คัดลอกลิงก์เเล้ว

[OS] What are we (MarkRen)

ความสัมพันธ์บางอย่าง บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องเปิดเผยมันก็ได้นี่...

ยอดวิวรวม

371

ยอดวิวเดือนนี้

2

ยอดวิวรวม


371

ความคิดเห็น


4

คนติดตาม


61
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  16 เม.ย. 60 / 21:03 น.
นิยาย [OS] What are we (MarkRen) [OS] What are we (MarkRen) | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 16 เม.ย. 60 / 21:03


OS : What are we (MarkRen)

 

 

 

เบื่อ

หวงเหรินจวิ้นกำลัง เบื่อ ขั้นสุดขีด

 

เสียงกรี๊ดกร๊าดแสบทะลุแก้วหูดังขึ้นใกล้ๆ ภายในเวลาเย็นที่มีแสงแดดประปรายของเกาหลี ร่างบอบบางในชุดนักเรียนม.ปลายนั่งเท้าคางอยู่บนโต๊ะ ตาเรียวเสมองเด็กสาวกลุ่มไม่เล็กไม่ใหญ่ที่นั่งล้อมวงรอบโต๊ะข้างสนามบาสซึ่งอยู่ถัดจากเขาไปนิดนึงกำลังเม้าท์มอยกันอย่างออกรส เหลือบตามองเลยไปยังในสนามบาสก็พบมนุษย์ผู้ชายประมาณสามสี่คนที่รุมแย่งลูกกลมๆสีส้มๆผู้เป็นทอปปิกกอสซิปของวันนี้ และแน่นอนว่าตำแหน่งตัวท๊อปก็ยังคงเป็นของ

 

“มาร์คโอปป้าาาาาาาาาา”

 

มาร์ค ลี

 

เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งผู้อิมพอร์ตมาจากแคนาดา ถึงจะเป็นคนเกาหลีและมีชื่อเป็นอักษรฮันกึลเหมือนกันแต่ต้องไปอยู่ต่างประเทศแต่เด็กเลยทำให้ภาษาบ้านเกิดไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่ มาแรกๆคือพูดได้โคตรจะงูและปลาแต่มันกลับกลายเป็นเสน่ห์ของเจ้าตัวไปได้เสียนี่ บวกกับหน้าตาหล่อๆสแว้กๆแบบแคนาเดียนสไตล์เลยทำให้เจ้าตัวกลายเป็นหนุ่มฮอตของโรงเรียนไปในที่สุด

แล้ว...มันเกี่ยวอะไรกับหวงเหรินจวิ้นงั้นเหรอ?

ขอบอกตรงนี้เลยนะว่าไม่เกี่ยวหรอก เขาไม่มีอะไรเกี่ยวข้องและไม่ได้อยากข้องเกี่ยวอะไรกับมนุษย์คิ้วนกสัญชาติแคนาดาที่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าหล่อตรงไหน แต่ที่เขาต้องมานั่งเซ็งทนฟังเสียงนกกระจอกแตกรังอยู่ข้างสนามบาสแบบนี้มันเป็นเพราะ

“ดงฮยอกสู้ๆ”

 

เบิกตัวนาแจมิน

 

ตาเรียวกลอกขึ้นฟ้าตามมาด้วยอาการถอนหายใจแบบเหนื่อยแสนเหนื่อย หนึ่งในกลุ่มก้อนที่กำลังรุมแย่งลูกส้มๆในสนามนั้นบังเอิญว่ามีลีดงฮยอกอยู่ด้วย และก็บังเอิญอีกนั่นแหละว่าดงฮยอกกับแจมินเป็นแฟนกัน เจ้าเพื่อนฟันเยอะก็เลยกระเตงเขาให้มานั่งเชียร์แฟนมันเล่นบาสเป็นเพื่อนข้างสนาม

ไม่ได้ถามสักนิดว่าอยากมารึเปล่า

“เหรินจวิ้นเป็นอะไร ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ” สงสัยว่าระดับความเซ็งของเขามันคงจะแสดงออกทางสีหน้ามากไปจนคนนอกสังเกตุได้ เจโน่ที่นั่งอยู่ข้างๆเลยถามขึ้นมาอย่างเป็นห่วง พร้อมกันนั้นเฉินเล่อน้องรักที่นั่งอยู่อีกข้างก็หันมามองเช่นกัน

“เก้อไม่สบายเหรอ”

“เปล่า แค่เบื่อ” ตอบกลับไปพร้อมกับเน้นเสียงหนักในคำท้ายไปให้ใครบางคนเสียหน่อย แต่นอกจากนาแจมินจะไม่สะทกสะท้านแล้วยังมีหน้าหันมายิ้มโชว์ฟันทุกซี่ใส่แล้วหันกลับไปสนใจแฟนในสนามต่อ

เออดี

“เบื่อเหรอ งั้น...รอแข่งบาสเสร็จแล้วไปกินไอติมกันมั้ย” เพื่อนผู้แสนดีอย่างเจโน่เสนอพร้อมกับยิ้มกว้างใส่ ลืมบอกไปสินะว่าแจมินไม่ได้ลากเขามาคนเดียว ทั้งเจโน่กับเฉินเล่อก็โดนหางเลขมานั่งจ๋องจ้องผู้ชายแย่งลูกบาสในสนามด้วยกัน

“เลี้ยงป่ะ?”

“เดี๋ยวให้จีซองจ่าย” เหรินจวิ้นหลุดหัวเราะเบาทันทีที่ได้ยินคำตอบ ซึ่งมันก็ไม่ได้ต่างจากที่เขาคิดไว้นักหรอก

“อิจฉาดีมั้ย มีแฟนเด็กสายตามเปย์ให้เนี่ย”

“ก็ลองมีบ้างสิจะได้ไม่ต้องมานั่งหงอยอยู่คนเดียว” แจมินที่ไม่รู้เลิกเชียร์แฟนตั้งแต่เมื่อไหร่โผล่หน้าเข้ามายิ้มแฉ่งกลางวง

“ให้แกเลิกกับไอ้หมูก่อนดิฉันจะรอเสียบ”

“มะเหงกมั้ยเหรินจวิ้น”

สวนกลับเสียงเขียวแถมยกกำปั้นขึ้นขู่อีกต่างหากเลยเรียกเสียงหัวเราะฮาครืนให้ทั้งกลุ่ม ทั้งสี่นั่งมองนั่งเชียร์(ต้องพูดว่าแจมินคนเดียวที่เชียร์มากกว่า)กันต่ออีกพักใหญ่เหล่ามนุษย์ในสนามบาสก็เสร็จภารกิจแย่งลูกกันเสียที กลุ่มเด็กหนุ่มขวัญใจนักเรียนสาวค่อนโรงเรียนสี่คนค่อยทยอยเดินมาทางโต๊ะพวกเขาและแน่นอนว่ามันนำขบวนมาโดย

“หมูวววววว”

ลีดงฮยอกของนาแจมินไง จะใครอีกล่ะ

“รอนานป่ะ” ร่างสูงๆถามขึ้นทันทีที่เดินมาถึง แจมินกำลังจะอ้าปากตอบแล้วล่ะถ้าไม่ติดว่ามีคนสวนขึ้นมาซะก่อน

“นานมาก นานจนเซ็งบอกเลย”

“เซ็งแล้วจะมานั่งทำไมอ่ะ”

“นั่นเป็นสิ่งที่แกควรจะถามแฟนสุดที่รักของแกไม่ใช่ฉัน” ปากว่าไป นิ้วเรียวก็ยกชี้ไปยังร่างบอบบางของเพื่อนตาหวานที่ยืนข้างอีกฝ่าย ดงฮยอกเลิกคิ้วเล็กน้อย หันมองหน้าแฟนเหมือนจะขอความเห็นก่อนจะหัวเราะเบา

“เหงาก็หาแฟนซะนะน้องหนู จะได้ไม่ต้องเป็นภาระให้เพื่อนฝูง”

“พวกแกสองคนนี่เหมาะสมที่จะเป็นแฟนกันมากรู้ตัวป่ะ” ความคิดความอ่านเหมือนกันอย่างกับลอกออกมา เหรินจวิ้นเบะปากใส่ไอ้สองคนตรงหน้าที่พอแซะเขาได้สำเร็จก็หันไปสร้างโลกส่วนตัวกันสองคน เบนสายตากลับมามองอีกสองชีวิตร่วมโต๊ะก็พบว่ามีสถานการณ์ไม่ต่างกันคือเอาแต่หวานกับคนของตัวเองจนลืมโลก

เซ็งกำลังสอง

ร่างเล็กพรูลมหายใจเบาก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงดังแบบตั้งใจให้ได้ยินกันครบทุกคน

“สรุปว่าตรงนี้จะมีแต่คนจีบกันใช่มั้ยฉันจะได้กลับบ้าน”

“อารมณ์เสียอะไรของแกวะเหรินจวิ้น ประจำเดือนมาไม่ปกติเหรอ”

“ถ้ายังไม่อยากโดนริบแฟนคืนก็หุบปากไปเลยลีแฮชาน อย่าลืมว่าเฉินเล่อเป็นน้องชายฉัน” หันไปเท้าเอวชี้หน้าใส่บุคคลที่หน้าเหมือนดงฮยอกอย่างกับแกะแถมนิสัยก็เหมือนกันจนน่าจับหัวโขกทั้งคู่ แฮชานยกยิ้มมุมปาก วางมือแหมะลงบนเอวเล็กของเฉินเล่อก่อนดึงเข้าหาตัวเองแล้วยักคิ้วให้อย่างท้าทาย

“ไอ้...”

“เอาน่าๆ อย่าทะเลาะกันเลยนะ” เจโน่เห็นท่าไม่ดีเลยรีบรุดมาห้าม ก่อนที่จะได้เกิดเหตุการณ์มือน้อยๆแต่แรงเยอะของเหรินจวิ้นฟาดเข้าเต็มๆหน้าแฮชาน คนตัวเล็กมุ่ยหน้าไม่สบอารมณ์โดยร่างสูงที่เกือบโดนประทุษร้ายก็หัวเราะร่วนจนเฉินเล่อต้องแอบหยิกเอวให้หยุดกวนประสาทพี่ชายตัวเล็กเสียที

“ไหนๆก็ไหนๆ ไปกินไอติมกันดีกว่าเนอะ” เจโน่พูดต่อ ก่อนจะยิ้มหวานจนตาปิด “มื้อนี้จีซองเลี้ยง”

“ห่ะ?” เจ้าของชื่อที่ถูกพาดพิงอุทานเสียงหลง “ผมเลี้ยง?”

“ไม่ได้เหรอ” ถามเสียงใสพร้อมเอียงคอมองเล็กน้อย เชื่อเถอะว่าร้อยทั้งร้อยต้องยอมสยบ ยิ่งกับเด็กหลงแฟนแบบปาร์คจีซองด้วยแล้วนั้น

“ตามใจทุกอย่างเลยครับผม”

จะเหลือเร้อ

 

.

.

.

 

สุดท้ายทั้งแปดคนเลยได้อันตธานตัวเองจากสนามบาสมาเป็นร้านไอศกรีมแห่งหนึ่งใกล้โรงเรียน

ด้วยความที่มีสมาชิกร่วมก๊วนถึงแปดคนจึงทำให้ต้องนั่งโต๊ะตัวยาว และก็แน่นอนว่าเจ้าพวกมีแฟนก็เลือกที่จะนั่งตรงข้ามกับแฟนตัวเองทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นแจมินกับดงฮยอก เจโน่กับจีซอง แฮชานกับเฉินเล่อ

ส่วนคนไม่มีแฟนอย่างเหรินจวิ้นก็แน่นอน

“ทำไมต้องให้ฉันนั่งตรงข้ามมาร์คฮยองด้วย”

เจ้าของส่วนสูงไม่ถึงร้อยเจ็ดสิบถามขึ้นด้วยความไม่เข้าใจ เหรินจวิ้นยกแขนกอดอก ตาเรียวไล่กวาดมองบรรดาผู้ร่วมโต๊ะแต่ละคนเหมือนจะขอคำตอบว่าทำไมต้องให้เขานั่งเผชิญหน้ากับมนุษย์หัวทองสัญชาติแคนาดาคนนี้ด้วย

หกคนที่เหลือมองตากันปริบๆ ก่อนจะเป็นดงฮยอกที่ตอบขึ้น

“ก็แฟนกันเค้าจะนั่งคู่กันไง ไม่เข้าใจอ่อ”

“ข้อนั้นน่ะเข้าใจ”

“แล้วมันมีอะไรยุ่งยาก?”

“ยุ่งยากตรงที่ฉันกับพี่เค้าไม่ได้เป็นอะไรกันไงเล่า” แล้วจะให้คนที่ไม่ได้เป็นอะไรกันสองคนมานั่งจ้องตากินไอติมตรงข้ามกันเนี่ยนะ มันใช่เหรอฮ่ะ มันใช่เหรอ

“คิดไรมากวะ ก็กินๆไปเหอะน่า”

“งั้นแกก็มานั่งตรงนี้แล้วฉันไปนั่งกับแจมินเอง” คนตัวเล็กว่า สองขาก็เตรียมเดินไปทางนั้นแล้วด้วย

“ไม่ครับผม ผมจะนั่งกับแฟน”

โอเคจบนะ

“แกจะคิดมากทำไมอ่ะ ทีมาร์คฮยองยังไม่เห็นว่าอะไรเลย” แฮชานถามขึ้น พาดพิงไปถึงอีกหนึ่งบุคคลที่ยังไม่ได้ยินเสียงหลุดออกมาสักนิดตั้งแต่เล่นบาสเสร็จแล้ว เหรินจวิ้นกรอกตาบน เปลี่ยนมือจากกอดอกมาเป็นเท้าเอว

“ใครจะไม่คิดก็ช่างแต่ฉันคิดโอเคม่ะ? แล้วนี่พี่หัวเราะอะไรอ่ะ” หันขวับกลับมาถามเสียงเขียวเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นจากร่างสูงฝั่งตรงข้าม มาร์คลีที่หลุดขำยกยิ้มให้เล็กน้อยก่อนจะแบมือออกข้างตัวแล้วยกขึ้นเป็นเชิงยอมแพ้ และเพราะท่าทางแบบนั้นแหละคนตัวเล็กเลยยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่จนเฉินเล่อที่เห็นท่าไม่ดีต้องรีบจับแขนพี่ชายให้ใจเย็นๆเมื่อเห็นปากบางนั่นอ้าออกเตรียมบ่น

“เก้อ เก้อใจเย็นๆนะ นั่งลงก่อนๆ” คนเป็นน้องพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ “ถ้าไม่สะดวกใจเก้อย้ายที่นั่งกับเล่อก็ได้”

เสนอตัวด้วยความหวังดี และแทบจะทันทีที่เสียงทุ้มของแฮชานดังไล่หลังขึ้นมา

“เฮ้ย...”

“พี่แฮชเงียบ” พูดยังไม่ทันจบประโยคดีก็โดนคำประกาศิตให้เงียบพร้อมด้วยสายตาขุ่นๆที่ส่งมาให้ ลีแฮชานผู้หมายมั่นว่าจะคัดค้านเลยได้แต่เงียบไปโดยปริยาย

ดูก็รู้ว่าใครใหญ่

“ขอบใจนะแต่เก้อว่าไม่ดีกว่า เก้อไม่อยากเห็นหมาหงอยระหว่างกิน”

“อ้าวคุณเพื่อนครับ.../พี่แฮช”

เงียบ...อะเกน

สุดท้ายเมื่อเห็นว่าโวยวายไปก็มีแต่จะทำให้บรรยากาศมันกร่อยลง หวงเหรินจวิ้นคนดีเลยทำใจยอมนั่งลงตรงข้ามกับมนุษย์อิมพอร์ตจากแคนาดาแต่โดยดี แต่ก็ใช่ว่าความหงุดหงิดจะลดน้อยลงนะ ตรงกันข้ามมันกลับเพิ่มขึ้นต่างหาก ซึ่งเอาจริงๆจากใจเลยนะ หวงเหรินจวิ้นก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่ากำลังหงุดหงิดเรื่องอะไร

ก็แค่...รอยยิ้มเล็กๆของร่างฝั่งตรงข้ามที่ส่งมาให้เป็นระยะๆ

คือไม่ได้เป็นอะไรกันป่ะ จะมายิ้มให้ทำไม

ไม่เข้าใจอ่ะ ไม่เข้าใจจริงๆ

 

.

.

.

 

มันเป็นช่วงเวลาพักเที่ยงของโรงเรียนที่เหรินจวิ้นควรจะได้กินข้าวอย่างสงบสุข

แม้ว่าเพื่อนร่วมห้องอีกสี่คนอย่างแจมินและเจโน่กับสองแฝดลีจะโดนอาจารย์เรียกตัวให้ไปช่วยงานอะไรสักอย่างแต่นั่นไม่ใช่ปัญหา ในเมื่อเขายังมีน้องรักอย่างเฉินเล่อและเจ้าเด็กเปย์แฟนอย่างจีซองมานั่งกินข้าวร่วมโต๊ะเป็นเพื่อนพอให้ได้คลายเหงา ทุกอย่างมันก็ดูจะปกติดีไม่มีอะไรหรอก

และมันก็ไม่ควรจะมีอะไรเลย

“นั่งด้วยคนสิ”

จนกระทั่งมีประโยคนี้จากมาร์ค ลี

“พอดีโต๊ะอื่นมันเต็มหมดแล้ว” ร่างสูงสมส่วนของคนอายุมากกว่ายืนถือจานข้าวอยู่ข้างๆโต๊ะ เด็กหนุ่มสัญชาติแคนาดายกยิ้มให้ทุกคนรอบวง ก่อนจะกวาดตามองไปรอบๆโรงอาหารที่แน่นขนัดไปด้วยผู้คนเหมือนเป็นการยกตัวอย่างให้เห็นกลายๆ เหรินจวิ้นหันมองตามพลางเริ่มมุ่นหัวคิ้วเข้าหากัน

“นะ” ถามหยั่งเชิงอีกรอบเมื่อยังไม่ได้รับคำตอบจากคนที่อมข้าวจนแก้มป่อง ร่างเล็กกลืนข้าวที่เคี้ยวอยู่ลงคอ วางตะเกียบลงแล้วเอามือเท้าคางกับโต๊ะ

“ผมว่า...” เกริ่นนำเสียงเรียบ “ผู้หญิงโต๊ะถัดไปคงยินดีที่จะให้พี่นั่งด้วยนะครับ”

 

กริบ...

เกิดสภาวะเดดแอร์ชั่วขณะ

 

มาร์คยิ้ม “ก็พี่ไม่รู้จักเขานี่”

“แต่เขารู้จักพี่กันทั้งโรงเรียน” สวนกลับไปทันควันจนเฉินเล่อกับจีซองที่นั่งเป็นผู้ชมในเหตุการณ์ลอบกลืนน้ำลายลงคอพลางยิ้มแหย

น่าแปลกที่มาร์คก็ยังคงยิ้มเช่นเดิม “ทั้งโรงเรียนรู้จักพี่งั้นแปลว่าเราก็รู้จัก แบบนี้พี่ก็นั่งกับเราได้ ถูกมั้ย?”

ถามเอง ตอบเอง คิดเองเออเองเสร็จสรรพ และกว่าที่เหรินจวิ้นจะประมวลความหมายของประโยคนั้นได้หน้าหล่อๆของมาร์ค ลีก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าแทนจีซองที่เขยิบที่นั่งให้

“อ่ะ...” คนตัวเล็กเหมือนเพิ่งหาเสียงเจอ “นี่”

“ชู่ว” นิ้วยาวยกขึ้นจรดปากหนา “คนมองกันเต็มเลยนะ อยากเป็นจุดสนใจรึไง”

เหลือบตาเรียวๆของตัวเองไปรอบๆแล้วก็พบว่าเป็นอย่างที่อีกฝ่ายบอกจริงๆ ร่างเล็กเม้มปากด้วยความขัดใจ มองรอยยิ้มบนใบหน้าของคนตรงข้ามที่ดูยังไงมันก็กวนประสาทสิ้นดีในความคิดแล้วพาลหมดอารมณ์จะกินมาเสียดื้อๆ มือเล็กจับถาดข้าวลุกขึ้นยืนเตรียมไปเก็บแต่ช้ากว่ามือหนาที่ยื่นมาตะครุบไว้หมับ

“ไม่เอาหน่า”

“ปล่อย...”

“สัญญาว่าจะไม่กวน แค่มานั่งกินด้วยเฉยๆ”

“จะอะไรก็ช่างมันเรื่องของพี่ ปล่อยผม”

“ถ้าปล่อยแล้วต้องนั่งลงตามเดิมตกลงมั้ย”

“ทำไมผมต้องทำตามที่พี่สั่ง”

“ไม่ได้สั่ง”

“.....”

“นี่ขอร้องอยู่”

“.....”

 

“นะ”

 

มาร์ค ลีต้องเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ

ไม่ได้เป็นอะไรกันป่ะ จะมาขอรงขอร้องอะไร

“กินให้หมดด้วย เราผอมจนจะปลิวลมได้อยู่แล้ว”

“แล้วพี่จะยุ่งอะไรด้วยเนี่ย”

 

“เป็นห่วง”

 

โอเค มาร์คลีไม่ใช่แค่เพี้ยน แต่มาร์คลีคงเป็นบ้าไปเลย

ย้ำกันตรงนี้ว่าเราสองคน ไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย มาห่วงกันทำไม

ไม่เข้าใจ

แต่ที่ไม่เข้าใจยิ่งกว่าคือทำไมเขาต้องทำตามที่พ่อคนหัวทองบอกด้วยก็ไม่รู้

ไม่เข้าใจเลย ไม่เข้าใจจริงๆ

 

.

.

.

 

แกร่ก

โสตประสาทการฟังแว่วได้ยินเสียงเปิดประตูดังขึ้นเบาๆ ให้เดาก็คงจะเป็นรูมเมทของเขาที่เพิ่งกลับมานั่นแหละไม่ใช่ใครที่ไหน หวงเหรินจวิ้นไม่ได้เงยหน้าจากการบ้านที่กำลังนั่งทำอยู่แต่หางตาก็รับรู้ได้ว่าผู้มาใหม่กำลังเดินไปวางกระเป๋าไว้ที่ปลายเตียงอีกด้าน และถ้าเดาไม่ผิดอีกสักเดี๋ยวก็คง...

หมับ

 

นี่ไง

 

ร่างเล็กยังคงเงียบและมีสมาธิจดจ่อกับตัวอักษรที่ไม่ใช่ภาษาแม่ตรงหน้า แม้ว่าแผ่นหลังที่มันเคยโล่งจะถูกซ้อนทับด้วยบางอย่างที่ใหญ่กว่าและช่วงเอวจะโดนท่อนแขนยาวๆตวัดพาดผ่านก็ตาม มือน้อยเขียนคำตอบยึกๆลงในสมุดสลับกับเหลือบตามองโจทย์คำถามเป็นระยะ ไม่มีบทสนทนาใดๆ มีเพียงเสียงขีดลากของปากกาและเสียงการทำงานของเครื่องปรับอากาศเท่านั้น

จนเมื่อเขียนจบประโยคสุดท้ายก็ได้ฤกษ์วางปากกาลง ตาเรียวกวาดมองความเรียบร้อยอีกครั้งก่อนเอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อยและยกสมุดขึ้นชูตรงหน้า

“ตรวจด้วย จะพักสายตา”

พูดแค่นั้นแล้วก็หลับตาลงจริงๆ เรียกเสียงหัวเราะด้วยความเอ็นดูจากเก้าอี้นวมจำเป็นด้านหลังได้เป็นอย่างดี ท่อนแขนที่รัดรอบเอวบางคลายออกแล้วยื่นไปรับสมุดการบ้านวิชาภาษาอังกฤษจากมือน้อยมาแทน ปลายคางเกยอยู่ที่ไหล่มนขณะไล่ตรวจทีละคำทีละตัวอักษรอย่างใจเย็น

ก่อนมือหนาจะปิดสมุดดังฉั่บ

พร้อมๆกับที่แก้มกลมถูกรุกรานจนต้องเปิดตาขึ้นมอง “นี่...”

“จะดุอะไรพี่อีกล่ะ” รีบเอ่ยดักทางเมื่อเห็นปากเล็กเบะออกกับหัวคิ้วที่เริ่มมุ่นเข้าหากัน เหรินจวิ้นเลิกคิ้วเล็กน้อย ยกตัวขึ้นมานั่งดีๆก่อนจะหันหน้าเข้าหาเจ้าของประโยคข้างต้น

“เปล่าสักหน่อย” คนตัวเล็กว่า “ทำไมถึงคิดงั้น”

“ก็เห็นตีหน้าโหดใส่พี่ตอนอยู่โรงเรียนนี่”

“นั่นเพราะพี่รุ่มร่ามกับผมก่อนมั้ย” เสียงหวานอธิบาย คราวนี้คนฟังเลยเลิกคิ้วบ้าง

ก่อนจะเปลี่ยนเป็นฉีกยิ้มหวาน “แล้วมันผิดตรงไหน ถ้าอยากจะรุ่มร่ามกับแฟนตัวเองน่ะ”

“ให้โอกาสพูดใหม่นะครับ” เหรินจวิ้นแย้ง “ใครเป็นแฟนใครไม่ทราบ”

“หวงเหรินจวิ้นแฟนลีมินฮยองไงครับ”

“มาร์ค ลี!!!

“โถที่รักขา” มาร์ครีบอ้อนเสียงหวานใส่เมื่อเห็นแฟนตัวน้อยเริ่มทำหน้าบูดบึ้ง ใช่แล้วล่ะ อ่านไม่ผิดหรอกว่ามนุษย์หัวทองที่กำลังนั่งประจันหน้ากับหวงเหรินจวิ้นอยู่ตอนนี้คือมาร์ค ลี ผู้มีดีกรีอิมพอร์ตมาจากแคนาดาที่ทุกคนรู้จักดีนั่นแหละ

แต่ที่ทุกคนยังไม่รู้ และไม่รู้ว่าจะได้รู้เมื่อไหร่ก็คือมาร์ค ลีน่ะมีแฟนแล้ว

และแฟนที่ว่าก็กำลังนั่งฟึดฟัดอยู่ตรงหน้านี่แหละ

“บอกกี่ครั้งว่าอย่าพูดแบบนี้ไงครับ” คนตัวเล็กว่า ยกแขนขึ้นกอดอกพร้อมขมวดคิ้วใส่เป็นออฟชั่นเสริม

“แต่พี่พูดความจริงนะ”

“ฮยอง” มาอีกละไอ้น้ำเสียงกดต่ำๆแบบนี้ที่มาร์ครู้ได้ทันทีเลยว่าถ้าใช้เมื่อไหร่คือแปลว่าเริ่มจะโมโหนิดๆแล้ว และเพื่อความปลอดภัยเขาควรจะเลิกทำอะไรก็ตามที่เป็นการขัดหูขัดตาคนตัวเล็กให้มากที่สุด คิดได้ดังนั้นสองมือของหนุ่มแคนาดาเลยยกขึ้นแบระดับหัวก่อนจะก้มหัวลงเล็กน้อย อันเป็นท่าประจำที่รู้กันสองคน

ยอม

“โอเคๆ พี่ไม่เถียงกับเราแล้ว” ร่างสูงว่า ก่อนจะเงยหน้าวางมือประสานบนตักแล้วเงียบไป โดยที่ใบหน้ายังคงรอยยิ้มไว้จางๆ

เหรินจวิ้นเลิกคิ้ว “งอน?”

“เปล่านี่”

“อย่าโกหก” ถ้าบอกว่ามาร์คสามารถรู้ได้ว่าเหรินจวิ้นกำลังโมโหจากการเปลี่ยนไปของน้ำเสียง งั้นเหรินจวิ้นเองก็สามารถรู้ได้เหมือนกันว่ามาร์คกำลังงอนจากท่าทีที่แสดงออกมา

เป็นอีกครั้งที่มาร์คหัวเราะเบา “นิดนึง”

นั่นประไรล่ะ ร่างเล็กคิดในใจขณะลอบถอนหายใจแผ่ว มือน้อยที่กอดตรงหน้าอกคลายออก ก่อนจะเป็นร่างเล็กๆที่เขยิบมานั่งข้างๆกัน

“พี่มาร์ค” เสียงเล็กเกริ่น “คุยกันแล้วนะ”

คุยกันหลายรอบแล้วด้วย อันนี้ต่อเองในใจ

“พี่รู้”

“แล้ว...”

“แต่พี่อยากอวดแฟน” ตาเรียวกลอกเป็นได้ขึ้นฟ้าอีกรอบเมื่อได้ยินประโยคเดิมๆจากคนเดิม และทุกคั้งเขาก็จะสวนกลับด้วยคำพูดเดิมๆเช่นกันว่า

“อวดให้แฟนคลับพี่มาฆ่าผมน่ะสิ ผมไม่เอาด้วยหรอก”

มาร์ค ลีฮอตในโรงเรียนแค่ไหนใครๆก็รู้ แถมนิสัยเฟรนด์ลี่เรี่ยราดของเจ้าตัวอีกล่ะ มันก็เลยไม่ยากที่จะทำให้มีอแฟนคลับซะเกือบครึ่ง และด้วยจำนวนแฟนคลับที่มหาศาลนี่แหละเลยทำให้เป็นที่หึงหวง ขนาดวันก่อนได้ข่าวว่ามีนักเรียนหญิงมาแอบสารภาพรักมาร์คที่ข้างสนามบาส วันรุ่งขึ้นสาวผู้โชคร้ายนั่นก็ได้เป็นอันหยุดเรียนเนื่องจากได้รับบาดเจ็บจากบรรดาแฟนๆพ่อคนฮอตตรงหน้านี่แหละ

แล้วแบบนี้จะให้เหรินจวิ้นไปเปิดตัวในฐานะแฟนมาร์คน่ะเหรอ? เหอะๆๆ ขอบอกเลยว่าไม่เอาด้วยหรอก ยังรักชีวิตตัวเองอยู่นะ

“ไม่ฆ่าหรอก เดี๋ยวพี่เคลียร์ให้”

“ทำแบบนั้นผมจะได้ตายเร็วกว่าเดิมสิไม่ว่า ไม่เอานะพอเลย เลิกคุยเรื่องนี้ได้แล้ว เลิก”

เพราะคุยกันต่อไปก็รังแต่จะทำให้บรรยากาศมันมาคุมากกว่าเดิมเปล่าๆ ซึ่งทุกครั้งมาร์คก็จะเออออไม่หืออืออะไร แต่ไม่รู้ทำไมวันนี้ถึงต่อต้าน มือหนาดึงแขนเรียวที่กำลังจะลุกออกไปแล้วกระตุกเข้าหาตัว และด้วยความที่เหรินจวิ้นตัวเล็กจนแทบจะปลิวไปกับลมอยู่แล้ว โดนดึงแค่นิดเดียวจึงทำให้เซปุมานั่งอยู่บนตักกว้างพอดี

แขนยาวรีบล็อคเอวไว้กันอีกคนลุกหนี “คุยกันก่อนสิ”

“ไม่เอาไม่คุย คุยจบแล้ว”

“ยังไม่จบ”

“พี่มาร์ค”

“พี่จริงจังนะ”

“.....”

“พี่จริงจังจริงๆ”

 

คือ...พูดเฉยๆก็ได้ป่ะ

ทำไมต้องทำสายตาจริงจังประกอบคำพูดแบบนั้นด้วยเนี่ย

ก็ไม่ได้อะไรมากหรอก

 

มันเขินไง

 

ร่างเล็กถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะถาม “พี่มาร์ครักผมป่ะ”

หยุด หยุดเลย รู้นะว่ากำลังคิดอะไร ตอบตรงนี้เลยก็ได้ว่าโคตรเขินเลยที่ถามออกไปแบบนี้

“ไม่รักจริงไม่ยอมให้โขกสับหรอก” หยอกทีเล่นทีจริง แต่ฝ่ามือหนักๆที่ฟาดลงมาเต็มแรงตรงต้นแขนขวานี่ของจริงไม่อิงตัวแสดงแทนเลย ร่างเล็กส่งสายตาเขียวปั๊ดให้คนตัวสูงที่ร้องโอดโอยซะโอเว่อร์

“ไม่เล่น”

“ก็ไม่ได้เล่นไง รักจริงๆไม่งั้นไม่ยอมทุกอย่างหรอก” ยอมแม้กระทั่งปกปิดสถานะความสัมพันธ์ทั้งที่อยากป่าวประกาศใจจะขาดว่าหวงเหรินจวิ้นเป็นของลีมินฮยองคนเดียว คนอื่นห้ามแตะ

“แล้วคิดว่าผมรักพี่ป่ะ?” ร่างเล็กถามต่อ

แล้วก็ได้ยกมือขึ้นเดี๋ยวนั้น

“รักไม่รักก็เห็นยอมทุกรอบเหมือนกัน...โอ๋ๆ ไม่เล่นแล้วจ่ะไม่เล่นแล้ว”

แทบกลับคำพูดไม่ทัน พร้อมกันนั้นก็รีบตะปบข้อมือน้อยแล้วรั้งเอวบางขึ้นมานั่งเกยบนตักเสีย แต่ก็ใช่ว่าหวงเหรินจวิ้นจะยอมง่ายๆซะที่ไหน คนตัวเล็กทั้งดิ้นทั้งขัดขืนชนิดไม่รู้เอาแรงส่วนไหนมาใช้ มาร์คปล่อยให้คนบนตักได้แผลงฤทธิ์อีกสักพักจนเจ้าตัวเหนื่อยและหยุดไปเองในที่สุด

“เกลียดพี่อ่ะ”

“แต่พี่รักเราอ่ะ”

“ก็ในเมื่อพี่รักผม แล้วก็รู้อยู่แก่ใจว่าผมรักพี่ แล้วทำไมจะต้องอยากป่าวประกาศด้วยล่ะครับ”

“โถที่ร๊ากกกกก มันไม่เหมือนกันนะ” เสียงทุ้มเอ่ยแย้งทันที ซึ่งเหรินจวิ้นก็พยักหน้ารับ

“ใช่ มันไม่เหมือน”

“ถ้างั้นก็...”

“แล้วผมก็ไม่อยากให้มันเหมือนด้วย อยากเก็บไว้เป็นเรื่องพิเศษระหว่างเรามากกว่า”

“.....”

ปากบางยกยิ้มหวาน “เรื่องบางเรื่องน่ะ บางทีก็อยากให้รู้กันเฉพาะกับคนพิเศษนะครับ”

“.....”

“เนอะ”

 

^^

 

“น่ารักว่ะ แฟนใครเนี่ย”

“แฟนพี่นั่นแหละ”

 

โอ้โห...ตอบไวซะด้วย

 

“ไหนๆก็มีแฟนน่ารักแล้ว งั้นขอรักหน่อยแล้วกัน”

“เฮ้ยเดี๋ยว เราไม่ได้พูดกันถึงเรื่องนี้นะ” เสียงเล็กแหวลั่นเมื่อจู่ๆไอ้คนที่เป็นเก้าอี้รองนั่งอยู่ตั้งนานมันดันกดเขานอนราบไปกับเตียง เหรินจวิ้นหน้าเหวอในขณธที่มาร์คยิ้มกรุ้มกริ่ม

“ก็ไม่ต้องพูดไง แค่เป็นเด็กดีให้พี่ก็พอ”

“พี่มาร์ค...ฮื่ออออ”

 

.

.

.

 

เหมือนหนังม้วนเก่าฉายซ้ำวนที่เดิม

 

“ดงฮยอกสู้เค้าน๊า”

ที่เดิม เวลาเดิม ณ สนามบาสเดิมๆที่มีนักเรียนชายกลุ่มเล็กรุมแย่งลูกบอลแค่ลูกเดียวอย่างเอาเป็นเอาตาย นาแจมินคนเดิมที่กำลังตะโกนเชียร์แฟนอยู่ข้างสนาม ลีเจโน่กับจงเฉินเล่อที่นั่งขนาบทั้งสองด้าน และสุดท้ายคือหวงเหรินจวิ้นที่ยังคงนั่งหน้าหงิกเป็นจวักเหมือนเดิม

ต่างจากเดิมนิดหน่อยก็ตรงที่...

“เก้อใส่ผ้าพันคอทำไมอ่ะ” น้องรักแสนดีถามขึ้นด้วยความสงสัย ผ้าพันคอสีแดงผืนยาวที่พันอยู่บนลำคอเรียวในวันที่อากาศก็ไม่ได้เย็นจัดถึงขั้นนั่นทำเอาเฉินเล่อขมวดคิ้วยุ่ง

“ไม่ร้อนเหรอเก้อ”

“ร้อนสิ”

“อ้าวแล้ว...”

“ใส่ปิดแผลยุงกัดน่ะ”

อืม ยุง...ยุงที่ตัวใหญ่มาก ยุงที่โคตรเอาแต่ใจ ยุงที่ระบบการฟังย่ำแย่ชนิดบอกให้พอก็ไม่หยุดแถมยังฝากรอยเอาไว้เต็มเลยอีกต่างหาก

 

ยุงนิสัยไม่ดี!!!

 

“อ่าาาา...” เด็กน้อยพยักหน้าเชิงเข้าใจ

“นี่เก้อ เล่อขอถามอีกข้อดิ”

“ว่า?” ร่างเล็กเลิกคิ้ว  

“เก้อกับมาร์คฮยองมีเรื่องอะไรกันรึเปล่าอ่ะ” สิ้นคำถาม ใบหน้าเล็กก็หันขวับทันที พร้อมๆกับเจโน่และแจมินที่ถึงขั้นละสายตาจากแฟนตัวเองเพื่อหันมาร่วมวงด้วย

เหรินจวิ้นขมวดคิ้ว “ทำไมถามแบบนั้น”

“ก็เล่อเห็นเวลาเจอมาร์คฮยองทีไร เก้อก็ชอบตั้งกำแพงใส่ตลอดอ่ะ” เฉินเล่ออธิบาย โดยเจโน่กับแจมินก็พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย มันก็จริงนะ เวลาเพื่อนตัวเล็กนี่เจอมาร์ค ลีทีไรเป็นต้องปั้นปึงใส่กันตลอด ไม่รู้เป็นอะไรของมัน

“เปล่านี่” เหรินจวิ้นยักไหล่ “ไม่ได้มีเรื่องอะไรกัน”

“แล้วทำไมแกต้องมีท่าทีใส่พี่เขาด้วยอ่ะ คุยกันดีๆมั่งดิ”

จะซักไปเพื่ออะไรนะ นาแจมิน

เป็นอีกครั้งที่เหรินจวิ้นยักไหล่ “แล้วจะคุยกันทำไม ก็ไม่ได้เป็นอะไรกันนี่นา”

เสียงเล็กตอบ ก่อนเบนสายตากลับไปยังสนามที่มีใครบางคนอยู่ในนั้น

ใช่ ไม่ได้เป็นอะไรกัน

ในสายตาคนอื่น พวกเราสองคนไม่ได้เป็นอะไร

แต่ลึกๆในใจ เรารู้กันว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น

ไม่ได้เป็นอะไร เพราะมันเป็นอะไรที่รู้กันสองคน

 

แค่สองคนเท่านั้นแหละ^^

 

 

Fin.

  

ทอล์คท้ายบายยุง :

ฟิคแก้บนเจ้าหนูมูมินค่ะ

มาแบบเบลอ ก็จบมันแบบเบลอๆนี่แหละ

เอ้อออออ เอ็นจอยรีดดิ้งนะทุกคน

#บินกลับรัง 

ผลงานอื่นๆ ของ ยุงก้นปล่อง

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

4 ความคิดเห็น

  1. #4 Wrn Js (@js-wrn) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2560 / 10:26
    วัายยย พี่มาร์คน่ารักก ถ้าจะยอมแฟนขนาดนี้ จวิ้นน่าฟัดมาก
    #4
    0
  2. วันที่ 18 เมษายน 2560 / 09:20
    ไม่บอกใคร รู้กันสองคนก็พอ
    #3
    0
  3. #2 LibertyFINAL (@heresylife) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 เมษายน 2560 / 21:20
    รักการที่พิมาร์คบอกว่าโดนน้องโขกสับ 555555 พูดได้ตรงใจเลย กำลังรู้สึกพอดี > <; แต่ตอนอยู่ด้วยกันสองคนอะโคตรน่ารักเลย งุ้งงิ้งสุดๆ
    #2
    0
  4. #1 B_MOMORIN27 (@B_MOMORIN27) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 เมษายน 2560 / 20:53
    กรี๊ด พี่มาร์คมีความทาส >< ตอนแรกก็งงๆ ว่าทำไมเหรินต้องไม่พอใจพี่มาร์คด้วย แต่พอย้ำเรื่องสถานะปุ๊บก็พอจะเดาออกละว่ามันต้องมีอะไรแน่ๆ แล้วก็มีจริงๆ ด้วย แง้ น่าสงสารพี่มาร์คเขานะคะ แต่ถ้าเปิดตัวไปแล้วเหรินเจ็บตัวเราก็ไม่โอเคเหมือนกัน เอาเป็นว่ารู้กันแค่สองคนก็พอเนอะ ><
    #1
    0