Angel237
ดู Blog ทั้งหมด

ถอดความหมายเนื้อเพลง Hikari ค่ะ

เขียนโดย Angel237
สวัสดีค่าาาาา >o< วันนี้ไลท์เอาเพลง Hikari มาแปลให้ฟังกันนะคะ มันอาจจะขลุกขลักนิดหน่อยตอนอ่านเพราะอาจจะสับสนนิดหนึ่ง ก็ขออภัยมาด้วยนะคะ TwT เพลงนี้เป็นธีมใช้ตอนภาคหนึ่งของคิงดอมฮาร์ทภาษาญี่ปุ่นค่ะ เนื้อเพลงแปลให้แทบกรี๊ดมาก (เพราะอะไร?? ลองอ่านดูค่ะ ^o<)

เนื้อเพลง Hikari
Donna toki datte
Tatta hitori de
Unmei wasurete
Ikite kita no ni
--> I’ve always lived my life alone, destiny forgotten
Totsuzen no hikari no naka
---> But in a sudden light
Me ga sameru
---> I awaken
Mayonaka ni
---> in the middle of the night
***    ดังนั้น ท่อนแรก คำแปลภาษาอังกฤษทั้งหมดคือ
“I’ve always lived my life alone, destiny forgotten, but in a sudden light I awaken in the middle of the night”
***    ซึ่งแปลตรงๆได้ดังนี้
- “ฉันใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเรื่อยมา หลงลืมในโชคชะตาจนหมดสิ้น แต่ในกลางค่ำคืน ฉันพลันสะดุ้งตื่นขึ้นท่ามกลางแสงสว่างที่ปรากฏขึ้นอย่างเฉียบพลัน”
***    ความหมายเชิงวาย
ซึ่งกรี๊ดดดดมากกกกก เพราะท่อนนี้คือชีวิตริคุโดยตรงเลยค่ะ
- ริคุใช้ชีวิตอยู่คนเดียวมานานมาก ถ้าดูตามเนื้อเรื่องแล้ว พ่อแม่ริคุไม่อยู่ติดบ้านเลย ทำงานต่างเมืองตลอด ทำให้ริคุไม่เคยกลัวเกรงอะไรในสิ่งที่ไม่แน่นอน ริคุไม่มีความกลัวในอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว!! แม้กระทั่งความมืดหรือความชั่วร้าย เขาเป็นคนประเภทที่ต้องทำอะไรด้วยตนเอง ไม่สนความไม่แน่นอน และไม่สนวิธีการที่จะได้ในชัยชนะ
Ø[ถ้ายังจำตอนแรกที่เล่นได้ แล้วเราไปคุยกับพวกเด็กๆในเกาะเดสทินี่ คุยกับทีดัสหรือวักก้า จะมีบอกว่า พวกเขาเล่นสู้กันสองรุมหนึ่ง ซึ่งรุมริคุ แต่ริคุชนะขาดลอย]
Ø[สังเกตจากการที่ริคุยอมเรียกพลันแห่งความมืดมาโดยไร้ซึ่งความหวาดกลัว (ภาค 1) และสามารถทำเรื่องชั่วๆได้ทุกอย่างเพื่อสิ่งที่ตนเองต้องการ (แม้แต่กระชากร็อกซัสมาอย่างไม่ปราณีเพื่อให้คืนความทรงจำให้กับโซระ ไม่มีความเมตตาสักนิด ไม่มีการคำนึงถึงจริยธรรมใดๆทั้งสิ้นในเรื่องของคนที่ริคุให้ความใส่ใจ) บ่งบอกว่าอีตานี่อึดถึกเต็มที่ และไร้ความกลัวในทุกสิ่งจริงๆ]
- จนกระทั่งเมื่อริคุได้มาพบเจอและเป็นเพื่อนกับโซระ ซึ่งตรงจุดนี้มีการอธิบายไว้ในเนื้อเรื่องช่วงมอนสโทรด้วย โดยพิจารณาจากนิสัยของโซระที่ดูเหมือนจะซื่อ (บื้อ) และช่างจ้อเหลือเกิน กับนิสัยริคุที่เป็นคนเงียบ เราสันนิษฐานได้ว่า ริคุคงจะไม่สุงสิงกับใครเลย พอมีอีตาบื้อนี่พุ่งเข้าไปจ้อแหลกตั้งแต่เด็ก ทำให้ริคุที่ชีวิตเหมือนกับโดดเดี่ยวและอยู่ในความมืดมิดรู้สึกเหมือนกับว่าชีวิตเรามีแสงสว่างสาดส่องลงมา เป็นความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างลึกและแนบแน่น (ลองนึกดูนะคะ เราเป็นคนเงียบ ทุกคนกลัวเราหมด แต่จู่ๆก็มีคนๆนึงเดินเข้ามาคุยแบบอ้อนๆ แล้วก็ยิ้มให้เราตลอดเวลา มันจะรู้สึกมีความสุขสุดๆ ถ้าคนมีจะรู้ดี  = =)
และอธิบายตรงกับเนื้อเพลง!! ตรงคำว่า ‘สะดุ้งตื่นขึ้นท่ามกลางแสงสว่างอย่างเฉียบพลัน’ นั่นแหละ ใช่เลย~~ สำหรับริคุแล้ว โซระเปรียบเสมือนแสงสว่างที่ปรากฏขึ้น เนื่องด้วยทั้งความน่ารัก สดใส มองโลกในแง่ดี ทั้งหมดเป็นบุคลิกที่แตกต่างจากริคุอย่างสิ้นเชิง ทำให้ริคุมีมุมมองต่อโลกแปลกใหม่ ซึ่งเป็นการอุปมาของคำว่า ‘awaken’
- นอกจากนี้ คำว่า ‘Destiny forgotten’ มีความหมายเชิงนัยอีกอย่างหนึ่ง คือการไม่สนใจในโชคชะตา ไม่ปล่อยให้โชคชะตากำหนดชีวิต ซึ่งหมายความว่า เราจะกำหนดโชคชะตาของเราเอง และนี่ก็ตรงกับนิสัยของริคุอีก!!!
- “but in a sudden light I awaken in the middle of the night” ท่อนนี้คือหัวใจ
‘Night’ = กลางคืน เป็นการใช้ชีวิตของริคุ โดยนิยามของกลางคืนคือความเงียบ ริคุเป็นคนที่ใช้ชีวิตกับความเงียบมาตลอด มันจึงบ่งบอกชีวิตของริคุ
‘Awaken in a sudden light’ = การสะดุ้งตื่นขึ้นท่ามกลางแสงสว่างอย่างเฉียบพลัน หมายถึงการพบเจอของริคุที่เป็น dark กับโซระที่เป็น light
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
Shizuka ni
---> Quietly
Deguchi ni datte
---> stand in the doorway
Kurayami ni hikari wo ute
---> and shoot the light into the darkness
Imadoki yakusoku nante
---> Perhaps the promise that we have made
Fuan ni saseru dake kana
---> will made you feel uneasy
Nagai wo kuchi ni shitai dake sa
---> But those promises were just my wishes that I have about us
Kazoku ni mo shouka isaru yo
---> I’ll introduce you to my family
Kitto umaku iku yo
---> I’m sure you’ll get along with them
เป็นไงคะ สำหรับคนที่แปลภาษาอังกฤษได้อย่างเชี่ยวชาญและลึกในเนื้อเรื่องของคิงดอมฮาร์ท จะอ่านคำแปลท่อนนี้แล้วเบือนหน้าทันที ด้วยความรู้สึกว่า ‘เกมส์นี้มันเกมวายนี่หว่า = =” ’
***    ท่อนนี้ คำแปลภาษาอังกฤษทั้งหมดคืออันนี้นะคะ
“Quietly, stand in the doorway, and shoot the light into the darkness
; Perhaps the promise that we have made will made you feel uneasy, But those promises were just my wishes that I have about us
; I’ll introduce you to my family, I’m sure you’ll get along with them”
***    เราแปลตรงๆได้สามประโยคนะคะ
- “นายยืนอยู่หน้าบานประตูอย่างเงียบๆ และส่งแสงสว่างเข้าไปสู่ความมืดมิด. บางที่สัญญาที่เรามีด้วยกันอาจจะทำให้นายรู้สึกลำบากใจ แต่สัญญานั่นเป็นพรเพียงข้อเดียวที่ฉันมีระหว่างเรา. ฉันจะแนะนำนายให้ครอบครัวฉันรู้จักนะ ฉันว่านายต้องเข้ากับพวกเขาได้ดีแน่ๆ”
***    ความหมายเชิงวาย
สุดๆ!!!!! เป็นอะไรที่ถ้าลึกเนื้อเรื่องจะกรี๊ดกันสุดๆ!!!!
- โซระเป็นคนที่เข้าหาริคุก่อนในตอนแรก ดังนั้นมันจึงเป็นความหมายของคำว่า “Quietly, stand in the doorway” นึกภาพโซระค่อยๆเดินเข้ามาในชีวิตที่ของริคุ
- “and shoot the light into the darkness” = มันคือการพบกัน และเข้าใจกัน!! การที่โซระเข้ามาในชีวิตของริคุ เปรียบเหมือนแสงสว่าง (ที่ตอนต้น เพลงก็ย้ำในความนัยไปแล้วว่าเป็นโซระ) เข้าหาริคุซึ่งเป็นความมืด เป็นการเน้นความสัมพันธ์ของสองคนนี้ให้รู้สึกลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น!!!
- ประโยคที่สอง ประโยคที่สอง... (เสียงตัวสั่นดังกึกๆๆ)
“Perhaps the promise that we have made will made you feel uneasy, But those promises were just my wishes that I have about us”
ยิ่งกรี๊ดดดด!!!
เนื้อเพลงท่อนนี้บ่งบอกเนื้อเรื่องตอนเด็กไว้ได้อย่างสมบูรณ์เลยค่ะ เกี่ยวกับสัญญาที่สองคนให้ไว้ด้วยกันในตอนเด็ก ซึ่งเนื้อความสัญญาก็บอกว่าริคุกับโซระจะออกไปผจญภัยด้วยกันนอกดาว ตีความโดยรวมแล้ว มันเป็นไปไม่ได้!! ก็เลยทำให้ริคุรู้สึกว่าสัญญานี้อาจจะทำให้โซระรู้สึกลำบากใจ แต่สัญญาเหล่านี้เป็นแค่ความปรารถนาเดียวที่ริคุมีระหว่างเราสองคน
สุดยอด! เล่นความหมายเชิงนัยของคำว่า ‘Wish’ ที่แปลได้ว่า “ความปรารถนา” นอกจากนี้ ยังบ่งบอกถึงตัวตนของริคุในเชิงว่า ถ้าโซระรู้สึกว่ามันเป็นไปไม่ได้ ริคุต้องทำให้สัญญานี้เป็นจริงให้ได้ เพราะว่าสัญญานี้เป็นสิ่งเดียวที่ผูกพันสองคนนี้ไว้ด้วยกัน
- ประโยคสุดท้าย “I’ll introduce you to my family, I’m sure you’ll get along with them”
เป็นความหมายลึกซึ้งของริคุ ว่าชอบโซระอย่างจริงจัง ด้วยความใสซื่อน่ารักของโซระ และด้วยนิสัยไม่แคร์สายตาใครของริคุ ทำให้ริคุกล้าที่จะแนะนำโซระให้กับครอบครัวของตนเอง และแน่ใจว่านิสัยอย่างโซระต้องทำให้พวกเขามีความสุขและยินดีต้อนรับโซระแน่ๆ
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
Donna toki datte
---> No matter of time
Zutto futari de
---> We’ll always be together
Donna toki datte
---> No matter of time
Soba ni iru kara
---> I’ll be your side
Kimi to iu hikari ga watashi wo mitsukeru
---> The light called ‘you’ will finds me
Mayonaka ni
---> in the middle of the night
หึหึหึ หึหึหึ... เห็นรึยังคะ... เห็นรึย๊างงงงงง ว่านี่คือเกมวายยยยยยย!!!
***    คำแปลภาษาอังกฤษทั้งหมดคืออันนี้นะคะ
“No matter of time, We’ll always be together
No matter of time, I’ll be your side
The light called ‘you’ will find me in the middle of the night”
***    แปลตรงๆได้ทั้งหมดดังนี้ค่ะ
- “ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าใด เราก็จะอยู่ด้วยกัน. ไม่ว่าจะนานแค่ไหน ฉันจะอยู่ฝั่งนายเสมอ. แสงสว่างเฉกเช่น ‘นาย’ จะหาฉันจนเจอเองแหละ ในท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืน”
***    ความหมายเชิงวาย
อู้หู~~~~ ประโยคบอกรักชัดๆ!!! ดูซี่~~~!!! ดู ประโยคบอกรักสุดๆ เป็นความหมายและความรู้สึกของริคุทั้งหมดเลยจริงๆ
- “ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าใด เราก็จะอยู่ด้วยกัน” เห็นรึยัง ว่าริคุมันจงใจรักโซระขนาดไหน ถึงขนาดที่ว่ายอมอยู่ด้วยตลอดชีวิต!! และจะไม่พรากจากกันอีกเลย แม้จะพรากจากกันด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง แต่ริคุก็มั่นใจว่าแสงสว่างอย่าง ‘โซระ’ จะต้องหาริคุเจอ ไม่ว่าริคุจะดำดิ่งสู่ความมืดขนาดไหน โซระเองก็ต้องหาจนเจอแน่ๆ
- “ไม่ว่าจะนานแค่ไหน ฉันจะอยู่ฝั่งเดียวกันนายเสมอ” สุดๆ!! ความหมายเชิงนัยของ “อยู่ฝั่งเดียวกัน” หมายถึงความรักที่มั่นคง ไม่แปรเปลี่ยนแม้อะไรจะมากพรากไป ริคุยอมทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอะไร ไม่ว่าจะต้องเสียสละมากขนาดไหน แต่ริคุจะรักโซระอย่างนี้ไปตลอด เป็นประโยคบอกรักที่สุดยอด!
- “แสงสว่างเฉกเช่น ‘นาย’ จะหาฉันจนเจอเองแหละ ในท่ามกลางความมืดมิดของราตรีกาล” เป็นประโยคที่ริคุมั่นใจในความสัมพันธ์ของทั้งสองคน ว่าชัดเจนและหนักแน่นขนาดไหน โดยไม่ว่าริคุจะอยู่ในความมืดขนาดไหน จะยังคงเชื่อมั่นและรักในตัวโซระไม่เปลี่ยนแปลง (สังเกตจากสองประโยคด้านบนนะ) และริคุมั่นใจว่า ถึงตัวเองจะอยู่ในมิติที่เลวร้ายขนาดไหน ก็จะไม่ดึงโซระเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเป็นอันขาด โดยจะให้โซระอยู่ในที่ๆตัวโซระเองมีความสุข
Øจากวีดีโอแทบทุกฉากที่โซระกับริคุเจอกัน โซระจะเป็นคนยิ้มร่าและวิ่งเข้าไปหาริคุก่อนทุกครั้ง และโซระจะรู้สึกเหมือนมีพันธะที่ต้องตามหาริคุให้ได้
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
Urusai toori ni haitte
---> Enter a noisy street
Unmei no kamen wo tore
---> and take off the mask of destiny
Sakiyomi no shisugi nante
---> Stop doing meaningless things
Imi no nai koto wa yamete
---> like reading too much into our future
Kyou wa oishii mono wo tabeyou yo
---> Let’s just eat something delicious for today
Mirai wa zutto saki da yo
---> Because the future is so far ahead us
Boku ni mo wakaranai
---> Even I don’t know what will happen
***    คำแปลภาษาอังกฤษทั้งหมดมีดังนี้นะคะ
“Enter a noisy street, and take off the mask of destiny; Stop doing meaningless things like reading too much into our future. Let’s just eat something delicious for today, because the future is so far ahead us… Even I don’t know what will happen”
***    และนี่คือคำแปลถอดความค่ะ
- “เดินทางเข้าสู่ท้องถนนที่เต็มไปด้วยเสียงจอแจ และถอดหน้ากากแห่งโชคชะตานั้นออก
หยุดทำสิ่งที่ไร้ความหมายเถอะ อย่างเช่นพยายามทำนายอนาคตของเรา แค่หาอะไรอร่อยๆทานสำหรับวันนี้ก็พอแล้วแหละ เพราะว่าอนาคตนั้นยังอีกยาวไกล แม้แต่ฉันก็ไม่รู้หรอกนะ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
มันอาจจะดูงงๆนะคะ แค่เป็นเพราะเค้าเล่นคำแปลบางอย่าง เดี๋ยวจะอธิบายด้านล่างค่ะ
***    ความหมายเชิงวาย
ท่อนนี้จะมีคำใบ้ปริศนาเกี่ยวกับการเดินทางอยู่นะคะ ไม่เชิงเกี่ยวกับเนื้อเรื่องของสองหนุ่มนี่ซะทีเดียว
- นั่นคือประโยค “เดินทางเข้าสู่ท้องถนนที่เต็มไปด้วยเสียงจอแจ และถอดหน้ากากแห่งโชคชะตานั้นออก”
‘การเดินทางเข้าสู่ท้อถนนที่มีแต่เสียงจอแจ’  ‘เสียงจอแจ’ นั่นก็คือความวุ่นวาย ดังนั้นจึงบอกใบ้ของการเดินทางของโซระที่จะต้องผจญภัยไปในสถานที่ที่เหล่าตัวร้ายไปสร้างความวุ่นวายเอาไว้ สำหรับ ‘ถอดหน้ากากแห่งโชคชะตา’ นั่นก็หมายถึงการออกเดินทางเพื่อตามหาโชคชะตาของตนเองในฐานะผู้ถือคีย์เบลดนั่นเองค่ะ
แต่ท่อนต่อมา เป็นท่อนที่แสดงการเอาตัวรอดของริคุได้อย่างโคตรยอดเยี่ยม~~ นั่นคือไม่สนอนาคต ริคุสนแต่อยู่กับโซระเท่านั้นแหละ
- “หยุดทำสิ่งที่ไร้ความหมายเถอะ อย่างเช่นพยายามทำนายอนาคตของเรา แค่หาอะไรอร่อยๆทานสำหรับวันนี้ก็พอแล้วแหละ เพราะว่าอนาคตนั้นยังอีกยาวไกล แม้แต่ฉันก็ไม่รู้หรอกนะ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” เนี่ยแหละค่ะ บ่งบอกได้ถึงว่า ริคุไม่สนว่าอนาคตจะเป็นยังไง เขาไม่สนอะไรทั้งนั้นว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฟ้าถล่ม โลกทลาย และตรงที่ว่า ‘หาอะไรอร่อยๆทานสำหรับวันนี้ก็พอแล้วแหละ’ แสดงความนัยว่า แค่ทำให้ปัจจุบันมีความสุขเท่านั้นก็พอแล้วแหละ ไม่ต้องไปสนอนาคตมันหรอก เพราะว่าอนาคตยังอีกยาวไกล แม้แต่ริคุ (ที่ว่าเทพๆ) เองก็ไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
Kansei sasenaide
---> Don’t consider this the final cut
Motto yoku shite
---> We can make it even better
WANSHIN zutsu totte ikeba ii kara
---> We’ll be okay if we take it one scene at a time
Kimi to iu hikari ga watashi no SHINARIO
Utsushidasu
---> The light called ‘you’ will reflects my scenario
***    คำแปลภาษาอังกฤษทั้งหมดนะคะ
“Don’t consider this the final cut; we can make it even better
We’ll be okay if we take it one scene at a time. The light called ‘you’ will reflect my scenario.”
***    และนี่คือคำแปลภาษาไทยค่ะ
- “อย่าเพิ่งไปคิดว่านี่เป็นฉากสุดท้าย เพราะเราสามารถทำให้มันดีขึ้นยิ่งกว่านี้ได้อีกนะ. ไม่เป็นไรแน่ ถ้าเราจัดการมันทีละฉากๆ. แสงสว่างอย่าง “นาย”น่ะ จะสะท้อนเรื่องราวของฉันเอง”
***    ความหมายเชิงวาย
อันนี้ไลท์ต้องยอมรับก่อนเลยนะคะ ว่านั่งจมปลักปรึกษากับเหล่าสมาชิกสมาพันธ์วาย ริคุ-โซระ กันอยู่นานเหมือนกันกว่าจะได้ข้อสรุป เล่นสองแง่สองง่ามเชิงซ้อนจริงๆ…
- “อย่าเพิ่งไปคิดว่านี่เป็นฉากสุดท้าย เพราะเราจะสามารถทำให้มันดีขึ้นยิ่งกว่านี้ได้อีกนะ ไม่เป็นไรแน่ๆ ถ้าเราค่อยๆจัดการมันทีละฉากๆ” บ่งบอกสองอย่างค่ะ
1. เนื้อเรื่องของภาค 2 ซึ่งจะเห็นว่าตอนจบนั้นริคุกับโซระสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน และไปนั่งเดทกันท่ามกลางแสงจันทร์ยามสายันต์ จากนั้นก็ค่อยกลับบ้านด้วยกัน ซึ่งแตกต่างจากภาค 1 เพราะภาค 1 นั้น ริคุยอมที่จะฝังตนเองลงไปในความมืดมิด และให้โซระอยู่ในแสงสว่างอันสดใส (พระเอกมาก~~~) นั้นก็คือความหมายของคำตรงๆที่ว่า “อย่าไปคิดว่านี่ (ฉากจบภาค 1) เป็นฉากสุดท้ายนะ เพราะเราจะสามารถทำให้มันดีขึ้นไปยิ่งกว่านี้ได้ (โดยเราจะไปเดทกันในฉากจบภาค 2) ไม่เป็นไรแน่ๆ ถ้าเราค่อยๆจัดการมันทีละฉาก (ค่อยๆดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ)”
2. เป็นคำพูดที่ริคุตั้งใจให้กำลังใจกับโซระ โดยหายากมากกก กว่าไลท์กับฟลูแล้วก็วินด์จะตีความกันออกนี่ก็นั่งถกกันเกือบครึ่งชั่วโมง = =” เพราะริคุไม่ใช่คนที่จะพูดอะไรกันซึ่งๆหน้า แต่อาจจะหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างโซระกับริคุว่ามันยังไม่จบลงแค่ ‘เพื่อน’ และมันจะยังไปไกลได้อีกเรื่อยๆตราบใดที่เราสองคนยังอยู่ด้วยกัน และค่อยๆจัดการกับปัญหาแต่ละปัญหาที่เข้ามาในชีวิตของพวกเขา
- “แสงสว่างอย่าง ‘นาย’ น่ะ จะสะท้อนถึงเรื่องราวของฉันเอง” เป็นการบอกเนื้อเรื่องและความเชื่อมโยงกันของริคุกับโซระค่ะ
Øโซระที่ในคิงดอมฮาร์ทถือเป็น ‘ผู้กล้าแห่งแสง’ ในภาค 1 เดินทางไปทั่วจักรวาลเพื่อตามหาไคริ (นังเด็กสาวที่บังอาจทำให้โซระหน้ามืดตามัว ฮึ่ม!) ถ้าเราเล่นตามเนื้อเรื่องไปเรื่อยๆ มันก็จะสะท้อนถึงตัวตนของริคุที่แอบซ่อนอยู่ในตัวของโซระ ไม่ว่าจะเป็นความเข้มแข้งที่โซระได้รับมาจากริคุ การมองโลกในแง่ดีที่เป็นเอกลักษณ์เด่นของโซระเอง
Øส่วนในภาค 2 เราจะพบฉากที่ริคุบอกว่า “แสงสว่างและความมืดเป็นครึ่งหนึ่งของกันและกัน” นั่นก็หมายถึงว่า ‘แสง’ อย่างโซระ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็จะมีตัวตน ‘ความมืด’ อย่างริคุฉายชัดอยู่ใกล้ๆ ซึ่งถ้าจะเอากันให้ลึกๆแบบวายสุดๆก็คือ... มันสองคนจะอยู่ด้วยกันไปตลอดกาล~~~!! รักกันชั่วชีวิต
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
Motto hanasou yo
---> Let’s talk some more
Mokuzen no ashita no koto mo
---> about the tomorrow that’s before our very eyes
TEREBI keshite
---> turn off the TV
Watashi no koto dake wo miteite yo
---> and look only at me
***    คำแปลภาษาอังกฤษ
“Let’s talk some more about the tomorrow that’s before our very eyes; turn off the TV and look only at me”
***    แปลภาษาไทยค่ะ
- “มาคุยกันให้มากกว่านี้เถอะ เกี่ยวกับอนาคตอันใกล้ที่อยู่แสนใกล้กับเราเหลือเกิน ปิดทีวีนั่นซะ แล้วจ้องมองมาแต่ที่ฉัน”
***    ความหมายเชิงวาย
อันนี้ต้องเข้าใจไทม์ไลน์ช่วงท่อนนี้ (และของเพลงนี้ทั้งหมด) ก่อนนะคะ ว่ามันเป็นช่วงหลังจากฉากจบภาค 1 ซึ่งริคุตกลงสู่ความมืดมิดเป็นที่เรียบร้อย
- “มาคุยกันให้มากกว่านี้เถอะ เกี่ยวกับอนาคตอันใกล้ที่อยู่แสนใกล้กับเราเหลือเกิน”
แน่นอนว่าเมื่ออยู่ในโลกแห่งความมืด ไร้ซึ่งแสงสว่าง ไร้ซึ่งความอบอุ่น ซึ่งคงจะตรงกับสเปคริคุเป๊ะๆว่าชอบความเงียบสงบ ไม่ชอบสุงสิงกับใคร แต่หากไร้โซระ ความรู้สึกของริคุคงจะเหมือนมีบางอย่างที่รักมาก... มากเกินกว่าจะยอมให้ใครได้ไป ถูกฉีกกระชากออกไปอย่างไม่รู้ว่าจะหาทางทวงคืนมาได้หรือเปล่า ริคุจึงคงจะเพิ่งคิดได้ ว่าน่าจะคุยกับโซระให้มากกว่านี้ ให้ความจริงใจและอ่อนโยนกับ ‘แสง’ ดวงนี้ให้มากกว่าที่เคยทำ และอยากให้ความสัมพันธ์ลึกซึ้งกว่าที่เคยเป็น
- “ปิดทีวีนั่นซะ แล้วจ้องมองมาแต่ที่ฉัน”
ประโยคนี้แสดงความเอาใจแต่ใจค่ะ = = ความเอาแต่ใจของริคุที่ต้องการเป็นนัมเบอร์วันในตัวโซระ ไม่อยากให้โซระสนใจอะไรไปมากกว่าเขา
เป็นไงคะ~~~ ทั้งหมดนี่เป็นประโยคบอกรักชัดๆ!! แสดงความรักกันอย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้ นี่ถ้าเชี่ยวชาญเกมส์คิงดอมฮาร์ทจริงๆ เราจะเห็นเลยว่า เพลงๆนี้แต่งขึ้นมาเพื่อความสัมพันธ์ของสองคนนี้จริงๆ (ฮือๆ ซาบซึ้งสุดๆ เพิ่งเคยประสบพบเจอในชีวิตนี้ >_<) นี่ขนาดยังไม่จบเพลงนะ หายากมากๆเลยล่ะ เพลงที่เป็นหลักฐานแสดงความรักเชิงวายได้ลึกขนาดนี้ สุดยอดดดด!! ไลท์ขอซูฮกเลยค่ะ
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
Donna ni yokutatte
---> No matter how good our life is now
Shinjikirenai ne
---> I don’t completely believe that it will always be this way
Sonna toki datte
---> But even if the bad times come
Soba ni iru kara
---> I’ll still be by your side
Kimi to iu hikari ga watashi wo mitsukeru
---> The light called ‘you’ will finds me
Mayonaka ni
---> in the middle of the night
***    คำแปลภาษาอังกฤษ
“No matter how good our life is now, I don’t completely believe that it will always be this way. But even if the bad times come, I’ll still be by your side
The light called ‘you’ will find me… in the middle of the night”
***    คำแปลภาษาไทยค่ะ
- “ไม่ว่าตอนนี้ชีวิตพวกเราจะดีขนาดไหน ฉันก็ยังไม่เชื่อหรอกนะว่ามันจะเป็นอย่างนี้ไปตลอดน่ะ. แต่ไม่ว่าภัยร้ายจะมาถึงเมื่อไร ฉันก็จะอยู่เคียงข้างนายเอง ฉันจะอยู่ฝั่งเดียวกับนาย. แสงสว่างแบบ “นาย” จะหาฉันจนเจอแน่ๆ ท่ามกลางความมืดมิดแห่งราตรีกาล~~”
***   ความหมายเชิงวาย
หุหุหุ ทิ้งทวนได้อย่างสวยงามสุดๆเลยค่ะ Utada เป็นการบอกถึงการตั้งใจทำภาคต่อของ Kingdom Hearts ที่มีริคุ-โซระเป็นตัวเอกต่อเรื่อยๆ และยังมีการบอกรักทิ้งท้ายอีกด้วย~~~
- “ไม่ว่าตอนนี้ชีวิตพวกเราจะดีขนาดไหน ฉันก็ยังไม่เชื่อหรอกนะว่ามันจะเป็นอย่างนี้ไปตลอดน่ะ”
เป็นคำใบ้บ่งบอกปริศนาชัดเจนเลยค่ะว่า Square Enix จะทำภาคต่อของ Kingdom Hearts หลายๆภาคแน่ๆ โดยมีสองหนุ่มนี่เป็นตัวเอกอีกด้วย~~~~!!!
- “แต่ไม่ว่าภัยร้ายจะมาถึงเมื่อไร ฉันก็จะอยู่เคียงข้างนายเอง ฉันจะอยู่ฝั่งเดียวกับนาย”
เป็นไงคะ การบอกรักอีกหนึ่งครั้ง ไลท์นับได้หลายครั้งมากๆเลยนะในเพลงนี้ ถ้าบอก ‘รัก’ มากขนาดนี้ จะมีคนเถียงว่าไม่ใช่เกมวาย ไลท์จะเอาไอ้นี่ให้ดูเลยเชียว หึหึหึ… ท่อนนี้บอกชัดเลยว่า ไม่ว่าจะเจอภัยอันตรายที่รุนแรงขนาดไหน ริคุจะไม่มีทางทอดทิ้งโซระเด็ดขาด ถึงจะยอมย้อมร่าง ถึงจะเสียสละใคร แม้จะต้องมืออาบไปด้วยเลือดของใครบ้างก็ตาม แต่ริคุจะไม่มีวันทำร้ายโซระ และไม่มีวันทอดทิ้งโซระ!!
อู้หู~~~~~~~ ยอดๆ ยังมีอีกนะ
- “แสงสว่างแบบ “นาย” จะหาฉันจนเจอแน่ๆ ท่ามกลางความมืดมิดแห่งราตรีกาล~~”
เน้นความเชื่อมโยงจากประโยคบนค่ะ โดยไม่ว่าริคุจะไปทำอะไรที่เลวร้าย หรือหายตัวไปในความมืดที่ไหนก็ตาม โซระจะตามหาจนสุดหล้าฟ้าจนเจอให้ได้ ไม่ว่าต้องลำบากเท่าไหร่ก็ต้องตามหาจนเจอ (รักกันรุนแรงนะนี่ = =^)
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
Motto hansou yo
---> Let’s talk some more
Mokuzen no ashita no koto mo
---> about the tomorrow that’s before our very eyes
TEREBI keshite
---> turn off the TV
Watashi no koto dake wo miteite yo
---> and look only at me
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
TEREBI keshite
---> turn off the TV
Watashi no koto dake wo miteite yo
---> and look only at me
 
เอาล่ะ สำหรับสองท่อนสุดท้ายจะซ้ำนะคะ ถ้าอยากทราบความหมายอีกครั้งก็ให้ย้อนขึ้นไปอ่านด้านบนได้เลยค่ะ แต่จบได้แบบสุดๆจริงๆ
“Turn off the TV and look only at me~~~~~~”
สนใจที่ฉันเพียงคนเดียวนะ~~~...
-------------------------------------------------------------
คุยกันพิเศษ
เห็นรึยังคะ ทั้งหมดของเพลง Hikari เป็นสุดยอดคำแปลที่หมายความถึง ความสัมพันธ์ของความรักของ ริคุ กับ โซระ อย่างสุดๆจริงๆ เป็นเพลงประกอบเกมที่ไลท์ไม่เคยเจอความหมายนัยที่กล้าขนาดนี้มาก่อน มันกล้าแสดงกันจะๆ แต่จะต้องหาปริศนาและแก้นิดหน่อยน่ะค่ะ ก็จะได้ออกมาเป็นแบบที่ไลท์เขียนอธิบายมายาวยืดเนี่ยล่ะ (ไลท์ชื่นชมอย่างมากเลยนะคะ เล่นคำ แถมยังมีเนื้อเรื่องลับของสองคนนี้บอกไว้ได้อย่างละเอียดด้วย สุดยอด!! >< )
สุดท้ายนี้ วายคิงดอมฮาร์ท~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ จงเจริ๊ญญญญญญญ!!!!! ค่ะ
 
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น