ฉงจื่อ ลิขิตหวนรัก

ตอนที่ 25 : 8.1 ดรุณีน้อย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1217
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 30 ครั้ง
    16 ม.ค. 61


ตำหนักทั้งเก้าของสำนักชิงหัวสร้างขึ้นโดยอ้างอิงตามลักษณะของภูเขาเป็นหลัก ทำให้ดูคล้ายบันไดเก้าขั้น ซ้อนกันขึ้นไปจนถึงยอดเขา ดูงามสง่าน่าเกรงขามอย่างมาก ฉงจื่อติดตามลั่วอินฝานมาถึงสองปีจึงพอมีความรู้เรื่องตัวอักษรไม่น้อย แต่ก็ยังคงละลานตากับป้ายชื่อตำหนักต่างๆ ประกอบกับนางไม่ได้คิดสนใจในชื่ออันสลับซับซ้อนตามประสาเด็ก จึงทำให้จดจำชื่อของตำหนักได้แค่เพียงไม่กี่หลังเท่านั้น โดยเฉพาะตำหนักใหญ่สามหลังแรกที่ใช้รับรองแขกเหรื่อ

ตำหนักหลังที่สามเป็นตำหนักสำหรับแขกพิเศษจึงมีผู้สูงศักดิ์มากมายมานั่งดื่มน้ำชาสนทนากันอย่างสนุกสนาน บ้างเป็นมนุษย์สามัญ บ้างก็เป็นเซียน หลายคนเป็นถึงเจ้าสำนักหรือไม่ก็ศิษย์เอก ซึ่งผู้ที่เป็นเซียนจะมีอาวุธประจำกายไว้บอกสถานะ ยกตัวอย่างเช่น ผู้มีที่กระบี่หรืออาวุธมีคมอื่นๆ จะเป็นของสำนักเซียนกระบี่ ส่วนผู้ที่ไม่มีกระบี่ ส่วนมากจะเป็นคนของสำนักเซียนพระเวท แต่บางคนก็เป็นข้อยกเว้น เป็นต้นว่า สิงเสวียนซึ่งเป็นคนของสำนักเซียนกระบี่แต่กลับไม่มีกระบี่เป็นอาวุธประจำ และผู้ที่เป็นศิษย์ของสำนักเซียนพระเวทก็มีสร้อยประคำ แต่ก็ไม่ได้นำออกมาแสดงให้เห็นก็มี

เมื่อได้ยินว่าท่านเซียนฉงหัวมาถึงแล้ว ทุกคนต่างก็รีบลุกขึ้นยืนต้อนรับ เมื่อลั่วอินฝานกล่าวคำทักทายเสร็จ จั๋วเย่าเชิญเซียนหนุ่มเข้าไปที่ด้านใน ทะลุออกประตูหลังและเดินขึ้นบันไดหินไปที่ตำหนักหลังที่สี่

ศิษย์หลายคนต่างรอกันอยู่ที่ด้านนอก พอเห็นจั๋วเย่ากับลั่วอินฝานก็พากันแสดงการคารวะ

ตำหนักหลังที่สี่นี้มีคนอยู่แค่เพียงสองคน คนหนึ่งเป็นเซียนอาวุโสผู้มีรูปร่างหน้าตาอย่างคนอายุสามสิบแปดปี กำลังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เหมือนไม่มีแก่ใจจะรับน้ำชา และมีศิษย์คนหนึ่งคอยยืนอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ที่ด้านหลังของเขา

ส่วนคนที่สองนั้นไม่มีกระบี่ติดตัว ทำให้ฉงจื่อคาดเดาว่าเขาน่าจะเป็นคนของสำนักเซียนพระเวท แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้พิจารณาอีกฝ่ายให้ละเอียด ท่านเซียนอาวุโสรีบลุกขึ้นมาต้อนรับ “ไม่พบกันตั้งนาน ในที่สุดท่านเซียนก็มาถึงจนได้”

ลั่วอินฝานหันไปสั่งฉงจื่อ “มาคารวะท่านประมุขหมิงแห่งสำนักฉางเซิงสิ”

ฉงจื่อจึงก้าวออกไปอย่างว่าง่าย แต่ท่านประมุขกงหมิงกลับเป็นฝ่ายประคองตัวนางขึ้นมาและเอ่ยชมเชย

ลั่วอินฝานรู้จุดประสงค์ในการมาของอีกฝ่ายดีจึงเอ่ยถาม “ท่านเซียนกงสบายดีหรือ?”

จั๋วเย่าจึงรีบเชิญคนทั้งสองให้นั่งลงกันก่อน “เวลานี้ท่านเซียนกงไปพำนักอยู่ที่ก้นทะเลมังกรเป็นการชั่วคราว ครั้งนี้ว่านเจี๋ยคงต้องไปช่วยนางอีกแน่ๆ แต่ก้นทะเลมังกรมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา เชื่อว่าคงสามารถรับมือเขาได้”

ประมุขหมิงถอนหายใจด้วยสีหน้าเอือมระอา “จริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหลานสาวของข้าเลย นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าว่านเจี๋ยอยู่ที่ไหน แต่พวกเขายังพยายามจับตัวนางไปเค้นถามเพื่อแก้แค้น แม้แต่วังปีศาจทมิฬเองก็คิดจะใช้นางเพื่อบีบบังคับว่านเจี๋ย ทำให้หลายปีมานี้ นางต้องคอยหลบซ่อนตัวไปทั่ว อยู่อย่างยากลำบากเหลือแสน”

จั๋วเย่า “เมื่อหลายวันก่อนตอนที่ข้าได้ยินว่าพวกเขาจับตัวท่านเซียนกงเอาไว้ก็รีบตามไปขอร้องให้นำตัวท่านเซียนกงมาไว้ที่สำนักชิงหัวเป็นการชั่วคราว แต่เรื่องนี่เป็นเรื่องใหญ่ สำนักชิงหัวเองก็ไม่กล้าออกหน้ามาก จึงจำเป็นต้องเชิญท่านเซียนมาร่วมหารือ เผื่อว่าจะมีหนทางอื่นที่ดีมากกว่า”

ลั่วอินฝาน “โชคดีที่ท่านเซียนกงเป็นคนมีเมตตา ถึงไม่ได้ทำร้ายศิษย์ของสำนักเซียนคนใด”

หลังจากเผ่ามารถูกทำลาย ว่านเจี๋ยก็กลายมาเป็นผู้ที่มีพลังแข็งแกร่งมากที่สุดในแดนมาร แม้แต่วังปีศาจทมิฬเองยังต้องคอยระวังเขาอยู่สามส่วน แต่การที่พวกเขาคิดแค้น ถึงขนาดร่วมมือกันกระทำเรื่องอุกอาจปานนี้  คงยากที่จะหลีกเลี่ยงการเสียเลือดเสียเนื้อไปได้

ประมุขหมิงรีบบอก “ครั้งนี้หลานสาวของข้าสมัครใจล่อเขาออกมาให้เอง ถ้าหากพวกเราจับตัวเขาเอาไว้ได้ก็จะได้ชิงเอากระบี่มารกลับมา เพื่อเป็นการปลอบประโลมดวงวิญญาณของศิษย์ทั้งสามพันคนนั่น”

ลั่วอินฝานย่นหัวคิ้ว “เรื่องนี้ยังไม่ได้มีการตรวจสอบเลยว่าเป็นฝีมือของว่านเจี๋ยจริงหรือไม่”

จั๋วเย่าผงกศีรษะ “ตามหลักแล้ว ว่านเจี๋ยตกหลุมรักท่านเซียนกงอย่างมากถึงขนาดทำลายพรรคมารของตัวเอง และความจริงพวกเราก็ไม่น่าจับตัวนางมาเพื่อบังคับเขาเช่นนี้ แต่เพราะกระบี่มารเกิดถูกแย่งชิงไป ทำให้ศิษย์ของสำนักเซียนต้องตายถึงสามพันคน แล้วถ้าหากว่าว่านเจี๋ยไม่ได้มันไปจริงๆ เขาคงไม่มีทางมีอำนาจขึ้นเป็นพญามารได้ สมควรอยู่หรอกที่พวกเขาจะนึกสงสัยว่านเจี๋ย เพราะประมุขผู้เฒ่าแห่งสำนักฉางเซิงเองยังพลอยต้องมาสิ้นชีวิตไปในเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย ด้วยเหตุนี้ ท่านเซียนกงจึงยินดีให้ความช่วยเหลือพวกเราในการจับตัวว่านเจี๋ยมาสอบถามให้กระจ่างให้จงได้”

เรื่องกระบี่ของพญามารหนีหลุนเป็นเรื่องใหญ่ ต่อให้ไม่คิดใส่ใจ แต่ลั่วอินฝานไม่อาจพูดอะไรได้นอกจากเอ่ยถาม “แล้วสถานการณ์ที่ก้นทะเลมังกรเป็นอย่างไรบ้าง?”

เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงส่วนของการจัดวางกำลังคนซึ่งเป็นความลับแล้ว ย่อมไม่สะดวกให้มีคนรู้มากได้ ท่านประมุขหมิงจึงกระแอมออกมาสองคำเป็นการบอกให้ศิษย์ของตนถอยออกไป และจั๋วเย่าเองก็หันไปมองฉงจื่อที่ดูเหมือนจะไม่ได้สนใจฟังผู้ใหญ่คุยกันแวบหนึ่ง ก่อนตัดสินใจเรียกศิษย์มาพาเด็กหญิงออกไปเล่น

 

ยอดเขาทั้งสิบสองแห่งของเขาหนานหัวเป็นที่รู้จักทั่วทั้งใต้หล้า ในขณะที่สำนักชิงหัวนั้นด้อยกว่าเล็กน้อย แต่ถึงกระนั้นการตกแต่งอาคารต่างกลับหรูหราทัดเทียมกับสำนักหนานหัว ซ้ำยังประณีตงดงามกว่า ยิ่งมีเมฆสีม่วงลอยฟุ้งเนื่องจากใกล้วันฉลองวันเกิดของเจ้าสำนักด้วยแล้ว บรรยากาศของแดนเซียนแห่งนี้ก็ยิ่งรื่นรมย์ ชวนชมมากยิ่งขึ้น

เมื่อทุกคนรู้ว่าฉงจื่อเป็นศิษย์ของท่านเซียนฉงหัว ก็ไม่มีศิษย์คนใดกล้าเข้ามากวนใจฉงจื่อ ทำให้นางสามารถเดินเล่นได้อย่างสบายใจ

ฉงจื่อเห็นทัศนียภาพงดงามแล้วก็เก็บก้อนหินสวยใสแปลกตาขึ้นมาดูสองก้อน ในใจเริ่มรู้สึกเป็นห่วงลั่วอินฝานว่าถ้าหากนางเดินมาไกลๆ แล้ว เกิดอาจารย์หาตัวนางไม่พบจะทำอย่างไร? แม้เด็กหญิงจะอายุยังน้อยแต่ก็รู้ดีว่าจั๋วเย่ามีเจตนาให้นางแยกตัวออกมา เพื่อที่เขาจะได้หารือเรื่องสำคัญกับอาจารย์ ดังนั้น ถ้าหากนางกลับไปในเวลานี้ เกรงว่าจะเป็นการสร้างความยุ่งยากให้มากกว่า เด็กหญิงคิดแล้วก็ทรุดตัวลงนั่งยองๆ “ข้าเหนื่อยแล้ว สำนักชิงหัวนี่ใหญ่โตดีจริง”

ศิษย์คนนั้นได้ยินแล้วก็หัวเราะ “สำนักชิงหัวของเราจะเล็กกว่าสำนักหนานหัวก็จริง แต่ถ้าเดินกันช้าๆ แบบนี้กว่าจะเดินได้หมดก็ต้องใช้เวลาหลายวันเหมือนกัน หรือพวกเราจะขี่กระบี่กันไปดีล่ะ?”

ไม่มีผู้ใดคิดว่าศิษย์ของท่านเซียนฉงหัวจะขี่กระบี่ไม่เป็น ฉงจื่อกลัวว่าตนจะทำอาจารย์ขายหน้าจึงรีบบอกว่า “ไม่ต้องหรอก พวกเรายังต้องอยู่ที่นี่อีกตั้งหลายวัน เอาไว้ข้าค่อยออกมาเดินทุกวันก็ได้”

ศิษย์คนนั้นหัวเราะแต่ก็ยอมตอบรับและเอ่ยเตือนว่า “ก่อนหน้านี้ท่านเซียนมักมาเยี่ยมเยียนเจ้าสำนักของพวกเราบ่อยๆ และทุกครั้งก็จะไปพักอยู่ที่หอริมทะเล ครั้งนี้ท่านเจ้าสำนักเลยตั้งใจเก็บหอริมทะเลเอาไว้ท่านเซียนโดยเฉพาะ ถ้าหากศิษย์น้องเหนื่อยแล้ว ข้าจะพาเจ้าไปพักที่นั่นก่อนแล้วกัน จะได้คอยอาจารย์ของเจ้าอยู่ที่นั่นด้วย ดีหรือไม่?”

คำพูดนั้นบ่งบอกถึงความใส่ใจ ฉงจื่อจึงตอบรับอย่างยินดี

หอริมทะเลสร้างอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่งที่หันหน้าเข้าหาทะเล แต่ปลีกตัวแยกห่างออกไป แม้ตัวอาคารจะค่อนข้างเล็กแต่ประณีต มีทั้งหมดห้าห้อง ด้านหน้ามีระเบียงชมทิวทัศน์ขนาดใหญ่พร้อมราวกั้น ทำให้สามารถมองเห็นท้องทะเลสีครามกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา และได้ยินเสียงน้ำทะเลดังครืนๆ

เมื่อจัดการให้ฉงจื่อได้พักผ่อนเรียบร้อยแล้ว ศิษย์คนนั้นก็ขอตัวจากไป

ฉงจื่อวิ่งเข้าห้องนั้นออกห้องนี้ และจับนั่นดูนี่ตามประสาเด็กๆ จนเริ่มรู้สึกเบื่อ นางจึงวิ่งออกมาเกาะราวมองทะเลอยู่พักใหญ่ แต่ลั่วอินฝานก็ยังไม่กลับมาเสียที ทำให้เด็กหญิงอดคิดฟุ้งซ่านไม่ได้

ได้ยินพวกเขาคุยกันว่ากำลังจะเปิดศึกกับพญามารว่านเจี๋ยที่มีฝีมือร้ายกาจที่สุดในแดนมาร แบบนี้ท่านอาจารย์ก็ต้องมีอันตรายน่ะสิ

ฉงจื่อรู้สึกเป็นห่วงอาจารย์ขึ้นมาจับใจ

จริงอยู่ที่อาจารย์เป็นเซียนที่เก่งกาจที่สุดในหกภพภูมิ แม้แต่พญามารว่านเจี๋ยเองยังเคยพ่ายแพ้ให้แก่เขามาแล้ว ดังนั้นครั้งนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ถ้าหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นเล่าจะทำอย่างไร? นางไม่อยากสูญเสียอาจารย์ไปเหมือนกับพี่ชายเซียนคนนั้น เพราะยอดเขาไผ่ม่วงที่ไม่มีอาจารย์อยู่ก็มิใช่บ้านของฉงจื่อ ด้วยเหตุนี้ เด็กหญิงจึงรู้สึกหวาดกลัวยิ่งนัก เมื่ออาจารย์เป็นคนเดียวที่ปกป้องนาง ในขณะตัวของฉงจื่อเองไม่เป็นวิชาอะไรเลย และไม่อาจคุ้มครองอาจารย์ได้ด้วย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 30 ครั้ง

37 ความคิดเห็น