[Kris,Lay x Chen] The Emperors's Precious [EXO]

ตอนที่ 2 : Chapter 1: Adamantine

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 265
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    31 ก.ค. 57

 

The 1st Precious: Adamantine

 

พระราชวังหลวงแห่งแคว้นอู๋เต็มไปด้วยความวุ่นวายในเช้าอันสดใสที่อากาศกำลังเย็นสบาย สายลมที่เจือละอองชื้นจากเมฆฝนตรงสุดทิวเขาไม่ได้ทำให้อารมณ์อันขุ่นมัวของเหล่าข้าราชบริพารในวังผ่อนคลายได้แม้แต่น้อย เหล่าทหารกล้าหลายร้อยนายวิ่งกระจายกันไปทั่วทุกตำหนักไม่ได้หยุดตั้งแต่เมื่อหัวรุ่งเพราะมีพระราชดำรัสสั่งจากองค์ราชันให้ตามหาเบาะแสของต้นเหตุความวุ่นวายให้พบ

เมื่อเวลาประมาณตีสี่ มีทหารยามคนหนึ่งพบว่านักบวชหลวงของราชวังถูกฆาตกรรมอย่างเหี้ยมโหดภายในตำหนักประกอบพิธีกรรมซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของพระราชวังพร้อมกันกับที่มีสิ่งของบางอย่างถูกขโมยออกไป... โลหะซึ่งเหล่านักบวชและนักปราชญ์ทำการศึกษาจากคัมภีร์โบราณมากว่าสี่สิบปี

อันดาแมนไทน์...

แม้จะยังไม่มีคำอธิบายใดบ่งชี้ถึงคุณสมบัติของมันได้อย่างกระจ่างชัด แต่ความมุ่งมั่นในการศึกษาของเหล่าผู้รู้ในราชวังก็มากพอจะให้องค์กษัตริย์แห่งแคว้นอู๋มีพระดำรัชสั่งค้นหาโลหะของกลางให้พบโดยเร็วที่สุด

“เจ้าจงไปแจ้งท่านนายพลว่าทางฝั่งตะวันตกไม่พบร่องรอยใดๆ!” หัวหน้ากองทัพฝั่งตะวันตกตะโกนบอกผู้ใต้บังคับบัญชาของตนจากบนอาชาตัวใหญ่ด้วยสีหน้าร้อนรน เขามั่นใจว่าหัวหน้าของตนจะต้องไม่พอใจเป็นอย่างมากที่ไม่สามารถทำภารกิจขององค์ราชันให้ลุล่วงได้

นายทหารคนเดิมกระทุ้งหอกด้ามยาวในมือลงพื้นพร้อมกับรับคำแข็งขันก่อนจะวิ่งลับหายไปหลังตำหนักทางทิศตะวันออกเพื่อไปยังตำหนักหลวง

ตำหนักหลวง หรือที่มีชื่อเรียกว่าตำหนักมังกรเป็นที่ประทับขององค์กษัตริย์แห่งแคว้นอู๋ ตำหนักมังกรถูกสร้างขึ้นจากหินอ่อนสีขาวและไม้ซุงเนื้อแข็งจากเมืองประเทศราช ใช้เวลาก่อสร้างตัวตำหนักนานถึงห้าสิบปี ความประณีตในรายละเอียดและความล้ำหน้าทางการสถาปัตยกรรมทำให้โครงสร้างราชวังไม่เก่าแก่ไปตามกระแสของกาลเวลากว่าหกร้อยปีที่ไหลผ่าน มีเพียงแค่ภายในตำหนักที่ต้องบูรณะซ่อมแซมบ้างบางคราวเท่านั้น ตัวตำหนักถูกยกขึ้นสูงจากพื้นดินถึงสิบห้าเมตรเพื่อให้องค์กษัตริย์สามารถมองเห็นความเป็นไปทั่วทั้งราชวังได้จากระเบียงแต่ละด้าน

 “ท่านนายพล ทางทิศตะวันตกไม่พบร่องรอยใดๆของผู้บุกรุกเลยขอรับ!” ทหารชั้นผู้น้อยนายเดิมเอ่ยรายงานด้วยเสียงอันดังทันทีที่พบผู้บัญชาการของตนยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ตรงบันไดหลักขั้นบนสุดของตำหนักหลวง ท่าทีร้อนรนอย่างรุนแรงของอีกฝ่ายทำให้เขาใจไม่ดีนัก

ปาร์คชานยอล ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งสามเหล่าทัพแสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างรุนแรงเมื่อพบว่าทัพทหารบกของตนคว้าน้ำเหลวหมดแล้วทั่วทั้งแปดทิศ “พวกเจ้าค้นหาทั่วแล้วแน่เรอะ!

ทหารผู้น้อยสะดุ้งเฮือกเมื่อน้ำเสียงกร้าวแกร่งตะหวาดถาม ก่อนจะข่มความกลัวกลืนลงคอแล้วตอบกลับ “เราค้นหาตั้งแต่ตำหนักหลวงไปจนถึงท้ายหมู่บ้านติดรั้วราชวัง ทหารอีกสิบกองร้อยกำลังไปสืบร่องรอยและถามชาวบ้านในทุกหมู่บ้าน จะเสร็จสิ้นตอนพลบค่ำขอรับ!

“ช้าเกินไป! ถึงครานั้นมันคงหนีออกนอกแคว้นไปแล้ว!” ชานยอลขึ้นเสียง ร่างสูงในชุดเกราะเบาทำท่าจะสั่งการต่อหากแต่น้ำเสียงทรงอำนาจของใครคนหนึ่งเบื้องหลังก็ทำให้นายทหารหนุ่มจำต้องปิดปากเงียบแล้วหันหลังกลับไปโค้งทำความเคารพอย่างรวดเร็ว

เรือนกายสูงโปร่งในชุดเกราะคู่ใจน้อมตัวลงคำนับนายเหนือหัวของตน...

อู๋อี้ฟาน

องค์ราชันแห่งแคว้นอู๋... ผู้เป็นที่โจษจันกันไปทุกแว่นแคว้นว่าเก่งกล้าสามารถ เฉลียวฉลาดการบ้านการเมืองและมีรูปโฉมงดงาม ทั้งยังเปี่ยมไปด้วยน้ำพระทัยไพศาล

“ชานยอล...”

 “พะยะค่ะ องค์ราชัน...” ชานยอลขานรับองค์ราชันอย่างนอบน้อม วงหน้ากร้านแกร่งไม่ยอมเงยขึ้นจากการคำนับกระทั่งองค์ราชันตรัสให้สนทนากันตามปกติ เขาจึงกลับมายืนเต็มความสูง

“ยังไม่พบร่องรอยใดๆใช่ไหม” พระพักตร์ราวเทพสวรรค์ไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆกับสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กๆของนายทหารคนสนิท ร่างสูงกำยำในเครื่องทรงกษัตริย์สีทองอร่ามงามสง่ายืนอย่างนิ่งสงบผิดกันอย่างลิบลับกับคนที่ถูกตรัสถาม

“ใช่พะยะค่ะ กระหม่อมต้องขอประทานอภัยที่เวรยามต่างเลินเล่อ ขอทรงเมตตา” ชานยอลขานรับรัวเร็ว ไม่นึกเกรงบทลงโทษใดๆที่จะตามมาเนื่องด้วยรู้ดีว่าเหตุการณ์คราวนี้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของตนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

“ข้าเชื่อว่าเจ้าจะไม่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกเป็นหนที่สอง” ผู้มีศักดิ์เป็นราชาตรัสพลางแย้มสรวลเบาบางตรงมุมพระโอษฐ์ ก่อนที่พระพักตร์งดงามจะกลับมาเคร่งขรึมอีกหนทั้งที่ยังไม่ละสายพระเนตรจากความวุ่นวายของเหล่าข้าราชบริพารในรั้วราชวัง “จากในแผนที่ แบคฮยอนกับข้าเห็นตรงกันว่ามันจะต้องหนีไปทางภูเขาทิศเหนือ ส่งทหารม้าและทหารราบไปอย่างละสองกองร้อย ล้อมตีนเขาทั้งหมดเอาไว้... หลังวางกำลังป้องกันทั้งหมดเสร็จแล้วข้าจะตามไป”

“แต่พระองค์ หากเสด็จออกจากพระที่นั่งในตอนนี้ เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย” ขุนพลหนุ่มทักท้วงขึ้นแทบจะในทันที “ยิ่งใกล้วันครบรอบเช่นนี้ด้วยแล้ว...”

อี้ฟานนิ่งไป... ดวงเนตรงดงามจับจ้องไปยังความว่างเปล่า...

...วันครบรอบที่ชานยอลหมายถึงคือวันครบรอบปีที่สามร้อยห้าของสงครามสามร้อยปี...

สงครามที่พรากเอาพระชนกและพระชนนีของอี้ฟานไปเมื่อห้าปีก่อน...

สงครามที่ทำให้แผ่นดินแคว้นอู๋ต้องลุกเป็นไฟ...

อี้ฟานหันกลับมามองชานยอลก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบา นึกเห็นพ้องต้องกับอีกฝ่ายว่าการออกไปนอกเขตวังเป็นการเสี่ยง แต่ถ้าปล่อยให้ฆาตกรอุกฉกรรจ์รายนี้หลบหนีลอยนวล มันอาจเป็นรอยด่างพร้อยของวงศ์ตระกูลและจะเป็นที่ติฉินนินทาของประชาชนได้

อีกทั้งสิ่งที่มันขโมยไป... โลหะอันดาแมนไทน์นั่น...

หากไม่มีค่าคู่ควรจริง คงไม่มีมนุษย์คนใดขาดสติพอจะเสี่ยงชีวิตเข้ามาลักลอบช่วงชิง...

“เช่นนั้นเจ้าก็ตามไปอารักขาข้าเสียสิ” อี้ฟานตรัสขึ้นในที่สุด พระโอษฐ์หยักราวคันศรแย้มสรวลเบาบางแต่กลับทำเอาคนฟังอ้าปากค้าง

“แต่ใครจะอารักขาพระราชวัง...” ชานยอลตั้งท่าจะค้านต่อ

“ข้าเชื่อว่าศรีภรรยาของเจ้าจะช่วยเราได้ แบคฮยอนช่วยเราได้เสมอในเรื่องนี้ เจ้าว่าจริงไหม” องค์ราชันรูปหล่อดักทางต่อ พระโอษฐ์ได้รูปแย้มกว้างกว่าเก่าเมื่อคนถูกแกล้งหน้าแดงพลางกระแอมไอ

“เช่นนั้นกระหม่อมจะให้คนไปเตรียมพระอาชานะพะยะค่ะ...”

 

 

 

“ชานยอล!” เสียงใสๆที่ไม่ว่าจะฟังกี่คราก็ชุ่มฉ่ำหัวใจเรียกให้แม่ทัพหนุ่มเหลียวหลังไปมอง ร่างเล็กๆในชุดขุนนางประจำตำแหน่งกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามายังลานเตรียมขบวนเสด็จ นัยน์ตาคู่หวานยิบหยีเป็นเส้นตรงเพราะรอยยิ้มกว้างบนริมฝีปากระเรื่อแดง

“แบคฮยอน...” ชานยอลขานชื่อร่างเล็กด้วยรอยยิ้ม วงแขนแกร่งอ้ารับคนรักมาไว้ในอ้อมกอดแล้วลูบหัวพลางเอ่ยกลั้วหัวเราะ “วิ่งมาเช่นนั้น ประเดี๋ยวเถอะจะหกล้มเหมือนคราวในตำหนักหลวง”

“วันนั้นเพราะชุดพิธีการมันยาวเกินไปต่างหากเล่า” แบคฮยอนหัวเราะเสียงใสก่อนที่ใบหน้าขาวจะสลดลง “ชานยอล ข้าไม่อยากให้ราชาอี้ฟานเสด็จออกไปเลย...”

“ข้าก็เหมือนกัน แต่ใครเล่าจะขัดพระบัญชาได้” ร่างสูงตอบกลับยิ้มๆแล้วประทับจูบลงบนหน้าผากเนียนด้วยความรักใคร่ “เจ้าอย่าได้กังวลไปเลย ปาร์ค ชานยอล แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นอู๋ผู้นี้จะไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องพระองค์แม้แต่ปลายเส้นผม”

“เป็นแค่ลมปากหรือเปล่าหนอ...” คนตัวเล็กหยอกเอินด้วยรอยยิ้มก่อนจะหัวเราะคิกเพราะถูกปลายนิ้วแกร่งดึงเบาๆเข้าตรงแก้ม

“ไม่เชื่อใจข้าหรือ”

“ข้าเปล่าพูดสักหน่อย” แบคฮยอนยังไม่เลิกกลั่นแกล้งคนรัก แต่แล้วใบหน้าขาวนวลกลับเปลี่ยนเป็นเน้นย้ำขึงขังในประโยคถัดมา “แต่เจ้าเองก็ต้องดูแลทหารนายอื่นๆด้วยนะ อย่าให้ใครต้องสละชีวิตโดยไม่จำเป็น

บยอนแบคฮยอน มักเป็นเช่นนี้เสมอตั้งแต่ยังเยาว์ แม้นจะมีตำแหน่งเป็นถึงว่าที่มหาอุปราช หากแต่ความเอื้ออาทรและมีเมตตาโดยไม่ถือเอายศถาบรรดาศักดิ์มาเป็นข้อยกเว้นก็ทำให้ข้าราชบริพารทั้งหลายต่างพากันรักใคร่ชอบพอ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีขุนนางยศใหญ่แวะมาเกี้ยวพาราสีอยู่ไม่ขาด

ด้วยเหตุนั้นชานยอลจึงเริ่มต้นฝึกวิชาอย่างหนักนับตั้งแต่อยู่ในวัยที่มีกำลังมากพอจะหยิบจับศาสตราวุธ พยายามเลือดตาแทบกระเด็นกระทั่งสามารถขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นอู๋ได้ในระยะเวลาอันสั้น...

เพื่อให้ได้มาซึ่งความคู่ควรและอำนาจในการปกป้องคนที่เขารัก...

พวกเขาคุยกันต่ออีกครู่หนึ่งก่อนที่จะได้ยินเสียงของขุนนางผู้ติดตามตะโกนให้สัญญาณว่าองค์ราชากำลังเสด็จ

องค์ราชาที่ทรงพระราชดำเนินเข้ามายังลานเตรียมขบวนเสด็จทรงสรวลอย่างขบขันกับปฏิกิริยาของคู่รักคนสนิทที่รีบผละออกจากกันอย่างรวดเร็วราวต้องของร้อน ร่างสูงสง่าเปลี่ยนจากเครื่องทรงกษัตริย์ตัวยาวเป็นชุดสำหรับทรงกีฬาเพื่อความทะมัดทะแมง แขนแกร่งทรงขยับสวมเสื้อคลุมสีเข้มที่นางกำนัลคนหนึ่งนำมาให้พลางขยับพระพักตร์รับการถวายความเคารพจากเหล่าทหารคนอื่นๆ

“ขอโทษที่ต้องขัดจังหวะนะ”

“หามิได้พะยะค่ะ...” เสียงหวานของแบคฮยอนเงียบลงเมื่อนายเหนือหัวของตนเปรยขึ้นว่าอยากให้พูดกันด้วยภาษาที่ไม่เป็นทางการ นัยน์ตาใสเลิกลักมองสบกับชานยอลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะต้องทำตามอย่างเสียไม่ได้ “ระวังตัวด้วยนะพะยะค่ะ... กระ.. เอ่อ... ข้าเป็นห่วง”

“เจ้าอย่าได้กังวล ฝากดูแลราชวังให้ดี ก่อนอาทิตย์ลับขอบฟ้า ข้าจะกลับมา”

“น้อมรับพระบัญชาพะยะค่ะ” แบคฮยอนโค้งรับพระบัญชาก่อนจะทูลลาเพื่อกลับไปทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แต่แล้วก็ต้องชะงักฝีเท้าเมื่อนึกขึ้นได้ว่ามีอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องกราบทูล “องค์ราชัน.. ข้าพบโลหะชิ้นนี้หล่นอยู่ใกล้ๆกับตำหนักของนักบวชที่ถูกฆ่า มันคือโลหะอันตาแมนไทน์ไม่ผิดแน่...”

ราชาอี้ฟานทรงมุ่นพระขนงขณะเพ่งพินิจโลหะห่วงกลมในมือขุนนางคนสนิท ประกายแวววาวของมันเคลือบสะท้อนด้วยสีฟ้าของน้ำทะเลแลดูสวยงามอย่างแปลกประหลาด ผิวเรียบเสมอตลอดวงแยกจากกันด้วยสลักเล็กๆ หากสวมมันเข้ากับลำคอแล้วลงสลักเสียก็จะกลายเป็นปลอกคออย่างสมบูรณ์ โซ่สายยาวที่ถูกตีตรวนติดเอาไว้นั้นเป็นโลหะชั้นเลวแต่แข็งแรงซึ่งสามารถปลดออกได้ แลดูคล้ายบ่วงคล้องสัตว์ก็ไม่ปาน

“สิ่งที่เหล่านักบวชแปลจากคัมภีร์โบราณนั้นไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นจริงเลยพะยะค่ะ คัมภีร์ระบุเอาไว้ว่าหากพันธนาการเหล่าเทพเอาไว้ด้วยโลหะนี้ พลังทั้งหมดของเทพตนนั้นจะถูกสะกดเอาไว้พะยะค่ะ” แบคฮยอนทูลเหนือหัวของตนตามที่เขาค้นพบจากการเข้าไปสำรวจตำหนักประกอบพิธีกรรม

“แม้จะดูเลื่อนลอยไปเสียหน่อย แต่ข้าคิดว่าพระองค์น่าจะนำเจ้าสิ่งนี้ไปด้วยนะพะยะค่ะ” ชานยอลที่รับฟังอยู่เบื้องหลังองค์กษัตริย์ทูลขึ้น

องค์ราชันอี้ฟานทรงสดับดังนั้นก็ขยับพระพักตร์ตอบรับเล็กน้อย

“ขอบใจเจ้ามากแบคฮยอน”

 แผ่นหลังไหวๆของขุนนางว่าที่มหาอุปราชหายลับเข้าไปในตำหนักมังกรแล้วตอนที่องค์ราชันเหยียบโกลนโลหะแล้วเหวี่ยงพระวรกายขึ้นคร่อมอาชาประจำตำแหน่ง พระพักตร์ราวรูปสลักผินไปทอดพระเนตรชานยอลที่คุมม้าเหยาะย่างมาใกล้ก่อนจะต้องส่ายพระพักตร์อ่อนใจเมื่อเห็นว่าขุนพลคนสนิทยังไม่คลายหัวคิ้วที่ขมวดยุ่ง

“เหตุใดจึงไม่สวมเกราะเบาล่ะพะยะค่ะ” ชานยอลทูลถามด้วยสีหน้าไม่วางใจ เขาพอจะเข้าใจว่าองค์ราชันทรงไม่พึงใจในความอึดอัดและอึบทึบของมัน แต่ก็ไม่สมควรจะละเลยเรื่องของความปลอดภัยมิใช่หรือ...

“ข้ามองไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องใส่ เกราะเบารังแต่จะทำให้ข้าขยับตัวไม่สะดวก” อี้ฟานตรัสตามตรงก่อนจะชักบังเหียนให้อาชาตัวขาวกลับหลังหัน พระเนตรคมทอดมองกองกำลังทหารอารักขาที่ชานยอลตระเตรียมเอาไว้ “เจ้าไม่คิดว่าทหารม้าหนึ่งกองร้อยมันจะมากไปหรือ”

ชานยอลที่กำลังสำรวจความพร้อมของศาตราวุธประจำกายลอบถอนหายใจแผ่วเบา น้ำเสียงติดจะตัดพ้อทูลตอบด้วยสีหน้าลำบากใจถึงขีดสุด แน่นอนว่าด้วยภาษาที่พยายามจะเป็นกันเองมากที่สุด “พระองค์... ถือว่าข้าขอร้อง หากทรงเลือกที่จะไม่สวมชุดเกราะ ก็ขอโปรดอย่าทำให้ข้าต้องเป็นทุกข์ด้วยการลดจำนวนทหารอารักขาเลยพะยะค่ะ”

 ท้ายที่สุดองค์ราชันแห่งแคว้นอู๋ก็ทำได้เพียงขยับพระพักตร์ตกลง หากความจริงจะยังไม่วางพระทัยมากนักเนื่องด้วยสายเลือดแห่งกษัตริย์ที่หล่อหลอมให้ทรงยกเอาบ้านเมืองไว้เหนือสิ่งอื่นใด ทหารจำนวนมากขนาดนี้อาจบั่นทอนความแข็งแกร่งของกองทัพประจำการที่ทำหน้าที่ปกป้องเมือง และถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆก็ย่อมไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่แท้ กระนั้นดูเหมือนว่าท่านแม่ทัพใหญ่จะรู้เท่าทันพระดำริของนายเหนือหัวถึงได้กล่าวทูลด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“อย่าทรงหนักพระทัยไปเลยพะยะค่ะ... ข้าจัดกองทัพประจำการและอารักขาบ้านเมืองไว้อย่างแน่นหนา หากมีข้าศึกบุกมา กองทัพของข้าจะต้านทานพวกมันได้นานพอให้ม้าเร็วส่งข่าวไปถึงพระองค์ที่เชิงเขา รวมทั้งยังมีเวลาให้พระองค์เสด็จกลับมาประจำการรบด้วยพะยะค่ะ”

องค์ราชันผู้ประทับอยู่บนอาชาตัวใหญ่นึกชื่นชมในความสามารถที่ไร้ซึ่งข้อกังขาของขุนศึกประจำราชสำนัก สำหรับชายหนุ่มที่เพิ่งจะย่างเข้าสู่วัยเบญจเพสได้ไม่กี่ชั่วเดือน ชานยอลอาจเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะด้านการศึกอย่างแท้จริง

เมื่อทรงคลายความกังวลลงแล้ว อี้ฟานจึงส่งสัญญาณให้ชานยอลออกเดินทาง ขบวนเสด็จที่ประกอบด้วยทหารม้ากว่าร้อยชีวิตเริ่มเคลื่อนออกทางประตูทิศเหนือของพระราชวัง เสียงฝีเท้าของห้อตะบึงดังก้องไปทั่วบริเวณ ฝุ่นคลุ้งตลบเป็นทางยาวไล่ไปตามแนวกำแพงหินสูงตระหง่าน หากมันก็หาได้รบกวนผู้คนในละแวกใกล้เคียงไม่ เนื่องด้วยดำรัสขององค์ราชันที่สั่งให้เลือกเส้นทางซึ่งลัดเลาะแนวชายป่าไปแทนที่จะตัดฝ่าหมู่บ้านเพราะพระองค์ไม่ต้องการให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากพระประสงค์ของตน

 

 

 

เสียงใบไม้ลั่นกรอบแกรบใต้ฝ่าเท้ายังคงดังระงมในทุกๆฝีก้าวที่ร่างทั้งสองออกวิ่งตัดผ่านแนวป่าสูงเสียดฟ้าบนยอดเขา แม้จะเหนื่อยจนแทบขาดใจแต่พวกเขาไม่อาจหยุดอยู่เพียงเท่านี้นอกเสียจากว่าอยากจะถูกทหารของแคว้นอู๋ไล่ทัน

หากดูเหมือนว่าหนึ่งชีวิตที่บอบบางยิ่งกว่าจะเริ่มอ่อนล้าเกินทนไหว สองขาเรียวเล็กใต้กางเกงผ้าแพรขาดวิ่นทรุดลงพร้อมกับมือบอบช้ำที่ค้ำยันเหนือพื้นดิน แผ่นอกขาวเปลือยเปล่าสะท้อนขึ้นลงรุนแรง อักขระสีมรกตที่ทอแสงวูบไหวบนท่อนแขนบ่งบอกชัดเจนว่าพลังกายทั้งหมดกำลังถูกรีดเร้นอย่างหนัก กระนั้นเมื่อฝ่ามือแกร่งกร้านของอีกหนึ่งชีวิตวางทาบลงบนไหล่ กายบางก็สะบัดหนีแล้วตะกายตัวห่างออกไปอย่างระแวดระวังและตื่นตระหนก

“อย่ามาแตะต้องข้า! มนุษย์ชั้นต่ำ!” คยองซูตวาดกร้าวด้วยน้ำเสียงกังวาน โทสะและความหวาดหวั่นจากเบื้องลึกกำลังบั่นทอนจิตใจให้สั่นคลอน ห่วงโลหะรอบข้อมือทั้งสองเป็นเหมือนเครื่องย้ำเตือนความละโมบและตัณหาอันไม่สิ้นสุดของเผ่าพันธุ์ที่ครั้งหนึ่งตนเคยวางใจจะปกป้องด้วยร่มเงาของอำนาจศักดิ์สิทธิ์ ดวงแก้วกลมโตจ้องไปยังกายสูงสง่าที่ยังยืนนิ่ง หากเมื่อสบเข้ากับประกายตาคมกล้า ใบหน้าหวานล้ำก็จำต้องสะบัดเลี่ยงอย่างเสียไม่ได้

“เจ้าตอบแทนคนที่ช่วยชีวิตเจ้าด้วยวาจาเช่นนี้น่ะหรือ” ร่างสูงกำยำในชุดนินจาสีดำสนิทเอ่ยถาม นัยน์ตาสีถ่านที่โผล่พ้นผ้าคาดใบหน้าแสดงร่องรอยหยามเหยียดชัดเจนจนสังเกตได้

“อย่าคิดล้ำเลิกบุญคุณกับข้า! จองหอง!

“ข้าไม่คิดล้ำเลิกบุญคุณแต่เจ้าคือภารกิจของข้า...” ไม่รอให้อีกฝ่ายได้ต่อต้านด้วยคำใด ฝ่ามือแกร่งก็คว้าต้นแขนบางแล้วกระชากให้อีกฝ่ายลุกขึ้นยืน ดวงตาคมกริบหรี่ลงเมื่อสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายกำลังอ่อนแรงจนน่าหวั่น “เมื่อพ้นเขาลูกนี้ไป เราจะหาที่พัก รุ่งขึ้นจึงจะเดินทางต่อ”

“เจ้าก็ไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ผู้นั้นที่เจ้าเพิ่งจะสังหารไป” คยองซูสบถแผ่วหวิว ก่อนจะขมวดคิ้วเมื่ออีกฝ่ายเพียงแค่ส่งเสียงหัวเราะในลำคอตอบกลับมา การรวบรวมกำลังเพื่อออกวิ่งอีกครั้งนั้นไม่อาจทำได้โดยง่ายนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรี่ยวแรงทั้งหมดกำลังถูกบั่นทอนด้วยโลหะเวรตะไลนี่

อีกเพียงไม่กี่สิบเมตร พวกเขาจะฝ่าพ้นแนวป่าออกไปยังทุ่งหญ้าโล่ง เส้นทางเบื้องหน้านั้นราบเรียบและสะดวกต่อการวิ่งมากกว่า หากก็ไม่ส่งผลดีนักในเวลาที่กำลังถูกไล่ล่าเช่นนี้ เนื่องจากลานโล่งจะทำให้สิ่งมีชีวิตใดที่เคลื่อนไหวชัดเจนง่ายต่อการตกเป็นเป้า

คยองซูรู้จักผืนป่าแห่งนี้ดี... เฉกเช่นที่รู้จักและผูกพันกับผืนป่าอีกมากเหลือคณานับ...

หากฝีเท้าเปล่าเปลือยหรือจะสู้ความเร็วของสัตว์พาหนะที่ถูกเลือกสรรมาอย่างสมบูรณ์แบบ หลังพวกเขาวิ่งเข้าสู่แนวทุ่งหญ้าได้เพียงไม่กี่หลา เสียงห้อตะบึงของสัตว์สี่เท้าจำนวนกว่าร้อยตัวก็เคลื่อนใกล้เข้ามาจากทุกทิศทาง

“บ้าฉิบ!” ร่างสูงในชุดปกปิดใบหน้าสบถคำราม แต่แล้วเสียงกังวานใสที่ดังขึ้นจากความว่างเปล่าก็ทำให้ฝีเท้าทั้งสองคู่จำต้องหยุดชะงัก

“คยองซู!!

คนถูกขานนามเงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ริมฝีปากแดงดั่งกลีบกุหลาบจะรีบเอื้อนเอ่ยตอบกลับ “ท่านพี่จงแด!

ทันทีที่ชื่อของผู้มาใหม่ถูกกล่าวขาน สายอัสนีสว่างจ้าก็ฟาดเปรี้ยงลงสู่พสุธาเบื้องล่าง แม้จะใกล้เพียงปลายนิ้วสัมผัสแต่กลับปราศจากความร้อนบาดกายเนื้อใดๆอย่างที่ควรจะเป็น ควันขาวกรุ่นที่กำจายเป็นวงกว้างทำให้นินจาหนุ่มต้องยกมือขึ้นปัดป้องระวังภัยตามสัญชาตญาณที่ถูกฝึกฝนมา ดวงตาสีดำสนิทหรี่ลงเมื่อม่านสีขุ่นที่เริ่มสลายตัวเผยให้เห็นอาคันตุกะคนใหม่ในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์

“คยองซู!” จงแดเบิกตากว้างหลังสภาพของใครอีกคนประจักษ์แก่สายตา เรือนกายสั่นสะท้านซีดเซียวของผู้เป็นน้องชายทำให้ประกายตางดงามไหววูบ ยิ่งเมื่อมองเห็นร่างสูงในชุดพรางตัวน่าเกรงขาม ความหวั่นวิตกก็ยิ่งทบทวี “เหตุใดจึงไม่ขานเรียกจงอินเล่า! เหตุใดจึง... วิ่งเท้าราวมนุษย์...”

“ท่านพี่! ข้าไม่มีเวลาอธิบาย... เราต้องหนี เราจะอยู่ที่นี่ไม่ได้!” คยองซูเรียกสติพี่ชายของตนกลับมา หากไม่ทันจะได้พากันออกวิ่ง ลูกธนูสีเงินยวงก็บินแหวกอากาศมาปักนิ่งเบื้องหน้าราวกับผู้ถือคันศรประสงค์ให้ทั้งสามหยุดการเคลื่อนไหว

“หยุดความคิดนั้นเสีย ข้าไม่ต้องการทำร้ายพวกเจ้าไม่ว่าคนใด” สุรเสียงกังวานน่าเกรงขามดังขึ้นจากด้านหลัง เรียกให้ทั้งสามสะบัดวงหน้ามอง

องค์ราชันแห่งแคว้นอู๋ขยับมุ่นพระขนงทั้งที่ยังไม่ลดระดับคันสรในพระหัตถ์ลงเมื่อเห็นว่าผู้ที่ทรงกำลังติดตามตัวนั้นมีด้วยกันถึงสามคน ดวงเนตรคมคายหรี่ลงเมื่อทรงเห็นว่าพื้นทุ่งหญ้าบริเวณที่เกิดสายฟ้าเมื่อครู่นั้นปราศจากร่องรอยมอดไหม้ใดๆ ในเมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นด้วยพระองค์เองว่ามีอสนีบาตราวกับฟ้ากำลังพิโรธฟาดลงตรงนั้น มันจะไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน

จงแดมองภาพบุรุษรูปงามบนหลังอาชาตัวใหญ่แล้วจึงเม้มริมฝีปากน้อยๆ ดวงหน้าหวานราวอิสตรีเหลียวมองกองทัพขนาดย่อมที่ตีวงล้อมจากทุกทิศรอบกายอย่างใช้ความคิด “คยองซู...” เนื้อเสียงกังวานใสเอ่ยเรียกน้องชายของตน ก่อนจะว่าต่อเมื่ออีกฝ่ายไหวตัวเข้าใกล้เพื่อรับฟัง “ข้าจะล่อมนุษย์เหล่านี้เอาไว้ เมื่อสบโอกาส เจ้าจงหนีไปเสีย ข้ามั่นใจว่าจงอินอยู่ไม่ไกล”

“ข้าไม่สามารถเรียกจงอินได้! โลหะบ้านี่สะกดพลังของข้าเอาไว้! และข้าจะไม่มีวันทิ้งท่านไว้ที่นี่!” คยองซูตอบกลับรัวเร็ว

“เช่นนั้นก็จงหนีไปให้ไกล... ข้าจะไม่เป็นไร วางใจเถิดน้องรัก” จงแดเอ่ยด้วยรอยยิ้มหวานล้ำ ไม่มีเวลามากพอจะไขข้อสงสัยให้ตนเองในเรื่องโลหะประหลาดที่คยองซูพูดถึง นัยน์ตาคู่งามกลบแววหวั่นวิตกในใจได้อย่างมิดเมี้ยน ร่างบางในอาภรณ์สีขาวพิสุทธิ์ไม่รอให้อีกฝ่ายได้คัดค้านคำใดต่อ จงแดหันไปยังอีกฝั่งของวงล้อมทหาร เพียงหนึ่งวูบที่มือเรียวบางสะบัดไหว สายฟ้าสีขาวสว่างก็ดิ่งลงฟาดฟันพื้นดินจนม้าคัดสรรของทหารม้าทั้งหลายพากันตื่นตระหนกและห้อทะยานหลุดจากการควบคุมของเหล่านักรบน้อยใหญ่

บ้างก็แพ่งพยศจนผู้โดยสารบนหลังเสียหลักตกลงบนพื้น บ้างก็ควบวิ่งหนีเข้าป่าอย่างหวาดผวา จงแดไม่เปิดโอกาสให้พวกมันได้คิดหาทางควบคุมสถานการณ์ เรือนกายขาวนวลยังขยับเคลื่อนอันเชิญอสนีบาตให้ฟาดฟันลงทุกหนแห่งอย่างใจนึก พร้อมกันนั้นก็ส่งสัญญาณให้ผู้หลบหนีทั้งสองออกวิ่งฝ่าเหล่าทหารม้าที่กำลังชุลมุนออกไป

องค์ราชันอี้ฟานขยับพระหัตถ์กระชากบังเหียนหนังสัตว์ในมืออย่างรุนแรงเพื่อควบคุมมิให้อาชาประจำพระองค์พยศแตกตื่น ท้องนภาที่มืดครึ้มน่าเกรงขามไม่ทำให้นึกหวั่นพระทัยแม้แต่น้อย พระพักต์ราวรูปสลักตวัดมองช่องโหว่ของกองร้อยที่ปรากฏขึ้นก่อนจะตรัสสั่งด้วยน้ำเสียงกังวาน “ชานยอล! ตามสองคนนั่นไป อย่าปล่อยให้หนีไปได้! ตรงนี้ข้าจะจัดการเอง ไป! เร็ว!

ชานยอลขานรับพระดำรัสอย่างรวดเร็ว มือแกร่งใต้เกราะสนับสะบัดบังเหียนแล้วควบอาชาชั้นดีของตนออกไปอีกทาง ตามหลังนักโทษทั้งสองหายเข้าไปในแนวป่าอีกฝั่งพร้อมกับทหารอีกร่วมยี่สิบ

จงแดเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่านายทหารท่าทางมีฝีมือควบม้าตามหลังคยองซูและบุรุษปริศนาไปอย่างรวดเร็วปานติดปีก หากไม่ทันจะได้ก้าวขาออกวิ่งตาม ลูกธนูโลหะก็พุ่งเข้าทะลวงตรงต้นแขนจนต้องกรีดเสียงร้องลั่น โลหิตแดงฉานหลั่งรินซึมผ่านอาภรณ์พิสุทธิ์จนเป็นด่างดวงสีเข้ม ประกายตาคู่งามหันขวับไปจ้องสบกับพระเนตรดำขลับของผู้ครอบครองคันศรต้นเหตุ

หากไม่ทันที่จงแดจะได้ตัดสินใจทำสิ่งใดต่อ ลำคอระหงก็ถูกบางสิ่งกระหวัดเข้ารอบ นัยน์ตาคู่กลมเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดตอนที่ความรู้สึกแปลกประหลาดพุ่งวาบจนเลือดในกายเย็นเฉียบ แรงหยัดยืนบนสองขาค่อยๆถดถอยจนร่างบอบบางทรุดฮวบ เมื่อยกมือขึ้นหมายจะแกะปลอกคอโลหะนั่นออก แรงกระชากหนักหน่วงก็ทำให้เขาถลาล้มไม่เป็นท่า สองแขนขาวยันกายขึ้นไล้มองตามสายโซ่เส้นใหญ่ก่อนจะหยุดชะงักเมื่อสบเข้ากับแหวนอัญมณีขุ่นที่แสนคุ้นตา

จงแดเคยเห็นสัญลักษณ์บนแหวนหยกวงนั้นจากในหนังสือที่ท่านแม่เคยใช้สอนเขาเกี่ยวกับโลกมนุษย์...

ตราประทับของกษัตริย์แห่งอาณาจักรที่เหล่ามนุษย์ต่างพากันยกย่อง...

เปลือกตาที่หนักอึ้งทำให้สติของร่างบางพร่าเลือนมากขึ้นทุกขณะ ริมฝีปากอิ่มซีดเซียวเพราะการสูญเสียเลือดจากบาดแผลตรงต้นแขน ใบหน้าสวยหวานปรือปรอยก่อนที่ทุกสิ่งจะดับวูบ กายขาวพิสุทธิ์ซวนเซและคงจะล้มลงนอนกับพื้นดินไปแล้วหากไม่มีพระพาหาแข็งแรงขององค์กษัตริย์มารองรับ

องค์ราชันอี้ฟานทอดพระเนตรมองดวงหน้าขาวของร่างบางในอ้อมพระพาหา สุรเสียงกังวานตรัสสั่งเหล่าทหารอารักขาด้วยพระพักตร์จริงจัง

“ส่งม้าเร็วไปบอกวังหลวงให้เตรียมหมอเอาไว้ และส่งคนไปตามชานยอลกลับมา... เราต้องกลับวังก่อนตะวันจะตกดิน”


========================================

รีไรท์ใหม่ค่ะ แหะๆ 
พอกลับมาอ่านแล้วรู้สึกว่าอะไรๆมันมีช่องโหว่เยอะแยะไปหมดเลยจัดการอุดรอยรั่วเท่าที่ทำได้
ขอบคุณค่า 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

80 ความคิดเห็น

  1. #75 ouyza (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2558 / 21:06
    เป็นคยองหรอกเหรอออ แล้วนินจาไม่ใช่จงอินเหรอออ ฮืออสนุกกกกมากกกก จงแดโดนธนูเพราะมาช่วยคยองที่เป็นน้องของตัวเองงง ไปอ่านตอนต่อไปดีกว่า ชอบมากกกก
    #75
    0
  2. #65 ♦BBCAMEL♦ (@13-mooddiememo) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2557 / 14:51
    นินจานั่นเป็นใครอ่ะ อี้ฟานพาจงแดไปด้วยแล้ว แอร๊ยยย ติดตามจ้า
    #65
    0
  3. #62 เยเย้ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2557 / 20:56
    อย่าทำร้ายน้องให้เจ็บนะสิพี่ฟาน
    #62
    0
  4. #48 AlactrositA (@follwing) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2557 / 14:41
    โฮะๆ. พี่ฝานเจอน้องแล้ว. พากลับไปเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีด้วยนะ ว่าแต่คยองกับเฉินไม่ใช่คน. แล้วเป็นอะไรกันแน่ แล้วนินจานั่นคือใคร โอ๊ยยย. ลุ้นนนน
    #48
    0
  5. #30 โอเลนจี ×` (@iyacup-jubjub) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2557 / 02:45
    น่าติดตามมากอ่ะแบบว่า สุดยอดเลยอ่ะ ภาษาสวยมาก ๆ
    #30
    0
  6. #24 chenchen_narak (@chenchen_narak) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2557 / 08:20
    ตอนแรกก็ได้เลือดซะแล้ว
    #24
    0
  7. #23 รักเองเจิ้ล (@ploypatt) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2557 / 01:18
    สนุกมากกกกก ภาษาสวยมากเลยค่ะ าวยจริงๆอ่านแล้วทึ่งเลยค่ะไรท์ สุดยอดมากเลยย
    #23
    0
  8. #14 Takieb (@takieb) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2557 / 23:04
    อิเฮียจะพาจงแดไปรักษาที่วังแล้ว
    ว่าแต่บุรุษผู้นั้นคือใครน่ะ พี่เล่ยหรอ
    เเอ๊ะ หรือไม่ใข่
    #14
    0
  9. #9 fujikozung (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2557 / 23:06
    เนื้อเรื่องสนุกมากเลยคะ จงแดกะคยองเป็นเหมือนผู้หญิงคนนั้นใช่มั้ย

    แล้วคริสพาน้องกลับไปรักษาหรือทรมาน แล้วห่วงที่คอมันคืออะไรมันสกัดกั้นพลังได้หรอ
    #9
    0
  10. #7 โมชิโมชิ. (@mmatchima) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2557 / 20:09
    ทำร้ายน้องก็รับผิดชอบน้องด้วยน่ะองค์รัชทายาท
    #7
    0
  11. #6 น้องจงแดเด็กน้อยของหมาป่าทั้ง11 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2557 / 19:37
    แงงงงงง พี่ฝานทำร้ายน้องตะไมมมมม
    เง้อ น้องบาดเจ็บเลย สลบด้วย
    งื้ออ แต่แอบฟินตรงที่พี่ฝานมารับน้องไว้นี่ละ ><
    อ่า ว่าแต่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ ที่อยู่กับโด้เป็นใครกัน?
    แล้วโด้เป็นรุ่นน้องหรือน้องของจงแดง่ะ เห็นบอกว่ารักเหมือนน้องชาย?
    จงแดคือใคร? ไม่ใช่คนสินะ ตอนปรากฏตัวนี่อย่างสวยงามเลยค่าาา ><
    ภาษาสวยมากค่ะไรท์ บรรยายได้ดีสุดๆ แม้จะแอบงงกับบางคำ ถถถ
    แต่ถือว่าเพอร์เฟ็คค่ะ รอนะคะ ติดตามมมมมมมมมมมมมมม
    #6
    0
  12. #4 Ainaemoroe (@bodylovenamkaeng) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2557 / 17:14
    โง้ยยยย เฮียง่าาาา ทำร้ายน้องทำไมเนี่ย บอกน้องดีๆก็ได้นี่(ไม่ฟังแน่นอนเชื่อเดะถถถ) 
    ทำร้ายแล้วก็ต้องตามหมอ...เพื่อ?? 555
    แต่ดีแฮะ จะกลับวังละ คิคิ น้องจงแดเป็นใครน้า ไม่ใช่มนุษย์แล้วเป็นอะไรเอ่ย
    ส่วนคนที่พาคยองไปนี่ พี่อี้? หรือไร จะรักกันไงน้อเนี่ย 
    รอต่อนะคะ
    #4
    0
  13. #1 DeCiMo (@love-1827-oz-moe) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2557 / 05:51
    ทำร้ายจงแดทำไมมมมม บุรุษชุดดำนั่นจะใช่พี่อี้ป่ะะะ อี้ฟานพาน้องกลับวังไปแล้ววววว -..-
    #1
    0