คัดลอกลิงก์เเล้ว

[FFXV:NoctLuna] One Night

โดย Whitememo

เหตุการณ์แทรกระหว่าง Chapter 9 ของเกม "ค่ำคืนหนึ่งในอัลทิซเซียของน็อคติสกับมนตร์วิเศษแห่งราตรีที่จะทำให้เขาจดจำคืนนั้นไม่รู้ลืม"

ยอดวิวรวม

881

ยอดวิวเดือนนี้

11

ยอดวิวรวม


881

ความคิดเห็น


10

คนติดตาม


30
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  31 ธ.ค. 59 / 21:23 น.
นิยาย [FFXV:NoctLuna] One Night [FFXV:NoctLuna] One Night | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
สวัสดีค่ะ 

One Night เป็นเรื่องราวที่เิกดขึ้นกับน็อคติสในค่ำคืนหนึ่งของอัลทิซเซีย เขียนขึ้นด้วยความอัดอั้นตันใจ T^T
ถ้าใครได้เล่นเกมนี้หรือดูแคสไปบ้างแล้วคงพอทราบว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นใน Chapter 9 บ้าง คราวนี้เราจะมาลองแทรกบางอย่างลงไป
เผื่อความช้ำใจในโชคชะตาของคู่นี้มันจะน้อยลงบ้างค่ะ

เนื้อหาช่วงแรกของฟิคจะเล่าซ้ำกับเกมเล็กน้อย แต่ตัดทอนบางส่วนเพื่อไม่ให้ยืดเยื้อ และสอดแทรกการบรรยายความรู้สึก มุมของน็อคติสและคนอื่น ๆ เข้าไป
บางอย่างในฟิคเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในเกม ที่ผู้เขียนเดินวนอยู่ในอัลทิซเซียพยายามควานหาโมเมนท์เหล่านี้มา ซึ่งจะมีอธิบายท้ายฟิคค่ะ

เพื่อให้ได้อรรถรสในการอ่าน ผู้เขียนขอแนะนำให้คุณผู้อ่านลองเปิดเพลงนี้ขณะอ่านไปด้วย

Altissia - Gondola Ride << คลิกเลย

มันคือเพลงประกอบหนึ่งในเกม เป็นเพลงตอนนั่งเรือกอนโดลาค่ะ เป็นเพลงที่โรแมนติกมาก ๆ เลย

ใครชอบคู่นี้มาพูดคุยหาแนวร่วมกันได้ที่ twitter @whitememo นะคะ ถ้าเขียนฟิคก็จะลงแจ้งไว้ที่นั่นเหมือนกัน (หรือติตดามใน Dek-d นี่แหละ)

สำหรับใครที่ชอบคู่นี้และอยากอ่านฟิคคู่นี้อีกเรื่อย ๆ ขอแนะนำให้ไปติดตามที่ Final Fantasy Endless Story จะมีฟิคของหลาย ๆ คู่จากจักรวาล FF ค่ะ

หวังว่าจะสนุกกับการอ่านนะคะ ขอบคุณค่ะ

Whitememo





เนื้อเรื่อง อัปเดต 31 ธ.ค. 59 / 21:23


One Night

Pairing: Noctis Lucis Caelum x Lunafreya Nox Fleuret (NoctLuna)

By: Whitememo

 

          หลังจากซ่อมเรือและบอกลากับทุก ๆ คนเรียบร้อย น็อคติสและเพื่อน ๆ ก็ออกเดินทางไปยังอัลทิซเซีย เมืองหลวงแห่งแอคคอร์โด นี่นับได้ว่าเป็นครั้งแรกเลยที่เจ้าชายแห่งลูซิสได้มีโอกาสไปเยือนประเทศอื่น... ไม่ใช่เจ้าชายแล้วสิ หากแต่เป็นกษัตริย์ต่างหาก... กษัตริย์ของลูซิส ภาระหน้าที่ที่เขายังไม่พร้อมแบกรับ

            น็อคติสกำมือเข้าหากันขณะคิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ สายตาของเขาทอดออกไปไกลยังเวิ้งน้ำสีฟ้าที่ต้องแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับ สายลมเย็นซึ่งเต็มไปด้วยไอเค็มของทะเลพัดเข้าต้องใบหน้าคมคายส่งผลให้เส้นผมที่แต่เดิมตกลงปรกหน้าพัดลู่ไปข้างหลัง

            “ต่อไปเราต้องเจอกับเลเวียธานใช่ไหม” พรอมโต้ถามขึ้นมาท่ามกลางเสียงคลื่นและลมทะเล

            “มันคือตัวอะไรกัน ?” กลาดิโอลัสถามต่อไปบ้างด้วยความสงสัยขณะเอนหลังพิงกาบเรือด้วยท่าทีผ่อนคลาย

            “เป็นสิ่งมีชีวิตคล้ายงูที่ว่ากันว่าเกิดจากเสียงคำรามและความเกรี้ยวกราดของท้องทะเล” อิกนิสตอบ

            “คงต้องลองไปเห็นด้วยตัวเอง” น็อคติสกล่าวผสมโรงไป

            “จะให้ท่านหญิงลูน่าเฟรย่าจัดการกับเรื่องพวกนี้เองคนเดียวไม่ได้นะ” ชายหนุ่มผมทองว่าด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล ก่อนจะหันไปทางเพื่อนสนิทพร้อมเอ่ยแซว “นายคงตื่นเต้นสินะที่จะได้เจอเธอ”

            “ลูน่า ?” น็อคติสแกล้งทำเป็นไม่รู้ทั้งที่ความจริงในใจลึก ๆ ก็รู้สึกไม่ต่างจากที่เพื่อนว่าเท่าไหร่

            “ใช่ !

            ชายหนุ่มผมดำนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นเดินด้วยใจที่ไม่สงบดี

            “ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนเลยว่าเธอปลอดภัยดี”

            “ถูกต้อง ความปลอดภัยของเธอถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ เลย” อิกนิสสำทับด้วยอีกคน

            “หวังว่างานนี้พวกจักรวรรดิจะไม่มายุ่งด้วยนะ” กลาดิโอลัสกล่าว

            “นายคิดว่าท่านหญิงลูน่าเฟรย่าจะตกอยู่ในอันตรายหรือเปล่า ?” พรอมโต้ยังคงไม่คลายกังวลในเรื่องนี้ น็อคติสจ้องมองเพื่อนของเขาเล็กน้อย เขารู้ว่าพรอมโต้เป็นคนอย่างไร เป็นคนจิตใจดีแค่ไหน และรู้ดีด้วยเช่นกันว่าอีกฝ่ายก็อยากเจอลูน่ามากไม่ต่างกับเขา

“จักรวรรดิบุกลูซิสเพราะต้องการแหวน ฉันคิดว่าถึงแม้จะเป็นเทพยากรณ์ก็คงหยุดความปรารถนานี้ของมันไม่ได้หนอก” อิกนิสกล่าวอย่างคิดวิเคราะห์

            “ถ้าไม่มีแหวน คริสตัลก็คงไม่ต่างอะไรกับหินก้อนหนึ่ง” กลาดิโอลัสว่า

            “อ๋อ อย่างงี้นี่เอง... ว่าแต่มีใครรู้หรือเปล่าว่าท่านหญิงลูน่าเฟรย่าได้แหวนมายังไง” พรอมโต้ถามด้วยความสงสัย

            “เหมือนท่านราชาจะไว้วางใจและมอบให้เธอเก็บรักษาไว้ตอนอยู่ในเมืองหลวงน่ะนะ” อิกนิสตอบเท่าที่เขาพอจะรู้และคาดเดาได้

            “ถ้างั้นเธอก็ถือมันไว้ตลอดจนเดินทางไปถึงอัลทิซเซียเลยน่ะนะ” ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ว่าด้วยน้ำเสียงทึ่งเล็ก ๆ เพราะสำหรับผู้หญิงตัวคนเดียวแล้วนับว่าเป็นภาระที่หนักหนาสาหัสไม่ใช่น้อย

            น็อคติสเดินกลับมานั่งอีกครั้งพร้อมกับบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า

            “ทั้งเรื่องแหวนและเลเวียธานต่างก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่ยังไงเสียเรื่องของลูน่าก็ต้องมาก่อน...”

            ใช่... เพราะสำหรับเขาแล้ว ความปรารถนาหนึ่งเดียวในใจเวลานี้ก็คือการได้พบเธออีกครั้ง... ลูน่าของเขา...

            พวกเขายังคงมีเรื่องให้คุยกันอีกมาก ทั้งเรื่องพลังใหม่ของเรวัส การที่ดาบของพ่อเขาตกอยู่ในมืออีกฝ่าย รวมไปถึงความหลังบางอย่างที่ซิดมีกับพ่อด้วย การนั่งเรือนั้นยาวนานแม้กระทั่งพรอมโต้ที่ทีแรกตื่นเต้นยังเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย แต่แล้วสัญญาณแรกที่บ่งบอกว่าพวกเขาเข้าใกล้อัลทิซเซียแล้วก็มาถึง

            “ทางรัฐบาลได้ให้สัญญาว่าจะมีการเปิดเผยถึงสาเหตุในการปลุกไฮเดรเอียนขึ้นในการปราศรัยอย่างเป็นทางการ...”

            เสียงจากวิทยุเรือดังขึ้น พรอมโต้ร้องด้วยความตื่นเต้นว่า

            “เอ้า ! มีสัญญาณแล้ว”

            “...ผู้ที่จะกล่าวคำปราศรัยนี้คือท่านหญิงลูน่าเฟรย่า ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับการรายงานว่าเสียชีวิตไปแล้ว ดังนั้นนี่จึงเป็นการปรากฎตัวต่อสาธารณะชนครั้งแรกของเธอหลังจากเหตุการณ์รุนแรงซึ่งเกิดขึ้นในวันเซ็นสัญญาสันติภาพ...”

            “ท่านหญิงลูน่าเฟรย่าจะออกกล่าวแถลงการอย่างนั้นเหรอ ?”

พรอมโต้ถามอย่างไม่แน่ใจ น็อคติสที่นิ่งฟังอยู่รู้สึกไม่ดีขึ้นมาในทันที... ทำไมเธอถึงต้องออกมาพูดด้วย...

            “น่าจะอย่างนั้น” กลาดิโอลัสกล่าว สัมผัสได้ถึงความรู้สึกหนักอึ้งของทุกคน

            “พระเจ้าทรงรู้... ว่าโลกเรายังต้องหวังพึ่งปัญญาอยู่...” ซิดกล่าวท่ามกลางความเงียบงัน

            น็อคติสมองออกไปยังอัลทิซเซีย เมืองเก่าแก่แห่งสายน้ำที่ทั้งงดงามและทรงคุณค่า พร้อมกับครุ่นคิดถึงหญิงสาวที่อยู่ในใจเขามาตลอดระยะเวลาสิบสองปี ณ เวลานี้เธออยู่ที่นี่ เช่นเดียวกับเขา... อีกไม่นานเราก็จะได้พบกันแล้ว

            พวกเขามีปัญหาเล็กน้อยก่อนการเข้าเมือง แต่ก็ได้ซิดช่วยไว้ในครั้งแรก ก่อนจะเป็นอิกนิสในหนที่สองตรงด่านตรวจคนเข้าเมือง ชายหนุ่มสวมแว่นให้เหตุผลในการมายังอัลทิซเซียว่าเพื่อมาเรียนรู้อาหารที่มีชื่อเสียงของที่นี่

            ถามจริงเถอะ มาเรียนทำอาหารเนี่ยนะ ?

            แต่เอาเถอะ ยังไงเสียงนั่นก็เป็นเหตุผลที่เพียงพอจะทำให้พวกเขาเข้าเมืองได้ จะว่าไปมันก็สมกับเป็นอิกนิสดีอยู่หรอกนะ ถ้าไม่ติดว่าต้องอยู่ดูแลเขา... หมายถึง อยู่เป็นที่ปรึกษา น็อคติสคงเชื่อว่าจะได้เจอเพื่อนทำงานอยู่ในร้านอาหารสักแห่ง หรือเผลอ ๆ เป็นเจ้าของร้านเองด้วยซ้ำ

            จู่ ๆ ภาพชายหนุ่มสวมแว่นถือตะหลิวและใส่ชุดพ่อครัวก็ปรากฏขึ้นมาในหัว เป็นภาพโฆษณาจากภัตรคารสักแห่ง

            เมนูเด็ดวันนี้ สเต็กเนื้อเบฮีมอธ โดย เชฟชื่อดังสามดาวมิชลิน อิกนิส ไซเอนเทีย คุณได้ชิมกันแล้วหรือยัง !!’

            พอเถอะ... อย่าจินตนาการไปมากกว่านี้เลย

            น็อคติสได้แต่ยิ้มอยู่ในใจคนเดียวเงียบ ๆ แล้วเดินต่อไป อัลทิซเซียเป็นเมืองใหญ่ที่สวยงามมาก มันถูกล้อมรอบไปด้วยน้ำและเต็มไปด้วยท่าเรือ อีกทั้งยังมีผู้คนเดินไปมาคับคั่ง แตกต่างจากทุกที่ที่น็อคติสเคยผ่านมาโดยสิ้นเชิง ทว่าในเวลานี้เป้าหมายแรกของพวกเขา (ตามที่อิกนิสต้องการ) ไม่ใช่การเที่ยวชมเมือง แต่เป็นการหาที่พัก มิเช่นนั้นแล้วทั้งเขาและพรอมโต้อาจจะถูกไล่ให้ออกไปนอนในป่าแทน แต่ใครจะรู้ กลาดิโอลัสอาจจะชอบความคิดนี้ก็ได้นะ

            ทว่าปัญหาที่พักของพวกเขามีทางออกอยู่ก่อนแล้ว โดยซิดได้แนะนำให้พวกเขาไปพบกับชายคนหนึ่งชื่อเวสแคม เขาเป็นเพื่อนที่เคยร่วมผจญไปกับพ่อของน็อคติสสมัยหนุ่ม ๆ และเวสแคมทำงานอยู่ที่ร้านอาหารชื่อมาโก

            “นี่รู้หรือเปล่า ตอนนี้พวกเขาขยายเวลาในการจัดแสดงชุดแต่งงานของท่านหญิงลูน่าเฟรย่าออกไปอีกนะ...”       

            ราชาหนุ่มแห่งลูซิสหยุดยืนฟังในทันทีที่ได้ยินบทสนทนาดังกล่าวของหญิงสาวสองคน

            “... ของวิเวียน เวสต์วูดน่ะเหรอ ? แต่นั่นไม่ใช่เพื่อรำลึกถึงการจากไปของเธอทีเหรอ ?”

            “ก็ใช่... แต่ตอนนี้มันเพื่อรำลึกถึงการกลับมาอย่างปลอดภัยของเธอต่างหาก รีบไปดูในตอนที่ยังมีโอกาสเถอะ !!

            พรอมโต้รีบกระโจนมาอยู่ข้างหน้าเพื่อนทั้งสามพร้อมเอ่ยอย่างรวดเร็ว

            “นี่ ๆ มันจะใช่ชุดที่เราอ่านเจอในหนังสือพิมพ์หรือเปล่า !?

            “ไม่ต้องสงสัยเลย ชื่อดีไซเนอร์ก็คนเดียวกัน” อิกนิสกล่าวอย่างสงบนิ่ง

            “ไปดูกันมั้ย !!!” ชายหนุ่มผมทองชวนด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น

            “เรื่องนี้ต้องถามเจ้าบ่าวนะ เพราะอาจจะจี้จุดอยู่สักหน่อยที่งานแต่งถูกยกเลิก”

            ชายหนุ่มผมดำที่ยืนเงียบอยู่ตลอดรู้สึกเหมือนถูกแทงด้วยดาบขึ้นมาจริง ๆ ไม่ใช่เพราะจะได้เห็นชุดแต่งงานหรอกนะ แต่เพราะคำพูดของกลาดิโอลัสนั่นแหละ !!

            “แล้วใครบอกกันเล่าว่าเราจะเอามันกลับมาอีกไม่ได้ มันยังสามารถเกิดขึ้นได้นี่” พรอมโต้ว่าอย่างยิ้มแย้ม และมันทำให้น็อคติสรู้สึกเขินขึ้นมาอย่างไรชอบกล

            “จริงนั่นแหละ พวกเราไปดูกันสักหน่อยเถอะ” อิกนิสสนับสนุน

            ทั้งสามเดินนำหน้าอดีตเจ้าบ่าวไปในทันทีโดยไม่รอคำตอบรับหรือปฏิเสธ... ซึ่งก็แน่อยู่แล้วว่าน็อคติสไม่มีทางปฏิเสธ เพราะแม้งานแต่งนี้จะถูกยกเลิกไปแล้วด้วยเหตุการณ์รุนแรงต่าง ๆ แต่เขาก็ยังอยากเห็นมันอยู่ดี และในตอนที่กำลังจะก้าวออกจากบริเวณนั้นเอง เขาก็ได้ยินสองสาวคู่เดิมซุบซิบกันต่อไปว่า

            “...ฉันว่าท่านหญิงลูน่าเฟรย่าก็ไม่ได้เต็มใจหรอกนะที่จะอยู่ในกำมือของนิฟเฟลไฮม์ ใคร ๆ ก็คิดกันทั้งนั้นแหละว่าสิ่งที่เธออยากได้คืออิสรภาพ... ไม่แน่นะเธออาจจะไปรวมตัวกับเจ้าชายน็อคติสที่ตอนนี้มีข่าวว่ากลับมามีชีวิตอีกครั้งแล้วก็ได้ ไม่งั้นเธอคงไม่ไปที่ร้านมาโกหรอก...”

            “จริงสิ ! เวสแคมเจ้าของร้านมาโกก็มาจากอินซอมเนียไม่ใช่เหรอ... บางทีพวกเขาอาจจะไปเจอกันที่นั่นก็ได้ ฉันสงสัยจังว่าตอนนี้เจ้าชายอยู่ในอัลทิซเซียแล้วหรือเปล่า...”

            ในใจน็อคติสอยากจะเดินไปบอกทั้งคู่เหมือนกันว่าเขามาแล้ว มาเพื่อรับตัวเจ้าสาวของเขาไป ทว่าในความเป็นจริงสิ่งที่ชายหนุ่มทำมีเพียงแค่เดินต่อไปเท่านั้น เขายังไม่อยากเป็นสาเหตุให้เมืองนี้ถูกทำลายด้วยกองทัพหุ่น MT หรอกนะ

            “เฮ้ น็อค ! ชักช้าอะไรอยู่น่ะ !!

            ทว่ากลับเป็นพรอมโต้ที่ไม่รู้จักระวังอะไรเอาเสียเลย

            น็อคติสส่ายหัวเล็กน้อยขณะวิ่งตามเพื่อนของเขาไป สองข้างทางที่พวกเขาเดินผ่านเต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงนักท่องเที่ยวด้วย ผู้คนมากมายเดินทางมายังอัลทิซเซีย และจากที่ฟัง ๆ ดูก็เหมือนพวกเขาจะมาด้วยจุดประสงค์เดียวคือเพื่อลูน่าเฟรย่า... เทพยากรณ์ผู้เป็นที่รักแห่งอีออส การมีชีวิตอยู่ของเธอเหมือนกับแสงสว่างที่ส่องไปทั่วทุกดินแดน รวมถึงเป็นแสงที่ส่องเข้ามาในใจของน็อคติสด้วย...

            “โอ้... ชุดนั่นสวยจังเลย ฉันเองก็อยากจะใส่ชุดแบบนั้นบ้างจังเลยนะ”

หญิงสาวคนหนึ่งกล่าวกับแฟนของเธอเมื่อพวกเขาเดินผ่านมาพอดี ซึ่งพวกเขาได้ยินประโยคทำนองนี้มาหลายรอบแล้ว และนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การหาจุดแสดงชุดไม่ยากเท่าไหร่ เนื่องจากมีผู้คนพูดถึงมันเต็มไปหมด

            “นั่นสินะ ! ผมจะเป็นเจ้าชายน็อคติสของคุณเอง !!

            รู้สึก... ขนลุกชะมัด !!

            “ดูเหมือนเจ้าชายจะมีผู้ที่ติดตามแล้วนะ...” กลาดิโอลัสเอ่ยแซวขึ้นมาในทันที

            “ฮ่า ๆ ไม่เลวเลยนี่ สำหรับสัญลักษณ์แห่งสันติสุข” พรอมโต้หัวเราะใส่เขาอย่างไม่มีปิดบัง

            “เงียบเถอะน่า !

            สัญลักษณ์แห่งสันติสุข พูดไปก็หน้าแดงไป สามหนุ่มที่เหลือยิ้มขำอย่างสะใจที่ได้แกล้งเพื่อนเล่น

            พวกเขาเดินลงบันไดมาไม่ไกลก็เห็นคนกลุ่มใหญ่ยืนมุงกันอยู่หน้าร้านขายเสื้อผ้าแห่งหนึ่ง โดยป้ายด้านบนของร้านได้เขียนไว้ว่า Vivienne Westwood แสงแดดยามโพล้เพล้ส่องต้องกระจกตู้แสดงสะท้อนเป็นเงาสีส้มอ่อนซึ่งบังไม่ให้มองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างในได้ชัดเจนนัก และมันทำให้น็อคติสต้องเดินแหวกฝูงชนเข้าไปเพื่อที่จะได้มองเห็นได้ถนัด

            “ว้าว คนเยอะจังเลย” พรอมโต้ที่เดินตามมาติด ๆ กล่าวขึ้น

            “นั่นไงชุด” อิกนิสพึมพำ

            สิ่งที่อยู่ตรงหน้าน็อคติสคือชุดแต่งงานสีขาวสะอ้านยาวกร่อมพื้นที่ถูกสวมไว้ด้วยหุ่นแสดงเสื้อ ข้างกันคือโต๊ะเล็กซึ่งมีช่อดอกซิลบลอสซัมสีน้ำเงินสด... ดอกไม้โปรดทั้งของลูน่าและเขา วางประดับไว้ โดยที่อยู่เยื้องกันไปทางด้านหลังของชุดแต่งงานก็คือภาพถ่ายของเทพยากรณ์ผู้มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ท่านหญิง ลูน่าเฟรย่า น็อก ฟลอเรต์

             น็อคติสไม่รู้หรอกว่าการออกแบบชุดนี้เป็นอย่างไร มีระดับหรือมีรสนิยมหรือไม่ สิ่งที่เขารู้ก็คือมันสวยมาก... และคงสวยกว่านี้ถ้าได้เห็นเจ้าสาวใส่มัน...

            “ทุกคนดูมีความสุขจังเลยนะ และนั่นก็เพราะชุดนี้ชุดเดียว...” พรอมโต้กล่าวด้วยน้ำเสียงเคลิบเคลิ้ม

            “อื้อ” น็อคติสตอบรับด้วยรอยยิ้ม

            “ดีใจกับนายจริง ๆ เลยนะที่ท่านหญิงลูน่าเฟรย่ายังคงอยู่ดีมีสุข”

            “นายต้องทำให้มันเกิดขึ้นให้ได้นะ... กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสงบสุข” กลาดิโอลัสว่าขึ้นมาบ้าง อดที่จะรู้สึกปลาบปลื้มใจไปด้วยไม่ได้ “หลังเราจัดการเรื่องทุกอย่างได้แล้ว ลองคิดถึงเรื่องพิธีแต่งงานดูอีกนะ”

            “เป็นความคิดที่ดี” อิกนิสสนับสนุน

            น็อคติสเดินเข้าไปใกล้ชุดแต่งงานมากขึ้น เขาจ้องมองมันพร้อมกับนึกภาพลูน่าสวมมันไปด้วย... แค่เพียงความคิดเดียวก็ทำให้เขามีความสุขมากแล้ว นับประสาอะไรกับการจินตนาการภาพที่ใหญ่กว่านี้ หากสามารถทำให้มันเกิดขึ้นจริงได้ล่ะก็... ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไร เขาก็ยอม

            “อือ... ฉันจะเก็บไปคิดนะ”

            เมื่อออกจากบริเวณจัดแสดงชุดท้องฟ้าก็ได้เปลี่ยนไปเป็นสีดำแล้ว อัลทิเซียในยามค่ำคืนนั้นสวยงามมาก ทุกที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟและเสียงเพลง พรอมโต้ผู้ซึ่งดูจะอินกับบรรยากาศเป็นอย่างมากกล่าวขึ้นว่า

            “ที่นี่โรแมนติกจังเลยนะ”

            “และนายอยู่ที่นี่กับเรา” น็อคติสเริ่มแหย่

            “เราซึ่งเป็นผู้ชายสามคน” กลาดิโอลัสว่าต่อ

            “นายเป็นผู้ชายที่โชคดีจริง ๆ” อิกนิสตบท้าย

            ชายหนุ่มผมทองทำหน้าเหม็นเบื่อในทันที “มันใช่ที่ไหนเล่า !!

            สามคนที่เหลือพากันหัวเราะในทันทีก่อนจะเริ่มคุยโน่นคุยนี่กันไปอีกสารพัด ทว่าในใจแล้วน็อคติสก็รู้สึกไม่ต่างจากพรอมโต้ เมืองนี้สวยจริง ๆ และคงจะดีไม่น้อยถ้าได้เดินเที่ยวกับเธอ...

            ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองพระจันทร์พร้อมกับสงสัยว่าลูน่าอยู่ที่ไหนในเมืองนี้กันแน่...

หลังจากเดินหลงทางอยู่หลายรอบเพราะผังเมืองอันสลับซับซ้อน ในที่สุดพวกเขาก็ไปถึงร้านมาโกได้โดยใช้บริการกอนโดลา เรือขนาดเล็กที่ใช้ล่องไปตามจุดต่าง ๆ ในอัลทิเซีย

ร้านมาโกเป็นร้านอาหารและบาร์ซึ่งตั้งอยู่กลางน้ำ ล้อมรอบด้วยเรือลำเล็กอีกหลายลำที่ขายสินค้ามากมายหลายแบบเช่นเดียวกับตลาดทั่วไป แต่ที่พิเศษคือมันเป็นตลาดซึ่งตั้งอยู่บนน้ำนั่นเอง

“ยินดีต้อนรับสู่แอคคอร์โด ซิดได้บอกแล้วล่ะว่าพวกนายจะมา !

น้ำเสียงทุ่มเข้มกล่าวต้อนรับในทันทีที่พวกเขาลงจากกอนโดลา น็อคติสหันไปมองตามเสียงแล้วก็เห็นชายวัยกลางคนผิวสีเข้มคนหนึ่งยืนอยู่หลังบาร์กลางร้าน พวกเขารีบเดินเข้าไปหาในทันที

“ฉันเวสแคม อย่างที่พวกนายคงรู้กันอยู่แล้ว โอ้ ! นายโตขึ้นมากเลยนะเจ้าชายน้อย”

น็อคติสไม่ยักรู้ว่าตัวเองเคยเจอกับชายคนนี้มาก่อน แต่นั่นอาจเป็นเรื่องเมื่อนานมาแล้วสมัยที่เขายังเด็กมาก ๆ หลังจากนั้นเวสแคมก็แนะนำและตอบคำถามพวกเขาหลายอย่าง ทั้งเรื่องของอัลทิซเซีย เรื่องของเลเวียธาน เรื่องของนิฟเฟลไฮม์ และที่สำคัญคือเรื่องของเทพยากรณ์

“พวกนิฟเฟลไฮม์ไม่ได้อนุมัติเรื่องที่เทพยากรณ์จะออกมาแถลงนะ แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมข่าวถึงออกมาเป็นแบบนั้นได้”

“เอ๋ ! แล้วแบบนี้จะไม่เป็นอะไรเหรอ ?!” พรอมโต้ถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล

“ก็ไม่รู้สินะ...” เวสแคมเองก็ดูเป็นกังวลไม่แพ้กัน แต่ก็ไม่สามารถตอบอะไรได้มากกว่านี้

“คุณคิดว่าเธอจะออกมาแถลงจริง ๆ เหรอ ?” น็อคติสถามต่อไป

“ทุกสำนักข่าวออกตรงกันหมด ก็น่าเชื่อถือนั่นแหละ”

“แล้วคุณรู้ไหมว่าตอนนี้เธออยู่ไหน ?”

 พรอมโต้ กลาดิโอลัส และ อิกนิส เหลือบมองคนที่เป็นทั้งเพื่อน พี่น้อง และเจ้านายของพวกอย่างพร้อมเพรียงกัน จริงอยู่ว่าถ้าฟังเผิน ๆ ก็จะเหมือนน็อคติสถามธรรมดา ทว่ากับคนที่เติบโตมาด้วยกันแล้วพวกเขาดูออกว่าเมื่อไหร่ที่น็อคติสจริงจัง... และในเวลานี้อีกฝ่ายจริงจังมาก ๆ เลยล่ะ

“ก็คงจะอยู่ที่ไหนสักแห่งในเมืองนี้นั่นแหละ ไม่มีใครรู้หรอก สื่อทุกสำนักเองก็ถูกปิดเงียบ คาดว่ารัฐบาลคงเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ด้วย...”

ชายหนุ่มผมดำกำหมัดแน่น ทว่ายังไม่ทันที่จะได้กล่าวอะไรต่อ เวสแคมก็หันไปมองอีกทางหนึ่ง

“โอ้ คาเมเลีย ! ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”

สี่สหายหันไปมองผู้มาใหม่ในทันที เธอเป็นหญิงวัยกลางคนที่แต่งกายด้วยชุดสูทและกระโปร่งสอบสีเขียวอมฟ้าเข้าชุดกัน ผมสีขาวนั้นถูกจัดทรงไว้เป็นอย่างดี ท่าทางดูเย่อหยิ่งเคร่งครัดอยู่มากเลยทีเดียว

“เผอิญได้ยินว่าคุณมีแขกแปลกหน้ามาหาน่ะ”

“ยังข่าวไวไม่เปลี่ยนเลยนะ”

หญิงคนนั้นหันมาทางพวกน็อคติส

“ดิฉันจะไม่ทำให้พวกท่านเสียเวลาหรอกนะ ดิฉันชื่อ คาเมเลีย คลอสตรา...”

“เธอคือเลขาธิการอันดับหนึ่งของแอคคอร์โด” อิกนิสกระซิบให้รายละเอียด

“...ท่านควรจะทราบเอาไว้ว่าในขณะนี้ท่านหญิงลูน่าเฟรย่าอยู่ใต้การดูแลของเรา...” คาเมเลียกล่าวต่อไป

!!!” น็อคติสขมวดคิ้วเข้าหากันในทันที ถึงแม้เรื่องนี้จะไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของเขาเท่าใดก็เถอะ

“...และทางจักรวรรดิต้องการให้เราส่งมอบตัวเธอให้พวกเขา...”

“หืม ?”

“...แต่ฉันยังไม่ยินยอมที่จะทำตามตราบใดที่ยังเสียประโยชน์ ดังนั้นดิฉันจึงมาเพื่อที่จะพูดคุยกับท่าน... กษัตริย์แห่งลูซิส ถ้าท่านอยากจะเจรจาด้วย ก็เชิญไปพบดิฉันได้ที่ที่ทำงานของดิฉันหลังจากนี้ค่ะ”

คาเมเลีย คลอสตราทิ้งคำเชิญไว้เพียงเท่านั้นแล้วจากไป น็อคติสหันไปทางเวสแคมอีกครั้งหนึ่ง

“เธออาจจะดูเล่นตัวไปบ้าง แต่ผมเชื่อว่าเธอทำสิ่งที่ถูกต้องนะ”

หลังจากนั้นชายวัยกลางคนก็ได้แนะนำที่พักให้กับพวกเขาพร้อมทั้งเลี้ยงอาหารหนึ่งมื้อ อาหารที่เวสแคมทำนั้นอร่อยมาก อีกทั้งยังแปลกใหม่จนอิกนิสต้องแอบจดสูตรกลับไปเช่นเดียวกับทุกครั้ง และยิ่งพอเห็นราคาขายตามปกติของแต่ละจานแล้ว พวกเขาก็ไม่ลังเลเลยที่จะสวาปาม... หมายถึงรับประทานอย่างเต็มที่

“ขนมบ้าอะไรราคาตั้งสามแสนกิล” พรอมโต้กระซิบพร้อมชี้ไปที่เมนูหนึ่ง

“มันมีคาเวียร์...” อิกนิสอธิบาย

“จะอะไรก็ช่างเถอะ แต่เห็นแบบนี้แล้วฉันคิดถึงอาหารที่อิรีสทำให้กินมากกว่า”

กลาดิโอลัสเลิกคิ้วข้างหนึ่งขณะมองเพื่อนผมทองที่ถึงแม้จะบ่นแต่ก็กินไม่หยุด ส่วนอิกนิสขยับแว่นทีหนึ่งด้วยสีหน้าเย็นชา

“จะทำเป็นไม่ได้ยินที่พูดนะ”

“ไม่เอาน่า นายทำให้กินกับมีผู้หญิงทำให้กินมันเหมือนกันที่ไหน !!

“แฮ่ม ๆ” กลาดิโอลัสแกล้งไอเพื่อให้พรอมโต้รู้ตัวว่าผู้หญิงที่กำลังพูดถึงคือน้องสาวเขา !

ในเวลานั้นเองที่น็อคติสลุกจากโต๊ะ

“แล้วนั่นนายจะไปไหน ?” พรอมโต้ถามในทันที

“เดินเล่น เจอกันที่โรงแรมเลยละกัน”

“เอ๊ะ ?”

ทั้งสามมองราชาหนุ่มเดินออกจากร้านและขึ้นกอนโดลาไปอย่างสงสัย ก่อนจะหันมามองกันด้วยสีหน้าที่มีแต่คำถาม

“เขาคงเครียดมากใช่ไหม” พรอมโต้ว่าอย่างเป็นกังวล

“แต่ก็ต้องอดทน ไม่งั้นจะเป็นกษัตริย์ที่ดีได้ยังไง” กลาดิโอลัสกล่าวอย่างไม่มีผ่อนปรน

“เอาเถอะ ก็ต้องมีช่วงเวลาแบบนี้กันบ้าง” อิกนิสขยับแว่น “อีกอย่างที่นี่ก็ดูปลอดภัยดีด้วย คงไม่เป็นไรหรอก”

พรอมโต้ฟังแล้วก็ได้แต่หันไปมองเก้าอี้ว่างทางด้านข้างพร้อมกับถอนใจ ถ้าเขาสามารถช่วยแบ่งเบาภาระอะไรได้บ้างก็คงดี...

 

อัลทิซเซียเป็นเมืองที่มีผังเมืองซับซ้อนมากเมืองหนึ่งเท่าที่น็อคติสจะรู้จัก มันเต็มไปด้วยคลอง สะพาน บันได และตรองซอกซอยเต็มไปหมด เรียกได้ว่าสามารถทำให้คนหลงได้ง่าย ๆ เลยทีเดียว... ซึ่งดูเหมือนเขาจะหลงอยู่ในตอนนี้

ไม่ ! ใครเรียกว่าหลง เขาเรียกว่าเที่ยวชมเมืองต่างหาก !!

น็อคติสแค่กำลังคิดเท่านั้นว่าลูน่าอยู่ที่ไหนในเมืองที่ไม่หลับไหลนี้ ทว่าพอรู้ตัวอีกทีเขาก็พบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนบันไดทางขึ้นชั้นสามของอาคารที่เชื่อมกันไปมาอย่างซับซ้อนของอัลทิซเซียเสียแล้ว

เฮ้อ... กลับดีไหมนะ

น็อคติสเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์แล้วก็พบว่าถึงแม้ตรงนี้จะดูเหมือนไม่ใช่จุดชมวิวที่สวยนัก ทว่ามันกลับเงียบสงบและให้มุมมองที่ไม่เลวเลยทีเดียว ทำให้จากทีแรกที่คิดจะกลับเกิดเปลี่ยนใจก้าวต่อไป...

เคยมีคนกล่าวไว้ว่ารัตติกาลคือม่านแห่งมายาและความเงียบงัน... สิ่งมหัศจรรย์รวมถึงเรื่องไม่คาดฝันหลายอย่างเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน ทว่าสำหรับชายหนุ่มผู้มีชื่อเดียวกับฟากฟ้ายามราตรีแล้ว เขามองว่ามันก็เป็นเพียงแค่คำพูดโรแมนติกที่มีอยู่ในนิยายเท่านั้น สำหรับเขากลางคืนไม่มีความหมายมากไปกว่าช่วงเวลาที่จะได้เห็นพระจันทร์อีกแล้ว

แต่ใครจะรู้... เรื่องไม่คาดฝันก็คือเรื่องที่ไม่คาดคิด หากคิดไว้แล้วจะเรียกว่าเหตุบังเอิญของความมหัศจรรย์ได้อย่างไร ?

ชายหนุ่มขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุดของอาคาร ที่นี่ลมแรงมากเสียจนเขาต้องยกมือขึ้นป้องปัดผมซึ่งพัดมาปรกหน้าให้พ้นไปจากคลองสายตา และเมื่อมือใหญ่เคลื่อนผ่านไป เปิดเผยทัศนวิสัยให้แจ่มชัด สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าก็ราวกับจะเป็นฝันซึ่งกลายเป็นจริง

ณ  พื้นที่โล่งกลางดาดฟ้าขนาดเล็กนี้ ภายใต้แสงจันทร์ซึ่งสุกสกาวมีร่างบอบบางร่างหนึ่งยืนอยู่ เธอสวมชุดสีขาวและเกล้าผมสีบลอนด์ไว้สูงอย่างเป็นเอกลักษณ์ แผ่นหลังของเธอที่หันมาทางเขาเหยียดตรงแน่วนิ่ง ดูเข้มแข็งและสูงส่งเหมือนกับแผ่นหลังของเทพธิดา... น็อคติสไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองตาฝาดไปหรือเปล่า แต่ถ้าจะให้เรียกก็ดูเหมือนเขาจะหลงลืมเสียงของตัวเองไปเสียแล้ว...

“ลูน่า...”

ช้านานกว่าเขาจะเอื้อนเอ่ยคำนั้นออกมาได้ หญิงสาวผู้ถูกเรียกชื่อหันมามองอย่างแช่มช้า ก่อนที่ดวงตาสีฟ้าจะเบิกกว้าง ตะลึงงันเช่นเดียวกับเขา

“ท่านน็อคติส...”

เสียงของเธอหวานและก้องกังวาน ไพเราะกว่าที่เคยได้ยินทางโทรทัศน์หรือวิทยุ... น็อคติสก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยหัวใจที่เต้นรัวทั้งจากความยินดีและความประหม่าตื่นกลัว

ลูน่า... นี่คือลูน่าจริง ๆ ใช่ไหม ?

มือของชายหนุ่มสั่น ใจเขาอยากจะคว้าเธอเข้ามาใกล้แล้วสำรวจดูให้ทั่วว่าเธอคือความจริง รวมถึงเธอไม่ได้เป็นอะไร ทว่าสิ่งที่เขาทำจริง ๆ กลับเป็นการยืนนิ่ง ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนหรือทำอะไรก่อนดี ความตื่นเต้นนี้มันอะไรกันนะ

ลูน่าเฟรย่าจ้องมองน็อคติส... รู้สึกยินดีเสียจนแทบจะหลั่งน้ำตาออกมา ทว่าก็ต้องเก็บอาการตื้นตันใจนั้นไว้ เธอยิ้มเมื่อเห็นความประหม่าของเขาพร้อมกับนึกถึงตอนพบกันครั้งแรกเมื่อสิบสองปีก่อนไปด้วย

“ฉันรู้สึกยินดีที่ท่านน็อคติสแข็งแรงปลอดภัยดีนะคะ”

น็อคติสเบือนสายตากลับมามองลูน่าอีกครั้ง ก่อนจะรีบหลบตา เฉมองข้ามไหล่เธอไปอย่างรวดเร็ว

สวย... สวยเกินไปแล้ว

เมื่อได้มองในระยะใกล้แล้ว ลูน่าเฟรย่าดูงดงามน่ารักมากกว่าที่เห็นตามสื่อไหน ๆ เป็นกอง และมันทำให้ชายหนุ่มรู้สึกร้อนผ่าวตรงพวงแก้มทั้งสองข้างขึ้นมา

“ฉันเองก็ดีใจที่เธอปลอดภัยดี...”

หญิงสาวยิ้มให้กับท่าทางเงอะงะของเขา ก่อนจะทำเป็นไม่เห็นแล้วเดินไปรอบ ๆ บริเวณพร้อมเอ่ยถาม

“คนอื่น ๆ ไปไหนกันหมดล่ะคะ”

น็อคติสรู้สึกประหม่าน้อยลงเมื่อเห็นลูน่าเดินไปมา อย่างน้อย ๆ มันก็ทำให้เขาแน่ใจได้แล้วว่าเธอมีตัวตนจริง ไม่ใช่แค่มโนของเขา

“ฉันบอกให้ไปรออยู่ที่โรงแรมก่อนน่ะ”

“ที่เลวิลล์สินะคะ”

“อือ” น็อคติสตอบ “แล้วเธอพักอยู่ที่ไหน”

“ฉันพักอยู่ในที่ที่จัดเตรียมไว้พิเศษค่ะ กับท่านเลขาธิการคลอสตรา”

คาเมเลียคนนั้น ไม่ได้พูดโกหกสินะ...

น็อคติสคิดขณะเดินเข้าไปใกล้หญิงสาวที่กำลังยืนชมเมืองจากที่สูงอยู่อย่างสงบ

“แล้วเธอออกมาทำอะไรที่นี่...” ออกมาแบบนี้ได้ด้วยเหรอ ?

“บางครั้งก็อยากจะผ่อนคลายบ้าง เหมือนท่านน็อคติสไงล่ะคะ” หญิงสาวยิ้มหวานก่อนเอ่ยตอบ ชายหนุ่มมองยิ้มนั้นพร้อมกับคิดว่า เธอรู้ทันเขาอีกแล้ว... เป็นแบบนี้ตลอดมาสิบสองปีไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยจริง ๆ

จริงอยู่ว่าพวกเขาไม่เคยได้พบกันเลยหลังจากเหตุการณ์นั้นที่เทเนไบร ตลอดเวลาที่ผ่านมามีเพียงการสื่อสารผ่านหน้ากระดาษเท่านั้นที่พันผูกใจของพวกเขาไว้ด้วยกัน ทว่านั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้น็อคติสหลงรักลูน่าเฟรย่าแบบถอนตัวไม่ขึ้น

บางครั้งความรักก็เป็นเพียงแค่เรื่องของความรู้สึกเท่านั้น เหตุผลใด ๆ ไม่เคยสำคัญเลย

“ฉันดีใจนะที่เธอยังใส่สร้อยเส้นนั้นอยู่”

“เอ๊ะ...”

มือบางถูกยกขึ้นแตะสร้อยคอห้อยจี้รูปพระจันทร์เสี้ยวอย่างลืมตัว น็อคติสยิ้มเมื่อเห็นรอยสีชมพูดปรากฏชัดขึ้นที่พวงแก้มขาวของเธอ

“ก็มัน... เป็นของขวัญนี่คะ”

ในตอนนั้นน็อคติสเพิ่งจะอายุแค่สิบสอง แต่พอได้เห็นสร้อยเส้นนี้ก็คิดว่ามันสวยดีและอยากจะให้เป็นของขวัญวันเกิดกับลูน่า จึงเก็บเงินแล้วแอบซื้อมาส่งให้เธอโดยไม่ให้แม้แต่อิกนิสรู้... ไม่ได้หรอก ขืนรู้เข้าคงโดนล้อไปจนตาย

ชายหนุ่มเท้าแขนทั้งสองข้างไว้กับราวกั้นพร้อมกับทอดสายตาออกไปไกลยังทิวทัศน์ที่งดงามของอัลทิซเซีย แสงไฟสีส้มที่สว่างเป็นดวงเล็ก ๆ นั่นดูเหมือนกับอัญมณีที่ถูกประดับไว้บนยอดมงกุฎซึ่งถูกขับเน้นให้ชัดเจนขึ้นด้วยราตรี ช่างเป็นค่ำคืนที่สุขสงบเสียจนแทบอยากจะลืมเรื่องใหญ่ทั้งหมดทิ้งไว้เบื้องหลังแล้วไม่นำกลับมาคิดอีก

“ทำไมถึงเลือกที่นี่ล่ะ ?”

ลูน่าหันไปมองชายหนุ่มข้าง ๆ ร่างสูงใหญ่ของเขาดูแตกต่างไปความทรงจำและความคิดของเธอมาก แต่ถึงกระนั้นบรรยากาศโดยรอบก็ยังคงเป็นน็อคติสที่เธอรู้จัก หญิงสาวหน้าแดงเมื่อคิดขึ้นได้ว่าเธอเคยจินตนาการภาพเขาตอนโตไว้มากแค่ไหน ก่อนจะเอ่ยตอบ

“มันอยู่ใกล้กับที่พักที่ฉันได้รับอนุญาตให้ออกมาเดินเล่นได้ แต่ต้องไม่ให้ใครพบเห็น แล้วก็ ที่นี่เงียบสงบดีค่ะ ไม่ค่อยมีคนเดินเข้ามา เป็นจุดชมวิวที่สวยงามแต่ไม่ค่อยมีใครรู้”

“ก็จริงล่ะนะ”

ถ้าไม่ใช่เพราะเดินหลงเข้ามา น็อคติสก็คงจะไม่มีวันเจอที่นี่และยิ่งไม่มีวันที่จะได้บังเอิญพบเธอด้วย ไม่ว่าจะมองมุมไหนมันก็เหมือนกับฝันที่เป็นจริง เพราะเมื่อหัวค่ำเขายังเพิ่งหัวเสียกับการที่ไม่รู้ว่าเธออยู่ไหนและได้แต่สงสัยกับตัวเองคนเดียวแท้ ๆ เห็นทีว่าเขาจะโดนมายาแห่งรัตติกาลเล่นงานเข้าเสียแล้ว

น็อคติสจ้องมองลูน่าแน่วนิ่งโดยไม่รู้ตัว ฝ่ายหญิงสาวพอถูกมองมาก ๆ เข้าก็หน้าแดงขึ้นมา ทว่ายังไม่ทันที่จะได้เอ่ยอะไรก็พลันได้ยินเสียงเหมือนคนคุยกันดังมาจากบันไดทางขึ้นดาดฟ้า

ลูน่าเฟรย่าหันไปทางที่ซ่อนตัวซึ่งเคยมองไว้อย่างรวดเร็ว แต่ในวินาทีนี้ต่อให้รีบแค่ไหนก็คงไปไม่ทัน ซึ่งในจังหวะนั้นเองที่น็อคติสขยับเข้ามายืนใกล้เธอพร้อมกับถอดเสื้อแจ็คเก็ตออกแล้วใช้มันคลุมทั้งตัวเขาและลูน่าไว้ด้วยกัน... แอบซ่อนตัวตนที่แท้จริงไม่ให้โลกรู้อยู่เบื้องหลังผ้าสีดำ

“อะ...อ้าว ! มีคนอยู่บนนี้แล้วนี้”

ฟังแค่เสียงก็รู้แล้วว่าเมา

“แหม่... กำลังสวีทหวานแหววกันอยู่เลยไม่ใช่เหรอ !!

อีกเสียงแซวตามมา ซึ่งนั่นทำให้สองหนุ่มสาวที่หลบกันอยู่ใต้เสื้อหน้าร้อนผ่าวด้วยกันขึ้นมาทั้งคู่

“โอ๊ยย โทษทีนะพ่อหนุ่มที่มากวน พวกฉันไปแล้วล่ะ เชิญตามสบาย !!!

น็อคติสรับรู้ได้จากการฟังเสียงฝีเท้าว่าพวกเขาได้จากไปแล้ว ชายหนุ่มหันกลับมาสนใจหญิงสาวที่ถูกเขาโอบไหล่เอาไว้อีกครั้ง ก่อนจะต้องหน้าแดงขึ้นไปอีกมาเมื่อเห็นสภาพของเธอ

ลูน่าเฟรย่าที่อยู่ในอ้อมแขนของเขาไม่ใช่หญิงสาวผู้ดูสูงสง่าในชุดสีขาวอย่างเทพยากรณ์อีกต่อไป หากแต่กลายเป็นหญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังหน้าแดงจัดเมื่ออยู่ในอ้อมแขนของคนที่เธอรัก ใบหน้างามที่ช้อนมองเขานั้นนอกจากจะแดงก่ำแล้วยังดูเย้ายวนอย่างบอกไม่ถูก น็อคติสต้องควบคุมตัวเองเป็นอย่างมากเพื่อไม่ให้เผลอแตะต้องเธอ... ก็พวกเขาเพิ่งจะได้พบกันอีกครั้งหลังผ่านไปสิบสองปี จู่ ๆ จะให้มาทำอะไร... เลย... มันจะไม่ดูประหลาดไปหน่อยหรือไง !!

ชายหนุ่มรีบถอยออกมาด้วยใบหน้าแดงซ่านไม่แพ้กัน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้นิ่งว่า

“ไปเที่ยวกันไหม...”

 

ยามค่ำคืนในอัลทิซเซียยังคงงดงามเปี่ยมเสน่ห์เฉกเช่นที่ผ่านมา ทว่าจะมีใครพอสังเกตไหมที่คืนนี้ท้องฟ้าและพระจันทร์ดูจะสวยมากกว่าปกติ

ลูน่าเฟรย่ากำลังเดินไปตามถนนที่มีผู้คนบางตา มือข้างนึงถูกกุมไว้อย่างแน่นหนาด้วยมือใหญ่ซึ่งหยาบกร้านจากการจับอาวุธ... ไออุ่นจากมือเขาช่วยมอบความกล้าให้เธอเป็นอย่างมาก ทำให้เธอกล้าที่จะออกมาเดินบนถนนยามค่ำคืนพร้อมกับเขาได้ ด้วยเชื่อว่าถ้ามีเขาอยู่ล่ะก็... ทุกสิ่งจะไม่เป็นไร

“ขอโทษนะที่เสื้อยังไม่ได้ซักเลย...”

น็อคติสกล่าวโดยไม่กล้าแม้แต่จะหันมองคู่หมั้นของตัวเอง

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ...”

ลูน่าอ้อมแอ้มตอบด้วยท่าทีเขินอายไม่ต่างกัน ขณะนี้เธอกำลังสวมเสื้อแจ็คเก็ตของน็อคติสอยู่ ตอนอยู่บนตัวเขาก็ดูจะพอดีอยู่หรอก แต่พอมาอยู่บนตัวเธอแล้วกลับกลายเป็นตัวใหญ่มาก ใหญ่พอที่จะปิดเสื้อและกระโปรงทรงสอบสีขาวของเธอได้เกือบมิด อีกทั้งด้วยความที่เสื้อเป็นคอปกตั้ง มันจึงช่วยอำพรางใบหน้าของเธอได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เธอยังปล่อยผมด้วย เพื่อไม่ให้เป็นจุดสังเกต และได้ใช้แจ็คเก็ตบังไว้เช่นเดียวกัน

หญิงสาวกระชับเสื้อแจ็คเก็ตให้แน่นขึ้น... ไม่ได้กลิ่นอื่นใดเลยนอกจากกลิ่นของเขาที่กำลังโอบล้อมกายเธอเอาไว้...

“เธอมีที่ไหน... อยากไปเป็นพิเศษหรือเปล่า ?”

อาจเป็นคำถามที่ฟังตลกอยู่บ้าง เพราะถ้าเทียบกันแล้วคนที่น่าจะมีที่ที่อยากไปมันควรจะเป็นชายหนุ่มผู้ซึ่งเพิ่งมาอัลทิซเซียวันนี้ซะมากกว่า ไม่ใช่หญิงสาวที่แค่ดูก็รู้ว่าอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว แต่จะให้เขาทำอย่างไรเล่า เพราะแค่นี้เขาก็ไม่รู้จะวางตัวยังไงแล้ว แต่ที่แน่ ๆ คือ อยากจะใช้เวลาร่วมกับเธอ

“อือ...” ลูน่าเฟรย่านิ่งคิด ก่อนจะถามกลับว่า “ท่านน็อคติสไม่มีบ้างเหรอคะ ?”

“แล้วแต่เธอดีกว่า”

หญิงสาวนิ่งคิดไปอีกครั้งก่อนจะตอบกลับมาว่า

“ฉันอยากนั่งกอนโดลาค่ะ...”

น็อคติสก้มลงมองเธอ แค่อยากนั่งกอนโดลาอย่างนั้นเหรอ ? ดูเป็นความต้องการที่ธรรมดามากเลยนะ... แต่แล้วเขาก็คิดขึ้นได้ว่า... จริงสินะ ถึงแม้เธอจะอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว แต่ก็คงไม่ได้รับอิสระให้ทำอะไร... เป็นเช่นนี้มาตลอดชีวิตของเธอ

ชายหนุ่มไม่รอช้าที่จะทำความปรารถนาของเธอให้เป็นจริง เขาจูงมือลูน่าเฟรย่าขึ้นไปยังชั้นสองของอัลทิซเซียเพื่อโดยสารกอนโดลาไปอีกฝั่งของเมือง ซึ่งเขามองว่าเป็นเส้นทางกอนโดลาที่สวยที่สุด และดูเหมือนมันจะได้ผล เพราะรอยยิ้มของเธอสว่างไสวมากเมื่อได้ชมทัศนียภาพของอัลทิซเซียในมุมนี้

“สวยมากเลยนะคะท่านน็อคติส”

“เคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าให้เรียกแค่น็อคติส”

            หญิงสาวหันกลับมามองคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะชะงักไปเพราะสายตาที่จ้องมองมาของเขา มันเหมือนกับที่เขามองเธอก่อนหน้านี้ไม่มีผิด และมันทำให้เธอรู้สึกทำอะไรไม่ถูก... ลูน่าพยายามจะหลบเลี่ยงการจ้องมองนั้น แต่ด้วยระยะที่ใกล้กันแค่คืบ อีกทั้งยังอยู่บนกอนโดลา ทำให้แม้อยากจะหนีก็หนีไปไหนไม่ได้

            “นะ... น็อคติส”

            การเขียนสมุดกับการได้พูดคุยกันจริง ๆ ยังไงก็ไม่เหมือนกัน เธอไม่เคยคิดเลยว่าแค่เรียกชื่อเขาจะทำให้ตัวเองเขินอายได้มากถึงเพียงนี้...

            ไม่ใช่คนพูดเท่านั้นที่เขิน เพราะคนฟังก็รู้สึกเขินไม่ต่างกัน การได้ยินเธอเรียกแบบนั้นทำให้เขารู้สึกอยากจะถูกเรียกด้วยเสียงนี้ตลอดไป

จิตใจของชายหนุ่มพองโต มากพอที่จะทำให้เขา กล้า แหย่เธอเล่นอีก

“แล้วถ้าแค่ น็อค ล่ะ ?”

ลูน่าเฟรย่าหน้าแดงก่อนที่จะได้เรียกเสียอีก เธอส่ายหัวไปมาหลังจากนั้น

“ทำไมล่ะ ?” น็อคติสถาม ยื่นหน้าเข้าไปใกล้

“ก็มัน...”

หญิงสาวหดคอลง ใช้ปกเสื้อแจ็คเก็ตบังเสี้ยวหน้าแดงจัดของตัวเองไว้ ชายหนุ่มมองอาการนั้นด้วยความรู้สึกหมั่นเขี้ยว... นี่ถ้าไม่ได้อยู่บนกอนโดลาล่ะก็ เรื่องไม่จบลงเพียงเท่านี้แน่

ทั้งคู่มาถึงอีกฝั่งของอัลทิซเซียแล้วก็พบกับวิหคอธิษฐานอันเลื่องชื่อของเมืองนี้

“มันคืออะไรเหรอ ?” น็อคติสเอ่ยถามขณะมองไปยังกลุ่มคนที่ยืนปาอะไรบางอย่างเข้าใส่สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ตรงกลางลานหินอ่อน โดยสิ่งก่อสร้างดังกล่าวดูคล้ายอนุสาวรีย์ที่ทำขึ้นมาจากเหล็กหลาย ๆ เส้นซึ่งดัดเป็นโครงของสิ่งมีชีวิตลักษณะคล้ายงูยักษ์แต่มีปีก... เลเวียธานหรือเปล่านะ

“มันคือวิหคอธิษฐานยังไงล่ะพ่อหนุ่ม ! เขียนคำอธิษฐานลงไปบนปีกแล้วโยนให้เข้าปากของเทพีแห่งท้องทะเล หากทำสำเร็จคำอธิษฐานจะสำฤทธิ์ผล !

“จริงหรือเปล่า ?” เขาหันไปถามเทพยากรณ์คนสำคัญแห่งอีออสที่ยืนอยู่ข้างกายอย่างรวดเร็ว ลูน่าเฟรย่ายิ้มขำในทันทีโดยไม่ตอบอะไร

“ลองดูซะสิพ่อหนุ่ม จะได้รู้ว่าจริงหรือเปล่า ?!

น็อคติสตัดสินใจรับมาหนึ่งตัวแล้วเขียนคำอธิษฐานลงไป ก่อนจะเดินไปหน้าเทพีแห่งท้องทะเลแล้วเหวี่ยงแขนออกไป...

นกกระดาษสีขาวลอยล่องอยู่บนอากาศ สีของมันตัดกับท้องฟ้าสีดำยามราตรีได้อย่างชัดเจน ก่อนจะเข้าไปในปากของเทพีแห่งท้องทะเลพอดิบพอดี

“โอ้ !

ผู้คนในบริเวณนั้นต่างพากันส่งเสียงร้องแสดงความยินดี เพราะมันไม่ง่ายเลยที่จะมีใครทำสำเร็จ น็อคติสเดินกลับไปหาลูน่าเฟรย่า

“ยอดเยี่ยมมากเลยค่ะท่านน็อคติส” หญิงสาวส่งรอยยิ้มหวานหยดให้กับเขา

“เธอไม่ลองบ้างเหรอ ?”

สาวผมบลอนด์ส่ายหัวเบา ๆ ก่อนจะยกมือนึงขึ้นแนบอก

“คำอธิษฐานของฉัน ท่านเทพแห่งดวงดาวได้ตอบรับเรียบร้อยแล้วล่ะค่ะ”

เธอเงยหน้าขึ้นมองราชาหนุ่มแห่งลูซิสด้วยแววตาที่ลึกซึ้งเปี่ยมความหมาย ทว่าไม่รู้ทำไมพอน็อคติสได้สบกับดวงตาคู่นั้นแล้วเขากลับรู้สึกเศร้าขึ้นมาข้างในใจ อาจเพราะเขารู้ล่ะมั้งว่าความสุขที่เกิดขึ้นในเวลานี้ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่าย ทั้งเขาและลูน่าต่างต้องเผชิญอะไรหลายอย่างมา และมันอาจจะยังไม่จบลงเพียงเท่านี้

มือใหญ่ถูกยกขึ้นลูบไล้พวงแก้มขาวที่แดงระเรื่ออย่างทะนุถนอม ลูน่าหลับตาพริ้มรับความรู้สึกจากสัมผัสที่อ่อนโยนและอบอุ่นนั้น ทว่ายังไม่ทันได้มีอะไรเกิดขึ้น ชายหนุ่มก็เหลือบไปเห็นใครบางคนกำลังมองมาทางนี้ พวกเธอคือผู้หญิงสองคนที่ซุบซิบเรื่องเขากับลูน่าเมื่อเย็น แค่เห็นสายตาก็รู้แล้วว่าพวกเธอกำลังสงสัยอะไรอยู่ น็อคติสยิ้มให้ทั้งคู่ ซึ่งนั่นมากพอที่จะทำให้ทั้งสองตะลึงค้างไป และพอพวกเธอได้สติอีกครั้ง ท่ามกลางผู้คนที่เดินไปมาขวักไขว่ ท่านหญิงลูน่าเฟรย่าและคู่หมั้นของเธอก็ได้หายตัวอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว

“นี่เธอ ! เมื่อกี้ฉันไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม เหมือนฉันเห็นท่านเทพยากรณ์อยู่กับผู้ชายคนหนึ่ง ?!

“ไม่ฝาดสิ ก็ฉันเห็นเหมือนกัน !! เธอว่าผู้ชายคนนั้นจะใช้เจ้าชายน็อคติสหรือเปล่า ?!

“ต้องใช่อยู่แล้วสิ ! เฮ้อ ดีจังนะที่ทั้งคู่ได้พบกันแล้ว”

“นั่นสิน้า...”

 

น็อคติสและลูน่าเฟรย่ากลับมายังอีกฝั่งของอัลทิซเซียอีกครั้ง พวกเขาเดินเล่นกันไปเรื่อย ๆ พร้อมพุดคุยกันถึงหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยไม่ได้สนทั้งผู้คนและเวลา บางคนก็ทำท่าเหมือนจะจำพวกเขาได้ แต่อีกหลายคนก็ลังเล ทว่าที่เหมือนกันเลยก็คือพวกเขาเลือกที่จะเงียบไว้และปล่อยให้ทั้งคู่ได้ใช้เวลาส่วนตัวไปด้วยกัน

“ดึกขนาดนี้แล้วแต่คนก็ยังมีคนมาดูมันอยู่เลยนะ” จู่ ๆ น็อคติสก็พูดขึ้นมา

“อะไรเหรอคะ ?”

ชายหนุ่มพยักเพยิดหน้าไปที่อีกฝั่งครอง ลูน่ามองตามไปแล้วก็เห็นป้ายร้าน Vivienne Westwood เด่นหราเป็นสิ่งแรก เธอรู้ในทันทีว่าผู้คนกำลังมุงดูอะไรกันอยู่

ชุดแต่งงานของเธอ... ชุดแต่งงานที่เธอยังหวังว่าสักวันจะได้ใส่

หญิงสาวหันกลับมามองคนข้างกายเธออีกครั้งก่อนจะพบว่าเขาก็กำลังมองมาเหมือนกัน... ในดวงตาสีฟ้าทั้งสองคู่นั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกลึกซึ้งที่แม้ไม่เอ่ยออกมาก็สามารถสัมผัสได้... ลูน่าไม่รู้จะพูดขอบคุณอย่างไรเลยกับช่วงเวลาที่พิเศษนี้...

“เฮ้อ... ชุดสวยมากเลยนะ เจ้าชายนั่นช่างไม่มีมารยาทเอาซะเลยที่ปล่อยให้ท่านหญิงรอ”

คำพูดของใครบางคนลอยมาขัดบรรยากาศแสนโรแมนติกระหว่างเธอกับน็อคติสอย่างรวดเร็ว หญิงสาวถึงขนาดต้องกลั้นหัวเราะไว้ในขณะที่คนถูกด่าตะลึงไปในทันที

“กว่าจะมาถึงมันง่ายซะที่ไหน...” น็อคติสบ่นอุบอิบ

ลูน่าเฟรย่ากอดแขนเขาไว้ก่อนจะเอนศีรษะซบไหล่กว้างนั้นเล็กน้อยเป็นเชิงปลอบ ชายหนุ่มก้มลงมองเธอที่ออเซาะเหมือนลูกแมวน้อยแล้วก็ให้ยิ้มออกมา ความขุ่นเคืองในใจหายเป็นปลิดทิ้ง ดีจริง ๆ ที่มีเธออยู่ตรงนี้...

ทั้งคู่เดินต่อไปเรื่อย ๆ พร้อมทั้งแวะซื้อไอศกรีมกันคนละโคน ของน็อคติสรสช็อกโกแลต ของลูน่าเฟรย่ารสบลูเบอร์รี่ และในตอนนั้นเองที่จู่ ๆ ฝนก็ตกลงมาทำให้ทั้งคู่ต้องพากันวิ่งหาที่หลบฝนอย่างรวดเร็ว

สุดท้ายแล้วพวกเขาก็เปียกปอนม่อลอกม่อแลกและจบลงที่ชั้นล่างของเมืองอัลทิซเซีย บนม้านั่งมีพนักพิงซึ่งตั้งอยู่อย่างสันโดษในจุดที่น้อยคนนักจะผ่านไปผ่านมา

“เพิ่งซื้อไอศกรีมมาแท้ ๆ ฝนดันตกซะงั้น” น็อคติสว่าขณะจ้องมองไอศกรีมผู้รอดชีวิตในมือไปด้วย แม้หน้าตาจะไม่ดีเหมือนตอนแรกที่ซื้อมา แต่ก็ยังคงหลงเหลือให้กินได้ ต้องกินไอศกรีมตอนที่หนาวขนาดนี้เนี่ยนะ รู้งี้โยนทิ้งไปซะก็ดี ถือติดมาทำไมด้วยนะ

“ช่วยไม่ได้นี่คะ ก็ที่นี่อยู่ติดทะเลและเป็นปราการแห่งสายน้ำนี่นา”

ชายหนุ่มหันมองลูน่าแล้วก็เห็นว่าเธอยังคงใส่เสื้อแจ็คเก็ตซึ่งเปียกไปหมดของเขาอยู่ ด้วยเนื้อตัวที่สั่นน้อย ๆ

“ทำไมไม่ถอดเสื้อออกล่ะ เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก ?”

“เอ่อ... คือ... ฉัน...”

ยิ่งพูดก็ยิ่งหน้าแดง น็อคติสมองเธออย่างไม่เข้าใจ ลูน่ามองความไม่เข้าใจบนหน้าเขาแล้วก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี จนสุดท้ายเธอก็ทนไม่ไหว ตัดสินใจถอดเสื้อแจ็คเก็ตออกในท้ายสุด... อีกอย่างเขาก็พูดถูกด้วย ถ้าไม่ถอดเสื้อชุ่มน้ำแบบนี้ออกเธออาจจะไม่สบายได้

พอลูน่าเริ่มถอดเสื้อ น็อคติสก็รู้ในทันทีว่าเพราะอะไรเธอถึงไม่ยอมถอดมัน เพราะเสื้อที่เธอใส่อยู่เป็นสีขาว และถึงแม้มันจะไม่ถึงขนาดเปียกซกแบบเสื้อแจ็คเก็ต แต่ก็เปียกมาพอที่จะทำให้เขามองเห็น อะไร ๆ ไปได้ถึงไหนต่อไหน...

น็อคติสรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นในทันที เหลือไว้เพียงแค่ใบหูแดงจัดเท่านั้นที่ชัดเจนในคลองสายตาของลูน่าเฟรย่า

“คือฉันว่า... ฉันใส่ไว้แบบเดิมน่าจะดีกว่า”

ดวงตาสีฟ้าของชายหนุ่มเบิกกว้าง ก่อนจะหันกลับมาอีกครั้ง

“ไม่ได้นะ เดี๋ยวเธอจะไม่ !... สะ...บาย”

ถึงจะหันหน้ามาแล้วแต่การมองหญิงสาวตรง ๆ ก็ยังยากเกินไปอยู่ดี

น็อคติสคิดเช่นนั้นขณะเบนสายตามองผนังอิฐข้างหลังเธอแทน

ลูน่าเฟรย่ามองความเขินอายทำอะไรไม่ถูกของชายหนุ่มแล้วก็คิดว่าเธอจะต้องทำอะไรสักอย่าง หญิงสาวตัดสินใจทำใจให้กล้าแล้วเอ่ยออกไป

“ขอเข้าไปนั่งด้วยได้ไหมคะ ?”

ชายหนุ่มผู้ซึ่งกำลังนั่งสบายอยู่บนม้านั่งรีบดึงสติกลับมา พยักหน้าพร้อมเอ่ยรับ “ได้สิ”

หญิงสาวค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้แล้วนั่งลงข้าง ๆ เขา พร้อมกับพักแจ็คเก็ตที่ชุ่มน้ำฝนไว้บนพนักพิง... ถ้าทำแบบนี้เขาก็จะมองเธอไม่ได้ชัดเจนนัก ช่วยแก้ปัญหาน่าอายไปได้เปราะหนึ่ง

ลูน่าคิดเช่นนั้นโดยไม่รู้เลยว่าสำหรับน็อคติสแล้ว การที่เธอเข้ามาใกล้มือมากขึ้น มันทำให้เขาลำบากในการควบคุมตัวเองขนาดไหน

ชายหนุ่มเหลือบมองคนข้างกายที่กำลังกัดโคนของไอศกรีมที่เหลืออยู่แล้วก็เห็นว่าร่างของเธอยังคงสั่นด้วยความหนาวเย็น ซึ่งมันทำให้น็อคติสอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือออกไปดึงเธอเข้ามากอดไว้ใกล้ ๆ หวังให้ไออุ่นจากร่างกายของคนสองคนช่วยผ่อนคลายความหนาวให้เธอได้บ้าง

ลูน่าที่จู่ ๆ ก็ถูกดึงเข้าไปกอดรู้สึกตกใจในทีแรก แต่พอเข้าใจถึงเจตนาของเขา เธอก็เปลี่ยนเป็นฝ่ายขดตัวเข้าแนบชิด อิงแอบกับแผงอกกว้างของเขาแทน ซึ่งนั่นทำให้เจ้าของอกรู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะขึ้นมาในทันที

ตึก ตัก... ตึก ตัก...

เทพยากรณ์สาวหลับตาพริ้มขณะฟังเสียงหัวใจเต้นของเขาที่สำหรับเธอแล้วให้ความรู้สึกเหมือนบทเพลงแสนไพเราะ พร้อมจัดการไอศกรีมที่เหลืออยู่ไปด้วย พวกเขานั่งกันเงียบ ๆ แบบนั้นไปอีกพักใหญ่ ๆ โดยที่สายตาไม่ได้จับจ้องไปยังสิ่งใดเป็นพิเศษ... น้ำในลำคลองใสกระเพื่อไหวเป็นจังหวะล้อไปกับเสียงฝนกระหน่ำที่ดังไปทั่วจนแทบจะกลบทุกสรรพเสียงในบริเวณนั้นให้หายสิ้น เหลือไว้เพียงแค่เสียงลมหายใจแผ่วอ่อนอย่างสุขสงบของหนุ่มสาวสองคนเท่านั้นที่ยังคงดังอยู่

น็อคติสใช้มือที่ว่างอยู่ลูบไล้ปอยผมเปียกชื้นของเธอเล่นอย่างแช่มช้า ความรู้สึกของการได้มีเธออยู่ในอ้อมแขนนั้นมันดีมากเสียจนเขาไม่อยากจากไป ชายหนุ่มก้มหน้าลงมองเธอแล้วก็เห็นดวงตาสีฟ้าคู่สวยมองกลับมาเช่นกัน ก่อนที่ทั้งที่คู่จะถูกความเงียบงันดึงเข้าหากันอย่างช้า ๆ เพื่อมอบรอยจูบซึ่งยากจะลืมเลือนให้แก่กันและกันในค่ำคืนนี้

ลมหายใจที่อุ่นร้อนของพวกเขาพรมรดเข้าหากันช่วยขับไล่ความหนาวเย็นได้เป็นอย่างดี น็อคติสรัดร่างบางในอ้อมแขนให้เข้ามาใกล้มากขึ้นขณะแลกรสสัมผัสกับเธอ ปลายลิ้นอุ่นของเขากวาดผ่านเรียวปากของอ่อนนุ่มนั้นและยังสัมผัสได้ถึงรสชาติหวานหอมของไอศกรีมบลูเบอร์รี่ เช่นเดียวกับลูน่าที่รู้สึกถึงรสชาติของช็อคโกแลตจากปากของเขาไม่ต่างกัน ทั้งคู่ต่างพากันหอบหายใจเมื่อจุมพิตแสนดูดดื่มได้ผ่านพ้นไป ก่อนจะโผเข้าหากันอีก แนบแน่นเสียยิ่งกว่าครั้งแรก พร้อมตักตวงและเรียกร้องอย่างโหยหาไม่มีที่สิ้นสุด ราวกับมากเท่าไหร่ก็ยังไม่เพียงพอ... (Too much is never enough)

น็อคติสไล้เลียริมฝีปากล่างของลูน่าอย่างแผ่วเบา ก่อนจะขบเม้มแล้วดึงรั้งเข้าหาเขาอย่างหยอกเย้า ความวาบหวามที่ได้รับนั้นทำให้หญิงสาวส่งเสียงครางออกมาโดยไม่รู้ตัว ส่งรอยยิ้มให้ปรากฏขึ้นบนหน้าของชายหนุ่ม

“ไม่คิดเลยนะว่าลูน่าจะทำเสียงแบบนั้นได้ด้วย” เขาว่าขณะใช้ปลายนิ้วไล้แก้มใสที่แดงระเรื่อของเธออย่างรักใคร่

            หญิงสาวหน้าแดงก่ำในทันที “นะ... น็อคติส !

            ชายหนุ่มหัวเราะก่อนจะก้มลงจูบเธออีกครา แต่ลูน่าเฟรย่ากลับเบือนหน้าหนี

            “น็อคติสก็ดูจะ... คุ้นเคย... กับการทำอะไรแบบนี้จังนะคะ”

            “เพิ่งเคยลองกับเธอครั้งแรกเองนะเนี่ย”

            พอได้ฟังหญิงสาวก็อดที่จะทำหน้าย่นใส่เขาไม่ได้ ก่อนจะรีบหันหนีไปอีกทางเพื่อซ่อนรอยยิ้มของตัวเองไว้

            หากสามารถหยุดเวลาไว้แต่เพียงเท่านี้ก็คงดีสิ

            น็อคติสคิดเช่นนั้นขณะโอบกอดร่างบอบบางในอ้อมแขนไว้ ทว่าต่อให้พยายามแค่ไหน ทั้งเขาและเธอต่างก็รู้ดีว่าไม่มีวันหนีความจริงพ้น ตอนนี้พวกเขาก็แค่พยายามจะมีความสุขกับช่วงเวลาเล็ก ๆ ที่ได้มาโดยบังเอิญนี้เท่านั้น และยังไม่อยากให้ช่วงเวลาอันสวยงามนี้ต้องจบลงด้วยการพูดคุยถึงภาระอันหนักอึ้งซึ่งแต่ละคนได้แบกไว้ ในค่ำคืนนี้พวกเขาอยากเป็นเพียงแค่ น็อคติส และ ลูน่า เป็นเพียงแค่รัตติกาลและจันทราที่ได้อิงแอบอยู่เคียงข้างกันก็เท่านั้น

            ทว่าในความเป็นจริง การจะเป็นเพียงแค่สิ่งที่เราอยากเป็นนั้นช่างยากเหลือเกิน...

“การปราศรัยพรุ่งนี้ จะออกไปพูดจริง ๆ เหรอ ?”

น็อคติสอดไม่ได้ที่จะถามออกไป รู้สึกไม่สบายใจอย่างไรไม่รู้กับสิ่งที่เธอกำลังจะทำ

“ค่ะ”

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขา พวกเขาสบตากัน แต่ยังไม่ทันที่จะมีใครได้พูดอะไร เสียงโทรศัพท์มือถือของชายหนุ่มก็ดังขึ้นเสียก่อน

“ว่ายังไง ?”

“อ้อ ดีแล้วที่นายยังอยู่” เป็นอิกนิสนั่นเองที่โทรเข้ามา “เห็นดึกแล้วยังไม่กลับมาสักที”

“ถ้าหลงทางให้ฉันไปรับได้นะ !! เสียงพรอมโต้แทรกเข้ามาในโทรศัพท์ แค่ฟังก็รู้ว่าเป็นข้ออ้างสำหรับเที่ยวเล่นซะมากกว่า

“สักพักจะกลับไป”

ชายหนุ่มวางสาย ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ลูน่าเฟรย่าขยับตัวออกจากอ้อมอกของเขา

“ฉันเองก็คงต้องกลับแล้วเหมือนกันค่ะ น่าจะได้เวลาแล้ว”

และแล้วช่วงเวลาดั่งมนตร์วิเศษนี้ก็หมดลง...

น็อคติสรู้สึกใจหายเมื่อรู้ว่าจะต้องจากกับเธอ แต่เขาก็รู้อีกเช่นกันว่าขณะนี้ดึกแล้ว เธอยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ...  เช่นเดียวกับเขา การพยายามยื้อยุดถ่วงเวลาไว้มีแต่จะทำให้เขาดูไม่เป็นผู้ใหญ่เท่านั้น ถึงเวลาต้องเติบโตแล้ว

“ถ้ายังไงให้ฉันไปส่ง...”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ที่พักของฉันอยู่ไม่ไกล อีกอย่างถ้าท่านเลขาธิการคลอสตรารู้ว่ากษัตริย์แห่งลูซิสแอบมาพบกับเทพยากรณ์ลับหลังเธอแล้วล่ะก็ มันอาจจะทำให้เธอไม่พอใจได้นะคะ”

ลูน่าเฟรย่ายิ้มให้กับเขา เหตุผลที่หนักแน่นของเธอทำให้เขาจนปัญญาที่จะค้านและจำต้องปล่อยเธอไป

“เรื่องแหวน...”

“ไว้ค่อยคุยตอนเจอกันจริง ๆ พรุ่งนี้ก็ได้”

ร่างบางชะงักไปเมื่อฟังคำตอบของอีกฝ่าย เธอคลี่ยิ้มงดงามให้แก่เขา น็อคติสดึงลูน่าเข้ามาจูบอีกครั้ง พอได้ใกล้กันแบบนี้แล้วมันก็ยากเหลือเกินที่จะอยู่ห่างกันอีก

ทั้งคู่โค้งให้กันก่อนจะจากไป น็อคติสมองแผ่นหลังของเธอลับหายไปจากมุมตึกพร้อมกับคิดว่า นี่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายเสียหน่อยที่จะได้พบเธอ

ชายหนุ่มกลับมาถึงโรงแรมก็เกือบจะตี 1 แล้ว และเขาพบเกนเทียน่ารออยู่ที่ล็อบบี้พร้อมกับอัมบรา ผู้ส่งสารแห่งเทพยากรณ์แจ้งว่าเธอนำอัมบรามาส่งให้เขาเผื่อในกรณีฉุกเฉินตามความปรารถนาของเทพยากรณ์ น็อคติสกล่าวขอบคุณก่อนจะเล่นกับสุนัขสีดำขาวเล็กน้อยด้วยรอยยิ้ม แล้วจึงค่อยเดินขึ้นห้อง

ถึงแม้จะดึกแล้วแต่เพื่อน ๆ ของเขาก็ยังไม่นอน รู้สึกผิดนิดหน่อยแฮะที่ทำให้กังวล

“กลับมาแล้วเรอะ เจ้าชายเสเพล” กลาดิโอลัสเอ่ยแซวทั้ง ๆ ที่น็อคติสยังเข้าไปในห้องไม่ทั้งตัวด้วยซ้ำ

“คิดถึงล่ะสิ”

ชายกล้ามใหญ่หัวเราะ

“เอ๋ มีเรื่องดี ๆ อะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าน้า...” พรอมโต้ผู้ซึ่งอาบน้ำแล้วและกำลังนั่งดูรวมเด็ดรูปที่ถ่ายวันนี้อยู่บนเตียงเอ่ยขึ้นมา

น็อคติสไม่ตอบอะไร เขาไม่ต้องการให้เจ้าบ้าพวกนี้มีเรื่องไว้ล้อเขาเพิ่มหรอกนะ

“แล้วตกลงว่าพรุ่งนี้เราจะทำอะไร ?” อิกนิสถามขึ้นมาบ้าง

“เราจะไปพบคาเมเลีย คลอสตรากัน”

กลาดิโอลัสแสยะยิ้ม “ได้เวลาจัดการให้มันสิ้นเรื่องสิ้นราวไปสินะ”

น็อคติสพยักหน้าให้กับทุกคนก่อนจะเดินหายเข้าห้องน้ำไป พรอมโต้พอเห็นประตูห้องน้ำปิดลงเขาก็ก้มลงมองหน้าจอกล้องถ่ายรูปอีกครั้งพร้อมกับเอียงคอเล็กน้อยอย่างไม่หายสงสัย

ภาพที่แสดงอยู่ในกล้องนั้นเป็นภาพถ่ายของชายหญิงสองคนที่กำลังเดินจูงมือกันอยู่บนถนนเส้นหนึ่งในอัลทิซเซีย ซึ่งเขาถ่ายติดมาโดยบังเอิญ แต่ภาพนั้นทั้งเบลอและถ่ายจากระยะไกล ดูยังไงก็ไม่ชัดเลย ทว่าสำหรับพรอมโต้แล้วมันดูคล้ายเพื่อนของเขากับท่านหญิงลูน่าเฟรย่าเป็นอย่างมาก

“ไม่มีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นจริง ๆ น่ะเหรอ ?”

“บ่นอะไรอยู่ได้ นอนได้แล้ว !!” กลาดิโอลัสแหวมาจากอีกฝั่งของห้อง

“คร้าบ คร้าบบบ !!

 

END

--------------------------------------------------------------------------------- 

คุยกันท้ายตอน

เรื่องซุบซิบนินทาของ 2 สาว, เรื่องคนที่บ่นว่าน็อคติสไม่มีมารยาท, เรื่องแฟนสาวอยากได้ชุดแต่งงานแบบนั้น เป็นโมเมนท์ที่มีอยู่จริง ๆ ในเกมค่ะ ถ้าเล่นตรง ๆ หรือดูแค่แคสเกมคงจะไม่รู้ เพราะโมเมนท์ข้างทางเหล่านี้จะแอบซ่อนอยู่การพูดคุยของตัวประกอบฉาก เราต้องค่อย ๆ เดินไปแล้วแอบฟังดูค่ะ จะมาเป็นจังหวะ ๆ


ความจริงก็ยังพอมีอีก ส่วนใหญ่ในอัลทิซเซียผู้คนจะปราบปลื้มกันเรื่องลูน่าค่ะ ที่เธอรอดชีวิตประมาณนั้น (โมเมนท์คู่นี้มันน้อยจริง ๆ ให้ตายเถอะ นี่ขนาดเดินวนอยู่ 2 วัน ไม่ยอมเข้าเควสหลักเลยนะ)

บางอย่างในเกมที่ยังไม่เคลียร์ก็มีค่ะ เช่นที่สาว ๆ คุยกันว่าลูน่าเคยไปที่ร้านมาโก แต่พอไปหาลุงเวสแคม ลุงแกก็ไม่เห็นจะพูดอะไรเนอะ คงเข้าทำนองข่าวลือ 5555+ เราเลยแต่งเพิ่งไปอีกนห่อยให้มีข่าวลือใหม่ ๆ บ้าง เช่น ตอนนี้เทพยากรณ์และเจ้าชายของเธอได้พบกันแล้ว อะไรทำนองนี้

ต้องขอบคุณคนในเกมนี้ค่ะที่ส่วนใหญ่เป็นสายอวย Noct x Luna ด้วยกันทั้งนั้น ค่อยรู้สึกดีหน่อย

แต่พอเลย Chapter 9 ไปนี่ระทมหนักลเยค่ะ โดยเฉพาะ Chapter 12: Where she lived ขยี้จนผู้เขียนแทบร้องไห้ โมเมนท์รายทางแอบคุยกันของผู้คนแต่ละอย่างนี่ก็แบบ โหยย.... แต่ก็ทำให้รู้อะไรเพิ่มเติมค่ะ เช่น แม้คนส่วนใหย่จะเข้าใจว่าลูน่าชอบดอกไม้ (เพราเธอปลูกดอกซิลบลอสซัม) แต่ความจริงแล้วสิ่งที่เธอชอบคือ สติ๊กเกอร์สวย ๆ เท่ ๆ ค่ะ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมในสมุดบันทึกของเธอกับน็อคติสจึงมี สติ๊กเกอร์แปะไว้มากมาย

แต่ก็มีเรื่องเศร้า ๆ เหมือนกันค่ะ อย่างเช่นที่ว่า ทุ่งดอกซิลบลอสซัมที่ลูน่าปลูกลดน้ำเอง และได้บอกน็อคติสไว้ ได้ถูกเผาทำลายไปแล้ว T^T

ส่วนประโยค Too much is never enough นั้นมาจากชื่อเพลง Too much is never enough ของ Florence + The Machine เป็นหนึ่งในเพลงประกอบ Final Fantasy XV เหมือนกันค่ะ และมีเนื้อเพลงที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว

 

เรื่องผังเมืองอัลทิซเซียซับซ้อนชวนน่าหลงทางอะไรเนี่ย คนเขียนก็เาอมาจกาประสบการณ์คนเขียนเองค่ะที่เดินหลงในเมืองนั้น และจากการบ่นของน็อคติสในเกมด้วย เขาพูดทำนองว่า "เมืองนี้มันอย่างกับเขาวงกตเลยนะ" อะไรทำนองนั้น แล้วเพื่อนของเขาก็พุดว่า "ระวังอย่าให้หลงล่ะ"

อ้อ วิหคอธิษฐานก็มีจริง ๆ ค่ะ น็อคติสก็ได้ลองปาดูแล้วในเกม แต่เขียนอธิษฐานอะไรไว้นี่ไม่รู้เลยนะ ต้องเดาเอา ก็เลยตัดสินใจไม่เขียนบอกค่ะว่าเขาเขียนอธิษฐานว่าอะไร

เพิ่มเติม: ประโยค ใช่... เพราะสำหรับเขาแล้ว ความปรารถนาหนึ่งเดียวในใจเวลานี้ก็คือการได้พบเธออีกครั้ง... ในฟิคได้มาจากบรรทัดสุดท้ายก่อนขึ้น Chapter 9 ของเกมค่ะ


สุดท้ายนี้ ใครชื่นชอบคู่นี้ ขอให้รักคู่นี้กันมาก ๆ นะคะ ปวดใจจะตายแล้ว T^T


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Whitememo จากทั้งหมด 5 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

10 ความคิดเห็น

  1. #10 Mydearloveyou (@Mydearloveyou) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 / 19:21
    โอ้ยยยย ปวดใจมากเจ้าค่ะ!TT
    #10
    0
  2. #9 MeMeChan (@1110201239008) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 มกราคม 2560 / 21:06
    หู้ยยยยรักคู่นี้มานานนและยิ่งรักมาก></// ชอบสำนวนของนักเขียนมากค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ๆ
    #9
    0
  3. วันที่ 3 มกราคม 2560 / 19:42
    ชอบการแต่งมากเลยค่ะะ ฮืออ คู่นี้เจอกันน้อยมากแต่ความสัมพันธ์แน่นมากก ชอบที่
    #8
    1
    • 3 มกราคม 2560 / 19:44
      การแต่งที่มีที่มาที่ไปมากๆไรต์ใส่ใจรายละเอียดสุดๆทำให้รู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปด้วยทำให้รู้อะไรหลายอย่างเกี่ยวกับลูน่าเลน555555
      #8-1
  4. วันที่ 1 มกราคม 2560 / 01:36
    เราชอบคู่นี้มากเลยค่ะ>< ถึงในเกมจะมีโมเม้นท์กะจิ๊ดริด แต่ความสัมพันธ์ของน็อคกับลูน่านี่กินใจเรามากเลย ร้องไห้หนักมากจริงๆ55
    #7
    0
  5. วันที่ 31 ธันวาคม 2559 / 22:08
    รักคู่นี้มากคะ ฟินมากกก
    อยากให้ไรต์เตอร์แต่งคู่นี้อีกนะคะ จะคอยติดตามอ่านคะ
    #6
    0
  6. วันที่ 31 ธันวาคม 2559 / 20:54
    ชื่นชอบความรักของคู่นี้มากเลยค่ะ  หวานนนละมุนแบบแอบมีขนเล็กๆ ฟินมากค่ะ  ช่วยเติมเต็มและเยียวยาจิตใจอันบอบช้ำจากเกมได้มากเลย  ดีใจมากกที่ทั้งสองได้พบหน้ากัน ได้คุยกัน ได้ไปเที่ยวด้วยกัน รับรู้ถึงความรู้สึกที่มีต่อกันและกัน แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆก็ตาม  
    ชอบภาษาของไรท์มากเลยค่ะ  อ่านได้ไหลลื่นมากเลยค่ะ  สื่อถึงอารมณ์และความรู้สึกของทั้งน็อคและลูน่าได้เยี่ยมมากเลย อ่านแล้วมโนภาพตามได้เลย  ไรท์เก็บรายละเอียดของเนื้อหาได้เยี่ยมมากเลยค่ะนับถือสุดๆ แล้วเขียนฟิคคู่นี้อีกนะค่ะ

    P.S ชอบฉากหลบฝนมากกกค่ะ  บรรยากาศโรแมนติกสุดๆ  กรี๊ซซซ เขินนนน  ไม่อยากให้อิกนิสโทรตามน็อคเลย  สำหรับคู่นี้ Too much is never enough จริงๆค่ะ
    #5
    0
  7. วันที่ 31 ธันวาคม 2559 / 17:50
    ฟิคตอนนี้ควรถูกเติมเข้าไปในchapter 9จริงๆค่ะ เนื้อหาหลายๆอย่างที่ไรตเตอร์เขียนมันเชื่อมต่ออารมณ์และความรู้สึกของน็อคติสและลูน่าที่ขาดหายไปในเกม เรียกได้ว่าคลายข้อกังขาที่ว่าพวกเขารู้สึกต่อกันอย่างไร เขียนได้ดีและสมจริงมาก ชอบที่เอาข้อมูลในเกมมาถักทอเป็นเรื่องราวมากเลยค่ะ ทำให้ดูสมจริงและอินไปด้วย บทบรรยายทำได้ดีมาก อ่านแล้วเดี๋ยวยิ้มเดี๋ยวเศร้า ยิ้มให้กับทั้งคู่ที่ได้อยู่ด้วยกัน และเศร้าใจที่เวลาต้องมนต์นั้นหมดลง เป็นฟิคที่ตรงใจเรามาก จนอยากให้อฟช.เพิ่มบทนี้ลงในเกมเลยค่ะ ขอบคุณที่เขียนให้อ่านนะคะ 

    ปล.ฟิคตอนนี้ให้อารมณ์หวานขมเหลือเกิน ทำให้นึกถึงซินเดอเรลล่า ลูน่ากับน็อคติสได้พบกันเพียงสั้นๆแต่ก็มีความสุขราวกับได้อยู่ในความฝัน จนเราอยากอธิษฐานให้เวลานั้นคงอยู่ต่อไป อยากให้พวกเขามีความสุข แต่เวลานั้นก็ต้องหมดลงและทั้งสองก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเอง พูดแล้วจะร้องไห้ ฮืออออ ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่ช่วยเติมเต็มหัวใจอันร้าวรานของลูกเรือลำนี้TvT
    #4
    0
  8. #3 Yuyoen
    วันที่ 31 ธันวาคม 2559 / 16:20
    อร้ายยยย เขินชายน็อคกับหญิงลู มีให้อ่านไม่ต้องพึ่งกาวแล้วค่ะ 5555
    #3
    0
  9. #2 กระต่ายส้ม (@chayapaseehakun) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2559 / 14:42
    อร้ายยยยยย ชอบมากเลยค่ะ อ่านเเล้วละมุน ชอบที่ไรท์สื่อความรักของคู่นี้ออกมาเเนวนี้ คือส่วนตัวแบบส่วนตัวเลยจริงๆนะ ความรักของคู่นี้เราว่ามันอรมณ์เดียวกะที่ไรท์เขียนเลยค่ะ เเบบไม่หวือหวา เรื่อยๆ แต่อบอุ่นหัวใจปนหน่วงนิดๆ ชอบเเนวนี้มากกกกกกก
    #2
    0
  10. #1 ตัวแทนแห่งความนก
    วันที่ 31 ธันวาคม 2559 / 13:26
    //กลิ้งเข้ามาซื้อตั๋วเรืออย่างรวดเร็ว
    #1
    0