บันทึก(ลับ)ช่วงหนึ่งของชีวิต
โลกไม่เคยหยุดหมุนเช่นเดียวกับเวลาที่ไม่เคยหยุดเดิน หากต้องการให้ทุกสิ่งหยุดนิ่งก็ต้องใช้ความตายเท่านั้น อันความตายจะมาเยือนเมื่อคราใดไม่มีใครรู้ไม่มีใครทราบ ชีวิตมนุษย์มักจะถูกโชคชะตาเล่นตลกอยู่เสมอ...คนคำนวณหรือจะสู้ฟ้าลิขิต
ฉันใช้ชีวิตอยู่ในโลกแห่งความงดงามสดใสเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มไร้ซึ่งความทุกข์ใดๆ ในครอบครัวที่อบอุ่นอันประกอมไปด้วย พ่อ แม่ และน้องสาวที่อายุห่างกันถึงห้าปี ชีวิตฉันเป็นเช่นนี้ตลอดมาจนกระทั่งวันหนึ่ง...ฉันก็ได้รู้จักคำว่า "การพลัดพราก"
วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2548...วันนี้ท้องฟ้ามัวหมองมองดูหม่นมัว ช่วงเวลาเย็นข่าวร้ายก็มาเยือนในขณะที่ฉันกำลังนั่งอ่านหนังสือนิยายอยู่บนชั้นสามของบ้านอาคารพาณิชย์ เสียงสะอึกสะอื้นดังแว่วมาพร้อมกับร่างของน้องสาวที่กำลังก้าวเท้าขึ้นบันไดมา
น้องร้องไห้...หยาดน้ำตาปะปนไปกับถ้อยคำเสียงสั่นเครือ
"แม่ตายแล้ว!"
ล้อเล่นน่า...แม่จะตายได้ไงในเมื่อตอนบ่ายสี่ฉันยังเห็นแม่ทำอาหารอยู่ในครัวหลังบ้านเลยนี่...ฉันไม่เชื่อ!
ฉันวิ่งลงไปหาแม่ในห้องครัว หัวใจฉันหายวาบ หยาดน้ำตาฉันไหลรินลงมาอาบข้างแก้ม...แม่หายไปไหน?
เพื่อนพ่อสองสามคนเดินเข้ามาปลอบ...บอกกับฉันว่าพ่อไปโรงพยาบาล ตอนนี้ให้พาน้องมากินข้าวก่อน แม่ทำกับข้าวไว้ให้ก่อนไป
ฉันกับน้องนั่งกินข้าวกันอย่างเลื่อนลอย ข้าวทุกเม็ด กับข้าวทุกอย่างตักผ่านเข้าปากฉันไปอย่างไม่รู้รส อาหารมื้อสุดท้ายที่แม่ทำมันช่างเต็มไปด้วยความรู้สึกเศร้าเคล้าไปกับหยดน้ำตา...ฉันเสียใจเกินกว่าจะกินลง
ที่ห้องดับจิตในโรงพยาบาล ร่างซีดขาวที่มีคราบเลือดแห้งกรั่งถูกเคลื่อนออกจากตู้แช่ ปลายนิ้วอันสั่นเทาสัมผัสผิวเนื้อพลางลูบอย่างแผ่วเบาด้วยความอาลัลก่อนที่ฉันจะค่อยๆพนมมือก้มลงกราบเท้าอันเย็นเฉียบประดุจก้อนน้ำแข็งของแม่ท่ามกลางเสียงร่ำไห้โศกเศร้าโหยหาอาดูรของญาติพี่น้องที่มารอรับศพ...
วันที่ 2 ธันวาคมในปีเดียวกัน...กลุ่มควันล่องลอยจากกลางป่าช้าพร้อมกับเสียงสวดส่งวิญญานของแม่ขึ้นสู่สรวงสวรรค์ปะปนไปกับเสียงร่ำไห้ของกลุ่มคนที่มาร่วมงาน...
แม่จากไปแล้ว จากไปโดยไม่มีแม้แต่คำกล่าวอำลา ทว่า...ความเสียใจยังคงกลับมาซ้ำเติมให้กับหัวใจอันรวดร้าวของฉันเป็นละลอกที่สอง เมื่อคนที่อยู่ในเหตุการณ์แห่งความตายนั้นได้มาเล่าให้ฉันและญาติพี่น้องฟังหลังจากวันเผาร่างไร้ชีวิตของแม่
ทั้งสามคนเล่าว่า...วันนั้นแม่ของฉันขับขี่รถจักรยานยนต์ขนานไปกกับรถบรรทุกหกล้อทางด้านซ้าย แล้วคนขับรถบรรทุกก็หักเลี้ยวรถเข้าที่ทำงานทางขวามืออย่างฉับพลันและเกี่ยวเอารถจักรยานยนต์เสียหลักล้มลงแล้วลากร่างของแม่ไถลไปตามพื้นก่อรจะถูกรถทับขาดใจตายทันที
หนึ่งในคนกลุ่มนั้นยังเล่าให้ฟังอีกว่า...ตอนที่เขาวิ่งไปห้ามคนขับรถที่เป็นเพื่อนให้หยุดแล้วรถบรรทุกนั้นก็หยุดจริงแต่คนขับไม่ยอมลงมาดู ในขณะที่คนกำลังจะเข้าไปช่วยนำร่างแม่ออกจากใต้ท้องรถอยู่นั้น แม่ยังไม่ตาย แม่ยังมีชีวิตอยู่ ทว่า...ชั่วพริบตา คนขับรถบรรทุกก็ตัดสินใจเดินรถทับร่างของแม่จนแน่นิ่งไป...
เรื่องที่ฉันได้รับฟังนี้เขาไม่ได้เล่าให้ปากคำกับตำรวจเพราะถูกเจ้านายและคนขับรถบรรทุกที่เป็นเพื่อนร่วมงานสั่งห้ามเอาไว้พร้อมทั้งข่มขู่ให้เขาปิดปากเงียบ แต่เพราะภาพที่เขาเห็นในเหตุการณ์ทำให้เขารู้สึกผิดเลยมาเล่าให้ฟังและกล่าวขอโทษ
ใจคอมนุษย์ช่างป่าเถื่อนโหดร้ายนัก พรากชีวิตผู้นได้ง่ายเสียยิ่งกว่าสิ่งใด ยิ่งกว่าปลอกกล้วยเข้าปาก เพียงเพราะคนตายพูดไม่ได้ เสียงจากคนตายหรือจะสามารถให้ปากคำหรือโต้แย้งเสียงจากคนเป็น
โทษของคนขับรถบรรทุกที่เขาได้รับคือข้อหาขับรถยนต์โดยประมาทจนเป็ฯเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย...และเขายังยินดีจ่ายค่าชดใช้ชีวิตแม่ของฉันอีก 5,000 บาท
ดูเถอะ! ชีวิตคนหนึ่งชีวิตมีค่าแค่เพียงเศษเสี่ยวของเงินตรา
ชีวิตแม่ของฉันมันมีค่ามากกว่านั้น มากเกินกว่าสิ่งใดจะประเมินค่าได้...ถึงแม้จะเอาเงินมากมายกี่ร้อยกี่พันล้านเท่าเอามาแลกกับการต้องพรากชีวิตแม่ไป...ฉันก็ไม่ยอม...ไม่ยอมเด็จขาด!
ถ้าหากฉันสามารถแลกได้...ฉันอยากและเอาชีวิตของฉันไปแทนแม่...ทำไมสวรรค์ต้องพรากแม่ไปจากฉันด้วย...ทำไม?
ทุกครั้งที่ฉันคึดถึงแม่ก็ได้แต่จุดธูปไหว้รูปตัวแทนที่อยู่บนหิ้ง...ไม่รู้ว่าแม่จะได้ยินหรือไม่ จะเห็นตัวฉันหรือเปล่า ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม...ฉันอยากกอดแม่อีกสักครั้ง อยากพูดคุย บอกรักแม่ ตอบแทนพระคุณท่าน...แต่มันก็เป็นได้แค่เพียงความคิดจินตนาการ
วันเวลาช่างผ่านไปเร็วนัก ถึงแม้ความเจ็บปวดความเสียใจจะเบาบางลงแต่มันก็ไม่เคยจะจางหาย ทุกๆปีที่ใกล้ถึงวันที่ 26 พฤษจิกายน ฉันจะบันทึกเรื่องเล่านี้ลงในอินเตอร์เน็ต ฝากความรู้สึกของฉันผ่านตัวอักษรถึงทุกคนให้ได้รับรู้ ถึงแม่ที่อยู๋บนสรวงสวรรค์ และจะทำเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆจนกว่าฉันจะสิ้นสลาย...
'กตัญญูต่อบิดามารดา สามารถทำได้ทุกเวลาโดยไม่จำเป็ฯต้องรอโอกาศ ไม่ต้องคอยตอบแทนคุณท่านในยามแก่ชรา เพราะหากเมื่อพวกท่านตาย...มันก็สายเกินไป'
ขออนุโมทนากุศลที่ได้จากบันทึกนี้ส่งถึงคุณแม่ของข้าพเจ้าด้วยเทอญ...สาธุ
-กวีน้ำชา-
ความคิดเห็น