การแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง (Metastasis)
คือ การที่เซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปงอกตรงส่วนอื่นๆของร่างกาย
ที่ห่างไกลออกไปและไม่ติดต่อกับก้อนมะเร็งเดิม
การแพร่กระจายของก้อนมะเร็งมีได้หลายทาง
- ทางกระแสเลือด (Hematogenous spreading) โดยเซลล์มะเร็งหลุดเข้ากระแสเลือด
เป็นทูเมอร์ เอมโบไล (Tumour emboli) แล้วไปงอกตามอวัยวะต่างๆ
พบว่ามะเร็งชนิดซาร์โคมามีการแพร่กระจายทางนี้มากกว่า
- ทางท่อน้ำเหลือง (Lymphatic spreading) โดยเซลล์มะเร็งจะกระจาย
เข้าท่อน้ำเหลืองแล้วไปงอกในต่อมน้ำเหลือง (Lymph node) บริเวณใกล้เคียง
แล้วยังแพร่กระจายสู่หลอดเลือดอีกต่อหนึ่งการแพร่กระจายวิธีนี้
มีมะเร็งชนิดคาร์ซิโนมามากกว่าชนิดซาร์โคมา
- ทางตรง (Direct extension) โดยเซลล์มะเร็งจะแผ่กว้างออกไปยังเนื้อเยื่อ
และอวัยวะใกล้เคียง
- การปลูก (Implantation) โดยเซลล์มะเร็งจะหลุดจากตำแหน่งเดิมไปงอกที่ส่วนอื่นของร่างกาย
เกิดได้ 2 วิธี คือ
- วิธีธรรมชาติ เช่น มะเร็งของไต หลุดไปงอกที่ผนังของกระเพาะปัสสาวะ
- วิธีโดยแพทย์ทำให้เกิดขึ้น เช่น เวลาแพทย์ผ่าตัดก้อนมะเร็ง
ถ้าไม่ระวังเซลล์มะเร็งจะไปติดอยู่ตามแผลผ่าตัด ก็จะเกิดก้อนมะเร็งตรงแผลผ่าตัด เป็นต้น
- Transcoelomic spreading โดยเซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปงอกตามเยื่อบุหัวใจ
ช่องปอดและช่องท้อง เช่น ผู้ป่วยเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร
เซลล์มะเร็งหลุดไปตามช่องท้องไปงอกเป็นมะเร็งที่รังไข่ เป็นต้น
การประเมินสภาพ
1.การซักประวัติ อาการที่นำผู้ป่วยมา รวมทั้งประวัติการเจ็บป่วยในปัจจุบันและในอดีต
รวมทั้งการรักษา ประวัติการเป็นมะเร็งของบุคคลในครอบครัว
อาชีพ ประวัติอื่นๆ เช่น สุรา บุหรี่ เป็นต้น
- การตรวจร่างกาย คลำพบก้อนโดยเฉพาะบริเวณที่เป็นมะเร็งรวมทั้งต่อมน้ำเหลือง
บริเวณใกล้เคียง และการตรวจร่างกายทั่วๆไป
การตรวจภายใน การตรวจทางทวารหนัก การใช้กล้องส่อง ตรวจโดยวิธีพิเศษ เช่น
Gastroscope, Sigmoidoscope เป็นต้น
- การตรวจทางห้องปฏิบัติการและอื่นๆ รวมทั้งการตรวจโดยวิธีเซลล์วิทยา (Cytology) เพื่อ
สนับสนุนการวินิจฉัยมะเร็งปฐมภูมิ และค้นหามะเร็งทุติยภูมิ
3.1 การตรวจเลือด การตรวจเลือดไม่สามารถวินิจฉัยที่มีความจำเพาะกับโรคมะเร็งได้แต่
การตรวจบางชนิดจะช่วยวินิจฉัยมะเร็งบางโรคได้ เช่น
- CBC ช่วยในการวินิจฉัยมะเร็งเม็ดเลือดขาว
- Alkaline phosphatase ค่าที่สูงอาจแสดงว่ามีการแพร่กระจายไปที่ตับและกระดูก
- การตรวจหา Tumor marker เป็นสารที่สร้างขึ้นจากเซลล์มะเร็งแล้วปล่อย
เข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งการตรวจวิธีนี้จะช่วยวินิจฉัยและติดตามผลการรักษา
ซึ่งที่ใช้ในขณะนี้คือ
3.2. Carcinoembryonic antigen (CEA) ซึ่งค่าปกติ 2.5-5 ng/ml
ค่าที่สูงอาจแสดงว่ามีการแพร่กระจายหรือมีการกลับมาเป็นซ้ำ
3.3. CA 15-3 เป็นสารที่ตรวจพบในมะเร็งเต้านม รังไข่ ลำใส้ใหญ่ ตับอ่อน ถุงน้ำดี
CA 15-3 ใช้ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังผ่าตัดเพื่อประเมินการกลับเป็นซ้ำ
ก่อนที่จะแสดงอาการ
3.4. CA 19-9 เป็นสารที่ตรวจพบในมะเร็งบางชนิด เช่น กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ตับอ่อน
ทางเดินน้ำดี CA 19-9 จะสูงในมะเร็งตับอ่อน ทางเดินน้ำดีจึงนิยมใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรค
3.5. CA 125 เป็นสารที่ตรวจพบในเลือดและน้ำในช่องท้อง
ค่าปกติ 35 u/ml จะสูงในมะเร็งตับอ่อนและอวัยวะสืบพันธุ์สตรี
3.6. Alpha fetoprotein (AFP) ค่าปกติ 2-16 ng/ml เป็นสารที่ตรวจพบในมะเร็งตับ
3.7. prostate specifie (PSA) ค่าปกติต่ำกว่า 4 ng/ml เป็นสารที่ตรวจพบในมะเร็งต่อมลูกหมาก
3.8. pap smear เป็นการตรวจที่ช่วยในการวินิจฉัยได้ดีและทำได้ง่าย
3.9. การตรวจชิ้นเนื้อ (Biopsy) เป็นโดยการตัดเนื้อที่สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งออกมาตรวจ
วิธีที่นิยมในปัจจุบันคือการตัดโดยใช้เข็มแทงผ่านผิวหนัง
(percutaneous needle biopsy) เนื่องจากรวดเร็ว
ประหยัดและเนื้อเยื่อโดยรอบได้รับการกระทบกระเทือนน้อยสามารถทำได้ทั้งเนื้องอกที่อยู่ตื้น
และก้อนเนื้อที่อยู่ลึกๆ
3.10. การตรวจทางรังสี (X-ray Examination) ได้แก่ การกลืนแบเรียม
การสวนด้วย Barium มีประโยชน์มากในมะเร็งที่มีการอุดตันของระบบต่างๆ
เช่น ทางเดินอาหาร ระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น
3.11. การตรวจด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer Tomography) เป็นวิธีการตรวจบันทึกโครงสร้าง
ของอวัยวะตามมุมต่างๆ สามารถช่วยในการวินิจฉัยก้อนเนื้อในอวัยวะภายในร่างกายได้เป็นอย่างดี
ความคิดเห็น