NSC
เขียนโดย
Caje
ซายะบอกให้เรารำลึกความหลังเพื่อใช้ประกอบรายงาน...
NSC คืออะไรน่ะเหรอ มันย่อมาจาก National Software Contest (หรือเปล่า ? จำไม่ค่อยได้แล้ว)
เป็นการแข่งขันเขียนโปรแกรมในระดับนักเรียนนักศึกษา ซึ่งเราเคยเข้าประกวดเมื่อตอน ม.3 ซึ่งก็คือปี ค.ศ. 2006 แต่ที่จริง เริ่มทำตั้งแต่ปี 2005 แล้ว
ครั้งนั้น อาจารย์ได้ชักชวนเด็กน้อยผู้คลั่งไคล้ในคอมพิวเตอร์ให้ลองเข้าประกวดดู มีเงินทุนสำหรับการพัฒนาโปรแกรมเป็นของล่อใจด้วย และเนื่องจากช่วงนั้นยังค่อนข้างว่าง และอยากได้ค่าขนม (?) เพิ่ม จึงตกลงปลงใจ และดึงเพื่อนบ้าคนหนึ่งร่วมแข่งขันเป็นทีมเดียวกัน เพื่อนคนนั้นก็คือซายะนั่นเอง
พวกเราคิดเกมเป็นตุเป็นตะ เป็นเกมผจญภัยที่ต้องใช้ปัญญาความคิดไขปริศนา คล้าย ๆ กับหนังสือนิยายที่ชอบอ่านช่วงนั้น มีเรื่องราวเหนือเหตุผลและจินตนาการมาคั่นระหว่างเกม ให้เกมดูต่อเนื่องขั้น ตอนคิดขึ้น และเสนอโครงการก็พอไหวอยู่ แต่หลังการโครงการอนุมัติแล้ว เราก็หยุดทำไปด้วยความขี้เกียจประสาเด็กวัยกำลังเรียน อันมีอุปสรรค คือ การบ้านมหาศาล และสิ่งล่อตาล่อใจอื่น ๆ มาเย้ายวน
ยังดีที่ความรับผิดชอบต่อหน้าที่กระตุ้นเตือน ให้เราเตือนซายะให้เร่งทำกราฟฟิกขึ้นมา ในช่วงปิดเทอมเดือนตุลาฯ ที่เราหนีหายไปเรียนพิเศษที่กรุงเทพฯ ถามว่า รู้สึกผิดไหม ที่ทิ้งให้เพื่อนทำงานคนเดียว ต้องบอกว่าไม่เลยสั้นนิด ตอนนั้นเราคิดว่าควรจะเห็นกราฟฟิกก่อนว่าเป็นยังไงจึงจะวางแผน coding ให้เหมาะสม และทำงานต่อไป และเรายังมีเหตุผลที่ว่า เราก็ใช้เวลาช่วงนั้นศึกษาการเขียนโปรแกรมด้วย flash action script อยู่เหมือนกัน จึงถือว่าเราไม่ได้ทิ้งงานไป
แต่แล้วซายะก็ทำให้เราผิดหวัง งานไม่คืบหน้าเลย ไม่รู้มัวทำอะไรอยู่ ตอนนั้นนึกอยากตืบคนบ้าขึ้นมาทันที
เอาเถอะ... จนแล้วจนรอด เราก็เร่งซายะให้ทำกราฟฟิก (ที่เราเห็นแล้วก็ยังไม่พอใจ) จนเสร็จพอจะเริ่มทำงานส่วนของเราได้
ตอนที่ coding อย่างหักโหมนั้น ในหัวของเรามีแต่เรื่องโปรแกรมเพียงอย่างเดียว ทำงานดึกจนคุณแม่ดุ แต่ท่านฟังคำอธิบายแล้วก็เข้าใจ ยอมให้เราทำต่อได้ ช่วงปีใหม่ยิ่งหนักหนาสากรรจ์ ซายะหนีไปเยี่ยมญาติ ทิ้งงานที่ยังไม่เสร็จไว้ให้เราเดียว จำได้ว่าช่วงนั้นนอนไม่กี่ชั่วโมง ในฝันก็ยังเป็น code โปรแกรมอีก เรียกว่า programing ขึ้นสมองอย่างแท้จริง เป็นความรู้สึกที่... เกินบรรยาย... บอกไม่ถูกเลย
มาคิดย้อนหลัง อาการอย่างนั้นก็ไม่ดีนัก แม้มันจะแสดงให้เห็นว่าจิตเราตั้งมั่นอยู่กันสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นสมาธิอย่างยิ่งก็ตาม แต่มันก็ไม่ดีกับการดำเนินชีวิต และคนรอบข้างเราเลย (ท่านแม่เห็นเราโหมทำงานหนัก เกือบจะสั่งห้ามไม่ให้แข่ง NSC อีกต่อไปแล้ว ท่านบอกว่า "เงินแค่นั้น มาแลกกับสุขภาพไม่ได้หรอก" เป็นที่ทราบกันดีว่าบ้านเราไม่ต้องการเงิน เพียงแต่คนมันโลภมากเท่านั้นเอง)
ดังนั้นเราจึงคิดว่า ต่อไปถ้าเขียนโปรแกรมจริง ก็คงทำตามระเบียบอย่างที่โปรแกรมเมอร์เขาปฏิบัติกัน มีพักเป็นระยะ วางแผนก่อนล่วงหน้า เขียนโปรแกรมตามเวลาเท่านั้น ไม่ต้องหักโหมหอบงานมาทำล่วงเวลา ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่พลาดไป แต่ก็ให้ประสบการณ์กับเราได้ดีทีเดียว
เอาล่ะ หลังจากมุ่งมั่นปั่นงานเต็มที่ ในที่สุดงานเราก็เสร็จส่งทันเวลา แม้จะไม่เป็นที่ถูกใจคนทำนัก แต่โดยภาพรวมถือว่าสำเร็จตามแผนอยู่ แล้วเกมของเราก็ผ่านรอบแรก เป็นตัวแทนภาคตะวันออกเข้ารอบชิงไป ได้เงินค่าขนมเพิ่มขึ้นด้วย ตอนที่เขาตัดสินรอบนั้น เราเห็นคู่แข่งก็พอมีกำลังใจ เพราะงานเราก็ถือว่าดีกว่าเขา เราทำขึ้นมาเอง ด้วยลำพังตัวเรา นั่นแหละคือสิ่งสำคัญ และก็ทำให้เราภูมิใจ
พวกเราเอาโปรแกรมมาปรับปรุงเพิ่มเติมนิดหน่อย ปัญหาในส่วนของโปรแกรมที่มีตามมาด้วย ต้องสารภาพว่า เราทำมันไม่ดี แก้ปัญหาบางจุดยังไม่ได้ เลยทำลวก ๆ ให้เสร็จไป ไฟล์งานจึงใหญ่โตมโหฬาร เกินกว่าที่ควรจะเป็นหลายเท่านัก
รอบชิงไม่ง่ายอย่างรอบแรก คู่แข่งแต่ละทีมน่ากลัวทั้งนั้น ทำเรารู้สึกต่ำต้อยขึ้นมาเลย กราฟฟิกของเขาสวยงาม ไม่ใช่ฝีมือสมัครเล่นแบบซายะ โปรแกรมของเขาก็ยาก ไม่ใช่ฝีมือฝึกเขียนแบบเรา รู้สึกเหมือนเป็นเด็กน้อยเพิ่งได้เห็นโลกแห่งโปรแกรมที่แท้จริง
แน่นอนว่าเราไม่ได้รางวัลอะไรจากรอบชิง รวมถึงค่าขนมด้วย แต่อย่างน้อยก็ยังได้เปิดหูเปิดตาน่ะนะ เรายังสามารถอ้างได้อีกว่า เราแพ้เพราะเด็กกว่า คู่แข่งเป็นระดับมัธยมปลายแทบทั้งสิ้น มี ม.ต้น บ้างปะปลาย แต่ก็ไม่ใช่เด็ก ม.ต้น ทั้งทีมแบบเรา เป็นเด็กผู้หญิงทั้งคู่ และก็ยังมากันแค่สองคน ถ้าไม่นับอาจารย์
NSC ทำให้เรารู้ว่าการเขียนโปรแกรมจริงเป็นยังไง ทำให้เราเห็นภาพและปัญหาของการทำงานร่วมกันเป็นทีม
พูดตามจริง เรารู้สึกว่าฝีมือพวกเราไม่ถึงขั้นทั้งคู่ ที่เข้ารอบชิงมาได้เพราะคู่แข่งในเขตภาคตะวันออกไม่หินต่างหาก
เรารู้สึกแย่ที่คู่เราทำกราฟฟิกสวย ๆ ให้ถูกใจเราไม่ได้ บางส่วนเราเองนั้น ยังต้องลงไปช่วยทำอีก ทั้งโปสเตอร์ และงานเอกสารต่าง ๆ ก็เป็นเราทำ แต่ก็ต้องยอมรับว่า งานกราฟฟิกนั้นยากจริง ๆ น่ะแหละ
จะบอกว่าไม่อยากโทษซายะก็ไม่ถูก เราโทษไปแล้ว โทษต่อหน้าไปในตอนนั้นน่ะแหละ ตอนนี้ก็ยังคิดเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เพียงแต่มันเป็นเรื่องที่จบไปแล้ว รื้อฟื้นขึ้นมาก็เปล่าประโยชน์ นี่ก็แค่เล่าให้ฟังเท่านั้น ไหน ๆ ซายะก็เป็นคนขอมาเองนี่นา
เรารู้สึกว่าเราโดดเดี่ยว ไม่มีคนสนับสนุน ไม่มีคนคอยช่วยเหลือ... แม้อาจารย์ให้การดูแลด้านทรัพยากรต่าง ๆ ที่จำเป็นอย่างดี แต่ความรู้ที่เรานำมาใช้ในการเขียนโปรแกรมนั้น เป็นเราศึกษาด้วยตนเอง ท่านเพียงแนวทางตอนเริ่มต้นเท่านั้น ส่วนอื่นนั้นไม่ได้มายุ่งเกี่ยวเลย
ที่บ้านเราก็เน็ตไม่ดี คนในบ้านก็ไม่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์ ก็ต้องช่วยตัวเองอีกเช่นกัน
ดังนั้นเราจึงอิจฉา พวกที่มีรุ่นพี่ ครูอาจารย์ พ่อแม่ผู้ปกครองคอยช่วยเหลือ บางคนก็ให้คนเหล่านั้นทำให้ทั้งหมดเลย ขณะที่เราต้องนั่งงมอยู่คนเดียว
แต่พอคิดในอีกแง่ พวกเขาก็แค่โชคดีกว่าเรานิดหน่อยเท่านั้นเอง เราควรจะยินดีเสียมากกว่าที่เราได้ประสบการณ์นั้นมาได้ตัวเอง เป็นความรู้ที่แท้จริงของเรา
โยนความผิดให้คนอื่นหมดแล้วก็ถึงคราวกล่าวโทษตัวเองบ้างล่ะ อย่างที่บอกไปว่าเรานั้น ฝีมือไม่ถึงขั้นจริง โปรแกรมได้มั่วซั่วมาก เริ่มต้นแบบคนฝึกหัดแทบไม่รู้อะไรเลย โครงสร้างที่ใช้ก็เป็นแค่ for loop, if else, function นิดหน่อย บวกกับตรรกะคำนวณง่าย ๆ ไม่มี database ไม่มี save file ไม่เป็น OO ไม่เป็นอะไรเลย เอาโปรแกรมหัดเขียนเข้าไปแข่งแท้ ๆ แถมแต่ละด่านของเกมที่คิดไว้ยังไม่หลายหลากพอด้วย ไม่ได้ generate content ขึ้นมาเอง เป็นการสุ่มเลือกจากรูปแบบที่มีอยู่แล้วเพียงไม่กี่แบบขึ้นมา และทั้งหมดนี่ก็เป็นความผิดที่เรายอมรับโดยดุษฎี
สรุปแล้ว NSC ก็สอนอะไรให้เราหลายอย่างจริง ๆ
ถามว่าเจออย่างนี้แล้วยังชอบเขียนโปรแกรมอยู่ไหม ? ...ก็ยังชอบอยู่นะ อาจจะไม่ได้บ้าคลั่งเท่าเดิม แต่ก็ยังชอบในมุมของคนที่เข้าใจอะไรมากขึ้นอยู่ดี
แม้เราจะร้างห่างการเขียนโปรแกรมจริงจังมานานพอสมควรแล้วก็ตาม แต่เส้นทางชีวิตข้างหน้าก็คงต้องข้องเกี่ยวกับมันเต็มที่เลย ขอฝากเนื้อฝากตัวไว้ด้วยล่ะกัน
ว่าด้วย NSC ก็จบลงเพียงเท่านี้ล่ะ
หวังว่าคงพอเอาไปใช้ได้นะ ...ซายะ
แจ้ง Blog ไม่เหมาะสม
21 ม.ค. 52
412
2
ความคิดเห็น
อะฮะ
นึกว่าจะไม่มาอ่านเสียแล้ว
อุตส่าห์รอไม่อัพไดอารี่ใหม่จนซายะมานะเนี่ย
ยินดีที่ได้ช่วยจ้า
^____^