
บทความ
เรื่อง การทำบุญ
การทำบุญนั้น มีหลากหลายวิธี การทำความดีนั้นไม่มีวิธีจำกัดที่แน่นอน ทำดีย่อมได้ดี ทำบุญ ย่อมได้บุญ บุญ คือ ผลแห่งการสะสมความดี กรรมดี ย่อมส่งผล ส่งอานิสงค์ในเรื่องต่างๆที่เราประสบพบเจอ ผ่อนทุกข์ที่กังวลใจ ลุ่มร้อนให้บรรเทาลง กรรมทั้งหลายลดลง หากเพียงแต่หวังให้หมดเวรหมดกรรมนั้น คงเป็นไปได้ยาก เนื่องจาก บาป ส่วนบาป บุญส่วนบุญ บุญไม่สามารถล้างบาปได้ แต่ทำให้บาปนั้น เบาบางลงได้ เช่น การทำแท้ง ถือเป็นการทำผิดศีลข้อ ปาณาติปาตา เวระมณีสิกขาปะทังสมาทิยามิ คือการเบียดเบียนเอาชีวิตผู้อื่น การสูญเสียหนึ่งชีวิต ต่อให้เราไถ่ชีวิต โค กระบือ สักร้อยพัน ก็ไม่สามารถลบล้างคำว่า บาปจากการทำแท้งนั้นไปได้ บาปนั้นจะตรึงอยู่ภายในจิตใจของผู้กระทำนั้นตลอด ทำให้คนที่ทำกรรมนั้น ทุกข์ทน วิตกกังวลว่า บุตรที่ตนได้กระทำเบียดเบียนเอาชีวิตไปแล้วนั้น ไปเกิดหรือยัง เมื่อพบเจออุปสรรคปัญหา ก็มักจะโทษในเรื่องของเวรกรรม หรือ โทษ บุตรที่แท้งไปแล้วไม่ยอมอโหสิกรรมให้ตน ทั้งๆที่ตนเองนั้น ได้ทำบุญชดเชยไปแล้ว หากมองให้ลึกจริงๆ แล้ว การทำบุญนั้นช่วยบรรเทากรรมได้ แต่ไม่สามารถล้างหนี้กรรมได้ ยังไงคนที่ทำไม่ดี ย่อมได้รับผลนั้น ขึ้นอยู่กับว่า จะได้รับมากน้อยแค่ไหน
การทำบุญนั้นนแบ่งออกเป็น 10 ประการ เรียกว่า บุญกริยาวัตถุ ประกอบด้วย
1. ทานสมัย ทำบุญด้วยการให้ทรัพย์สิ่งของ
2. สีลมัย ทำบุญด้วยการรักษาศีล
3. ภาวนามัย ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา
4. อปจายนมัย ทำบุญด้วยการประพฤติสุภาพอ่อนน้อม
5. ไวยาวัจมัย ทำบุญด้วยการบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์
6. ปัตติทานมัย ทำบุญด้วยการให้ผู้อื่นมีส่วนร่วมในบุญ(การอนุโมทนา)
7. ปัตตานุโมทนามัย ทำบุญด้วยการยินดีในบุญของอื่น(ร่วมอนุโมทนาบุญ)
8. ธัมมเทศนามัย ทำบุญด้วยการฟังธรรม
9. ธัมมเทศนามัย ทำบุญด้วยการสั่งสอนธรรม แนะนำธรรม
10. ทิฎฐชุกัมม์ ทำบุญด้วยการทำความเห็นของตนให้ถูกต้อง คือการทำ สัมมาทิฎฐิ (สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจ ๔ หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือเห็นปฏิจจสมุปบาท เป็นธรรมข้อแรกของมรรคมีองค์ ๘)
จะเห็นได้ว่า ทุกครั้งที่เราทำบุญนั้น เรามักจะอุทิศบุญกุศลนี้ให้กับเจ้ากรรมนายเวร เจ้าคุณนายคุณทั้งหลาย ให้พวกเขามาร่วมอนุโมทนาบุญกับเราด้วย ดังนั้น เวลาทำบุญทุกครั้ง อย่างน้อยเราก็ได้บุญเพิ่มมาอีกสองข้อคือ การให้ผู้อื่นยินดีในบุญกุศลของเรา และบุญที่เกิดจากการให้ (แผ่เมตตา) ด้วยเสมอ และเมื่อเราทำบุญแล้ว บอกกล่าวหรือแนะนำผู้อื่นให้ร่วมยินดีในบุญ บอกบุญ นั่นถือว่าเราได้บุญอีกข้อหนึ่งคือ ธัมมเทสนามัย คือ การทำบุญด้วยการสั่งสอนธรรม เผยแผ่ธรรม ถือว่าเป็นกรรมดี ทำให้ผู้ที่ทำบุญนั้นจิตใจอิ่มเอม ผลของบุญนั้นก็จะส่งตามมาในภายหลัง การทำบุญนั้นทำได้ง่ายมาก ไม่จำเป็นต้องเป็นบุคคลที่ร่ำรวย มีเงินมีทองมากมายนัก ก็สามารถทำบุญอย่างง่ายๆ โดยไม่ต้องลงทุนอะไรมาก การช่วยเหลือผู้อื่นเล็กๆ น้อย ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ช่วยเมื่อเห็นผู้อื่นลำบาก เช่น จูงคนแก่ ข้ามถนน ช่วยเก็บขยะ เวลาไปซื้อของก็บอกกล่าวให้ผู้อื่นฝากซื้อของด้วย นี่ก็ได้บุญ ทำบุญนะยิ่งทำยิ่งได้ ยิ่งให้ยิ่งได้เพิ่ม
เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้วว่า การทำบุญนั้น ทำได้ง่ายแสนง่าย มีปัจจัยหรือไม่มีปัจจัย ย่อมทำบุญได้ และ ได้บุญเท่ากัน ทำบุญหนึ่งบาท หรือ ร้อยบาท บุญกุศลย่อมมีได้ด้วยเจตนาบริสุทธิ์เท่ากัน บริจาคทรัพย์มากใช่ว่าจะได้บุญมากเท่ากับจำนวนทรัพย์ที่ทำ หากแต่เราทำบุญนั้นต้องรู้จักทำ ทำด้วยจิต ด้วยใจจริงๆ ไม่ได้หวังสิ่งอื่นสิ่งใด แม้แต่เราพูดแค่ “สาธุ” หรือ “อนุโมทนา” หรือ “อนุโมทนาสาธุ” ก็ได้บุญเช่นกันเดียว ถือเป็นการร่วมยินดีในบุญที่ผู้อื่นทำ แต่ทั้งหมดทั้งมวลล้วนต้องมาจากใจ ยินดีกับเขาอย่างจริงใจ มิใช่เพียงต้องการหวังเพียงได้บุญ การสวดมนต์นั้นก็ถือเป็นการทำบุญ หากไม่รู้จะทำอย่างไรให้หายทุกข์ ไม่มีทรัพย์ ไม่มีปัจจัยที่จะไปซื้อดอกไม้ธูปเทียน ฯลฯ นั้นไม่ยาก ให้สวดมนต์อยู่ที่บ้าน นั่งสมาธิ ทำใจให้สงบนิ่ง เท่านี้ ก็เท่ากับเป็นการสร้างบุญบารมีให้ตน หากไม่มีปัจจัยที่จะหาซื้อดอกไม้เครื่องหอม ดอกไม้ตามบ้านที่เราปลูกนั้นก็ใช้ได้เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นดอกไม้สีขาว เพียงแต่ขอให้ดอกไม้ที่เราจะนำไปบูชาพระนั้น เป็นต้องไม้ที่เราต้องการสักการบูชาจริงๆ ก็ถือว่าใช้ได้เช่นกัน
ความคิดเห็น