คัดลอกลิงก์เเล้ว

เรื่องสั้น『 a part of memory 』㏄. Kris Lay Luhan

โดย zensedayz

『 a part of memory 』㏄. Kris Lay Luhan "การที่เราเห็นคนที่เรารักสองคนรักกันต้องเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว" update* [13.01.20] 100% complete - ครบแล้วค่ะ -บทสรุปรักสามเส้าเราสามคน

ยอดวิวรวม

1,907

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


1,907

ความคิดเห็น


27

คนติดตาม


21
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  19 มี.ค. 56 / 23:33 น.
นิยาย ͧ『 a part of memory 』㏄. Kris Lay Luhan เรื่องสั้น『 a part of memory 』㏄. Kris Lay Luhan | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้







:: A part of memory ::

Kris

Lay

Luhan

G , PG -13

AU / Drama / Romantic

,,_________________________________________,,

contact me แอท _kmzense // แอท zensedayz
:) shalunla

เนื้อเรื่อง อัปเดต 19 มี.ค. 56 / 23:33


ตุลาคมปี 2008


 

 

      เป็นครั้งแรกที่อี้ชิงได้จัดงานวันเกิดในต่างแดน นักเรียนแลกเปลี่ยนที่มาอาศัยแผ่นดินเกาหลีเพื่อทำการเรียนรู้ โชคดีที่อี้ชิงเป็นคนปรับตัวง่าย แม้แรกๆจะต้องได้รับแรงกดดันที่เกิดจากตัวเองมากมายมหาศาลก็ตาม ห้าเดือนแล้วที่เขาเริ่มคุ้นชินกับการเป็นอยู่ของที่นี้ ในทุกเช้าที่ต้องตื่นและใช้ภาษาที่ตนเองค่อยๆเริ่มซึมซับ
 

"สุขสันต์วันเกิดนะอี้ชิง"



      มือบางรับของขวัญกล่องขนาดพอดีมือด้วยสายตาตื่นเต้นก่อนจะเอ่ยขอบคุณด้วยความซึ้งใจ แค่เพื่อนๆรวมตัวกันเพื่อจัดเซอร์ไพร์สให้ก็ถือเป็นเรื่องน่าดีใจมากพอแล้ว


"ชอบไหม? อาอี้" เสียงหวานที่ดังเข้าใกล้ อี้ชิงหันไปก่อนจะถูกเพื่อนรักสวมกอด ร่างเล็กที่สูงเท่าๆกัน เพื่อนคนจีนที่อี้ชิงสนิทใจและไว้ใจมากที่สุดคนหนึ่ง



"ขอบใจมากนะเสี่ยวลู่ ชอบวันนี้มากๆเลย" เสียงหวานกล่าวอย่างจริงใจพลางจับมือของอีกฝ่ายไว้



"ไม่เป็นไรหรอก วันเกิดอี้ชิงของฉันทั้งที่" ลู่หานยิ้มหวานพลางจับไหล่อี้ชิงเขย่าไปมา ร่างบางตั้งใจจัดงานวันเกิดให้เพื่อนสนิทคนนี้อยู่แล้ว โชคดีที่ไม่มีอะไรผิดพลาดแม้ว่าจะตะกุกตะกักไปบ้างในตอนเตรียมงาน เจ้าของวันเกิดยิ้มหวาน สถานที่จัดเป็นห้องอาหารเล็กๆที่ชวนเฉพาะเพื่อนสนิท อี้ชิงเป็นคนจีนเหมือนลู่หานไม่มีเพื่อนสนิทอยู่ที่เกาหลีมากมาย คนที่มาร่วมงานส่วนใหญ่จึงเป็นเพื่อนในสาขาที่เรียนเหมือนกัน


"แต่จัดให้แบบนี้ดูจะวุ่นวายแล้วก็ใหญ่โตเกินไปนะ..เกรงใจจัง" ลู่หานหัวเราะก่อนจะสวมกอดอี้ชิงอย่างแนบแน่น เพราะอีกฝ่ายจิตใจดีทั้งยังนึกถึงเรื่องเล็กน้อยของคนอื่นเสมอทำให้ลู่หานอยากตอบแทนอี้ชิงและเพื่อนๆก็เห็นพ้องต้องกัน



"ทุกคนเต็มใจทำให้นายนะ ยิ้มสิยิ้ม ทำไมถึงชอบทำหน้าเศร้านักนะ" ลู่หานแกล้งว่าก่อนจะดึงแก้มอีกฝ่ายให้ยืดออก อี้ชิงร้องเสียงหลงก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมๆกัน


"เออ ว่าแต่เพื่อนนายที่บอกว่าจะมาล่ะ เขามาหรือยัง?"


"อ่า ลืมไปสนิทเลย..เดี๋ยวฉันโทรหาก่อนดีกว่า ไม่รู้ว่าจะหลงไปแล้วหรือเปล่า" อี้ชิงเกาหัวเป็นเชิงกังวลขณะที่ลู่หานพยักหน้ารับ เขาเดินหลบออกมา มองตามอี้ชิงที่เดินออกไปด้านนอกเพื่อเลี่ยงไปคุยโทรศัพท์

 

        อี้ชิงต่อสายถึงเพื่อนสนิทอีกคนที่นัดไว้ บินตรงจากต่างประเทศ หลังจากแยกย้ายไปเรียนตามสายอาชีพที่ตัวเองใฝ่ฝัน หลายปีแล้วที่ไม่ได้พบหน้า แต่ยังติดต่อหากันเป็นช่วงๆ สิ่งหนึ่งคืออี้ชิงเองที่คอยไถ่ถามถึงสารทุกข์สุขดิบของอีกฝ่ายอย่างสม่ำเสมอ

 

"อู๋ฟาน ถึงไหนแล้วหรือ?"



        เมื่อได้ยินปลายสายบอกว่าใกล้ถึงแล้วอี้ชิงก็ค่อยหายห่วง อู๋ฟานเองก็เป็นคนจีนแต่แม่ของอู๋ฟานมักจะติดต่อค้าขายไปในหลายๆประเทศเจ้าตัวที่ยังเด็กจึงต้องติดสอยห้อยตามไป มีอยู่ช่วงหนึ่งที่คุณแม่ของอู๋ฟานได้มาฝากให้คุณยายของเขาเลี้ยง ทำให้ทั้งอี้ชิงและอู๋ฟานสนิทกันเพราะถูกเลี้ยงด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งอู๋ฟานอายุย่างเข้าวัยรุ่นตอนต้นคุณแม่ของอู๋ฟานก็จัดการเรื่องเรียนและย้ายครอบครัวไปตั้งรากฐานที่ต่างแดน อี้ชิงยังจำได้ถึงความรู้สึกสูญเสียและใจหายเป็นครั้งแรก



        แต่ก็ไม่ได้จากกันเสียทีเดียวเพราะทุกๆซัมเมอร์อู๋ฟานจะกลับมาเยี่ยมและกลับมาเล่นกับอี้ชิงเหมือนเดิม การที่อยู่ใกล้กัน สนิทสนมกันอี้ชิงเข้าใจว่านั่นคือความผูกพันธ์ที่เขามีต่ออู๋ฟานและความสัมพันธ์แบบเพื่อนพี่น้องญาติคนสนิทนี้ก็จะไม่มีวันแปรเปลี่ยนเป็นอื่น หลังจากอี้ชิงบอกว่าจะมาเรียนต่อที่เกาหลี ก่อนหน้านั้นอู๋ฟานก็ไม่ได้ติดต่อมาอีก



         อู๋ฟานเติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มที่พรั่งพร้อมไปด้วยคุณสมบัติที่แสนโดดเด่น ครั้งสุดท้ายที่เห็นอี้ชิงยังจำความหล่อเหลาได้ติดตา ร่างสูงโปร่งออกจะเกินเกณฑ์มาตราฐาน นี่คงเป็นผลพ่วงจากการเติบโตในต่างประเทศทำให้รูปร่างสูงใหญ่กว่าชาวเอเชีย อันนี้อี้ชิงก็ไม่แน่ใจ อีกฝ่ายเลือกเรียนสาขาตัดต่อออกแบบอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับกราฟฟิคและคอมพิวเตอร์ อู๋ฟานถ่ายรูปสวย อีกฝ่ายมักส่งโปสการ์ดที่ทำเองกับมือมาให้เป็นของขวัญยามไปเยี่ยมเยือนสถานที่ต่างๆ อี้ชิงเก็บมันใส่กล่องไว้ทุกแผ่น ยามใดนึกถึงเขาจะได้หยิบมันขึ้นมาอ่านแทนการปลอบใจตัวเอง

        อี้ชิงตัดสินใจยืนรออีกฝ่าย เพราะกลัวว่าอู๋ฟานมาแล้วจะไม่เห็น รอเพียงไปกี่อึดใจและไม่มีเวลาให้อี้ชิงได้เตรียมตัวมากนักอู๋ฟานก็ขับรถมาถึง

 

"โหหห ไปเอารถใครมาเนี่ย"



        อี้ชิงเอ่ยแซวขณะมองตามรถร่างสูงที่จอดเข้าซอง อู๋ฟานเปิดประตูรถพร้อมรอยยิ้มหล่อเหลาที่แต้มอยู่ตรงมุมปาก ร่างสูงคว้าเสื้อสูทคลุมทับสีเข้มกับเสื้อยืดสบายๆที่อี้ชิงเห็นแล้วอดชื่นชมในรูปร่างแสนงดงามของอีกฝ่ายไม่ได้


"ทำไมมายืนรอตรงนี้ล่ะ น้ำค้างตกแล้วนะ"


        อีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้ ที่ยิ้มตลอดคงเป็นเพราะเห็นอี้ชิงผ่านกระจกตั้งแต่ต้น เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงคล้ายกับห่วงใย ส่วนอี้ชิงเองได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธ


"อู๋ฟานก็ใส่เสื้อบาง..ไม่หนาวหรือ?"


"ไม่หรอก ชินแล้ว.." อี้ชิงอมยิ้มก่อนจะโดนอีกฝ่ายรวบข้อมือแล้วกระตุกเป็นเชิงดึงเบาๆ ร่างเล็กเซเล็กน้อยแต่ก็ยอมเดินตามอู๋ฟานไปที่รถ


"มีของจะให้"



        กระพริบตาปริบขณะยืนรอให้อีกคนหยิบของจากเบาะหลัง แอบตื่นเต้นอยู่เล็กน้อยทั้งๆที่ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับอะไรจากอู๋ฟานแท้ๆ เป็นเพราะปีนี้อี้ชิงรู้สึกอยากเจออู๋ฟานจริงๆเขาจึงขอร้องให้อีกฝ่ายมางานวันเกิดทั้งที่ปกติจะจัดกับครอบครัวแต่ในปีนี้เขาอยู่เกาหลีจึงคิดว่าคงได้ฉลองวันเกิดคนเดียว ใครเล่าจะรู้ว่าเพื่อนรักลู่หานจะตั้งใจจัดเซอร์ไพร์สให้ใหญ่โตขนาดนี้



"โอ๊ะ!" อี้ชิงอ้าปากพลางทำสีหน้าตกใจเกินเหตุ อู๋ฟานยิ้มขำกับท่าทางของอีกฝ่าย ยื่นถุงพลาสติกป่องๆขนาดใหญ่ที่อี้ชิงรับไปแล้วถึงกับตัวโงนเงน


"อะไรเนี่ย ใหญ่จัง" อู๋ฟานแกล้งยกถุงให้ปิดหน้าอีกฝ่าย อี้ชิงจึงมองไม่เห็นทาง แต่จากการสัมผัสก็รับรู้ได้ถึงความนุ่มนิ่ม


"งื้ออ อู๋ฟานนนน โตแล้วนะ!! ทำไมต้องซื้อตุ๊กตาให้ด้วยเล่า!!" แม้ปากจะบ่นคล้ายไม่ชอบแต่สีหน้าด้านข้างก็ทำให้อู๋ฟานรู้ดีว่าอีกฝ่ายพึงพอใจแค่ไหนเป็นเพราะที่ข้างแก้มประดับไปด้วยรอยบุ๋มลึกที่ดูน่ารักตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย เอกลักษณ์ของจางอี้ชิงที่อู๋ฟานชื่นชอบมันมากเป็นพิเศษ


"ไม่เอาอ่ะๆ เก็บไว้ในรถก่อนนะ เอาเข้าไปแบบนี้อายคนอื่นแย่" อี้ชิงงอแง ขืนถือถุงตุ๊กตาตัวเบ่อเริ่มเข้าไปเพื่อนที่มางานวันนี้คงได้รู้ความลับว่าอี้ชิงชื่นชอบและคลั่งไคล้ตุ๊กตาทุกประเภท มันดูไม่ค่อยเข้ากับจางอี้ชิงคนแมนคนนี้เท่าไร


"เอางั้นก็ได้" อู๋ฟานรับอย่างไม่มีปัญหา ระหว่างเดินไปที่รถก็ลอบสำรวจคนที่อายุเพิ่มขึ้นมาอีกปี เป็นวันแรกที่อี้ชิงจะอายุเท่าเขา เพราะนับจากนี้ไปหนึ่งเดือนเขาก็จะอายุมากกว่าอี้ชิงเหมือนเดิม


"มีอะไรจะบอกด้วย ไม่รู้จะดีใจมั๊ย"

"อะไรหรือ?" อี้ชิงเก็บตุ๊กตาที่ไม่ทันได้แกะใส่เบาะหลังไปแล้ว หันกลับมาถามร่างสูงที่ยืนเยื้องอยู่ทางด้านหลัง

"จะอยู่เกาหลีต่ออีกสักพักน่ะ..เราคงได้เจอกันบ่อยขึ้น"

"เห? จริง? นี่เรื่องจริงหรอ?!"



        อี้ชิงอยากจะตะโกนเสียให้ลั่น เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกตื่นเต้นและหัวใจที่กระหน่ำย้ำอยู่ไม่เป็นจังหวะนี้แปลว่าอะไร แต่เพียงคิดว่าจะได้เจอหน้าอู๋ฟานบ่อยขึ้นเขาก็ยิ้มจนแก้มแทบปริแล้ว







        อี้ชิงพาอู๋ฟานเข้ามาข้างใน คนตัวสูงถามก่อนว่าตนหล่อพอไหม เมื่อได้รับคำตอบว่าหล่อที่สุดในงานอู๋ฟานก็ยิ้มแล้วเดินตามเข้าไป คนแรกที่อี้ชิงอยากให้อู๋ฟานรู้จักก็คงไม่พ้นลู่หาน ชะเง้อคอมองหาอีกคนเท่าไรก็หาไม่เจออู๋ฟานเองก็มองหาตามอี้ชิงเช่นกัน เพียงแค่อยากรู้ว่าคนตัวเล็กต้องการหาใคร

        ลู่หานเห็นสมาชิกใหม่ที่เข้ามาพร้อมกับเจ้าของวันเกิดก็พอเดาได้ว่าคงเป็นเพื่อนที่อี้ชิงเคยเล่าให้ฟังบ่อยๆ อีกฝ่ายที่ร่างสูงโปร่งโดดเด่น แม้แสงไฟในร้านจะถูกหรี่ให้ต่ำแต่อีกฝ่ายก็ยังคงความสว่างเอาไว้อย่างไม่น่าเชื่อ ลู่หานเดินตรงเข้าไปใกล้หวังทักทายเป็นจังหวะเดียวกันกับที่อีกฝ่ายหันกลับมามอง

       

        สบตากันอยู่ชั่วครู่ หัวสมองก็รู้สึกอึงอลรบกวนไปทุกเซลล์ประสาท เสียงใดที่ได้รับกลับไม่เข้ารูหู มีเพียงดวงตาคู่คมที่ดึงดูดกำกับให้มองตามไม่ละเว้น


 

"ลู่..เสี่ยวลู่"


"หือ??"

"เจอตัวพอดี" อี้ชิงขยับเข้ามา ถือแขนของอีกฝ่ายก่อนจะดึงลู่หานให้เข้ามาใกล้

"นี่อู๋ฟาน เพื่อนที่เคยเล่าให้ฟัง อู๋ฟานนี่ลู่หาน เพื่อนสนิทฉันเอง"



       อี้ชิงแนะนำตัวด้วยเสียงสดใส ลู่หานยิ้มบางๆให้กับร่างสูงที่ส่งยิ้มอ่อนตัดกับหน้าดุที่พอดูแบบนี้แล้วกลับรับรู้ได้ถึงความอ่อนโยนที่ถูกส่งมา

"ดีใจจัง วันนี้มีคนสำคัญของฉันอยู่ในงานวันเกิด ขอบคุณนะ อู๋ฟาน ลู่หาน" อี้ชิงว่าอย่างจริงใจ นันย์ตาคู่สวยที่มักเปล่งประกายแต่ความเศร้าค่อยๆเล็กหยียามเจ้าตัวอมยิ้ม อู๋ฟานละสายตาจากใบหน้าสวยของลู่หานหันมาทางคนด้านข้าง พูดแซวอยู่สองสามคำแต่ก็หันกลับมาทางลู่หานดังเดิม



 

       งานวันเกิดที่อี้ชิงประทับใจและไม่คิดจะลืมจบลงแล้ว เหลือพวกเขาสามคนคืออี้ชิง ลู่หานและอู๋ฟานที่ยังไม่ออกจากร้าน

"ให้อู๋ฟานไปส่งเถอะ ดึกแล้วอันตราย"

"เอางั้นหรือ?"

"อื้อๆ เถอะนะ ฉันเป็นห่วงเสี่ยวลู่ด้วย"

"ตามนั้นก็ได้" อี้ชิงรบเร้าให้ลู่หานกลับกับตน อู๋ฟานอาสาไปส่งเขาจึงขอร้องให้ร่างสูงแวะไปส่งลู่หานก่อนด้วย อู๋ฟานไม่ใช่คนใจร้าย ตลอดงานเขาเองก็ยิ้มบ้างแต่ก็ไม่มากเพราะยังไม่รู้จักกับใครเป็นพิเศษ หรือไม่เขาเองก็ไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจใครนอกจากลู่หานเพื่อนหน้าหวานของอี้ชิงที่ทำยังไงก็สะดุดตาจนละไปทางไหนไม่ได้อีก

"รบกวนด้วยนะ" รอยยิ้มเอียงอายไร้การเสแสร้ง อู๋ฟานยิ้มตอบกับอีกฝ่ายพลางเดินนำไปที่รถ ที่นั่งข้างคนขับอี้ชิงเป็นคนจับจอง ส่วนเบาะหลังเป็นลู่หานที่มองถุงด้านข้างด้วยสีหน้างุนงง






       ภายในตัวรถเป็นกลิ่นน้ำหอมแบบอ่อนๆ คาดว่าคงเป็นกลิ่นตัวของอู๋ฟาน อี้ชิงเป็นคนบอกทางส่วนลู่หานก็พยักหน้าบ้าง บอกเองบ้างเพราะอี้ชิงคนนี้ขี้ลืมยิ่งกว่าใคร ขนาดที่ว่าไปหอลู่หานบ่อยแต่ก็จำห้องผิดชั้นบ่อยพอๆกัน เมื่อมาถึงลู่หานก็เอ่ยขอบคุณก่อนจะกล่าวสุขสันต์วันเกิดอี้ชิงอีกครั้ง

"ฝันดีนะลู่หาน"

       อี้ชิงตะโกนตอนลู่หานเดินออกไปแล้ว ทำให้ร่างเล็กต้องหันกลับมามอง หน้าหอพักเปิดไฟเสียสว่างทำให้เห็นอี้ชิงจากตรงนี้อย่างชัดเจน ที่ชัดเจนกว่านั้นคือสารถีที่นิ่งเงียบมาตลอดทางกำลังจ้องเขานิ่ง

 

ลู่หานเริ่มไม่แน่ใจว่าคืนนี้เขาจะหลับฝันดีอย่างที่อี้ชิงอวยพรหรือเปล่า



 

เพราะแค่ข่มตาหลับลงตอนนี้ก็รู้สึกภาพที่ติดอยู่ใต้เปลือกตากลายเป็นเพื่อนคนหล่อของจางอี้ชิง






 

"อู๋ฟาน..."

".........."

"ฟาน ฟาน"

".........."

"ฟานเก่อ"



        อี้ชิงเรียก เรียกซ้ำแล้วซ้ำอีก อู๋ฟานตอบรับในลำคอทุกครั้งแต่ไม่ได้หันกลับมายิ้มตอบ สองสามชั่วโมงที่ผ่านมานี้นับตั้งแต่อู๋ฟานได้พบกับลู่หานอี้ชิงก็รับรู้ได้ถึงบางอย่างที่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป

"ลู่หานน่ารักเนอะ ฟานว่ามั๊ย?" ยามอยู่กันเพียงสองคน คำพูดสนิทสนมที่เคยใช้เรียกกันตอนเด็กก็ถูกนำมาใช้ ปัจจุบันแทบไม่มีใครเรียกเขาว่าอู๋ฟานแล้วยกเว้นคนที่รู้จักกันมาเนิ่นนานอย่างอี้ชิงเป็นต้น

"ก็น่ารักดี"

"น่ารักมากตั้งหาก!! เพื่อนคนนี้ของอี้มีคนชอบตั้งเยอะนะ"

".........." อู๋ฟานทำเป็นไม่สนใจฟังแต่หัวใจกลับกระตุกเต้นบิดพลิ้วออกจากจังหวะเดิม

"แต่ลู่หานไม่สนใจใครเลย...."

"........."

"นี่ถ้าฟานฟานชอบล่ะก็ อี้ติดต่อให้ได้นะ" อี้ชิงพูดขณะลอบสังเกตปฏิกริยาว่าอู๋ฟานจะตอบรับเช่นไร ทว่าก็มีเพียงความเงียบงันที่ได้รับกลับ อี้ชิงแกล้งปรับเบาะ เอนหลังลงเล็กน้อยพลางหันหน้าไปทางกระจก ภาพตรงหน้าคือถนนแต่พอมองเพ่งที่กระจกกลับพบใบหน้าด้านข้างของอู๋ฟานที่เขาจดจำได้ทุกรายละเอียด


 

แม้อีกฝ่ายไม่ตอบแต่อี้ชิงก็ได้รับรู้ถึงความรู้สึกของอู๋ฟานแล้ว

การสูญเสียดำเนินเข้ามาใกล้อี้ชิงอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

 

 




 

         อี้ชิงหลับมาตลอดทาง อู๋ฟานไม่รู้ว่าที่พักปัจจุบันของอี้ชิงอยู่ที่ไหน สุดท้ายจึงพามาคอนโดที่เขาพักอาศัย ปลุกคนตัวบางให้ตื่นแม้จะสงสารอยู่นิดหน่อยเพราะท่าทางที่บ่งบอกว่ากำลังหลับฝันดี

อีกฝ่ายขยับตัว ขยี้ตาด้วยใบหน้างุนงง

"ขึ้นไปหลับต่อบนห้องเถอะ"

"อื้อๆ"

        อี้ชิงพยักหน้าอย่างว่าง่าย เดินลงคล้ายคนละเมอ ร่างเล็กที่ครั้งยังเป็นเด็กก็สูงไล่เเรี่ยกัน แต่ไม่นานอู๋ฟานก็แซงหน้าแล้วกลายเป็นเด็กหนุ่มที่ตัวสูงกว่าเนื่องจากเล่นกีฬาไม่ได้วาดรูปหรือเล่นกีตาร์แบบอี้ชิง

"อู๋ฟาน"

"หือ?"

"ขอบคุณนะ..สำหรับวันนี้"

อู๋ฟานอมยิ้ม เปลือกตาของอี้ชิงปิดสนิทแต่ปากยังขยับพูดอยู่ ท่าทางคงเหนื่อยล้าและเพลียมาแทบทั้งวันอู๋ฟานจึงละไว้ไม่ถือโทษโกรธคนที่ไม่ยอมอาบน้ำขึ้นเตียงนอน

"สุขสันต์วันเกิด ชิง ชิง"






 

      อี้ชิงดีใจที่ช่วงนี้อู๋ฟานอยู่ที่เกาหลี อยู่ที่เดียวกันกับเขา การพบเจอเพื่อให้หายคิดถึงก็ไม่ยากอีกต่อไป อู๋ฟานบอกว่าตัวเขานั้นมาทำโปรเจคส่งงานและจะอยู่ที่เกาหลีสักระยะ อี้ชิงดีใจมาก ทุกครั้งที่นัดทานข้าวไม่ว่าจะมื้อเที่ยงหรือมื้อเย็นอี้ชิงมักจะชวนลู่หานไปด้วย


 

        

 

      อู๋ฟานที่เริ่มรู้จักลู่หานมากขึ้นก็พบว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีแค่หน้าตาที่น่ารัก แต่นิสัยยังน่ารักมากเสียด้วย ทั้งคู่รู้จักกันและสนิทสนมกันมากขึ้นแม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆก็ตาม

     

      อี้ชิงอมยิ้มมีความสุข คนหนึ่งก็คือคนสำคัญ อีกคนก็เป็นคนที่เขารักไม่แพ้กัน การได้เห็นลู่หานและอู๋ฟานสนิทสนมกันทำให้อี้ชิงมีความสุขจริงๆ แต่ความสุขนั่นบางทีก็มาพร้อมกับความฝืนทนที่ไม่อาจระบายออกไปได้

"เดี๋ยวฉันไปทำธุระเองได้ ลู่ไปกับอู๋ฟานเถอะ" สีหน้าลู่หานบ่งบอกว่านี้ไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไร เขาทำท่าจะปฏิเสธแต่อี้ชิงกลับดันไหล่บางให้เดินตามอู๋ฟานทัน ตอนนี้พวกเขาสามคนอยู่กันที่ห้างสรรพสินค้า มาทานข้าวกลางวันด้วยกัน แต่เนื่องจากทั้งสามไม่มีงานหรือเรียนคาบบ่ายทั้งหมดจึงตัดสินใจว่าจะเดินเล่น แต่อี้ชิงก็เหมือนจะนึกขึ้นมาได้ว่าตนมีธุระสำคัญที่ต้องไปทำอยู่ และอีกอย่างเขาก็อยากเปิดโอกาสให้คนทั้งคู่ได้ใช้เวลาร่วมกันด้วย ที่ผ่านมาอู๋ฟานเองก็ไม่ได้เปิดเผยอะไรมากมายนัก เป็นคนปากหนักจนอี้ชิงนึกหมั่นไส้ ลู่หานเองแม้จะไม่แสดงอาการใดๆแต่อี้ชิงก็รู้ว่าเจ้าตัวอยากรู้จักกับอู๋ฟานให้มากขึ้นกว่าเดิม

     

      อี้ชิงผละตัวเองจากคนสองคนแล้วจับรถแท๊กซี่ที่หน้าห้างสรรพิสินค้า อากาศไม่ได้ร้อนอะไรมากมาย รวมไปถึงการใช้ชีวิตที่เรียกได้ว่ามีความสุขในช่วงนี้ เขาพร่ำบอกตัวเองว่าทุกอย่างในตอนนี้เต็มไปด้วยความหมายและดำเนินไปได้ด้วยดี



แต่หัวใจไม่ฟัง

มันปวดหน่วงทุกครั้งที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังหายใจ

 



      อี้ชิงรอคิวเรียกที่หน้าห้องตรวจเพียงลำพัง วันนี้เป็นวันนัดฟังผลอาการทางร่างกายที่อี้ชิงมีมาตั้งแต่เด็ก มันเคยดีขึ้นมากอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ตอนนี้กลับรู้สึกทรุดหนักจนอี้ชิงติดจะกังวลเกี่ยวกับร่างกายตัวเอง ร่างบางนั่งนิ่งตัวแข็ง ถามว่าในหัวสมองตอนนี้คิดอะไรคำตอบกลับกลายเป็นสีขาวโพลน และทันทีที่ได้ยินชื่อเรียกของตนเองเขาก็เด้งตัวขึ้นพร้อมกับหัวใจที่เต้นกระหน่ำไม่เป็นจังหวะ



      อี้ชิงนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามของคุณหมอ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่หนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น เขานั่งตัวเกร็งอยู่ครู่หนึ่งคุณหมอที่อายุราว 40 ปีก็ส่งยิ้มใจดีให้กับเขา

       วินาทีนั้นอี้ชิงรู้สึกได้ว่าตัวเองได้รับการช่วยเหลือและประธานชองขวัญชิ้นหนึ่งจากพระเจ้าก็ไม่ปาน อย่างน้อยสีหน้าของคุณหมอก็ไม่ได้ย่ำแย่

"ไม่มีญาติคนไข้หรือ?"

"ไม่ครับ..." อี้ชิงตอบ น้ำเสียงหวานแผ่วหวิวในตอนท้าย เขาอยู่ตัวคนเดียวมานานแล้ว

".........."

สีหน้าของหมอที่อี้ชิงสังเกตไม่ได้ดูดีหรือย่ำแย่ แต่กลับเรียบเฉย บางทีนี้อาจเป็นทักษะที่ถูกฝึกมาเพื่อใช้กับคนไข้ทุกคน

"อาการผมเป็นยังไงบ้างครับ?" อี้ชิงกลั้นใจถาม คุณหมอเพียงแย้มรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเหี่ยวเฉา

อี้ชิงรู้ได้ทันทีไม่มีพระเจ้าองค์ใดเมตตาเขาสักองค์

 

.

.




ฤดูหนาวเป็นฤดูที่ลู่หานหลงรัก

"รอนานไหม?"


"ไม่หรอก.." ร่างเล็กยิ้มหวานขณะยื่นมือรับแก้วกาแฟขนาดเล็กที่กำลังอุ่นได้ที่มาถือไว้ในมือ คนตัวโตที่เพิ่งเดิน
มาถึงทิ้งตัวลงนั่ง วันนี้ไม่ใช่วันพิเศษอะไรแต่แค่เป็นวันที่พวกเขานัดเจอกัน



 

       กลับกลายเป็นเรื่องปกติ ร้านกาแฟที่อู๋ฟานมานั่งพักพร้อมโน้ตบุ๊ดเครื่องโปรด ลู่หานจะตามมาที่หลัง บางครั้งมีอี้ชิง บางครั้งไม่มี อย่างช่วงนี้อี้ชิงติดธุระบ่อย พอถามก็บอกว่าเป็นธุระส่วนตัว ลู่หานที่ได้ยินแบบนั้นก็ไม่อยากเซ้าซี้ถามต่อเพราะกลัวว่าจะละลาบละล้วงจนเกินไป



"คริสรู้หรือเปล่าว่าอี้ชิงหายไปไหน?" คำถามที่สงสัยค้างคาอยู่ในใจ ลู่หานลองถามหยั่งเชิง เจ้าของใบหน้าหล่อคมคายเพียงส่ายไปมาช้าๆ



"ปกติถ้าอี้เป็นอะไรจะบอกฉันนะ...สงสัย..คงเรื่องส่วนตัวจริงๆ" คริสว่าติดจะกังวล แต่ก็คิดว่าช่วงนี้ไม่ได้ทำอะไรให้อี้ชิงไม่พอใจหรือไม่สบายใจ คุยกันครั้งสุดท้ายอี้ชิงอวยพรให้เขามีความสุขกับลู่หานซึ่งนั่นถือว่าเป็นการเปิดโอกาส คริสจึงคิดว่าการที่อีกฝ่ายหายตัวไปบ่อยๆช่วงนี้คงเป็นการช่วยเขาอีกทาง



       ลู่หานพยักหน้ารับน้อยๆ รับหนังสือที่ขอคริสไว้ครั้งก่อนมาเปิดอ่านคร่าวๆ เพิ่งรู้ว่าผู้ชายคนนี้ชอบอ่านหนังสือ ลู่หานรู้สึกว่าตัวเองเข้าใกล้คริสมากขึ้น แม้ว่าชื่อที่เรียกคริสจะขอไว้ก็ตาม





'เรียกฉันว่าคริสเถอะ'

'อู๋ฟานอยากให้อี้ชิงเรียกคนเดียว'




      แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ลู่หานก็ยังเก็บมาคิดไม่ตก ประโยคนั้นย้ำให้ลู่หานได้รู้ตัวว่าไม่มีใครที่คริสไว้ใจได้มากกว่าอี้ชิง แม้ว่าในตอนนี้เราสองคนจะเริ่มเปิดใจและคุยกันได้มากกว่าปกติ ความพิเศษที่คริสมอบให้ตนก็ต่างกับที่คริสมอบให้อี้ชิง ลู่หานบอกตัวเองว่านี้เป็นเรื่องไร้สาระเพราะคริสก็บอกแล้วว่าปัจจุบันใครๆก็เรียกเขาว่าคริส มีแต่อี้ชิงที่ไม่ชินปากและไม่ยอมเรียกชื่อใหม่



มันกลายเป็นปมเล็กๆที่ลู่หานรู้ดีว่าเขายังต้องรู้สึกคลางแคลงใจกับมันไปอีกนาน



"เมื่อวานเข้าร้านหนังสือ..เจอเล่มหนึ่งท่าทางน่าอ่าน..เอาไว้ไปดูกันนะ" ร่างเล็กเอ่ยชวนด้วยรอยยิ้ม คริสพยักหน้ารับอย่างแทบไม่ต้องคิด กาแฟที่มีอยู่ในมือพร่องลงไปเล็กน้อย


"อยากไปไหนไหม?"


"ไม่รู้สิ...ไม่ได้คิดเลย" ลู่หานตอบตามความจริง ทุกครั้งที่นัดเจอกลับกลายเป็นการคุยเรื่อยเปื่อยแทนการเดินเล่นอย่างที่วัยรุ่นชอบทำ


"จริงๆแล้วอยากนอนมากกว่าล่ะสิ" ลู่หานเงยหน้ามองอีกฝ่ายตรงๆน้ำเสียงทะเล้นมาพร้อมกับใบหน้ากรุ้มกริ่ม อีกมุมหนึ่งที่คริสเพิ่งเผยให้เขาได้เห็น


"ทำไม หน้าตาฉันโทรมมากหรือ"


"เปล่าเลย" คริสหลับตาแล้วส่ายหน้า ร่างสูงยืดตัวเล็กน้อยมาทางลู่หานพลางใช้มือหนาของตัวเองจับเส้นผมสีอ่อนที่เริ่มยาวของร่างเล็กทัดหู



เราสองคนเริ่มเข้าใกล้กันมากขึ้น

ตกอยู่ในห้วงของเวลาที่หยุดนิ่งเพียงประสานสายตา


รอยยิ้มอ่อนโยนของคริสทำให้แก้มใสเริ่มฟาดไปด้วยเลือดที่คอยหล่อเลี้ยง


อากาศข้างนอกที่แม้ว่าจะเย็นแต่อุณภูมิที่ร่างเล็กรู้สึกอยู่ตอนนี้ อุ่นซ่านเสียจนต้องลอบยิ้มบางๆออกมา


      การที่ลู่หานหลงรักฤดูหนาวนั่นเขารู้ดีว่าเป็นเพราะว่ามันคือการรอคอยให้ใครอีกคนมาแบ่งปันความอบอุ่นในฤดูกาลแห่งรักนี้




.

.

 

 

 

      อี้ชิงนอนขดตัวในผ้าห่มผืนหนา ฮีตเตอร์ตรงมุมห้องส่งเสียงบ่งบอกว่ากำลังทำงานอย่างดี

 

ไข้ขึ้น

    
 


      แม้จะรู้สึกดีขึ้นเพียงเล็กน้อยแต่ร่างกายก็ต้านทานพิษไข้ไม่ไหว ต้องนอนซมอยู่บนเตียง ฝังตัวเองจากโลกภายนอก




 

เหนื่อยจัง



      อี้ชิงบอกตัวเองพร้อมกับความร้อนผ่าวที่ไหวรื้นในคลองตา เขาพลิกตัวมองไปที่ตุ๊กตาตัวใหญ่ของขวัญวันเกิดชิ้นโปรดของปีล่าสุดที่อู๋ฟานซื้อให้

 

 

 

อยากโทรหาแต่ก็กลัวเป็นการรบกวนเวลาของอีกฝ่าย

 

".............."


ได้แต่ปล่อยให้น้ำตาไหลริน


ก่อนที่เขาจะหายไป อี้ชิงไม่อยากเป็นคนอ่อนแอจนถึงวาระสุดท้าย อู๋ฟานไม่เคยบอกให้เขาหยุดต่อสู้ปัญหา อู๋ฟานไม่เคยพูดว่าจะดูแลปกป้องกัน



อู๋ฟานสอนให้เขาเข้มแข็ง


สอนให้เขาได้รู้จักว่าการมีชีวิตอย่างคุ้มค่าเป็นเช่นไร


แต่เวลาที่มีเหลือน้อยเกินไป


ทั้งเวลาของอี้ชิง


เวลาของอู๋ฟาน



เวลาของเรา


ทุกสิ่งอย่างคงกลืนหายไปเพียงความทรงจำ




อี้ชิงคิด...ขณะปิดเปลือกตาที่เขาไม่สามารถรั้งมันไว้ได้อีกต่อไป


 

มันก็คงเหมือนเวลา ที่ต่อให้เราพยายามยืดสักเท่าไรมันก็ไหลไปไม่หวนคืน
 

 

.





"อี้ชิง!" คริสผลักประตูเข้ามาพร้อมกับใบหน้าชุ่มเหงื่อ โอเวอร์โค้ทตัวใหญ่ที่สร้างความอบอุ่นบัดนี้กลับทำให้ร่างกายรุ่มร้อนเพียงได้รับโทรศัพท์จากลู่หานและปลายสายบอกว่าอี้ชิงกำลังป่วยหนัก อยู่โรงพยาบาล



        หัวสมองของเขาถูกเทราดด้วยสีขาว การที่อี้ชิงไม่สบายไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่อีกฝ่ายไม่ปริปากพูดต่างหากกำลังจะเป็นเรื่องราวใหญ่โตสำหรับตัวอู๋ฟาน





       สิ่งแรกที่เห็นคือลู่หานที่กำลังยืนอยู่หน้าห้องฉุกเฉินที่คริสรู้ว่าข้างในนั้นมีอี้ชิงกำลังได้รับความช่วยเหลืออยู่
 

 

มันเป็นความผิดของเขา


"คริส"


เจ้าของชื่อเงยหน้ามองลู่หานที่ใบหน้าเปียกชื้นจากการร้องไห้ ร่างสูงเดินตรงเข้าไปใกล้ จับไหล่บางที่สั่นเทิ้มไว้แน่น


"เกิดอะไรขึ้น?"


"อี้ชิง..อึก..อี้ชิงไข้ขึ้นสูงมากจนเกือบช๊อค ถ้าฉันไปไม่ทันอี้จะเป็นไงบ้างก็ไม่รู้ ..คริส" ลู่หานยื่นมือมากำชายเสื้อร่างสูงไว้แน่น หัวใจที่เต้นถี่เพราะความเหนื่อยดูจะช้าลงและราวกับจะหยุดเต้นไป คริสไม่คิดว่าอี้ชิงจะป่วยหนักขนาดนี้


"ใจเย็นก่อน..อี้ถึงมือหมอแล้ว" เขาพยายามปลอบไม่อยากไร้สติไปอีกคนแม้ว่าในใจจะร้อนรนไม่ต่างจากลู่หาน คนข้างในคือคนสำคัญที่เขาผูกพันธ์มาตั้งแต่เด็ก แม้ว่าอี้ชิงจะป่วยบ่อยแต่เจ้าตัวก็ไม่เคยทรุดหนักจนอาการน่าเป็นห่วง คริสพยายามนึก คลับคล้ายจะจำได้ว่าอี้ชิงมีโรคประจำตัวที่รักษาไม่หาย มีแต่จะทำให้ทุเลาและไม่กำเริบทำให้ช่วงหนึ่งอี้ชิงต้องเข้าโรงพยายามบ่อยๆแต่เมื่อได้รับการรักษาที่ต่อเนื่องและสม่ำเสมออาการของอี้ชิงก็หายจนแทบจะเป็นปลิดทิ้ง และนั่นทำให้คริสนึกมาตลอดว่าอีกฝ่ายปกติ ไม่ได้มีความอ่อนแอหรือผิดปกติทางร่างกาย



"ฉันตกใจมาก จู่ๆในห้องอี้ก็ร้อนเหมือนเตาไหม้ ฮือ..คริส อี้จะไม่เป็นไรใช่มั๊ย"



คริสได้แต่พยักหน้า เพราะเขาเองก็ภาวนาว่าอย่าให้อี้ชิงเป็นอะไรเลยเช่นกัน



.

.



      อี้ชิงออกจากห้องฉุกเฉินแล้ว คริสเป็นคนไปติดต่อที่ธุรการและจัดการเรื่องต่างๆแทนอีกฝ่าย หมอไม่อนุญาติให้อี้ชิงกลับบ้านจนกว่าจะเห็นตามความเหมาะสมนั้นเป็นเรื่องที่ทำให้คริสรู้สึกสงสัย แต่ก็ปัดความคิดเหล่านั้นทิ้งไปเพราะการที่อี้ชิงอยู่ใกล้มือหมอย่อมดีที่สุด



ห้องพักผู้ป่วยที่อี้ชิงอยู่ค่อนข้างโปร่งและสบายเหมาะกับคนขี้อึดอัดอย่างอี้ชิง

 

      คริสผลักประตูเข้าไปสิ่งแรกที่เขาเห็นคือร่างเล็กของลู่หานที่นั่งอยู่ใกล้เตียงหันหลังให้เขา ใบหน้าหวานของอีกฝ่ายหันกลับมา ร่องรอยความเปียกชื้นยังปรากฏอยู่ให้เห็น คริสอยากเดินเข้าไปซับน้ำตาให้ ลู่หานไม่เหมาะกับน้ำตาเลยสักนิด



"อี้ชิงเป็นไงบ้าง?" คริสถามพลางวามือบนไหล่บางแล้วบีบเบาๆ ลู่หานพยายามกักกั้นก้อนสะอื้นไม่ให้คริสได้ยิน ส่ายหน้าเป็นเชิงบอกไม่รู้ คริสไม่สามารถปลอบโยนอีกฝ่ายให้หายจากความกังวลได้ในเมื่อความรู้สึกเหล่านั้นมันก็อัดแน่นอยู่ในหัวใจเขา หน่วยตาคมร้อนผ่าวเขามองเห็นใบหน้าซีดขาวของอี้ชิงที่นอนไม่ได้สติ อี้ชิงเป็นคนเปราะบางเหมือนแจกันแก้วใสๆที่บรรจุเพียงความว่างเปล่า หากปล่อยปะละเลยก็คล้ายกับจะหักและพังลง ดูเหมือนคริสจะเป็นคนทำสิ่งนั้น เขาปล่อยให้อี้ชิงคลาดสายตา ไม่นึกเอะใจกับความผิดปกติของอีกฝ่าย ในตอนนี้แม้แต่คำขอโทษก็อาจไม่เพียงพอ


     ลู่หานลุกขึ้นพลางดึงคนตัวสูงให้นั่งลง ไม่มีบทสนทนาใดๆเกิดขึ้นอีก ร่างเล็กผละออกมา เขาคิดว่าเขาเข้าใจความรู้สึกของคริสดี ขนาดเขาที่อยู่กับอี้ชิงได้ไม่นานยังรู้สึกผูกพันธ์และเป็นเป็นห่วงไปต่างๆนานา คริสที่รู้จักกับอี้ชิงมานานนับสิบปีทั้งยังเป็นคนสำคัญขนาดนั้นต้องเจ็บปวดมากกว่าเขาแน่อยู่แล้ว



     ลู่หานนั่งลงตรงโซฟาในห้อง เห็นแผ่นหลังคริสที่ค่อยๆงุ้มงอคลายลง ในความรู้สึกลู่หานคิดว่าคริสเป็นผู้ชายที่แสนเพอร์เฟกค์ เขาแทบไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไป ทั้งหน้าตา รูปร่างแม้กระทั่งความสามรถที่น่าทึ่ง แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่ลู่หานตกหลุมรักคริสเลย เขารักผู้ชายคนนี้ที่หัวใจ หัวใจของคริสอ่อนโยนต่อคนรอบข้าง ทัศนคติเปลี่ยนแปลงมุมมองหลายอย่างในชีวิตลู่หาน




      ลู่หานรู้สึกได้ เขาได้รับอะไรดีๆหลังจากรู้จักกับคริส...แต่จริงๆไม่ใช่เลย เขาได้รับอะไรดีๆนับตั้งแต่รู้จักกับอี้ชิง





       สิ่งที่ทำให้เขารักคริสเป็นความรู้สึกเดียวกันกับที่เขารักอี้ชิงแต่ต่างกันเพียงบางอย่างซึ่งลู่หานก็ไม่อาจอธิบายได้ ยามอยู่ใกล้อี้ชิงเขารู้สึกสบายใจเป็นตัวของตัวเอง คิดอะไรหรือรู้สึกอะไรก็แสดงออกไปแบบนั้น แต่พออยู่กับคริสหัวใจก็เต้นแรงเสียจนกลัวว่ามันจะหลุดออกมา เขาพยายามนึกทบทวนอยู่หลายครั้งกับความรู้สึกเหล่านี้ มันคอยรบกวนจิตใจเขาอยู่เสมอ บทสนทนาระหว่างเขาและคริสทุกครั้งมักจะปรากฏชื่ออี้ชิงร่วมด้วยบ่อยๆ



เขารักอี้ชิงแต่ก็หวง..หวงอี้ชิงกับคริส หรือหึงคริสกับอี้ชิงก็ไม่แน่ใจ

อย่างในตอนนี้เขาก็ได้แต่มองมือของคริสที่ค่อยๆประคองฝ่ามือขาวซีดของอี้ชิงขึ้นกอบกุม

ความเจ็บปวดค่อยๆแล่นเสียดเข้ากลางอก

เพราะคริสเป็นคนสำคัญของอี้ชิง อี้ชิงเองก็สำคัญกับคริสไม่ต่างกัน ที่ว่างจึงไม่เคยมีสำหรับลู่หานมาตั้งแต่ต้น



.

.


      เกือบสัปดาห์ที่อี้ชิงพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล ร่างขาวสว่างนั่งพิงหมอนอยู่บนเตียง ดูโทรทัศน์ที่เปิดค้างไว้ด้วยใจเหม่อลอย


"อาอี้..." ลู่หานเดินเข้ามาใกล้พลางวางผลไม้ลงที่โต๊ะด้านข้างสองสามวันตั้งแต่อี้ชิงฟื้นลู่หานก็เข้ามาดูแลเสมอ พลัดกันกับคริสที่จะมานอนเป็นเพื่อนตอนกลางคืน จู่ๆก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ อยากออกจากห้องชื้นกลิ่นสะอาดแต่น่ารังเกียจไวๆแต่คุณหมอกลับไม่อนุญาตินั่นคงเป็นเพราะร่างกายและภูมิต้านทานของเขาอ่อนแรงเกินกว่าจะทำอะไร แม้แต่การนั่งเฉยๆยังรู้สึกเหนื่อยด้วยซ้ำ


"ทานผลไม้ไหมเดี๋ยวลู่ปอกให้" ลู่หานยิ้มอย่างใจดี รอยยิ้มหวานของเพื่อนทำให้อี้ชิงอยากยิ้มตอบ แต่เขาทำได้แค่อมยิ้มน้อยๆ ไม่มีใครพูดถึงอาการของเขาสักคนแต่อี้ชิงรู้ดีว่าลู่หานและคริสต้องรู้เรื่องนี้กันแล้ว



"เสี่ยวลู่"


"หือ?" ลู่หานที่นั่งปอกผลไม้เงยหน้าขึ้น สีหน้าซีดเซียวของอี้ชิงคล้ายกับไม่แน่ใจว่าจะพูดดีหรือไม่เขากัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ


"หากระดาษกับปากกาให้หน่อยได้ไหม?"


"เห? จะเอาของแบบนั้นไปทำไมหรือ?"


"เถอะนะ..."





     ลู่หานไม่เซ้าซี้ถามต่อ คิดว่าอี้ชิงคงเบื่อๆเลยอยากขีดๆเขียนๆ เขาเปิดกระเป๋าเป้ค้นสมุดเล่มบางๆที่สามารถฉีกได้ยื่นให้อี้ชิง อีกฝ่ายยิ้มจนแก้มเกิดรอยบุ๋มเอกลักษณ์พึมพำขอบคุณเบาๆก่อนจะลงมือเขียนอะไรสักอย่างลงในนั้น ลู่หานเลิกสนใจหันกลับมารับผิดชอบกับผลไม้ในมือต่อแต่ก็ต้องชะงักกับประโยคพึมพำราบเรียบของอี้ชิง






"อาทิตย์หน้าก็เป็นวันเกิดของอู๋ฟานแล้วสินะ"



.

.


     ลู่หานไม่รู้มาก่อนเลยว่าวันครบรอบ 24 ปีของคริสใกล้เข้ามาแล้ว ตอนนี้เขาเลือกเดินดูของขวัญ ระยะเวลาสั้นๆทำให้เขาเตรียมตัวไม่ถูก แต่แค่เขาซื้อของขวัญมันก็ต้องเซอร์ไพร์สคริสมากแน่ๆในเมื่ออีกฝ่ายก็ไม่เคยบอกล่วงหน้าก่อนว่าอีกไม่กี่วันจะเป็นวันเกิดของตน



ซื้ออะไรดีน่ะ?

 

     ของขวัญชิ้นแรกก็อยากให้เป็นอะไรที่ประทับใจไม่รู้ลืม ความสัมพันธ์ของเราสองคนต่างไปได้สวย พอเปิดปากปรึกษาถามอี้ชิงอีกฝ่ายก็หัวเราะเบาๆ



"นายซื้ออะไรให้ อู๋ฟานก็ชอบหมดแหละ" ถึงอี้ชิงจะพูดแบบนั้นแต่เขาก็ไม่มั่นใจเอาเสียเลย ของขวัญจากเขามันควรจะเป็นอะไรดีนะ



.

.



      อี้ชิงนั่งมองคนที่เดินไปเดินมาในห้องพักผู้ป่วย ท่าทางงุ่นง่านและร้อนรนแปลกๆ

 

"อู๋ฟาน เป็นอะไรไป" เดินไปเดินมาจนรู้สึกเวียนหัวแทน ร่างสูงหันกลับมายิ้มอ่อนๆให้ ยังคงเป็นผู้ชายใจดีคนเดิมของอี้ชิง มือบางที่วางอยู่บนหน้าตักถูกจับขึ้นกอบกุม อู๋ฟานเป็นคนขาวแต่ก็ไม่ขาวจัดอย่างอี้ชิง สีผิวของทั้งคู่จึงตัดกันอย่างเห็นได้ชัดซ้ำยังขนาดมือที่ต่างกันมากจนเหมือนอู๋ฟานกุมไว้จนมิด




"เป็นอะไรหรือ?" อี้ชิงถาม แรงบีบเบาๆที่ถูกส่องผ่านคลับคล้ายกับการบอกว่าเจ้าตัวกับอยู่ในภาวะวิตกกังวล อู๋ฟานยิ้มเหนื่อยๆให้แล้วส่ายหน้าคราวนี้อี้ชิงแสร้งทำหน้าดุ

 

"ฟ่านเก่อลำบากหรือเปล่าที่ต้องมาดูแลเรา"


"เปล่าเลยนะตัวเล็ก" อู๋ฟานร้องบอกแทบจะในทันที


"แต่เราว่ามันน่าเบื่อ มีปัญหาอะไรใช่มั๊ย?" อี้ชิงใช้น้ำเสียงคาดคั้นจนอู๋ฟานรู้สึกอ่อนใจ ใบหน้าคมคายก้มนิ่ง สองมือยังกุงกันไว้แน่น อู๋ฟานไม่ปล่อยอี้ชิงเองก็ไม่อยากปล่อยเช่นกัน จึงเหลือแค่เวลาที่ทั้งคู่ปล่อยให้ดำเนินต่อไป ชั่วระยะเวลาหนึ่งร่างสูงก็เงยหน้าขึ้น


"อี้ชิง.." แววตาที่ถูกกดทับด้วยความรู้สึกหลากหลาย ประกายความเศร้าที่แม้จะทำเป็นมองไม่เห็นแต่ก็ยังรู้สึกได้ นัยน์ตาคู่คมหม่นแสงนั่นก็เป็นเพราะอี้ชิง หยาดน้ำใสที่เอ่อล้นอยู่ภายในสาเหตุก็เป็นเพราะตัวอี้ชิงเอง วันนี้อู๋ฟานได้คุยกับแพทย์เจ้าของไข้ อาการของอี้ชิงไม่ดีขึ้น อาจคงตัวไปสักระยะแต่จะไม่มีวันดีขึ้น โลกทั้งใบคลับคล้ายจะหยุดหมุน ตัวเขาเคว้งอยู่สักพักเหมือนกับความรู้สึกที่ทุบด้วยค้อนปอนด์หนักๆ เจ็บปวดเสียจนกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหว แต่หมอก็บอกเพียงแค่ให้เขาเข้มแข็งและพยายามบอกเรื่องนี้กับอี้ชิง มันจะต่างอะไรกับการที่เขาฆ่าอี้ชิงด้วยมือเขาเอง


"ฟาน ฟาน" อี้ชิงยกมือแตะแก้มที่น้ำใสไหลผ่าน จู่ๆอู๋ฟานก็ร้องไห้ นัยน์ตาแห้งผากไม่ได้กระพริบไล่หยดหยาดความเศร้า กลับกันมันสะท้อนเพียงใบหน้าซีดเซียวของอีกฝ่าย อู๋ฟานยกมือแตะแก้มซีดขาวบ้าง คราวนี้อี้ชิงกลับเพิ่งรู้ตัวว่าน้ำตาเขาเองกำลังไหลอยู่เช่นกัน



ความเงียบงันบางครั้งก็เป็นสัญญาณและคำตอบที่ดีที่สุด



      อี้ชิงกระพริบตาหนึ่งครั้ง ใบหน้าของอู๋ฟานพร่าเลือนเสียจนจับจุดไม่ถูก พยายามกลั้นเสียงสะอื้นในคอไว้



"ฉัน..."

 

       เสียงครางเครือของอี้ชิงเหมือนมีดที่คอยๆลงมือกรีดเฉือนที่หัวใจของเขา อู๋ฟานรักอี้ชิงเหมือนน้องชายแท้ๆ เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับเขานับตั้งแต่อดีต เป็นคนสำคัญที่อู๋ฟานไม่คิดจะเสียไปให้ใคร



"ฉันกำลังจะตายใช่มั๊ยฟานเก่อ" อู๋ฟานใช้นิ้วแตะริมฝีปากอิ่มเป็นเชิงให้หยุดก่อนจะรวบคนตัวเล็กมากอดไว้ด้วยความทะนุถนอม

 

"
ไม่หรอก...นายจะไม่ตาย...จะยังตายไม่ได้หรอก" ร่างสูงพร่ำบอกทั้งที่เขาไม่มั่นใจเสียด้วยซ้ำ น้ำเสียงที่ควรจะมั่นคงจึงกลับกลายเป็นแผ่วเบายากต่อการเชื่อถือ



"ฉันรู้...ฉันรู้ตัวมาตลอด ฟานเก่อ" อี้ชิงบีบไหล่ก่อนจะผละตัวเองออกจากอ้อมอกของอีกคน ความอบอุ่นที่ได้รับทำให้อี้ชิงยิ้มออกในเวลาเศร้าๆแบบนี้


"อย่าพูดแบบนั้น นายจะตายไม่ได้นะจางอี้ชิง" อู๋ฟานเว้าวอน น้ำเสียงแห้งพร่าถูกเปล่งด้วยความอ่อนแรง อี้ชิงร้องไห้ซ้ำๆ การเห็นคนที่ตัวเองรักต้องร้องไห้ โดยเฉพาะร้องไห้ให้กับตัวภาระอย่างเขา


"คนเราเกิดมาก็ต้องตายอยู่แล้ว ฉันแค่ตายเร็วไปนิดเดียว ไม่เห็นเป็นไรเลย" อี้ชิงว่ายิ้มๆเขาเตรียมใจกับเรื่องนี้มาสักพักแล้ว เพียงแต่...ไม่คิดว่าเวลาของตัวเองจะสั้นขนาดนี้


"อู๋ฟาน"


"......"


"เลิกฟูมฟายเป็นเด็กๆเสียที ไม่เหมาะกับอู๋ฟานคนเก่งเลยนะ" "ฉันไม่เคยเก่งหนิ"



      อี้ชิงส่ายหน้าช้าๆ เขาจับแก้มของร่างสูง อู๋ฟานในเวลานี้ไม่เหลือคราบของผู้ชายที่ดูดีทุกกระเบียดนิ้ว ริมฝีปากเขาบิดเบ้ หน้าตาเปียกปอนไปด้วยน้ำหูน้ำตา แพรขนตาเปียกชุ่ม เสียงสะอื้นแบบห้าวๆยังคงได้ยิน



"มัวแต่ร้องไห้แบบนี้ฉันก็ยิ่งอ่อนแอนะ..."


      อี้ชิงว่าพลางเช็ดน้ำตาให้กับอู๋ฟานอีกหน มือหนาจับรวบการกระทำ ร่างเพรียวผอมซูบซีดจนอู๋ฟานสังเกตได้ ข้อมือที่เล็กอยู่แล้วก็เล็กจนอู๋ฟานกลัวว่ามันจะหักคามือหากเขาทำอะไรรุนแรงไป



"ขอโทษ"



"ไม่เห็นจำเป็นเลย" ร่างบางยังคงยิ้ม รอยยิ้มที่มาพร้อมกับน้ำตานั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้หัวใจของอู๋ฟานถูกบีบรัดอีกครั้ง อี้ชิงได้มอบความพิเศษกับเขามากมายหลายรูปแบบ แต่เขากลับไม่เคยตอบแทนอี้ชิงได้สักอย่าง แม้แต่ในเวลานี้เขาก็ยังไม่สามารถทำอะไรเพื่ออี้ชิงที่เขารักได้


"อู๋ฟาน"


"หืมม์?"


"นายรักลู่หานหรือเปล่า?" อยู่ๆอี้ชิงก็ถามขึ้นมา อู๋ฟานอดจะแปลกใจไม่ได้


"ท...ทำไมหรือ?" เป็นครั้งแรกที่อู๋ฟานหลบตาอี้ชิง ร่างบางไม่ตอบอะไรเขาเอื้อมไปแตะไหล่กว้างพลางบีบเบาๆ


"ก่อนที่ฉันจะตายฉันก็อยากเห็นคนที่ฉันรักสองคนมีความสุขน่ะสิ ยิ่งคนที่ฉันรักมากทั้งสองคนได้รักกัน...คงมีความสุขพิลึก"


      อี้ชิงคงไม่รู้ว่าเขาพูดประโยคนั่นด้วยความรู้สึก น้ำเสียง หรือแม้แต่สีหน้าแบบไหน หัวใจของเขาบอกว่าเขาร่วมยินดีกับความรักของอู๋ฟานและลู่หาน เขาคงมีความสุขตามที่พูดได้จริงๆ แต่หากมองให้ลึกลงไปอีกอี้ชิงคงกำลังเห็นหัวใจตัวเองที่กำลังบิดเบี้ยวรอวันแตกสลาย มันไม่ซื่อสัตย์เอาเสียเลย เขาทำร้าย ทำลายความไว้ใจของอู๋ฟานด้วยการหลงรักอีกฝ่าย เขากำลังหันหลังให้ลู่หานเพราะลึกๆแล้วเขาก็ไม่อยากเสียอู๋ฟานไปให้ใคร



      แต่อู๋ฟานไม่ใช่ของเขา คริสไม่ได้เป็นของเขา อี้ชิงไม่ได้เป็นเจ้าของหัวใจดวงนั้น เพราะแบบนี้อี้ชิงไม่มีสิทธิ์ไปอิจฉาหากลู่หานจะได้รับ อี้ชิงไม่มีสิทธิ์ที่จะคิดทวงคืนในของที่ไม่ใช่ของตน เพราะแบบนั้นเขาจึงยอมเสียสละ อีกไม่นานเวลาของเขาก็จะหมดลง นาฬิกาที่ไขลานก็ไม่มีวันเดินต่ออย่างเขาไม่ควรฉุดรั้งให้อู๋ฟานต้องเจ็บปวด หรือทิ้งให้ลู่หานต้องรอคอย




ร่างบางสูดลมหายใจเขาลึกๆ สิ่งยิ้มละมุนให้กับอู๋ฟานที่นั่งอยู่ตรงด้านหน้าไม่ห่างหาย



"ฉันอยากให้นายดูแลลู่หานให้ดี รักเขาให้มาก ไม่รู้สินะ แต่ฉันอยากเห็นพวกนายสองคนรักกันจริงๆ ถ้ามีความรู้สึกดีๆให้กัน ก็บอกเขาไปซะ...อย่าเก็บมันไว้ เวลามันไม่เคยคอยเราเลยนะ วันหนึ่งลู่หานอาจจะจากนายไปโดยที่นายยังไม่ได้พูด มันน่าเสียดายออก เพราะเท่าที่ฉันมองดูพวกนายก็ดูใจตรงกัน" อี้ชิงพูดประโยคยาวยืด ก้อนแข็งๆยังจุกอยู่ที่คอแต่เขาก็ยังพูดต่อ



"ถ้าเป็นแบบนั้น ฉันคงตายตาหลับ ไม่นึกกังวลอะไรอีกแล้ว"

 


       อี้ชิงสารภาพ เมื่อเงยหน้าขึ้นเพื่อนสบตาอีกฝ่ายก็เห็นอู๋ฟานจ้องมองตนอยู่ก่อน



เขาแปรสายตาเย็นชาว่างเปล่าเหล่านั้นไม่ออก ในตอนนี้เขาอาจจะส่งสายตาแบบเดียวกับอู๋ฟานอยู่ก็เป็นได้



เจ็บปวดเสียจนอธิบายไม่ได้

 

อู๋ฟานไม่ตอบอะไร ร่างหนาเคลื่อนกายเข้ามาใกล้ก่อนจะกดใบหน้าของอี้ชิงให้ซุกลงตรงไหล่ข้างขวา



"เวลานี้ฉันจะอยู่กับนาย...เป็นของนาย..อี้ชิง"



       ไหล่ขวาของอู๋ฟานเป็นพื้นที่รองรับธารน้ำสีใส เอ่อล้นมากมายและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด อี้ชิงกอดเอวอีกฝ่ายแน่น ปล่อยเสียงสะอื้นตอนมือหนาลูบหลัง สัมผัสคลึงเคล้าอย่างอ่อนโยนที่ท้ายทอย แม้แต่อ้อมกอดของอีกฝ่ายที่มอบให้บอกไว้ว่านี้เป็นของเขา อี้ชิงก็ยิ่งร้องไห้หนัก ริมฝีปากอิ่มสีซีดขยับพูดหากไร้ซึ่งสุ้มเสียง

 

 














'ฉันรักนาย...................'











เขาจะเก็บความลับนี้ไว้ ให้มันตายไปพร้อมกันกับตัวเขาเอง

 






 

Don't forget the smiles
Don't forget the past
Don't forget the time we've shared

 

 

 

          ลู่หานเกาะขอบประตูขณะมองไปที่ร่างสูงเจ้าของแผ่นหลังกว้างใหญ่ที่บัดนี้งองุ้ม คลายลงราวกับกำลังปล่อยวางสิ่งที่เขาแบกรับมาทั้งชีวิต ภาพที่เห็นจนเกือบจะเรียกได้ว่าชินตา คริสมักใช้เวลาอยู่กับตัวเองในช่วงนี้

 


 

ช่วงวันเกิดของเขาเอง

 

       ราวกับการย้อนรอยของอดีตที่เปี่ยมไปด้วยความทรงจำหลากหลาย ลู่หานถูกกั้นออกจากโลกใบนั้น เขาไม่มีวันย่างกรายหรือสัมผัสได้ถึงสิ่งที่คริสคำนึงหาอยู่ แม้จะไม่ใช่ทุกช่วงชีวิตลมหายใจแต่คริสก็ไม่เคยลืม ทุกๆปีที่วันนี้เวียนกลับมาบรรจบสิ่งมีชีวิตที่เจิดจ้าที่สุดอย่างคริสก็เหมือนจะดับลงพร้อมกับถูกกลืนให้หายไปเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำ

 

        สี่ปีแล้วกับการจากไปของอี้ชิง ยังคงเป็นสี่ปีที่น่าจดจำและเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย เวลาของอี้ชิงได้หยุดลงและอีกฝ่ายจากไปอย่างสงบ ทุกคนต่างเศร้าเสียใจไม่น้อยไปกว่าใคร คริสร้องไห้ ลู่หานเองก็เช่นกัน

 

"คริส..."

 

      ลู่หานตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้แล้วแตะมือลงบนไหล่กว้าง คริสสะดุ้งเฮือกก่อนจะหันใบหน้าหล่อเหลามาทางเขาด้วยความตกใจ

 


"เพื่อนมารออยู่เยอะแล้วนะ วันเกิดตัวเองแท้ๆไม่คิดจะทำตัวเป็นเจ้าภาพที่ดีหรือไง?"

 




        ลู่หานแซวขณะไล้ฝ่ามือลงบนซีกแก้มด้านขวาของอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน คริสรับเสียงนุ่มจับมือลู่หานคลึงเบาๆก่อนจะหันไปเก็บกล่องไม้ที่ด้านในบรรจุกระดาษจดหมายหลายฉบับ

 



"ให้แฟนเจ้าของงานรับหน้าไปก่อนไม่มีใครว่าหรอก...ยังไงซะเราก็ถือว่าเป็นคนๆเดียวกันอยู่แล้ว" ลู่หานชกไปที่ไหล่ของอีกฝ่าย รู้สึกดีขึ้นที่คริสยอมพูดจาด้วยถึงจะออกไปทางแนวทะลึ่งก็เถอะ

 


"ลามปามจริงๆเลยนะ"


"หรือไม่จริง?" คริสเลิกคิ้วและโน้มหน้าเข้ามาใกล้ ลู่หานรีบผลักอีกฝ่ายออกเผื่อว่าจะมีใครเข้ามาเห็น ถึงอย่างไรพวกเขาก็ยังถือเป็นคู่รักหน้าใหม่ เพิ่งจะตัดสินใจคบกันได้เมื่อปลายปีที่แล้วหลังจากใช้เวลาดูใจกันมาพอสมควร

 



         ลู่หานอมยิ้มปล่อยให้คริสได้ฉกฉวยเอากับแก้มนิ่ม รอยยิ้มที่ส่งมอบให้กันช่วยเติมเต็มความรู้สึกหลากหลายที่ไม่อาจพูดออกมาได้หมด คนตัวเล็กทำได้แค่มองแววตาของอีกฝ่าย แม้จะพยายามปิดบังซ่อนเร้นแค่ไหนก็ยังฉายความเจ็บปวดชัดเจน

 



"อย่ามัวแต่โทษตัวเองเลยนะคริส"

 




       ร่างสูงขยับปากคล้ายกับจะยกยิ้มแต่ภายในกลับไม่ได้ยิ้มตามเลยสักนิด มันจึงออกมาบิดเบี้ยวชอบกล ลู่หานยังคงขำ รอยยิ้มของคนตัวเล็กทำให้คริสอยากยิ้มตาม

 



"ขอบคุณนะ" พูดเพียงเท่านั้นก็จัดการลากลู่หานและตนเองให้ออกจากห้อง ออกไปพบเจอกับสิ่งที่เรียกว่าปัจจุบัน ในตอนนี้หน้าที่การงานของเขากำลังมั่นคง มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จในแบบที่ใครๆก็คาดหวังไว้ ลู่หานอยู่เคียงข้างเขามานานแล้ว เขาไม่อยากปล่อยให้ลู่หานรออย่างไม่มีวันสิ้นสุด ไม่อยากเป็นคนเห็นแก่ตัวไปมากกว่านี้

 



       บ่อยครั้งที่คนเรามักหันกลับไปมองดูข้างหลังแต่ไม่เคยสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไข บางครั้งอดีตก็เป็นที่พึ่งยามเราท้อแท้ ถดถอย จริงอยู่ที่มันไม่มีวันย้อนคืนแต่มันจะยังคงอยู่ตราบใดก็ตามที่เรานึกถึงและลองมองกลับไปที่มัน

 

       เศษเสี้ยวความทรงจำก็เช่นกัน ของทุกสิ่งบนโลกนี้มีที่มาที่ไปเสมอ การมองบางอย่างอาจทำให้เรานึกถึงบางสิ่งที่เราเคยเจอ มันถ่ายทอดเรื่องราว บอกเล่าเพียงไม่กี่วิให้เกิดเป็นภาพฉายซ้ำในความทรงจำ

 

     

       คริสเกี่ยวปลายนิ้วเข้ากลับลู่หาน ปัจจุบันเขามีความรักที่ควรค่าแก่การรักษา เขาจะไม่มีวันทิ้งลู่หาน เขาบอกกับตัวเอง คนตัวเล็กน่ารักยังให้ความรู้สึกน่ามองเหมือนครั้งแรกที่เจอ ลู่หานยังคงส่งยิ้มหวานที่ทำให้คริสตกหลุมรัก กระชับฝ่ามือเข้าหากันบ่งบอกให้รู้ว่าจะไม่ทิ้งไปไหน

 

คริสหันกลับไปที่บานประตู ทิ้งกล่องไม้สี่เหลี่ยมขนาดย่อมที่บรรจุเรื่องราวของจางอี้ชิงและอู๋อี้ฟานไว้อย่างเต็มเปี่ยม

 

 




' มันอาจจะเป็นฉบับสุดท้าย ฟานเก่อ ฉันเหนื่อยเหลือเกิน

อย่ารู้สึกผิดเลยนะ ถ้ายังต้องรู้สึกแบบนั้นฉันที่เฝ้าดูอยู่คงไม่มีวันจะมีความสุข

 

นายจะนึกถึงวันเกิดปีแรกที่เราเป่าเทียนกันได้หรือเปล่า ไม่มีใครรู้ว่านายไม่ชอบขนมหวาน ทุกคนเอาใจนายโดยการซื้อเค้กก้อนโต สุดท้ายนายต้องหัวเราะกลบเกลื่อนแล้วบังคับให้ฉันกินคนเดียว

 

นายยังจำตอนที่ฉันไม่สบายในวันเกิดตัวเองได้หรือเปล่า ตอนนั้นนายเอาแต่กุมหน้าผากไม่ไปไหน ดูสิ มันทำให้ฉันนึกถึงสภาพของตัวเองตอนนี้จริงๆ ป่วยและต้องให้นายดูแลอยู่เรื่อยไป

 

เกือบ10ฉบับแล้วสินะที่ฉันเริ่มต้นเขียนอวยพรแทนการให้ของขวัญแก่นาย ...ฟานเก่อ ฉันอยากอยู่เขียนจดหมายให้นายไปสัก 10 ปี 20 ปี ถ้าเป็นไปได้ก็อยากอยู่เขียนให้ตลอดไป

 

แต่มันคงเป็นไปไม่ได้สินะ

 

ตอนที่นายอ่านจดหมายฉบับนี้จะแสดงความรู้สึกอย่างไรนะ จะเหมือนกับตอนที่ฉันเริ่มต้นเขียนหรือเปล่า มันเศร้าเกินไปฟานเก่อ มีหลายอย่างเหลือเกินที่อยากเล่าให้นายฟัง แต่ตอนนี้คงมีแต่ความเศร้า

 

แย่จริงนะ

 

ฟาน ฟาน

 

ตอนนายอ่านนายอาจจะกำลังประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง แค่คิดฉันก็รู้สึกได้ว่ามันต้องเป็นจริงแน่ๆในเมื่อฟาน

ฟานของฉันเก่งที่สุด

 

อ่า

 

เริ่มคิดไม่ออกและปะติดปะต่อไม่ได้เสียแล้ว

 

 

ออู๋ฟาน ฉันรักนายนะ เพราะนายคือพี่ชายและเพื่อนสนิทที่ดีที่สุด สิ่งที่ฉันอยากขอบคุณคงเป็นโชคชะตาที่ทำให้เราเจอกัน ขอบคุณนะฟานเก่อ จำคำอวยพรของฉันไว้นะ อู๋ฟานต้องมีความสุข ต้องพรั่งพร้อมไปด้วยความแข็งแรง ต้องประสบความสำเร็จอย่างที่ใจต้องการ

 

 

"รัก......."

จางอี้ชิง

 

 

 

.

.

.


 

       ลู่หานเดินย่ำเท้าเข้ามาในสุสาน ความเงียบเหงาโรยตัวเป็นบริเวณกว้าง ขณะที่เขาหอบเอากลิ่นของดอกไม้ที่อี้ชิงชอบที่สุดมาให้

 

"อาอี้"

 

เขาวางช่อดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ลงพร้อมกับปัดเศษผงและใบไม้ที่เผลอตกระเกะระกะอยู่หน้าสุสาน

 

"วันนี้คริสติดธุระทฉันเลยมาคนเดียวน่ะ"
 

"คริสกำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งอีกแล้วะนะ"


"ปาร์ตี้หนุ่มโสดสนุกสุดๆไปเลย"


"คริสดูแลฉันดีมาก"


"ฉันเองก็จะดูแลคริสให้ดีตามที่นายขอ"


"อาอี้..."


"......."


     


       ลู่หานทรุดตัวนั่งลงตรงข้างหน้า ป้ายหินที่สลักชื่อจางอี้ชิงเพื่อนรักโดดเด่นติดตา เขาลูบมัน สัมผัสมันเชื่องช้าราวเก็บเกี่ยวความทรงจำหลากหลายนับตั้งแต่ได้รู้จักอี้ชิง นึกถึงวันแรกที่ส่งยิ้มให้กัน นึกถึงวันที่อี้ชิงคอยช่วยเหลือเขา ใครๆต่างบอกว่าลู่หานยิ้มสวย ใครๆเห็นต่างก็รู้สึกสดชื่นสดใส น้อยคนจะรู้ว่าพฤติกรรมชวนปวดหัวที่ลู่หานก่อตัวต้นคิดก็คืออี้ชิง เรามีความสุขตามปะสาวัยรุ่น ลู่หานยอรับว่าอี้ชิงคือมิตรแท้ เพื่อนสนิทที่นับจากนี้เขาคงหาจากที่ไหนไม่ได้ รอยยิ้มของลู่หานสวยงามยามยิ้มคู่กับอี้ชิง เราต่างเหมือนพระจันทร์กับพระอาทิตย์ คนที่อ่อนโยนอย่างอี้ชิงกลับได้รับเพียงแสงเงาพาดผ่าน ลู่หานไม่ชอบเลย ไม่ชอบให้ใครมามองว่าอี้ชิงเกาะติดเขาเพื่อให้ตัวเองดูเด่น ทุกอย่างตรงกันข้าม ลู่หานตั้งหากที่ขาดจิตใจอันอ่อนโยนของอี้ชิงไม่ได้

 



"นายคงไม่รู้..."

 

 



"แม้แต่คริสก็จะยังไม่รู้...แต่ ... ไม่เป็นไรนะ ฉันจะถือว่ามันเป็นความลับกับเราสองคนเหมือนที่นายขอไว้"

 

 



"ฉันรักนาย ฉันอยากพูดกับนายก่อนหน้านี้มานานแล้ว"

 

 

 

 









ENDING

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

AN ; เราคงพูดได้แล้ว หลังจากเขียนเรื่องนี้จบ หวังว่าจะเป็นฟิคสามพีที่ทุกคนชื่นชอบนะ ใครสงสัยอยากถามอยากติ อยากโวยวายเรามีสองช่องทาง หนึ่งเมนชั่นทางทวีตเตอร์  สองคอมเม้นในบทความนี้ ,,, สุดท้ายพล๊อตนี้ปิ๊งตอนวันเกิดพี่คริส ถ้าจำได้จะรู้ว่าพี่คริสได้ของขวัญเป็นอัลปาก้า (ไม่เกี่ยวววววว) อะไรยังไงไปปะติดปะต่อเอาเอง เหนื่อยจุง ขี้เกียจทอล์ก (หราาาา) สุดท้ายๆๆๆๆ อยากแต่งชานแพคจุงเรรร

*โค้งแบบจางอี้ 360 ทิศ*


ขอบคุณสำหรับทุกๆคอมเม้นค่ะ ^^



 

ผลงานทั้งหมด ของ zensedayz

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

27 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 / 22:51
    โอ๊ย เจ็บปวดอ่ะ
    #27
    0
  2. วันที่ 22 พฤศจิกายน 2559 / 16:04
    เราจำได้เคยอ่านเรื่องนี้มานานมากกกก เราไม่เคยลืมเลยยย หื้ออออ ดีงาน ละตอนนี้เรามาติดเรื่อง บอสแจยง ของไรท์คนนี้อีกแล้ว โอ้ยยยยดีกับใจจจ หื้ออออ
    #26
    0
  3. #25 wanying
    วันที่ 2 มกราคม 2557 / 23:02
    ตอนแรกคิดว่าลู่รักเฮียแต่ไหงลู่รักชิงอะ แต่นะลู่น่าสงสารจริงไรจริงนะ ไม่เป็นไรยังไงเราก้รีกลู่. (เกี่ยวมั้ย) #สนุกมากเลย#ดราม่าชอบฝุดๆ#สงสัยเราจิตอ่อนๆ#ชอบดราม่า
    #25
    0
  4. วันที่ 27 ธันวาคม 2556 / 20:02
    พี่อี้ทำไมใจดีประหนึ่งนางฟ้างี้  ฮืออออ
    พี่เสียสละอย่างมากเลยนะเนี่ย
    แต่พออ่านถึงตอนจบ ขอช็อกแปบ 5555
    อี้รักเฮีย  เฮียก็รักอี้ แต่ก็แอบชอบลู่งี้??  แต่แบบลู่รักพี่อี้  มึนหัววว  5555
    #24
    0
  5. #23 nam
    วันที่ 3 ตุลาคม 2556 / 14:33
    ซึ้งอ่าาาาาาา

    ยิ่งฟังพ้อมเพลงแล้วมันเศร้ามากกก

    ตามความเข้าใจคือ ทั้งเฮียกับลู๋รักอี้ หรือเฮียรักลู่ ลู่รักอี้ อี้รักเฮีย?

    แต่ช่างมันเพราะมันสนุกมากกก
    #23
    0
  6. วันที่ 5 กันยายน 2556 / 09:51
    สนุกมากกกกกกกก
    #22
    0
  7. #21 YJMK2H
    วันที่ 22 มีนาคม 2556 / 17:18
    รู้สึกมันวนเป็น loop นะ

    อี้รักเฮีย เฮียรักลู่ ลู่รักอี้ เออะ! = ="

    หน่วงเหลือเกินนนนนนนน
    #21
    0
  8. #20 lkd
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2556 / 20:41
    ช่วงแรกมันเศร้ามันหน่วงมากนะ

    ช่วงกลางเรื่องน้ำตาเริ่มซึมเพราะอี้ชิงไม่อยู่แล้วแน่ๆ

    น้ำตาไหลตอนอ่านจดหมายอี้ชิง

    แล้วมาช็อคตอนที่ได้รู้ว่าพี่ลู่รักอี้ชิง ไม่ใช่พี่คริส =_=
    #20
    0
  9. วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2556 / 03:58
    เป็นความลับของเราสองคนเหมือนที่นายขอไว้ ?
    อี้ชิงกับลู่หานรักกัน ? 55555
    เค้าตีความถูกหรือผิดเนี่ย55555
    หน่วงมากหน่วงจริงๆ อ่านตอนตีสาม ฮรืออออออ บรรยายกาศใช่เลย555
    #19
    0
  10. วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2556 / 23:14
    เอ้าา อาเสี่ยวลู่รักม๊า..... ไม่ได้รักป๊าเหรอ ?

    สงสารม๊าอ่ะ ป๊ากับม๊าน่าจะได้รักกัน T^T

    ร้องไห้ทั้งเรื่องเลยนะเนี่ยย

    คำพูดแต่ละคำที่อาม๊าพยายามยัดเยียดให้สองคนนั้นใช้เวลาด้วยกัน

    มันช่างกรีดแทงหัวใจจริง ๆ

    เจ็บปวด แต่อยากเห็นเพื่อนมีความสุข

    เฮ้ออ..... เศร้า :'(
    #18
    0
  11. วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2556 / 01:44
    โอยยยยยยยยยย น้ำตาไหลพราก

    และแล้วลู่หานก็รักอี้ชิงจริงๆด้วย ไม่รู้จะฟินดีมั้ยเพราะทั้งคริสทั้งลู่หานรักอี้ชิงทั้งคู่เลย
    แต่อี้ชิงไม่อยู่แล้วจะมีความหมายอะไร ฟินแบบหน่วงๆอ่ะค่ะ
    สงสารทุกคนเลย
    ลู่หานก็น่าสงสารมาก เพราะอย่างน้อยคริสก็ยังได้เป็นคนดูแลอี้ชิงมากที่สุด แถมอี้ชิงก็รักคริส
    แต่ดูลู่หานสิ ไม่ได้อะไรเลยT^T
    เจ็บปวดเกินไปค่ะฟิคเรื่องนี้ แต่มันสนุกมาก แต่เศร้ามากด้วย เราจิตตกเลยบอกตามตรง สงสารลู่หานยังไงบอกไม่ถูก
    #17
    0
  12. วันที่ 27 มกราคม 2556 / 01:51
    ขึ้นชื่อว่า3เหลี่ยมมันก็เศร้าพอแล้วครับ TT'
    ม๊าอี้ที่รัก .. ทำไมต้องจากไปด้วย ทำไมอ่า
    ผมร้องไห้แล้วนะ ร้องแบบหยุดไม่ได้ด้วย TT'
    ป๊าเงิงปากหนักแล้วรู้ใจตัวเองไหม? เสี่ยวลู่.. บอกช้าไปหน่อยนะ ^^'

    โปลุน. ม๊ามีความสุขอยู่รึเปล่านะ? ;3
    #16
    0
  13. #15 แค่คนที่ผ่านมา
    วันที่ 20 มกราคม 2556 / 22:04
    รักสามเหลี่ยมนี่มันเศร้า ...

    โดนไรเตอร์หลอกไปเต็ม อาลู่ก็รักอี้ งือ พลิกล็อคเลย

    สงสารคริสลู่ ที่ทำไปก็เพราะอี้ งือออออออๆ

    สนุกมากค่ะ อ่านๆไปก็ลุ้น ตกลงคู่ไหนแน่ว่ะ

    อ่านมาจบ ช็อคสามวิ .. เอ่อ



    ขอบคุณไรเตอร์ที่แต่งฟิคดีๆมาให้ชาวเราเสพนะคะ

    จะติดตามผลงานต่อๆไป ^^
    #15
    0
  14. วันที่ 20 มกราคม 2556 / 21:15
    จะโวยวายแล้วนะ
    งื้อออออออออออออออออออออออออออออออ T_T
    ทำไมคนแต่งใจร้าย โหดร้ายแบบนี้คะ ชิงชิงจากไป งอแง
    ยังแอบหวังว่าจะกลับมาในร่างฝาแฝด วิญญาณ กระต่าย หรืออะไรก็ได้
    ไม่อยากให้จากไปไม่กลับมาแบบนี้ แต่ก็ฝันสลาย
    แต่ยังดีนะคะที่อี้ชิงได้สารภาพรักในจดหมาย ก็ยังดี...
    แล้วคริสที่ไม่รู้เหมือนกันว่ารักอี้ชิงบ้างมั้ย ก็คงรักแหละ เศร้าซะแต่ทำไมมัน...
    เสียใจกับทั้งสองคน ไม่มีอี้ชิงนี่มีความสุขกันมากสินะ Y^Y
    โกรธแทนอี้ เห้ออ
    แล้วลู่หาน ... ไม่รู้จะโกรธหรือจะฟินดี
    รักแล้วทำกันแบบนี้ฤาาา ฮือออ
    แต่ก็ดีใจที่ได้ยินคำว่ารักและรับรู้ถึงความสำคัญของอี้ที่มีต่อทุกคน
    T__________________T
    โป้งงงงงง *****
    #14
    0
  15. วันที่ 20 มกราคม 2556 / 20:43
    หักมุมมากอ่ะ
    พลิกล็อกเลยอ่ะ
    #13
    0
  16. วันที่ 18 มกราคม 2556 / 23:29
    รอให้มาต่อนะ T ^ T
    เศร้ามากอ่ะ
    #12
    0
  17. วันที่ 18 มกราคม 2556 / 10:32
    ค้างอ่า รัก3เศร้าป่ะ ติดตามต่อ
    #11
    0
  18. #10 RaySek
    วันที่ 18 มกราคม 2556 / 00:18
    บีบหัวใจมาก น้ำตาไหลพรากเลยค่ะ

    ไม่เอาแบบนี้นะคะอยากเห็นคริสกับอี้ชิงได้รักกันอ่า สงสารอี้ชิงT^T แต่สงสัยคงจะเป็นไปไม่ได้สินะ

    ที่จริงก็สงสารทุกคน แต่อาอี้น่าสงสารสุดแล้วจริงๆ

    โอ่ย ทำใจไม่ได้อ่ะค่ะ ไม่อยากเห็นอี้ชิงเป็นอะไรไป อยากให้สมหวังในรัก>~
    #10
    0
  19. วันที่ 16 มกราคม 2556 / 20:07
    ไม่นะ ไม่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
    ไรเตอร์ทำไมใจร้ายกับจางอี้ชิงขนาดนี้ แค่บอกว่ารักยังไม่ยอมทำเลย
    ไหนๆก็จะต้องจากไปแล้ว เห้นแก่ตัวสักนิดไม่ได้หรอจางอี้ชิง
    สงสาร ไรเตอร์ทำร้ายเมนหนู ใจร้าย ;___________;
    อี้ฟานเก่อใจร้าย ลู่หานใจร้าย ทุกคนใจร้าย
    พอรู้แล้วว่าจริงๆคริสรักลู่หาน ก้ยิ่งสงสารชิงชิง(เพราะตอนแรกแอบหวังว่าคริสจะเข้าใจผิด)
    ตอนที่พีคริสบอกตอนนี้ฉันเป้นของนาย นี่แสดงว่าพี่รู้ถึงความรักของอี้ชิงใช่มั้ย
    แล้วลู่หานที่บอกว่าหวงก็ทำเราไขว้เขว
    แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ไม่อยากให้ชิงตาย ถ้าตายก็ขอให้พูดอะไรบ้าง
    ได้โปรดอย่าทำร้ายหัวใจเค้าไปมากกว่านี้เลย ฮือออออ (เน่าซะไม่มี)
    T____________________T
    #9
    0
  20. #8 Byunlukwa (@lukwa-js) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 มกราคม 2556 / 07:57
    อี้ชิงงงง TAT อย่าตายนะ
    #8
    0
  21. วันที่ 16 มกราคม 2556 / 02:55
    จบยังไงอ่าาาาาาาาาาาาาา ทำไมอี้ชิงถึงเสียสละแบบนี้ TT^TT
    คนดีเกินไปแล้ว คนไม่ชัดเจนก็อิคริสอู๋นั้นแหละ
    จะรักใครก็เอาแน่ๆ ไม่ใช่ปล่อยให้อีกคนรอ อีกคนช้ำ มันเจ็บรู้ไหม?
    อี้จะตายจริงอ่อ... เสียใจมากอะ 455555555555
    พี่คริสถึงตอนนี้รักใครกันแน่ ฮะ!!!!!! เอาดีๆ ถึงอี้จะตายไป แต่ทำแบนี้จะดีเหรอ?
    ถ้าอู๋ไม่รักอี้จริงๆ ก็ปล่อยอี้ไป ฉันจะดูแลเองเฟ้ย 55555555
    อู๋รักอี้ใช่ม้อยยยยยยยยยยยย ง่าาาาาาาาาาา
    #7
    0
  22. #6 LHL
    วันที่ 15 มกราคม 2556 / 22:03
    โอ๊ยยย เดาไม่ค่อยออกเลยอ่าาา



    ตกลง ใครคู่ใคร? ยังไง?



    krislay? krislu? laylu?
    #6
    0
  23. วันที่ 15 มกราคม 2556 / 20:48
    นี่มันรักสามเหลี่ยมนี่หน่า(?).
    ทำถึงรู้สึกโหวงๆหน่วงๆ . . . แอบสงสารม๊าเลย์ *^*

    โปลุน. ม๊าเลย์อยากเป็นแม่สื่อจริงๆเหรอ? *^*
    #5
    0
  24. วันที่ 15 มกราคม 2556 / 02:18
    อย่าคริสลู่นะ ม่ายๆๆๆๆ
    ความสัมพันธ์เริ่มหน่วงๆล่ะ จะเป็นไงต่อล่ะนี่่=..=
    #4
    0
  25. #3 nooping
    วันที่ 13 มกราคม 2556 / 21:59
    ยังไงเนี่ยๆ ลุ้นๆ ตามนะคะ
    #3
    0