ญาณปฏิพัทธ์ [ROZANNE] สนพ.คำต่อคำ

ตอนที่ 16 : ยมทูต 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 728
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    7 ก.พ. 60

 

บรรยากาศในวอร์ดตึงเครียดถึงขีดสุด เมื่อนักศึกษาแพทย์ปีสี่สองคนที่เคยเป็นคู่หู เข้ากันดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย ยามนี้ไม่แม้แต่จะมองหน้ากันและกัน ตระกูลก็ไม่รู้ว่ารุ่นน้องของเขาสองคนไปทำอะไรกันมา อาหารมื้อเดียวทำเพื่อนโกรธกันได้มากขนาดนี้เชียวหรือ

ทว่าจะโกรธกันอย่างไร รุ่นพี่อย่างเขาก็ไม่เดือดร้อนหรอก...แต่เจ้าเด็กสองคนดันพร้อมใจกันมานั่งขนาบข้างเขา พร้อมปล่อยรังสีอำมหิตท่วมท้นเลยนี่สิ!

ชั่วขณะหนึ่ง ชายหนุ่มหน้าแปลกก็นึกอยากร้องไห้โดยไร้น้ำตา

“เอ่อ...อยากให้พี่สอนเรื่องอะไรอีกมั้ย” ตระกูลเลียบเคียงถาม ถ้าไม่มีล่ะก็เขาจะรีบหนีเข้าห้องพักแพทย์เวร อาบน้ำ สรุปชาร์ต[1] ทำโปรเกรสโน้ต[2]...หรือทำบ้าบออะไรก็ตามที่หนีไปจากสถานการณ์บีบคั้นตรงนี้ได้!

แต่ชะรอย เด็กน้อยทั้งสองช่างไร้ความปรานี

“พี่แต้มสอนเรื่องไฮโปแนท[3] ให้หน่อยได้มั้ยคะ” เด็กน้อยคนแรกกล่าวเสียงใสซื่อ หน้าตาอ่อนใสชวนใจอ่อน ทว่ายังไม่ทันตกปากรับคำ เสียงห้าวห้วนจากเด็กน้อยอีกคนก็ขัดขึ้นเสียก่อน

“เอาไฮเปอร์เค[4]ก่อนดีกว่าครับ ฉุกเฉินกว่าเยอะ”

ครั้นหันไปมองคนเสนอแรก เจ้าหล่อนก็เพียงยกยิ้มอ่อนๆ อย่างไม่โต้แย้ง ยอมให้เพื่อนเสียจนตระกูลสงสาร นึกก่นด่ารุ่นน้องหนุ่มในใจว่าช่างใจไม้ไส้ระกำต่อสาวน้อยตรงหน้าเหลือเกิน

กระนั้น อะไรบางอย่างก็บอกตระกูลว่าไม่ควรสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว จึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาสอน เข็มนาฬิกาหมุนวนไปเรื่อยอย่างเชื่องช้า นายแพทย์หนุ่มร่างโปร่งลอบปาดเหงื่อบนใบหน้า ก่นด่าโชคชะตาในใจ

ตอนที่เขาอยากได้ยินเสียงนางฟ้าชุดขาวมากที่สุด กลับไม่มีแจ้งเตือนจากพยาบาล[5]ซักครั้ง ทีคืนไหนเหนื่อยอยากนอนแทบตายล่ะ ดันปลุกกันได้ทั้งคืนยันฟ้าสาง

น้ำตาชายหนุ่มรินไหลให้ชีวิตแพทย์เวรเยินๆ อย่างเงียบงัน

ทว่าไม่ใช่เพียงตระกูลที่อึดอัดกับสถานการณ์นี้ หนึ่งในตัวต้นเรื่องอย่างอัยย์เองก็หายใจไม่คล่องกับบรรยากาศอึมครึม ตุลยวัตแย่งคุยกับตระกูลจนไม่เหลือช่องให้เธอเข้าแทรก...จงใจกันออกไปทั้งที่รู้ว่าเธอปลื้มรุ่นพี่คนนี้แทบแย่ กระนั้นอัยย์ก็เพียงกลอกตา ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป จนใกล้ถึงเวลาลงเวรแล้วเธอจึงขอตัวไปเข้าห้องน้ำ

ณดลตามลูกศิษย์ตัวดีของเขาไปอย่างเงียบเชียบ เจ้าหล่อนเดินผ่านทางเข้าห้องน้ำทะลุออกไปยังระเบียงด้านหลัง และออกมายังทางเชื่อมระหว่างตึก ลมหนาวพัดโกรกให้ความรู้สึกสดชื่นกว่าอากาศร้อนอบอ้าวในวอร์ดมาก กระนั้นกลิ่นไอความเศร้าจากสาวน้อยร่างท้วมที่ไปยืนเท้าคางมองทิวทัศน์เบื้องล่างกลับไม่ได้จางหายไปสักเท่าไร

“คุณว่า การพูดความจริง มันยากมั้ย”

เสียงเปรยถามนั้นเบาหวิวเหมือนจะกลืนหายไปกับสายลม กระนั้นณดลก็ยังได้ยินชัดเจน และตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

“ก็ยากพอตัว” คำตอบเขาทำให้เธออมยิ้ม แต่แล้วยิ้มนั้นก็หุบฉับเมื่อได้ฟังคำต่อมา “แต่สำหรับคนที่ไม่เคยพยายามทำ จะมาบอกว่ายาก...ไม่มีใครเชื่อหรอกนะ”

“หนูพยายามแล้วหรอกน่า” เธอแก้ตัวอุบอิบ

วิญญาณหนุ่มเพียงปรายตามองเธอด้วยสายตาไม่เชื่อถือ อัยย์เห็นแล้วได้แต่ลูบจมูกแก้เก้อ กำลังคิดจะหาทางบ่ายเบี่ยงประเด็นให้พ้นตัว ณดลกลับชิงเอ่ยขึ้นเสียก่อน

“ริซ่านอกใจผม...ไม่สิ ต้องบอกว่าเธอไม่เคยรักผมเลย”

เสียงที่กล่าวมานั้นช่างราบเรียบ ผิดกับใจความที่ทำอัยย์อ้าปากค้างอย่างตกตะลึง เห็นดวงตาดำขลับเรียวรีคู่นั้นจ้องมาอย่างค้นหา ณดลก็เพียงกระตุกมุมปากน้อยๆ ราวกับเยาะหยันตนเอง

“เธอเชื่อไหม”

สาวน้อยสั่นหัววืด...เขาบ้าไปแล้วหรือ เรื่องพรรค์นี้ให้ตายก็ไม่เชื่อหรอก!

“แต่นี่เป็นเรื่องจริง” วิญญาณอาจารย์หนุ่มยืนยันหนักแน่น และยิ่งสร้างความตื่นตระหนกให้คนฟังมากขึ้นไปอีก “เธอรักเรน...พี่ชายผม เหมือนสองคนนั่นจะเคยคบหากันมาก่อนแล้วเลิกไป ผมไม่รู้เรื่องรู้ราวเผอิญโผล่เข้าไปเลยโดนจับไปเป็นตัวแทน”

“คุณพูดเหมือนไม่รู้สึกอะไรสักนิด”

ณดลไหวไหล่ให้น้ำเสียงจับผิดนั่น “ผมรู้ความจริงเมื่อเดือนก่อน จะให้ตีอกชกตัวตลอดไปก็คงไม่ได้หรอก จริงไหม”

จริง...อัยย์จำได้แล้วว่าช่วงหลังจากงานวันเกิดสหรัฐ วิญญาณข้างตัวของเธอก็ซึมเศร้าเหงาหงอยไปพักใหญ่ ต่อให้เพียรหาเรื่องคุย หรือเอาใจอย่างไรก็ช่วยให้อารมณ์เขาดีขึ้นเพียงชั่วครู่ รออยู่หลายสัปดาห์ทีเดียวกว่าความเศร้าที่อวลอยู่รอบกายเขาจะจางไป

ทว่าการที่เรื่องนี้หลุดออกมาจากปากเขา ก็คงไม่ต่างจากกรีดลงรอยแผลเก่าที่เพิ่งสมาน...ไม่รู้จะแข็งแรงดีพอหรือยัง

ขณะที่อัยย์กำลังครุ่นคิดสะระตะ วิญญาณหนุ่มกลับถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก กล่าวด้วยน้ำเสียงปลอดโปร่ง “จะว่าไป พูดความจริงก็ไม่ได้ยากสักเท่าไหร่นี่นะ...เธออยากลองบ้างไหม”

อัยย์ชะงัก รู้สึกเหมือนตกบ่วงนายพรานเข้าแล้ว

หันไปเห็นรอยยิ้มสว่างพร่างพรายจากวิญญาณอาจารย์หนุ่มลูกเสี้ยว จู่ๆ ความกดดันหนักอึ้งในใจเมื่อครู่ก็เบาบางลง ราวกับถูกสายลมหอบพัดหายไป กระนั้นเด็กสาวก็ยังคงถอนหายใจ

“งั้น...ลองเริ่มจากเรื่องที่ควรบอกคุณดีไหม”

ณดลเลิกคิ้ว “ว่ามาสิ”

ทั้งที่เป็นฝ่ายเริ่มประเด็น สาวน้อยร่างท้วมกลับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งราวกับกำลังชั่งใจอีกครั้ง คนฟังเพียงกอดอกลอยตัวนิ่งอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้ความเงียบดำเนินไปจนถึงขีดสุด

“คุณเคยเห็นยมทูตไหมคะ”

 

ครั้งแรกที่อัยย์เจอ ‘มัน’ เธออายุเพียงเจ็ดขวบ

ยามนั้นเด็กหญิงแก้มยุ้ยยังได้เข้าออกบ้านรวีเมฆาทรเป็นประจำ ด้วยความที่มองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น อัยย์จึงมักแสดงพฤติกรรมแปลกประหลาดให้ใครต่อใครขนหัวลุกเป็นประจำ เหตุนี้เองคุณย่าจึงไม่รักใคร่เธอมากนัก ผิดกับคุณปู่ที่หาได้ใส่ใจเรื่องพรรค์นี้นัก

เมื่อไหร่ที่เธอ ‘เห็น’ ท่านมักจะถามด้วยรอยยิ้ม...ว่าเห็นอะไร...ดีหรือเปล่า... ถ้าไม่ชอบ ท่านจะอาสาไล่ตีมันให้ แม้ท่านไม่อาจสัมผัสถึงมันได้เลยก็ตาม

คุณปู่ของเธอใจดีที่สุดในโลก

วันนั้น อัยย์เข้าไปนั่งคุยเล่นเจื้อยแจ้วกับคุณปู่ในห้องทำงานท่านเหมือนเช่นทุกครั้งที่มาบ้านรวีเมฆาทร เสียงคุณย่าเถียงกับคุณแม่ยังดังแว่วขึ้นมา กระนั้นเด็กหญิงก็หาได้ใส่ใจ เธอปีนขึ้นมานั่งตักคุณปู่ที่นั่งจมกองเอกสารอยู่หลังโต๊ะทำงาน ออดอ้อนให้ท่านสอนวาดรูปอย่างไม่รู้จักที่ควร

กระนั้นคุณปู่ก็ยังหัวเราะ อุ้มเธอลงจากตัก แล้วลุกขึ้นเดินโขยกเขยกไปยังชั้นวางอุปกรณ์วาดเขียนที่อยู่ไกลออกไป ทว่ายังไม่ทันเดินไปถึงท่านก็ล้มวูบลงไปต่อหน้าต่อตา

แล้ว ‘มัน’ ก็ปรากฏตัว...

 

“คุณปู่เป็นซับอะแรคนอยด์ ฮีโมเรจ[6] ค่ะ ผลการชันสูตรว่าอย่างนั้น” เด็กสาวกล่าว “ตอนนั้นหนูไม่รู้อะไรเลย แต่ได้ยืนตัวสั่น...กลิ่นไอความตายคลุ้งไปหมด พอคุณปู่เริ่มชัก หนูก็ร้องไห้เสียงดังจนคนอื่นขึ้นมาดู”

แม้จะควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นได้ แต่ไม่อาจปกปิดความรู้สึกเจ็บร้าวจากวิญญาณข้างกายได้ ณดลนิ่งฟังอยู่นานมากแล้ว ยิ่งเห็นเธอฝืนทำเหมือนไม่มีอะไร เขากลับรู้สึกราวกับถูกบีบหัวใจเสียเอง

ซ้ำยังบีบแรง...เสียจนเผลอเอื้อมมือออกไปสัมผัส

อัยย์เพียงหันมองสบตาเขาแล้วเผยรอยยิ้มอ่อนล้า ไม่ทันสังเกตถึงความตื่นตระหนกเจือจางของเขาเลยแม้แต่น้อย กระนั้นเมื่อเธอหลับตาลง ซึมซับความอบอุ่นอ่อนโยนที่วางทาบอยู่บนศีรษะ กลับเป็นณดลเองที่ขยับยิ้ม ความรู้สึกละมุนละไมแผ่ซ่านออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ

“พอคุณปู่ถูกส่งขึ้นรถพยาบาล ทุกคนก็รีบร้อนจะตามไป มีแค่หนูคนเดียวที่ร้องไห้จะอยู่บ้าน...” กล่าวถึงตรงนี้ เด็กสาวก็ยิ้มขมขื่น และเขาก็เข้าใจได้ในทันที “หนูบอกทุกคน ว่าหนูจะอยู่กับคุณปู่”

ไม่ใช่อยู่กับกายหยาบ แต่เป็นวิญญาณ

คมเคียวมัจจุราชพรากคุณปู่ของเธอไปแล้ว แต่เด็กน้อยก็ยังไม่อาจยอมรับความตายที่มากะทันหันได้ เพียงเพราะอยากอยู่กับคุณปู่จนถึงวินาทีสุดท้ายจึงดึงดันกับผู้ใหญ่ โดยไม่รู้เลยว่าเธอยิ่งพูด ยิ่งอธิบายไปมากเท่าไรกลับกลายเป็นหลานอกตัญญูแช่งบรรพบุรุษที่อาการไม่ทราบเป็นตายร้ายดีให้ตายไปเสีย

คุณย่าที่ตกใจมากอยู่แล้ว ยิ่งฟังก็ยิ่งโกรธ พอเริ่มดุด่าว่ากล่าวเธอด้วยแรงอารมณ์ แม่เธอก็ยอมไม่ได้ ความที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาก่อนยิ่งทำให้การวิวาทรุนแรง และเมื่อได้รับโทรศัพท์แจ้งว่าไม่อาจยื้อชีวิตคุณปู่ไว้ได้ สายสัมพันธ์ก็ถึงคราวสะบั้นลง

ท่านประกาศตัดขาดจากลูกสะใภ้ และหลานสาวอัปมงคล

สิ่งที่เธอเสียใจที่สุด คือการที่คุณปู่ต้องมาเห็นภาพนั้นกับตา และจำใจจากไปด้วยแววตาเศร้าหมอง...

“หนูเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา...ที่อาจจะทำนู่นทำนี่ได้มากกว่าคนอื่นนิดหน่อย” อัยย์ไหวไหล่ พยายามทำเหมือนไม่มีอะไร ก่อนจะอ้อมแอ้มบอก “หนูยื้อชีวิตใครไม่ได้หรอกนะคะ”

ณดลเป็นฝ่ายอึ้งไปบ้าง เขาเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเธอจึงเล่าความหลังเช่นนี้ให้เขาฟัง

“ผมไม่เคยคิดจะยื้อความตาย”

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามันทำให้เธอต้องเดือดร้อน...

“แต่หนูไม่อยากให้คุณตาย”

คำพูดที่โพล่งออกมาอย่างอัดอั้นนั้นทำวิญญาณอาจารย์หนุ่มชะงัก ความตั้งใจแรงกล้าที่แผ่ซ่านจากร่างเธอทำให้เขาตื่นเต้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ ยิ่งได้สบมองดวงตาดำขลับคู่นั้น ประกายตาดื้อรั้นจริงจังนั้นเล่นงานจนลมหายใจเขาสะดุด...

ณดลอยากหัวเราะ แต่กลับหัวเราะไม่ออก

ราวกับหมอกควันอันเลือนรางถูกสายลมยามราตรีพัดพาไป ยามนี้เขากระจ่างแก่ใจแล้วว่าหัวใจของตนศิโรราบแด่สาวน้อยตรงหน้า ณดลไม่ใช่เด็กหนุ่มไร้เดียงสา ยิ่งเหลือเพียงวิญญาณ ความต้องการทางกายหรือสถานะใดก็ล้วนถูกปัดตกไปเสียสิ้น

ความรู้สึกนี้จึงชัดเจนยิ่งกว่าคราใด

...รัก...

เป็นครั้งแรกที่เขาสามารถเอ่ยถ้อยคำนี้ออกมาได้อย่างบริสุทธิ์ ราวกับมันถูกกลั่นกรองออกมาจากจิตวิญญาณทั้งหมดทั้งมวลที่เขามี มอบให้เธอแต่เพียงผู้เดียว

ทว่า ความรู้สึกหอมหวานในจิตใจนั้นคงอยู่เพียงชั่วครู่ ณดลก็ต้องกลับมาอยู่กับความเป็นจริง เขามีเพียงวิญญาณ...เอ่ยปากฝากรักไปก็ไม่ต่างจากลมพัดผ่าน วันใดที่เขาจากไปไม่เหลือแม้แต่เถ้าธุลี กลับต้องเหลือบ่วงผูกมัดอัยย์ไว้ตลอดไป

แล้วเขา...จะกล้าเห็นแก่ตัวเช่นนั้นได้อย่างไร

“ช่างเถอะ” ณดลเอ่ยออกมาในที่สุด ความไม่ยินยอมในสีหน้าอัยย์ทำให้เขาผ่อนคลายอย่างประหลาด วิญญาณหนุ่มถอนหายใจแล้วยิ้มออกมา “ชีวิตนี้ ผมใช้คุ้มแล้ว”

คุ้มมาก โดยเฉพาะสองเดือนที่ผ่านมา...

“อย่าพูดอย่างนั้นสิคะ” อัยย์ขมวดคิ้ว ถ้อยคำเหมือนคนปลงตกของเขาทำให้เธอไม่สบายใจเอาเสียเลย “คุณยังมีความหวังนะ...”

“โอ๊ย!”

ไม่ทันสิ้นคำปลอบใจ วิญญาณอาจารย์หนุ่มก็รู้สึกราวกับพลังชีวิตทั้งหมดถูกสูบออกไป กลางอกเย็นยะเยือกและกลวงโบ๋จนเผลอร้องออกมา ตัวเขาเองตื่นตระหนกมากพอแล้ว แต่เมื่อมองไปยังเด็กสาวข้างกายกลับพบว่าเธอแข็งค้างเป็นหิน ใบหน้าซีดเผือด ราวกับเห็นปิศาจหลุดมาจากนรกภูมิ

ซึ่ง...ก็อาจเป็นเช่นนั้นจริงๆ

เพียงเหลียวหลังกลับไปมอง ‘มัน’ ชั่วเสี้ยววินาที ณดลก็หนาวยะเยือกราวกับถูกดูดให้หลุดลอยเข้าสู่ห้วงอวกาศอันว่างเปล่าชั่วกัปชั่วกัลป์

วินาทีนั้น ณดลรู้แจ้งแก่ใจ...

ยมทูตมาเก็บวิญญาณเขาเสียแล้ว

 

 

 

 

 

 

พยายามอัพนะคะ เพิ่งขึ้น Family med คาดว่าจะว่างมากกว่าวอร์ดอื่น(มั้ง)
แต่ก็ยังต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบใบประกอบโรคศิลป์อีกสองสามเดือนข้างหน้า

 

ได้แต่หวังว่าภายในแฟมเมดนี้ จะอัพได้อย่างน้อยๆ 1 ตอน ;-; (หวังน้อยจริง 555) 

ตอนนี้เขียนยาก ไม่รู้เพราะทิ้งนาน หรือเพราะมันยากของมันเอง เง้อ



[1] Chart บันทึกเวชระเบียน

[2] Progress note บันทึกการรักษา

[3] Hyponatremia ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ

[4] Hyperkalemia ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง

[5] แจ้งเตือน ในที่นี้หมายถึงแจ้งเตือนจากพยาบาล

[6] Subarachnoid hemorrhage เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

870 ความคิดเห็น

  1. #869 sunsandbay (@saailovelove) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:04
    หายไปนานเลยนะไรท์ รีบๆกลับมาอัพต่อนะ สู้สู้^.^
    #869
    1