ตอนที่ 8 : 6th Drop

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1812
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 59 ครั้ง
    2 พ.ค. 60

“สรุปเจ้าแค่เข้าไปชมบุปผา...แล้วก็หลงทางเนี่ยนะ?” ธอร์เลิกคิ้วหลังจากฟังเรื่องราวของอีกฝ่าย

“มีอันใดน่าขันกัน…” คนที่ถูกหัวเราะตวัดสายตาถลึงมองปานจะกินเลือดเนื้อ

“เปล่า...ข้าแค่ไพล่คิดไปว่าเหตุใดสตรีถึงชื่นชอบบุปผานัก”  

“ธรรมชาติเป็นสิ่งจรรโลงจิตใจ มันสงบ ร่มเย็น เจ้าต้องลองปล่อยวางในธรรมชาติเฉกเช่นนั้นดู แต่เห็นทีสำหรับเจ้าเหล้ายาและนารีคงสำคัญกว่า”   โลกิอดจะเหยียดอารมณ์สุนทรีย์ของเทพเจ้าสายฟ้าไม่ได้ แต่มีหรือคนอย่างเทพสายฟ้าจะสะทกสะท้านแถมหลิ่วตากลับเป็นเชิงยอมรับเสียด้วย

“งั้นว่างๆข้าจะไปศึกษามันดู เจ้าคิดว่าควรเริ่มจากอะไร? ...ไม่สิ เจ้าชื่นชอบบุปผาชนิดใดมากที่สุด?”  

โลกิกอดตัวเองคลายหนาว คิ้วเรียวเลิกขึ้นระหว่างที่ดวงตาเหม่อมองผืนฟ้าระหว่างคิดตามคำถามนั้น สีหน้าเคร่งเครียดกับแค่หัวข้อสนทนาที่ไม่จำเป็นต้องใช้ความคิดด้วยซ้ำเล่นเอาธอร์ที่ลอบสังเกตอยู่อมยิ้มขำ

“ข้าเหรอ?...ข้าชอบหลายชนิดอยู่ แต่ที่ชอบที่สุดคงเป็นดอกสโนว์ดรอปละมั้ง”

ดวงตาสีฟ้าสะดุดไหววูบยามสดับฟัง….เสียงหวานเอ่ยถ้อยคำแสนเชยแต่กลับตรึงใจนัก หากแต่เหมือนเคยได้สดับฟังที่ไหนมาก่อน

ภาพนานนักจิ๊กซอว์ที่เคยโยนทิ้งไปเพราะความขมขื่นก็ลอยกลับมาปะติดปะต่อให้คนที่ตื่นจากฝันร้ายได้ดำดิ่งไปสู่ห้วงแห่งความมืดมิดอีกครั้ง


‘ดูนั่นสิธอร์ ดอกสโนว์ดรอปข้าชอบมันที่สุดในบรรดาดอกไม้ทั้งหมดเลยล่ะ...ทำไมถึงเรียกดอกสโนว์ดรอปว่าเป็นดอกไม้แห่งการจากลารู้ไหม?’

‘มันหมายถึงสิ่งนั้นหรือ?’

‘เพราะว่าดอกสโนว์ดรอปน่ะไม่มีทางที่ดอกกับใบจะมาเจอกันได้...ใบต้องแห้งเหี่ยวไปก่อนดอกถึงจะบานได้ไงล่ะ ต่างดูแลกันจนดอกเบ่งบานแต่สุดท้ายก็หลงเหลือเพียงความคะนึงหา แต่มันก็ยังคงความงดงามไม่ใช่หรือ? ไม่ต่างอะไรกับคู่รักที่แม้นตายจากกันไปแต่ก็ยังคิดคะนึงหากันนะว่าไหม?’

‘จะมาพูดถึงเจ้าดอกไม้อัปโชคนี่ทำไม…เราสองไม่มีวันพลัดพรากจากกันอยู่แล้ว’

ไม่มีคำตอบสำหรับคำถามนั้น...มีเพียงรอยยิ้มบางๆของสตรีในความทรงจำที่ไม่เคยลืมเลือนใจเท่านั้น


“แล้วก็นะ…เจ้าได้ฟังที่ข้าพูดไหมเนี่ย?” คนตัวเล็กหันมาประจันหน้ากับธอร์ที่นิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ

“เอ่อ ข้า...ข้าฟังอยู่ เจ้าพูดต่อสิ” ธอร์คลี่ยิ้มให้ แต่โลกิกลับจับพิรุธได้ว่าอีกฝ่ายคงเหม่อลอยคิดไปไหนถึงไหนจึงไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไรต่อ

โถงทางเดินตกอยู่ในความเงียบสงบจนน่าอึดอัด จนในท้ายที่สุดธอร์ก็พาคนหลงทางมาส่งถึงห้องบรรทมหลวง เพียงแวบเดียวที่เห็นบานประตูห้องหอคู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันก็ถึงกับปั้นสีหน้าปุเลี่ยน

เบื้องหน้าคือบานประตูไม้ฉาบสีขาว พรมอ่อมนิ่มสีแดงสดปูยาวลาดตามเส้นทาง ริมขอบมีกุ้นสีทองประดับประปรายคล้ายเส้นด้ายสีทองดักถอ มันเด่นเคล้ากับบุปผางามหลากสีสันที่ถูกจัดช่อเอาไว้อย่างสวยงามทั้งตรงทางเดินและกลอนประตูทองเหลือง

ความคิดท่านแม่แน่ๆ

ธอร์กอดอกมองความอล่างฉ่างนั้นหน่ายๆ แต่สุดท้ายก็ต้องกระวีดกระวาดเข้าไปผลักบานประตูที่ภรรยาคนงามของตนปิดอัดใส่

“เจ้า!” คนจะโดนทิ้งให้นอนด้านนอกคำรามในคอ มือใหญ่รั้งเปิดไว้ในขณะที่คนภายในเอาทั้งร่างพยายามดันปิดมัน

“ช่วยเอากล้ามไร้ประโยชน์ของเจ้าออกไปจากบานประตูห้องบรรทมข้าด้วย...ข้าต้องการพักผ่อน”  

“นี่...น้อยๆหน่อยที่นี่แอสการ์ด และนั่นก็เป็นห้องข้าเช่นกัน”

“ใครว่านี่ห้องข้าคนเดียว ส่วนเจ้าเองก็เป็นถึงเจ้าชายไปขอให้คนจัดห้องใหม่เสียสิ”  

“เวลาสองยามเนี่ยนะ?!”

“ใช่….ราตรีสวัสดิ์ธอร์” โลกิส่งยิ้มยียวนแล้วใช้เวทแรงโน้มถ่วงดันให้ประตูปิดอัดใส่ร่างสูงใหญ่นั้นจนได้ยินเสียงสบถหัวเสียงรอดมาตามประตูที่ลงกลอน เทพนักรบผู้ถูกผลักไสตีสีหน้าหงุดหงิดอย่างเกินกลั้น

กิดมาร้อยวันพันปีไม่เคยมีใครหาญกล้าใส่ตนขนาดนี้!

แล้วรีบลงกลอนเทพนักรบที่ถูกแรงมหาศาลผลักแถมประตูปิดให้หน้าถึงกับเก็บอาการหงุดหงิดไว้ไม่อยู่

“ครั้งที่สองแล้วนะที่เจ้ากล้า--”

“หนวกหู! อยากตะโกนเป็นหมีหิวโซก็ไปทำที่อื่น...ข้าจะพักผ่อน!” เสียงตะโกนตอกกลับมาเล่นเอาคนที่กำลังระบายอารมณ์ถึงกับพูดไม่ออก

ให้ตายเถอะ ลาเวนนา!!


เส้นคั่น.png


ก๊อก! ก๊อก!

แฟนดรัลที่กำลังคุดคู้ใต้ผ้าห่มถึงกับสบถออกมายามได้ยินเสียงเคาะประตูหน้าห้อง ร่างสมส่วนจำใจเดินออกไปเปิดประตูให้ ธอร์สวนเข้ามานั่งในส่วนรับแขกอย่างถืออภิสิทธิเล่นเอาเจ้าของห้องถึงกับกรอกตามองหน่ายๆ

“ข้าคิดว่าเจ้ายังไม่กลับมาซะอีก” ธอร์เอ่ยขึ้น นั่นยิ่งทำให้ผู้ที่เดินตามสองสามีภรรยาเก้อจนกลับมากินแห้วรอถึงห้องพ่นลมหายใจอย่างขัดใจเป็นที่สุด

“เชื่อเขาเลย...เจ้าเองเจอนางแล้วก็ไม่บอกข้าสักคำปล่อยข้าเดินหาเสียทั่ว”

“ตอนนี้เจ้าก็รู้แล้วนี่ไง” ร่างสูงยักคิ้วให้สหาย ตามมาด้วยเท้าของแฟนดรัลที่ถีบเข้าให้อย่างหมั่นไส้

“อ่อ องค์ชายเสด็จนอนพื้นนะพะย่ะค่ะ วันนี้กระหม่อมเหนื่อย!! ราตรีสวัสดิ์!”  แฟนดรัลยิ้มแฉ่งหวังก่อกวนอารมณ์คืนแต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อธอร์ทำเพียงแค่กลั้วหัวเราะตอบ แถมเดินไปจัดแจงที่นอนตัวเองบนพื้นอย่างว่าง่าย

“พรุ่งนี้งานหนักข้าอีกแล้ว เจ้าช่วยออกไปห่างๆจากโรงฝึกเลยนะธอร์...ข้าขอละ” แฟนดรัลเอามือรองหนุนแทนหมอนยามเอนกายลงบนเบาะนุ่ม พอคิดไปถึงกำหนดการซ้อมรบพรุ่งนี้ก็จำต้องส่ายหน้าเอือมระอาออกมาเมื่อคิดได้ว่าตัวปัญหาร่างควายที่นอนอยู่บนพื้นคงเตรียมตัวสร้างความหายนะระลอกใหญ่เหมือนทุกทีแน่

“ฮ่าๆ...ข้าไม่กวนหรอกน่า! เอาเป็นว่าต้นฤดูกาลนี้ข้าจะช่วยพวกเจ้าซ้อมรบเองตกลงไหม?”   

“!!...” แฟนดรัลเกือบกลิ้งตกเตียง ยามได้ยินประโยคพิสดารพันลึกจากปากสหาย

คนอย่างธอร์ โอดินสันเนี่ยนะจะช่วยเหลือในวันซ้อมรบใหญ่ทุกต้นฤดูของแอสการ์ด!

การซ้อมรบใหญ่ คือธรรมเนียมที่ทั้งกองทัพของแอสการ์ดต้องเข้าฝึกซ้อมร่วมกัน เพื่อเตรียมความพร้อมในการรบ บรรดาองครักษ์หลวงอย่างสหายธอร์ก็ต้องป็นผู้ควบคุมการฝึก

และทุกครั้งธอร์จะเข้ามาก่อกวนการฝึกซ้อมจนเทพบิดรต้องสั่งกักบริเวณเจ้าชายตัวแสบก่อนวันซ้อมรบเป็นประจำ

“บางทีคำว่าจะช่วยของเจ้ายังน่ากลัวเสียกว่าการที่เจ้าบอกว่าจะก่อกวนอีกนะธอร์…”   แฟนดรัลพึมพำเริ่มรู้สึกถึงความวุ่นวายในวันพรุ่งนี้ คำค่อนแขวะนั้นเรียกเสียงหัวเราะระลอกใหญ่จากเทพเจ้าสายฟ้า



เส้นคั่น.png



ไอสีขาวพวยพุ่งขึ้นมาจากหม้อปรุงยาสีขุ่นภาพสะท้อนภาพร่างหนึ่งในอิริยาบถต่างๆ

“ที่นั่น...ถ้าจำไม่ผิดสวนหย่อมที่ราชินีฟริกก้าใช้เอาไว้ซ่อนน้ำแห่งความเยาว์วัย ลาเวนนา...ไม่สิ”   เสียงรำพึงกับตนเองหยุดชะงักลง ยามเพ่งพินิจร่างโฉมสคราญที่กำลังเปลี่ยนอาภรณ์เตรียมเข้าบรรทม ดวงหน้าของชายาองค์ใหม่ตื่นตระหนกขึ้นยามประติดประต่อเรื่องราวได้

“โลกิ? นี่มันหมายความว่ายังไงกัน?” เฮลด้ากดเสียงรอดไรฟัน พลางเดินวนเวียนเป็นหนูติดจั่น

แปลว่าข่าวที่โลกิหายตัวไปในไพรมืดเป็นข่าวลวง และหากว่าลาเวนนาที่ถูกส่งไปคือโลกิ….แล้วตอนนี้ลาเวนนาตัวจริงซ่อนอยู่ที่ใด?

เฮลด้าเดินตรงมาที่หม้อปรุงยา ดวงตาหลับตาลง ริมฝีปากพึมพำร่ายเวทมนต์ดำเพื่อค้นหาธิดาของกษัติรย์เมืองน้ำแข็ง

ฉับพลันภาพสะท้อนในหม้อก็เปลี่ยนมาเป็นพื้นที่ดำสนิท เฮลด้าทอดสายตามองภาพนั้นอย่างงุนงงความดำมืดค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวสะอาดตา ก่อนปรากฎเป็นเรือนร่างนิ่งสงบทอดกายอยู่บนบัลลังก์ทอง รอบด้านมีแต่ผนังสีดำทมิฬจนแยกแยะไม่ออกว่าสถานที่แห่งนั้นซ่อนอยู่ที่ไหน

นาง...ตายแล้วรึ?

“!...” ดวงตาสีเทาหม่นกระตุกวาบเมื่อเห็นร่างที่ควรนอนแน่นิ่งขยับไหว มือที่ประสานกันบนหน้าท้องค่อยๆคลายออกพร้อมดวงตาสีแดงลืมโพลงขึ้น วรกายงดงามยันตัวขึ้นมาแล้วตวัดสายตามองมายังผู้สอดแนม ใบหน้าสวยหวานของสาวน้อยวัยแรกแย้มบัดนี้ขึงขังเต็มไปด้วยความเคียดแค้น

เฮลด้าผงะเดินถอยหลังด้วยความตกใจ

แต่น้ำที่กำลังเดือดนั้นก็ยังคงฉายภาพเจ้าหญิงเขยื้อนใบหน้าเข้ามาใกล้จนเหลือเพียงพระพักตร์สวยที่ฉีกยิ้มมุมปาก สายตาสีแดงฉานจับจ้องราวกับอยากจะผู้จรดจ้องออกทีละชิ้น

‘แอบมาสอดส่องข้าเหรอ? นังแม่มด…’   เสียงเค้นหัวเราะที่ไม่เคยได้ยินทำให้ขนลุกซู่ ผิวกายสีน้ำเงินเริ่มปรากฏเส้นเลือดสีดำตามลำตัว

“แก!! ทำไมยังไม่ตาย!…”

‘เจ้ายอมรับแล้วสินะ ว่าเป็นตัวการทำให้ข้าเป็นเช่นนี้’ สุรเสียงอ่อนหวานจับจิตบัดนี้แหบพร่าราวกับซากร่างเดนตาย เส้นเลือดสีดำลากผ่านไปทั่วผิวหนังจนสุดท้ายทั่วทั้งวรกายก็เเปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท

‘แกจะไม่มีวันได้ครองบัลลังก์โยธันไฮม์! และข้ารู้ว่าเจ้ากำลังปองร้ายข้ากับอนุชาข้าอยู่ ต่อให้ท่านพ่อหลงใหลเจ้ามากแค่ไหนแต่ข้านี่แหละ! ที่จะสรรหาทุกวิถีทางกระชากหัวแกลงมาจากบัลลังก์!”  ลาเวนนาเอ่ยทอดนิ่ม วาทศิลป์ราวคมมีดสลักกรีดบาดขั้วหัวใจผู้ฟัง มันคละเคล้าไปด้วยเสียงหัวเราะร้ายกาจชวนขนหัวลุก  เฮลด้าพยายามข่มอารมณ์ตื่นกลัวให้สงบลง ริมฝีปากอิ่มเเสยะยิ้มท้าทายกลับ

“ข้ารู้ว่าเจ้าสิ้นชีพไปแล้วลาเวนนา! แต่ถ้าวิญญาณของเจ้ายังไม่สงบดีนักล่ะล่ะก็...ข้าจะสงเคราะห์ให้ทุกอย่าง ...เริ่มจากน้องชายตัวดีของเจ้าก่อน!!!” องค์ราชินีทอดกายเข้าไปจับจ้องภาพที่คลายสลายเหลือเพียงความว่างเปล่า

มือเรียวยกขึ้นทาบหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ นัยน์ตาเรียวคมจ้องวิวทิวทัศน์นอกหน้าต่างเขม็ง

“สงสัยต้องไปเยี่ยมองค์หญิงกำมะลอถึงแอสการ์ดแล้วละมั้ง….”


เส้นคั่น.png


เหล่าแม่นมที่มองเห็นแสงไฟสีเขียวลอดมาจากบานประตูลับที่ตนเฝ้าปกปิดมาหลายวันต่างพากันรีบวิ่งเข้าไปตรวจดูร่างเจ้าหญิงของโยธันไฮม์ที่นอนทอดกายนิ่งดั่งเดิมแตกต่างก็เพียงไอเวทมนตร์สีเขียวกำลังจางสลายกลายเป็นหมอกควัน

“...” ทุกคนมองหน้ากันอย่างเข้าใจในสัญญาณลับนี้

ก่อนที่โลกิจะไปแอสการ์ดได้บอกแก่บรรดาคนรับใช้ที่สนิททุกคนว่าตนได้ร่ายเวทอำพรางไว้ในห้องชั้นใต้ดินที่กักเก็บร่างของลาเวนนา เพื่อปั่นใครหัวบางคนที่อาจเป็นเหตุของโศกนาฎกรรมนี้

เวทมนตร์จะแสดงฤทธายามมีใครพยายามใช้เวทมนตร์สอดส่องตามหาพระเชษฐภคินีแห่งตน และหากมันเกิดขึ้นให้รีบหาทางติดต่อกลับไปทางตนด่วนที่สุด

สรุเสียงรับสั่งยังดังก้องในห้วงความคิดของเหล่าข้าราชบิพาร ทั้งหมดจำใจแยกย้ายไปคิดหาวิธีติดต่อกับเจ้าสาวกำมะลอที่แอสการ์ดกันจ้าละหวั่น


เส้นคั่น.png


เป็นอีกวันที่โลกิต้องตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเพื่อแต่งตัวก่อนเหล่านางในจะเข้ามาช่วยเหลือ

“ต๊ายยย องค์หญิงไหงแต่งชุดเป็นบุรุษเช่นนั้นละเพคะ...หม่อมฉันว่าใส่ชุดนี้ดีกว่า” แม่นมในวังที่เข้ามาเห็นร่างบอบบางอยู่ในชุดลำลองตามแบบฉบับบุรุษที่แอบเตรียม  

“เอ่อ ข้าไม่ชอบใส่กระโปรงน่ะมันรุ่มร่ามเดินไม่สะดวกเลย ว่าแต่มันแปลกประหลาดมากรึ?”   คนตัวเล็กแสร้งมองชุดตัวเองแล้วตีสีหน้าเศร้า

“ไม่ๆเพคะ ...แบบนี้ก็เหมาะอยู่เพคะ ทรงกลายเป็นองค์หญิงแก่นแก้วไปเลย”   เสียงหัวเราะของบรรดาแม่นมพาให้คนตัวเล็กยิ้มออกมา ก่อนจะเสมองไปด้านนอกหน้าต่างแสงสีส้มค่อยๆโผล่พ้นขอบฟ้าดวงตาสีเขียวฉายเเววตื่นเต้น สองขาอดไม่ได้ที่จะก้าวไปชิดขอบหน้าต่างเพื่อชื่นชมความงามนั้นชัดๆ

ห้องบรรทมที่โยธันไฮม์ไม่มีแม้กระทั่งหน้าต่างสักบาน ดวงตะวันจึงสาดส่องมาไม่ถึง...เคยได้แต่เฝ้าฝันถึงคืนวันที่ได้ออกมาดื่มด่ำกับธรรมชาติ ยืนมองดวงอาทิตย์เฉิดฉายบนท้องฟ้า

ใครอาจไม่เชื่อว่านี่คือแสงอาทิตย์แรกที่โลกิ ลาฟฟี่ซันได้พบเห็น

ช่างงดงามเหลือเกิน…

รอยยิ้มประดับบนดวงหน้าสวย ดวงตาสีมรกตจับจ้องภาพตรงหน้าไม่ขวางตา

บรรดาแม่นมต่างพากันเคลื่อนออกจากห้องยามเห็นผู้มาเยือนผู้เข้ามาอย่างเงียบงันและโบกมือส่งสัญญาณให้พวกเธอไปรอด้านนอก

“แม่ของเจ้าก็ชอบดูพระอาทิตย์ขึ้น…..” เสียงดังจากด้านหลังเรียกสติคนที่กำลังดื่มด่ำกับธรรมชาติให้หันหลับมามอง

โลกิหันมาเชื่องช้ามองคนตรงหน้าทึ่งๆกับสิ่งที่ได้ฟัง ผู้มาเยือนส่งยิ้มเป็นมิตรมาให้พลางขยับตัวเข้ามา

“องค์ราชินี...”

“ทำไมเรียกเหินห่างแบบนั้นเล่า เรียกข้าว่าท่านแม่เถอะ ตอนนี้เราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วนะลาเวนนา...ไม่สิโลกิใช่ไหม?” คำพูดที่ทำเอาองค์ชายแห่งโยธันไฮม์กระตุกวาบ นัยน์ตาสีเขียวมองอิสตรีเบื้องหน้าอย่างหวาดระแวงพลางขยับกายถอยห่าง

“ใจเย็นๆ...หนุ่มน้อย ข้าไม่ทำอันตรายเจ้าหรอก...และข้าจะไม่บอกความลับนี้กับใครด้วย ข้าแค่ถามเพื่อความมั่นใจเท่านั้น”

“ท่าน...เป็นใครกัน?”   

“ข้าคือ ฟริกก้า...เทพีแห่งเมฆา ราชินีแห่งแอสการ์ด และ…เป็นพระเชษฐภคินีของมารดาเจ้า”

ไม่มีใครรู้เรื่องนี้แม้กระทั่งราชันแอสการ์ดบิดาแห่งทวยเทพทั้งหลาย ว่าชายาที่รักยิ่งมีน้องสาวน่าทะนุถนอมนางหนึ่งและน้องสาวผู้นั้นเป็นถึงราชินีแห่งโยธันไฮม์เสียด้วย

“อย่ามองข้าด้วยแววตาเช่นนั้นโลกิ ข้ามิได้โป้ปด ข้าเกิดที่อัลไฮม์เป็นธิดาองค์แรกและมารดาเจ้าเป็นองค์รอง เราทั้งคู่ถูกเลี้ยงคนละที่ ทำให้ไม่มีใครทราบว่าข้ามีน้องอีกคน เฉกเช่นเจ้าที่ไม่มีใครล่วงรู้ตัวตน...ช่างน่าเศร้านัก”

ความจริงเบื้องหน้าเสมือนจุกก็อกอัดแน่นตรงปากขวดชวนให้หายใจติดขัด

เขาไม่เคยได้รับรู้เรื่องนี้เพราะวันที่เขาปะสูติ...มารดาผู้เป็นที่รักยิ่งก็ตายจากไป

“ข้าแค่อยากรู้ว่าใยเจ้าถึงมาสวมรอยเป็นพี่สาวเจ้า...มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นที่โยธันไฮม์รึเปล่า?”   ฟริกก้าถามสีหน้าเป็นห่วง

โลกิมองอีกฝ่ายอย่างชั่งใจ ไม่สามารถเชื่อใจใครได้ แม้นคนที่ออกตัวว่าเป็นพี่สาวของมารดาเองก็ตาม

“เจ้ายังไม่ไว้ใจข้า ก็ไม่เป็นไร….แต่ขอให้รู้ไว้ว่าข้าจะคอยช่วยเหลือเจ้า หากเจ้าเดือดเนื้อร้อนใจเรื่องใดก็มาหาข้าได้เสมอ ข้ายินดีช่วยเพื่อทดแทนวัยเยาว์อันแสนเศร้าของอลิเซีย..และตัวเจ้าโลกิ”  

ฟริกก้าแย้มยิ้มก่อนจะตรงเข้าไปกอดประโลมร่างที่กำลังนิ่งอึ้งอยู่

สัมผัสอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับจากใครซึมซับเข้าสู่ผิวกายลากผ่านไปถึงจิตใจที่เกรอะกรังไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์

ไม่เคยได้รับอ้อมกอดจากบิดามารดาเลยสักครั้ง

ไม่อยากเชื่อใจใครคนไหนแต่กับสตรีนางนี้ เหมือนมีบางสิ่งย้ำมั่นกับจิตใจตนว่าสิ่งที่นางตรัสนั้นเป็นเรื่องจริง...เป็นเหมือนแสงสว่างจากเทียนไขที่พร้อมจะหลอมละลายร่างกายที่หนาวเหน็บนี้

นี่รึเปล่า...ที่เรียกว่าความอบอุ่น..?

มือเรียวยกขึ้นกอดตอบช้าๆปล่อยกระแสร่างกายทำตามสิ่งที่ความรู้สึกอยากจะทำ

อยากมีใครสักคนที่เรียกชื่อข้า แล้วกอดข้าที่เป็นตัวข้า กอดข้าไม่ใช่เพราะพระพักตร์เหมือนพระเชษฐภคินี...กอดข้า

กอดโลกิ ลาฟฟี่ซัน

“ถ้าเจ้าคิดว่าเจ้าไม่เหลือใคร ก็ขอให้คิดว่ายังมีข้าอีกสักคนแล้วกันนะโลกิ” องค์ราชินีพูดแผ่วเบาลูบหัวปลอบประโลมเด็กน้อยที่กล้าแกร่ง แววตาดุดันไม่ยอมแพ้ผู้ใดยามแรกพบวันวิวาห์นั้น ไม่ต่างอะไรกับสายตาของอลิเซียสักนิด แววตาแข็งแกร่งที่ซ่อนความโดดเดี่ยวไว้

อยากดูแล..ทดแทนส่วนที่ไม่สามารถปกป้องดูแลน้องสาวตนเองได้

ฟริกก้ากับโลกิคุยกันอย่างออกรสชาติจนเวลาล่วงเลยมาถึงบ่ายแก่ และผู้เป็นมารดาในนามก็ขอตัวไปทำพระราชกรณียกิจของวันพร้อมกำชับกับแม่นมทั้งหลายให้ดูแลบุตรชายคนใหม่ของนางอย่างดีที่สุด

โลกินอนเล่นกับกองหนังสือในห้องบรรทม ใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงก็อ่านมันจนหมด ได้แต่ทิ้งกายนอนอย่างเบื่อหน่ายก่อนตัดสินใจออกไปตามหาสิ่งสำคัญที่ตนทำค้างไว้ในท้ายที่สุด

ไม่มีเวลาแล้ว...

เมื่อวานจากที่หลงทางก็ได้อาศัยความจำคร่าวๆว่าควรจะเดินทางเช่นไร แถมเป็นช่วงกลางวันไม่น่าจะเกิดอันตรายอะไรขึ้น คิดได้ดังนั้นโลกิก็ผลักบานประตูออกอย่างเร่งรีบด้วยเกรงว่าใครจะมาเห็นเข้าแต่การกระทันนั้นกลับทำให้คนที่เดินไม่ระมัดระวังโดนกระแทกเข้าไปเต็มๆ

“โอะ! ท่าน…….”   เสียงโอดครวญเปลี่ยนมาเป็นอึ้งค้าง ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองบุคคลที่ประทุษร้ายตนแทนอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา

แฟนดรัลค่อยๆยันกายขึ้นมายืนเต็มความสูง ดวงตายังไม่สามารถละไปจากภาพตรงหน้าได้ ใบหน้าของโฉมสคราญในฝันฉายแววห่วงใยแม้จะแสดงออกให้เห็นเพียงเล็กน้อยก็ตาม

“เจ้า...บาดเจ็บตรงไหนไหม?” เสียงหวานกดให้ดูเคร่งขรึมยามเจอบุคคลแปลกหน้า แฟนดรัลยิ้มกว้างให้อีกฝ่ายคลายกังวล

“ไม่เป็นอะไรขอรับ กระผมสบายดี”

“ไม่ต้องสุภาพขนาดนั้นก็ได้...เจ้าเองก็ไม่น่าจะใช่สามัญชน ข้าเห็นเจ้ายืนร่วมกับเจ้ากล้ามปูในงานอภิเษก”   โลกิพูดเสียงเรียบก่อนต้องนิ่วหน้าทันทีที่อีกฝ่ายหัวเราะออกมา

“พวกเทพนี่อารมณ์ขันเยอะเหลือเกิน...ข้าไม่เห็นว่ามีสิ่งใดน่าขัน!”

“โอเค ข้าจะไม่ขำแล้ว เพียงแค่เพิ่งเคยพบผู้ที่กล้าเรียกเจ้าชายคนเก่งของแอสการ์ดว่าเจ้ากล้ามปูน่ะฮะๆ”

“ข้าพูดความจริง...คนอื่นๆก็ควรจะตอกหน้าเจ้าชายเอาแต่ใจนั่นบ้าง ไม่งั้นก็จะเป็นเด็กไม่รู้จักโตอยู่แบบนั้น”   โลกิกอดอกทำท่าทางราวผู้เฒ่ากำลังสอนเด็กหนุ่มและนั้นก็เรียกรอยยิ้มจากอีกฝ่ายได้ไม่ยาก

“นั่นน่ะสินะ วันหลังข้าจะไปพูดใส่หน้าเจ้านั่นดู…ว่าแต่นี่เจ้ากำลังจะไปไหนกัน?”

“ข้าเหรอ? ก็...คิดว่าจะไปเดินเล่นเสียหน่อย ข้าเบื่อหนังสือในห้องแล้วน่ะ”    

“งั้น...ข้าขอไปด้วยได้ไหม? พอดีข้าเองก็เบื่อการลานซ้อมใหญ่แล้วเหมือนกัน”

“เจ้าก็หาที่ไปของเจ้าสิ จะมายุ่งกับข้าทำไมกัน….”  โลกิย่นคิ้วพยายามจะหาทางปลีกตัวออกจากสถานการณ์ตรงหน้าเพื่อรีบสืบเสาะโดยไวยิ่งนานยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น

“งั้นหรือ...งั้นข้าไปเดินเล่นในสวนหย่อมขององค์ราชินีดีกว่า ว่าจะแวะเข้าไปเยี่ยมเจ้าดอกสโนว์ดรอปที่แอบปลูกไว้ในสวนด้วย”   

“!...” โลกิเบิกตากว้าง แววตาพราวระยับยามได้สดับฟัง

ดอกไม้หายากปีหนึ่งผลิบานเพียงดอกเดียวแล้วไหนจะสถานที่ด้านในสุดของสวนหย่อม...สถานที่ตั้งน้ำพุแห่งความเยาว์วัย  

นัยน์ตาสีมรกตเสมองไปอีกทาง ถอดถอนใจออกมาเล็กน้อยแล้วเอ่ยเสียงอ้อมแอ้ม

“ข้าไปด้วย หมายถึง...ข้าพึ่งจะมาไม่รู้ว่าส่วนไหนเป็นส่วนไหน ถ้าเจ้าไม่รังเกียจจะพาข้าไปเดินเล่นล่ะก็….…”

แฟนดรัลขยับยิ้มออกมาก่อนจะเอามือทาบอก แสร้งค้อมตัวคำนับอีกคนแล้วขำเบาๆตามมาด้วยสายตาพิฆาตของคนตรงหน้า

“รับบัญชาพะย่ะค่ะ องค์หญิง”





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 59 ครั้ง

913 ความคิดเห็น

  1. #895 Jennifer0412 (@Jennifer0412) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 16:30
    แฟรนดัลน่ารักนะเนี่ย
    #895
    0
  2. #870 J'Sun (@lovelyztk) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 03:22
    <p>เขินโมเม้นต์แฟรนดัลโลกิ แต่ฟีลมันให้แบบพี่ชายน้องสาว(?)มากกว่า ส่วนหม่อมแม่ฟริกก้าคือดีมากกก พระแม่มาเรียของน้อง</p>
    #870
    0
  3. #849 Mamimilky (@Mamimilky) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 มีนาคม 2561 / 10:31
    เราจะเขินกับแฟนดรัลและน้องไม่ได้ 55555555
    #849
    0
  4. #833 PEANDA (@mokzvip) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 / 14:21
    อิพิท้อเจอเข้าเป็นเรื่องแน่
    #833
    0