เธฃเธงเธกเธกเธดเธ•เธฃ
ดู Blog ทั้งหมด

สังคมชมพูทวีปสมัยก่อนพระพุทธเจ้า

สังคมชมพูทวีปสมัยก่อนพระพุทธเจ้า




ลักษณะสังคมชมพูทวีปสมัยก่อนพระพุทธเจ้าแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ ลักษณะทางการเมืองการ
ปกครอง และลักษณะสังคมชมพูทวีป ดังนี้คือ 1. ลักษณะการเมืองการปกครองของชมพูทวีป ลักษณะการเมืองการปกครองของชมพูทวีป เป็นลักษณะการปกครองคล้ายรูปแบบการปกครองของประเทศไทย ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ซึ่งการปกครองของชมพูทวีปแบ่งการปกครองออกเป็น 2 ระบบ คือ 1.1 รูปแบบการปกครองส่วนกลาง เรียกว่า “มัชฌิมชนบท” เปรียบเสมือนการปกครองส่วนกลางของประเทศไทย 1.2 รูปแบบการปกครองส่วนหัวเมืองชั้นนอก เรียกว่า “ปัจจันตชนบท” เปรียบเสมือนการปกครองส่วนภูมิภาคของประเทศไทย
ชมพูทวีป ในปัจจุบันได้แก่ อาณาบริเวณที่เป็นประเทศอินเดีย ประเทศปากีสถาน ประเทศเนปาล และประเทศบังคลาเทศ การปกครองจะแบ่งเป็น นครรัฐ หรือแคว้นต่าง ๆ ดังนี้
From aa
***** สามารถดูตารางด้านบน ทั้งหมด โดย คลิกที่นี่ *****
สังคมชมพูทวีปสมัยก่อนพระพุทธเจ้า

From aa
2. ลักษณะทางสังคมของชมพูทวีป ชมพูทวีปในสมัยนั้นมีการแบ่งชนชั้น เรียกว่า “วรรณะ” ตามหลักความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ โดยถือว่าวรรณะทั้ง 4 เกิดจากอวัยวะของพระพรหมที่ต่างกัน จึงถือว่าระบบวรรณะได้ถูกกำหนดไว้ตายตัวโดยพระผู้เป็นเจ้า การเปลี่ยนแปลงสถานภาพทางสังคมโดยยกชนชั้นของตนเองให้สูงขึ้นจึงเป็นไปไม่ ได้ การแบ่งวรรณะ มีดังต่อไปนี้คือ 1) วรรณะพราหมณ์ เกิดจากพระโอษฐ์ของพระพรหม มีหน้าที่กล่าวมนต์ ได้แก่ พวกศึกษาคัมภีร์พระเวท มีหน้าที่ติดต่อกับเทวะ และกระทำพิธีกรรมทางศาสนา สีเครื่องแต่งกายประจำวรรณะคือสีขาว (หมายถึงความบริสุทธิ์) 2) วรรณะกษัตริย์ เกิดจากพระพาหา (แขน) ของพระพรหม มีหน้าที่รบและปกป้องอาณาจักรหรือขยายอาณาจักร ได้แก่ พวกนักรบ นักปกครอง พระเจ้าแผ่นดิน สีเครื่องแต่งกายประจำวรรณะคือสีแดง 3) วรรณะแพศย์ เกิดจากพระโสณี (ตะโพก) ของพระพรหม เป็นพวกแสวงหาทรัพย์สมบัติมาก บริโภคมาก ได้แก่ พ่อค้า คหบดี เศรษฐี เกษตรกร ศิลปหัตถกรรม เป็นต้น สีเครื่องแต่งกายประจำวรรณะคือสีเหลือง 4) วรรณะศูทร เกิดจากพระบาทของพระพรหม จึงต้องทำงานที่ใช้แรงงาน ได้แก่ พวกกรรมกร ลูกจ้าง สีเครื่องแต่งกายประจำวรรณะคือสีดำ หรือสีอื่น ๆ ที่ไม่สดใสและไม่ตรงกับสีของวรรณะทั้งสามข้างต้น
นอก จากนี้ยังมีชนชั้นต่ำอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า “จัณฑาล” ถือว่าเป็นคนนอกวรรณะ เพราะถือกำเนิดมาจากบิดามารดาเป็นคนต่างวรรณะกัน คือมารดาอยู่ในวรรณะสูง บิดาอยู่ในวรรณะต่ำ เช่น มารดาเป็นพราหมณ์ บิดาเป็นศูทร บุตรที่เกิดมาจะกลายเป็นจัณฑาล พวกนี้จะถูกเหยียดหยามจากวรรณะอื่น ๆ ไม่มีศักดิ์ ไม่มีสิทธิใด ๆ ในสังคม มีสถานภาพต่ำกว่าสัตว์เดรัจฉานเสียอีก แม้กระทั่งเดินผ่านให้พราหมณ์เห็น หรือให้เงาไปทับกับเงาของพราหมณ์ พราหมณ์จะถือว่าเป็นเสนียดจัญไร กลับถึงบ้านต้องเอาน้ำล้างตาหรืออาบน้ำนมล้างเสนียด ความเชื่อทางศาสนาสมัยก่อนพระพุทธเจ้า
From aa
3. ความเชื่อทางศาสนาสมัยก่อนพระพุทธเจ้า
ชาวชมพูทวีปหรือชาวอินเดียสมัยโบราณส่วนใหญ่มีความเป็นอยู่แร้นแค้น แม้ในถิ่นที่อุดมสมบูรณ์ผู้คนก็เอารัดเอาเปรียบเบียดเบียนกัน ผู้มีอำนาจมากกว่าหรือมีพวกมากกว่า ก็รังแกผู้อ่อนแอหรือมีพวกน้อย ชีวิตในชมพูทวีปหาความสงบสุขได้ยาก คนส่วนใหญ่หมดหวังในชีวิต จึงมีผู้แสวงหาแนวทางปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้นด้วยวิธีการต่างๆ ตามความเชื่อของตน จึงเกิดความเชื่อ หรือลัทธิต่างๆ เกิดนักบวช นักปรัชญา มากมายหลายสาขา พอสรุปได้ดังนี้
3.1 ความเชื่อในธรรมชาติ ตามหลักฐานทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนเป็นอันมากยึดถือภูเขา ต้นไม้ใหญ่ จอมปลวกต่างๆ เป็นสรณะซึ่งไม่ใช่สรณะที่ถูกต้อง ถึงจะเคารพนับถือเพียงใด ก็ไม่ทำให้หลุดพ้นทุกข์ได้ 3.2 ความเชื่อในวิญญาณนิยม หรือผีสางเทวดา ใครนับถือผีหรือเทพองค์ใด ก็เซ่นไหว้บวงสรวงบูชาเทพองค์นั้น 3.3 ความเชื่อในพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์ ซึ่งมาจากพระเวท คนวรรณะสูงเท่านั้นที่มีสิทธิเชื่อ และประกอบพิธีกรรม เช่น การบูชายัญ เพราะต้องอาศัยพราหมณ์ประกอบพิธี และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการประกอบพิธีอย่างสูง เช่น ต้องซื้อสัตว์จำนวนมากมาฆ่าบูชายัญ 3.4 ความเชื่อในคำสอนแบบปรัชญาของนักบวชประเภทต่างๆ นักบวชที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นได้แก่ ครูทั้ง 6 (ครู มาจาก ครุ ซึ่งมีความหมายว่า ศาสดา) ได้แก่ - ปูรณกัสสป เป็นนักบวชพวกเปลือยกาย ถือลัทธิอกิริยวาท คือถือว่า บุญไม่มี บาปไม่มี ผลบุญผลบาปไม่มี สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นเอง - มักขลิโคสาล เป็นนักบวชเปลือยกาย เคยไปศึกษาลัทธินิครนถ์ แล้วแยกตัวตั้งลัทธิใหม่ถือลัทธิอเหตุกวาท ถือว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีเหตุให้เกิดขึ้น ล้วนเกิดขึ้นเอง - นิครนถนาฏบุตร เป็นวรรณะกษัตริย์ เดิมชื่อมหาวีระ วรรธมาน บวชในศาสนาเซน ซึ่งมีมานานแล้ว แยกตัวไปตั้งลัทธิใหม่ เปลือยกาย ถอนผมด้วยแปรงตาล ยกย่องอัตตกิลมถานุโยค คือการทรมานตนให้ลำบากด้วยประการต่างๆ - สัญชัยเวลัฏฐบุตร เป็นนักบวชประเภทปริพาชก เคยเป็นอาจารย์เก่าของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ชอบโต้เถียง มีวาทะดิ้นได้ไม่ตายตัว - ปกุทธกัจจายนะ ถือลัทธิสัสตวาท คือเกิดเป็นอะไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่มีเปลี่ยนแปลง - อชิตเกสกัมพล นุ่งห่มผ้าทำด้วยผมคน ถือลัทธินัตถิกวาท บุญบาปไม่มี ร่างกายเป็นเพียงธาตุ ตายแล้วขาดสูญนอกจากครูทั้ง 6 นี้แล้ว ยังมีนักบวชประเภทต่างๆ อีก เฉพาะที่สำคัญ ๆ มีดังนี้ - ฤษี อยู่ป่า บำเพ็ญตบะ บำเพ็ญทุกรกิริยา ทำยัญพิธี นั่งสาธยายมนต์ ตามความถนัดดำรงชีพโดยอาศัยผลไม้ เหง้ามัน บางพวกภิกขาจาร มีความเห็นและข้อปฏิบัติแตกต่างกันเป็นหลายพวก - ปริพาชก เป็นครูพเนจร สอนปรัชญา ชอบโต้เถียงเหมือนนักปรัชญากรีก ชอบสนทนาตัวอย่างคือ สัญชัยเวลัฏฐบุตร - อาชีวก (แปลว่าผู้เลี้ยงชีพชอบ) เป็นนักบุญเปลือยกาย ตัวอย่างคือ มักขลิโคสาล - นิครนถ์ (แปลว่าผู้ปราศจากเครื่องร้อยรัด) เป็นนักบวชเปลือยกาย นักโต้ตอบปรัชญา ตัวอย่างคือ นิครนถนาฏบุตร - อเจลกะ เป็นนักบวชเปลือยกาย ศิษย์ของปูรณกัสสป มักขลิโคสาล นิครนถนาฏบุตร - ชฎิล เป็นดาบสเกล้าผมเป็นมวย เป็นพวกวรรณะพราหมณ์ ตัวอย่าง เช่น อุรุเวลกัสสป นทีกัสสป คยากัสสป ความเชื่อทางศาสนาสมัยก่อนพระพุทธเจ้า 3.5 ความเชื่อเรื่องเทพเจ้าบันดาล ชาวอินเดียสมัยพุทธกาลนับถือเทพเจ้าหลายองค์ ที่สำคัญมี 3 องค์คือ 3.5.1 พระพรหม เป็นเทพเจ้าดั้งเดิมของพราหมณ์ พวกพราหมณ์ถือว่าตนมาจากปากของพระพรหม กษัตริย์จากแขน แพศย์หรือไวศยะจากขาหรือตะโพก ส่วนศูทรจากเท้าของพระพรหมตามความเชื่อของชาวอินเดียสมัยนั้น พระพรหมเป็นผู้สร้างสากลจักรวาล รวมทั้งมนุษย์ สัตว์และพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ ทำนองเดียวกับที่ชาวคริสต์เชื่อเรื่องพระเจ้า (god) ของเขา พระพรหมไม่เพียงแต่สร้างมนุษย์เท่านั้น แต่ยังกำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์ด้วย ใครจะได้สุขได้ทุกข์ ได้ดีได้ชั่วอย่างไร วาสนา ชะตาชีวิตจะสูงต่ำอย่างไรก็สุดแล้วแต่พระพรหมจะบันดาล เรียกว่า พรหมลิขิตพวกพราหมณ์ได้เขียนเรื่องทำนองสนับสนุนพรหมลิขิตการตัดสินของพระ พรหมว่าถูกต้องยุติธรรมไว้หลายเรื่อง เช่น เรื่องสองตายายเป็นคนจน อยู่กระต๊อบหลังเล็กๆ มีควายพิการอยู่ตัวหนึ่ง ยายแก่ด่าพระพรหมอยู่ตลอดเวลา ด่าเช้าด่าเย็น ส่วนตายอมรับสภาพชีวิตของตนโดยไม่ปริปากบ่นและเชื่อว่าพระพรหมท่านทำถูก ยุติธรรมแล้ว วันหนึ่ง พระพรหมท่านเดือดร้อนด้วยคำด่าของยาย จึงลงมาหายายแล้วพายายไปยังภพของท่าน ที่ท่านอยู่นั้นมีสายใยชีวิตมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายมากมาย บอกยายว่า คราวนี้ขอให้ยายเลือกเส้นชีวิตเอาเอง จับต้นเส้นแล้วให้ลงไปสู่โลกมนุษย์ ปลายเส้นไปจดที่ใดจะเป็นคฤหาสน์ หรือปราสาทราชวังก็ให้ยายอยู่ที่นั่นได้เลย ยายดีใจเลือกจับเส้นที่เห็นว่าดีที่สุด สวยงามที่สุดแล้วหลับตาลงมาตามเส้นนั้น พอรู้สึกว่าถึงโลกมนุษย์ก็ลืมตาขึ้น ปรากฏว่าลงมาอยู่ที่กระต๊อบหลังเดิม เหลียวไปดูข้างๆเห็นตาคนเดิมนอนอยู่ มองไปนอกหน้าต่างเห็นควายพิการตัวเดิมนั่นเอง ยายจึงปลงได้ และยายเชื่อว่าพระพรหมมีความยุติธรรม 3.5.2 พระศิวะ พวกอินเดียเหนือได้มีความเชื่อเรื่องเทพเจ้าอีกองค์หนึ่ง คือ พระศิวะ หรือ บางทีก็เรียกว่า พระอิศวร สีพระกายขาว (เพราะชาวอินเดียเหนือแถบภูเขาหิมาลัยส่วนมากผิวขาว) แต่ดุดันใช้อำนาจแบบเดียวกับพวกอริยกะหรืออารยัน มีมเหสี คือพระอุมา ซึ่งมีความงามมาก ทั้งสองพระองค์ประทับ ณ ยอดเข้าหิมาลัย เจ้าแม่กาลีที่ดุร้ายก็เป็นปางหนึ่งของพระอุมา 3.5.3 พระวิษณุ ชาวอินเดียใต้มีความเชื่อเรื่องเทพเจ้าอีกองค์หนึ่ง คือ พระวิษณุ หรือ พระนารายณ์ สีพระกายนิลหรือดำ (เพราะชาวอินเดียใต้ส่วนมากผิวดำ) ประทับ ณ เกษียรสมุทร (ทะเลนม) บนหลังอนันตนาคราช (ชาวอินเดียใต้อยู่ติดทะเล หากินและคุ้นเคยทางทะเล) พระนารายณ์หรือพระวิษณุมีลักษณะสุภาพอ่อนโยน เมตตาปรานี (ทำนองเดียวกับชาวอินเดียใต้ ชอบเป็นนักรู้มากกว่าเป็นนักรบ และเป็นเจ้าของถิ่นเดิมชาวอินเดีย) 3.6 ความเชื่อเรื่องการล้างบาปในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์
From aa
พวกพราหมณ์นิยมเชื่อถือเรื่องการอาบน้ำล้างบาป โดยเชื่อว่าแม่น้ำคงคาโดยเฉพาะที่ท่าเมืองพาราณสีนั้นศักดิ์สิทธิ์มาก สามารถล้างบาปได้ พวกพราหมณ์ จึงพากันลงอาบน้ำล้างบาปอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง คือ เช้าและเย็น ถือว่า บาปที่ทำตอนกลางวัน ล้างด้วยการลงอาบน้ำในตอนเย็นส่วนบาปที่ทำตอนกลางคืนก็ล้างได้ด้วยการลงอาบ น้ำในตอนเช้า ที่เชื่อกันว่ากระแสน้ำในแม่น้ำคงคาศักดิ์สิทธิ์นั้น เพราะเชื่อว่าได้ไหลผ่านเศียรของพระศิวะลงมา ท่าน้ำแห่งแม่น้ำคงคาที่เมืองพาราณสีจึงเป็นบุณยสถานของชาวอินเดียทั้งปวงใน สมัยนั้น แม้ในปัจจุบันนี้ก็ยังเชื่อถือกันอยู่และยังเชื่อต่อไปอีกว่าใครก็ตามที่ตาย และได้เผาที่ท่าน้ำเมืองพาราณสีแล้วกวาดกระดูกลงแม่น้ำคงคาก็เป็นอันเชื่อ ได้ว่าต้องไปสวรรค์แน่นอน พวกเศรษฐีนิยมมาปลูกบ้านทิ้งไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา เมื่อป่วยหนักคิดว่าจะไม่รอดแล้วพวกญาติก็จะนำมาที่บ้านริมแม่น้ำ พอตายก็จะได้สะดวกในการเผาที่ริมแม่น้ำและกวาดกระดูกลงแม่น้ำไป เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว พระองค์เคยทรงสนทนากับพวกพราหมณ์ผู้ไปอาบน้ำในแม่น้ำคงคาเพื่อล้างบาปเป็นใจ ความว่า ถ้าต้องการล้างบาปไม่จำเป็นต้องไปอาบน้ำในแม่น้ำคงคา ขอให้ชำระกาย วาจา ใจให้บริสุทธิ์ คือ เว้นทุจริตทางกาย วาจา ใจ และประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ นั่นแหละคือการอาบน้ำล้างบาปมีในศาสนาของพระองค์ ถ้าประพฤติอยู่ในสุจริตแล้ว แม้น้ำดื่ม น้ำอาบ ธรรมดาก็จะกลายเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย อนึ่ง ถ้าน้ำในแม่น้ำคงคาสามารถล้างบาปได้จริงและอำนวยผลให้ผู้ลงไปอาบไปสวรรค์ได้ จริงแล้ว พวก กุ้ง หอย ปู ปลา ก็มีโอกาสไปสวรรค์ได้มากกว่ามนุษย์เพราะอาศัยอยู่ในแม่น้ำนั้นตลอดเวลา สังคมชมพูทวีปสมัยก่อนพระพุทธเจ้า 3.7 ทรรศนะเกี่ยวกับเรื่องโลกและชีวิต คนในสังคมอินเดียสมัยพุทธกาล นอกจากเชื่อว่าโลกเกิดขึ้น โดยการสร้างของพระพรหมแล้ว ยังมีทิฏฐิหรือทฤษฎีปลีกย่อยออกไปอีกมากมาย บางพวกว่าโลกเที่ยง บางพวกว่าไม่เที่ยง บางพวกว่าโลกมีที่สิ้นสุด คือมีขอบเขตจำกัด บางพวกว่าไม่มีที่สิ้นสุด บางพวกว่าโลกหน้ามี คือ หลังจากตายไปแล้ว สัตว์ทั้งหลายต้องเกิดอีก บางพวกว่าไม่มี คือตายแล้วสูญ บางพวกว่ามีด้วย ไม่มีด้วย บางพวกว่ามีก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่ ในพวกที่เชื่อว่าตายแล้วเกิดก็ยังแบ่งไปอีกเป็น 2 พวก คือ พวกหนึ่งถือว่าเกิดเป็นอะไรแล้วก็เป็นอย่างนั้นต่อไปทุกชาติ ไม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างอื่น อีกพวกหนึ่งถือว่ามีการเปลี่ยนแปลง คือ เกิดเป็นอย่างนั้นบ้าง อย่างนี้บ้างไม่แน่นอน ในพวกที่เห็นตายแล้วสูญก็เหมือนกัน บางพวกเห็นว่าสูญหมด บางพวกเห็นว่าสูญเฉพาะบางอย่าง เช่น ร่างกายสูญไป แต่จิตไม่สูญ เป็นต้น บางพวกเห็นว่าจิตกับร่างกายเป็นอย่างเดียวกันไม่แยกจากกัน บางพวกเห็นว่าจิตกับร่างกายเป็นคนละอย่าง แยกกันได้ เพียงแต่อาศัยกันเหมือนรถกับคนขับรถ ทรรศนะเกี่ยวกับโลกและชีวิตนั้นได้เป็นไปอย่างกว้างขวางมาก ได้มีการถกปัญหาเหล่านี้กันอย่างจริงจัง เอาแพ้เอาชนะกันจริงๆ ใครถือทิฎฐิอย่างใดก็สั่งสอนชักชวนผู้อื่นให้มีความเห็นและปฏิบัติเช่นนั้น ด้วย ตั้งเป็นสำนักหรือคณะขึ้น ปรากฎในพรหมชาลสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธวัคค์แห่งพระสุตตันตปิฎกว่า มีทิฎฐิถึง 62 ประการ แต่เมื่อจะกล่าวโดยย่อก็มีที่สำคัญอยู่ 6 ลัทธิ คือ
3.7.1 อกิริยทิฎฐิ ความเห็นว่า ทำก็ไม่เชื่อว่าทำ เช่น คนทำบุญทำบาปไม่เชื่อว่า ทำบุญทำบาป บุญบาปไม่มี ความดี ความชั่วไม่มี เจ้าลัทธินี้ คือบูรณกัสสปะ
3.7.2 อเหตุกทิฎฐิ ความเห็นว่า ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย สัตว์ทั้งหลายจะได้ดี ได้ชั่ว ได้สุขหรือทุกข์ ก็ได้เอง ไม่ใช่ได้ดีเพราะทำเหตุดี หรือได้ชั่วเพราะทำเหตุชั่ว อนึ่งสัตว์ทั้งหลาย หลังจากท่องเที่ยวไปในสังสารวัฎแล้วก็บริสุทธิ์ได้เอง หลักลัทธินี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สังสารสุทธิกวาท เจ้าลัทธินี้คือ มักขลิโคสาล
3.7.3 นัตถิกทิฎฐิ (รวมทั้งอุจเฉททิฐิด้วย) ความเห็นว่า ไม่มีผล คือ การทำบุญทำทานไม่มีผล การบูชาไม่มีผล เจ้าลัทธินี้คือ อชิตเกสกัมพล ท่านผู้นี้สอนเรื่องอุจเฉททิฎฐิด้วย คือ เห็นว่า สัตว์ทั้งหลายตายแล้วสูญ 3.7.4 สัสสตทิฎฐิ ความเห็นว่า เที่ยง สิ่งทั้งหลายเที่ยง ยั่งยืนอยู่อย่างนั้น เช่น โลกเที่ยง จิตเที่ยง สัตว์ทั้งหลายเคยเกิดเป็นอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้นต่อไปตลอดกาล ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นของเที่ยง เจ้าลัทธิ คือ ปกุธกัจจายนะ ท่านผู้นี้เห็นว่าไม่มีใครฆ่าใคร ไม่มีใครทำลายใคร เพียงแต่เอาศัสตราสอดเข้าไปในธาตุซึ่งยั่งยืนไม่มีอะไรทำลายได้
3.7.5 อมราวิกเขปิกทิฎฐิ ความเห็นที่ไม่แน่นอน ซัดส่าย ไหลลื่น เหมือนปลาไหล เพราะเหตุหลายอย่างเช่น 1) เพราะเกรงจะพูดปด จึงปฎิเสธว่า อย่างนี้ก็ไม่ใช่ อย่างนั้นก็ไม่ใช่ 2) เพราะเกรงจะเป็นการยึดถือ จึงปฎิเสธแบบข้อ
5.1 3) เพราะเกรงจะถูกซักถาม จึงปฏิเสธแบบข้อที่
5.1 4) เพราะโง่เขลา จึงปฎิเสธแบบข้อ 5.1 ไม่ยอมรับและไม่ยืนยันอะไรทั้งหมดเจ้าลัทธินี้ คือ สัญชัย เวลัฎฐบุตร (อาจารย์เดิมของพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ นั่นเอง)
3.7.6 อัตตกิลมถานุโยค และ อเนกานตวาท คือ ลัทธิที่ถือการทรมานกายเป็นทางไปสู่ความพ้นทุกข์ มีความเป็นอยู่อย่างเข้มงวดกวดขันต่อร่างกาย อดข้าว อดน้ำ ตากแดด ตากลม ไม่นุ่งห่มผ้า เช่น พวกนิครนถ์ ตัวอย่างเจ้าลัทธินี้คือ นิครนถ์ นาฎบุตร หรือท่านศาสดามหาวีระ ศาสดาองค์ที่ 24 ของศาสนาเซนนั่นเอง ท่านผู้นี้ยังมีหลักคำสอนแบบ อเนกานตวาท อีกด้วย คือ เห็นว่าความจริงมีหลายเงื่อนหลายแง่ เช่น เรื่องหนึ่ง เหตุการณ์หนึ่ง เมื่อพิจารณาในแง่นี้ อาจจริง ถูก อย่างนี้ แต่เมื่อพิจารณาในอีกแง่หนึ่งก็ไม่จริง ไม่ถูก เป็นต้น ลัทธิทั้ง 6 นี้ เป็นศาสนายั่งยืนมาจนบัดนี้มีเพียงลัทธิเดียว คือ ลัทธิของนิครนถนาฎบุตรที่เรารู้จักกันปัจจุบันว่า ศาสนาเซน ยังมีผู้นับถืออยู่ในอินเดียหลายล้านคน อยู่ในฐานะเป็นศาสนาหนึ่งของอินเดีย แต่แพร่ออกจากอินเดียไม่ได้ กล่าวกันว่า เพราะเคร่งครัดเกินไป นักบวช จะขึ้นรถลงเรือก็ไม่ได้ตามความเป็นจริง ลัทธิอีก 5 ลัทธิ มีลัทธิของบูรณกัสสปะเป็นต้น แม้จะไม่อยู่ในฐานะเป็นศาสนาอย่างศาสนาเซนก็จริง แต่คนที่มีความเชื่อถืออย่างลัทธิทั้ง 5นั้นก็มีประปรายอยู่ทั่วโลกและมีจำนวนไม่น้อยทีเดียวรวมความในเรื่องทรรศนะ เกี่ยวกับโลกและชีวิตของคนสมัยนั้นว่าใครมีความเห็นหรือมีความเลื่อมใสใน ลัทธิใดก็ดำเนินชีวิตไปตามลัทธิความเชื่อถือนั้น(เช่นเดียวกับคนสมัยนี้) การได้เป็นเจ้าลัทธิ ในสมัยนั้นถือว่าเป็นศักดิ์สูงเทียบด้วยพระเจ้า
ศึกษาจากคลิปวิดีโอเพิ่มเติม บทความนี้คัดลอกและดัดแปลงมาจากเว็บไซต์ของ มหาวิทยามหา จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ใช้เพื่อการศึกษาเพิ่มเติมของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ของโรงเรียนคลองขลุงราษฎร์รังสรรค์




ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น