เจาะลึกยอดคนในประวัติศาสตร์สามก๊ก (พิมพ์แล้วใน จดหมายเหตุสามก๊ก)

  • 90% Rating

  • 2,836 Vote(s)

  • 390,192 Views

  • 1,581 Comments

  • 900 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,186

    Overall
    390,192

ตอนที่ 13 : บังทอง ซื่อหยวน (Pang tong)- หงส์ดรุณ นักวางแผนผู้สิ้นชีพก่อนกาล (ปรับปรุงเนื้อหา)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18342
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    5 พ.ย. 58


บังทอง  ซื่อหยวน (ผังถง)

“หงส์ดรุณ นักวางแผนผู้สิ้นชีพก่อนกาล”

 

          มังกรและหงส์อ่อน หากว่าได้ไปเพียงหนึ่ง จักสามารถครองแผ่นดินได้

 

         นี่เป็นคำล่ำลือที่เกิดในหมู่นักปราชญ์และนักวิชาการแถบเกงจิ๋วซึ่งอยู่ทางตอนกลางแถบใต้ของประเทศจีนในยุคสามก๊ก

 

         มังกรนั้นคือชาวนาบัณฑิตหนุ่มนามว่าจูกัดเหลียง ฉายาขงเบ้ง ส่วนหงส์อ่อนนั้นคือชายคนหนึ่งซึ่งมีอายุไล่เลี่ยกันกับขงเบ้งและเป็นเพื่อนสนิทที่ขงเบ้งให้ความเคารพยกย่องมากที่สุดเหมือนเป็นพี่ชาย ชื่อของเขาคือ "บังทอง"

 

         ในภายหลังเล่าปี่ก็ได้ทั้งมังกรและหงส์อ่อนนี้มาเป็นบริวาร และได้มีส่วนช่วยเหลือให้เขาก่อตั้งอาณาจักรซู่ฮั่นหรือจ๊กก๊กได้สำเร็จ

         แต่หากเราเจาะลึกประวัติศาสตร์รวมถึงนิยายสามก๊กลงไปให้ดีแล้ว หงส์อ่อนกลับไม่ได้สร้างผลงานอะไรให้กับเล่าปี่มากมายในการสร้างอาณาจักรจ๊กก๊กเท่าใดนัก ซึ่งหากดูจากชื่อเสียง ที่ใครๆต่างยกย่องแล้วนั้น ผลงานของเขาที่ฝากไว้ในแผ่นดินน่าที่จะยิ่งใหญ่และมีมากมาย แต่พอเอาเข้าจริงแล้วมันกลับมีน้อยเกินไปหากเทียบกับความสามารถที่ตัวเขามี อย่างที่ในนิยายสามก๊กได้พรรณนาไว้ อีกทั้งจุดจบชีวิตของบังทองนับว่าเป็นบทเรียนและอุทาหรณ์สำคัญที่เราควรต้องพึงจดจำไว้

 

          

จากจดหมายเหตุชีวประวัติบังทอง โดยเฉินโซ่ว

(Biography of Pang Tong)

 

            บังทอง หรือ ผังถง (Pang Tong) ชื่อรอง ซื่อหยวน (Shiyuan) เกิดปีค.ศ.179 เป็นชาวเมืองซงหยง (เมืองเซียงหยาง) เขาเป็นหลานชายของบังเต๊กกง คหบดีใหญ่ผู้มีชื่อเสียงแห่งมณฑลเกงจิ๋ว เมื่อวัยเยาว์ บังทองมีชื่อเสียงเลื่องลือว่าเป็นผู้ที่มีความซื่อตรง ยึดมั่นคุณธรรม ต่อมา สุมาเต็กโช แห่งอิงฉวน เป็นยอดบุรุษผู้มีความสามารถในการอ่านจิตใจคนได้ดั่งกระจกเงา บังทองได้เข้าพบสุมาเต็กโช ทั้งสองได้สนทนากันตั้งแต่เช้าจนถึงเวลาเย็น สุมาเต็กโชก็ให้การยกย่องมาก แล้วจัดชื่อของบังทองเข้าเป็นหนึ่งในยอดนักปราชญ์มณฑลหนานโจว (เกงจิ๋ว)

            มีนักประวัติศาสตร์ชาวซงหยงที่รับราชการในสมัยจิ้นก๊กนามว่า “ซือจั่วฉือ” เขาได้ชื่อว่าเป็นนักประวัติศาสตร์คนแรกๆที่ออกมาโต้แย้งว่า แท้จริงแล้วอาณาจักรจ๊กก๊กต่างหากคือฝ่ายที่สืบสายสันตติวงศ์มาจากราชวงศ์ฮั่นด้วยความถูกต้องชอบธรรม ขณะที่วุยก๊กนั้นคือฝ่ายที่แย่งชิงอำนาจมาโดยไม่ชอบธรรม เขายังได้เรียบเรียงบันทึกประวัติศาสตร์ “ฮั่นจิ้นชุนชิว” ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับชีวประวัติบุคคลสำคัญทั้งในจ๊กก๊กและจิ้นก๊กอย่างละเอียด เขายังมุ่งศึกษาประวัติศาสตร์เมืองซงหยงเป็นหลัก แล้วได้อ้างอิงในบันทึกประวัติศาสตร์เมืองซงหยง (เซียงหยางจื่อ) ที่มีบันทึกไว้ว่า “ขงเบ้งและบังทอง บุคคลทั้งสองนี้มีสติปัญญาและชื่อเสียงโด่งดัง ได้รับฉายาว่าเป็นดั่ง มังกรหลับ และ หงส์อ่อน (หงส์ดรุณ) ส่วนสุมาเต็กโชมีฉายาว่า ซินแสคันฉ่องวารี ผู้ที่ตั้งฉายาเหล่านี้ก็คือ บังเต๊กกง”

            นี่จึงเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ในสมัยสามก๊ก ที่เฉินโซ่วนำมาอ้างอิงไว้ในจดหมายเหตุของตน แล้วช่วยทำให้โลกได้รู้จักเรื่องราวและที่มาของเหล่ายอดนักปราชญ์ในเกงจิ๋วได้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของ ขงเบ้ง บังทอง หรือ สุมาเต๊กโช

            ในบันทึกได้กล่าวว่า เนื่องจากบังเต๊กกงเป็นผู้มีฐานะในเมืองซงหยง ขงเบ้งมักไปคลุกคลีที่บ้านของเขาบ่อยครั้ง แล้วแม้ว่าขงเบ้งจะจัดฟูกนอนอยู่ที่หน้าเตียงของบังเต๊กกง แต่ในฐานะเจ้าบ้าน เขาก็ไม่ได้ว่ากล่าวแต่อย่างใด ชีซีเคยกล่าวยกย่องความใจกว้างในการต้อนรับและดูแลผู้คนทั้งปวงของบังเต๊กกงไว้อย่างสูงยิ่ง แต่ละครั้งเมื่อมีแขกเหรื่อมาเยี่ยมที่บ้านจำนวนมาก บังเต๊กกงจะให้ภรรยาของตนช่วยเตรียมอาหาร ต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี ผู้คนจึงมักเรียกขานเขาอย่างให้เกียรติว่า “บังกง” เขายังเป็นผู้ที่ให้การดูแลบังทองในวัยเยาว์เป็นอย่างดียิ่ง

            เมื่อบังทองอายุได้ 18 ปี ก็ได้รับการแนะนำให้เข้ารับราชการ อย่างไรก็ตาม บังทองมีนิสัยชอบวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับผู้คน บังทองยังโดนวิพากษ์ว่า มักกล่าวยกย่องผู้คนเกินจริงกว่าความสามารถ บังทองได้ให้เหตุผลว่า

“นี่เป็นช่วงเวลาแห่งกลียุค คนดีจึงมีอยู่เพียงน้อยนิด ส่วนคนชั่วช้ากลับมีดาษดื่นทั่วแผ่นดิน เป็นผลให้คนดีมีความสามารถส่วนใหญ่มักไม่ค่อยได้รับการส่งเสริมและก็ไร้ชื่อเสียงใดให้ผู้คนรู้จัก จึงยากที่จะสร้างผลงานได้ ด้วยเหตุดังนี้ ข้าจึงมักกล่าวยกย่องชมเชยผู้คนที่ทำดีจนเกินจริงเหนือกว่าผลงานหรือความดีที่เขาทำไว้ อย่างน้อยก็เพื่อสร้างกำลังใจให้พวกเขาเหล่านั้นได้พยายามมุ่งมั่นทำความดีต่อไป แม้อาจจะเกินกว่าความสามารถแท้จริงของพวกเขาไปบ้างก็ตาม แต่ขอเพียงให้พวกเขาทำความดีให้ได้สักครึ่งหนึ่งของชื่อเสียงที่ได้รับก็นับว่าเพียงพอแล้ว”

              หลังศึกผาแดงหรือศึกเซ็กเพ็กจบสิ้นลง จิวยี่แม่ทัพใหญ่ของง่อก๊กสามารถทำศึกยุทธนาวีชนะโจโฉได้ จึงเป็นการเปิดโอกาสให้เล่าปี่สามารถเข้ายึดครองอำนาจในเมืองเกงจิ๋วได้ในที่สุด หลังจากนั้นจิวยี่ก็ได้เป็นเจ้าเมืองหนานจวิ้น แต่ไม่นานจิวยี่ก็ล้มป่วยแล้วสิ้นชีพลง บังทองจึงเดินทางไปที่ง่อก๊กเพื่อเยี่ยมคารวะศพของจิวยี่

เนื่องจากปัญญาชนในง่อก๊กส่วนมากรู้กิตติศัพท์ของบังทองเป็นอย่างดี หลังจากบังทองคารวะศพจิวยี่เสร็จแล้วเตรียมเดินทางกลับ บรรดาขุนนางของง่อก๊กหลายคนได้แก่ ลกเจ๊ก โกะเสียว และ กวนฉง จึงพากันมาดูตัวบังทอง ดังนั้น บังทองจึงกล่าววิจารณ์คนเหล่านี้ว่า “ลกเจ๊กเปรียบเหมือนม้าที่มีพละกำลังแข็งแกร่ง วิ่งได้ทางไกล โกะเสียวเปรียบเหมือนวัวควายที่สามารถลากเลื่อนขนส่งได้ระยะทางยาวไกล” เตียวโป้ ได้ฟังแล้วจึงถามกลับว่า “ลกเจ๊กเป็นผู้มีสติปัญญาหรือไม่” บังทองตอบกลับว่า “แม้ว่าม้า (ลกเจ๊ก) จะมีกำลังมาก แต่สามารถให้คนขึ้นควบขี่ได้เพียงคนเดียวเท่านั้น สำหรับวัวควาย (โกะเสียว) แม้จะสามารถเดินทางไกลได้เป็นระยะกว่าสามร้อยลี้ในวันเดียว แต่ก็สามารถบรรทุกได้เพียงคนเดียวเช่นกัน”

            โกะเสียวได้ยินดังนั้นจึงถามบังทองกลับว่า “ท่านดูเหมือนจะรู้จักพวกเราได้ดีเหลือเกิน แล้วหากเปรียบเทียบกับตัวท่านกันเล่า” บังทองตอบกลับว่า “หากกล่าวถึงศาสตร์ความรู้และวิชาการทั้งหลาย ข้าย่อมมิอาจเทียบพวกท่านได้ แต่หากเป็นเรื่องการช่วยราชการแผ่นดินให้แก่ผู้นำหรือฮ่องเต้แล้ว ท่านก็มิอาจเทียบข้าได้เช่นเดียวกัน”

            เมื่อได้ฟังบังทองกล่าวเช่นนี้แล้ว คนทั้งหมดก็เสนอความคิดแล้วกล่าววิพากษ์สังคมด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวถึงเหล่านักปราชญ์และผู้คนทั้งหลายในยุคอดีตจนถึงปัจจุบันอย่างออกรสชาติ พวกเขาพากันนับถืออีกฝ่ายกันเป็นมิตรสหาย แล้วกล่าวอวยพรกันว่า สักวันคงได้พบกันในยามสงบสันติเช่นนี้อีก 

           ต่อมา เมื่อเล่าปี่เข้าควบคุมหัวเมืองในเกงจิ๋วได้มากแล้ว บังทองก็ได้อพยพมาอยู่ที่เมืองเล่ยหยางพอดี เวลานั้นคณะขุนนางและที่ปรึกษาของเล่าปี่ยังมีไม่มากนัก ความสามารถก็จำกัด โลซกจึงเขียนจดหมายแนะนำบังทองให้แก่เล่าปี่ ใจความว่า

          “บังทอง ซื่อหยวน ผู้นี้ นับเป็นยอดคนผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ล้ำเลิศมากยิ่งกว่านำผู้คนมารวมกันกว่า 100 ลี้ เขามีความสามารถเป็นได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นกุนซือในกองทัพ หรือ ตำแหน่งเจ้าเมืองใหญ่” (โลซกพยายามเปรียบเทียบว่า ความสามารถของบังทองช่างสูงเลิศล้ำ ประดุจว่ารวมเอาสติปัญญาของผู้คนไว้ได้มากกว่าระยะทาง 100 ลี้ด้วยซ้ำไป เป็นการแสดงความยกย่องอย่างสูงมาก)

          ขงเบ้งเองก็เขียนจดหมายแนะนำบังทองให้แก่เล่าปี่เช่นเดียวกัน ดังนั้นเล่าปี่จึงเชิญบังทองมาพบ แล้วแต่งตั้งให้บังทองเป็นเสนาธิการชั้นนายพล

ในบันทึกเจียงเปียวจ้วนกล่าวว่า เล่าปี่ได้เชิญบังทองมาร่วมทานอาหารเย็นแล้วถามว่า “ท่านซินแสได้ร่วมงานกับจิวยี่ทำศึกกับโจโฉมาก่อน เมื่อข้ามาถึงเมืองง่อ ก็ได้ทราบว่าท่านสมคบวางแผนการลับกับซุนกวนเพื่อจะดักเล่นงานข้า บัดนี้ท่านมาทำงานให้ข้าแล้ว ท่านก็ไม่ต้องปิดบังสิ่งใดไว้อีก” บังทองจึงรับคำ เล่าปี่ถอนใจแล้วกล่าวว่า “ครั้งนั้นนับเป็นช่วงเวลาคับขันยิ่งในชีวิตข้า แต่ข้าก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเดินทางไปแม้รู้ว่าอาจเป็นกับดัก ชีวิตข้าเกือบจะตกอยู่ในมือของจิวยี่แล้ว ใครๆก็คิดเช่นนั้น ขงเบ้งเองได้เตือนมิให้ข้าเดินทางไปเพราะเขาคิดว่าการไปเพียงลำพังนั้นอันตรายยิ่งนัก แต่ด้วยข้าคิดว่าซุนกวนมีความหวั่นวิตกในการศึกกับโจโฉอยู่ และเขายังจำต้องได้รับความช่วยเหลือจากข้าอยู่ก่อน ดังนั้นข้าจึงคิดว่ามันไม่น่าจะมีอันตราย แต่ก็ดูเหมือนว่าแผนนี้จะเสี่ยงอันตรายมากและข้าก็ไม่ควรที่จะทำเช่นนั้นอีก”

       บังทองยังได้อำนาจเป็นรองเพียงขงเบ้ง แต่ในทางกองทัพแล้ว ทั้งสองคนล้วนมีตำแหน่งเสมอเสมือนกันคือเป็นนายพลเสนาธิการกองทัพ “จวินซือจงหลางจวิน”  

            มีบันทึกของสุมาเปียว นักประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เขียนบันทึกโฮ่วฮั่นซู่ ได้บันทึกถึงเรื่องที่บังทองได้เสนอแนะต่อเล่าปี่ว่า “เมืองเกงจิ๋วมีชัยภูมิไม่สู้ดีนักหลังจากดินแดนนี้เผชิญกับไฟสงครามหลายปีติดต่อกัน ฝ่ายซุนกวนตั้งมั่นอยู่ทางตะวันออก ฝ่ายโจโฉก็เรืองอำนาจอยู่ทางเหนือ จึงเป็นการยากที่จะก่อรูปกระถางทูปสามขาขึ้นตามแผนได้”

            “ขณะนี้ที่เอ๊กจิ๋ว (เสฉวน) ผู้คนจำนวนมากมีทุนและกำลังทรัพย์ พลเมืองมีจำนวนนับล้าน มีเสบียงมากพอที่จะเลี้ยงดูกองทัพได้โดยไม่ต้องจัดหาจากภายนอกแคว้นเลย ด้วยแสนยานุภาพเช่นนี้ ท่านเล่าปี่สามารถจะทำการใหญ่ได้แน่”

เล่าปี่กล่าวตอบว่า “หากเปรียบโจโฉกับข้านั้น ย่อมประดุจไฟกับน้ำ โจโฉใจคอคับแคบ ข้าจิตใจกว้างขวาง โจโฉโหดเหี้ยมรุนแรง ข้าโอบอ้อมอารี โจโฉมากเล่ห์อุบาย ส่วนข้าเปิดเผยภักดี ข้าและโจโฉแตกต่างกันอย่างสุดขั้วในทุกด้าน สิ่งเหล่านี่จึงสร้างความสำเร็จมาให้ ถ้าหากข้าทำลายความสัตย์และความเชื่อถือที่ผู้คนมีให้ ตัวข้าจะยังสามารถจับใจผู้คนได้อีกหรือ”

บังทองจึงกล่าวตอบว่า “ในกลียุคนี้ ผู้นำต้องยืดหยุ่นปรับตัว ท่านจะต้องละทิ้งความอ่อนแอและขลาดเขลา และท่านยังต้องทำศึกแย่งชิงแผ่นดินเพื่อสยบผู้คนให้ยอมเชื่อฟัง ซึ่งแต่อดีตมา ผู้คนทั้งปวงก็ล้วนยอมเคารพนบนอบต่อผู้ครองอำนาจเสมอมาอยู่แล้ว” เมื่อได้ฟังแล้ว เล่าปี่ก็ดำเนินการตามนั้น โดยมอบหมายให้ขงเบ้งอยู่เฝ้าเมืองเกงจิ๋ว แล้วให้บังทองร่วมทัพติดตามเข้าสู่แดนเสฉวนด้วยกัน

เมื่อเล่าปี่ได้กับกับเล่าเจี้ยงเจ้าเมืองเอ๊กจิ๋วแล้ว บังทองก็ได้เสนอแผนการต่อเล่าปี่ว่า “นี่เป็นโอกาสดีที่จะจับกุมตัวเล่าเจี้ยง หากสำเร็จ เราก็จะสามารถยึดครองเมืองเอ๊กจิ๋ว (เมืองเสฉวน) ได้โดยมิต้องใช้กำลังทหารเลย” แต่เล่าปี่แย้งว่า “ข้าเพิ่งเดินทางถึง ยังมิสามารถครองใจผู้คน จึงไม่สามารถกระทำตามที่ว่าได้” เล่าเจี้ยงจึงสามารถเดินทางกลับไปนครเฉิงตู ขณะที่เล่าปี่ก็ได้ช่วยเหลือเล่าเจี้ยงทำศึกกับเตียวฬ่อที่เมืองฮั่นจง

ดังนั้น บังทองจึงเสนอแผนการทั้งสามชั้นให้เล่าปี่ได้ตัดสินใจว่า

“ฝ่ายเราควรส่งกำลังทหารอย่างลับๆบุกโจมตีนครเฉิงตู เล่าเจี้ยงไม่ทันเตรียมการป้องกันก็จะพ่ายแพ้โดยง่าย นี่นับเป็นแผนการชั้นดีที่สุด”

“หรือแผนต่อมา ด้วยเอียวห้วยและโกพ่ายซึ่งเป็นสองขุนพลของเล่าเจี้ยงที่รับผิดชอบดูแลด่านไป่สุย สองคนนี้เคยเตือนเล่าเจี้ยงไม่ให้เชื้อเชิญท่านเข้ามา ให้นายท่านทำเป็นว่าจะเดินทางกลับเมืองเกงจิ๋วเพราะเกิดเรื่องขึ้น เมื่อพวกเขาเห็นว่าท่านจะกลับย่อมต้องดีใจแล้วเดินทางมาส่งพวกเรา เมื่อถึงเวลานั้นก็ฉวยโอกาสจับตัวพวกเขาไว้และยึดทหารมาเป็นของเรา แล้วจึงค่อยเคลื่อนทัพบุกนครเฉิงตู นี่นับเป็นแผนการชั้นกลาง”

“หรือนายท่านสามารถเลือกถอยกำลังไปตั้งมั่นที่เมืองไป่ตี้เฉิง แล้วจึงรอกำลังสนับสนุนจากเมืองเกงจิ๋วแล้วค่อยเคลื่อนทัพบุกต่อไป นี่นับเป็นแผนการชั้นเลว แต่ทั้งหมดนั้นคือนายท่านมิอาจรั้งรออยู่ที่นี่เป็นเวลานานวันได้”

เล่าปี่ตัดสินใจเลือกแผนชั้นกลาง เขาสังหารขุนพลทั้งสองที่เฝ้าด่านทิ้งแล้วนำทัพใหญ่เดินทัพบุกสู่นครเฉิงตู ระหว่างเฉลิมฉลองชัยชนะที่ฟู่เฉิง เล่าปี่ได้จัดเลี้ยงสุราแล้วกล่าวกับบังทองว่า “ชัยชนะในวันนี้ทำให้ข้ายินดียิ่งนัก”

แต่บังทองได้กล่าวเตือนว่า “การบุกโจมตีบ้านเมืองของผู้อื่นแล้วกล่าวแสดงความยินดีนั้น ย่อมมิใช่จากกองทัพของผู้ทรงธรรม” เล่าปี่กำลังเมาสุรา เมื่อได้ฟังจึงโกรธจัด จึงแย้งว่า “ในอดีตเมื่อครั้งโจวอู่อ๋อง (มหาราชผู้ทำศึกปราบราชวงศ์ชาง) นำทัพทำศึกบุกปราบทรราชโจ้วอ๋อง เขาได้ร้องเพลงยินดีก่อนทำศึกและร่ายรำยินดีหลังจากนั้น เช่นนั้นแล้วอู่อ๋องมิใช่ผู้ทรงธรรมหรอกหรือ วาจาของเขาช่างไม่สมควรเลย เจ้าจงรีบออกไปให้พ้นเสียเดี๋ยวนี้” บังทองจึงลุกขึ้นแล้วเดินออกไป

เมื่อเล่าปี่สร่างเมาแล้ว จึงได้เกิดความสำนึกเสียใจแล้วเชิญบังทองกลับมาใหม่ บังทองดื่มกินอย่างปกติราวกับแกล้งทำเป็นว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เล่าปี่จึงกล่าวว่า “เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ ผู้ใดเป็นฝ่ายผิด” บังทองจึงตอบว่า “นายท่านและข้าผิดด้วยกันทั้งคู่” เล่าปี่ฟังแล้วก็หัวเราะ

เกี่ยวกับประเด็นนี้มีความละเอียดอ่อนลึกซึ้งมาก ด้วยเกี่ยวพันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานั้นซึ่งคนนอกย่อมยากจะเข้าใจได้ ซือจั่วฉือ นักประวัติศาสตร์ได้กล่าวว่า บุรุษผู้ทรงธรรม (หรืออย่างน้อยที่สุดคือมีคุณสมบัติเป็นผู้นำที่ทรงคุณธรรม) จะต้องได้รับความภักดีและเชื่อมั่นเป็นพื้นฐานสำคัญ หากปราศจากสิ่งเหล่านี้ ก็คงยากที่จะสามารถทำการต่างๆได้ เล่าปี่นั้นนำทหารเข้าบุกชิงดินแดนของเล่าเจี้ยงที่เป็นผู้ปกครองโดยชอบธรรม นั่นก็เท่ากับว่าเขาได้ใช้ความโหดเหี้ยมรุนแรง จึงทำให้ความมีคุณธรรมต้องเสียไป ในฐานะของขุนนางผู้สนับสนุนเหล่าผู้นำในการก่อร่างสร้างอาณาจักรนั้น ล้วนต้องเข้าใจจิตใจของผู้คนทั้งปวง และมิอาจแสดงออกถึงความยินดีต่อแผนการของตนได้

เผยซงจือได้แทรกเชิงอรรถ แสดงความเชื่อว่า แผนกลยุทธ์ทั้งหลายที่เล่าปี่ใช้ในการทำศึกกับเล่าเจี้ยงนั้น ล้วนมาจากความคิดของบังทองเป็นหลัก ดังนั้นบังทองย่อมรู้สึกอยู่เสมอว่าแผนการของตนได้นำไปสู่การใช้ความรุนแรงเพื่อชัยชนะโดยไม่เกี่ยงวิธีการ ในจิตใจของเขาจึงมีความขัดแย้งและเจ็บปวดต่อเรื่องนี้ไม่น้อย ถึงแม้เขาจะแสดงออกว่ามีความยินดีก็ตามแต่เบื้องหลังก็ได้เก็บซ่อนอารมณ์เหล่านั้นไว้ ครั้นหลังจากบังทองได้ยินคำกล่าวที่แสดงความยินดีของเล่าปี่หลังเสร็จศึก บังทองก็ไม่ได้รู้สึกว่าตนเป็นฝ่ายผิดแต่ผู้เดียวอีกต่อไป ประกอบกับเล่าปี่ก็เมาสุราแล้วกล่าวเปรียบตนเองประดุจเดียวกับโจวอู่อ๋องโดยไร้ความละอายใจด้วย ดังนั้นคำกล่าวที่ว่าเล่าปี่และบังทองผิดทั้งคู่นั้น หากมองจากในมุมของบังทองแล้ว จึงนับว่าถูกต้อง

            หลังจากนั้น เล่าปี่ได้นำทหารเข้าบุกแล้วปิดล้อมเมืองลั่ว บังทองได้นำทหารบุกตีเมืองแล้วเสียชีวิตจากการโดนเกาทัณฑ์ยิงเข้าใส่ รวมอายุได้ 36 ปี เล่าปี่เสียใจอย่างสุดมาก จึงแต่งตั้งบิดาของบังทองให้เป็นขุนนางใหญ่ ขงเบ้งนั้นมีความโศกเศร้าเสียใจต่อการตายของบังทองอย่างมาก จากนั้นบังทองจึงได้รับการอวยยศย้อนหลังให้เป็นขุนนางชั้นพระยากวนไน่โหว แล้วเป็นพระยาสันติ “จิ้งโหว” (General of the Gentleman of the Household Masters of the Army)

บังทองมีบุตรชายชื่อ บังหอง ฉายาว่า จวีซื่อ มีตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองฟู่ แต่เขามีความขัดแย้งกับขุนนางใหญ่ในราชสำนักของจ๊กก๊ก จึงโดนกีดกันในการเติบโตทางราชการ น้องชายของบังทองคือ บังหลิน ได้ตำแหน่งเป็นขุนพลของเมืองเกงจิ๋ว ได้ร่วมกับอองก๋วนทำศึกบุกง่อก๊ก ต่อมาเมื่อพ่ายแพ้ จึงได้ร่วมกับอองก๋วนไปสวามิภักดิ์ต่อวุยก๊กแล้วได้รับตำแหน่งขุนนาง

ในบันทึกประวัติศาสตร์เมืองซงหยง (เซียงหยางจี้) ได้เล่าเรื่องราวที่ยกย่องครอบครัวของบังหลินและภรรยาว่า เดิมภรรยาของบังหลินเป็นคนบ้านเดียวกับพี่สาวของเค้าเก๋งซึ่งมักศักดิ์เป็นกุนซือที่ปรึกษาของเอียวฮี ต่อมาเมื่อโจโฉยึดครองเกงจิ๋ว ทำให้บังหลินและภรรยาต้องพลัดพรากจากกัน นางจำต้องเลี้ยงดูบุตรีอยู่ที่เกงจิ๋วเพียงลำพัง หลังจากนั้นบังหลินได้ติดตามอองก๋วนไปสวามิภักดิ์กับวุยก๊ก แล้วเขาก็ได้กลับมาอยู่ร่วมกับภรรยาอีกครั้ง เมื่อโจผีได้ทราบเรื่องราวเหล่านี้แล้ว จึงออกประกาศยกย่องในความเป็นบุรุษที่รักยึดมั่นในภรรยาและครอบครัวของบังหลิน รวมถึงภรรยาของเขาที่ยืนหยัดเลี้ยงดูบุตรีอย่างเข้มแข็งเพียงลำพัง แล้วโจผีก็ประทานรางวัลให้สมกับคุณความดี ดังนั้นสายเลือดของบังทองจึงรับราชการในวุยก๊กต่อมา

 

อธิบายเสริม

            เรื่องที่บังทองและเล่าปี่เกิดข้อขัดแย้งกันระหว่างงานเลี้ยงฉลองชัยนั้น นับว่าเป็นประเด็นละเอียดอ่อนไม่น้อย อันที่จริง การกระทำของเล่าปี่ก็ไม่ได้ผิดอะไร หากมองในแง่ของผู้นำทัพที่สามารถได้ชัยชนะจากการทำศึกพิชิตดินแดน เพียงแต่สถานการณ์ในเวลานั้น บังทองอาจจะมองในแง่ของความเหมาะสมและต้องการเตือนเล่าปี่มิให้แสดงออกถึงความยินดีมากจนเกินไป

            เล่าปี่นำทัพเข้าเสฉวนนั้น มีเป้าหมายหลักคือแย่งชิงดินแดนมาจากเล่าเจี้ยง ในยุคสามก๊ก การยกทัพทำศึกแย่งชิงดินแดนของผู้อื่นอาจถือเป็นเรื่องธรรมดา เช่นกรณีของโจโฉที่ได้ยกทัพทำศึกปราบดินแดนต่างๆได้มากมาย แต่ในกรณีของเล่าปี่นั้นแตกต่างไปมาก ด้วยเขามีชื่อเสียงเป็นที่ยกย่องในแผ่นดินว่าเป็น “ผู้ทรงคุณธรรม” ชื่อเสียงนี้เป็นอาวุธสำคัญที่ได้สร้างพลังศรัทธาให้ผู้คนจำนวนมากยอมติดตามพลีกายถวายชีวิตให้ทั้งที่เล่าปี่แทบจะไร้ซึ่งทุนรอนใดๆในการชิงอำนาจ นอกจากนี้ หากดูจากประวัติที่ผ่านมาของเล่าปี่ก็จะพบว่า ทุกครั้งที่ออกศึกล้วนต้องมีข้ออ้างหรือความชอบธรรมที่เหมาะสมเพียงพอ

            ตัวอย่างเช่น เมื่อครั้งเล่าปี่ร่วมกับกองซุนจ้านและพันธมิตรทำศึกกับตั๋งโต๊ะซึ่งนั่นก็นับว่าชอบธรรม เล่าปี่ทำศึกกับอ้วนสุดก็เพราะมีราชโองการจากฮ่องเต้ที่โจโฉเป็นผู้อ้างจึงมีความชอบธรรมที่อ้างได้ ทำศึกกับลิโป้ก็เพราะลิโป้ไร้คุณธรรมแย่งชิงเมืองชีจิ๋วมาจากตนนั่นจึงชอบธรรม ต่อมาทำศึกกับโจโฉก็ยิ่งนับว่าชอบธรรมในมุมมองของผู้คนจำนวนมาก หากมองในมุมที่ว่าโจโฉข่มขี่ฮ่องเต้ไว้ ดังนั้นการเป็นศัตรูกับโจโฉจึงเป็นเรื่องปกติ แต่การที่เล่าปี่เคลื่อนทัพเปิดศึกกับเล่าเจี้ยงนั้น เป็นสถานการณ์ครั้งแรกและครั้งเดียวที่เล่าปี่ปราศจากข้ออ้างที่ชอบธรรมมากพอจะเปิดศึกได้ เป้าหมายของเล่าปี่ในการเปิดศึกกับเล่าเจี้ยงนั้นคือต้องการยึดดินแดนเอ๊กจิ๋วหรือเมืองเสฉวนมาเป็นรากฐานในการก่อร่างสร้างอาณาจักรของตนเอง นี่เป็นความทะเยอทะยานส่วนตน แต่หากมองอย่างเป็นรูปธรรม ถ้าเล่าปี่จะต่อต้านโจโฉ หากไร้กำลังทหารหรือฐานที่มั่นที่เข้มแข็งเพียงพอแล้ว ก็จะไม่มีทางทำได้สำเร็จเลย นี่จึงยังพอเป็นข้ออ้างอันชอบธรรมที่เล่าปี่จะใช้ได้อยู่บ้าง แต่ก็ย่อมจะไม่สนิทใจแน่นอน เพราะเล่าเจี้ยงก็มิได้ทำผิดทำนองคลองธรรมหรือเป็นทรราชที่ควรต้องล้มล้างแต่อย่างใด

            บังทองนั้นเป็นหนึ่งในนักปราชญ์ชื่อดังที่มุ่งเรื่องการตักเตือนผู้คนให้ประพฤติและทำความดีอยู่เสมอ การที่เขาต้องวางแผนกลยุทธ์เพื่อทำให้เล่าปี่ชนะศึกนั้น หากกล่าวอ้างจากบันทึกและคำวิจารณ์ของ ซือจั่วฉือ ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างเอียงเข้าข้างฝั่งเล่าปี่และจ๊กก๊กนั้น ก็อาจจะพอเข้าใจความคิดและอารมณ์ของบังทองในเวลานั้นได้ (หรือหากใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์แบบมานุษยวิทยาของ Clifford Geertz ซึ่งมุ่งให้เราค้นหาสภาพทางอารมณ์ ความตึงเครียดของบุคคล เพื่อมาช่วยในการตีความประเด็นนี้แล้ว อาจจะทำให้เราเข้าใจบังทองมากขึ้น)

เล่าปี่แสดงความยินดีในงานเลี้ยงฉลองหลังจากชัยชนะ แท้จริงก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอย่างใด แต่ด้วยชื่อเสียงและภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำที่ทรงคุณธรรมซึ่งเล่าปี่ได้สร้างสมมาทั้งชีวิตและยังถือว่าเป็นเงื่อนไขพิเศษที่ทำให้เล่าปี่สามารถสร้างตัวขึ้นมาจากไม่มีอะไรเลยได้นี่เอง จึงน่าจะทำให้การที่เล่าปี่จะแสดงออกนอกหน้าถึงความยินดีปรีดาหลังได้ชัยชนะและยึดดินแดนของเล่าเจี้ยงได้นั้นจึงอาจเป็นเรื่องที่ไม่สมควรจะแสดงออกให้ผู้คนเห็นอย่างชัดแจ้งเกินไป หากใครไม่คิดอะไรนั่นก็แล้วไป แต่หากมีคนคิดขึ้นมาแล้วนำไปพูดบอกต่อกัน ย่อมไม่ใช่ผลดีสำหรับเล่าปี่ในเวลานั้นที่เพิ่งจะเริ่มตั้งตัวแล้วกำลังจะทำศึกชิงเพื่อชิงดินแดนมาเป็นฐานที่มั่นในอนาคต

ดังนั้นหากมองในมุมนี้ จึงอาจวิเคราะห์ว่า บังทองอาจจะรู้สึกผิดหวังในภาพลักษณ์ความเป็นผู้ทรงธรรมของเล่าปี่ หรืออย่างน้อยคือเขาก็เข้าใจสัจธรรมของอำนาจอยู่แล้ว เพียงแต่บังทองต้องการเตือนสติเล่าปี่ให้ระวังการแสดงออก แต่เพราะเวลานั้นเล่าปี่กำลังเมาสุรา คำเตือนนี้จึงไม่เป็นผล แล้วกลายเป็นว่าคำพูดเหล่านั้นไปสะกิดอารมณ์ของเล่าปี่ไปโดยปริยาย ภายหลังเมื่อบังทองกล่าวว่า เราผิดทั้งคู่ เล่าปี่จึงเพียงหัวเราะแล้วให้จัดงานเลี้ยงต่อไปเท่านั้น     

 

สรุปข้อแตกต่างเรื่องราวของบังทอง ระหว่างจดหมายเหตุและนิยาย

 
         1.
ในนิยาย หลอก้วนจงได้แต่งเรื่องราวว่า บังทองสิ้นชีพลงเพราะเนินลั่วเฟิ่งฟอนั้น เป็นเพราะชื่อของเนินแห่งนี้มีความหมายในทางไม่ดี แปลว่า เนินหงส์ร่วง เป็นการนำความเชื่อเรื่องชะตาฟ้าลิขิตและการถือโชคลางมาใส่ไว้ในนิยายให้มีสีสัน แล้วทางหนึ่งยังเป็นการแก้ตัวให้บังทองว่าสิ้นชีพที่แห่งนี้เพราะชะตาถึงฆาตแล้ว แต่ในจดหมายเหตุไม่ได้มีบันทึกเรื่องเหล่านี้ หากมองในมุมประวัติศาสตร์และการทหาร อาจกล่าวว่าการเสียชีวิตของบังทองมาจากความผิดพลาดและประมาทเกินไปในฐานะนักการทหาร อันที่จริงก็นับว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดอยู่แล้วที่บังทองซึ่งมีหน้าที่เป็นเสนาธิการจะนำตัวเองลงสุ่สมรภูมิรบ ต่อให้รับหน้าที่นำทหาร ก็ไม่สมควรจะลงไปสู่พื้นที่เสี่ยงตายง่ายๆเช่นนั้น

         2.นอกจากนี้ เกี่ยวกับการตายของบังทอง หลอก้วนจงได้เขียนในนิยายสามก๊กพิสดารขึ้นไป โดยคราวนี้มีขงเบ้งเกี่ยวข้องด้วยนั่นคือก่อนที่บังทองจะถูกยิงตายนั้น ขงเบ้งซึ่งขณะนั้นอยู่รักษาการที่เกงจิ๋วได้ดูดวงดาวและพบว่าดาวประจำตัวของบังทองได้ตกลงมาจึงรู้ว่าบังทองจะเสียชีวิตที่เนินลั่วเพิงโพ(เนินหงส์ดับ) ขงเบ้งจึงส่งจดหมายไปเตือนบังทองแต่บังทองไม่ฟังเข้าใจว่าขงเบ้งริษยาที่ตนกำลังมีผลงานจึงอาสานำทัพบุกตีเมืองและสุดท้ายก็ถูกยิงเสียชีวิตที่เนินลั่วเพิงโพจริงๆ


         เรื่องนี้เป็นสิ่งที่หลอก้วนจงแต่งเสริมขึ้นเพื่อเสริมปัญญาของขงเบ้งให้เด่นขึ้น และสร้างสีสันให้แก่นิยาย และเป็นการทำให้บังทองเป็นตัวละครที่มีมิติ มีเอกลักษณ์เป็นที่จดจำมากขึ้น เพราะบทบาทของเขาในสามก๊กค่อนข้างมีไม่มากนัก แต่อันที่จริงแล้ว หากพิจารณาจากความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ขงเบ้งและบังทองไม่น่าที่จะมีเรื่องอิจฉาริษยาอะไรกัน เพราะขงเบ้งนั้นรักบังทองเป็นเหมือนพี่ชายและบังทองก็เป็นเพื่อนสนิทที่สุดในชีวิตของขงเบ้ง การที่บังทองได้มารับราชการอยู่กับเล่าปี่ ส่วนหนึ่งก็เพราะการสนับสนุนของขงเบ้ง เท่ากับว่าในกลุ่มขุนนางที่ปรึกษาของเล่าปี่นั้นบังทองกับขงเบ้งถือว่าเป็นพวกเดียวกัน หากเรามองในแง่การเมืองถ้าขงเบ้งเป็นใหญ่บังทองก็ย่อมได้ดีตามไปด้วย จึงไม่มีเหตุผลสักนิดที่บังทองจะริษยาขงเบ้ง แต่ทั้งสองน่าจะช่วยกันส่งเสริมซึ่งกันและกันจะเป็นผลประโยชน์ร่วมของพวกเขาด้วยซ้ำ  


         3.สำหรับสาเหตุที่บังทองทำผิดพลาดจากหลักการนำทัพเข้าบุกตีปราสาทจนต้องถูกยิงตายนั้นอย่างไม่ควรกับตำแหน่งเสนาธิการทหารนั้น คงต้องถือว่าเป็นอุทาหรณ์สำคัญ สำหรับผู้ที่มีสติปัญญาและแผนการมากมาย แต่กลับมีความสามารถในการเลือกใช้แผนการมากมายในหัวสมองของตนเองอย่างไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ จุดนี้เราพอพิจารณาได้จากการที่บังทองเสนอแผนการยึดเสฉวนแก่เล่าปี่ บังทองเสนอทางที่ดูง่ายและเร็วที่สุดให้เล่าปี่ว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ทางเลือกนั้นจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของเล่าปี่ในระยะยาว จุดนี้บังทองก็อาจจะคิดลองใจเล่าปี่ดูก็ได้ว่าเป็นคนที่มีทัศนคติหรือแนวคิดเช่นไร อีกจุดที่บังทองผิดพลาดจนถึงแก่ชีวิต คงอยู่ที่ทิฐิมานะที่ต้องการแสดงความสามารถหรือผลงานในการศึกของเขาที่มากเกินไป

 

         โดยสรุปแล้ว อาจวิเคราห์ได้ว่าบังทองตัวจริงนั้น นับเป็นยอดคนที่มีความสามารถเยี่ยมยอดแต่โชคร้ายอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้แสดงความสามารถเพียงน้อยครั้งเท่านั้น หากดูจากแผนการที่เขาเสนอให้เล่าปี่แล้ว ก็แสดงให้เห็นว่าบังทองมีความรอบรู้ในหลักพิชัยยุทธ์และกลศึกมากมาย อย่างที่ขงเบ้งว่า บังทองนั้นรอบรู้กลศึกมากกว่าตนด้วยซ้ำ เพียงแต่บทบาทของเขาต่อกลียุคมันน้อยนิดสิ้นดี แต่ถึงอย่างไรบังทองก็เป็นชื่อหนึ่งที่ติดอันดับต้นๆในบรรดายอดกุนซือแห่งยุคสามก๊กอยู่ดี

 

          

 

        

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

34 ความคิดเห็น

  1. #1577 สุมาเต็กโช (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2560 / 10:59
    จากการอ่านคอมเม้น ของแต่ละท่านแล้ว ผมมีความคิดว่า บังทองฆ่าตัวตายจริงๆ จากหลายกรณีด้วยกัน

    1.บังทองจะไม่รู้เชียวหรือว่าม้าตัวนี้พาซวย ซึ่งใครๆก็รู้กันทั่ว

    2.จากที่บังทองเสนอจับตัวเล่าเจี้ยงอาจเพราะถ้าจับกุมเล่าเจี้ยงแล้วกล่อมเล่าเจี้ยงมาทำงานใหญ่ด้วยกันน่าจะมีประโยชน์กว่ารบกันให้แตกหักเสียไพร่พล

    3.จากการไปทดสอบนายมาทั้งไปหาซุนกวน และ โจโฉ ก็เพื่อหานายดี จนมาเจอเล่าปี่ ที่ตัวเองคิดว่ามีคุณธรรมที่สุดจึงเสนอตัวรับใช้

    3.1แล้วบังทองก็มาเห็นธาตุแท้เล่าปี่ตอนเมาซึ่งปิดไม่มิด ว่าเล่าปี่คุณธรรมจอมปลอม

    4.จริงๆ แล้วบังทองก็รู้ว่าทางเล็กนี้มีคนลอบฆ่าอยู่ จึงแสร้งเสนอเล่าปี่ว่าทางเล็กไม่สมเกียรติ

    5.ทั้งที่รู้ว่ามีคนลอบฆ่าอยู่ มีตั้งหลายวิธีเพื่อลวงคนลอบฆ่าให้ออกมา แกล้งให้ลูกน้องขี่ม้าเต็กเลานำหน้าแทนเพื่อลวงศัตรูก็ได้

    6.เมื่อรู้ทั้งหมดนี้จึงคิดว่าไม่สมควรช่วยใคร เพราะมีแต่พวกลวงโลกทั้งนั้นเสียดายมันสมองตัวเองที่จะช่วยคนชั่วพวกนี้พาตัวเองไปตายดีกว่า ไหนๆจะตายก็ช่วยเล่าปี่งานสุดท้ายแล้วกันเพื่อให้เล่าปี่มีข้ออ้างคุณธรรมบุกเสฉวน

    #1577
    1
    • #1577-1 สุมาเต็กโช (จากตอนที่ 13)
      23 มิถุนายน 2560 / 11:10
      จากการเสนอ 3 ทางเลือกให้เล่าปี่แสดงว่า บังทองไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจในแผนทั้งหมด แผนทั้งหมดน่าจะเป็นเล่าปี่ตัดสินใจ ถ้าบังทองมีอำนาจตัดสินใจจะเสนอ 3 ทางเลือกทำไม
      #1577-1
  2. #1473 SpinOut (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2556 / 01:42
    ดูไปแล้วย้อนคิดไปถึง หลิวปัง ผู้ก่อตั้งราชวงฮั่น น่ะ

    เล่าปี่ อาจเป็นแบบนั้นก็ได้

    #1473
    0
  3. #1407 eagle(Original) (@eagle) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2555 / 04:49
    ถ้าจะบอกว่าบังทองยอมตายเพื่อจะให้เล่าปี่ใช้เป็นข้ออ้างในการบุกเสฉวน ก็ประหลาดและไม่สมเหตุผลมาก

    เพราะการตายของเสนาธิการคนหนึ่ง จะทำให้เล่าปี่เอาเป็นเหตุผลรุกราน มันไม่เข้าท่าเอาเลย ก็ในเมื่อเล่าปี่เป็นฝ่ายกทัพมารุกรานแต่แรกแล้ว

    #1407
    0
  4. #1398 Skyky (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2555 / 19:55
    เราอ่านฉบับภาษาจีนอ่ะนะ

    คืองี้ ที่บังทองตายอ่ะ มันเป็นแผนที่เจ้าตัวเองวางเอาไว้

    ตอนที่เล่าปี่จะบุกเสฉวนไง ตอนแยก 2 ทางอ่ะ

    บังทองรู้อยู่แล้วว่าตัวมีการซุ่มโจมตีในทางที่ตัวเองจะไปอะนะ

    รู้ว่าตายแน่ และเพื่อให้ข้าศึกยิงตัวเองแน่ เลยไปขอม้าเล่าปี่มาเพื่อให้เสมือนเล่าปี่

    พอตัวเองจะตายอ่ะ บังทองก็ได้เอาจดหมายที่เขียนไว้ก่อนตายมาให้เล่าี่ปี่

    ให้ใช้การตายครั้งนี้ของบังทอง เป็นข้ออ้างบุกเสฉวนไง เพราะเล่าปี่ไม่มีข้ออ้างที่ดูมีคุณธรรม

    การตายของบังทองเลยเป็นข้ออ้างที่ดีที่สุดหน่ะ

    อ่านมาเขาเขียนเงี้ยอ่ะนะ
    #1398
    1
    • #1398-1 วังลภ (จากตอนที่ 13)
      26 มกราคม 2560 / 08:35
      บังทองเมื่อก่อนตายแล้วยัง เขียนจดหมายไม่ให้เอาโทษกับแม่ทัพที่คุมทหารยิ่งเขาตายอีด้วย เพื่อที่จะให้เล่าปีได้ครองเสฉวนได้อย่างราบรื่น นับเป็นความเสียสละและจงรักภักดีอย่างใหญ่หลวง
      #1398-1
  5. #1384 เจ้าหนูบันจิจัง (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2555 / 10:04
    เนินหงค์ร่วง

    ในเมื่อมาถึงทีนี้แล้วมันจะรอดได้ไง ชื่อมันก็บอกอยู่ เจ้าตัวก็รู้

    ไม่ต้องไปโทษเล่าปี่เลย

    แต่ในเกมสแนววางแผนยังไงก็เทพ+555

    เอาแม่งมา3คนเลย ชีซี ขงเบ้ง บังทอง +5555
    #1384
    0
  6. #1341 คนความรู้น้อย (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2555 / 00:42
    แต่ผมมีความคิดว่าตัวบังทองนั้นแหล่ะที่คิดฆ่าตัวตาย เพราะไปอยู่กับซุนกวนก็ไม่ได้ อยู่กับโจโฉก็ไม่ดี แล้วมาเจอมางท่าของเล่าปี่อีก ก็เลยคิดว่าในเมื่ออยู่กับใครไม่ได้สู้ไมอยู่ดีกว่า
    #1341
    0
  7. #1336 มงจิ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 เมษายน 2555 / 10:31
    เก่งทุกคนเเต่เก่งคนระทางที่ถนัดมั้งคะเเล้วเเต่คนจะคิดจากความเห็นเก่งทุกคนค่ะ
    #1336
    0
  8. #1328 artist (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 เมษายน 2555 / 16:04
    เล่าปี่ อาจคิดฆ่าบังทอง แต่บังทองก็ไม่ใช่คนโง่ เผลอๆบังทองรู้อุบาย แล้ววางซ้อนเพื่อให้ตัวเองได้ออกจากเล่าปี่ อาจจะไม่ตายก็ได้นะเออ
    #1328
    0
  9. #1323 Tan3kingdom (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 เมษายน 2555 / 08:09
    เล่าปี่ไม่มีความจำเป็นอะไรต้องฆ่าบังทอง

    ถ้าบังทองเห็นธาตุแท้ของเล่าปี่แล้วขงเบ้ง กวนอู เตียวหุย จูล่ง

    รู้จักกับเล่าปี่นานกว่าบังทองเสียอีกน่าจะเห็นธาตุแท้ของเล่าปี่มาเยอะกว่า

    แล้วทำไมพวกเขายังรับใช้เล่าปี่ถ้าเล่าปี่เลว แม้ว่าเล่าปี่ตายนานแล้ว

    แต่ขงเบ้งยังรับใช้เล่าปี่สานงานสืบต่อราชวงศ์ฮั่นจนวินาทีสุดท้ายในชีวิต

    ความจริงขงเบ้งไม่ต้องมาช่วยเล่าปี่ก็ได้แต่ขงเบ้งเห็นธาตุแท้ของเล่าปี่

    ว่าเล่าปี่ทำไปก็เพื่อประชาชนขงเบ้งจึงมาช่วยเล่าปี่

    แล้วที่บังเสียเสียชีวิตเพราะความประมาทความริษยาบังปัญญา

    กลัวขงเบ้งเหนือกว่าตนกกลัวว่าขงเบ้งจะมาแย่งผลงาน

    ถ้าเขาตั้งสติให้ดีปัญญาระดับขงเบ้ง บังทอง

    อย่าว่าแต่เสฉวนเลยต่อให้วุยก๊ก ง่อก๊ก ก็มีสิทธโดนขงเบ้ง บังทองยึดก็ได้

    ถ้าบังทองไม่ประมาทเขาก็คงยึดเสฉวนได้แล้ว
    #1323
    0
  10. #1295 หวังดี (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 มกราคม 2555 / 20:50
    คนอะไรมันจะก้าวโดยไม่พลาดได้

    ทุกคนก็เคยพลาด

    แต่เราควรจะเรียนรู้จากความผิดพลาดจะดีที่สุด

    แแล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าเกิดอะไรขึ้น

    ออแล้วคุณเบื่อพวกที่อ่าน

    คุณบอกว่าอ่านน้อยแล้ววิเคราะห์ทำไมครับ

    คุณเป็นเทพเจ้าหรืออย่างไรครับที่จะได้คิดว่าคนเราจะเดินโดยไม่พลาด

    เอาแต่วิเคราะห์ดูตัวเองก่อนดีไหมครับ ผมว่านะคุณก็เคยพลาด

    อย่ามองสิ่งเลวๆของคนอื่นเลยครับ มองด้านดีๆดีกว่าครับ

    สังคมเราจะได้เจริญ



    #1295
    0
  11. #1292 เบื่อพวกที่อ่าน (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2554 / 22:24
    ใครเก่งกว่า ตอบยาก อ่านดูดีๆแล้วจะรู้บังทองไม่ได้เก่งสงครามจริง ขงเบ้งจะถนัดในการทำสงคราม ใช้จิตวิทยามากกว่า

    บังทอง เป็นพวกเก่งแต่ เอาแต่ใจตัวมากกว่า กวนอูต้องบอกว่าตายเพราะตัวเองลืมจุดที่ตัวเองมา

    เตียวหุย ตายเพราะเหล้า เล่าปี่ ผู้ที่หลอกใช้คนด้วยน้ำตา แต่ร้ายสุด ขงเบ้ง หลอกใช้คนทุกคนเพื่อประโยชน์ทั้งนั้น ถามว่าถ้าเล่าปี่ไม่พูดไว้ก่อนตายจะเกิดอะไร สุมาอี้มีอะไร อ่านดูดูจะรู้ว่า ขงเบ้งประเมินไว้แล้ว แต่ ขงเบ้งพลาดเอง ที่ไม่รีบจัดการไปก่อน อ่านเรื่องนี้ไม่เยอะเพียงแค่ ด่าคนหลายๆคนที่อ่านเรื่องนี้แล้วคุยมาหลายคน

    เรื่องนี้อ่านแล้วพิจารณาดูดีแล้วจะรู้นะ ว่าจริงๆแล้วเล่าปี่ไม่ได้ดีอย่างที่คิด โจโฉ มัวเมาในอำนาจ เสียดายแค่คนเดียวที่ได้จุดที่ดีที่สุดแต่เสียดายว่าเป็นคนที่ขี้กลัว

    อ่านไม่เยอะแค่เขียนหนังสือได้ อ่านแล้วใช้ความรู้สึกตัวคิด อย่าอวดความให้คนอื่น เห็นความไม่รู้ของการอ่านหนังสือ
    #1292
    0
  12. #1269 jack (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2554 / 22:15
    เราว่าเล่าปี่ซื่อจนบื้อคับที่ไม่ยอมใช้แผนที่อาจจะดูชั่วแต่ได้ผลของบังทองถ้าบังทองไปอยู่กับโจโฉนี่คงเหมืองมังกรติดปีกหงเลย(มายังไงคำนี้ 555+)เพราะโจโฉไม่เกี่ยงอุบายอยู่แล้วจริงมำคะบแต่อย่างว่าบังทองบุญมีแต่กำบังครับ
    #1269
    0
  13. #1239 ดาร์กแองเจิล (@phoenixbird) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 กันยายน 2554 / 23:06
    เป็นไปได้ไหมที่บังทองรู้ว่าทหารจะยิงคนที่ขี่ม้าสีขาวเทา เขาเลยแสรงทำเป็นม้าพยศ
    เพือให้เล่าปี่แลกม้ากับเขาและอาสาเดินทางไปในทางที่ทุรกันดาร
    และโดนยิงตายแทนเล่าปี่

    เพราะถ้าไม่เป็นยังงั้นคนที่จะตายคาตรอกหงส์ดับคือเล่าปี่เสียเอง
    เพราะเล่าปี่จะเดินไปในทางที่ทุรกันดาร แต่บังทองแย้งเพราะเรื่องเกียรติยศ
    #1239
    0
  14. #1197 จ๊กก๊กจงเจริญ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2554 / 18:49
    ถุย กูเกลียดกุยแก กูอ่านสามก๊กไม่เห็นจะเห็นมันในสายตา กาก มีปัญหาไหม

    ขงเบ้ง บังทอง เทพเว้ย
    #1197
    0
  15. #1194 Sivil (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2554 / 21:31
    ตามความคิดผมๆเหตุที่บังทองตายนั้นคิดคล้ายๆกับผู้เขียนเลย แต่ผมก็คิดว่าตัวบังทอง

    เองนั้นก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจด้วยแหละว่าเล่าปี่ต้องการฆ่าตนและพร้อมใจตายจึงยอมรับม้าเต๊กเลา

    มาบัญชาทัพในสนามรับ เพราะมีหลายคนเคยพูดแล้วไม่ใช่หรอว่าม้าเต๊กเลานั้นแม้จะเป็น

    อาชาศึกชั้นดีแต่ลักษณะทำให้ผู้ขี่ถึงฆาต แม้แต่ชีซียังบอกว่าถ้าเล่าปี่ไม่ชอบใครให้เอา

    ไปให้คนนั้นเป็นการโยนภัยให้คนอื่นตอนเจอเล่าปี่ครั้งแรกและหลายๆคนก็บอก มีหรือ

    บังทองจะไม่รู้เรื่องนี้แต่ก็ยังยอมรับมาคงพร้อมใจตายด้วยแหละ เพราะคงไม่อยากเปลี่ยน

    เจ้านายตามหลังขงจื้อแหละ คงคลายๆกรณีที่ซุนฮกและซุนฮิวกินยาฆ่าตัวตายแหละครับ

    #1194
    0
  16. #1128 เจียงปิง (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 มีนาคม 2554 / 20:53
    บังทอง ไม่จำเป็นต่อเล่าปี่อยู่เเล้วนิ อีกอย่างดันเเสดงออกว่าไม่พอใจเล่าปี่ตรงๆ คงรอดยุหรอก
    #1128
    0
  17. #1082 *มังกรวารี* (@cottobath) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 / 10:59

    สามก๊กฉบับนิยายเราคงต้องเข้าใจว่ามีความจริงอยู่เพียงส่วนเสี้ยว
    เพราะจากบันทึกประวัติศาสตร์หลายๆเรื่อง
    ตามหน้าประวัติศาตร์มีอยู่ไม่กี่บรรทัด ที่เหลือแต่งขึ้นใหม่ได้เป็นเล่ม

    นิยายอ่านเอาสนุกได้ แต่สาระต้องคัดกรองกันเองครับ

    เพราะจริงๆเกิดอะไรขึ้นเราก็ไม่รู้ได้(เกิดไม่ทัน)

    #1082
    0
  18. #1057 หงษ์ดรุณ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2553 / 21:38
    เล่าปี่ไม่ได้ฆ่าบังทอง คุณอ่านสามก๊กจากไหนครับ



    เล่าปี่บอกว่าตนจะนำทัพไปทางเล็ก แต่บังทองแย้งว่าเล่าปี่ควรจะไปทางใหญ่เพื่อให้สมเกียรติ

    และม้าบังทองพยศ เล่าปี่จึงแลกม้ากับบังทอง เพราะทางเล็กทุรกันดาร ควรจะใช้ม้าดี



    คุณรู้ประวัติศาสตร์จริงหรือเปล่าครับ
    #1057
    0
  19. #937 NoName (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 มีนาคม 2553 / 10:11
    บังทองไม่เหงเก่งเรย



    ขงเ้บ้งเก่งก่าเยอะ



    เขาอุดส่าเปงห่วง



    แมร่งกับไม่สนใจ



    คิดว่าขงเบ้งอิจฉา



    น่าตาก้อขี้เหล่



    สมน้ำน่าที่ตายไป
    #937
    0
  20. #905 นายแมว (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 / 21:56
    ผมไม่รู้จักว่าบังทองจริงๆ แล้วเป็นยังไงหรอกครับ ในประวัติศาสตร์น่ะ

    แต่สังเกตจากหลอก้วนจงแล้ว ดูเหมือนจะ Look Down บังทองยังไงก็ไม่รู้



    คนเก่งกาจมากๆ ไม่มีวิธีแสดงตัวให้ผู้ใหญ่ชื่นชมหรืออยากได้เลยเหรอ ขงเบ้งยั่วให้เล่าปี่ไปหาตั้ง 3 ครั้ง แต่ละครั้ง พอไม่พบ ก็ยังอุตส่าห์มีคนไปยกย่องความสามารถให้ฟัง จนเล่าปี่เคลิ้ม ในขณะที่บังทองนั้น อยู่ๆ ก็เดินเข้าไปหาซุนกวนและเล่าปี่เลย โดยไม่ได้เตรียมตัวอะไร

    พอออกไปรบเข้า เสนอแผนอะไรๆ ก็ต้องให้เล่าปี่ตัดสินใจเอง การแนะนำให้เล่าปี่ฆ่าเล่าเจี้ยงตั้งแต่งานเลี้ยง แสดงให้เห็นว่าบังทองอ่านสถานการณ์ไม่ขาด เพราะคิดแต่ว่าถ้าฆ่าผู้นำแล้วจะยึดเมืองได้ ไม่ได้ดูว่าคนเมืองเสฉวนจะต่อต้านเล่าปี่สักเพียงใดถ้าทำอย่างนั้น

    พอเข้าทำสงครามจริงๆ ก็ไปตั้งทัพใต้เขื่อน จนมีผู้รู้มาเตือนเล่าปี่ แถมในวันที่จะไปตาย ก็ดันขี่ม้าเล่าปี่อีก ทั้งๆ ที่ม้าตัวนี้ มีปราชญ์หลายคนเคยเตือนๆ กัน ตั้งแต่คนสนิทของเล่าเปียว และชีซี ว่าม้าตัวนี้ ถ้าคนอื่นเอาไปขี่จะรับเคราะห์ ตัวบังทองดันไม่รู้เรื่อง หรือไม่สนใจ ก็เลยต้องตายแทนเล่าปี่ไป

    แถมอีก 2 เรื่อง ขณะที่อยู่ในกองทัพ กลับไม่สนใจดูดาว (เหมือนขงเบ้ง) จนไม่รู้ชะตาตัวเอง นอกจากนี้ ยังนั่งอ่านวิเคราะห์แผนที่ โดยไม่ละเอียด เลยไม่รู้ว่ากำลังยกทัพเข้าไปติดกับ

    ผมว่าดูเหมือนหลอก้วนจงจะหยิบเรื่องบังทอง มาเตือนบรรดาผู้อ่าน แต่กลับไม่เคยเห็นใครวิเคราะห์เรื่องพวกนี้เลยนะครับ

    #905
    0
  21. #892 oThenutzazao (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 / 11:36
    ถ้าบังทองเก่งกว่าขงเบ้งจริง

    เหตุใดเล่า ถึงมาประมาท โดนยิงธนูในลกห้องโหล่ะ

    เก่ง น่ะ เก่ง แต่เป็นคนประมาท เห็นแก่ลาภ ยศ ความชอบ เท่านั้นเอง

    มันก็ไม่ถือว่าเก่งด้วยซ้ำ
    #892
    0
  22. #852 ดุ๊ค (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2552 / 23:06
    สุมาเต็กโช นั้น เเปลว่า ซินเเสกระจกเงา นั้นไม่คมพอนะ

    เพราะยาขอบเขาเเปลใว้ว่า อาจารย์เเว่นน้ำ คือมี วาโยกสิน ไงครับ จนมองเห็นเหตุการณ์ได้



    บังทองนั้นเด่นดังลือชื่อไม่ใช่เพราะผลงาน เเต่เพราะ อาจารย์สรรเสริญใว้คู่กันกับขงเบ้ง

    เเละเขาก็ฉลาดมีพรสวรรค์จริงๆอาจารย์จึงชื่นชมนัก

    สุมาเต็กโช นั้นเคยกล่าวใว้ ว่าขงเบ้งเก่งจริงเเต่เพราะนายนั้นชะตาอาภัพถึงขงเบ้งฝืนลิขิตฟ้าได้จริง เเต่ก็คงลำบากรากเลือดซึ่งก็จริงเหมือนตาเห็นดังฉายาว่าเเว่นน้ำ ทว่าสุมาเต็กโชไม่น่าพลาดลืมพยากรณ์ชะตาลูกศิษย์อีกคนนี้ด้วย เพราะว่าหากเล่าปี่อาภัพเเล้วบังทองยิ่งอับโชคกว่านัก

    ขงเบ้งซ่อนกายอยู่มีนายมาเชิญ3รอบ

    บังทองไปอยู่เขตซุนกวนตั้งนานกว่าจะคนรู้ ไปสัมภาษณ์ที่ไหนคนสัมภาษณ์เบ้หน้าทุกที

    ขนาดมีreferenceจดหมายเเนะนำก็ไม่เเนบใบสมัคร เลยได้เข้างานเป็นนายอำเภอ

    ขงเบ้งนั้นสั่งการณ์ในเต๊นท์เเต่รู้ลึกไปถึงทุกชัยภูมิ - บังทองพอจะเเสดงฝีมือก็เดินหาเข้าผาหงศ์ร่วงซะเเล้ว

    ดังนั้น ฉลาดปารดเปรื่องนั้นไม่พอจริงๆ

    อีกประการ กลศึกหลายๆครั้งที่เเนะให้นายนั้นไม่ได้คำนึงถึงความชอบธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่เล่าปี่ยึดมั่นมาก

    หากไปรับใช้คนอื่นอาจมีกลยุทธที่ได้คิดเเล้วได้ใช้สัมฤทธ์สร้างชื่อกว่านี้นะ



    ดังนั้น บังทองเป็นคนอาภัพ อย่างไรก็ดี เขาเป็นตัวละครที่เล่าล้อกันกับขงเบ้งได้ดี

    เทียบให้เห็นว่าความปราดเปรื่องนั้นเท่าๆกัน เเต่ความสำเร็จนั้น ต้องการอะไรๆมากกว่านั้นอีกหลายๆอย่าง

    #852
    0
  23. #729 mike (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 กันยายน 2552 / 16:06
    ถ้าเล่าปี่ฆ่าบังทองเองก็จะเสียกุนซือเก่งๆไปหนึ่งถ้าเล่าปี่ฉลาดคงไม่ทำอ่ะนะ
    #729
    0
  24. #728 นอนเช้า (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 กันยายน 2552 / 18:19
    กุนซือที่ทำให้เล่าปี่ได้เสฉวนคือหวดเจ้ง



    ผมก็เป็นคนหนึ่งที่คิดว่าเล่าปี่นะหละ ที่ฆ่าบังทอง



    แด่ความคิดเห็นที่ 1763



    ผมคิดว่าท่านหนะ อ่านสามก๊ก "แค่รอบเดียว"
    #728
    0
  25. #663 คนผ่านทาง (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2552 / 13:56
    ถึงความเห็นที่ 1733(ถึงจะไม่เข้ามาอ่านก็เถอะ)



    ก่อนเล่าปี่จะตายนั้นเขาได้เรียกขงเบ้งมาพบและสั่งเสียไว้ว่า

    "หากข้าตายไปเมื่อใด ท่านจงยกราชสมบัติให้เล่าเสี้ยนบุตรของข้า -

    แต่หากเล่าเสี้ยนเอาแต่เสเพล ราชการงานเมืองไม่สนใจท่านก็จงขึ้นครองราชเองเถิด"



    (จริงๆ ไม่ได้พูดงี้ แต่เนื้อหามันก็แบบนี้แหละ)

    ปล. ว่าจะไม่เม้นต์แล้วเชียวแต่เห็นของแต่ละคนแล้วมันอดไม่ได้ ไม่รุ้จริงๆ ก็อย่ามาเถียงดีกว่า.
    #663
    0