ตอนที่ 7 : 5th Drop

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1828
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 51 ครั้ง
    28 เม.ย. 60

“พวกเจ้า…ข้าอาบเองได้น่า ไปพักผ่อนเถอะ”  โลกิเอ่ยกับบรรดาสาวใช้ที่กำลัังเติมน้ำอุ่นให้ในอ่างทองคำ อีกคนก็โปรยกลีบกุหลาบสีแดงเข้มพร้อมอโรม่าจนหอมอบอวลไปทั่วห้องน้ำ แถมเดินเข้ามาใกล้คล้ายจะช่วยเจ้าหญิงจากต่างแดนอาบน้ำเสียอีก

“แต่หากใครพบเข้า พวกข้าจะถูกตำหนิได้นะเพคะ ให้พวกข้าช่วยเถิดองค์หญิง” พวกนางยืนกราน

“ไม่เป็นไร หากใครตำหนิเจ้าข้านี่แหละจะเป็นฝ่ายไปเจรจาว่าความให้เอง เพราะงั้นไปพักเถอะน่า อย่าให้ข้าต้องออกคำสั่งเชียว” รอยยิ้มอ่อนโยนและคำพูดแกมหยอกเผยขึ้น เรียกให้บรรดานางในยิ้มรับกันด้วยหัวใจพองโต ก่อนจะน้อมตัวโค้งให้แล้วทยอยออกไปจากห้องไป

โลกิมองตามร่างของทุกคน พอเห็นว่าหลงเหลือเพียงตน รอยยิ้มที่ปั้นแต่งเมื่อครู่ก็หุบกลับมาเรียบเฉยดั่งเดิม

ได้แต่ย้อนคิดกลับไปถึงภารกิจสำคัญที่ตอนบุกป่าฝ่ามาถึงแดนเทพแห่งนี้

ทหารยามของแอสการ์ดจะคุมเข้มไหมนะ ...ข้าไม่มีเวลามากเสียด้วยสิ

โลกิถอนหายใจเบาๆก่อนจะปรือสายตาสีมรกตมองไปยังไอน้ำลอยคละคลุ้งจากอ่าง

โลกิตรงเข้าไปยืนตระหง่านเบื้องหน้ากระจกเงา ดวงตาเหม่อมองสำวจสีสันบนใบหน้าตน

ถ้าคนที่มายืนตรงนี้เป็นเจ้า...ลาเวนนา เจ้าคงได้ปิติใจแน่ ยิ่งรู้ว่าคนที่ฝันถึงคือบุคคลเดียวกับสวามีของเจ้า

รอยยิ้มคลี่ออกบางๆสายตาที่ทอดมองภาพตนเองพร้อมกับมือที่เลื่อนขึ้นเช็ดคราบเครื่องประทุนโฉมออกทีละสัดส่วน

วันนี้ทุกคนมองข้าด้วยสายตาชื่นชม ใยข้าไม่รู้ปิติไปด้วยสักนิด ผู้คนเอ่ยนามลาเวนนา ชื่นชมนางไม่ขาด เทพเจ้าสายฟ้าโง่เง่านั่นก็เหมือนกัน คราแรกที่สบตาข้าพอรู้ว่าจับสังเกตได้ว่ามันเต็มไปด้วยความชื่นชม เพียงวินาทีที่ข้าเผลอดำริตามใจฉันออกไป ธอร์ก็แสดงสีหน้าราวกับรังเกียจเดียจฉันนักหนา ตัวตนเพียงน้อยนิดในคราบพระเชษฐภคินียังถูกประณาม

เหตุใดผู้คนถึงไม่พอใจในตัวข้าสักคน...

ร่างบอบบางชะงักเล็กน้อยยามเกิดความคิดชั่วร้ายในจิตใจ

จิตริษยาก่อเกิดต่อลาเวนนา ผู้ได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนไม่เคยได้

ใบหน้าสงบนิ่งปราดมองภาพตนเองซ้อนทับกับพระเชษฐภคินีแล้วเม้มปากแน่น ในหัวร่ายเวทมนต์คลายสะกดทั้งเรือนร่างอรชนทรวดทรงองเอวเยี่ยงสตรีค่อยๆกลับเข้ามาเพรียวบางตามสัดส่วนบุรุษเพศ เรือนผมยาวสลวยถักถอถึงกลางหลังค่อยๆถดลดลงเคล้าเคลียบ่า

“นี่สิ…ตัวข้า” โลกิยิ้มให้ตัวเองในกระจก เป็นอีกครั้งที่พยายามทำทุกอย่างไม่ให้คล้ายคลึงกับพระเชษฐภคินี…เพื่อไม่ให้ใครเอื้อนเอ่ยถ้อยคำบั่นทอนจิตใจ

มือเล็กเอื้อมไปสัมผัสไอน้ำอุ่นแล้วค่อยๆถอดอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายออก เผยให้เห็นผิวขาวเนียนไร้รอยตำหนิ ร่างบางค่อยๆเคลื่อนตัวลงไปแช่น้ำอุ่นอย่างสบายใจ

อยู่บ้านเกิดเมืองนอนไม่เคยได้รับการปฏิบัติที่ดี แม้นน้ำยังไม่เคยได้อาบเป็นน้ำอุ่น เหล่าแม่นมเคยจัดให้อาบในวัยเยาว์และก็เป็นบิดาอีกนั่นแหละที่ทำลายทุกอย่างสิ้น ก่อนออกคำสั่งเด็ดขาดว่าห้ามปรนนิบัติเขาทัดเทียมลาเวนนา ไหนจะป่าวประกาศไปทั่วอิกดราซิลว่าตนเองมีธิดาเพียงองค์เดียวนั่นอีก

จะบอกว่าเกลียดชีวิตแสนโดดเดี่ยวราวกับอากาศธาตุที่โยธันไฮม์ก็พูดได้ไม่เต็มปากนัก เพราะมีเจ้าลาเวนนา แต่ข้าก็ไม่อาจหักห้ามใจริษยาที่มีต่อเจ้าได้ ข้าละอายใจจนไม่อาจสนิทจริงใจกับเจ้าได้เลย

มือเรียวบางยกขึ้นกอบกุมตัวเองราวกับเป็นกำลังใจให้ตนเผชิญหน้ากับโลกที่ไม่มีใครต้องการต่อไป


เส้นคั่น.png


ธอร์และแฟนดรัลยังคงนั่งอยู่ภายนอกราชวังพลางยกดื่มสุราที่ติดมือมาด้วยแล้วคุยกันอย่างออกรสชาติ

เทพแห่งสายฟ้าหัวเราะไปกับเรื่องราวที่ได้ฟังในหลายๆสิ่ง แต่ในสมองกับจับใจความไม่ได้สักนิด ในห้วงความคิดยังคงมีแต่เรื่องราวที่สนทนากันก่อนหน้า

       

‘ไหนๆเจ้าก็ไม่ได้รักนาง ข้าอยากให้เจ้าช่วยให้ข้าสมหวัง ถึงเวลานั้นข้าจะช่วยหาวิธีถอดถอนหมั้นคืนอิสรภาพที่เจ้าใฝ่หาให้’

        ‘เจ้า…เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าแฟนดรัล เจ้าบอกว่าสตรีที่เจ้าตกหลุมรักผิวกายสีฟ้า นัยน์ตาสีแดงฉาน แต่นั่น…ข้าหมายถึงลาเวนนาผิวขาวและตาสีเขียวต่างหาก”  ไม่รู้อะไรทำให้เจ้าชายแห่งแอสการ์ดมาถกหาเรื่องเถียงข้างๆคูๆแบบนี้

ทั้งๆที่จะตบปากรับปากเลยก็ได้ หากแต่ร่างกายกลับพยศต่อคำสั่งในสมองอีกแล้ว

‘ตอนแรกข้าก็เคลือบแคลงใจเช่นเจ้าแต่….โยธันไฮม์มีธิดาเพียงองค์เดียวนี่ ตัดเรื่องบุคคลที่ใบหน้าละม้ายคล้ายนางไปได้เลย อ่อ! ข้าคิดว่าเรื่องสีผิวและนัยน์ตาน่าจะมีการใช้เวทมนต์หรืออะไรสักอย่างเพื่อให้เจ้าหญิงเหมาะสมกับดินแดนเรากระมั้ง’

ธอร์พยักหน้ารับช้าๆ นิ่งไปนานสองนานก่อนตัดสินใจพูดขึ้นมาไม่เต็มเสียงนัก

        ‘หากเจ้ามั่นใจเช่นนั้น...ข้าจะช่วยเจ้าก็แล้วกัน’

        ‘เยี่ยม!’ แฟนดรัลแย้มยิ้มรับคำพลางพ่นเสียงหัวเราะออกมาอย่างดีใจสุดๆ พาให้เทพสายฟ้าที่ยืนข้างกันค่อยๆแย้มยิ้มฝืนๆตาม


        หนักใจทำไม? ก็แค่ช่วยสหายให้สมหวังในรักกับคนที่มาพรากอิสระไปจากชีวิตข้า

...ข้าควรจะดีใจสิ

        ใบหน้านักรบครุ่นคิดไม่ตก ก่อนต้องสะดุ้งโหยงเมื่อรู้สึกถึงแรงปะทะเต็มบั้นท้ายตนพอดิบพอดี ในจังหวะที่มีทหารยามหลายนายเดินสับเปลี่ยนเวร

        “อุ…” ทหารหลายนายถึงกับกลั้นหัวเราะยามเห็นภาพเจ้าชายถูกสหายคนสนิทยกเท้าเตะเข้าไปเต็มรัก ธอร์เงยหน้ามองแฟนดรัลด้วยแววตาจะกินเลือดกินเนื้อก่อนปราดมองทหารยามดุๆ ทำให้คนเหล่านั้นก้มหน้าก้มตาเดินลี้ภัยไปทำงานทันที

“เจ้า…ทำบ้าอะไรกัน แฟนดรัล!”  ธอร์เค้นเสียงถามสหายอย่างขุ่นข้องใจ

        “เจ้าแพ้พนันข้าไง อย่าคิดว่าข้าไม่เห็นเจ้ายืนอ้าปากค้างมองเจ้าหญิงแห่งโยธันไฮม์นะ…หึหึ”  

        “เจ้าคิดไปเองแล้ว…”   ธอร์บอกเสียงแข็ง ก่อนทั้งคู่จะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่นโดยไม่คิดจะวกกลับมาเรื่องชวนหัวนี่อีกเลย

“มันน่าขันมากที่--”  แฟนดรัลที่ยังคงเล่าเรื่องที่ไปพบเจอมาให้สหายฟัง ก่อนสายตาจะสะดุดเข้ากับร่างคุ้นเคยที่ทำตัวลับๆล่อๆ อยู่ปากทางออกประตูทิศบูรพา ไม่นานนักร่างนั้นก็วิ่งหายไปในความมืด

“เจ้า…เห็นเหมือนที่ข้าเห็นไหมธอร์” แฟนดรัลสะกิดสหายอีกคนทั้งที่สายตาจับจ้องร่างนั้นไม่วางตา

“อา…เจ้าหญิงเฉิ่มนั่นทำอะไร? นั่นมันทางไปสวนดอกไม้ของท่านแม่นี่ บ้าฉิบ…”   ธอร์สบถไม่เป็นคำ ก่อนลุกพรวดพราดไปตามทางที่เจ้าหญิงต่างบ้านเมืองพึ่งหายไป เหตุการณ์ฉุกละหุกนั่นทำให้แฟนดรัลทิ้งทุกอย่างในมือแล้วตามติดไปอย่างร้อนรนไม่แพ้กัน


เส้นคั่น.png


โลกิชำระล้างกายจนสะอาดเอี่ยมอ่อง สองมือบรรจงสวมชุดนอนตัวโคร่งที่ติดมาจากโยธันไฮม์ และคลุมทับด้วยเสื้อคลุมสีทองอร่ามเพื่อบรรเทาความหนาวเย็นจากอากาศยามดึก

เมื่อสำรวจรอบด้านแล้วว่าไม่มีใครก็ปรี่เข้าไปตามทางที่มีต้นหญ้าขึ้นรกชัน คล้ายกับทางเข้าไปยังสวนพฤกษชาติตามคำบอกกล่าวของนางใน

ดวงตาสีเขียวพราวระยิบระยับยามได้ออกมาเที่ยวเล่นในยามค่ำคืนอย่างที่ไม่เคยมีโอกาสได้ทำมาก่อน บรรยากาศรอบด้านสงบร่มรื่น แม้ทัศนียภาพรอบด้านจะมืดสนิทแต่เพียงแสงรำไรจากตะเพียงที่ถือมาก็พอทำให้รู้ว่ามันสวยเพียงใด สายลมโชยพาดผ่านเรียกให้คนตัวเล็กต้องยกแขนขึ้นกอบกุมตนเองเอาไว้เมื่อเริ่มสัมผัสถึงไอหนาว

แม้นอากาศจะไม่เอื้ออำนวยต่อการเสาะหาสิ่งมีค่า แต่โลกิก็ฝืนพาตัวเองเดินชมวิวทิวทัศน์จนเข้ามาสู่ตัวสวน ซุ้มทางเดินมีลวดทองคำขดเป็นรูปทรงบุปผานานาพรรณ มันถูกเถาวัลย์และกีบดอกมากมายชอนไชประดับประดาจนเหมือนสวรสวรรค์ตามเทพนิยาย รอบด้านมีโคมไฟเรืองรองคลอเคล้าไปกับเเสงจากหิ่งห้อย ส่งผลให้คนที่ไม่เคยได้ออกมาดูโลกภายนอกหลงระเริงกับมันแล้วเดินสำรวจนั่นนี่ราวกับต้องมนต์ขลัง

แม้นเส้นทางจะวกวนเพียงใด ก็ไม่อาจหยุดยั้งความสุนทรีย์ที่ก่อเกิดขึ้นในใจคนต่างดินแดนได้ โลกิสาวเท้าเข้าไปเรื่อยๆโดยไม่รู้จุดหมายปลายทาง จนดวงจันทร์ลอยเคลื่อนตัวมาบนจุดสูงสุดของผืนฟ้าบ่งบอกเวลาเที่ยงคืน แต่โลกิยังไม่หมดความอุตสาหะที่จะตามหาน้ำพุในตำนานที่ซ่อนอยู่ภายในสวนแห่งนี้

“เดี๋ยวนะ……..”   โลกิรำพึงออกมายามเดินมาเจอกับดอกไม้สีเหลืองสดที่เพิ่งนั่งลงชื่นชมมาไม่นานใบหน้าสวยเสหันมองรอบทิศ

“ที่เดิม….ทำไมเดินกลับมาที่เดิมได้ละเนี่ย” คนตัวเล็กถึงกับยืนเอ๋อเหรออยู่พักใหญ่ ก่อนตัดสินใจเดินกลับไปตามเส้นทางเดิมที่เข้ามา แต่มันกลับโผล่มาที่ทุ่งดอกไม้สีเหลืองเช่นเดิม ใบหน้าเรียวเริ่มง้ำงออย่างไม่สบอารมณ์นัก เวทมนตร์ที่ไม่คิดจะใช้ในต่างนี้เริ่มหยิบยกมาใช้อำนวยความสะดวก

โลกิค่อยๆหลับตาลง สมาธิจรดจ่อไปกับสิ่งที่กำลังร่ายภาวนา ฝ่ามือแบออกเพ่งกระแสพลังไปรวมกันตรงฝ่ายนิ้ว ไม่นานนักแสงสีเขียวอ่อนก็ค่อยๆพวยพุ่งขึ้นจากฝ่ามือ

เปรี้ยง!!

ทุกอย่างพลันดับวูบลง พร้อมดวงตาสีเขียวที่ลืมโพลง ใบหน้าหวานซีดเผือดยามเห็นแสงสีขาวบนฟากฟ้า อันเกิดจากปรากฎการณ์ฟ้าแลบและไม่นานนักเสียงกัมปนาทของอันสนีบาตก็แผดเสียงมาให้สะดุ้งอีกครั้ง

“อึก!” สองมือยกขึ้นปิดหูก่อนร่างสั่นเทาจะทรุดลงบนพื้น ยามเสียงฟ้าร้องแผดลงมาอีกคราตามด้วยเม็ดฝนโปรยปายลงมาจนเปียกชุ่ม

“...” ดวงตาสีเขียวสั่นระริกยามสบเข้ากับผืนหญ้าใกล้ตัว ร่างพยายามตะเกียกตะกายหนีห่างจากฟ้าฝน

ภาพวันคืนแสนโหดร้ายหวนคืนกลับมาราวกับเทพที่ไม่รู้จักจบสิ้น

        ทัศนียภาพเบื้องหน้าพร่ามัวเพราะเม็ดฝนและคราบน้ำตาเอ่อล้น มองเห็นเพียงสีเขียวขจีเบื้องล่าง

        ปล่อยข้า! ท่านพ่อ...ได้โปรด

ข้ากลัว

        เสียงสายฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆ กับมือที่ถูกมัดไพล่หลังไว้แน่นหนา ดวงตาปิดแน่นราวกับไม่อยากรับรู้สิ่งใด ริมฝีปากเม้มเข้าหากันครั้งแล้วครั้งเล่ายามเสียงฟ้าผ่าดังสนั่นลงมา

        พยายามเงี่ยหูฟังเผื่อจะมีใครสักคนมาช่วยเหลือ แต่จนแล้วจนเล่าก็มีเพียงแค่เสียงเม็ดฝนกระทบใบหญ้า

“ท่านพ่อ!! ได้โปรด…ปล่อยข้า! ข้ากลัวแล้ว ข้าจะไม่ทำแล้ว ปล่อยข้าไปเถอะ ปล่อยข้า!!! ฮึก...”

ร่ำร้องเท่าไหร่ก็ไม่มีใครกลับมา...

         “ฮือ ช่วยข้าที ใครก็ได้...ปล่อยข้าไป” ชุดคลุมสีทองเปียกชุ่มแนบกายา ร่างกายที่เพิ่งชำระล้างมาแปดเปื้อนไปด้วยดินโคลนมอมแมม

หมับ!

สองมือที่ยกปิดหูถูกกระชากอย่างแรงจนร่างที่ทรุดกองบนพื้นลอยหวืดขึ้น ก่อนตามมาด้วยเสียงตวาดลั่นแข็งกับฟ้าฝน

“เจ้าเข้ามาที่นี่ทำไม?!!! เจ้ารู้ไหมว่าทางเดินเป็นเขาวงกตหากไม่ชำนาญทางก็ตายเป็นผีเฝ้าสวนมาหลายรายแล้วเจ้ายังจะ--” ธอร์ด่ากราดไม่ไว้หน้า เขาพึ่งแยกกับแฟนดรัลเพื่อตามหาเจ้าหญิงตัวปัญหานี่ จากว่าจะบันดาลโทสะใส่คนที่ทำให้ต้องวุ่นวายกลับต้องนิ่งค้างไปคล้ายอัมพาตเข้ามากอบกุมยามเห็นใบหน้าตื่นกลัวของอีกฝ่าย

“เจ้า…..” ธอร์ยืนมองค้าง ก่อนสัมผัสอุ่นจะสวมกอดเข้ามาจนคำพูดในหัวกระจัดกระจายหายไปเหลือเพียงสีขาวโพลน ร่างสูงอ้ำอึ้งทำอะไรไม่ถูก สุดท้ายก็ค่อยๆยกมือขึ้นโอบกอดร่างสั่นเทานั้นเข้ามาใกล้พลางลูบเรือนผมสีดำสนิทแผ่วเบา

ร่างสูงเงยหน้ามองผืนฟ้ามืดครึ้ม หยาดฝนพรำยังคงเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่เกรงใจใคร เทพเจ้าสายฟ้าบังคับห่าฝนนั้นให้หยุดในตำแหน่งที่ตนยืนอยู่

         “ข้ากลัว………..”  เสียงอู้อี้ดังขึ้น พาให้เทพนักรบก้มลงมองเล็กน้อยก่อนเอ่ยถาม

“เจ้ากลัวสิ่งใดกัน?”   

“ข้ากลัว…สายฟ้า” คำตอบที่ทำเอาคนฟังแทบสะดุด ถ้าจะบอกว่าเรื่องฟ้าฝนเป็นเรื่องธรรมชาติมันก็ถูก หากแต่เขาก็คือสามารถควบคุมมันได้น่ะสิ

ธอร์ถอนหายใจออกมาแผ่วเบา พลันเสียงฟ้าผ่าก็สงบลงเหลือเพียงฟ้าแลบและหยาดฝนพรำบางเบา

         “แบบนี้โอเคไหม?” จะให้หยุดธรรมชาติทั้งหมดก็คงไม่ได้

ไม่มีเสียงตอบรับมีเพียงวงแขนเล็กเกาะร่างสูงใหญ่แน่นราวกลับที่พึ่งพิงสุดท้าย ธอร์ทอดถอนใจอีกครั้งก่อนกระชับอ้อมกอดเพิ่มอย่างช่วยไม่ได้

เพียงเท่านั้นดวงใจที่กำลังสั่นสะท้านไม่ต่างจากร่างกายก็บังคับให้ร่างกายซุกใบหน้าลงกับแผ่นอกกว้าง

น่าแปลกนัก...ยิ่งมาจากต่างดินแดนยิ่งไม่ต้องการให้ใครพบเห็นตนยามอ่อนแอ

แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่า...ดวงใจไร้ความอบอุ่นดวงนี้ต้องการคนดูแลเพียงใด

“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าพบเจออะไรมาหรอกนะ แต่ยามใดเจ้ากลัว ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนก็แล้วกัน เพราะงั้น...ไม่ต้องกลัวแล้ว...นะ” เทพเจ้าแห่งสายฟ้าพูดเสียงติดขัดไม่เป็นท่า ถึงกระนั้นคนฟังก็แย้มยิ้มกว้างออกมาทั้งน่ำตาเองก็เริ่มแห้งเหือดไป

“เลี่ยนได้ใจ……”   คำพูดยียวนออกมาจากปากโลกิคน พอหายกลัวก็ตีพยศขึ้นมาทันที ก่อนร่างโปร่งจะเป็นฝ่ายผละออกมาจากอกกว้างแล้วเสมองอีกทาง

“หะ? เจ้านี่มัน...” ธอร์นึกก่นด่าตัวเองในใจที่เผลอใจอ่อนเอ่ยวาจาชวนอ้วกกับกับสตรีเบื้องหน้า ที่ช่างแก่นกะโหลกไม่สมหญิง ไหนจะฝีปากแกร่งกล้าจนสนมบำเรอต้องเหนียมอายรวมไปถึงหน้าอกหน้าใจที่ช่าง...น้อยนิดเหลือเกินหากเทียบกับอิสตรีนางอื่น

         ธอร์เผลอมองสำรวจร่างเปียกโชกดูแปลกตาอย่างใช้ความคิด

เรือนผมดำขลับลู่กรอมใบหน้าหวานประบ่า ความยาวที่สั้นลงอย่างเห็นได้ชัด สรีนะอรชอ้อนแอ้นกับหน้าอกหน้าใจนั่นก็ด้วย…

“เจ้า…..”

เหมือนโลกิจะอ่านสายตาคนตรงหน้าออกเลยรีบชิงพูดขึ้นก่อน

“ข้าเบื่อ...ก็เลยตัดผมทิ้ง”

“แปลก…สตรีทุกนางพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเส้นผมเปรียบเสมือนอีกชีวิตของนางแต่เจ้ากลับตัดมันเพียงเพราะความเบื่อหน่ายเนี่ยนะ ประหลาดคนจริงๆ ” ธอร์หัวเราะเบาๆ

“ข้าก็แค่ไม่ชอบเหมือนใคร…ใครจะพูดยังไงก็ช่างสิข้าเป็นของข้าแบบนี้..”

         “ข้าก็ไม่ได้ว่าอะไรสักนิด” เทพนักรบอมยิ้ม ก่อนถอดเสื้อคลุมตัวใหญ่ออกแล้วบรรจงสวมให้โลกิที่มีท่าทีขัดขืนเล็กน้อยแต่ก็สุดท้ายก็จำยอมเพราะเห็นว่ายามนี้อากาศเริ่มเย็นจัดหากปล่อยไหวอีกเดี๋ยวเขาคงไม่สบายเป็นแน่

ดวงตาสีเขียวจรดจ้องใบหน้าคมคายในระยะใกล้ สัมผัสจากมืออุ่นที่กระทบบนไหล่ยามอีกฝ่ายสาละวนจัดแจงผ้าคลุมทำให้หัวใจเต้นถี่รัวอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

“เดี๋ยวจะหนาวตาย….” น้ำเสียงยียวนกวนประสาทดังขึ้นยามเทพนักรบผละออกมา ดวงตาสองสีสบกันเพียงชั่วครู่ก่อนจะเบือนหลบไปอีกทาง

เป็นธอร์ที่ปรับสีหน้ากลับมาปกติได้ก่อนและรีบสาวเท้านำกลับปราสาทก่อนน้ำค้างจะทำให้คนต่างเมืองประชวรเสียตั้งแต่วันแรกที่มา สองร่างตกอยู่ในความเงียบราวกับเป็นใบ้ สายตาสีเขียวเสมองธรรมชาติรอบด้านอย่างน้อยมันก็ไม่ทำตัวน่าอึดอัดแล้วกัน!

คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยได้ไม่นานก็ต้องสะดุ้งดั่งไฟฟ้าสถิตยามฝ่ามือใหญ่ฉวยมือเขาไปกุมไว้ แรงดึงรั้งลากทังร่างที่กำลังไปผิดเส้นทางให้ตามมา

“ทางนี้…เจ้าอยากจะไปเดินทัวร์เขาวงกตอีกรอบรึไงกัน”  

โลกิกระแอมไอซ่อนกลบดวงหน้าที่เริ่มร้อนผ่าวจนเกินกลั้น ฝ่ามือเล็กบีบกระชับตอบพลางหาเหตุผลในการกระทำแปลกประหลาดของตนข่มเสียงหัวใจที่เริ่มเต้นระรัวจนน่ารำคาญ

แค่กลัวจะหลงหรอกนะ….เลยยอมให้เจ้าถูกเนื้อต้องตัวข้า

สองร่างเริ่มห่างออกไปจากสวนพฤกษชาติ หลงเหลือเพียงเงาตะคุ่มที่เดินคล้อยหลังอยู่ไม่ไกล ร่างสูงโปร่งเดินไปหยุดพิงต้นไม้ใหญ่ด้วยสีหน้าอ่อนล้า ดวงตาสีเทาหม่นก็ยังจรดจ้องแผ่นหลังคนทั้งคู่จนเลือนลับจากสายตา

ใบหน้าหล่อเหลาเจ้าของนัยน์ตาสีเทาเข้มเหม่อมองดวงจันทร์ที่ลอยเด่นสง่าอยู่เหนือศรีษะ รอยยิ้มเค้นเหยียด

ช่างคล้ายกับสถานภาพตัวเองเหลือเกิน...เรามันก็เป็นได้แค่กระต่ายหมายจันทร์ ไม่เจียมสังขารว่าตนไม่ควรค่ากับจันทร์เพ็ญสูงค่าสักนิด

“แย่ชะมัด…ไม่น่าเห็นเลย” ร่างสมส่วนรำพึงกับตัวเองยามปักหลั่นกับโคนต้นไม้แล้วขยับนั่งขัดสมาธิลงบนพื้น

แฟนดรัลเข้ามาพบคนทั้งคู่ในวินาทีที่สองร่างโอบกอดกัน…ปากที่ตั้งท่าจะเอ่ยเรียกจำต้องหุบลงแล้วเฝ้าดูภาพกรีดหัวใจนั้นเงียบๆ

เฝ้าดูจนทั้งคู่เลือนลับสายตาไป น่าแปลกที่ภาพเหล่านั้นไม่ได้เลือนหายไปด้วย

หึ...หวังอะไรอยู่กันละ?



-----------------------------------------------------------------------------


มาอัพเพิ่มแล้วค่า เหมือนกงกรรมกงเวียน เข้าใจไปคนละอย่าง เออดีเหมือนกัน ฮ่าๆ ฝากติดตามจนจบด้วยนะคะ และฝากติชมด้วยน้า 1 เม้น 1 ล้านกำลังใจจ้า #หยาดหิมะ





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 51 ครั้ง

913 ความคิดเห็น

  1. #910 panayjorn (@heawpanayjorn) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 01:43
    สงสารแฟนดรัล รอไปก่อนน้าาาาา รอลาเวนนา
    #910
    0
  2. #894 Jennifer0412 (@Jennifer0412) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 16:11
    โอ้ยยสงสารแฟนดรัลอ่ะ
    #894
    0
  3. #869 J'Sun (@lovelyztk) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 03:14
    <p>แฟนดรัลรูกก อยากให้เธอรู้ว่าลาเวนนาเนื้อคู่ของคุณยังไม่ฟื้นเลยจ้า</p>
    #869
    0
  4. #848 Mamimilky (@Mamimilky) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 มีนาคม 2561 / 08:43
    แอบสงสารแฟนดรัลอ่าา อยากให้รู้ความจริงเร็วๆ แต่อีกใจก็แบบ..ถ้ารู้แล้วโลกินะโดนไรบ้าง พี่ท่อจะโกรธจนฟ้าสะเทือนมั้ย น้องยิ่งกลัวๆสายฟ้าอยู่ -*-
    #848
    0
  5. #793 pwllg (@praemingteuk) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2560 / 19:41
    ยัยน้องงงง5555555555 ขำ ปากคอเราะร้ายมาก น่าเอ็นดู ชอบคาแร็คเตอร์ทั้งสองคนมากๆค่ะน่าร้ากกกกก
    #793
    0
  6. #779 jrn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 เมษายน 2560 / 21:35
    รอน้าาาาา
    #779
    0
  7. #778 123321 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 เมษายน 2560 / 08:49
    เข้าใจผิดไปอีกกกก

    อัพเร็วมากกกก รอตอนต่อไปนะคะ
    #778
    0