต์เข้าใจง่ายง่ะ รักกก
    #143
    0
  19. #141 เจ้าชายอสูร_B2UTY (@13161212) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 22:39
    <p>อือหือออออ มาทีละปม มันดีจนไท่รู้จะบรรยายว่ายังไง ฮือออออ ชอบนะคะไรท์ ????????</p>
    #141
    0
  20. #127 แม่ม๑น้oe (@kunlanid_far) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 12:16
    โจนาธานจะมาเป็นตัวแปรเรื่องแดเนียลกับซองอูใช่มั้ย กลัวดราม่าล่วงหน้าเลย
    #127
    0
  21. #122 [~PumPKiN~] (@chutikam) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 08:43
    แค่นี้ก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของแดเนียลแล้วอะ มีเรื่องมาให้ลุ้นอีกว่าจะเป็นยังไงต่อไป แต่องซองอูตอนแรกยังวิ่งหนีเขาอยู่เลย ตอนนี้ไปนอนบ้านเขาแล้ว
    #122
    0
  22. #112 อาร์ดิน่า (@Rrisea) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 เมษายน 2561 / 00:34
    ลุ้นตามๆ ปมมาแล้วว สู้ๆค่ะไรท์
    #112
    0
  23. #99 BaByWho (@peach1548za) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 เมษายน 2561 / 15:58
    หุ้ยยย สนุกมากกกก ลุ้นเลยยยยๆๆ
    #99
    0
  24. #90 pai-pay (@pai-pay) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 เมษายน 2561 / 11:28
    หู้ววววว~ มีความหลังให้ต้องค้นหาอีกแล้ววว~ ><
    #90
    0
  25. #65 Galaxy_Pcy (@Id0983346609) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 เมษายน 2561 / 14:25
    สนุกจนไม่รู้จะอธิบายยังไงคือมันดีย์มาก
    #65
    0