The Love War of Petal Rose สงครามรัก...กลีบกุหลาบ
บทที่ 5-6
บทที่ 5-6
บทที่ 5 พระราชพิธีอภิเษกตอนต้น
"มัจฉา...ช่างฉลาดเลาะหาอาหารหนอ
ไฉนไม่ปรีชากล้าเพียงพอ...มาล่อปากปักษาที่ถาลง
สกุณาตาดีฉะนี้แล้ว...ยังไม่แคล้วบอเลาเจ้าช่างหลง
อันมนุษย์สุดฉลาดทั้งอาจอง...อย่างวยงงให้เหมือนสัตว์บัดสีเอง"
(จากเรื่อง เงาะป่า งานพระราชนิพนธ์ของ รัชกาลที่ 5)
ภาพภายนอกหน้าต่างราชรถค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วตามเวลาและระยะทางที่เข้าใกล้เมืองหลวงแห่งแคว้นกรีซแลนด์
บัดนี้ถึงแม้จะเป็นยามบ่ายล่วงเข้าสู่ยามเย็น หากท้องฟ้ากลับมือครึ้มเพราะอุณหภูมิที่ยังลดต่ำลงเรื่อยๆ กรอปกับละอองหิมะที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสายและมีทีท่าว่าจะตกหนักขึ้นจนอาจกลายเป็นพายุหิมะได้
"องค์หญิง!" เสียงทุ้มนุ่มฟังดูห้วนลึกกล่าวเรียกก่อนจะถือวิสาสะเปิดประตูราชรถออกมาอย่างรวดเร็วพร้อมร่ายคำสั่งมาอย่างรวดเร็วโดยมีฮารอนราชองครักษ์หนุ่มคอยคุ้มกันภัยอยู่ด้านข้างราชรถ
บัดนี้ถึงแม้จะเป็นยามบ่ายล่วงเข้าสู่ยามเย็น หากท้องฟ้ากลับมือครึ้มเพราะอุณหภูมิที่ยังลดต่ำลงเรื่อยๆ กรอปกับละอองหิมะที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสายและมีทีท่าว่าจะตกหนักขึ้นจนอาจกลายเป็นพายุหิมะได้
"องค์หญิง!" เสียงทุ้มนุ่มฟังดูห้วนลึกกล่าวเรียกก่อนจะถือวิสาสะเปิดประตูราชรถออกมาอย่างรวดเร็วพร้อมร่ายคำสั่งมาอย่างรวดเร็วโดยมีฮารอนราชองครักษ์หนุ่มคอยคุ้มกันภัยอยู่ด้านข้างราชรถ
"ล้อราชรถติดหิมะไปต่อไม่ได้...เราต้องใช่ม้าแทน" จบประโยคสายพระเนตรคมขององค์เจ้าหลวงทอดสำรวดพิจารณานารีทั้งสองภายในราชรถก่อนที่ผู้เป็นองค์หญิงจะรีบเบี่ยงพระพักตร์หลบอย่างรวดเร็ว
เส้นเกศาสีน้ำตาลแกมทองที่ถักเป็นเปียพันรอบพระเศียรราวมงกุฎงดงามช่างแลคล้ายนางผู้บุกรุกเข้าสู่กระโจมที่ประชุมในคืนนั้นเสียจริง
หากข้าได้สบแววตาสีดั่งมรกต...หากข้าได้ชมชื่นกลิ่นหอมดั่งดอกลาฟาเซียจากกายา...คงใช่แล้วที่เป็นนางในคืนนั้น...
"ฝ่าบาทเพค่ะ" นางกำนัลคนสนิทรีบย่อกายก่อนจะทูลถามอย่างรวดเร็วเพราะสายพระเนตรที่จับจ้องนายของตนนั้นออกจะทรงจ้องมากเกินไปราวกับจะทรง 'กิน' เสียไม่ก็ปาน
"จะทรงใช้ม้าแทนหรือเพค่ะ"
"ใช่, องค์หญิงทรงม้าได้หรือไม่"
"องค์หญิงทรงได้หากไม่ชำนาญเพค่ะ แต่สำหรับหม่อมฉันขี่ไม่เป็นเพค่ะ"
"ถ้าเช่นนั้น..." เจ้าหลวงรูดอล์ฟทรงหยุดพินิจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะทรงเรียกทหารนำม้ามาให้หนึ่งตัวแล้วก็ทรงม้าตัวใหม่นี้ทันที
เส้นเกศาสีน้ำตาลแกมทองที่ถักเป็นเปียพันรอบพระเศียรราวมงกุฎงดงามช่างแลคล้ายนางผู้บุกรุกเข้าสู่กระโจมที่ประชุมในคืนนั้นเสียจริง
หากข้าได้สบแววตาสีดั่งมรกต...หากข้าได้ชมชื่นกลิ่นหอมดั่งดอกลาฟาเซียจากกายา...คงใช่แล้วที่เป็นนางในคืนนั้น...
"ฝ่าบาทเพค่ะ" นางกำนัลคนสนิทรีบย่อกายก่อนจะทูลถามอย่างรวดเร็วเพราะสายพระเนตรที่จับจ้องนายของตนนั้นออกจะทรงจ้องมากเกินไปราวกับจะทรง 'กิน' เสียไม่ก็ปาน
"จะทรงใช้ม้าแทนหรือเพค่ะ"
"ใช่, องค์หญิงทรงม้าได้หรือไม่"
"องค์หญิงทรงได้หากไม่ชำนาญเพค่ะ แต่สำหรับหม่อมฉันขี่ไม่เป็นเพค่ะ"
"ถ้าเช่นนั้น..." เจ้าหลวงรูดอล์ฟทรงหยุดพินิจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะทรงเรียกทหารนำม้ามาให้หนึ่งตัวแล้วก็ทรงม้าตัวใหม่นี้ทันที
“ม้าของข้าให้องค์หญิงทรง ส่วนนางกำนัลคนสนิทให้ไปกับลาฟ” รับสั่งห้วนหากได้ใจความต่อผู้ฟังทั้งสองนาง
“เพค่ะ” มิเรรีบคำนับรับคำตรัสทันทีแล้วชำเลืองหางตาไปสบกับชายหนุ่มผู้น้อมรับพระบัญชาอยู่ใกล้ๆ
“ข้าจะขี่ม้ามุ่งหน้าไปก่อน จงระวังพายุหิมะ” ตรัสจบวรองค์สูงก็ทรงชักม้าจากไปทันที
“ถวายพระพรองค์หญิงพระเจ้าค่ะ” ราชองครักษ์หนุ่มผู้น้อมรับกระแสรับสั่งเดินเข้ามาถวายคำนับตามแบบฉบับชาวกรีซแลนด์เสียหนึ่งทีรวดเร็วตามแบบทหารหากแต่สง่างามทุกท่วงท่า
การถวายคำนับในแต่ละแคว้นจะไม่เหมือนกัน
เช่น หากเป็นแคว้นแลนดอม...ผู้หญิงจะเอามือขวาทับบนมือซ้ายแล้ววางไว้ที่หัวเข่าขณะก่อกายถอนสายบัว ส่วนผู้ชายจะแนบมือทั้งสองข้างไว้ชิดกับลำตัวก่อนจะโค้งกายให้ศีรษะเสมออก
แต่ถ้าหากเป็นแคว้นกรีซแลนด์...ผู้หญิงจะจับจีบกระโปรงทั้งสองข้างยกขึ้นเล็กน้อยก่อนย่อกายลงแล้วก้มหัวให้เล็กน้อยพองาม ส่วนผู้ชายจะเอาฝ่ามือขวาวางพาดเฉียงขึ้นไปทาบทับบนอกซ้ายพร้อมกันโค้งคำนับ อันหมายถึงความเคารพด้วยใจอย่างสูงสุด
“ท่านคือ?” มิเรเอ่ยถาม
“กระหม่อมมีนามว่า ฮารอน เป็นราชองครักษ์ประจำองค์เจ้าหลวงพระเจ้าค่ะ” ฮารอนแนะนำตัวเองต่อองค์หญิงก่อนจะกล่าวอย่างเป็นมิตรต่อนางกำนัลสาวในท้ายประโยค “ยินดีที่ได้รู้จักคุณมิเร”
“เช่นกันท่านฮารอน” มิเรเชิดหน้าขึ้นยามเอ่ยรับด้วยศักดิ์ศรีแห่งนางกำนัลชั้นสูงและด้วยตัวเธอที่รู้สึกไม่ถูกชะตากับราชองครักษ์ผู้นี้เท่าไรนักนับตั้งแต่เจอหน้ากัน ซึ่งจะด้วยเหตุผลประการใดเธอก็มิอาจรู้ หรืออาจจะเป็นเพราะแววตาจับผิดนั้นก็เป็นได้
“อาชาประจำองค์เจ้าหลวงทั้งเชื่องและฉลาดมากพระเจ้าค่ะ” ฮารอนกราบทูลเล่าพลางตรวจความเรียบร้อยของอานม้า “แม้นไม่ต้องบังคับมันก็สามารถเดินทางไปได้ตามแต่เส้นทาง องค์หญิงที่ทรงไม่ชำนาญทางชันบนภูเขาและหิมะเช่นนี้ ควรจะทรงม้าตัวนี้เหมาะที่สุดพระเจ้าค่ะ”
“อย่างนี้นี่เอง” ลาฟาเซียพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะตวัดตัวขึ้นบนอาชาอย่างชำนาญแล้วหันไปถามถึงนางกำนัดคนสนิทจากฮารอน
“มิเรไปกับท่านรึ?”
“พระเจ้าค่ะ, ฝ่าบาททรงรับสั่งให้นางกำนัลคนสนิทขององค์หญิงเดินทางไปกับเกล้ากระหม่อมพระเจ้าค่ะ"
"เหตุใดข้าต้องไปกับตาบ้านี่ด้วยนะ" มิเรแหวเสียงเบา หากแต่ ‘ตาบ้า’ ของเธอกลับได้ยินเสียชัดทุกถ้อยคำ
"เจ้าไม่ได้ยินพระบัญชารึ" ฮารอนพูดประชดในน้ำเสียงเชิงประโยคคำถามเบาๆให้ทันที
จะให้ไปนั่งแนบชิดกับผู้ชายเช่นเจ้าได้อย่างไร ถ้าหากเป็นผู้อื่นยังว่าไปอย่าง...มิเรแอบค้อนในใจ
"แล้วข้าจะไปกับท่านอย่างไร" มิเรถามอย่างฉงนพลางมองมือใหญ่ทำงานอย่างรวดเร็ว
ฮารอนจัดอานม้าสำหรับตัวเองให้เรียบร้อยก่อนจะหันไปกล่าวคำมั่นกับนางกำนัลสาว
"เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องห่วง...ข้าจะไม่แตะต้องร่างกายเจ้าเลยหากไม่จำเป็น เจ้าจงวางใจได้"
“ข้าจะไว้ใจท่านได้อย่างไรเล่า!”
"มิเร, นี่คือกระแสพระราชบัญชาหาหลีกเลี่ยงได้ไม่ ท่านต้องไปกับข้า"
"แต่..." มิเรอ้าปากหมายจะคัดค้านหากถูกร่างสูงกล่าวตัดบทขึ้นมาเสียก่อน
"หากท่านยังต่อความยาวสาวความยืดเช่นนี้อยู่อีก
หิมะที่ตกหนักเช่นนี้จะเป็นอุปสรรค์ต่อการเดินทางได้ของเราได้นะ"
"ทำตามที่ฮารอนกล่าวเถอะ" ลาฟาเซียสนับสนุนอีกแรง
"องค์หญิง" มิเรร้องขอความเห็นใจในเมื่อเธอไม่ค่อยถูกชะตากับคนผู้นี้เท่าใดนัก
"เร็วเถอะท่านมิเร" ฮารอนเร่ง
"ก็ได้" มิเรยื่นมือไปให้ราชองครักษ์หนุ่มช่วยประคองขึ้นบนหลังม้าอย่างยากเย็น ก่อนที่ฮารอนจะตวัดตัวขึ้นบนหลังม้าอย่างรวดเร็วแล้วเอื้อมมือทั้งสองไปจับสายบังเหงี่ยมมั่น
"เชิญเสด็จพระเจ้าค่ะ" ฮารอนไม่รอช้ารีบทูล 'เชิญเสด็จ' องค์หญิงลาฟาเซียทันที
“อื่ม” ลาฟาเซียพยักหน้ารับแล้วเริ่มชักม้าออกเดิน
"ออกเดินทางได้!" ฮารอนตะโกนกึกก้องพร้อมกับเริ่มควบม้าไปขนาบข้างอาชาทรงของลาฟาเซียพร้อมกับทูลชี้แจงอย่างรวดเร็ว
"องค์หญิง, ทรงม้าตามกระหม่อมมานะพระเจ้าค่ะ"
ขบวนม้าเริ่มออกเดินทาง...ทว่าพายุหิมะยังคงพัดโหมกระหน่ำโดยไม่มีทีท่าว่าจะยั้งหยุด...เกล็ดละอองหิมะร่วงหล่นไปทั่วทั่งท้องอากาศ เสียงควบม้าดังขึ้นเป็นจังหวะกระชั้นชิด พื้นดินที่เต็มไปด้วยทะเลสีขาวเริ่มจับตัวกันเป็นพื้นแข็ง หากสภาพอากาศก็ไม่อาจหยุดฝีเท้าม้าขบวนนี้ไว้ได้จนกว่าจะถึงหมู่บ้านชายแดนข้างหน้าอันเป็นจุดหมายสำหรับการเดินทางของวันนี้
ท้องฟ้าที่มืดสลัวทำให้มองเห็นจุดดวงไฟได้อย่างแจ่มชัด...ขบวนม้านำเสด็จองค์หญิงแห่งแคว้นแลนดอมได้เดินทางมาถึงจุดหมายอย่างปลอดภัยได้ระยะหนึ่งแล้ว
ในหมู่บ้านชายแดนเขตแคว้นกรีซแลนด์เป็นหมู่บ้านเล็กๆที่มีจำนวนเพียงสิบห้าหลังเท่านั้น หากมีประชาชนอยู่รวมกันถึงหนึ่งร้อยกว่าคน ทว่า...ในช่วงฤดูหนาวที่แสนจะยาวนานผู้ชายวัยฉกรรจ์ในหมู่บ้านจะออกไปหาฟืน ล่าสัตว์ หาของป่า ตามพื้นที่บนป่าเขา จนย่ำค่ำถึงจะกลับมา
เมื่อชาวบ้านได้ทราบข่าวการเสด็จมาประทับแรมที่นี่ทุกคนต่างยินดีกันเสียใหญ่ กล่าวทูลขออนุญาตต่อองค์เจ้าหลวงให้พวกตนได้จัดงานฉลองเลี้ยงต้อนรับ ทว่าองค์เจ้าหลวงรูดอล์ฟไม่ต้องการให้ชาวบ้านจัดงานใหญ่เพราะจะทำให้สูญเสียสิ่งของที่พวกตนหามาเพื่อเอาไปขาย จึงรับสั่งให้จัดเลี้ยงแบบง่ายๆ เล็กน้อยไม่ต้องมากมายอะไรนัก
ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็ซาบซึ้งต่อน้ำพระทัยเป็นที่ยิ่ง
บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านได้รับแต่งตั้งให้เป็นเขตพระราชฐานชั้นใน มีเพียงผู้หญิงเท่านั้นรวมทั้งมิเรกับลาฟาเซียด้วย
ลาฟาเซียได้รับการดูแลจากจากเหล่าคณะผู้หญิงในหมู่บ้านเป็นอย่างดี
ในคราแรก...ภรรยาเจ้าของบ้านหมายจะยกห้องที่ใหญ่ที่สุดเป็นห้องบรรทม หากแต่ลาฟาเซียไม่ยินยอมกลับขอห้องที่เล็กที่สุดไปแทน เพราะห้องใหญ่ย่อมจุคนได้มากกว่า หากยงให้เธอนอนเพียงคนเดียว คนอื่นๆในบ้านอีกสิบกว่าจะไปนอนเบียดกันได้อย่างไร...
ครั้งลาฟาเซียอธิบายถึงความคิดเช่นนี้ เหล่าผู้หญิงทั้งหลายต่างยิ้มแย้มแจ่มกระจ่างกันทั่วถ้วนหน้าแล้วยังพากันเอ่ยชื่นชมลาฟาเซียต่างๆนานา ว่าเธอช่างพระทัยดี รูปงาม ช่างเมตตา หากแต่ที่ลาฟาเซียยอมรับไม่ได้ก็คือ ทุกคนลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า
"ทรงงามสมกับองค์เจ้าหลวงเสียจริง" หรือ " รานีแห่งองค์เจ้าหลวงต้องเป็นองค์หญิงพระองค์นี้เท่านั้นถึงจะเหมาะที่สุด"
เนื่องจากเดินทางมาไกลและเหน็ดเหนื่อย เธอจึงขอตัวไปอาบน้ำก่อนโดยปล่อยให้พวกนางๆ ทั้งหลายยกยอปอปั้นตัวเธอต่อไป
มิเรกับภรรยาเจ้าของบ้านต่างช่วยกันจัดแจงเติมน้ำอุ่นลงอ่างผสมน้ำอบหอมกรุ่นกลิ่นดอกไม้นานาชนิด อีกทั้งจัดเตรียมผ้าห่มผืนใหญ่แขวนไว้ที่ฉากไม้กั้นอย่างปรานีต
"ให้หม่อมฉันช่วยขัดพระฉวีให้นะเพค่ะ" ภรรยาเจ้าของบ้านจับแปรงขนอ่อนสำหรับขัดกายเตรียมขัดพระฉวีถวาย
"ไม่ต้องหรอก" ลาฟาเซียรีบปฏิเสธทันควันด้วยน้ำเสียงสุภาพ
ถึงแม้จะเป็นนายหญิงแห่งป่าต้องสาป หรือ อดีตเจ้าหญิง ทว่าตั้งแต่จำความได้เธอก็อาบน้ำด้วยตัวเองมาตลอดหากครานี้มีคนมาช่วยขัดผิวให้เธอคงจะเขินอายเป็นแน่
"พวกท่านไปทำงานอย่างอื่นเถอะ ข้าขออาบน้ำเองนะ" กล่าวจบเธอก็รีบเข้าไปในห้องน้ำแล้วจัดการปิดประตูลงกรอนอย่างรวดเร็วโดยมีสายตาของภรรยาเจ้าของบ้านมองตามอย่างงวยงง
"องค์หญิงทรงชอบสรงน้ำด้วยพระองค์เองนะค่ะ" มิเรช่วยแก้ตัวแทนนายหญิงของตน
"เป็นเช่นนั้นเอง" นางพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะส่งยิ้มไมตรีไปให้นางกำนัลคนสนิท "แล้วคุณจะอาบด้วยไหมเจ้าค่ะ"
"ก็อยากเหมือนกันค่ะ เดินทางมาไกลรู้สึกเหนียวตัวและหนาวด้วยค่ะ อยากได้น้ำอุ่นๆชำระล้างร่างกายเสียหน่อยก็ดี"
"ถ้าเช่นนั้นประเดี๋ยวข้าน้อยจะช่วยเตรียมน้ำให้อาบนะเจ้าค่ะ"
"ขอบใจค่ะป้า" มิเรยิ้มขอบคุณอย่างเกรงใจแล้วร่างอวบของภรรยาเจ้าของบ้านก็เดินออกจากห้องไป
ไม่นานนักร่างบางระหงก็ย่างกายออกมาจากห้องอาบน้ำภายใต้ผ้าห่มไหมทอผืนใหญ่ก่อนจะหลบเข้าสู่เบื้องหลังฉากไม้แล้วจัดแจงใส่เสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว
ลาฟาเซียในกระจกเงาบานใหญ่ขนาดสูงเท่าตัวอยู่ในชุดพื้นเมืองตามแบบชาวกรีซแลนด์ดูสวยงามหากแต่แปลกตาสำหรับเจ้าของเงาในกระจกอย่างยิ่ง
เพราะเธอเคยชินกับชุดแบบชาวแลนดอมเสียมากกว่า พอมาเห็นตัวเองในชุดเช่นนี้เลยดูแปลกตาไปเสีย
ชุดชาวแลนดอมจะมีลักษณะทอจากเส้นฝ้ายหรือเส้นใยธรรมชาติสีสันสดใส ตัวชุดจะเป็นกระโปรงบานค่อนข้างพองฟูแขนตุ๊กตาและมีระบายลูกไม้ตกแต่ง
แต่ชุดที่เธอสวมใส่อยู่นี้เป็นชุดกระโปรงยาวกรอกเท้าที่สวมทับกันหลายชั้น
ในชั้นแรกจะทอด้วยใยไหมหนานุ่ม แล้วสวมทับในชั้นที่สองเป็นผ้าเนื้อหนามัน ชั้นที่สามก็จะเป็นผ้าจากขนสัตว์และชั้นที่สี่จะเป็นผ้าคลุมขนสัตว์ขนาดบางหากแต่อบอุ่นเมื่อเอามาใช้ แขนเสื้อตัวนอกสุดค่อนข้างยาวจนเกือบจรดปลายนิ้ว นอกจากจากชุดกระโปรงนี้แล้วยังมีผ้าพันบั้นเอวและผ้าโพกหัวที่ทิ้งชายผ้าด้านข้างหูลงมายาวจนสามารถตวัดไปยังบ่าอีกข้างหนึ่งได้ ซึ่งชายผ้านี้ชาวแดนเหนือมีไว้ปิดส่วนใบหน้าครึ่งล่างตั้งแต่ใต้ดวงตาลงมาเพื่อป้องกันพายุหิมะและความเหน็บหนาวของสภาพอากาศ
“ดีที่ข้าตัวผอม” ลาฟาเซียบ่นอย่างภาคภูมิใจให้มิเรฟัง
“ทำไมหรือเพค่ะ?”
“ดูสิ, หากข้าอ้วนกว่านี้คงได้กลายเป็นหมูตัวโตๆ หรือไม่ก็ตัวเท่าแม่โคเทียวกระมัง”
แล้วทั้งสองก็มองหน้ากันก่อนจะหัวเราะคิกคักเบาๆ
“องค์หญิงเพค่ะ” เสียงภรรยาเจ้าของบ้านดังแว่วมาหน้าห้องพร้อมกับเสียงเคาะประตู
“เข้ามาเถอะ” ลาฟาเซียกล่าวอนุญาตแล้วเดินมานั่งลงบนฟูกหนาที่ปูด้วยพรมขนสัตว์นุ่ม
ร่างท้วมเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับถาดสำรับอาหารขนาดใหญ่ ด้านหลังนั้นมีเด็กสาวชาวบ้านวันแรกรุ่นถือถาดสำรับอาหารเดินตามเข้ามาด้วย
“องค์เจ้าหลวงทรงรับสั่งให้หม่อมฉันนำเครื่องเสวยมาถวายเพค่ะ” ภรรยาเจ้าของบ้านกราบทูลพลางวางถาดเครื่องเสวยลงบนโต๊ะ
มิเรกับเด็กสาวที่ถือถาดเครื่องเสวยช่วยกันตั้งเครื่องจัดวางไว้อย่างเรียบร้อย
“ทรงงามนักเพค่ะ” หญิงร่างท้วมมองลาฟาเซียในชุดพื้นเมืองอย่างชื่นชม
“ข้าขอบใจสำหรับคำชมและอาหารของท่านป้า” คนถูกชนกล่าวจากใจจริง
“หามิได้เพค่ะ, หม่อมฉันยินดีที่ได้รับใช้องค์หญิงผู้ที่จะมาเป็นรานีแห่งเราเพค่ะ”
“ว่าแต่อาหารที่ท่านนำมามีอะไรบ้างรึ” ลาฟาเซียเดินไปมองดูอาหารบนโต๊ะ
Zwfhshkczjoc]h;....
จงมองดู-ปลายนิ้วดีดสัมผัส...ก๊อกแก็กก๊อก
ดีดกดแคะ-พันอักษรเรื่องราว...ก๊อกก๊อกแกร่ะ
เป็นปรึษนา-ผู้สร้างที่หยั่งรู้....ก๊อกก็อกก๊อก
เป็นปรึษนา-ผู้สร้างที่หยั่งรู้....ก๊อกก็อกก๊อก
ความคิดเห็น