คลองเปรมประชากรช่วงสำนักงานเขตดุสิต(ภาพจากนายเฉิ่มศักดิ์-www.pantip.com)
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือได้ว่าเป็นยุคที่มีการขุดคลองมากที่สุดยุคหนึ่ง โดยพระองค์ทรงส่งเสริมให้หน่วยราชการและเอกชนขุดคลองขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งขุดคลองใหม่และขุดลอกคลองเก่า เพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูกและเส้นทางคมนาคมระหว่างกรุงเทพฯกับจังหวัดข้างเคียง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญ และเป็นเส้นทางลำเลียงข้าวออกสู่ตลาดต่างประเทศ
ดังพระราชดำริที่กล่าวไว้ในประกาศเรื่องอนุญาตขุดคลอง ว่ามีความต้องการที่จะใช้คลองช่วยกระจายผู้คนออกไปจากย่านชุมชนเดิม "การขุดคลอง เพื่อที่จะให้เป็นที่มหาชนทั้งปวงได้ไปมาอาศัย แลเป็นทางที่จะให้สินค้าได้บรรทุกไปมาโดยสะดวก ซึ่งให้ผลแก่การเรือกสวนไร่นา ซึ่งจะได้เกิดทวีขึ้นในพระราชอาณาจักร เป็นการอุดหนุนการเพาะปลูกในบ้านเมืองให้วัฒนาเจริญยิ่งขึ้น"
ซึ่งในสมัยของพระองค์ก็ได้มีการขุดคลองขึ้นหลายสาย เช่น คลองเปรมประชากร คลองนครเนื่องเขต คลองประเวศบุรีรมย์ คลองอุดมชลจร คลองราชมนตรี คลองทวีวัฒนา คลองนราภิรมย์ คลองรังสติประยูรศักดิ์ คลองประปา และคลองแยกอีกหลายคลองด้วยกัน
คลองเปรมฯตัดคลองบางซื่อด้านข้างสโมสรนายทหารสรรพาวุธ(ภาพจากนายเฉิ่มศักดิ์-www.pantip.com)
ซึ่งฉันขอยกแต่คลองเด่นๆที่พวกเราคุ้นเคยกันเป็นส่วนมากมากล่าวถึง โดยเริ่มจาก
“คลองเปรมประชากร” เพราะเป็นคลองขุดสายแรกที่ร.5 โปรดเกล้าฯ ให้ขุดขึ้น โดยโปรดฯ
ให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้อำนวยการ เจ้าพระยาสุรวงษ์
ไวยวัฒน์ สมุหพระกลาโหมเป็นแม่กอง พระชลธารวินิจฉัย เป็นผู้ปักหมายกรุย และจ้างจีนขุด
เมื่อ พ.ศ. 2412 แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2413 รวมประมาณ 18 เดือน
เพื่อเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยาจากคลองผดุงกรุงเกษมบริเวณหน้าวัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ไปทะลุต.เกาะใหญ่ อ.กรุงเก่า จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นระยะทาง 50.846 กม. เนื่องจาก
ทรงเห็นว่าการเดินเรือขึ้นล่องตามแม่น้ำเจ้าพระยามีเส้นทางอ้อมไปมาทำให้เสียเวลาในการ
เดินทางมาก
การขุดคลองเปรมประชากรโดยตัดให้ตรงขึ้น ได้ประโยชน์สองประการ คือ ช่วยร่นระยะทางระหว่างกรุงศรีอยุธยากับกรุงรัตนโกสินทร์ให้สั้นลง และขยายพื้นที่การเพาะปลูกเข้าไป
ในบริเวณที่คลองตัดผ่าน ซึ่งเดิมเป็นป่ารกชัฏเต็มไปด้วยโขลงช้างเถื่อน จนไม่มีใครกล้า
เข้าไปอยู่อาศัย
และทรงพระราชทานชื่อคลองนี้ว่า "คลองเปรมประชากร" พร้อมทั้งพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ ให้ใช้คลองนี้ โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมขุดคลองและภาษีคลองใด ๆ ทั้งสิ้น
ด้วยทรงมีพระราชประสงค์ที่จะขุดคลองนี้เพื่อให้เป็นการเฉลิมพระเกียรติและพระราชกุศลให้
ราษฎรได้รับความสะดวกสบายโดยทั่วกัน
“คลองเปรมประชากร” เพราะเป็นคลองขุดสายแรกที่ร.5 โปรดเกล้าฯ ให้ขุดขึ้น โดยโปรดฯ
ให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้อำนวยการ เจ้าพระยาสุรวงษ์
ไวยวัฒน์ สมุหพระกลาโหมเป็นแม่กอง พระชลธารวินิจฉัย เป็นผู้ปักหมายกรุย และจ้างจีนขุด
เมื่อ พ.ศ. 2412 แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2413 รวมประมาณ 18 เดือน
เพื่อเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยาจากคลองผดุงกรุงเกษมบริเวณหน้าวัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ
ไปทะลุต.เกาะใหญ่ อ.กรุงเก่า จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นระยะทาง 50.846 กม. เนื่องจาก
ทรงเห็นว่าการเดินเรือขึ้นล่องตามแม่น้ำเจ้าพระยามีเส้นทางอ้อมไปมาทำให้เสียเวลาในการ
เดินทางมาก
การขุดคลองเปรมประชากรโดยตัดให้ตรงขึ้น ได้ประโยชน์สองประการ คือ ช่วยร่นระยะทางระหว่างกรุงศรีอยุธยากับกรุงรัตนโกสินทร์ให้สั้นลง และขยายพื้นที่การเพาะปลูกเข้าไป
ในบริเวณที่คลองตัดผ่าน ซึ่งเดิมเป็นป่ารกชัฏเต็มไปด้วยโขลงช้างเถื่อน จนไม่มีใครกล้า
เข้าไปอยู่อาศัย
และทรงพระราชทานชื่อคลองนี้ว่า "คลองเปรมประชากร" พร้อมทั้งพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ ให้ใช้คลองนี้ โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมขุดคลองและภาษีคลองใด ๆ ทั้งสิ้น
ด้วยทรงมีพระราชประสงค์ที่จะขุดคลองนี้เพื่อให้เป็นการเฉลิมพระเกียรติและพระราชกุศลให้
ราษฎรได้รับความสะดวกสบายโดยทั่วกัน
บรรยากาศริมคลองประเวศบุรีรมย์
ส่วนสถานที่สำคัญ ๆ ซึ่งตั้งอยู่ที่สองฝั่งคลองนี้ เช่น พระราชวังดุสิต วัดเบญจมบพิตรดุสิต
วนาราม พระตำหนักสวนจิตรลดารโหฐาน ทำเนียบรัฐบาล สวนสัตว์ดุสิต โรงเรียนวชิราวุธ
และโรงงานปูนซิเมนต์ไทยที่บางซื่อ เป็นต้น
คลองต่อมาที่มีความสำคัญเช่นกัน ได้แก่ “คลองประเวศบุรีรมย์” เป็นคลองขุดที่ร.5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาดำรงราชพลขันธ์ เป็นแม่กองขุด และเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์เป็น
ผู้อำนวยการขุด โดยขุดต่อจากคลองพระโขนงไปเชื่อมกับคลองด่าน ออกสู่แม่น้ำบางปะกงที่จ.ฉะเชิงเทรา เรียกคลองที่ขุดต่อออกไปว่า "คลองประเวศบุรีรมย์"
ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานเงินทุนจากกระทรวงพระคลังมหาสมบัติส่วนหนึ่ง และเงินจากราษฎรส่วนหนึ่งเป็นค่าขุดคลอง นับว่าเป็นคลองแรกที่รัชกาลที่ 5 ให้ราษฎรช่วยเสียค่าขุดคลอง โดยจะให้ราษฎรที่ออกเงินได้รับผลประโยชน์จากการจับจองที่ดินสองฝั่งคลองเป็นค่าตอบแทน
ต่อมาเมื่อที่ดินคลองประเวศบุรีรมย์ไม่เพียงพอกับความต้องการของราษฎร จึงได้ช่วยกัน
ออกเงินจ้างจีนขุดคลองแยก อีก 4 คลอง คือ คลองหนึ่ง คลองสอง คลองสาม และคลองสี่
ซึ่งเริ่มขุดตั้งแต่ พ.ศ. 2421 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2423 มีความยาวทั้งสิ้น 46 กม.
วนาราม พระตำหนักสวนจิตรลดารโหฐาน ทำเนียบรัฐบาล สวนสัตว์ดุสิต โรงเรียนวชิราวุธ
และโรงงานปูนซิเมนต์ไทยที่บางซื่อ เป็นต้น
คลองต่อมาที่มีความสำคัญเช่นกัน ได้แก่ “คลองประเวศบุรีรมย์” เป็นคลองขุดที่ร.5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาดำรงราชพลขันธ์ เป็นแม่กองขุด และเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์เป็น
ผู้อำนวยการขุด โดยขุดต่อจากคลองพระโขนงไปเชื่อมกับคลองด่าน ออกสู่แม่น้ำบางปะกงที่จ.ฉะเชิงเทรา เรียกคลองที่ขุดต่อออกไปว่า "คลองประเวศบุรีรมย์"
ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานเงินทุนจากกระทรวงพระคลังมหาสมบัติส่วนหนึ่ง และเงินจากราษฎรส่วนหนึ่งเป็นค่าขุดคลอง นับว่าเป็นคลองแรกที่รัชกาลที่ 5 ให้ราษฎรช่วยเสียค่าขุดคลอง โดยจะให้ราษฎรที่ออกเงินได้รับผลประโยชน์จากการจับจองที่ดินสองฝั่งคลองเป็นค่าตอบแทน
ต่อมาเมื่อที่ดินคลองประเวศบุรีรมย์ไม่เพียงพอกับความต้องการของราษฎร จึงได้ช่วยกัน
ออกเงินจ้างจีนขุดคลองแยก อีก 4 คลอง คือ คลองหนึ่ง คลองสอง คลองสาม และคลองสี่
ซึ่งเริ่มขุดตั้งแต่ พ.ศ. 2421 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2423 มีความยาวทั้งสิ้น 46 กม.
บรรยากาศผู้คนริมคลองประเวศบุรีรมย์
วัตถุประสงค์ของการขุดคลองแห่งนี้ขึ้นก็เพื่อการคมนาคม ระหว่างเมืองสมุทรปราการและเมืองฉะเชิงเทรา และเพื่อเปิดพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นบริเวณสองฝั่งคลอง ซึ่งถือได้ว่าเป็นคลองแรก
ที่รัฐบาลในสมัยรัชกาลที่ 5 ประสบความสำเร็จในการพัฒนาที่ดินให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่
นับว่าเป็นกุศโลบายให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแยบยล
โดยปัจจุบันถูกใช้เป็นคลองระบายน้ำลงสู่แม่น้ำบางปะกง ส่วนแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังริมคลองประเวศบุรีรมย์ก็มีมากมาย เช่น วัดมหาบุศย์หรือวัดแม่นาคพระโขนง วัดกระทุ่มเสือปลา
ตลาดคลองสวน 100 ปี วิทยาลัยช่างศิลป์ลาดกระบัง เป็นต้น
คลองที่ฉันจะกล่าวถึงต่อไปคือ “คลองทวีวัฒนา” ที่เริ่มขุดในปี พ.ศ. 2421 ด้วยทรง
เห็นว่าคลองที่ใช้เชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำท่าจีน ทั้งคลองภาษีเจริญและคลองมหาสวัสดิ์
เริ่มตื้นเขิน จึงให้ขุดคลองนี้ขึ้นในแนวทิศตะวันออกเฉียงใต้-ตะวันตกเฉียงเหนือ เพื่อชักน้ำจาก
แม่น้ำท่าจีนให้ไหลลงทิศใต้ แก้ปัญหาลำคลองตื้นเขิน ดังพระราชดำรัสว่า
"อนึ่ง คลองมหาสวัสดิ์ แลคลองภาษีเจริญ แขวงเมืองนครชัยศรี ซึ่งเป็นของพระบาท
สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ขุดขึ้นไว้นั้น ดูตื้นเสียไปทั้งสองคลอง ..... ถ้าขุดคลอง
ในระหว่าง ให้ตลอดถึงกัน คงจะชักกับแก้ให้หายตื้นไปได้..... บัดนี้คลองนั้นก็สำเร็จแล้ว
เป็นระยะคลองยาว 340 เส้น ให้ชื่อว่า "คลองทวีวัฒนา"..... แลบัดนี้ก็ยังได้ขุดต่อไป .....
ไปออกบ้านสี่พระยา แม่น้ำเมืองนครชัยศรี ระยะทาง 540 เส้น ด้วยเห็นว่าเป็นทุ่งว่างไม่มีไร่นา
แลเป็นทางตรง สายน้ำจะเป่าลงมาในคลองทวีวัฒนาแรง ได้ลงมือขุดในเดือน 8 นี้แล้ว แล
แขวงเมืองสุพรรณกับกรุงเก่าต่อกัน ที่นั้นทำนาเกือบจะต่อถึงกันแล้ว..... ถ้าการนี้สำเร็จทุ่งนา
เมืองสุพรรณ กับแขวงกรุงเก่าก็เป็นอันติดต่อกัน"
ที่รัฐบาลในสมัยรัชกาลที่ 5 ประสบความสำเร็จในการพัฒนาที่ดินให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่
นับว่าเป็นกุศโลบายให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแยบยล
โดยปัจจุบันถูกใช้เป็นคลองระบายน้ำลงสู่แม่น้ำบางปะกง ส่วนแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังริมคลองประเวศบุรีรมย์ก็มีมากมาย เช่น วัดมหาบุศย์หรือวัดแม่นาคพระโขนง วัดกระทุ่มเสือปลา
ตลาดคลองสวน 100 ปี วิทยาลัยช่างศิลป์ลาดกระบัง เป็นต้น
คลองที่ฉันจะกล่าวถึงต่อไปคือ “คลองทวีวัฒนา” ที่เริ่มขุดในปี พ.ศ. 2421 ด้วยทรง
เห็นว่าคลองที่ใช้เชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำท่าจีน ทั้งคลองภาษีเจริญและคลองมหาสวัสดิ์
เริ่มตื้นเขิน จึงให้ขุดคลองนี้ขึ้นในแนวทิศตะวันออกเฉียงใต้-ตะวันตกเฉียงเหนือ เพื่อชักน้ำจาก
แม่น้ำท่าจีนให้ไหลลงทิศใต้ แก้ปัญหาลำคลองตื้นเขิน ดังพระราชดำรัสว่า
"อนึ่ง คลองมหาสวัสดิ์ แลคลองภาษีเจริญ แขวงเมืองนครชัยศรี ซึ่งเป็นของพระบาท
สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ขุดขึ้นไว้นั้น ดูตื้นเสียไปทั้งสองคลอง ..... ถ้าขุดคลอง
ในระหว่าง ให้ตลอดถึงกัน คงจะชักกับแก้ให้หายตื้นไปได้..... บัดนี้คลองนั้นก็สำเร็จแล้ว
เป็นระยะคลองยาว 340 เส้น ให้ชื่อว่า "คลองทวีวัฒนา"..... แลบัดนี้ก็ยังได้ขุดต่อไป .....
ไปออกบ้านสี่พระยา แม่น้ำเมืองนครชัยศรี ระยะทาง 540 เส้น ด้วยเห็นว่าเป็นทุ่งว่างไม่มีไร่นา
แลเป็นทางตรง สายน้ำจะเป่าลงมาในคลองทวีวัฒนาแรง ได้ลงมือขุดในเดือน 8 นี้แล้ว แล
แขวงเมืองสุพรรณกับกรุงเก่าต่อกัน ที่นั้นทำนาเกือบจะต่อถึงกันแล้ว..... ถ้าการนี้สำเร็จทุ่งนา
เมืองสุพรรณ กับแขวงกรุงเก่าก็เป็นอันติดต่อกัน"
คลองรังสิต(ภาพจากwww.oknation.net)
คลองทวีวัฒนาแห่งนี้ เริ่มต้นจากคลองภาษีเจริญในรอยต่อเขตบางแคและเขตหนองแขม
ขุดเป็นเส้นตรงไปในแนวทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ผ่านเขตทวีวัฒนา ออกจากกรุงเทพฯ
เป็นเส้นแบ่งเขตอ.บางกรวย บางใหญ่ และไทรน้อย ในจ.นนทบุรี กับอ.พุทธมณฑล และ
อ.บางเลนไปสิ้นสุดที่แม่น้ำท่าจีน ในอ.บางเลน จ.นครปฐม มีความยาว 35.2 กม.
และเนื่องมาจากลำคลองในละแวกนั้นล้วนแต่ขุดอยู่ในแนวตะวันออกสู่ตะวันตก ชาวบ้าน
จึงเรียกว่า คลองขวาง เพราะมีทิศทางขวางคลองอื่นๆ จำนวนมาก ส่วนช่วงจ.นนทบุรีและ
นครปฐม นิยมเรียกว่าคลองนราภิรมย์ ตามชื่อวัดนราภิรมย์ ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองในจ.นครปฐม
ปัจจุบันคลองทวีวัฒนาได้ชื่อว่าเป็นคลองที่ยังมีสภาพแวดล้อมดีที่สุดคลองหนึ่งของ
กรุงเทพฯ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร พื้นที่ทำนา และยังเป็นที่ตั้งของวังทวีวัฒนาอีกด้วย
ข้ามฝั่งออกไปชานเมืองเราจะเจอกับคลองชื่อดัง “คลองรังสิตประยูรศักดิ์” เป็นคลอง
สายหลักในโครงการพัฒนาที่ดินขนาดใหญ่แห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งเริ่มขึ้นในสมัยรัชกาล
ที่ 5 เช่นกัน โดยการขุดคลองรังสิตและคลองแยกต่าง ๆ ขุดระหว่าง พ.ศ. 2433 - พ.ศ. 2440
โดยบริษัทขุดคลองแลคูนาสยามจำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอกชน
ขุดเป็นเส้นตรงไปในแนวทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ผ่านเขตทวีวัฒนา ออกจากกรุงเทพฯ
เป็นเส้นแบ่งเขตอ.บางกรวย บางใหญ่ และไทรน้อย ในจ.นนทบุรี กับอ.พุทธมณฑล และ
อ.บางเลนไปสิ้นสุดที่แม่น้ำท่าจีน ในอ.บางเลน จ.นครปฐม มีความยาว 35.2 กม.
และเนื่องมาจากลำคลองในละแวกนั้นล้วนแต่ขุดอยู่ในแนวตะวันออกสู่ตะวันตก ชาวบ้าน
จึงเรียกว่า คลองขวาง เพราะมีทิศทางขวางคลองอื่นๆ จำนวนมาก ส่วนช่วงจ.นนทบุรีและ
นครปฐม นิยมเรียกว่าคลองนราภิรมย์ ตามชื่อวัดนราภิรมย์ ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองในจ.นครปฐม
ปัจจุบันคลองทวีวัฒนาได้ชื่อว่าเป็นคลองที่ยังมีสภาพแวดล้อมดีที่สุดคลองหนึ่งของ
กรุงเทพฯ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร พื้นที่ทำนา และยังเป็นที่ตั้งของวังทวีวัฒนาอีกด้วย
ข้ามฝั่งออกไปชานเมืองเราจะเจอกับคลองชื่อดัง “คลองรังสิตประยูรศักดิ์” เป็นคลอง
สายหลักในโครงการพัฒนาที่ดินขนาดใหญ่แห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งเริ่มขึ้นในสมัยรัชกาล
ที่ 5 เช่นกัน โดยการขุดคลองรังสิตและคลองแยกต่าง ๆ ขุดระหว่าง พ.ศ. 2433 - พ.ศ. 2440
โดยบริษัทขุดคลองแลคูนาสยามจำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอกชน
สะพานข้ามคลองรังสิต (ภาพจากwww.rangsitcity.com)
พระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เสนาบดีกรมเกษตราธิการในขณะนั้น ได้อนุญาตให้บริษัท
ขุดคลองซึ่งเชื่อมกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่ต.บ้านใหม่ อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี ส่วนปลาย
คลองเชื่อมกับแม่น้ำนครนายกในเขตอ.องครักษ์ จ.นครนายก ซึ่งคลองนี้กว้าง 16 ม. ยาว 53 กม.
โดยในระยะแรกชาวบ้านเรียกคลองนี้ว่า “คลองเจ้าสาย” ตามพระนามพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ หรือเรียกกันว่า “คลองแปดวา” ตามความกว้างของคลอง แต่ภาย
หลังร.5โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามให้คลองนี้ว่า “คลองรังสิตประยูรศักดิ์” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ (ต้นราชสกุล รังสิต) พระราชโอรสที่ประสูติ
แต่เจ้าจอมมารดาหม่อมราชวงศ์เนื่อง สนิทวงศ์ พระธิดาในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสาย
สนิทวงศ์ ด้วยเหตุนี้ในเวลาต่อมาจึงเรียกชื่อโครงการพัฒนาที่ดินบริเวณนี้ว่าโครงการรังสิต
และเรียกบริเวณที่คลองนี้ไหลผ่านว่าทุ่งรังสิต
ต่อมาขุดคลองแยกจากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ฝั่งเหนือและฝั่งใต้ รวมทั้งคลองซอยต่าง ๆ
ซึ่งเป็นคลองคูนา ได้แก่คลองขนาดใหญ่ 2 สาย คือ คลองหกวาสายล่าง และคลองหกวา
สายบน รวมถึงคลองซอยที่แยกจากคลองสายใหญ่ เริ่มขุดตั้งแต่ พ.ศ. 2435 - พ.ศ. 2448
รวมทั้งสิ้น 59 สาย (ปัจจุบันราชการกำหนดให้เหลือ 17 คลอง)
นอกจากนั้นบริษัทยังได้สร้างประตูระบายน้ำอีก 2 แห่ง สำหรับควบคุมระดับน้ำในคลอง
ได้แก่ ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ที่ต้นคลองรังสิตประยูรศักดิ์ทางทิศตะวันตก และประตูน้ำเสาวภา
ที่ปลายคลองทางทิศตะวันออก ซึ่งร.5 โปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม กับได้เสด็จพระราช
ดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชเทวี ไปทรงเปิดประตูน้ำทั้ง
2 แห่ง เมื่อ พ.ศ. 2439 สำหรับประตูระบายน้ำอีกแห่ง สร้างในภายหลังที่ปลาย
คลองหกวาสายล่าง เรียกกันทั่วไปว่า ประตูน้ำบริษัทสมบูรณ์
ผลจากการขุดคลองตามโครงการรังสิตการพัฒนาที่ดินตามโครงการรังสิต
ทำให้มีคนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณทุ่งรังสิตมากขึ้น เป็นผลมาจากการขยายตัว
ของการส่งออกข้าว ประกอบกับความเชื่อมั่นในระบบชลประทานแบบใหม่นี้ว่าจะสามารถ
ช่วยเพิ่มผลผลิตและแก้ปัญหาเรื่องน้ำได้ ทำให้มีคนสนใจลงทุนทำนากันมากขึ้น
ขุดคลองซึ่งเชื่อมกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่ต.บ้านใหม่ อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี ส่วนปลาย
คลองเชื่อมกับแม่น้ำนครนายกในเขตอ.องครักษ์ จ.นครนายก ซึ่งคลองนี้กว้าง 16 ม. ยาว 53 กม.
โดยในระยะแรกชาวบ้านเรียกคลองนี้ว่า “คลองเจ้าสาย” ตามพระนามพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ หรือเรียกกันว่า “คลองแปดวา” ตามความกว้างของคลอง แต่ภาย
หลังร.5โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามให้คลองนี้ว่า “คลองรังสิตประยูรศักดิ์” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ (ต้นราชสกุล รังสิต) พระราชโอรสที่ประสูติ
แต่เจ้าจอมมารดาหม่อมราชวงศ์เนื่อง สนิทวงศ์ พระธิดาในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสาย
สนิทวงศ์ ด้วยเหตุนี้ในเวลาต่อมาจึงเรียกชื่อโครงการพัฒนาที่ดินบริเวณนี้ว่าโครงการรังสิต
และเรียกบริเวณที่คลองนี้ไหลผ่านว่าทุ่งรังสิต
ต่อมาขุดคลองแยกจากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ฝั่งเหนือและฝั่งใต้ รวมทั้งคลองซอยต่าง ๆ
ซึ่งเป็นคลองคูนา ได้แก่คลองขนาดใหญ่ 2 สาย คือ คลองหกวาสายล่าง และคลองหกวา
สายบน รวมถึงคลองซอยที่แยกจากคลองสายใหญ่ เริ่มขุดตั้งแต่ พ.ศ. 2435 - พ.ศ. 2448
รวมทั้งสิ้น 59 สาย (ปัจจุบันราชการกำหนดให้เหลือ 17 คลอง)
นอกจากนั้นบริษัทยังได้สร้างประตูระบายน้ำอีก 2 แห่ง สำหรับควบคุมระดับน้ำในคลอง
ได้แก่ ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ที่ต้นคลองรังสิตประยูรศักดิ์ทางทิศตะวันตก และประตูน้ำเสาวภา
ที่ปลายคลองทางทิศตะวันออก ซึ่งร.5 โปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม กับได้เสด็จพระราช
ดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชเทวี ไปทรงเปิดประตูน้ำทั้ง
2 แห่ง เมื่อ พ.ศ. 2439 สำหรับประตูระบายน้ำอีกแห่ง สร้างในภายหลังที่ปลาย
คลองหกวาสายล่าง เรียกกันทั่วไปว่า ประตูน้ำบริษัทสมบูรณ์
ผลจากการขุดคลองตามโครงการรังสิตการพัฒนาที่ดินตามโครงการรังสิต
ทำให้มีคนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณทุ่งรังสิตมากขึ้น เป็นผลมาจากการขยายตัว
ของการส่งออกข้าว ประกอบกับความเชื่อมั่นในระบบชลประทานแบบใหม่นี้ว่าจะสามารถ
ช่วยเพิ่มผลผลิตและแก้ปัญหาเรื่องน้ำได้ ทำให้มีคนสนใจลงทุนทำนากันมากขึ้น
โรงสูบน้ำของการประปา ช่วงติดแม่น้ำเจ้าพระยา(ภาพจากคุณเสือเมืองwww.thaimtb.com)
โดยโครงการนี้ถือเป็นโครงการคลองชลประทานเพื่อการเกษตรแห่งแรกของไทย ที่ริเริ่มขึ้นเพื่อพัฒนาพื้นที่บริเวณทุ่งรังสิตให้เป็นแหล่งเพาะปลูกข้าว รองรับการขยายตัวของการส่งออกข้าว
ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของไทยในขณะนั้น
การขุดคลองตามโครงการรังสิตนับเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนางานด้านชลประทานของประเทศไทย โดยเฉพาะการชลประทานเพื่อการเกษตรกรรม
อีกหนึ่งคลองที่มีความสำคัญยิ่งยวดต่อชาวกรุงก็คือ “คลองประปา” โดยร.5ได้มีพระราช
ดำริการหาน้ำบริโภคสำหรับประชาชนในเขตพระนคร เพื่อให้บรรดาพสกนิกรของพระองค์
มีความเป็นอยู่ อย่างถูกสุขลักษณะปราศจากโรคภัยร้ายแรงด้วย
พระองค์ทรงเล็งเห็นว่าในขณะนั้นประชาชนทั่วไปยังคงใช้น้ำซึ่งปราศจากความสะอาด บริสุทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูแล้ง น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะมีระดับต่ำ ทำให้น้ำทะเล
เข้าถึง น้ำจะมีรสกร่อยไม่เหมาะสำหรับการบริโภค และน้ำก็มี แนวโน้มที่จะทวีความสกปรก
เพิ่มขึ้นในอนาคต เนื่องจากสภาพการขยายตัวของชุมชนและบ้านเมือง
ประกอบกับได้ทรงพบเห็นความเจริญก้าวหน้าในด้านวิทยาการต่างๆ ของการผลิตและการจำหน่ายน้ำจากต่างประเทศเมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรป ปี พ.ศ. 2440 ในการนี้จึงได้ทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมสุขาภิบาลจัดการที่จะนำน้ำมาใช้ในพระนคร ตามแบบอย่าง
ที่สมควรแก่ภูมิประเทศ
โดยได้ทำการกั้นแม่น้ำน้อย หรือคลองบางหลวงเชียงราก หรือคลองเชียงรากในปัจจุบัน
อันเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยากักน้ำไว้เป็นอ่างเก็บน้ำหรือคลองขัง แล้วขุดคลองจาก
แม่น้ำเจ้าพระยาติดกับวัดสำแล เหนือจ.ปทุมธานี ในปัจจุบันขึ้นไป 3 กม. หรือห่างจาก
กรุงเทพฯ ประมาณ 41 กม. อันเป็นบริเวณที่น้ำทะเลขึ้นไปไม่ถึงทุกฤดูกาล เข้ามาบรรจบกับ
คลองขัง หรือคลองบางหลวงเชียงราก
ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของไทยในขณะนั้น
การขุดคลองตามโครงการรังสิตนับเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนางานด้านชลประทานของประเทศไทย โดยเฉพาะการชลประทานเพื่อการเกษตรกรรม
อีกหนึ่งคลองที่มีความสำคัญยิ่งยวดต่อชาวกรุงก็คือ “คลองประปา” โดยร.5ได้มีพระราช
ดำริการหาน้ำบริโภคสำหรับประชาชนในเขตพระนคร เพื่อให้บรรดาพสกนิกรของพระองค์
มีความเป็นอยู่ อย่างถูกสุขลักษณะปราศจากโรคภัยร้ายแรงด้วย
พระองค์ทรงเล็งเห็นว่าในขณะนั้นประชาชนทั่วไปยังคงใช้น้ำซึ่งปราศจากความสะอาด บริสุทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูแล้ง น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะมีระดับต่ำ ทำให้น้ำทะเล
เข้าถึง น้ำจะมีรสกร่อยไม่เหมาะสำหรับการบริโภค และน้ำก็มี แนวโน้มที่จะทวีความสกปรก
เพิ่มขึ้นในอนาคต เนื่องจากสภาพการขยายตัวของชุมชนและบ้านเมือง
ประกอบกับได้ทรงพบเห็นความเจริญก้าวหน้าในด้านวิทยาการต่างๆ ของการผลิตและการจำหน่ายน้ำจากต่างประเทศเมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรป ปี พ.ศ. 2440 ในการนี้จึงได้ทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมสุขาภิบาลจัดการที่จะนำน้ำมาใช้ในพระนคร ตามแบบอย่าง
ที่สมควรแก่ภูมิประเทศ
โดยได้ทำการกั้นแม่น้ำน้อย หรือคลองบางหลวงเชียงราก หรือคลองเชียงรากในปัจจุบัน
อันเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยากักน้ำไว้เป็นอ่างเก็บน้ำหรือคลองขัง แล้วขุดคลองจาก
แม่น้ำเจ้าพระยาติดกับวัดสำแล เหนือจ.ปทุมธานี ในปัจจุบันขึ้นไป 3 กม. หรือห่างจาก
กรุงเทพฯ ประมาณ 41 กม. อันเป็นบริเวณที่น้ำทะเลขึ้นไปไม่ถึงทุกฤดูกาล เข้ามาบรรจบกับ
คลองขัง หรือคลองบางหลวงเชียงราก
คลองประปา
แล้วยังขุดคลองคู่ขนานให้เรือผ่านสัญจรไปมาได้อีกคลองหนึ่งเรียกว่าคลองอ้อม
ไปบรรจบกับคลองบ้านพร้าวออกไปทางแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่เหนือขึ้นไป ต่อมาได้มีการขุด
คลองบางสิงห์ และคลองบางหลวงหัวป่า ไปเชื่อมกับเปรมประชากรและคลองระพีพัฒน์
เพื่อรับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่บางประอินเข้ามาบรรจบกับคลองขัง
จากคลองขังได้ขุดคลองประปาจากตำบลบางพูนเลียบทางรถไฟ ขนานกับคลองเปรมประชากรมายังโรงกรองสามเสน ยาวประมาณ 25 กม. โดยทางปลายคลองที่สามเสนมีประตู
ระบายน้ำเปิดลงคลองสามเสนได้ เวลาน้ำในคลองสามเสนลดลงประตูน้ำจะเปิดให้น้ำไหลออกจากคลองประปาไปลงคลองสามเส และเวลาน้ำในคลองสามเสนขึ้น จะดันประตูน้ำปิด
เข้ามากันไม่ให้น้ำโสโครกไหลเข้ามาในคลองประปาได้
โดยในการนี้น้ำในคลองประปาจะไหลอยู่เสมอ ไม่เกิดน้ำตาย น้ำไม่เน่าเสีย น้ำจะมี
คุณภาพดี และการที่น้ำไหลผ่านคลองยาวถึง 25 กม. ได้มีโอกาสสัมผัสกับอากาศ
และแสงแดด ทำให้น้ำสะอาดขึ้นด้วย
ส่วนสองข้างคลองก็มีคันดินกันไม่ให้น้ำจากเรือกสวนไร่นา หรือจากถนนไหลลงมา
ในคลองประปา ซึ่งในปัจจุบันได้ทำเขื่อนกั้นจากสามเสนเป็นแนวยาวตลอดไปจนถึง
โรงกรองน้ำบางเขน และได้พระราชบัญญัติห้ามลงไปจับสัตว์น้ำ ตกปลา อาบน้ำ
ซักล้างเสื้อผ้า หรือทิ้งสิ่งโสโครกลงไปในคลองโดยเด็ดขาด
จากพระราชดำริการหาน้ำบริโภคสำหรับประชาชนในเขตพระนคร จึงได้มีการ
เปิดโรงกรองน้ำแห่งแรกเมื่อ พ.ศ. 2457 และเป็นจุดเริ่มต้นของการประปานครหลวงใน
ปัจจุบัน
ไปบรรจบกับคลองบ้านพร้าวออกไปทางแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่เหนือขึ้นไป ต่อมาได้มีการขุด
คลองบางสิงห์ และคลองบางหลวงหัวป่า ไปเชื่อมกับเปรมประชากรและคลองระพีพัฒน์
เพื่อรับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่บางประอินเข้ามาบรรจบกับคลองขัง
จากคลองขังได้ขุดคลองประปาจากตำบลบางพูนเลียบทางรถไฟ ขนานกับคลองเปรมประชากรมายังโรงกรองสามเสน ยาวประมาณ 25 กม. โดยทางปลายคลองที่สามเสนมีประตู
ระบายน้ำเปิดลงคลองสามเสนได้ เวลาน้ำในคลองสามเสนลดลงประตูน้ำจะเปิดให้น้ำไหลออกจากคลองประปาไปลงคลองสามเส และเวลาน้ำในคลองสามเสนขึ้น จะดันประตูน้ำปิด
เข้ามากันไม่ให้น้ำโสโครกไหลเข้ามาในคลองประปาได้
โดยในการนี้น้ำในคลองประปาจะไหลอยู่เสมอ ไม่เกิดน้ำตาย น้ำไม่เน่าเสีย น้ำจะมี
คุณภาพดี และการที่น้ำไหลผ่านคลองยาวถึง 25 กม. ได้มีโอกาสสัมผัสกับอากาศ
และแสงแดด ทำให้น้ำสะอาดขึ้นด้วย
ส่วนสองข้างคลองก็มีคันดินกันไม่ให้น้ำจากเรือกสวนไร่นา หรือจากถนนไหลลงมา
ในคลองประปา ซึ่งในปัจจุบันได้ทำเขื่อนกั้นจากสามเสนเป็นแนวยาวตลอดไปจนถึง
โรงกรองน้ำบางเขน และได้พระราชบัญญัติห้ามลงไปจับสัตว์น้ำ ตกปลา อาบน้ำ
ซักล้างเสื้อผ้า หรือทิ้งสิ่งโสโครกลงไปในคลองโดยเด็ดขาด
จากพระราชดำริการหาน้ำบริโภคสำหรับประชาชนในเขตพระนคร จึงได้มีการ
เปิดโรงกรองน้ำแห่งแรกเมื่อ พ.ศ. 2457 และเป็นจุดเริ่มต้นของการประปานครหลวงใน
ปัจจุบัน
ความคิดเห็น