สงครามเทวะ ภาคพิเศษ ดอกไม้ผู้ไม่เคยร่วงโรย

ตอนที่ 5 : ตัวข้านั้นคือ........

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    23 พ.ค. 62

เสียงร้องโหยหวนของปีศาจกาฝากดังผสานกับเสียงลมที่ถูกดูดด้วยแรงมหาศาล ซางะรีบเข้าไปอยู่ด้านหน้าของโชไรและไซฟงพร้อมทั้งสร้างกำแพงป้องกันสายลมพิโรธที่จะพลอยดูดกลืนร่างพวกเขาเข้าไปด้วย

เสียงร้องโหยหวนของกิงตะค่อยๆจางหายไปพร้อมๆกับพายุที่เริ่มสงบลงและกลับเป็นปกติ ความเงียบได้เข้ามารายลมรอบกายเหมือนพายุลูกใหญ่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาหา ซางะลอยตัวขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกับโคโตะและยังทิ้งระยะห่างพอสมควร เพราะไม่แน่ใจว่านั่นคือคนเดิมที่เคยรู้จักก่อนหน้านั้นรึเปล่า

โคโตะ

พอเสียงสั่นๆเอ่ยเรียกชื่อสั้นนั้นได้สิ้นสุด ดวงตาสีแดงก่ำที่ไม่รู้ว่าปรากฏขึ้นมาตอนไหนก็ชำเรืองมาทางเจ้าของคำพูดอย่างช้าๆ เด็กน้อยตัวแข็งทื่อราวกับโดนมนต์สะกด

เจ้าเป็นใคร” 

เอ๊ะ

ทำไมต้องเรียกชื่อนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เอ๊ะ นั่นมันชื่อของเจ้านะ เจ้าชื่อโคโตะ

ไม่ใช่!!”

ทันใดนั้นพลังเทวะมหาศาลก็ปะทุขึ้นดุจใบมีดนับพันที่ฉวัดเฉวียนอยู่กลางอากาศ โชไรเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเรียกให้ซางะรีบถอยห่าง

ซางะ รีบออกไปจากตรงนั้นซะ

ตะ แต่ว่า…”

รีบออกมาซะ!”

เสียงโชไรดังกึกก้องในขณะที่ร่างของโคโตะถูกปลกคลุมด้วยควันสีดำ และเกิดปีกงอกออกมากลางหลังพร้อมกับเสียงกรีดร้องแหลมสูงยิ่งกว่าอีกา

กรี๊ดดดดดดดด!!!!

โคโตะ อ๊า!!”

ซางะ!!”

เสียงกรีดร้องดังก้องกังวานไปไกลพร้อมกับเส้นใยสีดำที่ปรากฏขึ้นและก่อตัวพันล้อมรอบตัวโคโตะก่อนที่มันจะขยายเป็นวงกว้างและกลืนกินร่างซางะรวมทั้งโชไรและไซฟงเข้าไปด้วย

เปลือกตาคู่บางค่อยๆขยับและเปิดออกช้าๆ สิ่งแรกที่เห็นคือภาพใบหน้าของตัวเองที่สะท้อนอยู่ในผลึกแก้วสีรัตติกาล ซางะกระพริบตาปริบๆเพื่อปรับภาพตรงหน้าให้ชัดเจน

ไร

หลับไปนานนะ

โชไรเอื้อนเอ่ยขณะที่จ้องมองอย่างเป็นห่วง ซางะลุกนั่งและกวาดตามองไปรอบๆ สถานที่ๆไม่เคยรู้จัก มีเพียงโขดหินและผืนดินสีขาวที่สุดแสนจะแห้งแล้ง รู้สึกได้เพียงความว่างเปล่า

ที่นี่ที่ไหนกันนะ

ไม่รู้สิ ไม่ใช่โลกปีศาจไม่ใช่โลกขั้นกลาง และคงไม่ใช่โลกของทวยเทพแน่นอน

โชไรพูดไปตามความรู้สึก ซางะเองก็ไม่คิดว่าที่นี่จะเป็นดินแดนที่ตัวเองเกิดมาเหมือนกัน และแน่นอนว่าไม่ใช่โลกเวทมนตร์ที่เธอเคยอยู่แน่ๆ ขณะที่ความคิดกำลังโลดแล่น ดวงตาทั้งสองก็พลันเบิกกว้างเมื่อฉุกคิดถึงใครอีกคนที่เกือบลืมไป

อะ! แล้วไซฟงล่ะ อยู่ที่ไหน

อยู่ตรงนี้ไงล่ะ

โชไรตอบเสียงเรียบพร้อมกับเบ้หน้าไปที่ร่างโปร่งที่นอนเหยียดยาวอยู่บนโขดหิน เขาได้ใช้เวทมนต์ที่มีอยู่เพียงน้อยนิดห้ามเลือดเอาไว้ แต่ถึงกระนั้นเลือดก็ยังไม่หยุดไหลและยังซึมออกมาหยดลงบนหินสีขาวที่แห้งผาก

ไซฟง

ช่วยรักษาแผลให้เจ้านั่นทีสิ

เข้าใจแล้วล่ะ

ซางะรับคำก่อนที่จะเข้าไปและคุกเข่าลงข้างๆไซฟงที่นอนนิ่งอยู่บนโขดหิน ฝ่ามือทั้งสองข้างวางประสานกันเหนือบาดแผลที่หน้าท้องของชายหนุ่ม ไม่นานนักแสงสีรุ้งก็ค่อยๆส่องประกายและกลายเป็นเกล็ดเล็กๆดุจหิมะโปรยปรายลงบนบาดแผล ซักพักบาดแผลก็ค่อยๆกลับเข้าสมานกันจนกระทั่งไม่เหลือร่องรอยให้เห็นนอกจากเสื้อที่ขาดเป็นรูและคราบเลือดที่ยังเปื้อนอยู่โดยรอบ

ไม่รู้ว่าจะฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่

แค่นี้ก็ดีแล้วล่ะ ที่เหลือคงจะต้องให้เขาต่อสู้กับจิตใจตัวเอง เราช่วยอะไรไม่ได้หรอก

โชไรลอยๆพลางมองใบหน้าซีดเซียวของคนที่ยังนอนนิ่ง ถึงจะเป็นอมนุษย์แต่ไซฟงก็เป็นคนที่มีจิตใจดีและอ่อนโยนยิ่งกว่าสตรีบางคนด้วยซ้ำ ถึงจะไม่แสดงอาการออกมาแต่เขาก็มองเห็นว่าในใจของชายหนุ่มคนนี้มีอะไรซับซ้อนจนยากที่จะเข้าใจ เพราะเขาเป็นอมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อและค่อนข้างจะอ่อนแอ ต่างจากเขาหรือการ์เบียล และยิ่งเจอเรื่องที่กระทบจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็คงยากที่จะลืมตาตื่นขึ้นมาง่ายๆ แต่ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีอะไรแน่นอนเสมอไป เพราะเรื่องที่คาดไม่ถึงอาจจะเกิดขึ้นได้ตลอด โชไรคิดอย่างนั้นเสมอ เพราะไซฟงเป็นอย่างนั้น และบางทีครั้งนี้ก็อาจจะเหมือนกัน

ซางะมองไปรอบๆ พื้นดินและโขดหินสีขาวทอดยาวไปสุดสายตา ไม่มีแม้แต่ดาวหรือพระอาทิตย์ที่บ่งบอกเวลาและทิศทางได้เลย

ไร เราจะไปทางไหนกันดี แม้แต่ท้องฟ้าก็ยังเป็นสีขาว ไม่มีดาวซักดวงโลกนี้มันยังไงกันแน่นะ

ที่นี่ อาจจะเป็นข้างในจิตใจของโคโตะก็ได้

ว่าไงนะ

บางทีเราอาจจะเข้ามาอยู่ในจิตใจของโคโตะ ที่นี่คงจะเป็นโลกของดอกไม้ไร้ชื่อที่ไม่มีใครรู้จักก็ได้

จะบอกว่าพลังประหลาดนั่นพาเรามาที่นี่อย่างนั้นเหรอ

ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น

ละแล้วโคโตะอยู่ที่ไหนล่ะ หรือว่าอยู่ข้างนอก

นี่ ซางะหากเจ้าคือโคโตะเจ้าจะมองหาสิ่งไหนเป็นสิ่งแรก

เอ๊ะ

คำถามของโชไรทำเอาซางะต้องคิดหนัก หากว่าเธอคือโคโตะจะมองหาสิ่งใดเป็นสิ่งแรกเหรอ คำถามง่ายๆเพียงสมมุติแต่หาคำตอบยากเหลือเกิน เธอเป็นผีเสื้อที่ไม่ชอบอยู่กับที่จึงไม่เข้าใจดอกไม้ที่อยู่เป็นที่เป็นทาง และยิ่งเป็นดอกไม้สีดำอย่างโคโตะด้วยแล้ว ไม่ว่าสิ่งใดก็ไม่เคยที่จะสะท้อนอยู่ในดวงตาอันมืดดำนั้นเลย

มองหาอะไรงั้นเหรอ ตอบยากจัง

“……”

โคโตะน่ะ ไม่ว่าอะไรก็ไม่เคยสะท้อนอยู่ในดวงตาของเขาเลย

 เด็กน้อยเดาะลิ้นเอียงคออย่างใช้ความคิด ไม่นานนักก็กลายเป็นคนสติแตกไปทันตา เธอขยี้หัวเหมือนคนบ้าพลางสบถออกมาอย่างหงุดหงิด

อ๊า!!! คิดยังไงก็คิดไม่ออก ข้าจะไปรู้ได้ยังไง ข้าไม่ใช่ดอกไม้ซักหน่อย แล้วดอกไม้อย่างโคโตะก็ไม่มีใครรู้ความคิดด้วย

ซะ ซางะ~”

เวลาปั่นป่วนก็สุดโต่งจนน่ากลัว โชไรนึกในใจว่าตัวเองคิดถูกหรือผิดที่ไปถามเธออย่างนั้น ตอนนี้ผีเสื้อน้อยซางะกำลังสติแตกจนน่ากลัวเสียยิ่งกว่าปีศาจบางตน แต่ในระหว่างนั้น เสียงอันเหือดแห้งก็ดังแทรกเข้ามาแผ่วเบาสะกิดให้สายตาทั้งสองคู่หันไปมอง

หากเป็นข้า ข้าจะมองหาที่ๆตัวเองต้องการจะไปอยู่

อ๊ะ! ไซฟง!!”

ฟื้นเร็วดีนี่

ถ้ายังนอนต่อไปมีหวังหูหนวกแน่

ไซฟงพูดเหมือนประชดทำเอาเด็กน้อยเงียบกริบหน้าแดงระเรื่อด้วยความอาย ชายหนุ่มยันกายลุกนั่งอย่างยากลำบาก ถึงซางะจะรักษาบาดแผลภายนอกจนหายสนิทแล้ว แต่ภายในยังคงบอบช้ำและยังหลงเหลือความเจ็บปวดที่ยากจะคณานับ แต่เท่านี้ก็ถือว่าดีแล้ว เพราะซางะเองก็ยังต้องฟื้นพลังที่หายไปเกือบหมดจากการต่อสู้กับเดนเด้เมื่อครั้งก่อน และพลังเวทมนต์ก็ใช่ว่าจะฟื้นกันได้ง่ายๆเพียงชั่วข้ามคืน

อุ๊บ!”

ไหวรึเปล่า นอนต่ออีกหน่อยก็ได้นี่

โชไรพูดอย่างห่วงๆเมื่อเห็นชายหนุ่มตรงหน้ากุมหน้าท้องตัวเองแน่นพร้อมสีหน้าที่บ่งบอกว่าเจ็บปวด แต่จนแล้วจนรอกเจ้าตัวกลับไม่ยอมรับและบอกปัดไปหน้าตาเฉย

ข้าไม่เป็นไร

หมายความว่ายังไงที่บอกว่าจะมองหาที่ๆตัวเองอยากไปอยู่

ซางะแทรกขึ้นด้วยสีหน้าสงสัยระคน โชไรเงียบไม่ปริปาก ไซฟงขยับกายลุกขึ้นยืน สายตาทอดมองออกไปข้างหน้าที่มีเพียงสีขาวโพลนของพื้นดิน ดวงตาสีน้ำทะเลหรี่ลงมากกว่าครึ่งเหมือนจะกลั่นกรองความคิด ไม่นานนักริมฝีปากบางเฉียบก็ขยับและเอ่ยออกมาบางประโยค

โคโตะชอบมองพระอาทิตย์ นางชอบสีแดงของพระอาทิตย์ นั่นอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นเหมือนมีใครบางคนคอยปกป้องอยู่ก็ได้

ไซฟง

“…..”

โคโตะกำลังร้องไห้อยู่ที่ไหนซักแห่งในโลกนี้ ข้าต้องตามหาให้พบแล้วพานางกลับไปให้ได้

ว่าแล้วไซฟงก็ก้าวเดินออกไปอย่างซวนเซโดยไม่สนใจว่าคนข้างหลังจะคิดยังไงหรือจะตามไปหรือไม่

โชไรเอาแต่เงียบไม่พูดและไม่คิดที่จะห้ามปราม ตรงกันข้ามกับซางะที่พยายามร้องเรียกชายหนุ่มที่กำลังเดินหายไปในหมอกสีขาวตรงหน้า

ไซฟง ไซฟง!!...โธ่เอ๊ย! ทำไมไม่ฟังกันบ้างเลยนะ เดินไปทั้งที่ไม่รู้ว่าโคโตะอยู่ที่ไหนแท้ๆคงจะเจอหรอกนะ

เราเองก็ไปกันบ้างเถอะ

โชไรสะกิดโดยการแตะไหล่ของเด็กน้อยเบาๆ ซางะหันมามองอย่างสงสัย แต่ก่อนที่ริมฝีปากเล็กๆจะเอ่ยคำถาม ชายหนุ่มก็ชิงใช้นิ้วแตะริมฝีปากของเธอเพื่อหยุดเอาไว้ก่อน

ไปจากที่นี่ ดีกว่าจะมานั่งรอความหวังลมๆแล้งๆนะ

เอ๋

ผีเสื้อต้องได้กลิ่นของเกสรดอกไม้ จริงรึเปล่า

คำพูดของชายหนุ่มดังมาพร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคัก ซางะไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย เธอเป็นถึงภูตผีเสื้อที่มีพลังสูงกว่าพวกเทพบางองค์ แต่กลับลืมไปซะสนิทว่าโคโตะคือดอกไม้ ถึงจะเป็นดอกไม้ที่ไร้ชื่อและไร้ซึ่งกลิ่นเกสรที่ควรมี แต่โคโตะก็มีพลังที่แกร่งกล้าพอที่จะให้สัมผัสและจับทิศทางที่เธออยู่ได้ และยิ่งเป็นซางะด้วยแล้วเธออาจจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอย่างไม่ต้องเปลืองพลังด้วยซ้ำ แต่เพราะความว้าวุ่นภายในใจทำให้ผีเสื้ออย่างเธอลืมเรื่องอย่างนี้ไปเสียสนิท

ทำไมข้าถึงซื่อบื้ออย่างนี้นะ

เด็กน้อยพึมพำก้มหน้าหลบสายตาที่จับจ้องอยู่เพราะอายในความวู่วามของตัวเอง โชไรยิ้มนิดๆที่มุมปาก ก่อนที่จะก้มลงต่ำและอุ้มเด็กน้อยขึ้นไปนั่งบนบ่าตัวเองพร้อมกับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่แอบแฝงความรู้สึกใดๆ

ไปกันเถอะ

อะ อืม

ซางะเกาะไหล่ของโชไรเอาไว้แน่น ถึงยังไงเธอก็ชอบนั่งบนไหล่ของเขาอยู่วันยังค่ำ ถึงแม้ว่าตอนนี้เธอจะโตขึ้นมากแล้วก็ตาม

เท้าเล็กๆที่เปลือยเปล่ากำลังเหยียบย่ำไปบนผืนหญ้าสีเขียว สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ราวจะขึ้นไปเทียมทัดหมู่เมฆบนท้องฟ้า ชายเสื้อสีขาวลายดอกไม้สีม่วงโบกสะบัดไปตามแรงลมที่พัดผ่าน ร่างน้อยเดินต้านสายลมเข้ามาหยุดอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ออกดอกบานสะพลั่ง ไม่นานนักดวงตาที่มืดดำและเหม่อลอยก็กลับมาเปล่งประกาย ราวกับว่าเพิ่งตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล

ฮะ!....ที่นี่ที่ไหน เรามาอยู่ที่นี่ ตั้งแต่เมื่อไหร่

โคโตะรำพึงเสียงแผ่วพลางก้มสำรวจตัวเองอย่างประหลาดใจ ชุดสีขาวยาวเหนือเข่าประดับด้วยลวดลายดอกไม้สีสันสดใสพร้อมกับผ้าคาดเอวผูกเป็นโบสวยงามและปล่อยชายให้ยาวลู่ไปข้างหลัง เธอจำได้ว่าชุดที่ตัวเองเคยสวมใส่ไม่ใช่อย่างนี้ รวมทั้งสถานที่ๆไม่คุ้นตานี้ด้วย ที่นี่ไม่ใช่โลกขั้นกลางและคงไม่ใช่ศาลเจ้าบนภูเขาไร้ชื่อนั่นด้วย สิ่งที่รายล้อมอยู่รอบกายนั้นช่างเหมือนความฝัน จนอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองอาจจะตายไปแล้ว

ข้าตายแล้วเหรอ แล้วที่นี่ไม่ใช่นรกหรอกเหรอ

เด็กน้อยรำพึงกับตัวเองพลางแหงนหน้าขึ้นไปมองพวงดอกไม้สีชมพูอ่อนๆที่บานสะพลั่งและห้อยระย้าลงมาจากกิ่ง

ดอกไม้….แปลกจริงๆ ทำไมถึงมีดอกแค่กิ่งเดียวนะ

กลีบดอกไม้กระทบกับสายลมที่พัดอ่อนๆ ร่วงลงมาคลอเคลียกับแก้มของโคโตะกลีบต่อกลีบราวขนนก เด็กน้อยหยีตาเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสที่แผ่วบาง ดวงตาสีรัตติกาลยังคงจับจ้องอยู่ที่พวงดอกไม้ที่โอนเอนล้อลมอยู่บนกิ่งของมัน แต่ในระหว่างที่กำลังจะเคลิ้มไปนั้น เสียงปริศนาเหมือนคำสาปแช่งก็ดังระงมขึ้นรอบกาย

ดอกไม้สีดำน่ารังเกียจที่สุด

เฮือก!”

เจ้าไม่สมควรจะมาที่นี่

เสียงใครน่ะ

โคโตะรู้สึกกระตุกวูบที่กลางอก คำพูดเหมือนคำสาปแช่งและขับไล่ดังระงมราวกับเสียงร้องของแมลงเป็นฝูง ไม่นานนักบรรยากาศรอบตัวก็เริ่มแปรสภาพกลายเป็นทุ่งหินแห้งแล้งไร้สิ่งมีชีวิต ต้นไม้และทุ่งหญ้าหายไป รวมทั้งต้นไม้ที่ออกดอกสะพลั่งอยู่ตรงหน้าก็กลับกลายเป็นสีดำพร้อมกับสิ่งที่เข้ามาทดแทน นั่นก็คือดอกไม้สีดำขนาดใหญ่ที่ขึ้นโดดเด่นเพียงดอกเดียว

นะ นั่นมันตัวเราไม่ใช่เหรอ

เด็กน้อยตกตะลึงจนไม่เหลือเรี่ยวแรงขยับตัว ดวงตาสีรัตติกาลจับจ้องไปที่ดอกไม้สีดำที่ขึ้นอยู่ตรงหน้า มันยังเป็นดอกตูมที่ยังไม่บาน เธอจำได้ไม่เคยลืมถึงตัวตนดั้งเดิมของตัวเองก่อนที่จะถูกชุบชีวิตมาอยู่ในร่างของเด็ก ดอกไม้สีดำในความทรงจำของเธอคือตัวเธอที่ถูกรังเกียจจากหมู่ดอกไม้สีอื่นที่รายล้อมอยู่ในครั้งก่อน คำพูดเย้ยหยันสาปแช่งซ้ำๆยังคงคอยหลอกหลอนจนกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง และมันยังคงก้องกังวานอยู่ในหัวไม่หยุดหย่อน

เจ้าทำให้ดินแดนแห่งนี้แปดเปื้อน

อะ!”

ดอกไม้ที่แปดเปื้อนเช่นเจ้าสมควรถูกกำจัด

ปีศาจเช่นเจ้าต้องถูกกำจัด

มะ ไม่~”

เจ้าน่าจะตายไปซะ นางเด็กน่ารังเกียจ

ไม่!!”

ตายไปซะ!”

ม่าย!!!!”

โคโตะยกมือกุมขมับทั้งสองข้างและบดขยี้จนสุดแรงคล้ายจะให้แหลกสลายคามือ เด็กน้อยหลับตากรีดร้องเพื่อกลบเกลื่อนเสียงดั่งคำสาปแช่งที่ดังอื้ออยู่รอบกาย

ผืนดินที่ยืนอยู่เริ่มโย้เย้และหายวับไปกับตา เหลือเพียงความว่างเปล่าที่ดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้นจะได้เห็น โคโตะเหม่อมองความว่างเปล่าตรงหน้าอย่างเลื่อนลอย เสียงบ่นดั่งคำสาปแช่งได้หายไป ไม่มีแสงใดเข้ามากระทบดวงตานั้นแม้แต่น้อย ทั้งที่อยากมองออกไปให้ไกลและนานกว่านี้ แต่ม่านตานั้นกลับปิดลงอย่างช้าๆ และพาร่างที่ไร้น้ำหนักของเด็กน้อยดำดิ่งลงสู่ความมืดที่ลึกสุดหยั่ง

ท่ามกลางเส้นใยสีดำที่ถูกถักทอคล้ายหยากไย่แมงมุม จุดศูนย์กลางของเส้นใยเหล่านั้นคือร่างของเด็กน้อยชุดดำที่ถูกพันธนาการเอาไว้เฉียดเช่นไม้กางเขน และทันใดนั้นเองเค้าไอสีแดงที่ร้อนดั่งลาวาก็ปะทุออกมาด้านนอกและรายล้อมอยู่รอบร่างกายที่อ่อนปวกเปียก ซักพักมันก็เคลื่อนที่ลงมาสู่พื้นเบื้องล่าง และเปลี่ยนจากไอสีแดงเป็นรูปร่างของเด็กน้อยร่างเล็กตาสีแดงในชุดสีขาวทรวดทรงเดียวกับชุดสีดำ เด็กน้อยผู้ปรากฏตัวครั้งแรกได้สำรวจร่างกายตัวเองอย่างพอใจ ก่อนที่จะหันมาเพ่งมองอีกคนที่ยังร่อแร่และถูกพันธนาการเอาไว้ ด้วยสายตาที่เย้ยหยัน

หึๆๆ น่าสงสารจริงๆนะ ที่ต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้ โคโตะ

อึก!....อะ เจ้า!!”

อะไรกั๊น จำรูปร่างหน้าตาของตัวเองไม่ได้แล้วรึ

ไม่จริง

มันเป็นไปแล้วโคโตะ ข้าก็คือตัวตนของเจ้ายังไงล่ะ

ตัวตนของข้าเหรอ

โคโตะรู้สึกว่าพลังในร่างกายหดหายไปเกือบทั้งหมด เธอจับจ้องร่างของเด็กผู้หญิงที่รูปร่างหน้าตาคล้ายตัวเธอไม่มีที่ติ ยืนยิ้มอย่างเยือกเย็นให้ ดวงตาสีแดงดุจเลือดที่กำลังเดือดพล่านคู่นั้นจับจ้องมาที่เธอราวจะเยาะเย้ย จนไม่อยากเชื่อว่านั่นจะเป็นตัวตนของเธอจริงๆ

เจ้าเป็นใครกันแน่

ก็บอกไปแล้วไง ว่าข้าก็คือเจ้า

ไม่ใช่!”

หืม~”

ข้าก็คือข้า และมีเพียงคนเดียวเท่านั้น!”

เฮ้อ~เจ้านี่ช่างเป็นคนที่เข้าใจอะไรยากซะจริงๆนะ

หมายความว่ายังไง

ข้าน่ะคือร่างหนึ่งที่อยู่ในตัวเจ้ามาตลอด พูดง่ายๆข้าก็คือพลังของเจ้านั่นแหล่ะ

เฮือก!!”

คำพูดของเด็กน้อยตาสีแดงที่อยู่ตรงหน้าทำเอาโคโตะชะงักไปทันที ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงจะไม่แปลกที่เธอจะรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง เพราะต้นกำเนิดของมันได้ออกไปจากตัวเธอนั่นเอง แต่ถึงจะคิดไปอย่างนั้น คนอย่างโคโตะก็ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่คล้ายกับเธอคนนั้น

ไม่ใช่ เจ้าไม่ใช่ข้า!”

ดื้อรั้นไม่มีใครเกินจริงๆ แต่ก็เอาเถอะ เจ้าไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร เพราะถึงยังไงเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะออกไปจากที่นี่อีกแล้ว

ว่าไงนะ

หึ สำหรับคนที่ไม่รู้จักตัวตนของตัวเองอย่างเจ้า ไม่สมควรที่จะออกไปเผชิญโลกภายนอกหรอก

หมายความว่ายังไง

ต่อไปนี้ ข้าจะออกไปอยู่ข้างนอกแทนเจ้าเอง ได้ร่วมต่อสู้กับทุกคนคงจะน่าสนุก ไม่ต้องห่วงไปหรอกนะ เดี๋ยวข้าจะกลับไปแก้แค้นพวกที่เคยเหยียดหยามเราให้ราบคาบไปเลย

โคโตะได้แต่มองอีกร่างหนึ่งของตนกำลังหัวเราะชอบใจ พอนึกไปถึงว่าเธอคนนี้จะทำอะไรบ้างก็นึกโกรธขึ้นมาเป็นทวีคูณ แต่แล้วเรี่ยวแรงลับหดหายลงไปเรื่อยๆ รู้สึกไม่ต่างไปจากถูกแย่งลมหายใจออกไปทีละน้อย

ฮึ่ม~ เจ้าไม่มีทางทำอย่างนั้นได้หรอก

มั่นใจดีนี่ ร่างกายของข้า แต่ว่า เอาตัวเองให้รอดก่อนไม่ดีรึ

อะ!”

เส้นใยสีดำนั่นจะค่อยๆดูดพลังชีวิตของเจ้าออกมาทีละน้อย เหมือนเครื่องมือประหารที่จะค่อยๆกัดกร่อนร่างกายของเจ้าให้สูญสลายโคโตะเอ๋ย จงยอมรับชะตากรรมของตัวเองซะเถอะ ถึงเวลาที่เจ้าต้องหลับแล้ว เด็กดี

หนอย~”

เอ้าๆ โกรธแค้นเข้าไป ข้าจะบอกเอาไว้อีกอย่างนะ ยิ่งเจ้าโกรธและดึงดันมากเท่าไหร่มันก็ยิ่งกัดกร่อนเจ้าเร็วขึ้นเท่านั้น เจ้าจะได้ตายเร็วกว่าที่เป็น

ฮึ่ม~”

หึๆๆๆ

เจ็บใจนัก!!!”

โคโตะตะเบ็งเสียงออกมาอย่างเจ็บแค้น ทั้งที่รู้ว่าการทำอย่างนี้จะเป็นการฆ่าตัวเองให้เร็วขึ้น แต่เธอกลับยิ่งรู้สึกอยากกระชากเส้นใยเหล่านี้ออกให้หมด ใบหน้าของทุกคนปรากฏขึ้นมาในหัวอย่างไม่ได้ตั้งใจ และคนๆหนึ่งที่เด่นชัดกว่าใครทั้งหมดก็คือใบหน้าของซาสะคุระที่เธอเห็นเป็นคนแรกครั้งที่เพิ่งลืมตาขึ้นมาครั้งแรกในโลกขั้นกลาง

เก็นโซ….”

ความโศกเศร้าเสียใจเริ่มเข้ามาครอบงำจิตใจที่กำลังอ่อนล้า แต่ก่อนที่น้ำใสๆจากเบ้าตาจะหยดไหลลงมานั้นเอง เสียงๆหนึ่งที่คุ้นหูก็ดังเข้ามาแทรก

โคโตะ!!”

เฮือก! อะ…”

โคโตะชะงักลืมกระทั่งความเศร้าที่กำลังกลืนกินตัวเอง เธอหันไปมองทางต้นเสียงแต่ก็ไม่แน่ใจว่ามันมาจากทางไหน เพราะมันก้องกังวานไปจนจับทิศทางไม่ถูก และทันใดนั้นเอง เสียงเรียกนั้นก็ดังขึ้นอีกหน แต่คราวนี้มันดังก้องยิ่งกว่าเดิม พร้อมทั้งเสียงตึงตังและแรงสั่นสะเทือนที่เหมือนมีบางอย่างกำลังพยายามทะลวงกำแพงที่มองไม่เห็นนั้นเข้ามาข้างใน

โคโตะ!!”

เสียงนี้มัน…”

0 ความคิดเห็น