ห้ามนอนดึก?
เขียนโดย
Star* of Radiance
เคยมีช่วงเวลาที่เราเจออะไรแบบนั้นเหมือนกันล่ะ
คือเบื่อหน่าย ซังกะตาย ผลาญลมหายใจไปวันๆ แล้วไม่พัฒนาตัวเองขึ้นมาเลย ทำตัวเฉื่อยเฉยไปเรื่อยๆ เพราะรู้สึกว่าสิ่งที่อยู่ในโรงเรียนมันง่ายเกินไป...จนในที่สุดก็หมดความท้าทาย ล้มเลิกความพยายาม เพราะไม่รู้ว่าจะพัฒนาไปเพื่ออะไรอีก เขาต้องการให้เราทำแค่นี้ ก็ทำแค่นี้
อีกอย่างหนึ่งคือ ไม่ว่าเราจะทำอะไรยังไง ไม่เคยมีใครชมเอาเลยจริงๆ-*- ชีวิตนี้ได้รับคำชมแบบนับครั้งได้ เหมือนกับว่า ทุกอย่างที่ทำมัน maximum ตามความคาดหวังของบิดามารดาอยู่แล้ว พอรักษาระดับนั้นได้ มันเลยกลายเป็นเฉยๆ ทั้งที่สำหรับคนอื่นๆ อาจจะดีใจบ้านแตกกันทีเดียว
ที่ยังจำได้และแค้นเคืองอยู่ คือตอนเราเด็กมากๆ ที่บ้านชอบซื้อแบบฝึกหัดมาให้ทำ ผลคือเราทำหมดทั้งเล่มทุกเล่มภายในเวลาอันรวดเร็ว อยากทำอีก อยากทำอีกมากๆ
...แต่ก็โดนต่อว่า เพราะทำแบบฝึกหัดแล้วชอบนอนดึก-*-
หลังจากนั้นก็เลยเลิก ไม่ทำมันอีกเลย
(ความขยันที่หายไป อาการเดียวกันกับความกล้าแสดงออก คือพอทำแล้วโดนด่า มันเลยสร้างคอนเซปต์ว่า ทำแบบนี้ไม่ดี อย่าทำ
สุดท้ายก็เลย...)
ไอ้ปัญหาเรื่องชอบนอนดึกนี่ยังคงสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน...คือกว่าจะกลับถึงบ้านมันก็มืด พอเริ่มใช้ความคิดหนักๆได้ทีไรเลยมักจะโดนไล่ไปนอนอยู่เรื่อย ไม่ว่าการใช้ความคิดนั้นจะสำคัญคอขาดบาดตายยังไงก็ตาม จะโดนไล่ไปนอนไว้ก่อน เว้นแต่ถ้ายืนกรานหัวชนฝาจริงๆ ถึงจะได้รับอนุญาตให้ทำงานต่อได้
ผลคือ...ไอ้การโดนไล่ให้ไปนอนมันรบกวนสมองเราตลอดเวลา
ถ้าไม่เข้าใจ หรือรู้สึกว่าเรื่องนี้ไร้สาระโคตรๆ อีแค่พ่อแม่กำหนดเวลานอนยังมาทำบ่น
ลองนึกสภาพ
ตอนใช้สมาธินั่งคิดนั่งเขียนแล้วมีคนมาตะโกนต่อว่าอยู่ข้างๆ ทุกวัน ทุกครั้ง จะรู้สึกยังไงล่ะ?
...ถ้าไม่กดดัน ต่อต้าน แล้วนั่งทำอย่างเดิมต่อไป
ก็คงจะเลิกคิดเลิกเขียนไปเลย เพื่อจะได้ไม่โดนว่าอีก
(คือมันไม่สามารถเอาเวลาคิดเวลาเขียนมากำหนดกรอบในช่วงหัวค่ำได้จริงๆ เพราะกว่าจะถึงบ้านมันก็สองทุ่ม...ทำไงได้วะ! แล้วไอ้ที่เล่นเกมเป็นวรรคเป็นเวรนี่มันเพราะของพวกนั้นใช้ความคิดน้อย เลยเอามาฆ่าเวลาตอนโดนด่าต่างหาก!!)
แล้วคือ...หัวชนฝามาตลอดชีวิต ยังโดนด่าอยู่ทุกวันเลยเนี่ย
แถมคุยไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้เรื่องเพราะยึดแต่ว่าตัวเองหวังดี...
(เออ รู้โว้ยว่าอยากให้สุขภาพดี นอนเร็วตื่นเช้า เป็นเด็กดีขยันแข็งแรง...แต่ช่วยคิดถึงสุขภาพจิตของคนที่โดนขัดความคิดทุกวันๆบ้างเหอะ
ที่สำคัญคืออายุปูนนี้แล้ว ไม่ใช่เด็กสามขวบที่ต้องการนอนหลับพักผ่อนเพียงพอ ให้ร่างกายเจริญเติบโต...คือมันคงจะโตกว่านี้ได้หรอก-*- แถมถ้าเกิดร่างกายรู้สึกไม่ไหว เดี๋ยวเราก็พักเองนั่นแหละ ลิมิตตัวเองใครบ้างไม่รู้ฟะ โอยย)
ไม่รู้จะทำยังไงดีแล้ว-*-
นอกจากนี้ ประเด็น 'คุยไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้เรื่อง เพราะยึดแต่ว่าตัวเองหวังดี' ยังใช้ได้กับการอ่านหนังสือเรียน การอ่านนิยาย การเขียนนิยาย และแนวคิดเกี่ยวกับศาสนาอีกด้วย...
...มีแต่การเขียนนิยายที่เงียบๆไป หลังจากบ้านแทบแตกไปหลายรอบ คาดว่าจะปลง เพราะอีนี่หยุดเขียนไปแป๊บเดียวก็กลับมาตายรังตลอด แถมยังมาเรียนวิชาเลือกของวรรณคดีเปรียบเทียบอีก และคะแนนก็ออกมาสู้เด็กอักษรฯได้อยู่ แม้จะมีบางช่วงที่พ่นๆให้ฟังว่า 'ไม่น่าเลือกวิชานี้เลย' (แล้วจะให้อิฉันเลือกวิชาไหนวะคะ? อิฉันก็มีสิ่งที่อยากเรียน อิฉันก็คน...) อยู่บ้างก็ตาม
ขณะที่พิสูจน์มาล้านรอบว่าเรารู้ลิมิตเรื่องการอ่านหนังสือของตัวเอง เราประเมินได้ว่าถ้าอ่านขนาดนี้คะแนนจะอยู่ระดับไหน ก็ยังจะมาว่าอยู่ตลอด ไม่ว่าสุดท้ายคะแนนออกมาเราจะได้ท็อปหรือเต็มก็ตาม
เรื่องความเชื่อยิ่งแล้วใหญ่ ไม่ว่าเราจะยืนยัน อธิบาย ลากเหตุผล หรือเทศนาตามคำสอนพระพุทธเจ้ามากแค่ไหน คำตอบก็เป็น 'ของอย่างนี้ไม่มีใครรู้หรอก' (อ้าวเห็ด...ในเมื่อไม่มีใครรู้แล้วจะทำไปทำไมวะ?! อิฉันนับถือพุทธ นับถือคำสอนตามเหตุผลค่ะ ไม่ได้นับถือไสยศาสตร์ที่ไม่ต้องตรองก็รู้ว่ามันมีไว้...)
มันเลยกลายเป็นสร้างนิสัยยันหัวชนฝา เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้ก็จะไม่ได้อะไรเลยสักอย่าง กลายเป็นแค่เด็กเจี๋ยมเจี้ยมที่เชื่อฟังไปหมด ทำอย่างที่คิดไม่ได้เลย
ซึ่งแม้จะหัวชนฝา แต่ถ้าจะให้หัวชนฝาทุกวันทุกเวลามาตลอดชีวิตขนาดนี้ หัวมันก็ระบมเหมือนกัน
อึดอัดเหมือนกันนะ! บอกไปล้านชาติแล้วไม่มีฟังสักอย่างแบบนี้...คือปัญหาของเรานอกบ้านไม่มีอะไรหรอก เราจัดการได้ทุกอย่าง จะมีก็แต่ในบ้านนี่แหละ
ไม่รู้จะทำยังไงดีแล้วเนี่ย-*-
แจ้ง Blog ไม่เหมาะสม
15 ม.ค. 53
515
4
ความคิดเห็น
อยู่หอ - -b
คืออีกไม่กี่ปีก็ต้องอยู่หอตลอดชีวิตปะ? 55+
ถ้าอยู่หอแล้วจะรักที่บ้านมากขึ้น แต่ก็ยังมีความขัดแย้งอยู่ดี
เราเข้าใจสภาพของท่านสตาร์ฯ เพราะตัวเองก็เป็นเหมือนกัน แม้ที่บ้านจะไม่กดดันเท่านี้ก็ตาม (ความกดดันตกไปอยู่กับน้องมากกว่าแล้วล่ะตอนนี้) เรื่องที่ไม่มีใครชมนี่ก็เป็น ทั้งยังชอบห่วงอีกว่า มัวแต่ทำอย่างอื่น ไม่ขยันเรียน จะไปรอดหรือเปล่า ...เราประเมินตัวเองได้หรอกน่า
แต่เอาจริงๆ เราก็ชอบที่จะนอนไม่ดึก นอนไม่เช้านัก มีคนหาอาหารให้กินทุกมื้อยามอยู่ที่บ้านเหมือนกัน ถ้าไม่มีงานอะไรต้องทำ ไม่มีอะไรต้องรับผิดชอบ แค่เรียนอย่างเดียว อยู่บ้านก็คงสบายไปแล้ว
(ข้อความยาวเกิน เดี๋ยวต่อ)
แต่เมื่อเรานั้นหางานใส่ตัว เพราะหวังจะให้คนที่บ้านภูมิใจ การสบายนั้นจึงกลายเป็นความยากลำบาก อย่างตอนปีใหม่ประกาศไว้แล้วว่า กลับบ้านไปจะหมกตัว แต่งนิยายให้จบ ไม่ออกไปเที่ยวที่ไหนทั้งนั้น แต่ตั้งๆ ที่พูดไปแล้ว ท่านพ่อก็ยังลากออกไปข้างนอก ไปเที่ยวใกล้ๆ อยู่ดี ตอนนี้ถ้าอยากทำงานจึงกลายเป็นว่าต้องไม่กลับบ้าน บ้านมีไว้พักผ่อนอย่างเดียว
เราคิดว่า ถึงแม้เขาจะไม่ได้พูดชมให้ฟังออกมาตรงๆ แต่ลึกๆ ในใจเขาก็ภูมิใจในตัวเราอยู่ตลอดนั่นแหละ
สำหรับครอบครัว เราพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง เออออตามเขาไป เพราะเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น