Star* of Radiance
ดู Blog ทั้งหมด

ผู้หญิงในเมืองใหญ่: อิทธิพลของการงานและแฟชั่นใน นางมารสวมปราด้า

เขียนโดย Star* of Radiance

รายงานไฟนอล TT^TT

(โหดมาก...สดๆร้อนๆ กลิ่นไหม้เกรียม 555)


------


ผู้หญิงในเมืองใหญ่: อิทธิพลของการงานและแฟชั่นใน นางมารสวมปราด้า

 

สังคมทุนนิยมในยุคปัจจุบันเข้ามามีอิทธิพลต่อมนุษย์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ที่ความสุขสงบและอารมณ์ความรู้สึกล้วนถูกกดทับไว้ด้วยหน้าที่การงาน ซึ่งแรงงานมนุษย์กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยการผลิต และมีมูลค่าไม่ต่างจากวัตถุชิ้นหนึ่ง ขณะที่ภาพความฝันมากมายถูกป้อนให้กับผู้ที่ทำงานในเมืองใหญ่ ภายใต้คำว่า สมัยนิยมและ แฟชั่นวรรณกรรมกลุ่มหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงในยุคนี้จึงถ่ายทอดอิทธิพลของทุนนิยมและเลือกตีแผ่ชีวิตจริงของผู้หญิงในสังคมเมืองอันรีบเร่ง จนกลายเป็นรูปแบบวรรณกรรมสตรีที่เรียกว่า ชิคลิท  The Devil Wears Prada หรือ นางมารสวมปราด้า (ค.ศ. 2003) โดย  ลอเรน ไวส์เบอร์เกอร์ เป็นวรรณกรรมในกลุ่มดังกล่าว ที่สะท้อนภาพการทำงานในเมืองใหญ่ภายใต้อิทธิพลของทุนนิยมในลักษณะของการเสียดสี ไวส์เบอร์เกอร์เขียนเรื่องนี้หลังลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร แอนนา วินทัวร์ ของนิตยสาร โว้ค อเมริกา และอาจเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานของตน เนื่องจากบุคลิกตัวละครเอก มิแรนดา พรีสต์ลีย์ ที่ดำรงตำแหน่งบรรณาธิการบริหารของ รันเวย์ นิตยสารแฟชั่นสมมุติในเรื่องนั้นคล้ายคลึงกับวินทัวร์เป็นอย่างมาก  แอนเดรีย แซกส์ ตัวละครเอกของเรื่อง เป็นหญิงสาวที่เพิ่งเรียนจบเอกภาษาอังกฤษจากมหาวิทยาลัยบราวน์ และเข้าทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยจูเนียร์ของมิแรนดา พรีสต์ลีย์ เจ้าแม่แห่งวงการแฟชั่น โดยที่ไม่มีความสนใจด้านแฟชั่นมาก่อน เธอทำงานภายใต้แรงกดดันจากคำสั่งมากมายจากมิแรนดาที่เข้ามามีอิทธิพลเหนือตนเป็นระยะเวลาเกือบหนึ่งปี จนเมื่อลิลลี่เพื่อนสนิทของเธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการหนัก ระหว่างที่แอนเดรียกำลังทำงานอยู่ในประเทศฝรั่งเศส และถูกต่อว่าจากทั้งคนรักและครอบครัว ภายหลังเธอจึงระเบิดคำผรุสวาทใส่มิแรนดาอย่างรุนแรง และเดินทางกลับสหรัฐอเมริกา ก่อนจะเริ่มเขียนบทความให้กับนิตยสารเซเว่นทีนในเวลาต่อมา โดยต้องสูญเสียความสัมพันธ์กับคนรักของเธอไปในที่สุด

 

นางมารสวมปราด้า เน้นการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับหน้าที่การงานและการรับผิดชอบคำสั่งของ เจ้านายสุดโหดโดยมีประเด็นเรื่องความรักมาเกี่ยวข้องน้อยมาก ซึ่งต่างจากวรรณกรรมชิคลิทเรื่องอื่นๆ ทำให้สามารถมองเห็นลักษณะการทำงานในสังคมทุนนิยมได้อย่างเด่นชัด ไวส์เบอร์เกอร์นำเสนออิทธิพลของหน้าที่การงานที่คุกคามชีวิตส่วนตัว แสดงให้เห็นว่าในพื้นที่การผลิตเช่นในเมืองใหญ่ ความปรารถนาส่วนตัวและความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติหรือเพื่อนและคนรักล้วนถูกปฏิเสธเพี่อให้การผลิตมีประสิทธิภาพสูงสุด ขณะเดียวกันก็สร้างความเครียดความกดดันแก่ผู้ทำงานอย่างมาก ทั้งในด้านการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ตามสังคมรอบข้าง และการปฏิบัติตามคำสั่งเพื่อตอบสนองความต้องการของเจ้านาย ความพยายามในการรักษาอัตลักษณ์ของปัจเจกบุคคลจึงเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่การทำงาน เพราะเป็นการปฏิเสธอิทธิพลของทุนนิยม และลดทอนประสิทธิภาพการผลิต ขณะเดียวกันก็ทำให้บุคคลสามารถแสดงความปรารถนาออกมาโดยการตอบโต้แบบแอบซ่อน หรือต้องออกจากพื้นที่การทำงานนั้นเพื่อรักษาความสัมพันธ์ส่วนตัวไว้  ไวส์เบอร์เกอร์ให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์ของปัจเจกมากกว่าการยอมสูญเสียตัวตนเพื่อยอมรับอุดมการณ์ทุนนิยม ดังจากที่แอนเดรีย แซกส์ พยายามตอบโต้และต่อต้านการถูกครอบงำโดยการงานและแฟชั่นตลอดเวลา  นางมารสวมปราด้า จึงแสดงอิทธิพลของทุนนิยมต่อบุคคล ทั้งในด้านหน้าที่การงานและวงการแฟชั่น รวมถึงการแสวงหาทางออกจากการถูกคุกคามโดยสิ่งเหล่านี้

 

 

นิตยสารแฟชั่น กับการครอบงำตัวตน

 

แอนเดรีย แซกส์ เริ่มต้นงานในนิตยสารรันเวย์ โดยไม่มีความรู้เกี่ยวกับแฟชั่นเลย เมื่อแรกที่ก้าวเข้ามาในกองบรรณาธิการ เธอจึงรู้สึกแปลกตาและแปลกถิ่นกับทั้งสถานที่และผู้คนรอบข้าง บรรดาหญิงสาวที่ทำงานในนิตยสารแฟชั่นนั้นถูกบรรยายรูปลักษณ์ภายนอกว่า “แต่ละคนล้วนดูสวยเก๋จนชวนตะลึง แทบทุกคนอายุอยู่แถวๆ ยี่สิบห้า หาที่เกินเลขสามแทบไม่เจอ และเรียกได้ว่าเกือบทุกคนจะต้องมีแหวนเพชรเม็ดเบ้งเป็นประกายแยงลูกตาอยูบนนิ้วนางข้างซ้าย และไม่น่าเป็นไปได้ว่าพวกนี้เคยมีลูกหรือแม้แต่คิดจะมีกันด้วยซ้ำ พวกหล่อนเดินชึ่บชั่บไปมาอย่างสวยสง่าบนรองเท้าส้นผอมเพรียวสูงสี่นิ้ว แล้วกรีดกรายมายังหน้าโต๊ะทำงานของฉัน […] และทุกคนล้วนแล้วแต่มีน้ำหนักตัวไม่เกิน 110 ปอนด์กันทั้งนั้น” (หน้า 64-65) การให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกในเรื่องนี้แสดงให้เห็นค่านิยมของคนในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะในวงการแฟชั่นตะวันตก ว่าความงามนั้นต้องประกอบด้วยความผอมซึ่ง “กระดูกเชิงกรานโผล่แหลมออกมาได้” (หน้า 35) โหนกแก้มที่สูง รองเท้าส้นเข็มสูงสี่นิ้ว และเครื่องแต่งกายที่ต้องเป็นยี่ห้อจากดีไซเนอร์ดังเท่านั้น ในวันแรกที่แอนเดรียสมัครงาน จึงมีช่วงที่เธอรู้สึกอับอายในการแต่งตัวของตนมาก และเริ่มเปรียบเทียบรูปลักษณ์ของตนกับหญิงสาวอื่นๆที่ทำงานด้วยกัน “เสื้อสูททุเรศๆ กับผมห่วยๆ […] ฉันรู้สึกใบหน้าร้อนเป็นไฟทุกครั้งที่นึกขึ้นได้ว่าวันนั้นฉันดูเฉิ่มสิ้นดียามอยู่ท่ามกลางสาวนิวยอร์กผู้มีผิวสีแทนและสุดแสนจะมีสไตล์” (หน้า 37)

 

ค่านิยมด้านความงามเหล่านี้นับเป็นภาพลักษณ์ของนางแบบในนิตยสารรันเวย์ ที่นำเสนอผ่านนิตยสาร และทำให้ทุกคนที่ทำงานในกองบรรณาธิการต้องรักษาภาพลักษณ์เหล่านี้ไว้ด้วย พวกเธอล้วนสวมใส่เครื่องแต่งกายยี่ห้อดังที่มาจากห้องเก็บเสื้อผ้าของบริษัท และต้องรักษาความผอมเพรียวโดยการควบคุมอาหารอย่างหนักและการออกกำลังกายในยิม แต่กลับยังคงขาดความมั่นใจ และย้ำตนเองตลอดเวลาด้วยความรู้สึกว่าตนนั้นอ้วนเกินไป “ไม่มีหรอกที่ไขมันจะฝังอยู่ตามร่างของพนักงานรันเวย์ จริงๆแล้วฝังอยู่ในหัวของคนที่นี่ซะมากกว่า” (หน้า 237) ในช่วงแรก แอนเดรียยังคงต่อต้านค่านิยมเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกเหล่านี้ โดยการสวมใส่เสื้อผ้าแบบเดิม เพื่อ “ประกาศก้องให้ทุกคนรับทราบว่า ฉันไม่หลงระเริงไปกับความเป็นรันเวย์ หรอกนะ” (หน้า 170) และย้ำเตือนตนเองว่า “ฉันน่ะปกติ พวกนี้สิบ้า” (หน้า 238) ขณะเดียวกัน การต่อต้านนั้นก็สร้างความกดดันแก่ตัวเธอเอง ทำให้รู้สึกอับอายในรูปลักษณ์ตลอดเวลา ขาดความมั่นใจในตนเองเพราะเกิดความรู้สึกด้อยกว่า จนในที่สุดก็เริ่มถูกครอบงำ และต้องเปลี่ยนไปตามกระแสสังคม แอนเดรียในช่วงต่อมาจึงให้ความสำคัญกับการแต่งกาย และอุทิศเวลาให้แก่สิ่งเหล่านี้ ไม่ต่างจากพนักงานรันเวย์ ทั่วไป จนกระทั่งเมื่อเธอออกจากตำแหน่งผู้ช่วยจูเนียร์ แอนเดรียจึงขายเครื่องแต่งกายยี่ห้อดังทั้งหมดที่มีเพื่อแลกกับเงิน และมอบบางชิ้นให้เป็นของขวัญกับผู้อื่น

 

นอกจากนี้ ไวส์เบอร์เกอร์ยังตั้งคำถามกับอิทธิพลของวงการแฟชั่น ผ่านปฏิกิริยาของแอนเดรียเมื่อได้อ่านจดหมายจากเด็กสาวที่ชื่อ เอนิต้า อัลวาเรซ ที่เขียนถึงมิแรนดา โดยวิงวอนขอรับเสื้อผ้าของดีไซเนอร์ชื่อดังสักชิ้น และกล่าวถึงความหลงใหลในแฟชั่นกับความรู้สึกอับอายในรูปลักษณ์ของตนเองที่ไม่เหมือนกับนางแบบในนิตยสาร

 

                “จดหมายนั่นมีกลิ่นคล้ายจีน นาเต้ เป็นกลิ่นฉุนกึกของสเปรย์ที่เด็กสาวต่างจังหวัดชอบใช้กัน แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ฉันรู้สึกแน่นที่หน้าอก หรือลำคอตีบตันขึ้นมา จะมีเด็กอย่างเอนิต้าอีกกี่คนกัน? เด็กสาวที่แทบไม่มีอะไรในชีวิต แต่อยู่ได้ด้วยยึดติดคุณค่า ฝากฝังความเชื่อมั่น และเสื้อผ้าที่มีหมดตู้กับเหล่านางแบบที่ตัวเองเห็นในรันเวย์ มีเด็กสาวอีกกี่คนที่ตัดสินใจมอบความรักอันปราศจากเงื่อนไขให้กับผู้หญิงที่รวบรวมเอาโลกแห่งความฝันอันเย้ายวนไว้ในเล่มเดียวทุกๆเดือน ซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่มีค่าพอสำหรับคำชื่นชมเหล่านั้นแม้เพียงสักคำ มีเด็กสาวอีกกี่คนที่ไม่มีวันรู้เลยว่า บุคคลที่พวกเธอปลาบปลื้มนั้นเป็นเพียงผู้หญิงแสนโดดเดี่ยว ไร้สุข และอารมณ์ร้ายฉุนเฉียวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไม่ควรค่าแก่ความสนใจและความรักอันใสซื่อบริสุทธิ์ที่พวกเธอมอบให้แม้เพียงสักนิด” (หน้า 329)

 

ทัศนคติของเอนิต้าต่อตนเอง คล้ายคลึงกับทัศนคติของหญิงสาวที่ทำงานกับรันเวย์ ซึ่งไม่พอใจกับรูปลักษณ์ของตน และปรารถนาจะเป็นอย่างภาพความสมบูรณ์แบบอย่างนางแบบในนิตยสารแฟชั่น ภาพของนางแบบจึงเปรียบเสมือนความฝันและเป้าหมายหนึ่งในชีวิตของหญิงสาว ซึ่งการนำเสนอความฝันนี้ไม่ได้ทำให้ผู้อ่านได้มีแนวทางการแต่งกายที่เข้ากับสมัยนิยมเท่านั้น แต่อีกนัยหนึ่ง ยังเป็นการกำหนดรูปแบบของสมัยนิยมอีกด้วย ซึ่งหมายความว่านิตยสารแฟชั่นมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดแนวทางการดำเนินชีวิตของปัจเจกบุคคล และมีอิทธิพลครอบงำค่านิยมและความคิดหลายประการ โดยเฉพาะในแง่ของรูปลักษณ์และความงาม ทำให้บุคคลไม่พอใจกับตัวตนเดิม หรืออาจถึงกับรู้สึกอับอายและดูถูกอัตลักษณ์ของตน จนต้องพยายามเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับค่านิยมของสังคม การนิยามความงามโดยนิตยสารแฟชั่นนั้นยังทำให้เกิดผู้ที่มีลักษณะเป็นชายขอบ ซึ่งการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้เป็นไปตามภาพความฝันในนิตยสารนั้นไม่สามารถเป็นไปได้ เช่นเอนิต้า เด็กสาวร่างอ้วนผู้คลั่งไคล้มิแรนดาและเขียนจดหมายถึงเธอ ทำให้บุคคลชายขอบนั้นขาดความภาคภูมิใจในตนเอง และรู้สึกว่าตนไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม

 

มิแรนดา พรีสต์ลีย์: ทุนนิยมกับนางมารร้าย

 

ชีวิตการทำงานในสังคมทุนนิยมเป็นการอุทิศเวลาของลูกจ้างให้กับนายจ้าง โดยมีค่าตอบแทนเป็นรายได้ ซึ่งหมายความว่าอิสรภาพในชีวิตช่วงเวลาทำงานนั้นย่อมถูกลิดรอนไป ลูกจ้างไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตตนเองอีกต่อไป แต่กลับเป็นของนายจ้างที่จ่ายค่าตอบแทน ทำให้รู้สึกว่าตัวตนของตนเองนั้นหายไป เกิดเป็นสภาวะแปลกแยก (Alienation)  เนื่องจากค่าจ้างนั้นไม่ได้จ่ายเพื่อแลกกับแรงงานเท่านั้น แต่เพื่อซื้อชีวิตบางส่วนของลูกจ้างด้วย ดังที่ Karl Marx ได้อธิบายไว้ในหนังสือ Das Kapital ว่า

 

On the other hand, wages, which form the third specific form of revenue, are always equal to the variable component part of capital, i.e., the component part which is laid out in purchasing living labour-power, paying labourers rather than in means of labour.

(Karl Marx, Das Kapital Vol. 3 Chapter 49)

 

การเข้าทำงานในเมืองใหญ่คือการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่การผลิต แอนเดรียที่เพิ่งสมัครงานจึงเข้าสู่สภาวะแปลกแยกในการนำเสนอตนเองต่อเจ้านาย เธอจำเป็นต้องพูดและทำในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเธอ เพื่อให้ได้เข้าทำงาน แอนเดรียที่ไม่ชอบและไม่สนใจแฟชั่น จึงสามารถพูดถึงการทำงานได้อย่างสวยหรูในการสัมภาษณ์กับมิแรนดา ขณะที่ในใจนั้นคิดว่า “ต๊าย ยายบ้าที่กำลังพูดเพ้อเจ้ออยู่นี่เป็นใครมิทราบ ยังกับว่าตัวเองถอดร่างออกมาแล้วดูใครกำลังพูดบ้าอะไรอยู่ก็ไม่รู้” (หน้า 40) เมื่อเข้าทำงาน เธออุทิศชีวิตแก่การทำงานให้กับมิแรนดาตลอดเวลา จนไม่มีเวลามากพอจะใส่ใจกับชีวิตของเพื่อน คนรัก หรือกระทั่งตนเอง แอนเดรียต้องอดนอน และหวาดระแวงตลอดว่ามิแรนดาจะโทรศัพท์มาสั่งงานเธอ การทำงานในลักษณะนี้จึงทำให้แอนเดรียเผลอรับโทรศัพท์ด้วยประโยค “ออฟฟิศของมิแรนดา พรีสต์ลีย์ค่ะ” หลายครั้ง โดยไม่ได้สนใจว่าคู่สนทนาเป็นใคร ซึ่งแสดงให้เห็นอิทธิพลของหน้าที่การงาน และมิแรนดา พรีสต์ลีย์ ที่คุกคามชีวิตส่วนตัว การอุทิศชีวิตให้แก่งานนี้ยังปรากฏกับตัวละครอื่น เช่น เอมิลี่ ผู้ช่วยซีเนียร์ของมิแรนดา ที่กล่าวหลังถูกต่อว่าครั้งหนึ่งว่า “ฉันอุทิศทุกอย่างเพื่อแม่นี่ ฉันมอบชีวิตให้หล่อน” (หน้า 279) แต่เอมิลี่กลับยังคงทำงานต่อไป เพราะเธอเชื่อว่ามิแรนดาเป็นคนเก่ง และการได้ช่วยเหลือมิแรนดาถือเป็นหน้าที่อันสำคัญยิ่ง (หน้า 280) กล่าวคือ แม้เอมิลี่จะไม่พอใจมิแรนดา แต่เธอยังคงมีทัศนคติในเชิงชื่นชมอยู่ ซึ่งต่างกับแอนเดรีย ที่มองมิแรนดาในแง่ลบตลอดเวลา

 

มิแรนดา พรีสต์ลีย์ เป็นตัวละครที่ถูกนิยาม ทั้งในแง่การเป็นผู้หญิงเก่ง และเป็นนางมารร้าย ความเก่งของมิแรนดาคือเธอสามารถเลือกและกำหนดความเป็นไปของนิตยสารรันเวย์ และวงการแฟชั่นได้อย่างเด็ดขาดเพียงผู้เดียว ทักษะของเธอเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้นิตยสารประสบความสำเร็จ แต่เบื้องหลังของความเด็ดขาดนั้นคือความจุกจิกจู้จี้และอารมณ์ร้าย ซึ่งทำให้ผู้อยู่ใต้อำนาจเกิดความเครียดความกดดัน จนรู้สึกว่าตนกำลังตกเป็นทาส ที่มาของอำนาจของมิแรนดานั้นเกิดจากความไม่แน่นอน คาดเดาไม่ได้ ทำให้ทุกคนในกองบรรณาธิการต้องปฏิบัติตนตามที่เธอต้องการ เพื่อไม่ให้เกิดผลร้ายต่อตนเอง โดยเฉพาะเมื่อเธออยู่ในอาคารหรือละแวกใกล้เคียง ผู้ตกอยู่ใต้อิทธิพลนี้อย่างรุนแรงที่สุดคือแอนเดรียและเอมิลี่ ซึ่งถึงกับต้องผลัดกันเฝ้าโทรศัพท์ในห้องทำงานของมิแรนดาตลอดเวลา เพราะกลัวว่ามิแรนดาอาจโทรศัพท์มาด้วยเรื่องเร่งด่วนได้ทุกเมื่อ ลักษณะนิสัยแปลกประหลาดอย่างหนึ่งที่ปรากฏสม่ำเสมอในเรื่อง ซึ่งแอนเดรียอธิบายว่าเป็น โรคพลิกลิ้นชี้ให้เห็นอำนาจของมิแรนดาในการควบคุมความประพฤติอย่างชัดเจน

 

“ “โรคพลิกลิ้นของชาวรันเวย์” อันเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นอย่างทันควัน เมื่อมีพวกสาวเกือกส้นเข็มรายใดเกิดปากพล่อยเอ่ยถึงมิแรนดาในทางเสียหาย (แม้เรื่องนั้นจะจริงแสนจริงก็ตาม) ซึ่งมักจะเกิดอาการหวาดระแวงอย่างหนักว่า มิแรนดาจะต้องตามมาลุยเล่นงานคนพูด เล่นเอาพวกขาเม้าท์ทั้งหลายกลับลำแทบไม่ทัน” (หน้า 63)

 

พฤติกรรมที่สม่ำเสมอของพนักงานรันเวย์ อันเกิดจากความกลัวมิแรนดา แม้เธอจะไม่ได้อยู่ที่นั่น อธิบายได้ด้วยทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบผลของการกระทำ (Operant Conditioning Theory) โดย B. F. Skinner ว่าการกระทำตามคำสั่งของมิแรนดาจะทำให้เกิดการเสริมแรงทางลบ คือลดโอกาสที่จะถูกต่อว่า ส่วนการออกคำสั่งที่ไม่มีเวลาแน่นอนนั้นนับเป็นการให้แรงเสริมตามช่วงเวลาที่ไม่สม่ำเสมอ (Variable - Interval Schedule) ซึ่งจะทำให้พฤติกรรมคงอยู่ได้นาน และพนักงานล้วนประพฤติตามโดยไม่จำเป็นต้องมีมิแรนดาอยู่ตรงหน้า การวางเงื่อนไขในลักษณะนี้จึงเป็นการสร้างอำนาจที่มองไม่เห็นแก่มิแรนดา ซึ่งเป็นอำนาจในการจัดระเบียบวินัยที่แทรกซึมในชีวิตประจำวัน ในรูปแบบเดียวกับ Disciplinary Power ของ Michel Foucault  อำนาจ ความจุกจิกในรายละเอียด และอารมณ์ร้าย จึงทำให้เธอถูกนิยามว่าเป็นนางมาร แต่ก็ช่วยขับเคลื่อนนิตยสารรันเวย์ ให้มีระเบียบกฎเกณฑ์และสร้างภาพลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ในเวลาเดียวกัน ซึ่งช่วยสนับสนุนการควบคุมด้วยอุดมการณ์ทุนนิยม ที่ให้ลูกจ้างปฏิบัติตนตามคำสั่ง เพื่อประโยชน์สูงสุดในการทำงาน

 

ความเครียดความกดดัน และการตอบโต้

 

การทำงานในนิตยสารรันเวย์ ของแอนเดรีย และการเริ่มถูกคุกคามอัตลักษณ์ดั้งเดิม โดยไม่มีหนทางให้แสดงออก สร้างความเครียดความกดดันให้กับเธอเป็นอย่างมาก หน้าที่การงานกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเธอ และเข้าครอบงำความคิดโดยสมบูรณ์ จากปฏิกิริยาของแอนเดรียยามเพิ่งตื่นนอนด้วยเสียงโทรศัพท์จากมารดา ที่ว่า “เสียงโทรศัพท์ครางมาจากที่ไหนสักแห่งอันไกลโพ้นจากความฝัน ต้องเวลานานพอสมควรกว่าจิตใต้สำนึกจะรายงานว่าอาจเป็นมิแรนดาโทร.มา ฉันสับสนอยู่พักหนึ่ง ฉันอยู่ไหน ใครคือ “มิแรนดา” วันนี้คือวันอะไร” (หน้า 242) จนมาถึงการลืมติดต่อกับคนรัก พี่สาว และละเลยชีวิตของเพื่อนสนิท ลิลลี่ ที่เริ่มเสียการเรียน ใช้ชีวิตไปกับการดื่มเหล้าและผู้ชาย  เนื่องจากแอนเดรียไม่มีเวลามากพอให้กับความสัมพันธ์ส่วนตัว ความเครียดความกดดันที่สะสมนี้จึงทำให้เธอค่อยๆ ตอบโต้ทีละน้อย  การตอบโต้ในช่วงแรกเป็นความพยายามรักษาตัวตนด้านรูปลักษณ์ภายนอก ซึ่งล้มเหลว เพราะแอนเดรียไม่สามารถต่อต้านค่านิยมของสังคมซึ่งเข้าครอบงำตัวเธอเองได้ ในเวลาต่อมา การตอบโต้ของเธอจึงแยบยลและหลบซ่อนมากขึ้น

 

แอนเดรียใช้เงินบริษัทกับการนั่งแท็กซี่ และให้เงินแก่คนขับมากกว่าราคาจริง ซึ่งเธออธิบายว่า “วิธีนี้เรียกว่าเป็นกบฏแบบดื้อเงียบ แต่ฉันเรียกว่างานนี้เจ๊ากันว่ะ” (หน้า 172) หรือเมื่อมิแรนดาสั่งให้เธอไปซื้อลาเต้ร้อนแก้วกลางจากสตาร์บัคส์ แอนเดรียก็ใช้เงินเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อกาแฟและอาหารให้กับผู้คนที่พบเจอข้างถนน “ฉันเลยจิ๊กบริษัทเพิ่มขึ้นมาอีก 24 ดอลลาร์ต่อวันสำหรับค่ากาแฟ (ลาเต้ของมิแรนดาราคาประมาณสี่ดอลลาร์) ด้วยการหยิบยื่นของกินดีๆ ให้กับคนข้างถนนตัวเน่าเหม็นหรือคนบ้า เพื่อเป็นการชดเชยทางจิตใจจากที่ถูกยายมิแรนดาใช้อำนาจบาตรใหญ่ตามใจชอบ (โดยไม่ต้องเสียเงินเอง)” (หน้า 191) การตอบโต้ต่อการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมของมิแรนดาของแอนเดรียนั้น นอกจากจะสร้างเป็นความพอใจในการได้ต่อต้านของตัวเธอเองแล้ว ยังสร้างความสุขให้กับผู้อื่น ซึ่งนับเป็นการสร้างความชอบธรรมแก่ตนเองเพิ่มเติมอีกทางหนึ่ง  แต่อีกด้านหนึ่ง การตอบโต้บางอย่างที่แอนเดรียกระทำกลับถูกตัวเธอนิยามเองว่าเป็น ความเป็นคนมีจริยธรรมต่ำ เช่นการไม่ล้างจานอาหารเช้าของมิแรนดา จนกว่าจะสกปรกเกินไป จึงใช้น้ำแร่ของมิแรนดาล้างให้ (หน้า 192) ซึ่งเธอสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง โดยการอ้างว่า “หล่อนควรจะขอบใจฉันที่ไม่ฉีดน้ำยาเช็ดโต๊ะลงไปสักสองสามจึ้กอย่างที่ใจอยากจะทำ” (หน้า 192) การตอบโต้เพื่อแสดงความเครียดความกดดันและความปรารถนาส่วนตัวออกมานั้น จึงมีความย้อนแย้ง เพราะด้านหนึ่ง แอนเดรียเชื่อว่าการกระทำของมิแรนดาเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และไม่ควรมีเจ้านายคนใดใช้งานลูกน้องอย่างไม่สมเหตุสมผลมากเพียงนี้ แต่การตอบโต้โดยตรงก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากอิทธิพลและอำนาจของมิแรนดา อีกด้านหนึ่ง จึงทำให้แอนเดรียรู้สึกผิดต่อการกระทำ เพราะมันขัดกับหลักจริยธรรมในตัวเธอเอง การตอบโต้จึงไม่ได้เพียงช่วยผ่อนคลายความกดดัน แต่กลับกลายเป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มสภาพความเครียดความกดดันนั้นให้มากขึ้นด้วย

 

ช่วงท้าย สภาวะความเครียดความกดดันของแอนเดรียเพิ่มขึ้นจนถึงระดับที่เธอทนไม่ไหวอีกต่อไป เพราะสาเหตุของความกดดันไม่ได้มาจากเพียงอิทธิพลของการงานเท่านั้น แต่ยังมาจากปัญหาความสัมพันธ์ส่วนตัวอีกด้วย อุบัติเหตุที่ลิลลี่ประสบ ปัญหาความไม่เข้าใจกับคนรัก และความรู้สึกของตัวเธอต่อสิ่งที่ควรและไม่ควรกระทำ สร้างความลำบากใจเป็นอย่างมากแก่แอนเดรียเอง แอนเดรียห่วงอนาคตของตนและเสียดายตำแหน่งการงานกับมิแรนดา ซึ่งเธอเชื่อว่าจะทำให้สามารถสมัครงานกับนิตยสารอื่นได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน หากเธอเลือกทำตามสิ่งที่เธอเห็นว่าถูกต้อง คือการเดินทางกลับไปหาพ่อแม่ เพื่อนสนิท และคนรักทันที ก็จะทำให้เธอสูญเสียโอกาสด้านการงานไป เมื่อมิแรนดาออกคำสั่งให้เธอไปต่ออายุหนังสือเดินทางให้กับลูกสาวทั้งสอง ซึ่งแอนเดรียเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ เธอจึงสามารถปฏิเสธการงานของตนในรันเวย์ได้โดยสิ้นเชิง (หน้า 455) และระเบิดคำผรุสวาทใส่มิแรนดาอย่างรุนแรง (หน้า 456-457) ก่อนออกจากงานกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านตามเดิม

 

ในตอนจบ ที่แอนเดรียเริ่มต้นงานใหม่กับลอเรตตา บรรณาธิการของนิตยสารเซเว่นทีน จึงไม่ได้เป็นเพียงการเปิดโอกาสใหม่ให้ตนเอง และความสำเร็จในการตอบโต้ต่อความเครียดความกดดันอันเนื่องมาจากการทำงานกับมิแรนดาเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของแอนเดรียเองด้วย ว่าการแสดงออกอย่างรุนแรงและซื่อตรงกับความรู้สึกนั้นได้รับการยอมรับในสังคม และสร้างความรู้สึกว่าตนเป็นคนสำคัญ เพราะสามารถทำให้ผู้คนรอบข้าง รวมถึงมิแรนดา ต้องตกใจและสนใจการกระทำของเธอ  และแม้แอนเดรียจะต้องสูญเสียความสัมพันธ์อันดีกับคนรักไป (หน้า 469) เธอก็ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก แต่กลับมุ่งความสนใจให้กับการเขียนเรื่อง ราวกับว่าการงานนั้นกลายเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับเธอไปเสียแล้ว

 

 

บทสรุปของ นางมารสวมปราด้า จึงอาจเป็นการสนับสนุนการตอบโต้ต่อความไม่ชอบธรรมอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา เป็นการเยียวยาตัวผู้เขียนเองผ่านการแสดงออกทางอารมณ์มากมายในเรื่อง และตั้งคำถามต่ออิทธิพลของการงานและแฟชั่นต่อชีวิตในเมืองใหญ่ โดยเสนอทางออกให้แก่ผู้ที่กำลังตกอยู่ในสภาวะความเครียดความกดดันจากสิ่งเหล่านี้ แม้ไวส์เบอร์เกอร์จะให้ความสำคัญกับการรักษาอัตลักษณ์ของบุคคลไม่ให้ถูกกลืนโดยกระแสสังคม และเปิดเผยมุมมองของตนผ่านเรื่องราวที่ได้รับอิทธิพลจากประสบการณ์ชีวิต แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธทุนนิยมโดยสิ้นเชิง เพราะการเน้นย้ำชื่อของดีไซเนอร์และร้านดังมากมาย และการอุทิศชีวิตแก่การทำงานของตัวละครเอกตลอดเรื่อง ล้วนนับเป็นการสนับสนุนอุดมการณ์ของทุนนิยมทั้งสิ้น

ความคิดเห็น

Caje
Caje 1 มี.ค. 53 / 11:02

ชักเริ่มสงสัยว่านี่เป็นงานวิชาอะไรกันแน่ ทำไมมีทฤษฎีจิตวิทยาเหมือนที่เราเรียนมาอ้างด้วย

ถ้ายังต้องอยู่ในสังคมเมืองต่อไป ระบบทุนนิยมก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้หรอก แต่พยายามเป็นตัวของตัวเองก็ดีที่สุดแล้ว
ความคิดเห็นที่ 2
เท่อ่ะ เขียนได้ดีทีเดียว