อารมณ์เฟมินิสต์กระฉูด อ่านสองเรื่องนี้แล้วยิ่งหลั่งทะลัก
ไม่เคยรู้สึกว่าผู้ชายมันกระจอกงอกง่อยกากเกรียนเยี่ยงนี้มาก่อนในชีวิต
(เริ่มบูชาสตรีแล้วไง 55+)
อ่านแล้วหงุดหงิดมาก...โดยเฉพาะเรื่องหลัง
อีผู้ชายมันขัดคำอยู่ได้ พอนางเอกจะเด่นนำหน้าปึ๊บ พระเอกมันจะตัดบทแล้วทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองเด่นแทน แล้วใช้คำเนียนๆนุ่มๆ ขอโทษบ้างล่ะ แกล้งกวนบ้างล่ะ มุขบ้างล่ะ จนบางครั้งที่พระเอกทำท่าช่วยเหลือ แต่พฤติกรรมและวาจามันมือไม่พายเอาเท้าราน้ำชัดๆ
...เชอะ! ฉันรู้ย่ะว่าแกมันก็แค่อยากเอาชนะ แกเลยโกรธตอนที่ผู้หญิงคาดคะเนได้ดีกว่าแก!!
อีนังผู้ชายพายเรืออออ
(พอๆๆๆ เอาบทวิเคราะห์มาอัพได้ละ 555)
(ซึ่งมันก็คือ การบ้าน Lit/Women ตามเคย- -")
หมายเหตุ: บทวิเคราะห์ด่าผู้ชายแรงกว่าด้านบนนั่น 100000% ...
------
วอลล์เปเปอร์สีเหลือง-เพรงสนธยา
การควบคุมตัวละครหญิงในเรื่องวอลล์เปเปอร์สีเหลืองเกิดขึ้นภายใต้การแพทย์และความรัก การแพทย์ในเรื่องไม่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของผู้ป่วย แต่กลับยกสถานะของแพทย์ว่าเหนือกว่าและเป็นผู้บงการชีวิต คำของผู้ป่วยจึงไม่สำคัญ เห็นได้ชัดจากการวิเคราะห์โรคอย่างตื้นเขิน คือ ฟุ้งซ่าน ก็อย่าคิด โกรธง่าย ก็ควบคุมตนเอง การควบคุมพฤติกรรมที่เป็นไปไม่ได้เช่นนี้ย่อมไม่ได้ผล ซ้ำกลับทำให้ผู้ป่วยรู้สึกผิด และแสวงหาทางออกอื่น ที่ทำให้อาการป่วยเลวร้ายลง
จอห์น ผู้เป็นทั้งแพทย์และสามี พาภรรยามาอยู่ในบ้านที่ห่างไกล และมีลักษณะต่างๆเหมือนห้องขัง เขาสถาปนาตนอยู่ภายใต้ตรรกะและเหตุผล จึงหัวเราะเยาะและดูถูกความคิดของตัวละคร ‘ฉัน’ ทุกครั้งที่เธอพยายามปลดปล่อยความคิดหรือหาทางเยียวยาตนเอง ว่าเธอเพ้อเจ้อ พ่ายแพ้แก่ความคิดฟุ้งซ่าน หรือตัดบท ไม่ให้ได้มีโอกาสพูดต่อ ทั้งยังใช้คำเรียกเธอเหมือนเด็ก ซึ่งแสดงว่าเขาคิดว่าคำพูดของภรรยานั้นไม่มีค่าควรรับฟัง และต้องการเน้นสถานะของตนให้เหนือกว่า นอกจากนี้ จอห์นยังพร่ำบอกภรรยาให้ดูแลตนเองเพื่อเขา และยืนกรานทำตามสิ่งที่คิดโดยอ้างว่ารักและเป็นห่วง ทำให้ภรรยาที่ช่วงแรกคิดต่อต้านอยู่บ้างเข้าใจว่าถ้าไม่ทำตาม ก็เท่ากับว่าอกตัญญู ความกดดันจากสามีทำให้อาการป่วยทางจิตกลายเป็นความผิดของเธอ ทำให้เธอรู้สึกผิด ต้องปกปิดอาการของตน และไม่กล้าบอกอะไรอีกต่อไป เพราะ “ความเหนื่อยยากในการบอกเล่า เริ่มจะทวีรุนแรงจนล้ำหน้าความโล่งใจแล้ว”
ภาพวอลล์เปเปอร์ที่ตัวละครเห็นนั้นเชื่อมโยงกับเหตุการณ์และสภาวะทางจิตใจ เพราะยิ่งวอลล์เปเปอร์ดูแปลกประหลาดเท่าไร ตัวละครก็ยิ่งตกอยู่ในสภาวะสิ้นหวังมากขึ้นเท่านั้น ช่วงแรกวอลล์เปเปอร์เป็นแต่กระดาษปิดผนังสีเหลืองน่าเกลียด แต่เมื่อจอห์นปฏิเสธที่จะเปลี่ยนวอลล์เปเปอร์และเชิญน้องสาวมาดูแลเพิ่ม จึงปรากฏว่า “มีนัยน์ตาพิลึกเพ่งจ้องไม่กะพริบอยู่ทุกที่” สะท้อนความกดดันจากการถูกจับจ้อง ผู้หญิงหลังซี่กรงตอนกลางคืนปรากฏขึ้นเมื่อเธอเริ่มกลัวสามี และปกปิดความคิดตนจากเขา ต่อมา วอลล์เปเปอร์เริ่มมีกลิ่น ตัวละครเห็นผู้หญิงเขย่าซี่กรงในความมืด ขณะที่ผู้หญิงที่พยายามออกมาจากลวดลายจะถูกบีบรัดคอ และเมื่อผู้หญิงนั้นออกมาคลานด้านนอกได้ เธอก็แอบคลานในห้องตอนกลางวันบ้าง ภาพหลังวอลล์เปเปอร์จึงสะท้อนสภาวะจิตใจของตัวละครที่ถูกปกปิดไว้ หรือคืออีกด้านหนึ่งของตัวละคร โดยมีความเบี่ยงเบนในจิตใจแสดงผ่านความรู้สึกย้อนแย้งที่ทั้งขยะแขยงและพิศวงหวงแหน ผู้หญิงหลังซี่กรงและความกลัวสามีสอดคล้องกับความตระหนักรู้ว่าตนกำลังถูกกักขัง การเขย่าซี่กรงและถูกรัดคอจึงสะท้อนความต้องการหลุดพ้นของตัวละครจากการควบคุมซึ่งไม่อาจเป็นไปได้ ตอนจบ ตัวละครฉีกวอลล์เปเปอร์ออก และเข้าใจว่าตนคือผู้หญิงหลังลวดลายโดยสมบูรณ์ คือเธอสามารถหลุดพ้นจากการควบคุม และเปิดเผยความต้องการที่ซ่อนเร้นในที่สุด โดยมีเงื่อนไขว่าจิตใจของเธอจะต้องหลุดจากกรอบของโลกนี้ไป
ในเรื่องเพรงสนธยา โลกอดีตของอรพลอยนั้นแสดงถึงการควบคุมผู้หญิงอย่างเด่นชัด หลวงนิคม บิดาของอรพลอยมีพฤติกรรมโมโหร้าย ก้าวร้าว ถึงกับสามารถใช้ความกลัวบังคับให้คนรอบข้างมีความคิดความเชื่อแบบเดียวกับตน มณี ผู้เป็นภรรยา จึงไม่กล้าต่อสู้เพื่อสิทธิของลูกสาว และถูกจำกัดกรอบการต่อต้านด้วยบุญคุณ เนื่องจากเงินที่เธอใช้ล้วนได้มาจากสามี
อรพลอย เมื่อพบกับฮาคิยูกิครั้งแรก ก็ถูกครอบงำด้วยความคิดของบิดาเกี่ยวกับเกียรติภูมิของชาติเช่นกัน แต่เมื่อได้รู้จักและนึกรัก เธอกลับลอบพบกับเขา การปิดบังความจริงต่อบิดานั้นคล้ายกับการปิดบังอาการป่วยในเรื่องวอลล์เปเปอร์สีเหลือง คือการควบคุมนั้นทำให้ผู้หญิงไม่สามารถเปิดเผยความต้องการของตนได้ เพราะตระหนักว่าผู้มีอำนาจย่อมไม่รับฟัง ซ้ำยังอาจถูกลงโทษในภายหลัง สิ่งที่แตกต่างกันคืออรพลอยปิดบังเพื่อละเมิดกรอบ ซึ่งแสดงว่าการควบคุมทางความคิดของบิดาล้มเหลว และยังมีผู้คอยช่วยเหลืออยู่ภายในบ้าน ส่วน ‘ฉัน’ ปิดบังเพราะการเปิดเผยความคิดไม่สามารถช่วยเธอได้ และไม่มีใครอื่นในชีวิตนอกจากสามี จึงต้องเบี่ยงเบนไป ภายใต้กรอบที่ยังคงควบคุมอยู่
เมื่อหลวงนิคมตระหนักว่าการควบคุมความคิดล้มเหลว เขามีแนวโน้มจะใช้ความรุนแรงอย่างเปิดเผย เพราะคิดว่า “อรพลอยมันก็ลูกกระผม กระผมจะกักขัง จะเฆี่ยนตี ทำไมจะทำไม่ได้” โดยเกดแก้วก็ยอมรับคำกล่าวนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นทัศนคติของบิดาต่อบุตรี ว่าเธอไม่ใช่มนุษย์ที่มีคุณค่าเท่าเทียมกัน บิดาจึงมีสิทธิ์ที่จะทำร้ายร่างกายบุตรีราวกับเป็นเพียงสมบัติชิ้นหนึ่ง ขณะเดียวกันก็คิดว่าสิ่งที่ตนคิดและทำคือความรักและหวังดี โดยยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง และละเลยความรู้สึกของลูกสาว
เมื่อหลวงนิคมฆ่าฮาคิยูกิ ความเคารพภายใต้กรอบของคำว่าบิดาหายไป ความเกลียดของอรพลอยจึงเปิดเผยชัดเจน ทำให้เธอต่อต้านด้วยการพยายามฆ่า ทว่าเกิดอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย มณี มารดาของเธอ ก็ตายไปเพราะคิดถึงลูกสาวที่เข้าใจว่าหนีไปแล้ว ส่วนหลวงนิคมนั้นตายเพราะพยายามปิดบังความผิดที่ตนสังหารลูกสาวและคนรัก หากบทลงโทษต่อผู้ต่อต้านและผู้ทนทุกข์ในกรอบการควบคุมคือความตาย บทลงโทษต่อผู้ควบคุมในเพรงสนธยานั้นหนักหนายิ่งกว่า เพราะมีทั้งความรู้สึกผิดและความหวาดระแวงจนเกือบเสียสติเพิ่มเติม ซึ่งสื่อว่าการควบคุมอันไม่เหมาะสมนั้น ท้ายที่สุดแล้วย่อมนำมาซึ่งความวิบัติ โดยเฉพาะต่อตัวผู้ควบคุมเอง (เพราะจุดประสงค์ที่แท้จริงของผู้ควบคุมคือความรักและหวังดี อยากให้ลูกประพฤติตามสิ่งที่ตนคิด ไม่ได้ต้องการฆ่าทำลายอย่างที่ปรากฏในเรื่อง)
ความรักของอรพลอยถูกนำมาเปรียบเทียบกับปวิตราในปัจจุบัน จึงดูเหมือนผู้หญิงยุคนี้หลุดพ้นจากการควบคุมแล้ว แต่เมื่อตีความเหตุการณ์ในเรื่องแล้วกลับสื่อในทางตรงข้าม เพราะในช่วงต้นเรื่องบุษมาลีมีความเป็นตัวของตัวเองสูง กล้าเสนอความคิดเห็น สามารถใช้ชีวิตอยู่คนเดียวกับหลานสาวได้ แต่เมื่อสันต์ดุสิตก้าวเข้ามา เธอก็เริ่มเปลี่ยนไป เพราะเมื่อบุษมาลีเริ่มเข้าใจเหตุการณ์ และสามารถคาดเดาได้ถูกต้อง สันต์ดุสิตจะขัดคำ แสดงความคิดเห็นแทรกจนกลายเป็นผู้นำในการสนทนาแทน และยืนกรานความคิดตนทุกครั้ง (เช่น เมื่อปวิตราถูกผีเข้า สันต์ดุสิตที่เคยเชื่อเรื่องลึกลับกลับยืนยันให้พาไปพบจิตแพทย์ทันที และอ้างความเป็นครูมาสร้างเงื่อนไขเอาชนะ) บุษมาลีจึงแสดงความคิดเห็นของตนน้อยลงเรื่อยๆ และถูกโน้มน้าวให้ทำตามคำของสันต์ดุสิตได้ง่ายขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างสันต์ดุสิตกับบุษมาลี จึงไม่ใช่แต่ความรักความห่วงใย และการช่วยเหลือเท่านั้น แต่ยังเป็นการพยายามเอาชนะทางความคิดซึ่งกันและกันอีกด้วย
นอกจากนี้ ภาพลักษณ์ของผู้หญิงที่นำเสนอในเรื่องต้องพึ่งพาผู้ชายอยู่ตลอดเวลา ในอดีตคือการฝากชีวิตไว้กับฮาคิยูกิของอรพลอย และทัศนคติของหลวงนิคมต่อพี่สาว ว่าแท้จริงแล้วเขาควรมีสิทธิ์เหนือบ้าน เนื่องจากตนเป็นผู้ชาย ขณะที่พี่สาวที่แต่งงานแล้วนับเป็นคนอื่น ส่วนในปัจจุบัน ผู้ชายในเรื่องมักย้ำว่าการที่มีตนอยู่ด้วยจะทำให้รู้สึกมั่นคงปลอดภัย ยิ่งไปกว่านั้นคือ เมื่อประสบอันตราย ผู้ชายจะเป็นคนเข้าควบคุมสถานการณ์ ขณะที่ผู้หญิงได้แต่ยืนดู (หรือกรีดร้องตกใจแล้วซบอกผู้ชาย) รอให้ผู้ชายจัดการให้ทั้งหมด และแม้ผู้หญิงรุ่นใหม่อย่างปวิตราจะสามารถดึงดันกับคนรักเพื่อสิ่งที่ต้องการได้ แต่เธอก็ยังคงถูกควบคุมในบางเรื่องอยู่ ซึ่งตัวละครเองก็เห็นด้วย เพราะคิดว่าเป็นสัญลักษณ์ของความรัก
จากวรรณกรรมทั้งสองเรื่องซึ่งกล่าวถึงสังคมต่างสถานที่และยุคสมัย จึงเห็นได้ว่าทัศนคติอย่างปิตาธิปไตยที่ทำให้ผู้ชายอ้างสิทธิ์เหนือผู้หญิงนั้นยังไม่ได้ถูกทำลาย เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไปอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น
------
ป.ล.
งดทำซ้ำ ดัดแปลง แก้ไข
รู้สึกมันประหลาดๆ รั่วๆ เหมือนระบายความอัดอั้นตันใจเกี่ยวกับผู้ชายในโลกนี้มากกว่าวิจารณ์สิ่งที่อยู่ในนิยาย
ปั่นตอนง่วงๆ (ตอนนี้ ตีสอง)
ก๊ากกกกกกกกกก
ความคิดเห็น
ป.ป.ล. วิชานี้จบ คงค้นพบความกากของผู้ชายยิ่งกว่านี้อีกล้านเท่า
ตอนนี้เหลือแต่ประเด็น Homosexual อย่างเดียวที่ยังไม่ได้เรียน
จบประเด็นนั้น มีแนวโน้มว่าจะกลายพันธุ์จากไบฯเป็นเลสเบี้ยนได้ทีเดียว
55555
ขยันวิชานี้ยิ่งกว่าวิชาคณะแพทย์อีกมั้งนี่?
อะไร
เราเรียนอักษรฯต่างหากนะ (ฮา)
เก็บไว้ก่อนล่ะกัน
มองในแง่ดี ในปัจจุบันถือว่าเป็นมารยาหญิงที่แกล้งสำออยอ่อนแอก็ได้นะ (พูดอย่างคนไม่เคยอ่าน)
เราคิดว่าการควบคุมช่วยอะไรไม่ได้ บางอย่างต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ (ทางตรง ไม่ก็ทางอ้อม) แล้วค่อยสอนว่าดีไม่ดีอย่างไร
คนเราต้องฟังกันให้มากๆ ฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพยายามบอก อย่างเอากรอบของตัวเองไปตีความ
ป.ล. วิเคราะห์ได้ยอดเยี่ยม สมแล้วที่ได้ท็อป
หลงผิดเข้ามาอ่านซะแล้ว
ทำให้อยากอ่านเรื่องนั้นขึ้นมาทันที
ความรู้สึกเวลาโดนสปอยให้อยากอ่านต่อ
อยากอ่าน อยากอ่าน