สงครามเทวะ ภาคพิเศษ ดอกไม้ผู้ไม่เคยร่วงโรย

ตอนที่ 2 : ความกลัวของผีเสื้อ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    23 พ.ค. 62

หุบเขาสีดำที่ลึกสุดหยั่งและไร้ซึ่งแสงสว่างที่จะส่องมาถึง ที่นี่ไม่ต่างจากขุมนรกของพวกปีศาจ มุมหนึ่งของความมืด ดวงไฟสีฟ้าซีดส่องสะท้อนให้เห็นริมฝีปากบิดเบี้ยวที่อาบโชกไปด้วยเลือดสีแดงสด ขยับและแสยะยิ้มออกมาอย่างสยดสยอง ดวงตาสีดำยิ่งกว่าความมืดของจักรวาล มองร่างของเด็กน้อยที่สะท้อนอยู่ในลูกแก้วสีฟ้าซีดขนาดใหญ่ เด็กน้อยชุดดำมีปีกคล้ายดอกไม้ปรากฏตัวขึ้นในขณะที่ทุกคนกำลังตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต ดวงตาสีรัตติกาลที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็งกลับกลายเป็นสีแดงดุจโลหิตที่ทะลักออกมาอย่างบ้าคลั่ง พร้อมทั้งพลังเทวะชั้นสูงที่ยากนักจะได้พบเจอในหมู่ปีศาจหรือทวยเทพ เปลวเพลิงสีเลือดที่ร้อนระอุยิ่งกว่าลาวาได้หลอมละลายร่างของอสูรที่มันเคยหวาดกลัวมาตลอดให้มอดไหม้ไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่านในชั่วพริบตา

เป็นพลังที่น่ากลัวจริงๆชักอยากได้ขึ้นมาแล้วสิ ถ้าได้พลังนี่มาข้าก็จะไร้ผู้ใดเทียมเท่า หึๆๆ ชักสนุกขึ้นมาแล้วสิ

รุ่งอรุณขับไล่รัตติกาลให้พ้นผ่าน ความเหน็บหนาวถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นจากแสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาทักทาย แสงสีเหลืองทองสาดส่องเข้ามาภายในห้องทรงสี่เหลี่ยม กระทบกับร่างเล็กๆที่นอนคุดคู้อยู่ใต้ผ้าคลุมสีขาวผืนใหญ่

โคโตะนอนกอดเข่าขดตัวให้กลมอยู่ใต้ผ้าคลุม ร่างน้อยสั่นสะท้านพร้อมกับเหงื่อเม็ดใหญ่ที่ผุดพรายขึ้นมาเต็มใบหน้า ปากคอสั่นเหมือนกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง แสงไฟสว่างไสวผุดขึ้นมาในความคิดรางๆ เพียงเวลาไม่นานก็กลับกลายเป็นกองเพลิงที่ลุกไหม้อย่างบ้าคลั่ง เธอไร้เสียงที่จะเอื้อนเอ่ยทั้งที่กองเพลิงสีแดงฉานกำลังลุกไหม้อยู่ต่อหน้า แต่แปลกเหลือเกินที่ยังรู้สึกเหน็บหนาว และมันก็ยิ่งหนาวเหน็บเข้ากระดูก ขณะนั้นเองใบหน้าของใครคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นกลางเปลวเพลิงตรงหน้า ริมฝีปากเอิบอิ่มขยับเล็กน้อยเหมือนกำลังพูดอะไรซักอย่าง แต่โคโตะไม่ได้ยินเสียงที่คนๆนั้นเปล่งออกมาเลยแม้แต่น้อย

อะไรกันท่านเป็นใคร ทำไมข้าไม่ได้ยินเสียง ทำไม…”

วูบ~

อ๊ะ! เดี๋ยวสิ อย่าเพิ่งไป อย่าเพิ่งไป!!”

โคโตะร้องเรียกร่างปริศนาที่กำลังห่างออกไปพร้อมกับเปลวเพลิงอันเหน็บหนาว พยายามไขว่คว้าหรือวิ่งตามไปยังไงก็ไม่มีทางตามทัน จนกระทั่งทุกสิ่งทุกอย่างได้เหลือเอาไว้เพียงความมืด มือปริศนาที่มองไม่เห็นเข้ามาพัวพันและตรึงร่างของเธอไว้ไม่ให้ขยับ ก่อนที่กรงเล็บสีดำจะค่อยเคลื่อนเข้ามาหาพร้อมกับเสียงหัวเราะอันน่ารังเกียจ

มะ ไม่นะ ไม่นะ!!”

เด็กน้อยพยายามแผดเสียงร้องและดิ้นรนเพื่อจะให้หลุดออกจากพันธนาการอันน่ารังเกียจนั้น แต่ยิ่งดิ้นมันก็ยิ่งรัดแน่นเข้าไปอีกหลายเท่า กรงเล็บนั้นค่อยๆเคลื่อนเข้ามาหาก่อนที่จะปรากฏใบหน้าที่ไร้รูปทรงออกมารางๆ ภาพที่เห็นเริ่มโย้เย้เหมือนม่านตากำลังจะปิด ความหวาดกลัวเข้ามาครอบงำจิตใจที่เคยว่างเปล่า อยากออกไปจากที่นี่ที่สุดแต่กลับถูกพันธนาการเอาไว้จนแทบขยับตัวไม่ไหว

ใครก็ได้ ช่วยด้วย

น้ำเสียงสั่นเครือถูกเปล่งออกมาได้เพียงเท่านั้นก่อนที่น้ำตาจะไหลพราก กล่องเสียงถูกปิดกั้นด้วยอะไรซักอย่างที่มองไม่เห็น และในช่วงเวลานั้นเองก็รู้สึกได้ถึงแรงกระชากไปด้านหลังด้วยมือของใครคนหนึ่ง พร้อมทั้งเสียงทุ้มที่ทะลุความมืดเข้ามาเรียกชื่อเธออยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

โคโตะนี่ โคโตะ

เสียงทุ้มร้องเรียกเจ้าของร่างเล็กที่หลับตาสะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมแขนอย่างเป็นกังวล ไซฟงประคองร่างเล็กที่ถูกห่อด้วยผ้าคลุมสีขาวและรอจนกระทั่งเปลือกตาสีขาวซีดนั้นจะเปิดขึ้นมาปรากฏให้เห็นดวงตาสีรัตติกาลที่แช่มชื้นไปด้วยคราบน้ำตาที่อาบแก้ม

ซะ ไซฟง!”

เสียงสะอื้นเอ่ยชื่อของคนที่จับจ้องอยู่ สีหน้าแข็งเกร็งของไซฟงเริ่มผ่อนคลายอย่างโล่งอก โคโตะกระพริบตาปริบๆเพื่อปรับภาพตรงหน้าให้ชัดเจน สายตาเหลือบไปเห็นเงาของคนสองคนคนที่สะท้อนจากประตูเข้ามาในห้อง โชไรยืนนิ่งไม่พูดอะไรส่วนซางะก็แอบอยู่ข้างหลังและโผล่หน้าออกมมาให้เห็นเล็กน้อย เด็กน้อยจับแขนเสื้อของโชไรเอาไว้แน่น ดวงตากลมโตคู่นั้นจับจ้องมาที่โคโตะอย่างหวาดกลัว

โคโตะละสายตาจากคนทั้งสองกลับมาหาเจ้าของอ้อมอกที่ยังกอดเธอไว้ไม่ยอมปล่อย ดวงตาสีครามน้ำทะเลคู่นั้นจับจ้องเธออย่างห่วงใย แต่ไม่นานนักบรรยากาศมืดสลัวก็หายวับไป เมื่อรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แสนทะเล้นผุดขึ้นมาบนใบหน้าของชายหนุ่ม พร้อมกับคำพูดบางประโยคที่ทำให้โคโตะลืมความรู้สึกหวาดกลัวไปได้ในพริบตา

แหม~ตกใจหมดเลย ไม่คิดมาก่อนเลยว่าเจ้าจะร้องไห้

อึก!”

แต่ก็เป็นธรรมดาล่ะนะ ก็เจ้ายังเป็นเด็กนี่ แถมยังเป็นผู้หญิงด้วยสิ แต่ว่าไม่เป็นไรแล้วนะ เดี๋ยวพี่ชายคนนี้จะปลอบโยนให้หายเศร้า...”

เปรี้ยง!

โอ๊ยยยย!!!”

เสียงร้องหลงยุคดังตามประโยคสุดท้ายมาติดๆโคโตะกระเสือกกระสนออกจากผ้าคลุมที่พันรอบตัว ก่อนที่จะเตะเชยคางของชายหนุ่มขี้เล่นเข้าอย่างไม่ออมือ

ไซฟงหงายท้องไปตามแรงที่มหาศาลของเด็กน้อย ชายหนุ่มลุกขึ้นกุมคางตัวเองด้วยความเจ็บแกมฉุน

อูย~…เจ็บนะ! ทำบ้าอะไรน่ะ

นะ หนวกหู! เจ้าคนฉวยโอกาส ทะลึ่งไม่มีใครเกิน!”

โคโตะสวนกลับเป็นชุดด้วยอารมณ์ที่ยังฉุน ใบหน้าเรียวเล็กเริ่มมีสีแดงระเรื่อ เธอตัวเล็กกว่าไซฟงหลายเท่านัก แต่พอเขานั่งลงใบหน้าของเธอจะเสมอกันและอยู่ในระดับที่จะสวนกลับได้อย่างไม่ต้องลอยตัว

อุตส่าห์เป็นห่วง นี่เหรอสิ่งตอบแทน ทำคุณบูชาโทษชัดๆ

ไซฟงบ่นอุบเหมือนน้อยใจมากกว่าที่จะเป็นความโกรธ โคโตะขมวดคิ้วมองสีหน้าทะเล้นของชายหนุ่มอย่างรู้สึกผิดอยู่นิดๆ ลองคิดดูดีๆแล้วก็มีเพียงเขาคนนี้เท่านั้นที่เข้ามาปลุกเธอให้ตื่นจากฝันร้าย ในขณะที่คนอื่นเอาแต่มองอยู่ห่างๆ

ความเงียบเข้ามาเยือนภายในห้องโล่งที่ถูกอาบด้วยแสงแดดยามเช้า โชไรกับซางะหายไปจากตรงประตูตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เด็กน้อยจ้องอมนุษย์ผู้ใช้ลมที่กำลังลูบคางตัวเองอยู่ป้อยๆ ซักพักริมฝีปากเล็กบางเฉียบก็ค่อยๆขยับเล็กน้อยพร้อมกับน้ำเสียงขัดเขินที่เปล่งออกมาราวกับเสียงกระซิบ

ขะขอบคุณนะ

หือ พูดอะไรไม่เห็นได้ยินเลย

ชายหนุ่มพูดพร้อมทำท่าเงี่ยหูฟังอย่างทะเล้น โคโตะหน้าแดงก่ำแสร้งเสมองไปทางอื่น คำพูดที่รักษาน้ำใจคนหรืออ่อนหวานชวนหลงแบบนั้น ยากนักหนาที่จะได้ยินจากปากของเด็กน้อยคนนี้ ไซฟงแสร้งทำเอ๋อทั้งที่ได้ยินชัดเจน และจับจ้องเด็กน้อยด้วยสายตาที่ตั้งคำถามจนทำให้เธอเริ่มอยู่ไม่สุข

มีอะไรเหรอ

มะ ไม่มีอะไร

หูแดงเชียว…”

ผัวะ!

ไม่ทันขาดคำใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มก็บุ๋มไปมากกว่าครึ่ง ด้วยหมัดอันหนักหน่วงของเด็กน้อย

อุ๊บ! เจ็บๆๆๆ

ฮึ

โคโตะไม่พูดอะไรนอกจากพ่นลมหายใจออกมาเหมือนจะสมน้ำหน้า ก่อนจะสะบัดก้นเดินหนีด้วยท่าทางหงุดหงิด

อะ จะไปไหนน่ะ

หนวกหู ไปตายซะ

ใจร้าย~”

โคโตะย่างสามขุมไปที่ประตูและกระโดดลงพื้นดินเบื้องล่างที่ไม่ห่างจากตัวชานไม้มากนัก ก่อนที่จะเดินหายไป โดยมีสายตาของชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหลังมองตามอย่างห่วงใย

หาเรื่องทะเลาะกันทุกวัน ไม่เบื่อบ้างเหรอ

คำถามประโยคที่ฟังดูเบื่อหน่ายลอยเข้ามากระทบกับโสตประสาทของชายหนุ่มที่กำลังหลุดลอย ให้กลับมาหาเจ้าของ ไซฟงชำเลืองไปมองเจ้าของเสียง เทพอารักษ์ผู้ใช้สายฟ้าโชไรยืนนิ่งอยู่ในเงาสลัวที่แสงส่องเข้าไปไม่ถึง ผลึกแก้วสีทึบที่ครอบดวงตาทั้งสองข้างสะท้อนร่างของเขาที่นั่งจมปุกอยู่กับพื้นอย่างชัดเจน ไซฟงละสายตาจากชายหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหลังพร้อมกับใช้นิ้วโป้งเช็ดเลือดกำเดาที่ไหลซิบออกมา ก่อนจะเป็นฝ่ายเอื้อนเอ่ยขึ้นเหมือนทุกที

ไม่ยักรู้ว่าซางะยอมห่างจากอกของเจ้าเป็นด้วย

หึ

โชไรไม่แสดงอารมณ์ใดๆนอกจากเสียงคำรามในลำคอซึ่งก็เป็นปกติ ในบรรดาเทพฝึกหัดทั้งสาม โชไรเป็นคนที่ไม่ค่อยแสดงอารมณ์มากที่สุด จึงไม่มีใครรู้ว่าเขาอยู่ในโหมดอารมณ์ไหน ผลึกแก้วสีทึบยิ่งกว่าท้องนภายามราตรี สะท้อนทิวทัศน์หน้าศาลเจ้า สายลมนิ่งสนิทราวกับว่ากำลังครุ่นคิดเหมือนผู้ที่ควบคุมมันอยู่ ไซฟงยังเป็นห่วงโคโตะที่ยังไม่หายดีแต่อีกด้านก็นึกเป็นห่วงคนที่ถูกสายลมสลาตันพัดพาไปยังนรก

ป่านนี้แล้ว เทนเซย์โนะคามิกับเจ้าอมนุษย์ฝึกหัดจะตามหาเจ้าหญิงพบรึยังนะ

อือ

ใกล้จบเต็มทีแล้วสินะ เรื่องวุ่นๆพวกนี้น่ะ

ไซฟงเอื้อนเอ่ยขึ้นในขณะที่โชไรได้แต่เออออไปตามเรื่อง ทั้งสองจับจ้องไปยังทิศทางเดียวกัน ท้องฟ้าที่สดใสเหมือนไม่มีอะไรนอกจากหมู่เมฆสีขาว แต่สำหรับพวกเขาแล้วมันเป็นมากกว่านั้น เพราะเบื้องหลังท้องนภาสีน้ำเงินนี้คือที่ๆพักพิงทั้งกายและหัวใจอันเหนื่อยล้าของพวกเขา ที่ๆพวกเขาทุกคนต่างก็เรียกมันว่าบ้าน

หุบเขาอันซับซ้อนและน่าสะพรึง ที่นี่คือโลกอีกโลกหนึ่งที่อยู่ระหว่างดินแดนของทวยเทพกับดินแดนของปีศาจ ที่แห่งนี้ไม่เคยมีใครที่จะสามารถย่ำกรายเข้ามาได้ง่ายๆ แม้แต่ทวยเทพบางคนก็ยากนักที่จะเข้ามาและกลับออกไปได้ทั้งที่ยังมีชีวิต

ลึกเข้าไปในหุบเขานับสิบ มีคฤหาสน์ไม้โบราณตั้งอยู่ ส่วนหนึ่งของคฤหาสน์ยื่นออกมาอยู่ระหว่างหุบเหวและน้ำตก หยดน้ำที่เย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งกระเซ็นเข้ามาในระเบียงไม้ที่ยื่นออกไปมากกว่าครึ่ง ละอองน้ำล่องลอยเข้ามากระทบกับเรือนผมสีดำของผู้ที่ยืนอยู่ตรงนั้นจนเปียกชุ่ม แต่ถึงกระนั้นเจ้าของร่างสูงโปร่งสีขาวก็ไม่ได้เดินหนีหรือหลีกเลี่ยง ซาสะคุระยังคงยืนนิ่งหลับตาเหมือนกำลังกลั่นกรองความคิดและเฝ้ารอการกลับมาของใครซักคน จนกระทั่งรู้สึกได้ถึงเสียงชายผ้าเสียดสีกับสายลมจากด้านหลัง

มาแล้วรึ เซีย

คนที่เขากำลังรออยู่คือเซีย จิ้งจอกสาวปรากฏกายขึ้นและยืนอยู่ด้านหลังเขาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เครียดจัด

ดวงตานั่นน่ากลัวนะ ซาสะคุระ

ดวงตารึ

ดวงตาของเด็กคนนั้น มันสื่อความหมายถึงความหวาดกลัว

ซาสะคุระนิ่งเงียบและไตร่ตรองการรายงานของเซียอย่างถี่ถ้วน

โคโตะน่ากลัวกว่าที่คิด ทั้งๆที่ผ่านมาเด็กนั่นไม่เคยที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการต่อสู้เลยแม้แต่น้อย เป็นเด็กที่เกิดมาจากดอกไม้แท้ๆแต่ทำไมถึง…”

คำพูดของเซียวนเวียนไปมาราวกับสายลมที่ปั่นป่วนหาทิศทางไม่เจอ ซาสะคุระเอียงคอเล็กน้อยพลางนึกถึงอดีตเมื่อครั้งที่ได้พบกับเด็กคนหนึ่งที่ซมซานมาหมดสติอยู่หน้าคฤหาสน์ ปีกดอกไม้สีดำที่งอกออกมาจากหลังของเธอคล้ายกลีบของฮิกันบานะ แต่มันกลับเป็นสีดำสนิทและขาดวิ่นยับเยินเฉียดเช่นร่างกายของเธอที่เต็มไปด้วยบาดแผล ในมือของเธอถือดอกฮิกันบานะสีแดงที่กลีบร่วงโรยเอาไว้แน่น   เด็กคนนั้นคือโคโตะ เด็กน้อยซึ่งถือกำเนิดมาจากดอกไม้สีดำและมีพลังไม่น้อยไปกว่าปีศาจบางตนหรือแม้แต่ทวยเทพก็อาจจะไม่สามารถทำอันตรายต่อเธอได้ด้วยซ้ำ เพียงแต่เธอไม่เคยที่จะรู้และนำมันออกมาใช้และยินยอมที่จะเป็นฝ่ายถูกกระทำจนปางตาย แต่สำหรับดอกไม้ดอกนี้ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ไม่ว่าใครก็คิดไม่ถึงและไม่สามารถล่วงรู้ได้ เหมือนชื่อของเธอที่ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยได้ถูกต้องนอกจากชื่อที่เขาตั้งให้เธอเมื่อครั้งที่พบกันครั้งแรก

ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกล้วนแต่มีขีดจำกัดของมันอยู่ในตัว ไม่มีใครล่วงรู้ได้หมดทุกอย่างหรอกนะ บางทีนั่นอาจจะเป็นพลังที่จะช่วยเหลือเจ้าหญิงในอนาคตก็ได้…..แต่ว่า ถึงจะมีพลังอยู่ในมือก็ใช่ว่าจะวางใจได้ตลอดยิ่งเป็นดอกไม้ด้วยแล้วการดูแลเอาใจใส่นั้นก็ยิ่งสำคัญ เด็กคนนั้นก็ไม่ต่างจากคนอื่นๆที่ต้องการใครซักคนมาดูแล

“…….”

ถึงจะเป็นดอกไม้ที่เยือกเย็นไปนิด แต่ก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่มีความรู้สึกเหมือนคนทั่วไป เพียงแต่เจ้าตัวเขาไม่พูดหรือแสดงออกมาเท่านั้น พลังที่ร้ายกาจหากตกอยู่ในมือของคนชั่วก็ไม่ต่างจากดาบสองคมที่จะเข้ามาเล่นงานตัวเองในอนาคต

หมายความว่ายังไง

ข้ามีเรื่องขอร้องเจ้าซักอย่าง เซีย

เรื่องอะไร

ไปที่นั่นแล้วเอาของสิ่งนั้นมาให้ที

เข้าใจแล้ว

ว่าแล้วร่างสูงเพรียวก็หายไปพร้อมกับชายผ้าสีแดง ซาสะคุระหลับตาลงอีกครั้งและผ่อนลมหายใจอย่างช้าๆ เขาส่งจิ้งจอกสาวไปที่นั่นอย่างไร้ความกังวล มันคือสถานที่ๆน่าสะพรึงกลัวที่สุดในโลกแห่งนี้ และอาจจะน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าโลกปีศาจ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใครต่อใครจะหวาดกลัวและไม่กล้าเอื้อนเอ่ยถึงสถานที่แห่งนั้น เพราะที่นั่นเป็นดั่งช่องทางสู่นรกที่ลึกสุดหยั่ง ยกเว้นเสียแต่จิ้งจอกสวรรค์อย่างเซียซึ่งถือกำเนิดมาจากที่ตรงนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เธอจะไปที่นั่นได้อย่างไร้ความกังวล

บนทางเดินอันรกร้างห่างออกมาจากศาลเจ้าไม่ไกลเท่าไหร่นัก โคโตะเดินไปตามทางที่เนินลาดชันตามลำพัง สองข้างทางมีต้นไม้น้อยใหญ่ต่างสายพันธุ์ขึ้นอยู่เรียงรายสลับกับป้ายหลุมศพผุพังของคนตายไร้ญาติที่ตั้งอยู่ระเกะระกะ ใบไม้ดอกไม้หลากสีกำลังโอนเอนหยอกล้ออยู่กับสายลมที่พัดผ่าน แสงแดดยามสายเริ่มจ้าและส่องลอดผ่านเงาไม้ลงมากระทบกับใบหน้าจนต้องหยีตาลงเล็กน้อยพร้อมกับยกมือข้างหนึ่งขึ้นป้องดวงตาจากแสงแดดที่เจิดจ้าเกินไป

อากาศดีนะ น่าเสียดายที่เจิดจ้าจนแสบตา

เสียงเล็กสดใสดังแหวกสายลมเข้ามากระทบกับโสตประสาท โคโตะหันไปมองทางต้นเสียงที่อยู่บนต้นไม้ข้างทาง ซางะนั่งอยู่บนกิ่งของต้นซากุระขนาดใหญ่ข้างทางเดินไม่ไกลจากตรงที่เธอยืนอยู่เท่าไหร่นัก ใบหน้าเรียวเล็กไร้เดียงสาเหม่อมองออกไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้า ผมยาวสีทองมัดแกละโบกสะบัดล้อลมดุจเส้นไหม ไม่นานนักดวงตาสีนภายามราตรีคู่นั้นก็หันมามองโคโตะที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องล่างพร้อมทั้งส่งยิ้มหวานให้เหมือนทุกที โคโตะมองใบหน้าเปื้อนยิ้มนั้นซักพักก็หลุบตาลงต่ำและหันไปทางอื่นอย่างไม่ใส่ใจ ซางะเอียงคอทำหน้าฉงนก่อนที่จะเป็นฝ่ายเอ่ยถาม

ทะเลาะกับไซฟงมาเหรอ

เปล่า

มีเรื่องไม่สบายใจเหรอ

ไม่ใช่เรื่องของเจ้า

ใจร้ายจัง ทำไมชอบเก็บเรื่องทุกอย่างไว้คนเดียวตลอดเลยนะ

หนวกหูน่า ไม่เกี่ยวกับเจ้าซักหน่อย อย่ายุ่งให้มากนัก

โคโตะสบถอย่างหงุดหงิด ซึ่งเป็นปกติของคนที่มีนิสัยเงียบขรึมเช่นเธอจะทำ ซางะขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด ดวงตาคู่หวานยังจับจ้องใบหน้าของคนที่ยืนอยู่เบื้องล่าง ก่อนที่เรียวปากเล็กๆจะเอื้อนเอ่ยออกมาตามที่ใจนึกได้

คิดถึงเรื่องนั้นอยู่เหรอ

เรื่องอะไร

เรื่องพลังในตัวที่ไม่เคยรู้ไงล่ะ กำลังคิดถึงเรื่องนั้นอยู่ใช่ไหมล่ะ

ซางะถามตรงตัวแต่กลับมีการตอบสนองจากผู้ที่ถูกถาม โคโตะหรี่ตาลงครึ่งหนึ่งพลางหันไปมองชายป่าอีกด้านของทางเดิน บนเนินเขาที่ยืนอยู่ตอนนี้สูงพอที่จะเห็นเมืองทั้งเมืองและทอดยาวออกไปถึงทะเลที่ไร้ขอบเขต ดวงตาสีรัตติกาลไร้ซึ่งประกายใดๆสะท้อนกำลังเหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย ความเงียบเข้ามาครอบคลุมจนกระทั่งเสียงใสๆของซางะได้สะกิดขึ้น

นี่ โคโตะ…”

ข้าอยากอยู่คนเดียวซักพัก

พูดจบโคโตะก็เดินจากไปเงียบๆ ซางะยักคิ้วข้างหนึ่งก่อนที่จะร่อนตัวลงสู่พื้นดินอย่างพลิ้วไหว เธอเดินตามโคโตะอย่างไร้กังวล ไม่สนใจแม้กระทั่งคำพูดที่บอกเธอเมื่อครู่

ข้าบอกว่าอยากอยู่คนเดียว

ไม่เอา ข้าขอไปด้วยคน

เด็กน้อยตัวกระจ้อยอายุราวๆหกเจ็ดขวบพูดเสียงออดอ้อนพร้อมทำตาน่าสงสารและเดินตามคนที่นำหน้าไปไม่หยุด โคโตะเร่งฝีเท้าทิ้งระยะห่างคิดว่าถ้าเหนื่อยคงหยุดตามไปเอง แต่ครั้งนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้นเมื่อซางะเร่งฝีเท้าเดินตามมาติดๆอย่างไม่ลดละและไม่มีท่าทีว่าจะเลิกรา

ตามอยู่ได้ จะไปไหนก็ไปเลยไป

ก็ข้าอยากไปกับเจ้านี่ ผีเสื้อต้องอยู่กับดอกไม้ถึงจะถูก

เจ้านี่มันน่ารำคาญชะมัด เลิกตามข้าแล้วกลับไปหาพ่อบังเกิดเกล้าของเจ้าซะไป

ไรไม่ใช่พ่อของข้าซักหน่อย

ซางะต่อปากต่อคำไม่หยุดตลอดทางที่เดินตามโคโตะ พอรู้ตัวอีกทีทั้งคู่ก็ลงมาถึงตีนเขาซึ่งเป็นที่โล่งกว้างเรียบร้อยแล้ว โคโตะหยุดเดินและหันมามองคนที่ยืนทิ้งระยะห่างอยู่ด้านหลัง คิ้วเรียวเล็กขมวดเล็กน้อยพลางมองใบหน้าใสที่เปื้อนยิ้มอย่างไร้ความหมายอย่างข้องใจ

ทำไมถึงตามข้าอยู่ได้ ซางะ

น้ำเสียงราบเรียบแต่แอบแฝงความจริงจัง ซางะมีสีหน้านิ่งเรียบและจ้องมองโคโตะตาไม่กระพริบ และด้วยนิสัยที่เก็บความรู้สึกไม่เป็น เธอจึงพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาจนหมดสิ้น

ก็ข้ากลัวว่า หากไม่ตามตอนนี้ ต่อไปเราอาจจะไม่ได้อยู่ด้วยกันอีกแล้วก็ได้

เอ๊ะ

ข้ากลัวว่าเจ้าจะหายไปแล้วก็ไม่กลับมาอีก

"..............!!!!!!"

0 ความคิดเห็น