สงครามเทวะ ภาคพิเศษ ดอกไม้ผู้ไม่เคยร่วงโรย

ตอนที่ 1 : ดวงตะวันของวันเก่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    23 พ.ค. 62

ในตัวเมืองห่างจากศาลเจ้าบนภูเขาที่ซึ่งเหล่าอมนุษย์อาศัยอยู่ บนทางเดินที่ไร้ผู้คนเดินสวนผ่าน ร่างสูงโปร่งสวมชุดคล้ายคอสเพลย์แปลกตา กำลังเดินทอดน่องไปทางทิศที่มีอาทิตย์อัสดง แสงสีแดงอมส้มแต่เย็นตาของยามเย็นส่องสะท้อนเรือนผมสีเงินเสยตั้ง เกิดประกายขึ้นราวกับเกล็ดน้ำแข็ง ดวงตาสีฟ้าดุจน้ำทะเลทอดมองไปเบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอย

ตลอดทางเดินที่ลงมาจากเขา ไซฟงเอาแต่เงียบมาตลอดผิดกับนิสัยที่ปกติจะจ้อไม่หยุด ไม่นานนักฮิคารุก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นเอง

ขอโทษนะไซฟง ที่ต้องมาเป็นภาระให้อย่างนี้น่ะ” 

ไม่ใช่หรอก

ฮิคารุสังเกตท่าทางที่เงียบขรึมนี้มาตั้งแต่เหตุการณ์ประหลาดได้จบลง เธอไม่กล้าเดาสุ่มว่าเพราะอะไรและไม่กล้าเอ่ยถามตอนนี้ เรียวแขนระหงที่ยังเหลือรอยฟกช้ำโอบรอบคอชายหนุ่มพร้อมกับใบหน้าที่ซบลงบนแผ่นหลังกว้างที่เคลื่อนไหวไปมาเล็กน้อยตามจังหวะการก้าวเท้าของเขา ดวงตาสีน้ำตาลหรี่ลงครึ่งหนึ่งเพราะเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเข้ามาตราตรึงในสมองอย่างไม่ได้ตั้งใจ เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันและไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้พบเจอเกิดขึ้นอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว หากเขาไม่เข้ามาขวางเอาไว้ป่านนี้เธอคงจะไม่เหลือลมหายใจเหมือนตอนนี้ แต่ก็ทำให้เขาพลอยได้รับบาดเจ็บไปด้วยเพราะพยายามปกป้องเธอ

กึก!

เสียงฝีเท้าที่ย่ำอยู่บนก้อนอิฐสีขาวได้หยุดลง ใบหน้าเรียวยาวสีขาวซีดของอมนุษย์ผู้ใช้สายลมนำทางก้มลงมองพื้นเบื้องล่าง เปลือกตาสีเขียวมรกตขยับลงเล็กน้อยก่อนที่ริมฝีปากบางเฉียบจะเอ่ยขึ้นบางประโยค

เพราะฉันอ่อนหัด ฮิคารุถึงต้องเจอเรื่องร้ายๆแบบนั้น คนที่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษคือฉันต่างหาก….ขอโทษนะ ฮิคารุ

น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความร้าวราน วงแขนเรียวงามโอบกระชับรอบคอจนมั่นใจก่อนที่เปลือกตาคู่บางจะค่อยๆปิดลงช้าๆพร้อมกับคำพูดแผ่วเบาที่กระซิบข้างหูชายหนุ่ม

อย่าโทษตัวเองอีกเลย อย่าโทษตัวเอง ไซฟง

 ไซฟงก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางที่ว่างเปล่าเพื่อพาร่างอันบอบช้ำของหญิงสาวกลับบ้าน วันนี้หลายๆอย่างที่ค้างคาในใจได้เปิดเผยออกมาชัดเจน แต่มันกลับทำให้เขาแทบกระอักเลือดเมื่อรู้ว่ามันสายเกินกว่าที่จะไปยินดีกับเรื่องเหล่านั้น

………………………………………………………………………..

ตะวันกำลังลับขอบฟ้าอยู่รอมร่อแต่แปลกเหลือเกินที่มันยังส่องแสงสีแดงก่ำเหมือนกำลังบอกว่าไม่ยอมแพ้ โคโตะนั่งจับจ้องวงกลมขนาดใหญ่ที่เป็นต้นตอของแสงสีแดงอยู่บนหลังคาของศาลเจ้า สายลมพัดผ่านปลายผมที่ยาวไม่ถึงไหล่ให้โบกสะบัดเล็กน้อยตามกำลัง ดวงตาสีรัตติกาลไร้ซึ่งแววสะท้อนราวกับไร้ชีวิต ร่างเล็กถูกพันด้วยผ้าสีขาวหลายจุด ไม่เว้นแม้แต่หน้าผากที่ยังมีเลือดไหลซึมผ่านเนื้อผ้าออกมาให้เห็น คงจะใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าจะหายสนิท

ซางะได้ใช้เวทมนตร์รักษาอาการบาดเจ็บให้คนอื่นจนหมดสิ้น โชไรยังวนเวียนอยู่รอบๆศาลเจ้าแต่ปิดพลังเอาไว้จึงสัมผัสไม่ได้ ส่วนซางะก็อยู่ในร่างผีเสื้อบินร่อนไปร่อนมาอยู่รอบๆบริเวณนี้เหมือนกัน ทว่าโคโตะยังไม่เห็นไซฟงตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมา ภาพสุดท้ายที่เห็นผ่านม่านตาอันพล่าเลือนก่อนที่เธอจะหมดสติ คือใบหน้าของไซฟงที่เข้ามารับร่างของเธอก่อนที่จะโหม่งโลก เพียงเท่านั้นดวงตาของเด็กน้อยอย่างเธอก็มองไม่เห็นและได้ยินอะไรอีกเลยจนกระทั่งตอนนี้ที่เพิ่งลืมตาตื่น พอดูจากเวลาจากท้องฟ้าแล้วเธอคงจะหมดสติไปนานนับวันได้เลยทีเดียว

ในระหว่างนั้นเสียงปีกที่เสียดสีกับอากาศอย่างแผ่วเบาก็เข้ามากระทบกับโสตประสาท ไม่นานนักร่างของเด็กน้อยชุดแดงก็ปรากฏที่หางตาและค่อยๆชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ พร้อมทั้งเสียงเล็กๆสดใสที่เปล่งออกมาเป็นคำถาม

ตื่นแล้วเหรอโคโตะ

“……..”

ค่อยยังชั่วที่เจ้าไม่เป็นอะไร

รอยยิ้มบางๆผุดขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคัก ในขณะที่ปลายเท้าของเด็กน้อยผู้มาใหม่แตะลงบนพื้นหลังคากระเบื้องสีคล้ำ ปีกผีเสื้อขนาดใหญ่ลวดลายแปลกตาคู่หนึ่งที่อยู่บนศีรษะซางะได้ค่อยๆหายไปและกลับกลายมาเป็นเส้นผมสีทองที่ถูกรวบเอาไว้สองข้างด้วยริบบิ้นสีน้ำเงิน แต่ถึงกระนั้นก็ยังยาวกว่าส่วนสูงของเธอ ดวงตาสีนภายามค่ำคืนเปล่งประกายสะท้อนราวกับดวงดาวนับล้าน จับจ้องมาที่โคโตะอย่างอ่อนโยน

หาไซฟงอยู่เหรอ

ซางะเอ่ยถามตรงไปตรงมา แต่ก็ได้รับกลับมาเพียงความเงียบของอีกฝ่าย พอเด็กน้อยทั้งสองอยู่ใกล้กันก็เหมือนกลางวันกับกลางคืนอย่างละครึ่ง ซางะเป็นภูตผีเสื้อจึงไม่แปลกที่เธอจะมีสีสันและมีนิสัยร่าเริง ต่างจากโคโตะซึ่งถือกำเนิดมาจากดอกไม้สีดำผิดแผกไปจากมวลดอกไม้หลากสีที่อยู่ด้วยกัน หัวใจของเด็กน้อยคนนี้ไม่เคยที่จะยอมรับนามใดนอกจากนามที่ใครคนหนึ่งได้มอบให้ แต่ถึงอย่างนั้นโคโตะก็ยังคงคิดว่าตัวเองเป็นดอกไม้ไร้ชื่อดอกนั้นไม่เคยเปลี่ยน

มีเรื่องอะไรไม่สบายใจเหรอ

ซางะที่กำลังเหม่อมองพระอาทิตย์อัสดงเอ่ยถามลอยๆ ไหล่บางทั้งสองข้างกระตุกเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามตรงตัว ดวงตาสีรัตติกาลหรี่ลงครึ่งหนึ่งราวกับกำลังกลั่นกรองคำพูดในใจ

ไม่มีอะไร

น้ำเสียงราบเรียบดังขึ้นท่ามกลางเสียงลมที่พัดใบไม้ให้พลิ้วไหวซางะยังคงจับจ้องแสงสีแดงที่แต่งแต้มอยู่บนขอบฟ้ายามเย็น

ค่ำคืนอันหนาวเหน็บได้ผ่านไปอย่างเชื่องช้า โคโตะหลับไปเพราะฤทธิ์ยาของซางะ ถึงจะเป็นคนที่จัดการจอมปีศาจอย่างเดนเด้ได้ แต่ร่างกายของเด็กน้อยก็บอบช้ำไม่น้อยไปกว่าใครๆ ซางะนั่งชันเข่าอยู่นอกชาน ค่ำคืนนี้มีแสงจันทร์เสี้ยวคอยสาดส่องพอที่จะให้แสงสว่างมองเห็นอะไรได้ ขณะที่นั่งครุ่นคิดไปเรื่อยเปื่อย เสียงทุ้มต่ำของผู้ที่มาใหม่ก็ทำเอาไหล่เล็กๆทั้งสองข้างสะดุ้งโหยง

ยังไม่นอนเหรอ

เด็กน้อยสะบัดหน้าหันไปมองเจ้าของเสียงที่อยู่ด้านหลัง ชายผ้าคาดเอวโผล่ออกมาสะท้อนกับแสงจันทร์เป็นสิ่งแรก ก่อนที่ร่างโปร่งสีขาวของโชไรจะโผล่พ้นออกมาจากเงามืดของห้องที่แสงส่องเข้าไปไม่ถึง

ไปอยู่ไหนมาน่ะ

อยู่ในที่ๆจะมองเห็นคนเจ้าเล่ห์วางยาสลบคนอื่น

เทพอารักษ์ผู้ควบคุมสายฟ้าเอ่ยขึ้นพร้อมยิ้มบางๆ พลางทรุดตัวลงนั่งข้างๆเด็กน้อยที่วันนี้ไม่มีการตอบสนองใดๆจนน่าสงสัย

เป็นอะไรไปเหรอ

นี่ไร ขอถามอะไรซักอย่างสิ สัญญานะว่าจะตอบตรงๆ

ถ้าตอบได้ล่ะก็นะ

ชายหนุ่มรับปากอย่างไม่ต้องคิด ซางะหลี่ตาลงเหมือนกำลังกลั่นกรองคำพูด ไม่นานนักริมฝีปากเล็กๆก็เอื้อนเอ่ยออกมา

ไรกลัวโคโตะรึเปล่า

คำถามเพียงไม่กี่คำแต่กลับมีความหมายที่ชัดเจนและตรงตัว โชไรนิ่งเงียบพลางมองใบหน้าของเด็กน้อยที่จับจ้องเขาอย่างเอาจริงเอาจัง เพียงชั่วเวลาไม่นานนักรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าเรียวงามของชายหนุ่มพร้อมๆกับคำพูดประโยคหนึ่งที่อาจจะเป็นคำตอบให้กับคนที่ตั้งคำถามเมื่อครู่

อาจจะกลัวแต่ไม่ใช่ตอนนี้

เอ๊ะ

บางครั้งคนเราก็มีด้านที่คนอื่นไม่รู้ ไม่มีใครจะล่วงรู้ไปหมดทุกอย่างหรอกนะ

โชไรพูดขึ้นพร้อมหันไปมองพระจันทร์เสี้ยวสีเงินที่ถูกทิวไม้บดบังเอาไว้บางส่วน ซางะไม่เข้าใจในบางคำ ทว่า สิ่งที่โชไรพูดออกมาก็แฝงไปด้วยคำตอบที่เธออยากรู้ บางทีอาจจะมีเพียงคนๆนี้ที่ตอบคำถามเธอได้ โชไรมองท้องฟ้ายามราตรีที่ถูกประดับด้วยดาวนับล้าน ไม่มีใครรู้ว่าเขามองเห็นรึเปล่า เพราะเขาไม่เคยถอดผลึกแก้วที่ครอบดวงตาทั้งสองออกแม้แต่ครั้งเดียวจึงไม่มีใครรู้และเห็นดวงตาที่แท้จริงของเขา ในขณะที่ความเงียบเข้ามาครอบงำชายหนุ่มก็เปรยออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา

บางทีตอนนี้ โคโตะอาจกำลังต้องการใครซักคน

เอ๊ะ

ใครซักคนที่เข้าใจตัวเอง….สิ่งที่เกิดขึ้นแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้ ความรู้สึกที่ตามมาข้างหลังก็ต้องมีอย่างแน่นอน และสิ่งแรกก็คงจะเป็นความหวาดกลัว

ความหวาดกลัว อย่างนั้นเหรอ

กลัวคนรอบข้างรังเกียจยังไงล่ะ……เพราะบางครั้งข้าก็มีความคิดอย่างนั้นเหมือนกัน

คำพูดของโชไรเป็นดั่งเข็มที่ทิ่มแทงจิตใจของผู้ที่ฟังอยู่เป็นอย่างมาก ซางะพอจะรู้ส่วนไหนของชายหนุ่มที่เหมือนโคโตะ แต่เธอก็ปิดปากเงียบและพยายามที่จะไม่เอ่ยถึง เพราะเธอเองก็กลัวว่าวันไหนที่เอ่ยออกไปคนๆนี้อาจจากเธอไปก็ได้

ไซฟงกลับมาจากไปส่งฮิคารุ และยังนั่งอยู่บนหลังคาของศาลเจ้า มองท้องฟ้ายามราตรีที่ถูกประดับด้วยดวงดาวหลากสี ท้องฟ้ายามรัตติกาลเหมือนดวงตาของเด็กน้อยที่เขารู้จักดี แต่หากดวงตาของเด็กคนนั้นไร้ซึ่งประกายใดๆ แต่นั่นเขาก็คิดว่าเป็นดวงตาที่เขาคุ้นเคย ไม่ใช่ดวงตาสีแดงก่ำที่ปรากฏออกมาพร้อมกับความอำมหิตที่รายล้อมอยู่รอบกาย  เขาไม่อยากยอมรับว่าหวาดกลัวรวมทั้งไม่อยากยอมรับว่านั่นคือโคโตะ เด็กน้อยคนเดิมที่เขาเคยรู้จัก

ทำไมถึงเจ็บปวดในใจอย่างนี้นะ

ชายหนุ่มพึมพำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมที่พัดผ่าน มือข้างหนึ่งยกขึ้นวางทาบกับอกตำแหน่งของหัวใจที่ยังเต้นเป็นจังหวะ พร้อมทั้งกดน้ำหนักของมือให้ลงไปที่อกเหมือนกำลังสะกดกลั้นความรู้สึกบางอย่างที่อยู่ในใจ

………………………………………………………………….

0 ความคิดเห็น