นั่งปั่นวันนี้...เหนื่อยมากกกกก
โควต้า 2 หน้ากระดาษ มันไม่พอ เขียนแล้วล้นทะลัก
มันเลยดูเหมือนตัดจบกระไรอยู่
555
หมายเหตุ: นี่เป็นการบ้านวิชา Literature and Women จ้ะ ขอความกรุณางดก๊อบโดยเด็ดขาด นะจ๊ะ
หมายเหตุ 2: ส่งวันอังคาร...โพสก่อนคงไม่เป็นไรเนอะ ตราบใดที่ไม่มีใครก๊อบของเราไปส่งน่ะ (ฮา)
หมายเหตุ 3: วิจารณ์ฉบับเต็ม กำลังจะมา...เดี๋ยวจะยัดไว้ใน Book Review ล่ะ
------
งูในแม่เบี้ย: บทบาทของจารีตประเพณีต่อชีวิตมนุษย์
สำหรับนวนิยายเรื่อง แม่เบี้ย โดย วาณิช จรุงกิจอนันต์ งู เป็นสัญลักษณ์ที่ดูจะสำคัญกว่าสัญลักษณ์อื่นๆ เนื่องจากผู้เขียนได้เลือกนำ ‘แม่เบี้ย’ ของงูเห่ามาประกอบเป็นชื่อเรื่อง แก่นหลักของนวนิยายเรื่องนี้จึงไม่พ้นจากภาพความงามของงูเห่าที่เฝ้าระวังอันตราย และนัยของการข่มขู่คุกคามในรูปแบบของการแผ่แม่เบี้ยเป็นแน่
งูเห่าจะปรากฏทุกครั้งที่มีตัวละครมีความปรารถนาทางเพศ หรือมีการล่วงละเมิดเกิดขึ้น และยังแสดงบทบาทของการเฝ้ามอง ปกป้อง ข่มขู่ รวมถึงทำร้ายจนถึงแก่ความตาย นอกจากนี้งูเห่ายังปรากฏเฉพาะในละแวกบ้านของเมขลาที่จังหวัดสุพรรณบุรีเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงสร้างความสมจริงด้านสถานที่ แต่ยังมีนัยว่างูเห่าเป็นสิ่งที่เกิดมาแต่อดีต (เมื่อในมิติด้านเวลา กรุงเทพฯ สื่อถึง ปัจจุบัน และสุพรรณบุรี สื่อถึง อดีต) ข้าพเจ้าจึงตีความว่า แท้จริงแล้วงูเห่าในเรื่องแม่เบี้ยนี้คือสัญลักษณ์ที่สื่อถึงจารีตประเพณี--กรอบทางสังคมที่เพียรรักษาความดีงาม โดยเฉพาะในเรื่องเพศ
ในทรรศนะของตัวละครแต่ละตัว งูเห่ามีความหมายที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจสื่อถึงบทบาทของจารีตประเพณีต่อชีวิตมนุษย์ในด้านต่างๆก็เป็นได้
สำหรับเมขลา งูเห่านี้เป็นเหมือนสายตาของบรรพบุรุษที่เฝ้ามอง และทำให้เธอรู้สึกละอาย “เมขลารู้ว่ามันคือเขา และไม่ได้คิดหาเหตุผลใดอื่น เมื่อนั้นเองที่เธอเกิดความรู้สึกพิพักพิพ่วน สวาทรสรมณีย์ที่เพิ่งผ่านดูจะปลาสนาการไปสิ้นจากความรู้สึก มีความละอายอางขนางเกิดขึ้นมาแทน รู้สึกเหมือนญาติผู้ใหญ่ที่เธอหวาดกลัวขามเกรงได้รู้และมองเห็นประพฤติปฏิบัติที่เพิ่งจะผ่านมา และรอการกลับมาบ้านของเธอเพื่อกล่าวประณามตำหนิ” (หน้า 61) แม้เมขลาจะเป็นผู้หญิงสมัยใหม่ ที่ใช้ชีวิตอย่างอิสระ ก็ยังมีความรู้สึกพิพักพิพ่วนทุกครั้งเมื่อนึกถึงงูเห่า และระแวงว่าอาจมีงูเห่าปรากฏทุกครั้งที่นึกถึง หรือมีความสัมพันธ์กับชนะชล จึงเข้าใจได้ว่า แม้จะได้รับแนวคิดต่างชาติหรือแนวคิดสมัยใหม่ และพยายามฝ่าฝืนอย่างไร ก็ไม่สามารถหลีกหนีจากกรอบทางสังคมที่ตนอาศัยอยู่ได้ จารีตประเพณียังคงเป็นตัวกำหนดชีวิต เพราะได้ถูกปลูกฝังมาจนอยู่ในจิตใต้สำนึก
สำหรับเด็กหญิงนวลที่รอดจากการข่มขืนของถมกับชัย งูเห่าคือสัญลักษณ์ของการปกป้อง “หลังจากผ่านคืนวิกฤตนั้นมาแล้ว เด็กหญิงนวลก็มีอาการดีขึ้น และเมื่อฟังจากคำบอกเล่าว่าคนที่พยายามจะทำร้ายเธอมีอันเป็นไปด้วยพิษของงู อัศจรรย์ในใจก็ทำให้เกิดปีติซาบซ่านว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้านนี้คุ้มครองเธอ” (หน้า 145) ซึ่งก่อนหน้านี้งูเห่ายังแสดงบทบาทของผู้ปกป้องมาแล้ว เมื่อพจน์พยายามจะล่วงละเมิดเมขลา “ในเบื้องลึกของความรู้สึก หญิงสาวเกิดความเชื่อบางประการว่า ‘เขา’ พยายามช่วยเหลือเธอให้รอดพ้นจากภาวะวิกฤตนั้น [...]” (หน้า 81) สิ่งที่งูเห่าแสดงในแง่นี้ จึงเปรียบเสมือนบทบาทของจารีตประเพณี ที่ปกป้องผู้ปฏิบัติให้รอดพ้นจากการถูกล่วงละเมิด และควบคุมสังคมให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ดังนี้จึงเห็นประโยชน์ของจารีตประเพณีอย่างหนึ่ง คือเป็นหลักประกันพื้นฐานของความปลอดภัยในชีวิต ซึ่งทำให้มนุษย์เลือกปฏิบัติตามเสมอ
นัยของการปกป้องและความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยยังแสดงให้เห็นผ่านทัศนคติเบื้องต้นของเมขลาต่องูเห่า เมขลาแม้จะแสดงท่าทีรังเกียจและรำคาญ แต่ก็ตระหนักว่างูเห่านั้นจะไม่ทำร้ายเธอ และยังแสดงความเป็นห่วงสงสารเมื่องูเห่าถูกทำร้าย แม้จะเพิ่งสูญเสียเพื่อนคนหนึ่งไปก็ตาม “ร่างนั้นผ่านหน้าเข้ามาใกล้ เมขลาเอื้อมมือไปหมายจะลูบด้วยความรู้สึกสงสาร แต่ไม่ทันที่เธอจะสัมผัส ร่างดำยาวที่เลื้อยอืดอาดช้าเชื่องนั้นก็เปลี่ยนอาการ ยกหัววูบขึ้นอย่างรวดเร็ว แผ่แม่เบี้ยส่งเสียงขู่ฟ่อราวกับเสียงแมวตัวเขื่อง” (หน้า 413) ทว่าทั้งที่งูเห่าส่งสัญญาณอันตราย เมขลาก็ยังไม่คิดว่าตนถูกคุกคาม และงูเห่าก็ไม่ได้ทำร้าย คล้ายเพียงต้องการเตือนเท่านั้น “เมขลายื่นมือไปตรงหน้าแม่เบี้ยนั้น เธอรู้ตัวว่าเธอกำลังทำอะไร ความมั่นใจว่าสัตว์เลื้อยคลานตัวนี้จะไม่มีวันทำร้ายเธอนั้นยังคงมีอยู่เต็มเปี่ยม [ ] แม่เบี้ยใหญ่ส่ายน้อยๆ แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะฉกลง” (หน้า 413)
อีกด้านหนึ่งของการปกป้อง จารีตประเพณีมีบทลงโทษต่อผู้ที่ประพฤติละเมิดธรรมเนียมทางสังคม เช่น ความตายของถมและชัย และการถูกงูกัดในครั้งแรกของพจน์ นอกจากนี้ก็ยังมีบทลงโทษต่อผู้ที่ต่อต้านจารีตประเพณีเพิ่มเติม ในเรื่องแม่เบี้ย พจน์เป็นตัวละครเดียวที่เลือกปฏิบัติตามความต้องการของตนโดยแท้ และพยายามละเมิดกรอบทางสังคมในเรื่องเพศโดยไม่รู้สึกว่าตนกำลังทำผิด งูเห่าซึ่งเป็นตัวแทนของจารีตประเพณี จึงลงทัณฑ์เขาในที่สุด
ความพยายามในการฆ่างูเห่าของพจน์สื่อถึงการต่อต้าน อีกทั้งยังเน้นให้เห็นภาวะของงูเห่าที่ดูเหมือนจะไม่มีสิ่งใดทำอันตรายได้--พจน์เป็นเศรษฐีใหญ่ การศึกษาสูง เป็นนักเที่ยว นักการพนัน และกำลังจะเข้าสู่แวดวงทางการเมือง ขณะเดียวกันก็มีภรรยาแล้ว แต่ยังคงปรารถนาเมขลา และมีความรู้สึกว่างูเป็นหนึ่งในอุปสรรคต่อความรัก “ความโกรธแค้นที่มันทำให้เขาเสียหน้านั้นยังคงอยู่ และความแค้นที่มันเคยกัดเขาก็ยังคุกรุ่นรุ่มร้อน อีกส่วนที่ทำให้เขาเกิดความกระฉับกระเฉงและพอใจหมายมั่นในการล่างูเห่าใหญ่ที่บ้านนี้ในวันนี้มาจากอารมณ์เบื้องลึกที่มีต่อสาวเจ้าของบ้าน ถ้าหากเขาสังหารเจ้างูวายร้ายได้ เขาก็จะมีเรื่องไปหาเธอ ไปเล่าให้ฟัง ไปเอาหน้ากับเธอ ไปใกล้ชิดเชยชม” (หน้า 393) ความรู้สึกของพจน์ต่องูเห่าค่อนไปในทางเคียดแค้น เพราะงูเห่าขัดขวางความปรารถนาของเขาต่อเมขลา ทำให้มุ่งมั่นจะสังหาร แม้จะไม่เคยทำอันตรายได้ เว้นแต่ครั้งสุดท้ายซึ่งแลกด้วยความตายของเขาเอง
การต่อต้านและการลงทัณฑ์นี้ปรากฏกับชนะชลด้วยเช่นกัน--หลังจากไหมแก้วเริ่มสงสัยพฤติกรรมของสามี ชนะชลก็ไปที่เรือนไทยอีกครั้ง รู้สึกว่างูเห่าคืออุปสรรคขัดขวาง จึงต้องการทำลายเสีย ไม่ต่างกับความคิดของพจน์เท่าใดนัก “[ ] ความต้องการกำจัดงูเห่าเริ่มครอบคลุมจิตใจของเขาอีกครั้งอย่างรุนแรง [ ] ...เขาจะพบมันได้ที่ไหน เจ้างูเห่าวายร้ายตัวนั้น เจ้างูเห่าตัวมารขัดขวางความปรารถนาของเขาตัวนั้น” (หน้า 326) ซึ่งในภายหลังที่ชนะชลตัดสินใจทำตามความต้องการของตนโดยแท้ และเลือกจะหย่ากับไหมแก้ว เมื่อกลับมาที่บ้านของเมขลาอีกครั้งจึงถูกงูเห่าฉก พลัดตกเรือ และจมน้ำตาย
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของผู้ที่ประพฤติตามจารีตประเพณีอย่างเคร่งครัดคือลุงทิม ลุงทิมเห็นว่างูเป็นสัญลักษณ์ของบาปอันเกิดจากการกระทำของคนในบ้านของเมขลา และตระหนักรู้ว่าตนควรทำเช่นไรจึงจะหลีกเลี่ยงบาปนั้นได้โดยสิ้นเชิง โดยสิ่งที่ลุงทิมเลือกประพฤติคือการปิดตนเองไม่ให้มีโอกาสล่วงละเมิดในเรื่องเพศได้ “[ ] เมื่อพบว่าบ้านนี้มีงู และเมื่อเริ่มคุ้นเคยกับงู แกก็คิดเอาตามประสาแกว่างูตัวนี้คือตัวแทนของกรรมเวร บ้านนี้มีกรรม เป็นกรรมที่เกิดจากการกระทำของผู้เป็นเจ้าของ [ ] สิ่งที่แกคิดว่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงการทำบาปได้ดีที่สุดคือการไม่แต่งงาน ไม่มีลูกเมียเสียเลย หมดเรื่องหมดราวกันไป [ ]” (หน้า 86)
แนวคิดของลุงทิมเป็นไปในทางยอมรับอำนาจของงูเห่าที่เหนือกว่าชีวิตตน คือหากถูกกัดก็จะยอมตายด้วยพิษ จึงไม่รู้สึกกลัวงูเห่าอีกต่อไป “[ ] จะเรียกว่าต่างรู้จักกันและกัน ว่าต่างคนอยู่คนละโลกคนละภพ ไม่มีวันทำร้ายกันและกันได้อีกแล้วในชีวิตนี้ก็เป็นได้” (หน้า 150) หมายถึง หากประพฤติตนตามจารีตประเพณีแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวเกรงบทลงโทษ จนดูเหมือนจารีตประเพณีนั้นไม่มีผลใดๆต่อชีวิต
สัญลักษณ์งูเห่าในแม่เบี้ยกับบทบาทของจารีตประเพณีต่อชีวิตมนุษย์ จึงสะท้อนได้ดังที่กล่าวมา
------
ป.ล. จะเอาไปลงแหล่งอื่นต่อ เมื่อเลยวันส่งงานไปแล้ว...
ป.ป.ล. จะมีคน(ทน)อ่านจนจบได้กี่คนเนี่ย 555
ความคิดเห็น
(วิชานี้ตูลงได้มั้ยวะ >:3)
อ่านจบแล้ว รออ่านฉบับเต็ม
สงสัยอยู่อย่างว่า การแต่งงานในที่นี้เป็นบาปด้วยเรอะ
หรือว่าจะบอกว่า การแต่งงานจะก่อให้เกิดปัญหาตามมา
^
^
สิ่งที่จะสื่อจริงๆคือ ลุงทิมทำตัวเหมือนนักพรตอะ...แต่ที่ไม่พอ อธิบายขนาดนั้นไม่ได้= =
อ่านจบนะ
ไม่เคยดูแม่เบี้ยอ้ะ
เร่องเคยดูแ้ว เร่องรายเอียดมีมากกว่านี้ แต่เท่าที่จำได้ แม่ของเมขา หงจากที่สามีตายไป เอแอมีคนใหม่ ต่อมาตายเพรางู รวมท้งคนรกใหม่ด้วย ถึงแม้สามีตายไปแ้วก็ต้องซ่อสตย ยอมครองตนเป็นม้าย
ยังไม่เคยดู แต่จะลองหาอ่าน