พลิกเกมล่าจารชน คนออนไลน์

ตอนที่ 96 : [ภาคนาคาสมุทร] ตอนที่ 31 ปะทะสมาคมนักข่าวครั้งที่สอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,767
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 242 ครั้ง
    14 มี.ค. 61

31

          ร่างเงาพร่าเลือนปรากฏขึ้นอย่างช้า ๆราวกับว่ายืนอยู่ที่ตรงนั้นมาเป็นเวลานานแล้วแสงไฟสลัว ๆ ทำให้มองดูคล้ายภูตผี รันมะเร่งพลังธาตุอัสนีสะบั้นฟ้าจนทั่วทั้งร่างเรืองรองด้วยแสงสีเงิน เขายิ้มเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังสายหนึ่งที่คุ้นเคยแอบซุ่มอยู่บนเชิงเขาด้านหลังห่างออกไปราวสี่ร้อยเมตร โมลินั่นเอง เหตุผลอะไรก็ตามแต่ที่ทำให้เขาไม่พบเธอในเขตท่าเรือแต่กลับมาหลบอยู่บนเขานั่นแสดงว่าเด็กสาวจะต้องรู้ตัวดีอยู่แล้วว่ามีคนจำนวนหนึ่งกำลังติดตามล่ารันมะอยู่ ช่วงที่เขาถ่วงเวลาพูดคุยกับลูซี่ก็เพราะต้องการหาข่าวเกี่ยวกับภูติกึ่งวิญญาณของตน หากว่าเธอบังเอิญพลาดท่าเสียทีถูกจับ อย่างน้อยฝ่ายตรงข้ามต้องเผยพิรุธอะไรบ้าง

            รันมะหันกลับมาให้ความสนใจกับร่างที่ยืนประจัญอยู่เบื้องหน้า ชายหนุ่มหน้าตาดีในชุดเกราะหนังสีดำสนิท ใบหน้าปราศจากรอยยิ้มแม้กระทั่งดวงตา มือขวากุมพลองสีทองยาวท่วมหัว

            “นายจะฆ่าฉันหรือ”

            คำถามเพื่อหยั่งปฏิกิริยาของคู่ต่อสู้ อีกฝ่ายทำหน้าเหมือนไม่มีอารมณ์จะคุย พลองในมือขยับเล็กน้อย

            “ใช่”

            “นายชื่ออะไร ถ้าฉันตาย ได้กลับมาแก้มือได้ถูกคน”

            “ไม่จำเป็น ยังไงคุณก็แพ้ผมอยู่วันยังค่ำ ต่อให้คุณฝึกฝีมืออีกสักห้าปี ก็คงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของผม”

            พูดจบพลองในมือก็สะบัดวูบใส่อย่างรวดเร็วทั้ง ๆ ที่ยังถือตั้งไว้กับพื้น แต่คนที่คุ้นเคยกับพลองอย่างรันมะหรือจะไม่รู้ทัน สองขาดีดตัวเองพ้นวิถีพลองไปได้อย่างสบาย ๆ ดาบตวัดเป็นจังหวะหลอกล่อก่อนเข้าโจมตี

            เสียงอาวุธสองชนิดปะทะกันดังกังวาน สะเก็ดไฟแลบออกมาราวกับดอกไม้ไฟ รันมะที่สู้กำลังไม่ได้ก็เซถอยหลังไปสองสามก้าว ชายนิรนามนิ่งอึ้งไป มองดูดาบพิรุณโปรยอัสนีคำรามในมือของฝ่ายตรงข้าม

            “อาวุธยอดเยี่ยม”

            น้ำเสียงเรียบเย็นอย่างปราศจากอารมณ์จนรันมะไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายเอ่ยชมอาวุธหรือท่องบทละครกันแน่ พอเท้าขวายันพื้นได้ก็พุ่งปราดเข้าหาด้วยความเร็วครึ่งหนึ่ง ดาบคู่ควงวนเป็นเลขแปด ชายหนุ่มชุดดำใช้เท้าซ้ายเตะปลายพลองที่อยู่บนพื้นทำให้รันมะเสียจังหวะไปเมื่อต้องเอี้ยวตัวหลบพลองที่ดีดขึ้นใส่หน้าตัวเอง

            คราวนี้ชายนิรนามจับพลองด้วยสองมือบริเวณกึ่งกลาง หมุนควงตวัดจู่โจมเข้าใส่ กัปตันเรือนาคาสมุทรขมวดคิ้ว เมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสลมที่อยู่รอบ ๆ พลองนั้น เพียงพริบตาเดียวที่เผลอก็รู้สึกร้อนวูบที่ข้างแก้มซ้าย ชายหนุ่มหมุนตัวสี่สิบห้าองศาใช้ดาบปัดพลองที่แทงเฉียดหน้าออกไป เลือดไหลซึมออกมาจากบาดแผลที่ข้างแก้ม

            ฝ่ายตรงข้ามไม่ยอมให้เขาตั้งตัวติด มันทะยานพรวด มือขวากระชับพลองเงื้อไปด้านหลัง มือซ้ายเหยียดตรง ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางคีบประคองพลองไว้ วินาทีต่อมาก็โถมแทงออกอย่างไม่ยั้งจนเห็นเป็นเงาพลองหลายสิบเงา

            รันมะรู้ตัวว่าหลบไม่พ้นก็ได้แต่ขวางดาบคู่กันไว้ แรงปะทะส่งผลให้ร่างสูงใหญ่ของเขาลอยกระเด็นไปไกลนับสิบก้าว ชายหนุ่มยิ้มสมใจ เขม่นมองคู่ต่อสู้ที่กำลังกระโจนตามติดมา พอสองขาเหยียบพื้นก็รวบรวมกำลังพลังธาตุ ปักดาบคู่ลงบนพื้น ชายนิรนามเหมือนจะรู้แกว เพราะเห็นกระโดดตัวลอย รันมะรั้งเขี้ยวพลังธาตุนับสิบที่แทรกซึมอยู่ในพื้นดินไว้ได้ในชั่ววินาทีที่ศัตรูโดดลอยขึ้นไป

            ครั้นเห็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีเพียงรันมะที่ย่อตัวปักดาบคู่ลงพื้นก็เหยียบอากาศพุ่งเข้าหา อีกเมตรครึ่งจะถึงตัวก็รู้สึกถึงขุมพลังนับสิบสายที่แทรกตัวออกจากพื้น พลองที่เตรียมจะใช้เผด็จศึกเลยต้องหวนมาใช้เพื่อป้องกันตัวเองจากเขี้ยวพลังธาตุสายฟ้า

            อดีตนายทหารรบพิเศษอาศัยจังหวะที่ศัตรูหันไปสนใจกับทักษะคร่าปฐพีเพียงพริบตาเดียว มือซ้ายปล่อยมือจากด้ามดาบ ล้วงเข้าไปที่กระเป๋าข้างเอวกำระเบิดแรงสูงขนาดเล็กสองแท่งออกมา วินาทีต่อมาก็จัดการขูดปลายด้านหนึ่งกับปลอกแขนเพื่อจุดชนวนแล้วปล่อยมันลงกับพื้นบริเวณเท้าของตน

            ด้านมือพลองลึกลับพอพลังธาตุอัสนีสะบั้นฟ้าหายไปแล้วก็สะบัดพลองวูบแทงใส่รันมะทันที ชายหนุ่มเอี้ยวคอหลบได้แบบเฉียดฉิว รังสีของพลองพิฆาตฝากรอยไหม้เป็นทางที่คอของเขา สองเท้าเกร็งกำลังถีบตัวเองถอยหลังด้วยความเร็วสูงสุด แต่จะเป็นเพราะเคราะห์ร้ายดวงซวยหรือไม่ทันสังเกตอย่างไรก็ไม่ทราบ เท้าขวาดันไปสะดุดเอากอหญ้าขนจนเสียหลักล้มกลิ้ง

            “ฮ่า ๆ  ๆ”

            อีกฝ่ายระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างย่ามใจ เมื่อเห็นชายหนุ่มตรงหน้ารีบร้อนหนีจนล้มไม่เป็นท่า พลองในมือตวัดขึ้นสูงเมื่อก้าวมาอยู่ตำแหน่งที่รันมะยืนอยู่เมื่อครู่นี้ โดยไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าฝ่ายตรงข้ามพอล้มไปแล้วก็ไม่มีท่าว่าจะลุก กลับกลิ้งตัวต่ำมือทิ้งอาวุธมากุมอยู่หลังท้ายทอย ขดร่างราวกับตัวนิ่ม

            เสี้ยววินาทีต่อมา ระเบิดสองลูกก็ทำงาน เสียงของมันระเบิดกัมปนาทกึกก้องจนหูแทบดับ รันมะรู้สึกเหมือนตัวเองจะถูกแรงระเบิดจนกระดูกสันหลังลั่น ปวดร้าวไปทั้งตัว หากไม่รีบรวบรวมผนึกพลังธาตุป้องกันไว้มีหวังกระดูกแหลก ดาบที่ใช้เชือกมัดติดกับข้อมือตัวเองไว้ก็โดนแรงเหวี่ยงของระเบิดลอยข้ามตัวมาตกปักเฉียดปลายจมูกเจ้าของไปเพียงองคุลีเดียว

            พอเสียงสะท้อนของระเบิดจางลง รันมะก็กัดฟันข่มความเจ็บปวดยันกายลุกขึ้นยืน ฝุ่นลอยฟุ้งไปหมดแต่ไม่ได้เป็นปัญหากับคนที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งสายตาอย่างเขา ผัสสะบอกว่ามีคนนับสิบที่กำลังพุ่งตรงมา ส่วนคนที่โดนระเบิดจัง ๆ เวลานี้นอนช็อกอยู่ไม่ห่างออกไปนัก ดูท่าว่าจะพลังป้องกันสูงจริง เพราะยังไม่ตาย เพียงแต่สลบไปเท่านั้น แต่พอจะตามเข้าไปเชือดทิ้งก็ต้องเปลี่ยนใจ เมื่อเห็นเงาหลายเงาทะยานฝ่าฝุ่นละอองเข้ามาอย่างรวดเร็ว รันมะเก็บดาบเข้าซองแล้วหันหลังทำสิ่งที่ไม่ชอบที่สุดนั่นก็คือ หนี

            ทิศทางเบื้องหน้า เงาร่างในชุดกลืนมืดสองสามคนโผล่ขึ้นมาขวางแบบเงียบ ๆ ชายหนุ่มล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าอีกครั้ง ก่อนจะสะบัดมือขว้างของที่กำอยู่ออกไป ทั้งสามคนพอเห็นเขาโยนอะไรบางอย่างมาก็แตกฮือออกเพราะเข้าใจว่าเป็นระเบิด อดีตนายทหารรบพิเศษกระทืบเท้าผ่านไปอย่างง่ายดาย ทีมล่าสังหารทั้งสามคนพอตั้งตัวได้ก็พบว่าเป้าหมายวิ่งเปิดไปไกลแล้ว วัตถุที่ขว้างมาทีแรกก็เป็นเพียงขวดยาเติมพลังเปล่าที่ใช้แล้วแค่นั้นเอง ไม่ใช่ระเบิดอย่างที่เข้าใจกัน

            “มันหนีไปแล้ว”

            เสียงใครคนหนึ่งตะโกน และอย่างมืออาชีพที่ผ่านการฝึกและปฏิบัติจริงมาอย่างช่ำชอง สิบคนแบ่งออกมาจัดการเคลียร์พื้นที่ ส่วนอีกสิบคนกวดไล่ตามหลังรันมะที่เห็นอยู่ลิบ ๆ ไป

            กัปตันเรือนาคาสมุทรเร่งความเร็วสูงสุด เขาภาวนาให้โมลิที่ซุ่มสังเกตการณ์อยู่บนเขาอย่าเพิ่งเคลื่อนไหวไปไหน ถึงอยากจะให้อรชุนหรือจูเลียไปรับเธอแต่ก็กลัวว่าฝ่ายตรงข้ามจะไหวทัน เวลานี้ได้แต่หนีอย่างเดียว ผัสสะทำให้รู้ว่ามีคนนับสิบที่ตามหลังมา ชายหนุ่มเปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าตรงเข้าสู้ตลาดท่าเรือ หวังอาศัยคนที่พลุกพล่านอาจจะช่วยให้เขาหลบเนียนไปได้

            พอเข้าเขตท่าเรือหลังจากกระโดดพ้นแนวไม้ออกมา รันมะก็หยุดชะงัก ชายหนุ่มอีกคนยืนนิ่งอยู่กลางถนน การแต่งกายดูธรรมดาจนน่าประหลาด เพราะมีเพียงกางเกงขาสั้นสีน้ำเงินเข้ม เสื้อแขนกุดผ้าโปร่งสีทะมอ รองเท้าหนังเชือกรัด ทั้งตัวไม่มีอาวุธแม้แต่ชิ้นเดียว แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจที่สุดก็คือรอบ ๆ กายของบุคคลนั้นไม่มีใครอยู่ใกล้เกินระยะยี่สิบก้าวเลย ราวกับว่าจงใจเว้นช่องห่างไว้

            เหงื่อเม็ดโป้งผุดออกมาจากเรือนผมบริเวณหน้าผากเมื่อสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันแรงกล้าที่ถ่ายทอดมายังเขาโดยตรง

            “รันมะ”

            เสียงแผ่วกังวานราวกับดังจากรอบทิศ ถ้าไม่เห็นว่าริมฝีปากของชายหนุ่มผู้นั้นขยับเล็กน้อยคงไม่รู้ว่าใครพูด กัปตันเรือนาคาสมุทรขนลุกชูชันไปหมดทั้งกาย มือซ้ายล้วงเข้าไปในกระเป๋าระเบิด กำแน่นอย่างไม่รู้ตัว อีกมือเอื้อมไปแตะที่ด้ามดาบที่สะพายติดหลังอยู่ ก่อนที่เขาจะได้เคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป กลุ่มมือสังหารสิบคนก็ทะยานตามมาโอบล้อมไว้ ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าโบกมือเล็กน้อย มือสังหารพยักหน้ารับแล้วก็ค่อย ๆ เร้นกายหายไป เสียงซุบซิบพูดจาจากบรรดาเกมเมอร์มุงที่ล้อมดูอยู่ดังมาเข้าหูรันมะที่ยืนนิ่งขึงอยู่

            ….นั่นมันสายลมมรณะ เฉินเฟิง หัวหน้าสมาคมนักข่าวไม่ใช่เหรอวะ”

            “หมอนั่นที่ชนะการประลองเทศกาลเดือนเดือดเมื่อปีทีแล้วนี่หว่า”

            “เฉินเฟิง ที่ว่ากันว่าฝีมือเทียบเท่าสี่จตุรเทพน่ะเหรอ”

            “เฉินเฟิงนี่ หมอนั่นมาอยู่นี่ได้ไง”

            ชายลึกลับทำหน้าเหมือนไม่พอใจวูบหนึ่ง สายตาเซื่องซึมมองปราดไปยังบรรดาเกมเมอร์มุงเหล่านั้น จิตสังหารแผ่ออกมาอย่างไม่ปิดบัง ผลก็คือผู้เล่นเหล่านั้นค่อย ๆ ขยับถอยหลังไปโดยอัตโนมัติ

            “รันมะ”

            เฉินเฟิงหันกลับมาหาชายที่ยืนตั้งท่าระวังภัยอยู่ตรงข้าม

            “ขอถามอีกครั้ง นายคิดดีแล้วหรือ ที่ปฏิเสธเรา”

            กัปตันเรือนาคาสมุทรค่อย ๆ ดึงดาบคู่ใจออกมา

            “ถ้านั่นเป็นคำตอบของนาย”

            หัวหน้าสมาคมนักข่าวถอนใจเหมือนจะเสียดาย ดวงตาทั้งคู่หรี่ซึมก่อนจะขยับกายวูบเข้าใส่รันมะด้วยความเร็วที่แทบจะมองไม่ทันด้วยตาเปล่า ชายหนุ่มหมุนตัวหลบหมัดของเฉินเฟิงได้แบบฉิวเฉียด พร้อมดาบในมือขวาฟันกราดต่ำ

            “หือ”

            ดาบอัสนีคำรามหยุดค้างอยู่กลางอากาศเมื่ออีกฝ่ายใช้เพียงฝ่ามือรับไว้แบบง่าย ๆ เฉินเฟิงสะบัดมือขวาที่ว่างอยู่กางออกจู่โจมใส่ใบหน้าของเขาเป็นจังหวะต่อเนื่อง รันมะไม่เสี่ยงที่จะรับมือ ชายหนุ่มดีดเท้าถอยหลังด้วยความเร็วพอ ๆ กัน ฝ่ามือที่ตะปบอากาศกลับกลายเป็นคลื่นพลังพุ่งกระแทกหน้าอกของเขาจนเสื้อเกราะขาดกระจุย เคราะห์ดีที่เขามีพลังธาตุผนึกอยู่ทั่วร่าง แต่กระนั้นก็ยังรู้สึกปวดแปลบที่หน้าอกคล้ายกระดูกร้าว

            “ไม่ตายแฮะ เก่งนี่ระดับแค่หกสิบเจ็ดแต่รอดจากกรงเล็บพยัคฆ์ได้”

            หัวหน้าสมาคมนักข่าวดีดนิ้วทีหนึ่ง บาเรียสีเขียวใสก็ปรากฏขึ้นเป็นโดมเนื้อที่กว้างพอสมควร

            “จะได้สู้กันได้ง่าย ๆ หน่อย”

            เฉินเฟิงเอ่ยหลังจากกางบาเรียเสร็จ ผู้เล่นคนอื่นที่ล้อมดูอยู่ในรัศมีของบาเรียก็ถูกดีดกระเด็นออกไปข้างนอกจนหมด รันมะไม่พูดตอบ มือซ้ายตวัดวูบ มีดสั้นค้างคาวโลหิตที่ผนึกพลังธาตุอัสนีสะบั้นฟ้าจนกลายเป็นแสงสีเงินร่อนเข้าหาเฉินเฟิงในระยะเพียงสิบก้าว

            เจ้าของฉายาสายลมมรณะเพียงแค่ใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางคีบประกบไว้ก็หยุดมีดได้อย่างง่ายดาย แต่รันมะไม่หยุดแค่นั้น มีดแบบเดียวกันอีกสี่เล่มถูกขว้างตามติดมาอย่างรวดเร็ว เฉินเฟิงก็คนจริงเหมือนกัน ชายหนุ่มวาดมือวูบหนึ่งก็รวบเอามีดทั้งห้าเล่มมาถือไว้ในมือเรียบร้อย

            “เก่งจัง”

            รันมะเอ่ยเป็นประโยคแรกตั้งแต่เริ่มสู้กัน หัวหน้าสมาคมนักข่าวเอะใจ สายตาพลันเหลือบไปเห็นแท่งสีแดงสดขนาดใกล้เคียงกับมีดที่ปะปนมา รันมะยิ้มกว้าง อาศัยจังหวะที่ฝ่ายตรงข้ามกำลังตัดสินใจ กระโจนเข้าจู่โจมทันที

            ระเบิดทำลายขนาดเล็กทำงานของมันได้อย่างซื่อสัตย์ พอมันระเบิด เฉินเฟิงก็กระเด็นหงายหลัง รันมะพุ่งฝ่าแรงอัดไปอย่างไม่สนใจ Hidden Blade โผล่พ้นปลอกแขนออกมา ร่างของกัปตันเรือนาคาสมุทรลอยเป็นเส้นโค้งอยู่กลางอากาศราวกับพยัคฆ์กระโจนเข้าตะครุบเหยื่อ มีดซ่อนจ้วงแทงลงไปเต็มลำคอของหัวหน้าสมาคมนักข่าวที่นอนหงายเงิบอยู่

           

            ปลายแหลมของ Hidden Blade ที่ควรจะเสียบทะลุเข้าไปนั้นกลับเด้งออกมาราวกับแทงลงไปบนโลหะไม่ก็ก้อนหิน เฉินเฟิงผงกหัวกระแทกรันมะเต็มแรงด้วยกำลังราวกับกระทิงเจ็บ พอยันตัวลุกขึ้นมาได้แล้วก็หัวเราะเสียงเบา

            “มีดกระจอกอย่างนั้น ทำอะไรฉันไม่ได้หรอกน่า”

            รันมะเมื่อเห็นเหตุการณ์ไม่เป็นไปตามคาดก็ถอยออกมายืนเสียไกลลิบติดขอบบาเรีย เสียงบรรดาเกมเมอร์มุงซุบซิบพูดจากันดังอยู่รอบ ๆ

            “สุดยอดเลย ทักษะอาภรณ์เหล็กคุ้มกาย”

            “ขนาดโดนระเบิด แถมแทงซ้ำยังไม่เข้า”

            ….นี่มันวิชาคงกระพันชาตรีนี่หว่า ไปเรียนมาจากไหนวะ”

            รันมะพอได้ยินดังนั้นสมองก็เริ่มใคร่ครวญหาหนทาง ตามองจับอยู่ที่เฉินเฟิงซึ่งกำลังดัดกายไปมาราวกับขบเมื่อย

            “บาเรียนี้น่ะ ในออกไม่ได้ นอกเข้าไม่ได้ มีทางเดียวที่จะออกไปได้คือ ตาย”

            สายลมมรณะเฉินเฟิงก้าวสวบ ๆ  เข้ามา รันมะขมวดคิ้วเมื่อเห็นบาเรียนั้นขยับตาม โดยยึดเอาเฉินเฟิงเป็นจุดศูนย์กลาง พริบตาต่อมา ร่างของหัวหน้าสมาคมนักข่าวก็วูบหายไป รันมะย่อตัวลงโดยอัตโนมัติ พยายามใช้ผัสสะเพื่อค้นหาเป้าหมาย

            “ฉันเปลี่ยนใจแล้ว”

            เสียงดังมาจากรอบทิศ

            “ฉันจะไม่ฆ่านาย แต่จะทำให้นายอับอายไปจนตลอดชีวิตเกมของนาย”

            ร่างของรันมะงอลงเพราะถูกกระแทกที่ท้องน้อยอย่างแรง ก่อนจะทรุดคุกเข่ากับพื้น เมื่อรู้สึกว่าขาพับด้านหลังถูกวัตถุหนัก ๆ หวดใส่ เฉินเฟิงปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า หลายคนเลยมองเห็นเหมือนรันมะกำลังคุกเข่าให้

            “ถึงกับคุกเข่ายอมแพ้ฉันเลยเหรอ สายไปล่ะมั้ง”

            เฉินเฟิงใช้มือซ้ายขยุ้มรอบคอของเขา มือซ้ายล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกง หยิบมีดขนาดเล็กออกมา รันมะที่จุกหมดแรงขัดขืน ได้แต่หายใจหอบอยู่

            “มีดนี่เรียกว่ามีดเหล็กไหลทมิฬ บาดแผลที่เกิดจากมัน ไม่มีทางรักษาให้หายได้”

            หัวหน้าสมาคมนักข่าวค่อย ๆ จรดปลายมีดลงบริเวณกลางหน้าผาก รันมะหวนนึกไปถึงเมื่อคราวนั่งคุยกับเตชิต โทสะก็วูบขึ้นมา มือขวาที่พอมีแรงคว้าข้อมือของเฉินเฟิงไว้

            “นายสินะ ที่เตชิตเล่าให้ฟัง”

            เฉินเฟิงเอียงคอเหมือนกำลังคิด

            “เตชิต ไอ้นักมวยบ้าพลังนั่นน่ะหรือ”

            “แกใช้วิธีสกปรก บีบให้เตชิตถอนตัวออกจากการแข่ง”

            “สงครามย่อมไม่หน่ายอุบาย จริง ๆ ถ้ามันยอมลงให้ฉันแต่แรกป่านนี้ก็สบายไปแล้ว ฉันเลี้ยงลูกน้องดีทุกคน”

            รันมะพยายามจะดันมีดที่จ่อหน้าผากตัวเองอยู่ออกไป แต่ยังสู้แรงของเฉินเฟิงไม่ได้ ปลายมีดค่อย ๆ กรีดผ่านผิวหนัง ความรู้สึกปวดแสบปวดร้อยบริเวณบาดแผลราวกับถูกไฟลวก

            “เตชิตคิดถูกแล้ว ที่ไม่ยอมนาย ให้ตายเถอะ ขนาดเกมนายยังเลวได้ขนาดนี้ ชีวิตจริงสงสัยพ่อเป็น ส.. สินะ หรือว่าความจริงนายจะเป็นพวกเกรียนหลบใน ในโลกข้างนอกทำเป็นคนดี เลยต้องมาเกรียนในเกม”

            “อะ ฉลาดนี่ ฉันว่านายไปเปลี่ยนอาชีพเป็นหมอดูเถอะ แม่นราวกับตาเห็นจริง ๆ”

            เฉินเฟิงยอมรับอย่างหน้าชื่น ซ้ำยังยักคิ้วให้เสียด้วย แต่ปลายมีดนั้นค่อย ๆ กรีดผ่านหัวคิ้วลงมา อดีตนายทหารรบพิเศษหลับตาสงบจิตข่มความเจ็บปวดที่แทรกซึมเข้าไปถึงสมอง

            “ไม่ต้องกังวลหรอกน่า บอกแล้วว่าจะไม่ฆ่านาย แต่อีกวันสองวัน รับรองว่า นายจะกลายเป็นไอ้โจรเกรียนคนหนึ่งที่ถูกสมาคมนักข่าวจับได้ คราวนี้นายก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น ไปที่ไหนก็มีแต่คนตามฆ่า ว่าแต่ว่าจะเอาข้อหาอะไรดีล่ะ เป็นพวกอีแร้งคอยขโมยไอเทมคนอื่น หรือว่าจะเป็นโจรปล้นเรือสินค้าดีฆ่ายกลำดี”

            รันมะเร่งเร้าพลังธาตุจนทั้งร่างอาบไปด้วยสีเงิน มือขวาที่กำข้อมือของเฉินเฟิงอยู่บิดเต็มแรง นิ้วชี้กับนิ้วกลางมือซ้ายทิ่มสวนขึ้นไปยังดวงตาของอีกฝ่าย เฉินเฟิงผงะหงาย ร้องลั่นออกมาด้วยความเจ็บปวด

            “ไม่ จะเอาข่าวหัวหน้าสมาคมนักข่าวถูกผู้เล่นระดับหกสิบเจ็ดกระทืบตายว่ะ ไม่ดังคราวนี้จะดังคราวไหน”

            ชายหนุ่มหวดหน้าแข้งขวาเข้าเต็มชายโครงของเฉินเฟิง เสียงมันทึบ ๆ หนัก ๆ ราวกับเตะกระสอบข้าวสาร เฉินเฟิงเซถลาไปเพราะยังเจ็บตาอยู่ รันมะดึงศอกเข้าแนบลำตัวก่อนจะกลั้นใจตวัดออกไปเป็นจังหวะสั้น ๆ สายลมมรณะเฉินเฟิงยอมให้เขาแค่ศอกที่สามก็ยกแขนกันไว้ ดวงตายังกระพริบถี่ ๆ เพราะความเจ็บ

            “แก”

            เฉินเฟิงใช้มือซ้ายตะปบที่ข้อมือของรันมะ บิดด้วยกำลังและทักษะในการต่อสู้ระยะประชิดตัว กัปตันเรือนาคาสมุทรผ่อนแรงตามจนล้มกลิ้ง เพราะรู้ดีว่าฝืนไปกระดูกจะหักเอาง่าย ๆ เท้าซ้ายของอีกฝ่ายก็หวดตามมาราวกับว่าขาเป็นลูกฟุตบอล

            “แกต่างหาก ฉันรับรองว่าจะกระทืบให้จมดินเลย”

            รันมะพยายามจะสู้อย่างสุดความสามารถ แต่ผู้เล่นระดับหกสิบกว่า ๆ หรือจะสู้กำลังของผู้เล่นระดับเกินร้อยได้ สามนาทีต่อมา เฉินเฟิงก็ยืนผงาดอยู่เหนือร่างที่นอนแผ่หลาเลือดท่วมกายของรันมะ

            “มาได้แค่นี้เองเหรอวะ เก่งแต่ปากจริง ๆ ระดับก็ต่ำเตี่ยเรี่ยดินยังจะมาทำคุย เฮอะ”

            หัวหน้าสมาคมนักข่าวทรุดเข่าลงนั่งข้าง ๆ มือกำมีดเหล็กไหลทมิฬไว้ แต่รันมะไม่ตอบ หรือที่จริงคือเขาตอบไม่ได้เสียแล้ว หลังจากที่ถูกซ้อมอยู่ฝ่ายเดียวจนหมดสิ้นทั้งพลังกายและพลังธาตุจนเกินขีดที่ร่างกายจะรับไว้ก็หมดสติไป เฉินเฟิงค่อย ๆ จรดมีดลงกลางหน้าผากขิงรันมะอีกครั้ง

            “จะเขียนว่าอะไรดีหว่า”

           

            รันมะรู้สึกตัวอีกครั้งว่าตนเองกำลังถูกใครบางคนประคอง ความรู้สึกปวดเมื่อยตามร่างกายนั้นหายไป ทั้งร่างเบาโหวงอย่างประหาด

            “นายท่านคะ”

            เสียงคุ้นหูดังขึ้น ชายหนุ่มกระพริบตาสองสามครั้ง พอปรับสายตาได้แล้วก็เห็นใบหน้าของคนแคระติดตามที่กำลังก้มลงมองอย่างเป็นห่วง อรชุนนั่งขัดสมาธิอยู่ทางปลายเท้า พลังสายหนึ่งกำลังถ่ายเทเข้ามาในตัวเขาอย่างช้า ๆ

            “อะไรเนี่ย ฉันตายแล้วเหรอ”

            รันมะพยายามจะลุกขึ้น แต่จูเลียใช้มือดันอกเขาไว้ให้นอนลงตามเดิม

            “ไม่รู้สิคะ เห็นนายท่านโดนนายเฟิง ๆ อะไรนั่นซ้อม อยู่ ๆ ก็วูบเข้ามาในแหวนนี่แหละ”

            คนแคระสาวตอบ

            “แหวน

            ชายหนุ่มมองไปรอบ ๆ เห็นเป็นห้องทรงกลมขนาดใหญ่พอ ๆ กับสนามเทนนิส มีของข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ มากมาย แต่ที่ประหลาดคือ ผนังกลับเป็นสีเหลืองใส ๆ พอมองออกไปข้างนอกได้รอบด้าน

            “เฮ้ย”

            เขาอุทานออกมา ทางด้านหนึ่งเห็นตัวเองนอนหงายอยู่กับพื้น เฉินเฟิงกำลังใช้มีดเหล็กไหลทมิฬขีดเขียนข้อความบนร่างเขาอย่างเมามัน

            “นี่มันอะไรฉันตายแล้วทำไมไม่ไปที่ห้องรอเกิด วิญญาณหลุดออกจากร่างเฉย ๆ เหรอ”

            “คอยถามลุงอรชุนดีกว่าค่ะ จูเลียกำลังนั่งลุ้นอยู่ดี ๆ นายท่านอีกคนก็พุ่งเข้ามาในแหวนนี่แหละ เห็นแต่ลุงอรชุนนั่งสมาธิบ่นอะไรพึมพำ”

            รันมะเหลือบมองไปทางปลายเท้า เห็นอรชุนยังนั่งสงบนิ่งอยู่ ซักครู่ก็ขยับตัวลืมตาขึ้น รันมะกำลังจะเอ่ยปากถาม เทพอารักษ์ก็ชิงพูดขึ้นก่อน

            “ไม่ต้องสงสัยอะไรมาก นี่เป็นวิชาเวทประจำเผ่าภูติของเรา ข้าดึงวิญญาณของเจ้าออกมาก่อนที่เจ้าจะหมดแรงตาย ตอนนี้ตัวเจ้าอยู่ในสภาวะจำศีลชั่วคราว”

            อรชุนลุกเลื่อนมานั่งข้าง ๆ

            “เห็นเจ้าแล้วอนาถ โดนไอ้นั่นรุมกระทืบอยู่ฝ่ายเดียว ทำไมไม่เรียกข้าออกไปล่ะ”

            รันมะส่ายศีรษะเบา ๆ

            “ไม่ได้หรอกครับ ผมอยากให้คุณเป็นกำลังในส่วนลับที่สุด จริงอยู่ว่าพวกมันรู้อยู่แล้วว่าผมมีอสูรติดตาม แต่คงไม่รู้ว่าเป็นถึงระดับเทพอสูร การที่คุณออกไปมันเท่ากับหงายไพ่ให้มันดูโดยไม่ได้อะไรเลย ผมตายได้ แต่จะให้พวกนั้นรู้ฝีมือที่แท้จริงของคุณไม่ได้ จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมที่สุด”

            “ถ้างั้นเจ้าก็ต้องตายสถานเดียวสินะ เพราะดูจากท่าแล้ว เห็นทีจะสู้ไม่ได้เลยนี่”

            “ก็คงอย่างนั้นแหละครับ แต่ไม่เป็นไร ตายแล้วเกิดใหม่ค่อยหาวิธีหลบพวกมัน หรือจะย้อนมาจัดการมันอีกรอบก็ได้ทั้งนั้น ผมพลาดไปหน่อยที่ยอมนั่งเจรจาจนพวกมันล้อมไว้ แต่ไม่ทำอย่างนั้นก็ไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าโมลิอยู่ไหน”

            รันมะกล่าว สายตากำลังมองดูเฉินเฟิงที่เริ่มเปลี่ยนมากรีดต้นแขนซ้ายของเขา

            “อยากชนะไหมล่ะ”

            อรชุนถาม สีหน้าเหมือนกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง

            “ถ้าได้ก็ดี ยังกลัวอยู่เลยว่าถ้าตายแล้วของในตัวอะไรจะหล่นบ้าง พวกอาวุธน่ะไม่ว่าหรอก แต่ยูเพจสองอันนี่สิ เกิดมันหล่นขึ้นมาเท่ากับว่าภารกิจทั้งหมดที่ทำมาแต่ต้นก็สูญเปล่าไปเลย”

            เทพอารักษ์พยักหน้ารับ

            “เจ้ากลับไปเข้าร่างเจ้าได้แล้ว ข้ามีวิธีที่จะทำให้เจ้าชนะ ถึงมันจะดูขาดทุนหน่อย แต่สถานการณ์แบบนี้ คิดว่าเหมาะสมแล้วที่จะใช้มัน”

            อรชุนถอดแหวนสีดำโยนมาให้

            “ใส่ไว้ซะ มันจะเป็นตัวส่งถ่ายพลังจากข้าไปยังเจ้า”

            “นี่มันพลองของคุณนี่ครับ”

            “เออน่า ใส่เถอะ แล้วออกไปกระทืบไอ้เจ้านั่นแทนข้าด้วย บอกไว้ก่อนนะ แหวนนี่ใช้ได้ครั้งเดียวในรอบเก้าสิบวัน เพราะฉะนั้น ใช้ให้คุ้ม อ้อ จำกัดเวลาแค่สิบนาทีล่ะ”

            รันมะพยักหน้าแบบงง ๆ แต่ในเมื่ออรชุนยืนยันมาอย่างนั้น เขาก็ต้องเชื่อ ทันทีที่สวมแหวนสีดำสนิทนั้นลงไปบนนิ้วกลางซ้าย รันมะก็สัมผัสได้ถึงพลังสายหนึ่งที่แล่นพล่านอยู่ในตัว

            “เดี๋ยวมันจะเยอะกว่านี่อีก เวลาที่เจ้าออกไปแล้ว”

            เสียงอรชุนดังแว่วมา เมื่อเขารู้สึกเหมือนร่างตัวเองกำลังร่วงลงไปในเหว อรชุนมองวิญญาณเจ้านายที่ถูกดึงกลับเข้าร่าง เทพอารักษ์หันมาทางจูเลียที่นั่งงงจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่

            “มาเร็ว ช่วยกันหน่อย ได้พลังของเจ้าอีกแรง รับรองว่าต่อให้จตุรเทพมาเองก็คงสู้ไม่ได้”

 

            รันมะรู้สึกตัวอีกครั้งพร้อมกับความปวดแสบปวดร้อนไปทั้งตัว เขายังไม่ทันจะลืมตา เสียงรายงานของระบบจู่ ๆ ก็ดังขึ้นอย่างมีปี่มีขลุ่ย

            ผู้เล่น รันมะ ใช้ทักษะ เชื่อมวิญญาณผสานจิต

            ทักษะเชื่อมวิญญาณผสานจิต มีผลสิบนาที และคูลดาวน์เก้าสิบวันค่ะ

            เฉินเฟิงที่กำลังเริ่มวาดลายการ์ตูนบนต้นแขนของรันมะก็ชะงัก เมื่อเห็นเขาขยับตัว แสงสีเขียวและน้ำตาลเรือง ๆ ออกมาจากร่างคล้ายออร่า

            “อะไรของมันวะ หรือมันกำลังจะตาย”

            รันมะสะกดลมหายใจเพื่อควบคุมพลังที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล อาการเจ็บปวดตามแผลนั้นหายไป ทั้งยังรู้สึกกระปรี้กระเปร่าแข็งแรงกว่าเดิมหลายสิบเท่า ดวงตาที่ปิดสนิทเปิดขึ้นอย่างกะทันหัน มือซ้ายที่ทิ้งแผ่อยู่ก็คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเฉินเฟิง

            “บอกตรง ๆ ฉันอยากกระทืบนายเต็มทีแล้วว่ะ ไอ้เกรียน”

            กัปตันเรือนาคาสมุทรดีดตัวลุกขึ้นอย่างว่องไว ดวงตาทอประกายวาววับด้วยพลังของสองเทพอสูรที่ถูกถ่ายทอดมาให้ผ่านทักษะเชื่อมวิญญาณผสานจิต เฉินเฟิงถอยหลังไปสองสามก้าวด้วยความมึนงง ที่จู่ ๆ รันมะซึ่งอาการร่อแร่กำลังจะตายก็ลุกขึ้นมาได้ราวปาฏิหาริย์

            “หนังเหนียวใช่มั๊ย ดี”

            รันมะพุ่งเข้าใส่เฉินเฟิงด้วยความเร็วสูงจนเห็นเป็นเพียงเงาแวบ ๆ ความเร็วที่แม้แต่เขาเองก็ยังไม่เชื่อว่าตนเองจะทำได้ หมัดขวาที่กำแน่นก็เหวี่ยงเข้าครึ่งปากครึ่งจมูก เฉินเฟิงหน้าสะบัดเริ่ดไป เลือดสาดกระเซ็นพร้อมกับฟันอีกสองสามซี่ โดยไม่ปล่อยให้ตั้งตัวได้ รันมะปล่อยหมัดฮุคซ้ายขวาอีกสองชุด เฉินเฟิงได้แต่ยืนนิ่งเป็นเป้านิ่ง เพราะจะหลบก็หลบไม่ทัน แม้แต่จะมองก็ยังมองไม่เห็น

            “อะ..ไรเนี่ย..

            หัวหน้าสมาคมนักข่าวครางออกมา ร่างสูงงอลงเป็นกุ้ง กระอักเลือดออกมาเป็นลิ่ม รันมะกระชากคอเสื้อที่ก้มต่ำลงนั้นกดไว้พร้อมกับเสยเข่าขึ้นเต็มรัก เสียงกระดูกกระทบกันดังพลั่ก

            สถานการณ์พลิกเปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้บรรดาเกมเมอร์มุงที่ล้อมดูอยู่พากันฮือฮาขึ้นอีกครั้ง หลังจากเงียบไปช่วงหนึ่งที่รันมะนอนน๊อกอยู่

            “อะไรวะนั่น ฉันไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม เฉินเฟิงโดนเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียว”

            “หมอนั่นทำท่าว่าจะตายแล้วนี่ ลุกขึ้นมาได้ไงวะ”

            “สุดยอดเลย นั่นต้องเป็นพวกยอดฝีมือปลอมตัวมาแหง ๆ”

            ภาพที่หลายคนเห็นอยู่ในขณะนี้ก็คือ รันมะกำลังจับขาของเฉินเฟิงที่ตัวอ่อนระทวยฟาดกับก้อนหินขนาดเท่าโอ่งมังกร หินนั้นทนกำลังไม่ได้ก็แตกร้าวออก บรรดาผู้เล่นสมาคมนักข่าวถึงแม้อยากจะเข้าไปช่วยแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะติดบาเรียของหัวหน้าสมาคมของตนที่ร่ายไว้ตั้งแต่แรก

            “นายบอกว่าจะกระทืบฉันให้จมดินนี่ ลุกขึ้นมาสิ”

            รันมะปล่อยร่างของเฉินเฟิงลงกับพื้น เขายังไม่สลบแต่ก็หมดเรี่ยวแรงบอบช้ำไปทั้งตัว อดีตนายทหารรบพิเศษยกเท้าขึ้นกระทืบลงบนหน้าอกของหัวหน้าสมาคมนักข่าวเต็มแรง เสียงกระดูกลั่นกร๊อบ เฉินเฟิงสำลักเลือดออกมา กัปตันเรือนาคาสมุทรเหลียวไปมองรอบ ๆ เห็นผู้เล่นนับร้อยที่มุงดูอยู่ หนึ่งในนั้นคือคู่หูของเขาเอง

            เอาวะ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว วันนี้ขอเกรียนซักวัน

            ชายหนุ่มหันกลับมาสนใจกับร่างท่วมเลือดของเฉินเฟิง สองมือขยุ้มคอขึ้นมาแล้วจับฟาดกับต้นไม้ขนาดหนึ่งคนโอบอย่างแรง ครั้งแรกต้นไม้สั่นไหวราวกับโดนพายุ คราวนี้เขาเปลี่ยนมาจับขาทั้งสอง เหวี่ยงไปมารอบ ๆ ตัวแล้วฟาดอีกครั้ง หลายคนที่ดูอยู่หลับตาลงด้วยความหวาดเสียว บางคนถึงกับกรี๊ดออกมา

            ต้นไม้ขนาดใหญ่หักโค่นลงในพริบตา ร่างของหัวหน้าสมาคมนักข่าวเคราะห์ร้ายบิดงอผิดรูปไป กระดูกบางส่วนทิ่มแทงผิวหนังแต่ก็ไม่ทะลุ เห็นเป็นรอยปูดโปน รันมะเหล่ตามองดู

            “เฮ้ย ยังไม่ตายอีกเหรอวะ จะถึกไปไหน”

            ภาพต่อมาที่เหล่าเกมเมอร์มุงเห็นก็คือ เฉินเฟิงโดนจับเหวี่ยงฟาดกับตอไม้ที่เพิ่งหักนั้นอีกสามสี่รอบ ที่น่าประหลาดใจก็คือ ถึงร่างกายจะได้รับบาดเจ็บเพียงใด แต่ชุดธรรมดา ๆ ที่สวมใส่อยู่กลับไม่เสียหายเลยแม้แต่น้อย และชุดนี้เอง ที่ช่วยให้เฉินเฟิงยังมีชีวิตอยู่ได้ หากเขาได้รับบาดเจ็บจนถึงชีวิต ทักษะของชุดจะช่วยให้พลังชีวิตที่ควรจะหมดไปนั้น คงอยู่ที่หนึ่งจุดเป็นเวลาห้านาที แต่เวลานี้ทักษะนั้นไม่ได้ช่วยอะไรเลย นอกจากจะทำให้ทรมานมากขึ้น

            รันมะจับร่างของเจ้าของฉายาสายลมมรณะเหวี่ยงไปมา ฟาดนู่นฟาดนี่เดินไปเรื่อย ๆ จนถึงท่าเรือ สายตามองกวาดไปรอบ ๆ เห็นเรือติดธงสมาคมนักข่าวลำหนึ่งเทียบท่าอยู่ก็พาร่างเฉินเฟิงทะยานเข้าหาเรือ บาเรียที่ยึดเอาเฉินเฟิงเป็นจุดศูนย์กลางนั้นช่วยกันไม่ให้ผู้เล่นอื่นเข้ามาสกัดเขาได้อย่างดี นาทีต่อมา เรือทั้งลำก็ถูกรันมะจมลงโดยใช้ตัวหัวหน้าสมาคมนักข่าวเป็นอาวุธ เรือไม้หักพังอย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนเฉินเฟิงเวลานี้เห็นสารรูปราวกับซากเปื้อนเลือดที่มองหาเค้าความเป็นมนุษย์ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

            รันมะยกแขนดูเวลา เขาเหลือเวลาอีกเพียงสามนาทีเท่านั้นสำหรับทักษะ เฉินเฟิงเองก็ยังไม่ตายซักที

            “เอาไงดีวะ”

            ชายหนุ่มปรายตามองดูผู้เล่นที่เริ่มเยอะขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นแน่นขนัด เสียงพึมพำดังแซดไปหมด หลายคนมองรันมะราวกับว่าเขาเป็นฆาตกรโรคจิตหรือไม่ก็มหาโจร แต่บางคนก็มองอย่างนิยมเลื่อมใส บ้างก็มองอย่างหวาดกลัว

            ….ต่อให้ประกาศปาว ๆ ไปว่าไอ้พวกสมาคมนักข่าวมันเกรียนขนาดไหนก็คงไม่มีใครเชื่ออยู่ดี ซักวันที่เราแข็งแกร่งกว่านี้ค่อยมาปิดบัญชีกับมันละกัน”

            รันมะพูดกับตัวเอง ร่างของเฉินเฟิงจู่ ๆ ก็เรืองแสงสีเหลืองขึ้นมา ก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อม ๆ กับบาเรีย

            “ผู้เล่น รันมะ สังหาร ผู้เล่น เฉินเฟิง”

            “ผู้เล่น รันมะ ติดสถานะ อาชญากรระดับสาม หากถูกสังหารจะเสียค่าประสบการณ์เพิ่มจากเดิมที่กำหนดไว้ค่ะ สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมหรือรับภารกิจลดโทษได้ที่อาคารบริการผู้เล่นทุกสาขา”

            ร่างของเฉินเฟิงหายไป แต่สิ่งที่หล่นอยู่ก็คือกระบอกสีน้ำตาลอ่อนสลักลวดลายอันคุ้นตา รันมะคว้าหมับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว หางตามองเห็นผู้เล่นสมาคมนักข่าวหลายสิบคนกำลังพุ่งมาทางเขา กัปตันเรือนาคาสมุทรกระชากดาบคู่ออกมากวัดแกว่ง ความเร็วและพลังโจมตีของเขาที่เพิ่มขึ้นจากทักษะเชื่อมวิญญาณผสานจิตส่งผลให้ไม่มีใครต้านทานได้เลย หลายคนเจ็บเลือดสาด บ้างก็ถึงตาย เหล่าผู้เล่นที่ไม่เกี่ยวข้องพากันแหวกทางให้โดยอัตโนมัติ

            “พี่รัน”

            เสียง ๆ หนึ่งดังขึ้นด้านหลัง รันมะหันกลับไปมอง เห็นเป็นโมลิที่ยืนอ้ำอึ้งอยู่ บอกไม่ถูกว่ากลัวหรือดีใจ ชายหนุ่มยิ้มกว้าง ปราดเข้าไปอุ้มไว้ กลุ่มผู้เล่นแตกฮือออก

            “ปลอดภัยนะ”

            “ค่ะ”

            สีหน้าของรันมะอ่อนลง สายตามองไปรอบอีกครั้งก่อนจะทะยานลงสู่ทะเลด้วยความเร็วที่มองไม่เห็นแม้แต่เงา น้ำทะเลแตกเป็นทางไป ทิ้งความวิบัติทั้งหมดไว้เบื้องหลังท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของบรรดาผู้เห็นเหตุการณ์

            ปีศาจชัด ๆ”

            “โครตโหดอ่ะ”

            “มันเก่งเกินไปแล้วนะ นี่เป็นหนึ่งจตุรเทพปลอมตัวมาหรือเปล่าเนี่ย”

            “สมาคมนักข่าวไปทำอะไรไว้วะ โดนซะเละเลย”

 

 

ทักษะ  เชื่อมวิญญาณผสานจิต

ประเภท  เวทมนต์ขั้นสูงของเผ่าภูติ

ข้อมูล  เป็นเวทมนต์ระดับสูงที่ใช้เชื่อมพลังเข้าหากัน โดยผ่านอาวุธหรือยุทธ์ภัณฑ์บางประเภท พลังที่ส่งถ่ายนั้นขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของผู้ใช้ สามารถถ่ายโอนพลังได้สูงสุดไม่เกิน 70% สามารถถ่ายพลังเป็นหมู่คณะได้ ระยะเวลาจำกัดสิบนาที ข้อเสียคือมีคูลดาวน์ที่นานถึงสามเดือน

 

                       

           

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 242 ครั้ง

5,656 ความคิดเห็น

  1. #5650 Manof Man (@manof) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 15 มกราคม 2562 / 12:17
    ฆ่าโจรแต่ตัวแดง

    มันมั่วมาก
    #5650
    0
  2. #5383 สล๊อตโลรี่ (@paer2277) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2561 / 10:12
    น่าจะเอามีดนั่นไปกรีดมัน แก้แค้นคืนมั่ง ขะได้สะใจกว่าเดิม เหอะๆๆ
    #5383
    0
  3. #5123 kimurakung (@kimurakung) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 20:56
    เสียดายน่าจะฝากรอยแผลเป็นให้-ชั่วมั้ง
    #5123
    0
  4. #4834 Mon tree (@treedk) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 27 มีนาคม 2561 / 20:00
    หัวหน้ามันทำชั่วขนาดนี้ไม่ได้เป็นอาชญากรรึ พระเอกมันถึงติดสถานะเพิ่ม
    #4834
    0
  5. #4752 KHEM (@jame23234) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 17 มีนาคม 2561 / 01:50
    ท่านผู้เขียนครับ คือสำหรับสกิวส่วนใหญ่จะไม่บอกคูลดาวน์เป็นข้อเสียครับ แต่จะบอกเป็น ใช้ได้ 10 นาที คูลดาวน์ 90 วันอะไรอย่างงี้ครับ แต่ข้อเสียจะเป็น หลังจากใช้ทักษะจะทำให้หมดแรงเป็นเวลา 10 นาทีอะไรอย่างงี้มากกว่าครับ ขอบคุณครับที่อ่านจบ รักนิยายเรื่องนี้มากครับเป็นกำลังใจให้ ขอบคุณครับที่แต่งให้อ่าน ถ้าผิดพลาดตรงไหนขอโทษด้วยนะครับ
    #4752
    2
    • #4752-1 ไอราวัณ (@0868832153) (จากตอนที่ 96)
      17 มีนาคม 2561 / 07:33
      ขอบคุณมากคร้าบ จะแก้ไขตามที่แนะนำนะครับ ^ ^
      #4752-1
  6. #4748 MongkolBoo (@MongkolBoo) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 15 มีนาคม 2561 / 08:39
    สนุกจริงๆ สนน.สมาคมนักข่าว
    #4748
    0
  7. #4747 joelamtan (@joelamtan) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 15 มีนาคม 2561 / 08:36
    ขอบคุณครับ
    #4747
    0
  8. #4745 gnome (@leolic) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 14 มีนาคม 2561 / 23:46
    ขอบคุณครับ
    #4745
    0
  9. #4739 Ppprt (@Ppprt) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 14 มีนาคม 2561 / 23:13
    มันต้องอย่าง นั้น
    #4739
    0
  10. #4737 FateGate12 (@suck-it) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 14 มีนาคม 2561 / 21:47
    รอวันที่พลังถึงระดับนี้โดยไม่ต้องพึ่งทักษะลุงอรชุน 5555
    #4737
    0
  11. #3334 Pearendless (@pear-narin) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2557 / 22:09
    หมอนี่น่ารักแฮะ ฮ่าๆๆๆๆ
    #3334
    0
  12. #3309 star2star (@loli1996) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2557 / 15:45
    ได้มิตรเพิ่มอีกคน ^^
    #3309
    0
  13. #3072 kimurakung (@kimurakung) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2557 / 17:56
    แหมนายเตชิต ทีตัวเองละป้อไปทั่ว แต่ดันกลัวคนอื่นมาจีบน้องสาวตัวเอง 55
    #3072
    0
  14. #2340 บุปผาสีม่วง (@154356) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2556 / 21:49
    เตชิดนี่รั่วได้ไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ
    #2340
    0
  15. #1629 supanat pds (@drakon181) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 5 มีนาคม 2556 / 19:29
    แล้วเมื่อกี้ ใครหม้อหนูโมฟะ
    #1629
    0
  16. #1522 เอกเองครับ (@kujaku01) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 / 09:22
    ฮ่าฮ่า เจ้าเตชิตนี่บ้าจริง ๆ แฮะ โชคดีที่รันม่ามีฝีมือนะเนี่ย
    #1522
    0
  17. #1521 คุณมึนจัง (@lucky000) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2556 / 03:31
    ต่างฝ่าย ต่าง ห่วงน้อง ทั้งคู่  555+
    #1521
    0
  18. #1519 YO(怠惰) (@yukio-omine) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2556 / 22:36
    ขอบคุณครับ
    จะรออ่านต่อนะครับ
    #1519
    0
  19. #1518 inasba (@nassang) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2556 / 20:32
    แหมเจอรันม่าสอนมวยไปชะ
    #1518
    0
  20. #1517 loliz (@neospobkap) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2556 / 20:31
    มันบ้าได้โล่
    #1517
    0
  21. #1516 Prissyza (@mootomza) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2556 / 20:02
    บ้าๆๆบอๆๆดี อย่างฮา อิอิ 
    #1516
    0
  22. #1515 Tamil shadow (@namewasan) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2556 / 19:55
      Flghtlngl   Flghtlngl   Flghtlngl   Flghtlngl



       Flghtlngl   Flghtlngl   Flghtlngl   Flghtlngl



       Flghtlngl   Flghtlngl   Flghtlngl   Flghtlngl




      
     

    #1515
    0
  23. #1514 NOS+ (@asuwannarat) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2556 / 18:00
    หุหุ น่าสนุก ได้เพื่อนแล้ว
    #1514
    0
  24. #1513 บุรุษโดดเดี่ยว (@noomyakoo) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2556 / 17:44
    ฝีมือรันเจ๋ง +ประการณ์เยอะ
    #1513
    0
  25. #1512 ซาลาสซา (@sasalassa) (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2556 / 17:31
    เฮ้อ บ้าแบบนี้ สาวที่ไหนจะแลน้า
    #1512
    0